วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ <p><strong>วารสารวิชาการที่มุ่งเผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัยครอบคลุมเนื้อหาด้านบริหารธุรกิจ ด้านการบริหารปฏิบัติการ ด้านการบริหารการศึกษา ด้านการท่องเที่ยว ด้านการบัญชี ด้านนิเทศศาสตร์และการสื่อสาร และด้านการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มุ่งเน้นการประยุกต์ศาสตร์ในแขนงต่าง ๆ</strong></p> มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี th-TH วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2985-1505 นวัตกรรมสื่อบูรณาการ Design Thinking ร่วมกับ หลักโยนิโสมนสิการ ในการเพิ่มพูนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ : กรณีศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/287201 <p>ระบบการศึกษามุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพผ่านการออกแบบการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางซึ่งการมีเครื่องมือและสื่อนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างแท้จริง การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมสื่อบูรณาการ Design Thinking ร่วมกับหลักคิดโยนิโสมนสิการ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในบรรยากาศการเรียนรู้แบบเข้มข้น (Bootcamp) โดยเน้นการลงมือสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริงด้วยตนเองบนพื้นฐานของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 13-15 ปี ของโรงเรียนขยายโอกาสแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งได้เข้าร่วมกิจกรรม Bootcamp เป็นเวลา 5 สัปดาห์ โดยใช้นวัตกรรมสื่อบูรณาการซึ่งประกอบด้วยหนังสือ pop-up Design Thinking และการ์ดโยนิโสมนสิการ (YOCARD) ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนหลังร่วมกิจกรรมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในแต่ละสัปดาห์ นอกจากนั้น ระยะคงอยู่ของการเรียนรู้ภายหลังกิจกรรม 3 เดือน พบว่า ร้อยละ 85.7 สามารถจดจำเครื่องมือ กระบวนการ และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การสรุปบทเรียน ปรับปรุงการทำงานกลุ่ม สรุปได้ว่า การพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณผ่านนวัตกรรมสื่อบูรณาการฯดังกล่าว ช่วยส่งเสริมให้เยาวชนเป็นผู้เรียนรู้ที่มีคุณภาพ และสามารถเป็นแนวทางให้ผู้สอนในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนต่อไปในอนาคต</p> อุษณีย์ หวังวงษ์วิวัฒน์ ชฎารัตน์ สุขสิริวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 220 236 พฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคต่อระบบแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคล ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซของประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/289825 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคต่อระบบแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคลในธุรกิจอีคอมเมิร์ซของประเทศไทย รวมถึงศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจและความตั้งใจซื้อสินค้า โดยการประยุกต์ใช้แนวคิดองค์ประกอบด้านทัศนคติ (Attitude) จากทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) ร่วมกับแนวคิดการยอมรับเทคโนโลยีเพื่อศึกษาความตั้งใจพฤติกรรม งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากผู้บริโภคไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 412 คน ที่มีประสบการณ์ซื้อสินค้าออนไลน์ ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคไทยมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซอย่างสม่ำเสมอ และมีทัศนคติเชิงบวกต่อระบบแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคลในระดับปานกลางถึงมาก โดยเฉพาะด้านการรับรู้ประโยชน์และคุณภาพของการแนะนำสินค้า โดยทัศนคติด้านการรับรู้ประโยชน์และด้านคุณภาพของการแนะนำสินค้า มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ทัศนคติด้านความเชื่อมั่นและด้านความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ไม่ส่งผลต่อความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ความพึงพอใจของผู้บริโภคยังส่งผลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อสินค้า สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยทางประชากรศาสตร์พบว่า เพศมีอิทธิพลต่อระดับความพึงพอใจต่อระบบแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาระบบแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคลที่มีความแม่นยำ น่าเชื่อถือ และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับความพึงพอใจและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคไทย ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพของระบบแนะนำสินค้า ควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดดิจิทัลของประเทศไทย</p> วรัมพร บัวแก้ว สุวัฒน์ จรรยาพูน วิทวัส รุ่งเรืองผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 158 174 การพัฒนาตราสินค้าและการสื่อสารการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากจิ้งหรีดเพื่อผู้บริโภคชาวไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/289965 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรม ทัศนคติ และการเปิดรับสื่อออนไลน์ของผู้บริโภคชาวไทยต่อผลิตภัณฑ์แปรรูปจากจิ้งหรีด และ 2) พัฒนาตราสินค้าและกำหนดแนวทางการสื่อสารการตลาดเชิงเนื้อหา (Content Marketing) สำหรับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากจิ้งหรีดของ ฟาร์มกรณีศึกษาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคชาวไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและนักการตลาดของฟาร์มกรณีศึกษา ร่วมกับการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายเพื่อศึกษาทัศนคติ และการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเพื่อสำรวจพฤติกรรมการซื้อและการเปิดรับสื่อออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคคือความสะอาดถูกสุขอนามัย รสชาติ และการรับรู้คุณค่าทางโภชนาการ ด้านการเปิดรับสื่อพบว่า ผู้บริโภคใช้งาน Line และ Facebook เป็นช่องทางหลัก โดยช่วงเวลาทอง (Prime Time) คือ 20.01-00.00 น. โดยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ในรูปแบบผงหรือเส้นพาสต้าสามารถช่วยลดอุปสรรคด้านทัศนคติเชิงลบต่อรูปลักษณ์ของแมลงได้ ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาตราสินค้าใหม่ภายใต้ชื่อ “KRICK&amp;CO” โดยวางตำแหน่งทางการตลาดเป็นผลิตภัณฑ์โปรตีนจากแมลงระดับพรีเมียมที่เน้นไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Premium) กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดที่มีประสิทธิภาพคือการตลาดเชิงเนื้อหาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเน้นการสร้างเนื้อหา 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ คอนเทนต์ให้ความรู้ (Educator) คอนเทนต์สร้างความบันเทิง (Entertainer) และคอนเทนต์เพื่อการตัดสินใจซื้อ (Converter) การสร้างอัตลักษณ์ตราสินค้าที่เน้นคุณภาพและความปลอดภัยผ่านมาตรฐานสากล เช่น GMP และ HACCP ควบคู่กับการสื่อสารผ่านสื่ออินโฟกราฟิกและวิดีโอที่เข้าใจง่าย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น</p> พิมนภัทร์ ชนะภัย ฐิศิรักษ์ โปตะวณิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 114 127 อิทธิพลเชิงปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลและชั่วโมงการทำงานที่มีผลต่อสุขภาวะโดยรวมของแรงงานในจังหวัดชลบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/288545 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสุขภาวะโดยรวม (Well-being) ของแรงงาน และศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีปฏิสัมพันธ์กับชั่วโมงการทำงาน และมีอิทธิพลต่อสุขภาวะโดยรวมของแรงงานในจังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาจากการคำนวณสูตรทาโร่ยามาเน่ จำนวน 400 คน สุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก และใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้ข้อคำถามสุขภาวะเป็นแบบวัดสุขภาวะโดยรวมมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก จำนวน 5 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทาง ผลการศึกษาพบว่า อายุ สถานภาพสมรส รายได้ จำนวนบุคคลที่ต้องดูแล และชั่วโมงการทำงานแตกต่างกัน สุขภาวะโดยรวมของแรงงานแตกต่างกัน