https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/issue/feed
วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี
2025-12-26T17:40:03+07:00
ผศ.ดร.วีรวิชญ์ เลิศไทยตระกูล
iscjournal@chonburi.spu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิชาการที่มุ่งเผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัยครอบคลุมเนื้อหาด้านบริหารธุรกิจ ด้านการบริหารปฏิบัติการ ด้านการบริหารการศึกษา ด้านการท่องเที่ยว ด้านการบัญชี ด้านนิเทศศาสตร์และการสื่อสาร และด้านการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มุ่งเน้นการประยุกต์ศาสตร์ในแขนงต่าง ๆ</strong></p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/282028
กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนานวัตกรด้วยกระบวนการการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เรื่องพืชสมุนไพร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2025-08-23T07:16:23+07:00
ประไพพิมพ์ สุทธิมูล
prapaipim@buu.ac.th
กอบกุล ใจกว้าง
Kobkul@buu.ac.th
คงศักดิ์ วัฒนะโชติ
Kongsak@buu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องพืชสมุนไพร 2) เพื่อศึกษาทักษะภาคปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องพืชสมุนไพร 3) เพื่อหาประสิทธิภาพกิจกรรมการเรียนรู้ พืชสมุนไพร ด้วยกระบวนการการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่พัฒนาตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 4) เพื่อศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนที่ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนานวัตกรด้วยกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เรื่องพืชสมุนไพร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 2 ห้องเรียน นักเรียน 47 คน กลุ่มตัวอย่างที่ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) กิจกรรมการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ 3) แบบประเมินวัดทักษะภาคปฏิบัติ 4) แบบประเมินวัดความคิดสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าสถิติค่าเฉลี่ยของคะแนน (𝑥̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>SD</em>) ค่าความเชื่อมั่นและค่าสถิติ <em>t</em>-test แบบ Dependent Sample</p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา นวัตกรด้วยกระบวนการการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้คะแนนเฉลี่ย (𝑥̅) เท่ากับ 33 คิดเป็น ร้อยละ 82 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>2. ทักษะภาคปฏิบัติ กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องพืชสมุนไพรของนักเรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนานวัตกรด้วยกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้คะแนนเฉลี่ย (𝑥̅) เท่ากับ 64.77 คิดเป็น ร้อยละ 86 และมีระดับคุณภาพ ระดับมากที่สุด</li> <li>3. ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนานวัตกรด้วยกระบวนการการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มีค่าเท่ากับ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>)=82/86 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80</li> <li>4. ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้ เพื่อพัฒนานวัตกรด้วยกระบวนการการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้คะแนนเฉลี่ย (𝑥̅) เท่ากับ 4.63 ระดับประเมินคุณภาพ ระดับมากที่สุด</li> </ol>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/280625
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการซื้อซ้ำของลูกค้า กรณีศึกษา บริษัท อเมริกัน - ยูโรเปี้ยนโปรดักส์ จำกัด
2025-05-23T06:41:46+07:00
ปวีร์ฐิตา เมธาธนินเกียรติ
pwpunch.paweethita@gmail.com
ทัศนีย์ สิราริยกุล