รวมถึงปัจจัยส่วนบุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับชั่วโมงการทำงานและมีอิทธิพลต่อสุขภาวะโดยรวมของแรงงาน ซึ่งปฏิสัมพันธ์ระหว่างชั่วโมงการทำงานกับรายได้ มีอิทธิพลขนาดใหญ่ต่อสุขภาวะโดยรวมของแรงงาน โดยค่ามีค่าอิทธิพลเท่ากับ 0.21</p> วรรณภา ลือกิตินันท์ จิรชยุตม์ วิโรจน์ชีวัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 114 157 การประเมินความปลอดภัยทางถนนเส้นทางขนส่งสินค้า กรณีศึกษา: ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ชลบุรี-ศรีราชา) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/283632 <p>การประเมินความปลอดภัยทางถนนเส้นทางขนส่งสินค้า กรณีศึกษา: ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ชลบุรี-ศรีราชา) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนเส้นทางขนส่งสินค้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ชลบุรี-ศรีราชา) 2) ค้นหา และระบุปัจจัยเสี่ยงทางถนนที่อาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุด้วยเทคนิคการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน ศึกษา และเก็บข้อมูลในพื้นที่จังหวัดชลบุรีช่วงกิโลเมตรที่ 94+929 ถึง กิโลเมตรที่ 186+307 รวมระยะทาง 72.9 กิโลเมตร ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน (Expert Validation) ในสายงานด้านความปลอดภัยในการขนส่ง กรมทางหลวง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในการขนส่ง การวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงด้านการขนส่ง ผลการวิจัยพบว่าจุดเสี่ยง ทั้ง 3 จุด ได้แก่ หลักกิโลเมตรที่ 97+600 บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชลบุรี หลักกิโลเมตรที่ 99+450 บริเวณหน้าห้างค้าปลีกและค้าส่งแมคโคร และหลักกิโลเมตรที่ 100+200 บริเวณซอยหินเพิงพบว่า ประเด็นปัญหาส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากสภาพถนน ความบกพร่องของเครื่องหมายจราจร คนขี่จักรยานยนต์ และพฤติกรรมของผู้ขับขี่ ส่วนการวิเคราะห์การประเมินความเสี่ยงพบว่า กิโลเมตรที่ 99+450 มีคะแนนความเสี่ยงสูงที่สุด 16 คะแนน รองลงมาคือ กิโลเมตรที่ 97+600 มีคะแนนความเสี่ยง 12 คะแนน และกิโลเมตรที่ 100+200 มีคะแนนความเสี่ยง 9 คะแนน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุในเส้นทางขนส่งสินค้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ชลบุรี-ศรีราชา) ที่ต้องได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ</p> จิตสุภา สาคร วรพล แจ่มสวัสดิ์ ไพโรจน์ เร้าธนชลกุล ชัยวัฒน์ หฤทัยพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 41 55 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้หม้อทอดไร้น้ำมันของผู้บริโภคในประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/290031 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้หม้อทอดไร้น้ำมันของผู้บริโภคในประเทศไทย โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 498 ตัวอย่าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองโลจิต เนื่องจากตัวแปรตามมีลักษณะเป็นตัวแปรทวิภาค คือ ใช้หม้อทอดไร้น้ำมันอยู่ในปัจจุบัน และไม่ได้ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้หม้อทอดไร้น้ำมันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.10 ได้แก่ อายุ สถานะการทำงาน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ประเภทที่อยู่อาศัย พื้นที่สำหรับวางอุปกรณ์ทำอาหาร พฤติกรรมการรับประทานอาหาร และปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ในมิติรูปลักษณ์หรือดีไซน์ ขณะที่ปัจจัยด้านราคา ช่องทางจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาดไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาสะท้อนว่า การตัดสินใจใช้หม้อทอดไร้น้ำมันเกี่ยวข้องกับกำลังซื้อ บริบทของครัวเรือน พฤติกรรมการทำอาหาร และความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ต่อการใช้งานจริงมากกว่าปัจจัยกระตุ้นทางการตลาดระยะสั้น ดังนั้น ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีรูปลักษณ์ทันสมัย ขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ครัว ใช้งานสะดวก