pwpunch.paweethita@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการซื้อซ้ำของลูกค้า ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล ส่วนประสมทางการตลาด และความภักดีของลูกค้า กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภค จำนวน 400 คน ที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์วัตถุดิบเบเกอรี่ของบริษัท อเมริกัน-ยูโรเปี้ยน โปรดักส์ จำกัด ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านรายได้และประสบการณ์การซื้อของลูกค้ามีผลต่อความต้องการซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในส่วนของส่วนประสมทางการตลาดทั้ง 7 ด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย การส่งเสริมการตลาด บุคลากร กระบวนการ และลักษณะทางกายภาพพบว่า ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการตลาด บุคลากร และลักษณะทางกายภาพ ส่งผลต่อความต้องการซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และในด้านความภักดีของลูกค้าพบว่า มีอิทธิพลในระดับสูงต่อพฤติกรรมการซื้อซ้ำ ทั้งในเชิงพฤติกรรมและเจตคติ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของความเชื่อมั่นในตราสินค้าและความผูกพันทางอารมณ์ที่มีต่อแบรนด์</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/280727
การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อการท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษา : วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขกสีลม) กรุงเทพมหานคร
2025-09-19T06:42:12+07:00
ทัศตะวัน ด่วนตระกูลศิลป์
tattawan.d@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษา : วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขกสีลม) กรุงเทพมหานคร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 254 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยบังเอิญ (Accidental Sampling) เครื่องมือที่ใช้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.95 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีเชฟเฟ่ (Scheffe) ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจในระดับมากในทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านสิ่งที่ดึงดูดใจ ( =3.92) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ( =3.91) ด้านการต้อนรับและประชาสัมพันธ์ ( =3.88) ด้านการให้บริการ ( =3.85) และด้านคมนาคม ( =3.82) นอกจากนี้ พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของแรงจูงใจ เมื่อพิจารณาตามเพศ อายุ และอาชีพ ส่วนศาสนาและสถานภาพไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p> ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับพัฒนาการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะในด้านบริการ สิ่งอำนวยความสะดวก และการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยวและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/280772
THE RELATIONSHIP BETWEEN MARKETING MIX AND PURCHASING INTENTIONS OF GUANGXI HIGREEN MARKET BUYERS IMPORTING LONGAN FROM A THAI COMPANY X
2025-08-23T06:54:52+07:00
Kefeng Zhou
6411873120001@sbu.southeast.ac.th
Jirasek Trimetsoontorn
6411873120001@sbu.southeast.ac.th
<p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p> This study aims to investigate the factors influencing the purchasing intentions of Guangxi HiGreen Market buyers towards longan imported from Thai Company X, using the 4P marketing strategy theory as a framework. The study focuses on the unique dynamics of the cross-border longan trade between Thailand and China, particularly in the Guangxi region, which serves as a major distribution center for imported fruits. Employing a quantitative research approach, the study utilizes a questionnaire to collect data from a sample of 230 fruit market buyers, selected through simple random sampling from a population of 538 importers in the Guangxi HiGreen Market. The research instrument was rigorously tested for validity and reliability to ensure credibility. Data analysis involved both descriptive and inferential statistics, including correlation and multiple regression analyses, to examine the relative importance of each element of the 4P marketing strategy (Product, Price, Place, and Promotion) in shaping purchasing intentions. The study aims to provide valuable insights for Thai longan exporters, particularly Company X, to enhance their marketing strategies and improve their competitive position in the Guangxi market.</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/278683
ผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบใช้เกมเป็นฐานของนักศึกษาที่ ลงทะเบียนเรียนรายวิชา GSC146 เศรษฐกิจ BCG เพื่อโลกในศตวรรษที่ 21
2025-09-11T10:56:51+07:00
อารีย์ ขันติธรรมกุล
areekoi2023@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบใช้เกมเป็นฐาน 2) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบใช้เกมเป็นฐาน โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เป็นนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา GSC146 เศรษฐกิจ BCG เพื่อโลกในศตวรรษที่ 21 ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2567 มหาวิทยาลัยศรีปทุม ชลบุรี จำนวน 347 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบใช้เกมเป็นฐาน 2) แบบทดสอบการเรียนรู้รายวิชา GSC146 เศรษฐกิจ BCG เพื่อโลกในศตวรรษที่ 21 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักศึกษารายวิชา GSC146 เศรษฐกิจ BCG เพื่อโลกในศตวรรษที่ 21 นักศึกษาส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับ A จำนวน 342 คน คิดเป็นค่าร้อยละ 98.55 2) ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อวิธีการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบใช้เกมเป็นฐานพบว่า ด้านประสิทธิภาพการสอนของครูผู้สอนในภาพรวมนักศึกษามีความพึงพอใจระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.60 ผลข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบใช้เกมเป็นฐานสามารถเสริมสร้างพัฒนาการด้านทักษะการแก้ไขปัญหาและนำไปใช้ในการดำรงชีวิตของผู้เรียนได้เป็นอย่างดีทำให้ผลการเรียนรู้ของนักศึกษาส่วนใหญ่มีผลการเรียนระดับดีมาก</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/281315
การพัฒนาคู่มือเพื่อการฟื้นฟูการละเล่นพื้นบ้านและกีฬาไทย กรณีศึกษา : การโยนลูกช่วงในพื้นที่อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี
2025-08-29T06:25:45+07:00
ณรงค์ฤทธิ์ นิ่มมาก
n.nimmark@gmail.com
สิปปนันท์ หวังกิจ
aj.sippanant@gmail.com
ณัฏฐ์ดนัย เจริญสุขวิมล
mued_789@hotmail.com
รัตนาภรณ์ ทรงพระนาม
ratshong@yahoo.com
จัตุภรณ์ พลเสน
p.jtuphorn@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาคู่มือเพื่อการฟื้นฟูการละเล่นพื้นบ้านและกีฬาไทย กรณีศึกษา : การโยนลูกช่วงในพื้นที่อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยขอบเขตในการวิจัยประกอบด้วย 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการละเล่นพื้นบ้านและกีฬาไทย การโยนลูกช่วงในพื้นที่อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี 2) สร้างคู่มือเพื่อการฟื้นฟูการละเล่นพื้นบ้านและกีฬาไทย กรณีศึกษา : การโยนลูกช่วงในพื้นที่อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี และ 3) ประเมินคู่มือเพื่อการฟื้นฟูการละเล่นพื้นบ้านและกีฬาไทย กรณีศึกษา : การโยนลูกช่วงในพื้นที่อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี</p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>1. การละเล่นพื้นบ้านและกีฬาไทยของท้องถิ่น “การโยนลูกช่วง” ของอำเภอเกาะสีชังนั้น จะเล่นกันเฉพาะเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น ซึ่งมีเฉพาะปราชญ์ชาวบ้านบางท่านเท่านั้นที่สามารถบอกเล่าหรือนำการละเล่นนี้ได้ และไม่พบเอกสาร หรือตำราอื่นใดที่บ่งบอกหรือใช้เป็นหลักฐานการละเล่นพื้นบ้านและกีฬาไทยของท้องถิ่น “การโยนลูกช่วง” ของอำเภอเกาะสีชัง</li> <li>2. คู่มือเพื่อการฟื้นฟูการละเล่นพื้นบ้านและกีฬาไทย กรณีศึกษา : การโยนลูกช่วงในพื้นที่อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ประกอบด้วยเนื้อหา ดังนี้ หน้าปก, เกริ่นนำ, อุปกรณ์, ขนาดสนามแข่งขัน, จำนวนผู้เล่น, กติกาและข้อตกลงในการเล่น เทคนิคการเหวี่ยง/ โยนลูกช่วง, วิธีการเล่น และภาพประกอบการโยนลูกช่วง</li> <li>3. ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบ จำนวน 5 ท่าน พิจารณาความเหมาะสม (Content Validity) ของคู่มือฯ พบว่า คู่มือเพื่อการฟื้นฟูการละเล่นพื้นบ้านและกีฬาไทย กรณีศึกษา : การโยนลูกช่วงในพื้นที่อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1</li> </ol>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/281371