และสื่อสารคุณค่าด้านการใช้งานจริงให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมทำอาหารภายในบ้าน</p> เมฆินทร์ พรหมมิน พัฒน์ พัฒนรังสรรค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 128 143 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าความเชื่อมูเตลูผ่านแพลตฟอร์ม TikTok https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/288752 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความเชื่อมูเตลูที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ของผู้บริโภค 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านแพลตฟอร์ม TikTok ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ของผู้บริโภค และ 3) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านความเชื่อ มูเตลู และปัจจัยด้านแพลตฟอร์ม TikTok ที่มีต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ของผู้บริโภค การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริโภคชาวไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เคยซื้อสินค้าความเชื่อ (มูเตลู) ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok อย่างน้อย 1 ครั้ง ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 400 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของ Cochran และคัดเลือกด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคระหว่าง 0.89-0.95 ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ด้วยโปรแกรม AMOS และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านความเชื่อมูเตลูมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean=4.32, <em>SD</em>=0.58) และส่งผลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม TikTok อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β=0.481, p&lt;.001) 2) ปัจจัยด้านแพลตฟอร์ม TikTok มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (Mean=4.28, <em>SD</em>=0.61) และส่งผลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β=0.397, p&lt;.001) และ 3) ปัจจัยทั้งสองร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อได้ ร้อยละ 69.10 (R²=0.691) โดยโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ²/df=1.87, CFI=0.97, TLI=0.96, RMSEA= 0.047, SRMR=0.039) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสนับสนุนผลเชิงปริมาณ โดยพบว่าความเชื่อมูเตลูเป็นแรงจูงใจทางจิตวิทยาที่ช่วยสร้างความมั่นใจและความสบายใจแก่ผู้บริโภค ขณะที่คุณลักษณะของแพลตฟอร์ม TikTok โดยเฉพาะการไลฟ์สด การรีวิว และระบบแนะนำเนื้อหา ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้พัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัลสำหรับสินค้าความเชื่อบนแพลตฟอร์ม TikTok ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ปิยภา แดงเดช จิราพร เกลาเกลี้ยง วรรยา เพิ่มอำนาจ อคิราห์ สอนสมุทร กฤษนิล เกียรติธนศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 101 113 VISUAL ANALYSIS ON THE CURRENT SITUATION AND REGIONAL DISPARITIES OF TOURISM ECONOMIC DEVELOPMENT IN YUNNAN PROVINCE https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/285256 <p>With the implementation of the "Strong Tourism Province" strategy, Yunnan's tourism economy has grown continuously, with tourism revenue and tourist arrivals reaching new peaks. However, significant spatial disparities and structural imbalances exist across its 16 regions. Using panel data from 2010 to 2023, this paper constructs an indicator system covering economic output, cultural resources, and transportation infrastructure. Through visualization, the study analyzes Yunnan's tourism development status and regional disparity characteristics. The findings show that while overall tourism volume grows steadily, regional development gaps are significant and widening-Kunming, Dali, and Lijiang remain high-development zones, while Nujiang, Diqing, and Dehong are relatively underdeveloped. Using K-means clustering, the paper classifies regions into three types and proposes targeted policy recommendations. The results provide empirical evidence for differentiated tourism strategies and a reference for coordinated regional tourism development.