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการที่เสริมสร้างทักษะชีวิตและอาชีพในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
2025-08-23T15:40:25+07:00
บดินทร์ ถาวร
bordinthaworn3@gmail.com
พิชามญชุ์ สุรียพรรณ
bordinthaworn3@gmail.com
นันทพงศ์ หมิแหละหมัน
bordinthaworn3@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการที่เสริมสร้างทักษะชีวิตและอาชีพ 2) พัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการที่เสริมสร้างทักษะชีวิตและอาชีพ และ 3) ตรวจสอบรูปแบบการบริหารงานวิชาการที่เสริมสร้างทักษะชีวิตและอาชีพในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 85 คน และหัวหน้างานบริหารงานวิชาการ จำนวน 85 คน รวมทั้งหมด 170 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าดัชนีความเชื่อมั่น 0.99 แบบตรวจสอบความสอดคล้องของร่างรูปแบบ และแบบตรวจสอบรูปแบบ มีค่าดัชนีความเชื่อมั่น 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการที่เสริมสร้างทักษะชีวิตและอาชีพภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการที่เสริมสร้างทักษะชีวิตและอาชีพภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด และการจัดลำดับความต้องการจำเป็น ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 3) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 4) ด้านการนิเทศการศึกษา และ 5) ด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา</li> <li>รูปแบบการบริหารงานวิชาการที่เสริมสร้างทักษะชีวิตและอาชีพในโรงเรียนมี 4 องค์ประกอบ คือ ประกอบด้วย 1) หลักการของรูปแบบประกอบด้วยการบริหารงานวิชาการ ทักษะชีวิตและอาชีพ และหลักการมีส่วนร่วม 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ เพื่อพัฒนาระบบการบริหารงานวิชาการที่ส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพ และเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนางานวิชาการสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการบริหารสถานศึกษาที่มีคุณภาพ 3) กระบวนการดำเนินงานประกอบด้วยงาน 5 ด้าน ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการ PDCA 4) การวัดและประเมินผลมุ่งเน้นการประเมินตามสภาพจริง และ</li> <li> รูปแบบการบริหารงานวิชาการที่เสริมสร้างทักษะชีวิตและอาชีพมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์และความถูกต้องโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/279869
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก ของร้านจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
2025-05-07T18:01:26+07:00
จินต์ญาดา ตรีสุวรรณวัฒน์
jinyadatri@gmail.com
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อภิวรรตน์ กรมเมือง
apiwat.kr@kmitl.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความแตกต่างของพฤติกรรมการซื้อปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย โดยจำแนกตามคุณลักษณะของร้านจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง 2) ศึกษาปัจจัยการตลาดเพื่อสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกของร้านจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย และ 3) ศึกษาปัจจัยในการยอมรับนวัตกรรมที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกของร้านจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ร้านจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่อยู่ในเขตพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย โดยต้องเป็นร้านจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่ซื้อปูนไฮดรอลิกมาเพื่อจำหน่าย จำนวน 396 ตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ใช้แบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิธีการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>1. คุณลักษณะของร้านจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในพื้นที่ภาคกลาง ได้แก่ ทุนในการจดทะเบียนและรายได้โดยเฉลี่ยของร้านต่อปี ที่แตกต่างกันมีพฤติกรรมการซื้อปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</li> <li>2. ปัจจัยการตลาดเพื่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์และด้านการส่งเสริมการตลาดมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</li> <li>3. ปัจจัยในการยอมรับนวัตกรรม ได้แก่ ประโยชน์เชิงเปรียบเทียบและความเข้ากันได้ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</li> </ol> <p> </p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/281636
อิทธิพลของบรรยากาศองค์กร ที่ส่งผลต่อความเครียดในการปฏิบัติงาน ของผู้สอบบัญชีภาษีอากรในประเทศไทย
2025-07-03T14:00:57+07:00
อรรถณุพัชร เฟื่องฟู
anuphatfuengfoo@gmail.com
จิราพร ระโหฐาน
jiraporn.ra@chonburi.spu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเครียดในการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีภาษีอากร ในประเทศไทย 2) ศึกษาและเปรียบเทียบผลกระทบด้านร่างกาย จิตใจ และการปฏิบัติงาน เมื่อเกิดความเครียด ของผู้สอบบัญชีภาษีอากรในประเทศไทย จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาบรรยากาศในองค์กรที่มีอิทธิพลส่งผลกระทบด้านร่างกาย จิตใจ และการปฏิบัติงานต่อผู้สอบบัญชีภาษีอากรในประเทศไทย ประชากรกลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยในครั้งนี้คือ ผู้สอบบัญชีภาษีอากรในประเทศไทย (เฉพาะผู้มีสิทธิลงลายมือชื่อ) จำนวน 367 คน โดยคัดเลือกประชากรจากวิธีการสุ่มแบบสะดวก และใช้เครื่องมือแบบสอบถามสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลลัพธ์แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ 1) สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบ <em>t</em>-test การทดสอบ one-way ANOVA การเปรียบเทียบพหุคูณแบบ LSD และการถดถอยพหุคูณ Multiple Regression ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความเครียดในการปฏิบัติงานตามความคิดเห็นของผู้สอบบัญชีภาษีอากรในประเทศไทย ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และมีความคิดเห็นว่าความเครียด ส่งผลกระทบด้านร่างกาย จิตใจ และการปฏิบัติงาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน 2) ปัจจัยส่วนบุคคล ที่มีเพศ และตำแหน่งงานปัจจุบันแตกต่างกัน มีความ เครียดในการปฏิบัติงาน ส่งผลกระทบด้านร่างกาย จิตใจ และการปฏิบัติงาน แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 และ 3) บรรยากาศในองค์กรประกอบด้วย ปัจจัยด้านลักษณะงาน ปัจจัยด้านบทบาทหน้าที่ ปัจจัยด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ปัจจัยด้านความก้าวหน้า ปัจจัยด้านโครงสร้างบรรยากาศในองค์กร และปัจจัยด้านความสมดุลระหว่างงาน และชีวิตส่วนตัวมีอิทธิพล ส่งผลกระทบด้านร่างกาย จิตใจ และการปฏิบัติงานที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 41-50 ปี สถานภาพโสด การศึกษาระดับปริญญาตรีปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานปัจจุบัน 5 ปีขึ้นไป รายได้รวม 50,000 บาทขึ้นไป และปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชีเป็นส่วนใหญ่</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/280569
การเล่าเรื่องของภาพยนตร์ “ก็อดซิลล่า” ในบริบทญี่ปุ่น อเมริกา
2025-08-23T06:43:15+07:00
ถวัลยพัฒย์ สมัยกลาง
6612340004@rumail.ru.ac.th
จารุวรรณ กิตตินราภรณ์
6612340004@rumail.ac.th
<p> งานวิจัยนี้ศึกษาการเล่าเรื่องของภาพยนตร์ “ก็อดซิลล่า” ในบริบทญี่ปุ่น อเมริกา โดยมีภาพยนตร์ก็อดซิลล่า ไมนัสวัน (Godzilla Minus One) จากประเทศญี่ปุ่น และก็อดซิลล่า ปะทะ คอง อาณาจักรใหม่ (Godzilla x Kong: The New Empire) จากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นกรณีศึกษา วัตถุประสงค์หลัก คือ วิเคราะห์โครงสร้างการเล่าเรื่อง (Narrative Structure) ภาพตัวแทน (Representation) และสัญญะ (Semiotics) ที่ปรากฏในทั้ง 2 เรื่อง โดยการวิจัยนี้ดำเนินในแนวทางคุณภาพใช้การวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อทำความเข้าใจความหมายเชิงลึกในองค์ประกอบภาพ เสียง ตัวละคร และโครงสร้างเรื่องของภาพยนตร์ผลการศึกษาพบว่า แม้ทั้ง 2 เรื่อง ใช้โครงสร้างแบบ 3 องก์ (Three-Act Structure) แต่ภาพตัวแทนของก็อดซิลล่าสะท้อนอุดมการณ์ต่างกันอย่างชัดเจน ในบริบทญี่ปุ่นก็อดซิลล่าถูกนำเสนอเป็นสัญญะของความเจ็บปวดจากอดีต ความสำนึกผิดทางประวัติศาสตร์ ขณะที่ในบริบทอเมริกาก็อดซิลล่าปรากฏในฐานะเทพเจ้าแห่งธรรมชาติผู้พิทักษ์โลก และตัวแทนของความหวัง ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่าภาพยนตร์มิใช่เพียงสื่อบันเทิง หากเป็นพื้นที่ของการสร้างอุดมการณ์ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ร่วมในระดับวัฒนธรรม</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/282071