</p> Li Lizhen Nirote Sinnarong Ke Nunthasen Kittawit Autchariyapanitkul ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 24 40 ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อการตัดสินใจย้ายถิ่นของแรงงาน สัญชาติเมียนมาในประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/290040 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อการตัดสินใจย้ายถิ่นของชาวเมียนมาเพื่อเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยพิจารณาปัจจัยด้านค่าจ้าง ค่าครองชีพ โอกาสในการทำงาน สวัสดิการแรงงาน รวมถึงปัจจัยผลักดันจากประเทศต้นทางและปัจจัยดึงดูดจากประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างชาวเมียนมา จำนวน 408 คน ซึ่งประกอบด้วย 1) แรงงานที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย 2) ผู้ที่อยู่ระหว่างเตรียมเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย 3) ผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศเมียนมาและอยู่ระหว่างการตัดสินใจย้ายถิ่น ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองโลจิต และการวิเคราะห์ผลกระทบส่วนเพิ่ม</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า แบบจำลองโดยรวมมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่า LR chi-square เท่ากับ 97.05 และสามารถจำแนกการตัดสินใจย้ายถิ่นได้ถูกต้อง ร้อยละ 76.72 เมื่อพิจารณานัยสำคัญของตัวแปรรายตัวพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจย้ายถิ่นที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.10 ได้แก่ ระดับการศึกษา ภาระพึ่งพิงของครัวเรือน ประเภทงานที่ต้องการ ความสามารถในการออมเงิน ค่าจ้างที่เพียงพอต่อค่าครองชีพ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข ความสอดคล้องระหว่างลักษณะงานกับความรู้ความสามารถ ความเป็นธรรมของหัวหน้างาน และสภาพเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราในประเทศเมียนมา ผลการวิเคราะห์ผลกระทบส่วนเพิ่มพบว่า ภาระพึ่งพิงของครัวเรือนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความน่าจะเป็นในการตัดสินใจย้ายถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสมาชิกในครอบครัวที่ต้องดูแลมากกว่า 4 คน ซึ่งมีความน่าจะเป็นในการย้ายถิ่นสูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีภาระพึ่งพิงประมาณ ร้อยละ 69.63 ในขณะที่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ความสามารถในการออมเงินที่จำกัด ความสอดคล้องระหว่างลักษณะงานกับความรู้ความสามารถ และการให้ความสำคัญกับสภาพเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนในประเทศเมียนมา มีความสัมพันธ์เชิงลบกับความน่าจะเป็นในการตัดสินใจย้ายถิ่นผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงสนับสนุนการวางแผนนโยบายแรงงานในระยะยาว</p> เสาร์วดี สิทธิสาร พัฒน์ พัฒนรังสรรค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 175 190 การศึกษาบทบาทของระบบสนับสนุนแพลตฟอร์มเว็บตูนต่อความมั่นคงใน อาชีพนักวาดเว็บตูนแคนวาสชาวไทย: กรณีศึกษาของ LINE WEBTOON https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/289209 <p>งานวิจัยนี้ศึกษาบทบาทของแอปพลิเคชัน LINE Webtoon ในการส่งเสริมผลงานของนักวาดเว็บตูนแคนวาสชาวไทยและเพิ่มการเข้าถึงของผู้อ่าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระบบสนับสนุนของแพลตฟอร์มเว็บตูนที่ส่งผลต่อการทำงานและรายได้ของนักวาดเว็บตูนแคนวาสชาวไทย 2) เพื่อศึกษาความมั่นคงทางอาชีพของนักวาดเว็บตูนไทยภายใต้โครงสร้างการทำงานของแพลตฟอร์ม LINE Webtoon และ 3) เพื่อศึกษาพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของผู้อ่านที่ส่งผลต่อการสนับสนุนผลงานเว็บตูนไทยบนแพลตฟอร์ม LINE Webtoon การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามผู้อ่าน จำนวน 100 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกนักวาดเว็บตูนในพื้นที่ Canvas บน LINE Webtoon ประเทศไทย จำนวน 5 คน จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า LINE Webtoon มีบทบาทสำคัญในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงผลงานและขยายฐานผู้อ่าน ส่งผลให้เกิดโอกาสในการสร้างรายได้และพัฒนาอาชีพของนักวาด อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงทางอาชีพยังถูกจำกัดด้วยปัจจัยของแพลตฟอร์ม เช่น อัลกอริทึม การจัดอันดับ และการมองเห็นผลงาน ซึ่งนักวาดไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง อีกทั้งรายได้ยังมีความไม่แน่นอน นอกจากนี้ พฤติกรรมผู้อ่านและวัฒนธรรมแฟนคลับยังมีบทบาทสำคัญต่อแรงจูงใจและความต่อเนื่องในการผลิตผลงาน โดยผลการศึกษาสามารถใช้เป็นฐานองค์ความรู้เพื่อพัฒนาระบบนิเวศเว็บตูนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต</p> ฑิตฐิตา อ่อนชาติ นาริฐา สุขประมาณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 56 71 อิทธิพลของภาพลักษณ์ของตราสินค้าที่มีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า POP MART ของประชาชนที่อาศัยในเขตนิคมอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/286871 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการตัดสินใจซื้อสินค้า POP MART ของประชาชนที่อาศัยในเขตนิคมอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี และ 2) อิทธิพลระหว่างภาพลักษณ์ของตราสินค้ากับการตัดสินใจซื้อสินค้า POP MART ของประชาชนที่อาศัยในเขตนิคมอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี ที่เคยซื้อ หรือสะสมสินค้า POP MART เลือกตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็นด้วยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ (Multiple Linear Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับการตัดสินใจซื้อสินค้า POP MART ของประชาชนที่อาศัยในเขตนิคมอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี อยู่ในระดับมีการตัดสินใจสูง และ 2) ภาพลักษณ์ของตราสินค้า ประกอบด้วย คุณสมบัติของตราสินค้า คุณประโยชน์ของตราสินค้า และบุคลิกภาพของตราสินค้ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า POP MART อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ส่วนคุณค่าของตราสินค้าไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า POP MART</p> ปรียาวดี ผลเอนก ศิริประภา แจ้งกรณ์ ณัฐวดี มณีใส ธัญรดา ธงชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 86 100 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดยะลา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/290469 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดยะลา 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของครูที่มีต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน และ 3) ประมวลข้อเสนอแนะในการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดยะลา จำนวน 266 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 158 คน กำหนดโดยใช้ตารางของเครจซีและมอร์แกน และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ตอน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม แบบสอบถามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 4 ด้าน ได้แก่ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา และการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และแบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .78 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์และด้านการสร้างแรงบันดาลใจมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2) ครูที่มีเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงานแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ ผู้บริหารควรส่งเสริมการสร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการปฏิบัติงาน และให้ความสำคัญกับความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษา</p> อัศณีดา ตาเห นิตยา เรืองแป้น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 191 203 การเพิ่มประสิทธิภาพการนำลังโฟมกลับมาใช้ซ้ำในกระบวนการขนส่งสินค้าแช่เย็น กรณีศึกษา บริษัทขนส่งสินค้าแช่เย็น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/289643 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการหมุนเวียน ระบบคัดแยก ตรวจสภาพ และบันทึกข้อมูลการใช้ซ้ำของลังโฟมในกระบวนการขนส่งสินค้าแช่เย็น 2) วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ลังโฟมเสื่อมประสิทธิภาพในการกักเก็บความเย็นหรือไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ และ 3) พัฒนาวิธีการปรับปรุงลังโฟมให้สามารถกักเก็บอุณหภูมิได้ดียิ่งขึ้นและหมุนเวียนใช้งานได้อย่างคุ้มค่าของบริษัทกรณีศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Process Improvement) โดยประยุกต์ใช้แนวคิดวงจรเดมมิ่ง (PDCA Cycle) ร่วมกับเครื่องมือทางวิชาการด้านการจัดการโลจิสติกส์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Chart) ผังก้างปลา (Fishbone Diagram) เกณฑ์มาตรฐานการคัดแยกสภาพบรรจุภัณฑ์ (A/B/C Grading) ขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP) และตารางบันทึกข้อมูลสถิติลังโฟม </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ลังโฟมเสื่อมสภาพเร็วและสินค้าเสี่ยงต่อการสูญเสียอุณหภูมิ เกิดจากการขาดระบบคัดแยกมาตรฐานทำให้ลังดีและลังเสียปะปนกัน การใช้ดุลยพินิจด้วยสายตาที่ไม่สม่ำเสมอ และข้อจำกัดเชิงกายภาพของวัสดุที่สึกหรอเร็วหลังใช้งานซ้ำเพียง 2-3 ครั้ง ผู้วิจัยจึงได้ดำเนินการปรับปรุงระบบงานใหม่ผ่าน 4 ขั้นตอนสำคัญ ผลลัพธ์เชิงเปรียบเทียบหลังการปรับปรุงระบบพบความสำเร็จตามตัวชี้วัดอย่างมีนัยสำคัญ โดยลังโฟมที่ผ่านการบุฟอยล์เก็บความเย็นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บความเย็นจากเดิม 2-3 ชั่วโมง เป็น 4-6 ชั่วโมง อัตราการนำลังโฟมกลับมาใช้ซ้ำเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 30 เป็น ร้อยละ 40-50 ส่งผลให้ปริมาณลังโฟมเสียลดลงจาก 10-15 ใบต่อเดือน เหลือเพียง 5-8 ใบต่อเดือน และสามารถลดต้นทุนการจัดซื้อลังโฟมใหม่ลงได้อย่างน้อยร้อยละ 20-30 จากเดิมที่มีค่าใช้จ่าย 6,000-7,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ระบบงานใหม่ยังช่วยลดเวลาในการค้นหาลังใช้งานจาก 5-10 นาทีต่อครั้ง เหลือเพียง 1-3 นาทีต่อครั้ง พื้นที่คลังสินค้ามีความเป็นระเบียบเรียบร้อยจากการแบ่งโซน และสามารถลดอัตราการสูญเสียอุณหภูมิของสินค้าแช่เย็นระหว่างการขนส่งลงเหลือเพียง 3-5 ครั้งต่อเดือน และงานวิจัยนี้สามารถประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบสำหรับผู้ประกอบการที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้</p> อุทุมพร อยู่สุข วันวิสา ด่วนตระกูลศิลป์ ฐิติมา คดคง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 204 219 การเพิ่มประสิทธิภาพงานคลังสินค้าธุรกิจขนาดกลางและย่อม กรณีศึกษา: บริษัท XYZ จำกัด https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/289667 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาในกระบวนการทำงานในคลังสินค้า และ 2) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคลังสินค้า โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าของกิจการจำนวน 1 คน พนักงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 4 คน ร่วมกับการสังเกตการณ์ปฏิบัติงานจริงเป็นเวลา 4 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและร้อยละ จากการศึกษาพบว่าอู่ซ่อมรถยนต์กรณีศึกษาแห่งนี้มีการจัดเก็บสินค้าคงคลัง จำนวน 504 รายการ โดยปัญหาหลักเกิดจากการทำงานที่ขาดระบบ ระเบียบปฏิบัติ และการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในงานคลังสินค้าที่ไม่ชัดเจน ผู้วิจัยจึงดำเนินการปรับปรุงกระบวนการทำงานโดยประยุกต์ใช้เทคนิค 5ส ระบบการควบคุมด้วยการมองเห็น (Visual Control) และระบบเข้าก่อน-ออกก่อน (FIFO) เพื่อจัดระเบียบคลังสินค้าและกำหนดขั้นตอนการเบิกจ่ายสินค้าให้มีมาตรฐาน ผลการปรับปรุงพบว่า สามารถลดระยะเวลาในกระบวนการเบิกจ่ายสินค้าจากเดิมเฉลี่ย 5 นาทีต่อรายการ เหลือเพียง 1 นาทีต่อรายการ คิดเป็นระยะเวลาที่ลดลง ร้อยละ 80 นอกจากนี้ ยังสามารถลดความถี่ในการสั่งซื้อสินค้ากรณีเร่งด่วนจากเดิม 5 ครั้งต่อวัน เหลือเพียง 1 ครั้งต่อวัน ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งด่วนพิเศษจากเดิม 500 บาทต่อวัน เหลือเพียง 100 บาทต่อวัน คิดเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ร้อยละ 80 ยิ่งไปกว่านั้น การดำเนินกิจกรรม 5ส ยังช่วยค้นพบสินค้าที่สูญหายคิดเป็นมูลค่ารวม 50,000 บาท ดังนั้นการบูรณาการเครื่องมือพื้นฐานอย่าง 5ส ระบบการควบคุมด้วยการมองเห็น และระบบ FIFO ในคลังสินค้าแห่งนี้ จึงเป็นแนวทางปฏิบัติ (Practical Guidelines) ที่มีประโยชน์ในการนำไปประยุกต์ใช้สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อื่น ๆ ที่ประสบปัญหาในลักษณะเดียวกัน</p> <p>ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อื่น ๆ ที่เผชิญปัญหาเดียวกันได้</p> ปภัสรา สวรรคโลก ฉัตรชัย ราคา สุวัฒน์ จรรยาพูน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 72 85 LEARNER AUTONOMY IN ENGLISH LANGUAGE LEARNING AT THE TERTIARY LEVEL IN THAILAND: THEORY, CHALLENGES, AND PRACTICES https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/287368 <p>This article explores Learner Autonomy (LA) in English language learning. Theoretical perspectives are used to discuss how LA has been conceptualized and defined at various levels and dimensions. These definitions are considered in terms of their applicability to the Thai higher education context. The article further discusses the role of technology and pedagogical practices in promoting autonomous language learning while recognizing issues related to learners, cultures, and technology. Ultimately, the article indicates that LA needs to be encouraged within the context of Thai higher education through a gradual process with structured support, and that developing teacher autonomy is critical to supporting the long-term development of LA in Thai higher education.</p> Wanwisa Halfpenny ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 1 12 การตลาดผ่านโลกเสมือนจริงที่ส่งผลต่อการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าเชิงดิจิทัล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/287005 <p>เทคโนโลยีโลกเสมือน Metaverse จริงเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อภาคธุรกิจในหลายด้านในหลายมิติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสำคัญ ศักยภาพ และโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่โลกเสมือนจริงในสถานการณ์และแนวโน้มพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคในประเทศไทยพบว่า ผู้บริโภคเปลี่ยนจุดเน้นจากการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยไปสู่การใช้จ่ายเพื่อ “ประสบการณ์” ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการออมและการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุนี้ Metaverse จึงเข้ามามีบทบาทในการช่วยสร้างประสบการณ์ทางการตลาดให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์จากแบรนด์ (Brand) อีกทั้งพัฒนาต่อยอด จากแนวคิด Extended Reality (XR) ที่ผสาน AR, VR และ MR เพื่อเชื่อมโลกจริงกับโลกดิจิทัลโดยบทความวิชาการฉบับนี้ศึกษาจากการทบทวนวรรณกรรม</p> <p> โดยศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตลาดผ่านโลกเสมือนจริงที่ส่งผลต่อการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าเชิงดิจิทัล ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีโลกเสมือนและมีคุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ ความสมจริง (Realism), ความแพร่หลายในการเข้าถึง (Ubiquity), การทำงานร่วมกันได้ระหว่างระบบ (Interoperability) และความสามารถในการรองรับการขยายตัว (Scalability) จากการวิเคราะห์เชิงแนวคิดพบว่า การสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ (Omni Channel) โดยมีเทคโนโลยีเสมือนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประสบการณ์ของแต่ละธุรกิจ เป็นการผสานกลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ เรียนรู้ กระทั่งถึงการจดจำในแบรนด์ผ่านประสบการณ์ที่ได้รับจากทางแบรนด์โดยตรง อีกทั้งช่วยเพิ่มความผูกพันต่อแบรนด์และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์</p> จิราพร เกลาเกลี้ยง ปิยภา แดงเดช ธีรุตย์ กนกธร รุจนี ธีรวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี 2026-08-23 2026-08-23 12 2 13 23