HARNESSING ARTIFICIAL INTELLIGENCE (AI) TO SUSTAINABLY ENHANCE THE BUSINESS CAPABILITIES OF MODERN ENTREPRENEURS
2025-07-19T13:23:50+07:00
Thunyanan Sombunrattanachoke
tunyanun@gmail.com
Wison Lomthaisong
wison_lom@hotmail.com
Chainarong Chaichinda
chainarong.ch@chonburi.spu.ac.th
<p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p> This article examines the role of Artificial Intelligence (AI) in strengthening the competitiveness of entrepreneurs in the digital era by integrating key theoretical perspectives, including the Resource-Based View (RBV), the Technology Acceptance Model (TAM), the Disruptive Innovation Theory, and the Diffusion of Innovations Theory within the context of real-world business applications. The findings indicate that AI enhances operational efficiency, reduces costs, supports data-driven decision-making, and accelerates innovation, thereby contributing directly to business competitiveness, particularly for small and medium-sized enterprises (SMEs). However, the adoption of AI is constrained by several challenges, such as high implementation costs, shortages of skilled professionals, poor data quality, difficulties in integrating with legacy systems, and uncertainty about return on investment.</p> <p> To address these issues, the article proposes a set of policy and strategic recommendations, including investing in digital infrastructure, upskilling the workforce, fostering cross-sector collaboration, providing financial incentives, and ensuring ethical governance. By outlining these measures, the article aims to offer practical policy directions and actionable strategies that enable modern entrepreneurs to effectively and sustainably integrate AI into their business operations.</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/283357
การออกแบบโปสเตอร์เรื่อง LEARNLOGIX : AI TECH TUTOR นวัตกรรมผู้ช่วยเรียนรู้ โลจิสติกส์ เพื่อเตรียมพร้อมสู่อุตสาหกรรมนำเข้า-ส่งออก เพื่อส่งประกวดผลงานนวัตกรรมการพัฒนานักศึกษา (รูปแบบโปสเตอร์) ภายใต้หัวข้อ “AI in Action”
2025-09-09T08:42:43+07:00
วราพร ดำจับ
waraphorn.da14@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความวิชาการนี้นำเสนอการออกแบบโปสเตอร์เรื่อง LearnLogix : AI Tech Tutor นวัตกรรมผู้ช่วยเรียนรู้โลจิสติกส์เพื่อเตรียมพร้อมสู่อุตสาหกรรมนำเข้า-ส่งออก จัดทำขึ้นเพื่อส่งประกวดในโครงการประกวดผลงานนวัตกรรมเพื่อการพัฒนานักศึกษา ภายใต้หัวข้อ “AI in Action” ที่จัดโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) การออกแบบโปสเตอร์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสื่อสารแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการจัดการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นให้ผู้ชมสามารถเข้าใจสาระสำคัญได้อย่างรวดเร็ว ชัดเจน และเกิดความสนใจในนวัตกรรมที่นำเสนอ โปสเตอร์มีความสอดคล้องกับหลักการออกแบบโปสเตอร์วิชาการ ทั้งในด้านการใช้พาดหัว (Headline) ที่ชัดเจน การเลือกใช้สีฟ้า-น้ำเงิน เพื่อสื่อถึงความน่าเชื่อถือและความเป็นทางการ รวมถึงการใช้สีชมพูเพื่อสื่อถึงความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม การใช้ Infographic และสัญลักษณ์เพื่อช่วยอธิบายข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น เนื้อหาในการนำเสนอมีโครงสร้างชัดเจนเริ่มจากการชี้ปัญหา แนวทางการแก้ไขด้วยนวัตกรรม AI ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงและแนวทางการต่อยอดในอนาคต</p> <p> ผลจากการออกแบบในรูปแบบดังกล่าว ทำให้โปสเตอร์ LearnLogix : AI Tech Tutor ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน 20 ผลงานที่ได้จัดแสดงในงานสัมมนาวิชาการระดับประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของโปสเตอร์วิชาการในฐานะเครื่องมือที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นบทความนี้ยังมีข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการออกแบบโปสเตอร์วิชาการในอนาคต ได้แก่ การเพิ่มความชัดเจนของคู่สีและตัวอักษร การลดข้อความที่ยาวเกินไปโดยใช้ Infographic มาแทน และการจัดพื้นที่ว่างเพื่อสร้างความสมดุล และการเชื่อมโยงกับสื่อดิจิทัลเพื่อขยายการเข้าถึงข้อมูลให้มากขึ้น</p> <p> สรุปการออกแบบโปสเตอร์เรื่อง LearnLogix : AI Tech Tutor นวัตกรรมผู้ช่วยเรียนรู้โลจิสติกส์เพื่อเตรียม พร้อมสู่อุตสาหกรรมนำเข้า-ส่งออก จัดทำขึ้นเพื่อส่งประกวดในโครงการประกวดผลงานนวัตกรรมเพื่อการพัฒนานักศึกษา ภายใต้หัวข้อ “AI in Action” ไม่เพียงแต่เป็นการออกแบบที่ตอบสนองต่อเกณฑ์การประกวด หากยังเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการออกแบบโปสเตอร์วิชาการในสาขาอื่น ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพการสื่อสารเชิงวิชาการและการเผยแพร่นวัตกรรมในอนาคต</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/283552
AI-POWERED, DATA-DRIVEN INSTRUCTION FOR BUSINESS ENGLISH: DEVELOPING EXPERIENTIAL LEARNING SKILLS IN UNIVERSITY STUDENTS
2025-09-19T06:52:43+07:00
SHARIFA DHAJUKEN
t.rose.sharifa@gmail.com
<p>The integration of Artificial Intelligence (AI) into Business English Teaching has opened new avenues for enhancing university students’ experiential learning skills. This article aims to explore the implementation of AI-powered and data-driven instructional strategies to foster experiential learning skills especially in Business English Curricula by leveraging adaptive learning technologies and intelligent data-driven systems in which the lecturer aims to provide personalized learning experiences that align with the principles of experiential learning. This article synthesizes current literature on AI applications in language education, data-driven learning methodologies, and experiential learning theories particularly Kolb's Experiential Learning Cycle. This article demonstrates that the integration of AI-driven instruction not only enhances language proficiency but also fosters critical thinking, problem-solving abilities, and real-world application skills among university students. Studies found that with recommendations for integrating AI technologies to enrich Business English curricula and support experiential learning outcomes.</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/279259
AI และกราฟิกดีไซน์: โอกาสและความท้าทายในอนาคต
2025-04-04T06:45:24+07:00
๋จรุงยศ อรัณยะนาค
j_arunyanak@hotmail.com
<p>บทความวิชาการนี้ ผู้เขียนมุ่งหมายที่จะนำเสนอการเปลี่ยนแปลงผลกระทบต่าง ๆ ของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ต่ออุตสาหกรรมกราฟิกดีไซน์ ปัจจุบันเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อวิถีการดำเนินชีวิตมนุษย์มากขึ้นทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่ในวงการกราฟิกดีไซน์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ โดยมีเครื่องมือ AI บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้นักออกแบบกราฟิกเลือกใช้มากมาย เช่น Adobe Firefly และ Design.ai ดูเหมือนว่า AI จะเข้ามาช่วย และมีประโยชน์ต่อนักออกแบบอย่างมาก ช่วยทำให้งานที่ซ้ำซ้อนเป็นระบบอัตโนมัติยกระดับความคิดสร้างสรรค์ ประหยัดเวลา งบประมาณ และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ โดย AI ได้สร้างความท้าทายต่ออุตสาหกรรมนี้เช่นกัน ทั้งความกังวลต่อการเข้ามาแทนที่นักออกแบบ การตีความแนวคิดเชิงนามธรรม โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องการละเมิดกฎหมาย เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยของข้อมูล ดังนั้นนักออกแบบที่ดีควรใช้ AI อย่างเหมาะสม เปิดใจให้กับโอกาสและความท้าทายที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี AI ใหม่ ๆ ในอนาคต</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี