https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/issue/feed วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) 2026-06-16T14:09:31+07:00 รศ.ดร.จิณณวัตร ปะโคทัง jinawatara@hotmail.com Open Journal Systems <p><strong>Journal of Association of Professional Development of Educational Administration of Thailand (JAPDEAT) <br />วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)<br />ISSN <span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">3027-8813</span> (Online)</strong><br /><br />สมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 119 หมู่ที่ 9 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีการแต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุด หรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคม และนายทะเบียนสมาคม จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับจดทะเบียน แต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุด ตามมาตรา 85 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว <br />สมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย โดยนายกสมาคม รองศาสตราจารย์ ดร.จิณณวัตร ปะโคทัง และคณะกรรมการบริหารสมาคมได้มีดำริในการพัฒนาวารสารวิชาการวิชาการเพื่อเป็นพื้นที่ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย บทความวิชาการของนักวิจัย นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป ในนามสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย และพัฒนาให้เป็นไปตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</p> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284742 การพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอนของครูโรงเรียนบ้านคอกช้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 2025-12-15T10:38:01+07:00 นางสาวหทัยภัทร คงแป้น kongpaen2010@hotmail.com พิชามญช์ สุรียพรรณ Pichamon.sur@sru.ac.th ญาณิศา บุญจิตร์ Yanisa.boo@sru.ac.th <p style="font-weight: 400;"> </p> <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอนของครูโรงเรียนบ้านคอกช้าง 2) พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอนของครูโรงเรียนบ้านคอกช้าง และ 3) ประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน ของครูโรงเรียนบ้านคอกช้าง ประชากรในการวิจัย คือ ครูโรงเรียนบ้านคอกช้างจำนวน 10 คน โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแท็กการ์ด เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p style="font-weight: 400;"> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน ของครูโรงเรียนบ้านคอกช้างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 คือ ต้องการการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการออกแบบและจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้สอดคล้องกับบริบทการศึกษาในศตวรรษที่ 21 2) การพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน ของครูโรงเรียนบ้านคอกช้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 1 ด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการ พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรู้ความเข้าใจสูงกว่าก่อนอบรมโดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น 8.20 คะแนน และผลการประเมินทักษะการจัดการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอนพบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ผลการประเมินความพึงพอใจในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอนของครูโรงเรียนบ้านคอกช้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p style="font-weight: 400;"> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284848 ความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานวิชาการ กลุ่มเครือข่ายที่ 31 สังกัดสำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 2025-12-15T11:19:09+07:00 นายทนงศักดิ์ ผดุงเวียง aof_4010@hotmail.com นิวัตต์ น้อยมณี aof_4010@hotmail.com ภูวนัย สุวรรณธารา aof_4010@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของครูที่มีต่อการบริหารงานวิชาการในกลุ่มเครือข่ายที่ 31 สังกัดสำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร รวมถึงการเปรียบเทียบความพึงพอใจของครูที่มีลักษณะพื้นฐานแตกต่างกัน ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และวิทยฐานะ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครูกลุ่มเครือข่ายที่ 31 จำนวน 118 คน ในปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิตามตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .97 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า ครูมีความพึงพอใจต่อการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และวิทยฐานะ พบว่าโดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ไปเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284879 รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดศรีสะเกษ 2025-12-15T10:40:36+07:00 ธัญกาญจน์ ภาสตโรจน์ thunyakarn.p@gmail.com อุดมพันธุ์ พิชญ์ประเสริฐ Thunyakarn.p@gmail.com จิตติมาภรณ์ สีหะวงษ์ thunyakarn.p@gmail.com <p>ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นกระบวนการเสริมสร้างความสามารถและทักษะของผู้บริหารให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เน้นความเป็นผู้นำดิจิทัล การมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล การบริหารจัดการโครงสร้าง ความสามารถในการใช้ดิจิทัล การสื่อสารดิจิทัล การสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวทันยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดศรีสะเกษ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 263 คน เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ส่วนการศึกษาแนวทางการพัฒนา โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1, 2, 3, 4 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 การสร้างและตรวจสอบรูปแบบ โดยการยกร่างรูปแบบจากการศึกษาในระยะที่ 1 และตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 12 คน เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสอบถามประเด็นการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 3 การประเมินรูปแบบ กลุ่มเป้าหมาย ผู้มีส่วนได้เสีย (Stake Holder) เลือกแบบเจาะจง จำนวน 7 โรงเรียน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานวิชาการ และครู รวม 21 คน เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบประเมินรูปแบบด้านความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ สถิติที่ใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น พบว่า ด้านการสื่อสารดิจิทัล เป็นการส่งผ่านข้อมูลสารสนเทศ หรือความคิดเห็นผ่านช่องทางดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก ทำให้เกิดความรวดเร็ว สะดวกสบาย ในการจัดเก็บ การเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ และเป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสื่อสารที่สามารถเข้าถึง รับรู้ และเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลด้วยรูปแบบวิธีการที่หลากหลาย รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิชาการ การจัดการเรียนการสอน การบริหารทรัพยากรบุคคล อาคารสถานที่ และด้านอื่น ๆ ตลอดจนสามารถสร้างเครือข่ายการสื่อสารดิจิทัลได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ส่วนผลการศึกษาแนวทางการพัฒนา มี 5 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) วิธีดำเนินการของรูปแบบ 4) การประเมินผลของรูปแบบ และ5) เงื่อนไขความสำเร็จของรูปแบบ</li> <li class="show">ผลการสร้างและตรวจสอบรูปแบบ พบว่า องค์ประกอบของรูปแบบมี 5 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการของรูปแบบ ได้แก่ หลักการพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัล เน้นการสร้างความสามารถและทักษะในการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ และหลักธรรมาภิบาล การสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ จะสามารถป้องกันและแก้ปัญหาการบริหารจัดการสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิผล 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) วิธีดำเนินการของรูปแบบ ต้องคำนึงหลักการทั้งสองของรูปแบบและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงานทั้งด้านความเป็นผู้นำดิจิทัล ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล ด้านการบริหารจัดการโครงสร้าง ด้านความสามารถในการใช้ดิจิทัล ด้านการสื่อสารดิจิทัล และด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล 4) การประเมินผลของรูปแบบโดยการวัดผลที่เกิดขึ้นตามวัตถุประสงค์ของรูปแบบ และ5) เงื่อนไขความสำเร็จของรูปแบบ คือ ผู้บริหารสถานศึกษามีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ เปิดรับความคิดใหม่ มีและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการเรียนรู้</li> <li class="show"> ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า โดยภาพรวมและรายด้าน ด้านความเป็นไปได้ และด้านความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> <p> </p> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284992 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะหลักของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 2026-01-05T13:19:12+07:00 ณเรศ หน้างาม 6714470062@rumail.ru.ac.th กัลยมน อินทุสุต 6714470062@rumail.ru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา <br />2) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะหลักของครู 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะหลักของครู และ 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผล<br />ต่อสมรรถนะหลักของครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 322 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ประกอบด้วย <br />การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ แล้วกำหนดสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่าง จากนั้นทำการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย <br />สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า <br />1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) สมรรถนะหลักของครู <br />โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา <br />กับสมรรถนะหลักของครู มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ <br />4) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการนิเทศการสอน ด้านการสร้างบรรยากาศเพื่อการเรียนรู้ ด้านการบริหารและพัฒนาหลักสูตร และด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมาย สามารถทำนายสมรรถนะหลักของครู โดยภาพรวมได้ร้อยละ 91.30 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถเขียนในรูปสมการได้ ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Ŷ =.113+.058X<sub>1</sub><sup>**</sup>+.074X<sub>2</sub><sup>**</sup>+.416X<sub>3</sub><sup>**</sup>+.421X<sub>4</sub><sup>**</sup> และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน = .066Z<sub>1</sub><sup>**</sup>+.080Z<sub>2</sub><sup>**</sup>+.427Z<sub>3</sub><sup>**</sup>+.451Z<sub>4</sub><sup>**</sup></p> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284895 ความต้องการจำเป็นในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษาใน สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก 2025-12-19T20:57:50+07:00 จตุพร อ่อนพรม jatuporn.onprom@gmail.com จารุวรรณ นาตัน jaruwan.nat@psru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 486 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 24 คน ครู 214 คน รวมจำนวน 238 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบการตอบสนองคู่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพที่เป็นจริงในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก และสภาพที่ควรจะเป็นในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความต้องการจำเป็นในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก เรียงลำดับตามการจัดความต้องการจำเป็นมากที่สุด ได้แก่ ด้านการนิเทศการฝึกอาชีพ รองลงมาคือ ด้านการบริหารจัดการ ด้านความร่วมมือในการจัดการ ด้านการจัดหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอนและการฝึกอาชีพ และด้านการวัดผลและประเมินผล</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285505 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนกลุ่มนเรศวร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 2025-12-19T21:21:28+07:00 นางสาวขนิษฐา ผิวงาม khanittha.phi@ku.th อรอุษา ปุณยบุรณะ Khanittha.phi@ku.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนกลุ่มนเรศวร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 2) ศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของผู้บริหารในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนกลุ่มนเรศวร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครู ของโรงเรียนกลุ่มนเรศวร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 จำนวน 164 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมัน เท่ากับ 0.949 เก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้รับแบบสอบถามกลับคืนมา จำนวน 134 คน คิดเป็นร้อยละ 81.71 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และสังเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลมาสรุปด้วยข้อสรุปเชิงอุปนัย ผลการวิจัย พบว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนกลุ่มนเรศวร อยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านงบประมาณสูงที่สุด และด้านบุคคลต่ำที่สุด สะท้อนถึงความพร้อมเชิงระบบและทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากร แนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของผู้บริหารในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนกลุ่มนเรศวร ที่ได้จากงานวิจัย คือ 1) จัดอบรมและพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้ครูอย่างต่อเนื่อง 2) สนับสนุนให้ครูแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีร่วมกันทั้งในและนอกโรงเรียน 3) การพัฒนาระบบสารสนเทศงานงบประมาณแบบ Real-time 4) การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรด้านการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการงานงบประมาณ 5) การส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้ครูและบุคลากรใช้ระบบดิจิทัลในการบริหารงานบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ 6) การพัฒนาและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานทั่วไปของโรงเรียน</p> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285729 สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตเมืองปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 2025-12-29T10:00:03+07:00 ปาริชาติ ศุภลักษณ์ parichat.supp@ku.th อรอุษา ปุณยบุรณะ parichat.supp@ku.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตเมืองปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตเมืองปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูของกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตเมืองปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ จำนวน 242 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.979 เก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้รับแบบสอบถามกลับคืนมา จำนวน 242 คน คิดเป็นร้อยละ 100 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และสังเคราะห์ข้อมูลเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li class="show">สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตเมืองปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ด้านการพัฒนาศักยภาพของบุคคล และด้านการมีวิสัยทัศน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านการบริการที่ดี มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด</li> <li class="show">แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขต<br>เมืองปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ มีทั้งหมด 15 แนวทาง</li> </ol> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285856 แนวทางการบริหารงานอาคารสถานที่ โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล กลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาดอยตุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 2026-01-11T09:44:02+07:00 รวิภาส จิณะไชย 678914028@crru.ac.th สุภาพร เตวิยะ Chinachai.raw@gmail.com ไพรภ รัตนชูวงศ์ Chinachai.raw@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานอาคารสถานที่ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพการบริหารงานอาคารสถานที่ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารงานอาคารสถานที่ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา โดยมีประชากร จำนวน 127 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ประกอบด้วย การวิเคราะห์ค่าร้อยละ การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจําเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาสําคัญ นําเสนอในรูปแบบตารางและความเรียง ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัจจุบันในการบริหารงานอาคารสถานที่ ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการบำรุงรักษาอาคารสถานที่ ในระดับปานกลาง และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการประเมินผลการใช้อาคารสถานที่ ในระดับน้อย ปัจจัยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพการบริหารงานอาคารสถานที่ ได้แก่ ปัจจัยภายใน ด้านโครงสร้างและนโยบายของสถานศึกษา ด้านผลผลิตและบริการ ด้านบุคลากร ด้านประสิทธิภาพทางการเงิน ด้านวัสดุทรัพยากร และการบริหารจัดการ ปัจจัยภายนอก ด้านสังคมและวัฒนธรรม ด้านเทคโนโลยี ด้านเศรษฐกิจ และด้านการเมืองและกฎหมาย แนวทางการบริหารงานอาคารสถานที่ แยกเป็นรายด้านตามขอบข่ายการบริหารงานอาคารสถานที่ ได้แก่ ด้านการจัดสร้างอาคารสถานที่ ด้านการใช้อาคารสถานที่ ด้านการบำรุงรักษาอาคารสถานที่ ด้านการควบคุมดูแลอาคารสถานที่ และด้านการประเมินผลการใช้อาคารสถานที่</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284264 ปัจจัยการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อความสำเร็จของของการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชรเขต 1 2025-12-01T19:24:44+07:00 พัชรินทร์ ปันเขื่อนขัด phatcharin0553@gmail.com ภูมิพิพัฒน์ รักพรมงคล Phatcharin0553@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับของปัจจัยการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ 2) เพื่อศึกษาความสำเร็จของการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ความสำเร็จของการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 256 คน ผลการวิจัยพบว่า ตอนที่ 1 ปัจจัยการบริหารแบบมีส่วนร่วม ตอนที่ 2 ความสำเร็จของการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าสัมประสิทธิ์สัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติและแบบหลายขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการบริหารแบบมีส่วนร่วมอยู่ในระดับมาก 2) ความสำเร็จของการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยการบริหารแบบมีส่วนร่วมมีความสัมพันธ์ทางบวกนะระดับสูง 4) สมการพยากรณ์ปัจจัยการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ได้ร้อยละ 66 ซึ่งสมารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ = 0.823 + 0.149(X<sub>2</sub>) + 0.177(X<sub>1</sub>)+ 0.133(X<sub>3</sub>) + 0.134(X<sub>4</sub>) + 0.107(X<sub>6</sub>) + 0.107(X<sub>5</sub>) = 0.176(Z<sub>2 </sub>) + 0.247(Z<sub>1 </sub>)+ 0.196(Z<sub>3</sub>) + 0.155(Z<sub>4</sub>) + 0.131(Z<sub>6 </sub>)+ 0.128(Z<sub>5</sub>)</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287226 แนวทางพัฒนาพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา 2026-03-02T13:07:12+07:00 เบญจมาศ ฝ่ายกระโทก faykrathokb@gmail.com กานต์ เนตรกลาง faykrathokb@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์บริหาร 3) สร้างแนวทางพัฒนาพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 113 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมที่สร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การมีแรงจูงใจ รองลงมา คือ การมีวิสัยทัศน์ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ การริเริ่มความคิด 2) การเปรียบเทียบพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์บริหาร โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางพัฒนาพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรปรับบทบาทเป็นผู้สื่อสารที่เน้นการรับฟังอย่างลึกซึ้งมีการเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ของโรงเรียนเข้ากับค่านิยม<br>ของบุคลากร เพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันและช่วยลดแรงต่อต้านของบุคลากรในการปฏิบัติงานรวมถึงทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสนับสนุนทรัพยากรแก่บุคลากรอย่างเต็มกำลัง</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285062 แนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน วิชานาฏศิลป์ ในยุคหลังโควิดของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช 2025-12-15T10:55:26+07:00 กุลนิธี แสงกิตติกุล kulnitee_san@triamudomsouth.ac.th รัฐพร กลิ่นมาลี kulnitee_san@triamudomsouth.ac.th นพรัตน์ ชัยเรือง Kulnitee_san@triamudomsouth.ac.th <p> การวิจัยแนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนวิชานาฏศิลป์ ในยุคหลังโควิดของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราชใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed methods) ทั้งการวิจัยแบบปริมาณ (Quantitative method) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative method) มี วัตถุประสงค์ของการวิจัยดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนการสอนวิชา นาฏศิลป์ ในยุคหลังโค วิด ของสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนวิชานาฏศิลป์ ในยุคหลังโควิดของ สถานศึกษา โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนวิชานาฏศิลป์ จำนวน 62 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. สภาพปัจจุบันการเรียนการสอนวิชานาฏศิลป์ในยุคหลังโควิดของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>2. แนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน วิชานาฏศิลป์ ในยุคหลังโควิดของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ 1) ด้าน หลักสูตร 2) ด้านเนื้อหาการจัดการเรียนรู้ 3) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4) ด้านสื่อและเทคโนโลยี 5) ด้าน การวัดและประเมินผล และ 6) ด้านการนิเทศติดตาม โดยทุกองค์ประกอบมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285531 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 2025-12-19T21:26:26+07:00 มนตรี จันทรมูล montri14022541@gmail.com บรรจบ บุญจันทร์ montri14022541@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน 2) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู รวม 313 คน ปีการศึกษา 2567 ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยใช้ตำแหน่งเป็นเกณฑ์ และสุ่มตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล คือแบบสอบถาม ข้อมูลได้รับการวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาเพื่ออธิบายลักษณะของข้อมูล และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า 1) การปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน อยู่ในระดับมาก 2) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก 3) ตัวแปรภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน มี 2 ด้าน ได้แก่ ด้านความยุติธรรม (X<sub>1</sub>) และด้านความไว้วางใจ (X<sub>2</sub>) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 23.20</p> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284479 รูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ในยุคดิจิทัลของครู เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านม่วงนาดี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 2026-01-02T20:37:14+07:00 อมรรัตน์ ห่อพร่าม mariekaramail@gmail.com <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครู เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านม่วงนาดี 2) พัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครูเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านม่วงนาดี 3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครูเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านม่วงนาดี และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครูเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านม่วงนาดี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 194 คน ผู้เชี่ยวชาญ 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบบันทึกการสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสอบถาม แบบตรวจสอบ แบบประเมิน แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ และแบบสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และใช้ค่าสถิติ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที ค่าคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น</p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li class="show">ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครู เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านม่วงนาดี สามารถสรุปผลการวิจัย ดังนี้</li> </ol> <p> 1.1 การศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 1) แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบและการพัฒนารูปแบบ 2) แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาครู 3) แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 4) แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัล 5) แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 6) บริบทของโรงเรียนบ้านม่วงนาดี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 และ 7) งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง</p> <p> 1.2 ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครู เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านม่วงนาดี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ผลการวิจัยพบว่า ครูโรงเรียนบ้านม่วงนาดี มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครู เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ในระดับมากที่สุด ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก มี 6 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) การออกแบบและวางแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน 3) การใช้และพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยี 4) การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างสัมพันธ์เชิงบวกและความปลอดภัยทางใจ 5) การวัดและประเมินผล และ 6) การสนับสนุนและทรัพยากร</p> <ol start="2"> <li class="show">ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครู เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านม่วงนาดี ที่พัฒนาขึ้นมี 6 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการพัฒนา 4) ระบบสนับสนุน 5) เงื่อนไขความสำเร็จ และ 6) การประเมินผล ซึ่งรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบมีความถูกต้องและความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li class="show">ผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครู เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านม่วงนาดี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ผลการวิจัยพบว่า ผลการใช้รูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครู เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านม่วงนาดี จากการนำรูปแบบการบริหารไปใช้ตามวงจร PDCA (Plan – Do – Check – Act) ตลอด 4 วงรอบ พบว่า ครูมีสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลอย่างต่อเนื่องและถึงระดับดีมากที่สุด ในวงรอบที่ 3 และคงอยู่ในระดับนี้จนถึงวงรอบที่ 4 ซึ่งสะท้อนความยั่งยืนของการพัฒนา ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัล สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังการใช้รูปแบบ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการใช้สื่อและการวัดประเมินผล ซึ่งบ่งชี้ว่านักเรียนมีความสุขและมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ และครูมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบการบริหารนี้ได้รับการตอบรับและสร้างความพึงพอใจแก่ครูผู้สอนเป็นอย่างสูง เมื่อพิจารณาความพึงพอใจในแต่ละด้าน พบว่า ครูมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ทุกด้าน</li> <li class="show">ผลกระทบของการใช้รูปแบบการบริหาร พบว่า รูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนบ้านม่วงนาดี มีความเหมาะสม มีคุณภาพ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ส่งผลให้สมรรถนะของครูเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดในกลุ่มนักเรียน และได้รับความพึงพอใจและการยอมรับจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งจากครูและนักเรียน ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของรูปแบบในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนได้อย่างยั่งยืน</li> </ol> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281462 กลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตในอนาคตของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา 2025-06-28T14:53:13+07:00 สุพรรณิการ์ แก้วกลาง supannika@donklang.ac.th สมเกียรติ ทานอก kroothaiban@gmail.com ศิริ ถีอาสนา kroothaiban@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของการบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต ในอนาคตของนักเรียน 2) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตในอนาคตของนักเรียน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;และ 3) ประเมินกลยุทธ์การบริหารวิชาการดังกล่าว โดยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธีพหุระยะ (Multi-phase Mixed Method Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ผู้ให้ข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูหัวหน้างานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา จำนวน 594 คน จาก 297 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีแบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1.องค์ประกอบการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตร &nbsp;2) การจัดการเรียนรู้ และ 3) การวัดและประเมินผล ส่วนองค์ประกอบของทักษะชีวิตในอนาคตแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ความฉลาดรู้ในอนาคต 2) ภาวะผู้นำในอนาคต และ 3) ทักษะการทำงานในอนาคต 2. กลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตในอนาคตของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วยกลยุทธ์หลัก 4 กลยุทธ์ กลยุทธ์รอง 15 กลยุทธ์ และโครงการกิจกรรมที่สอดคล้องกันรวม 30 โครงการ 3. การประเมินผลยุทธ์ด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ ในระดับมากที่สุด ด้านความเหมาะสมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.77 ด้านความเป็นไปได้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.79 ด้านความเป็นประโยชน์มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.78</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284683 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร 2025-12-29T09:31:54+07:00 อดุลย์ ชัยคำภา 6714470047@rumail.ru.ac.th นางอุไร สุทธิแย้ม urai.5694s@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร 2) ระดับสมรรถนะการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร และ 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างเป็นข้าราชการครูในปีการศึกษา 2568 จำนวน 322 คน จากการเปิดตารางสำเร็จรูปของโคเฮน และใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกับสมรรถนะการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .954 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทราสาคร โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) สมรรถนะการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทราสาคร โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะการปฏิบัติงานของครู มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถพยากรณ์สมรรถนะการปฏิบัติงานของครู มี 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสร้างบรรยากาศแห่งองค์กรนวัตกรรม ด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง และด้านการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม สามารถพยากรณ์สมรรถนะการปฏิบัติงานของครูได้ร้อยละ 33.40 เขียนสมการพยากรณ์ได้ดังนี้ สมการพยากรณ์รูปคะแนนดิบ คือ = 2.569 + .186​(X<sub>1</sub>) ​+ .196(X<sub>4</sub>) + .385(X<sub>5</sub>) และสมการพยากรณ์รูปคะแนนมาตรฐาน คือ = .251(X<sub>1</sub>)​ + .243(X<sub>4</sub>)​ + .456(X<sub>5</sub>​)</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284749 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล 2025-12-15T11:16:38+07:00 วิศรุต ขุนแผน 6719970047@tsu.ac.th ศิลป์ชัย สุวรรณมณี 6719970047@tsu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำแบบใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล 2) เพื่อศึกษาสมรรถนะการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการครู พนักงานราชการ และครูอัตราจ้าง รวมจำนวน 338 คน ในปีการศึกษา 2568 โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางของ Krejcie และ Morgan (1970) และใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา จากนั้นสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามจำนวน 73 ข้อ เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามภาวะผู้นำแบบใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาเท่ากับ .946 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามสมรรถนะการปฏิบัติงานของครูเท่ากับ .915 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำแบบใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยเมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด 1 ด้าน และระดับมาก 9 ด้าน 2) สมรรถนะการปฏิบัติงานของครู โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 </p> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285011 การพัฒนากลยุทธ์จัดการศึกษาแบบเรียนรวม สำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1 2025-12-04T20:32:11+07:00 สราวดี สุขหมื่น sarawadee2043@gmail.com นันทพงศ์ หมิแหละหมัน Sarawadee2043@gmail.com อนุ เจริญวงศ์ระยับ Sarawadee2043@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาความต้องการจำเป็นและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของการบริหารจัดการศึกษาแบบเรียนรวม 2)พัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการศึกษาแบบเรียนรวม และ<br>3)ประเมินกลยุทธ์การบริหารจัดการศึกษาแบบเรียนรวม กระบวนการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methods research) ศึกษาความต้องการจำเป็นจากผู้บริหาร ครูผู้สอนโรงเรียนเรียนรวม จำนวน 152 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี <strong>PNI<sub>modified</sub></strong> และร่างกลยุทธ์จัดทำ TOWS Matrix การสัมภาษณ์ผู้บริหารโรงเรียนเรียนรวมที่มีผลการปฏิบัติงานที่ดี(Best Practice) จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเหมาะสมของร่างกลยุทธ์โดยการสนทนากลุ่ม(​​focus group) จำนวน 7 คน และประเมินความเหมาะสมกับความเป็นไปได้จาก<br>ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) จำนวน 24 คน เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ได้แก่ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1)ความต้องการจำเป็นของกลยุทธ์การบริหารจัดการศึกษาแบบเรียนรวม<br>โดยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน กลุ่มที่มีความต้องการจำเป็นสูง คือ ด้านกระบวนการบริหารจัดการ <br>การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก กลุ่มที่มีความต้องการจำเป็นสูง คือ ด้านนักเรียน 2)กลยุทธ์การบริหารจัดการศึกษาแบบเรียนรวม ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก 18 กลยุทธ์รอง 60 วิธีดำเนินการ 3)ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์หลักการบริหารจัดการศึกษาแบบเรียนรวม จากการประเมินในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285065 รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมทักษะด้านนวัตกรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านขาแหย่งพัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 2026-01-23T09:38:25+07:00 กุลธิดา อดิลักษณ์ศิริ kulthida.cru@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมทักษะด้านนวัตกรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านขาแหย่งพัฒนา 2. พัฒนารูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมทักษะด้านนวัตกรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านขาแหย่งพัฒนา&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ศึกษาการนำรูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมทักษะด้านนวัตกรรมของนักเรียนไปสู่การปฏิบัติ 4. ประเมินรูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมทักษะด้านนวัตกรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านขาแหย่งพัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (1) แนวทางการบริหารสถานศึกษา พบว่า การบริหารแบบมีส่วนร่วมตามกรอบ POLCE ผสานวงจร PDCA เป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด สภาพปัจจุบันของการบริหารอยู่ในระดับ “มาก” โดยด้านการนำและการอำนวยการสูงที่สุด แต่การจัดระบบและทรัพยากรต่ำที่สุด ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับ “มากที่สุด” ทุกด้าน ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบบริหารเชิงโครงสร้างที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ (2) องค์ประกอบของรูปแบบ พบว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ ระบบและกลไก เงื่อนไขความสำเร็จ และแนวทางนำรูปแบบไปใช้ ซึ่งสะท้อนความครบถ้วนขององค์ประกอบการบริหารสถานศึกษาเชิงมีส่วนร่วมและสามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทโรงเรียนพื้นที่สูง (3) ผลจากการนำรูปแบบไปใช้ พบการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกใน 4 มิติ ได้แก่ ครู นักเรียน โรงเรียน และชุมชน โดยครูมีบทบาทเชิงรุกในการออกแบบกิจกรรมบูรณาการ นักเรียนแสดงศักยภาพด้านการคิดสร้างสรรค์และการทำงานร่วมกันเพิ่มขึ้น โรงเรียนมีระบบบริหารที่ชัดเจนขึ้น และชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในกระบวนการจัดการศึกษา (4) ผลการประเมินรูปแบบ พบว่ารูปแบบมีความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ &nbsp;ในระดับ มากที่สุด โดยผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่ารูปแบบสามารถแก้ปัญหาเชิงระบบได้จริง ผู้เรียนมีทักษะด้านนวัตกรรมอยู่ในระดับ มาก โดยทักษะการทำงานร่วมกันสูงที่สุด รองลงมาคือ ทักษะความคิดสร้างสรรค์</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285463 การประเมินการบริหารจัดการโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยกรอบ CIPP Model 2025-12-19T21:13:26+07:00 ภธิรารัช นันติ pathirarach@gmail.com สายฝน แสนใจพรม pathirarach@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติของโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้กรอบ CIPP Model การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 10 ท่าน ซึ่งถูกคัดเลือกแบบเจาะจง ผลการประเมินพบว่า โครงการมีความสอดคล้องสูงมากกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียนและนโยบายการศึกษาชาติ (Context) และมีผลผลิต (Product) ในระดับดีมาก ในการพัฒนาทักษะด้านภาษา, ภาวะผู้นำ, และการแก้ปัญหาของผู้เรียน อย่างไรก็ตาม การประเมินยังเผยให้เห็นถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่สำคัญ อาทิ ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) พบข้อจำกัดที่ชัดเจนเรื่อง งบประมาณไม่เพียงพอ และปัญหาการขาด Core Team&nbsp; &nbsp;ที่มีประสบการณ์ต่อเนื่อง ขณะที่ ด้านกระบวนการ (Process) พบความไม่สมดุลจากการขาดกลไกสนับสนุน Host Family เชิงระบบและความไม่ชัดเจนของอำนาจการตัดสินใจเมื่อเกิดวิกฤต&nbsp; &nbsp;ผลการประเมินชี้ให้เห็นว่า แม้ผลลัพธ์ของโครงการจะดี แต่ยังมีความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องในระยะยาว &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ซึ่งบ่งชี้ถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ผู้บริหารต้องปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการโครงการไปสู่รูปแบบเชิงระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285560 ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 2025-12-29T09:48:00+07:00 จันทร์เพ็ญ คันที chanpenkuntee@gmail.com บรรจบ บุญจันทร์ Chanpenkuntee@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน 2) ศึกษาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผล</p> <p>การบริหารงานวิชาการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 320 คน ซึ่งสุ่มแบบแบ่งชั้น เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า 1) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ โดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับสูง 2) ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหาร โดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับสูง และ 3) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการหาค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยของตัวแปรพยากรณ์ พบว่า การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล ด้านสมรรถนะทางดิจิทัล ความร่วมมือ และวิสัยทัศน์ ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนได้ร้อยละ 77.1</p> <p>&nbsp;</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285181 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ;กรณีศึกษาผู้บริหารและครู โรงเรียนนานาชาติ สังกัดมูลนิธิคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย 2026-01-29T20:04:36+07:00 ประทวน คล้ายศรี Prathuan.k@hotmail.com อภิสรรค์ ภาชนะวรรณ ap_pra2009@hotmail.com จำเนียร ผะคังคิว Prathuan.k@hotmail.com <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา และ เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 269 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.931 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทำการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยการใช้วิธีแอลเอสดีของฟิชเชอร์ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p>ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติ สังกัดมูลนิธิคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย ภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด จากผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติ โดยจำแนกตามวุฒิการศึกษา ภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนประสบการณ์การทำงาน ไม่แตกต่างกัน การสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติ ต้องเรียนรู้เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ให้ทันต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับต้นสังกัด ต้องสนับสนุนผู้บริหารสถานศึกษาให้เข้าอบรมหลักสูตรพัฒนาทักษะความสามารถใหม่ๆ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีข้อมูลเชิงลึกภายในองค์กรที่ตัวเองบริหาร และผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีความศรัทธาต่อหลักคำสอนของ คริสตจักร</p> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286561 แนวทางการบริหารหลักสูตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของ โรงเรียน กพด. สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 2026-02-25T21:07:23+07:00 เอมพิกา วงค์ต่อม 678914044@crru.ac.th สุภาพร เตวิยะ 678914044@crru.ac.th ไพรภ รัตนชูวงศ์ 678914044@crru.ac.th <p>การศึกษาอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันในการบริหารหลักสูตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน กพด.สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสภาพการบริหารหลักสูตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน กพด.สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน&nbsp;&nbsp; เขต 2 (3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารหลักสูตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน กพด.สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 โดยใช้เครื่องมือที่ศึกษา ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ ซึ่งมีผลการศึกษา โดยสรุปดังนี้ 1.ผลการศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน กพด.สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก 2. ปัจจัยในการบริหารหลักสูตร ได้แก่ ปัจจัยภายใน 1) ด้านโครงสร้างและนโยบายของสถานศึกษา 2) ผลผลิตและบริการ 3) บุคลากร 4) ประสิทธิภาพทางการเงิน 5) วัสดุทรัพยากร และ 6) การบริหารจัดการ ปัจจัยภายนอก 1) ด้านสังคมและวัฒนธรรม 2) ด้านเทคโนโลยี 3) ด้านเศรษฐกิจ และ 4) ด้านการเมืองและกฎหมาย 3.แนวทางการบริหารหลักสูตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน กพด.สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2&nbsp; 7 กระบวนการ ได้แก่ ด้านการวางแผนส่งเสริมครู&nbsp; ด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้&nbsp; ด้านการจัดสื่อและแหล่งการเรียนรู้&nbsp; ด้านการสร้างภาคีเครือข่าย&nbsp; ด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้&nbsp; &nbsp;ด้านการนิเทศเพื่อปรับปรุงและพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285539 ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 2026-01-23T10:46:33+07:00 เกษรา เคียวสูงเนิน kadsara2539@gmail.com บรรจบ บุญจันทร์ kadsara2539@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู 2) ศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และ 3) สร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวม 327 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดสถานศึกษาเป็นเกณฑ์และสุ่มตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ตัวแปรภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู มี 3 ตัวแปร ได้แก่ ด้านผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ (X<sub>1</sub>) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (X<sub>3</sub>) และด้านความร่วมมือ (X<sub>5</sub>) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 27.00</p> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285828 แนวทางการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนพื้นที่สูงกลุ่มเครือข่ายการศึกษาดอยตุง 2026-01-09T21:07:30+07:00 อภิชญา สวัสดิ์วิมล aphichaya.052@gmail.com ไพรภ รัตนชูวงศ์ Aphichaya.052@gmail.com สุวดี อุปปินใจ Aphichaya.052@gmail.com <p>การศึกษาอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือของโรงเรียนพื้นที่สูงกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาดอยตุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 (2) ศึกษาปัจจัยที่สำคัญต่อการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ ของโรงเรียนพื้นที่สูงเครือข่ายพัฒนาการศึกษาดอยตุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 &nbsp;และ (3) เสนอแนวทางการยกระดับการจัดการเรียนการสอนโดยการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ ของโรงเรียนพื้นที่สูงเครือข่ายพัฒนาการศึกษาดอยตุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ผลการศึกษาโดยสรุปพบว่า (1) สภาพการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (2) ปัจจัยที่สำคัญต่อการนิเทศประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารและนโยบาย บุคลากร แรงจูงใจและบรรยากาศการทำงาน กระบวนการนิเทศ และทรัพยากรและโครงสร้างสนับสนุน และ (3) แนวทางการยกระดับการจัดการเรียนการสอนโดยการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือมี 7 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและสร้างความตระหนักรู้ร่วม การกำหนดวิสัยทัศน์และวางแผนร่วม การสร้างความสัมพันธ์และโครงสร้างเครือข่าย การนิเทศเชิงปฏิบัติร่วมกัน การชี้แนะแนวทางและเสริมศักยภาพครู การติดตามและสะท้อนผลร่วมกัน และการขยายผลและธำรงความยั่งยืนของเครือข่ายของเครือข่าย</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285504 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง 2026-02-17T10:24:51+07:00 สุรางคณา ธรรมพิทักษ์ surangkana.tha062@hu.ac.th นวรัตน์ ไวชมภู surangkana.tha062@hu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง ปีการศึกษา 2568 จำนวน 115 คน ซึ่งได้จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power Analysis และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วนของขนาดสถานศึกษา ร่วมกับการสุ่มอย่างง่ายแบบไม่ใส่คืน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับตามแนวคิดของลิเคิร์ธ แบ่งออกเป็น 3 ตอน โดยแบบสอบถามด้านภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .798 และแบบสอบถามด้านการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษามีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .860 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .705 แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมในระดับสูงสามารถส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานศึกษาพัฒนาไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284675 การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนพระราชทานทับละมุ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพังงา 2025-12-19T20:52:24+07:00 กนกวรรณ ดำเพ็ง nedkanok2562@gmail.com ญาณิศา บุญจิตร์ nedkanok2562@gmail.com พิชามญชุ์ สุรียพรรณ nedkanok2562@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันด้านการจัดการเรียนรู้ตามหลักเกณฑ์ ว.PAของครูโรงเรียนพระราชทานทับละมุ 2) พัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามหลักเกณฑ์ ว.PA ของโรงเรียนพระราชทานทับละมุ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ผู้เข้าร่วมในการวิจัย ประกอบด้วย ครูโรงเรียนพระราชทานทับละมุ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม&nbsp; แบบทดสอบ แบบบันทึกการปฏิบัติกิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบบันทึกการนิเทศ และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสนทนากลุ่ม &nbsp;พบว่าครูผู้สอนยังขาดทักษะการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับตัวชี้วัด ว.PA และขาดการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย 2) การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยการอบรมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศติดตาม ซึ่งผลการอบรมเชิงปฏิบัติการ พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยยึดตัวชี้วัดตามหลักเกณฑ์ ว.PA มากขึ้นมีคะแนนเฉลี่ยก่อนการพัฒนา 20.55 และคะแนนหลังการพัฒนา 28.11 ครูมีการใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในการให้ข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งสามารถนำไปเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ได้ โดยมีผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับ ดีมาก ( m = 4.65, s = 0.13) และผลจากการนิเทศพบว่า ครูมีการดำเนินการตามแผนที่กำหนด มีการใช้เทคนิคและวิธีการสอนที่หลากหลาย สร้างบรรยากาศในชั้นเรียนได้ดีและมีการวัดผลตามสภาพจริง 3) ผลการประเมินความพึงพอใจในการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามหลักเกณฑ์ ว.PA พบว่ามีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.93 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286231 ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นทีมกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 2026-01-23T11:17:45+07:00 นาวิน สงคราม nawins32@gmail.com สมาน อัศวภูมิ nawins32@gmail.com สมาน อัศวภูมิ nawins32@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการทำงานเป็นทีม 2) ระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นทีมกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 33 คนและครูจำนวน 301 รวมทั้งสิ้นจำนวน 334 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 2 ฉบับ ได้แก่ แบบสอบถามการทำงานเป็นทีม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.980 และแบบสอบถามประสิทธิผลของสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.978 สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) การทำงานเป็นทีม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นทีมกับประสิทธิผลของสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .801</p> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286133 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบบริการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการสอน ของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 2026-02-02T11:13:30+07:00 ปรีชญาพร เพ็งทอง stu6430117118@sskru.ac.th พงษ์ศักดิ์ ทองพันชั่ง pongsak.prap@yahoo.com จิตติมาภรณ์ สีหะวงษ์ info@sskru.ac.th <p>ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลสำคัญในการอำนวยความสะดวกและสนับสนุนการทำงานของครู จึงจำเป็นที่จะต้องมีภาวะผู้นำเเบบบริการ เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมการทำงานของครูในสถานศึกษาการวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบบริการของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 2) ศึกษาระดับประสิทธิผล การสอนของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบบริการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการสอนของครู ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 335 คน กลุ่มตัวอย่างผู้วิจัยได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ 0.976 สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำแบบบริการ ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิผลการสอนของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 พบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบบริการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันเชิงบวก อยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286017 การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ในอำเภอสีชมพู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 2026-02-05T14:53:15+07:00 นางวงษ์เดือน ทนจันทา vongdu02@gmail.com อำนวย มีราคา Vongdu02@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา1) การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาและ 2) เปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาจำแนกตามเพศขนาดของสถานศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 205 คนกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามแบ่งเป็น 2 ตอนซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.770 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่า (t-test) และใช้สถิติเอฟ (F-test) ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li class="show">การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ในอำเภอสีชมพูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษารองลงมาคือด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษาส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา</li> <li class="show">2. การวิเคราะห์เปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ในอำเภอสีชมพู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5จำแนกตามเพศขนาดของสถานศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยภาพรวม พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มี เพศขนาดของสถานศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ในอำเภอ สีชมพู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 ไม่แตกต่างกัน</li> </ol> <p><strong> </strong></p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285890 แนวทางการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วม สำหรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาแม่สายเวียงพางคำ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 2026-01-18T14:24:53+07:00 แสงจันทร์ แสงสรทวีศักดิ์ sangjanlove077@gmail.com สุดาพร ปัญญาพฤกษ์ sangjansangson@gmail.com ไพรภ รัตนชูวงศ์ sangjansangson@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำหรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสภาพการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำหรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วม สำหรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาแม่สายเวียงพางคำ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ข้อที่ 1 ได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษา 19 คน ครูผู้สอน 280 คน ข้อที่ 2 ได้แก่นักวิชาการชำนาญการพิเศษ จำนวน 1 คน นักจิตวิทยาโรงเรียนจำนวน 1 คน ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 8 คน ครูผู้สอน จำนวน 2 คน และข้อที่ 3 ได้แก่ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา จำนวน 1 คน นักจิตวิทยาโรงเรียนจำนวน 1 คน ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 8 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 2 คน ตัวแทนผู้ปกครอง จำนวน 2 คน และตัวแทนครูผู้สอน จำนวน 2 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสนทนากลุ่ม โดยวิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์เนื้อหานําเสนอในรูปแบบความเรียง ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำหรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์พบว่าภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำหรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ ปัจจัยภายในด้านโครงสร้างและนโยบายของสถานศึกษา , ผลผลิตและบริการ ,บุคลากร , ประสิทธิภาพทางการเงิน , วัสดุทรัพยากร และ การบริหารจัดการ ปัจจัยภายนอกด้านสังคมและวัฒนธรรม , ด้านเทคโนโลยี , ด้านเศรษฐกิจ และ ด้านการเมืองและกฎหมาย ซึ่งล้วนส่งผลต่อการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ 3) แนวทางการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วยองค์ประกอบของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 ด้าน ได้แก่ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การพัฒนาและส่งเสริมนักเรียน การป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน และการส่งต่อนักเรียน โดยใช้หลักการมีส่วนร่วม 4 ประการ คือ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ และการมีส่วนร่วมในการประเมินผล</p> <p> </p> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285556 สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น 2026-01-11T09:31:02+07:00 อนันต์ ปิดตานะ apidtana@gmail.com เพียงแข ภูผายาง apidtana@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาและการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษากับการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น จำนวน 483 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา เท่ากับ 0.97 และการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา เท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาและการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษากับการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา พบว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญอยู่ที่ระดับ .01 3. สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น พบว่า สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาสามารถพยากรณ์การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ได้ร้อยละ 76.8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>เขียนเป็นสมการณ์พยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดิบ คือ</p> <p>Y’ = -2.261 + .475X<sub>5</sub> + .357X<sub>1</sub> + .333X<sub>3</sub> + .241X<sub>6</sub> + .129X<sub>4</sub> + .059X<sub>2</sub></p> <p>และรูปคะแนนมาตรฐานคือ</p> <p>Z’y = .543Z<sub>5</sub> + .393Z<sub>1</sub> + .365Z<sub>3</sub> + .263Z<sub>6</sub> + .143Z<sub>4</sub> + .066Z<sub>2</sub>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285571 แนวทางการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ปีการศึกษ 2567 2026-01-29T20:19:58+07:00 อภิสรรค์ ภาชนะวรรณ ap_pra2009@hotmail.com ประทวน คล้ายศรี ap_pra2009@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรของสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรของสถานศึกษา 3) เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 94 คน ครูผู้สอน จำนวน 220 คน รวม 314 คน สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ และสุ่มอย่างง่าย ด้วยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มี ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.907 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และเมื่อพบ ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทำการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยการใช้วิธีแอลเอสดีของฟิชเชอร์</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">การพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรของสถานศึกษา ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li class="show">ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรของสถานศึกษา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนวุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา ในภาพรวม ไม่แตกต่างกัน</li> <li class="show">แนวทางในการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 พบว่า ความเอื้ออาทรเป็นพื้นฐาน ใช้ความเป็นเลิศเป็นเป้าหมาย การมีผู้บริหารเป็นแบบอย่าง มีความซื่อสัตย์ และมีการเสริมพลังเข้าด้วยกัน</li> </ol> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285746 การประเมินโครงการการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม DLTV ของโรงเรียนบ้านหน้าซึง สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการของ Robert E. Stake 2026-01-12T13:13:43+07:00 เนติพงศ์ ขจรมาศบุษย์ moshitoey@hotmail.com นันทพงศ์ หมิแหละหมัน moshitoey@hotmail.com สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง moshitoey@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (ดีแอลทีวี) ของโรงเรียนบ้านหน้าซึง ในสามด้าน ได้แก่ 1) ปัจจัยเบื้องต้น 2) กระบวนการดำเนินงาน และ 3) ผลลัพธ์ของโครงการ โดยใช้รูปแบบการประเมินของโรเบิร์ต อี. สเตก เป็นการวิจัยเชิงประเมิน กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้บริหาร 1 คน ครูผู้รับผิดชอบ 7 คน คณะกรรมการสถานศึกษา 7 คน ผู้ปกครอง 43 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2–6 จำนวน 43 คน เลือกแบบเจาะจง รวมทั้งสิ้น 101 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์สำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกกลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านปัจจัยเบื้องต้นอยู่ในระดับมากที่สุด โครงการมีความเหมาะสมตรงตามความต้องการของโรงเรียนในการแก้ปัญหาการขาดแคลนครู แต่ยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากรเทคนิคและงบประมาณที่อาจส่งผลต่อความยั่งยืนในระยะยาว 2) ด้านกระบวนการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก การดำเนินงานเป็นระบบและสอดคล้องตามแผน แต่ยังต้องพัฒนาเรื่องคุณภาพอุปกรณ์รับสัญญาณ เพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 3) ด้านผลลัพธ์อยู่ในระดับมากที่สุด จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น และการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียน โครงการได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และมีแนวทางปฏิบัติที่ส่งเสริมความยั่งยืน ทั้งในด้านการพัฒนาครูและการบริหารจัดการอุปกรณ์ เพื่อคงคุณภาพการเรียนรู้</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285841 การบริหารงานกิจการนักเรียนในการป้องกันปัญหาอบายมุขของโรงเรียนปทุมวิไล จังหวัดปทุมธานี 2026-01-09T21:10:28+07:00 พิชชาพร สุขะ phitchaporn.su@ku.th สุมิตร สุวรรณ phitchaporn.su@ku.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารงานกิจการนักเรียนในการป้องกันปัญหาอบายมุขของโรงเรียนปทุมวิไล 2) แนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนในการป้องกันปัญหาอบายมุขของโรงเรียนปทุมวิไล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูโรงเรียนปทุมวิไล จำนวน 113 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก และผู้ให้ข้อมูล จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ได้รับแบบสอบถามกลับคืนมา จำนวน 100 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 88.50 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการบริหารงานกิจการนักเรียนในการป้องกันปัญหาอบายมุขของโรงเรียนปทุมวิไล ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนในการป้องกันปัญหาอบายมุขของโรงเรียนปทุมวิไล สถานศึกษาต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบและมีการบูรณาการ โดยมีการวางแผนบนพื้นฐานข้อมูลที่ชัดเจน กำหนดเป้าหมาย โครงสร้างการบริหาร หน้าที่และความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ควบคู่กับการประสานความร่วมมือกับผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานภายนอก มีการส่งเสริมวินัย คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมประชาธิปไตยผ่านกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่คำนึงถึงความแตกต่างรายบุคคล มีการนิเทศ ติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอเพื่อใช้เป็นแนวทางในการนำผลไปปรับปรุงพัฒนาต่อไป</p> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286203 คุณลักษณะภาวะผู้นำของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 2026-02-08T14:57:44+07:00 พิลาพร เงางาม 640426021017@bru.ac.th นฤมล ศักดิ์ปกรณ์กานต์ narumon.sp@bru.ac.th โกวิท วัชรินทรางกูร Kovit.vj@bru.ac.th <p> </p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับคุณลักษณะภาวะผู้นำของผู้บริหาร 2) ระดับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะภาวะผู้นำกับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และ 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและครู จำนวน 327 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 2 ส่วน คือ ด้านคุณลักษณะภาวะผู้นำของผู้บริหารและด้านการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน ซึ่งค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .970 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับคุณลักษณะภาวะผู้นำของผู้บริหารโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการมีวิสัยทัศน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการสื่อสาร ด้านการคิดสร้างสรรค์ ด้านการสร้างความร่วมมือ และด้านการปรับตัวตามสถานการณ์ ตามลำดับ 2) ระดับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษามีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการรายงานผลการประเมินตนเอง ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษา ด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษา ด้านการติดตามผลการดำเนินงาน และด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษา ตามลำดับ 3) คุณลักษณะภาวะผู้นำของผู้บริหารทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) สมการพยากรณ์พบว่า คุณลักษณะภาวะผู้นำของผู้บริหาร 4 ด้าน คือ ด้านการปรับตัวตามสถานการณ์ (X<sub>3</sub>) ด้านการคิดสร้างสรรค์ (X<sub>2</sub>) ด้านการสร้างความร่วมมือ (X<sub>5</sub>) และด้านการสื่อสาร (X<sub>4</sub>) สามารถร่วมกันพยากรณ์การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาได้ร้อยละ 40.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีสมการพยากรณ์ ดังนี้</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ </p> <p> = 2.401 + .157X<sub>3</sub> + .109X<sub>2</sub> + .112X<sub>5</sub> + .088X<sub>4</sub> </p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน </p> <p> = .257Z<sub>X3</sub> + .178Z<sub>X2</sub> + .181Z<sub>X5</sub> + .156Z<sub>X4</sub></p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286657 การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาโรงเรียนเทศบาลบ้านสุขสำราญ สู่โรงเรียนแห่งนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของครูและผู้เรียน 2026-02-27T20:34:13+07:00 สมจิตร ดำริห์ somjitr123ok@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็นในการบริหารสถานศึกษาโรงเรียนเทศบาลบ้านสุขสำราญสู่โรงเรียนแห่งนวัตกรรม 2) พัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของครูและผู้เรียน 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ดำเนินการ 4 ระยะ&nbsp; ระยะที่ 1 เก็บข้อมูลจากผู้บริหาร 4 คน หัวหน้าสายชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 จำนวน 6 คน และครู/บุคลากร 40 คน &nbsp;รวม 50 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสอบถามมาตราส่วน 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง ระยะที่ 2 สังเคราะห์และพัฒนารูปแบบภายใต้กรอบ INNOVATE–School Model และรับข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คนด้วยการสนทนากลุ่ม ระยะที่ 3 ทดลองใช้กับผู้บริหาร 4 คน ครูระดับประถมศึกษาปีที่ 4–6 จำนวน 16 คน และนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4–6 จำนวน 150 คน ระยะที่ 4 ประเมินรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ผู้บริหาร 4 คน และบุคลากร 11 คน ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันอยู่ระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์อยู่ระดับมากถึงมากที่สุด โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม (PNI=0.44) และการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ (PNI=0.43) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ระดับมาก</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287137 รูปแบบการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุกด้วยกลยุทธ์การมีส่วนร่วม “บวร” ของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี 2026-02-25T21:13:19+07:00 สรชัย ผลขาว sornchai2005@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร (2) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร (3) เพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการดำเนินการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร และ (4) เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนพิบูลมังสาหาร ตามแนวทางที่กรมสุขภาพจิตและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด รวม 5 ด้าน คือ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน การป้องกันและช่วยเหลือนักเรียน การส่งต่อนักเรียน โดยจำแนกเพศ อายุ ตำแหน่ง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้ปกครองนักเรียนและคณะกรรมการสถานศึกษา 63 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">สภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนก่อนการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร โดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน พบว่า อยู่ในระดับน้อยทุกด้าน และเมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยที่มีค่ามากใน 3 อันดับแรก พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การคัดกรองนักเรียน การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การป้องกันช่วยเหลือนักเรียน ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ การส่งต่อนักเรียน</li> <li class="show">ผลของการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน พบว่า อยู่ในระดับ มากทุกด้านและเมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยที่มีค่ามากใน 3 อันดับแรก พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การรู้จักนักเรียนรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน การป้องกันและช่วยเหลือนักเรียน ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ การส่งต่อนักเรียน</li> <li class="show">ผลการเปรียบเทียบ การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน </li> </ol> <p>พิบูลมังสาหาร ก่อนและหลังการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมและรายด้าน<strong> </strong>พบว่า ก่อนการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผลโดยรวมอยู่ในระดับน้อยทุกด้าน แต่หลังจากการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนพิบูลมังสาหารแล้ว ผลโดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน สรุปได้ว่า ผลการดำเนินการโดยภาพรวมและรายด้าน มีความแตกต่างกัน </p> <ol start="4"> <li class="show">ผลของการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของนักเรียนโรงเรียนพิบูลมังสาหาร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาแต่ละข้อ พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด 1 ข้อ และอยู่ในระดับมาก 11 ข้อ และเมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยที่มีค่ามากใน 3 อันดับแรก พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ เคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ ประพฤติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับของครอบครัว โรงเรียน และสังคม เข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อโรงเรียน ชุมชน และสังคม ตามลำดับ ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ตั้งใจเพียรพยายามในการเรียนและเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้<strong> </strong></li> </ol> <p> </p> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286050 ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 2026-02-02T11:20:47+07:00 วันเฉลิม สาชล mormo051243@gmail.com นิวัตต์ น้อยมณี น้อยมณี mormo051243@gmail.com กัญภร เอี่ยมพญา mormo051243@gmail.com <p style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการบริหารของผู้บริหาสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา อายุ และประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างในวิจัย คือ ครู สังกัดสำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ในปีการศึกษา 2568 จำนวน 356 คน ได้จากการกำหนดกลุ่มตัวอย่างตารางเครจซี่และมอร์แกน จำนวน 186 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามทักษะการบริหารของผู้บริหาสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่น.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทีการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทักษะการบริหารของผู้บริหาสถานศึกษา โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยเป็นอันดับแรก ได้แก่ เทคนิควิธี รองลงมาได้แก่ มนุษย์สัมพันธ์ &nbsp;ทางด้านมโนภาพ และความคิดรวบยอด อันดับสุดท้าย ได้แก่ การศึกษาและการสอน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2) เปรียบเทียบทักษะการบริหารของผู้บริหาสถานศึกษา จำแนกตามเพศ อายุ และประสบการณ์ทำงาน โดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย จำแนกตามระดับการศึกษา โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p style="font-weight: 400;">&nbsp;</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286391 การบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอพนมสารคาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา 2026-02-06T13:07:23+07:00 รวินพัทธ์ ประเสริฐผล ประเสริฐผล rawinphat.king8@gmail.com กัญภร เอี่ยมพญา rawinphat.king8@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาอำเภอพนมสารคาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา จำแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา อายุและประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างในวิจัย คือ ครูผู้สอน ในอำเภอพนมสารคาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 212 คน ได้จากการกำหนดกลุ่มตัวอย่างตารางเครจซี่และมอร์แกน จำนวน 136 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามการบริหารความขัดแย้ง มีค่าความเชื่อมั่น.86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทีการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การบริหารงานความขัดแย้ง โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยเป็นอันดับแรก ได้แก่ ด้านการร่วมมือ รองลงมาได้แก่ ด้านการยอมรับ อันดับสุดท้ายได้แก่ ด้านการเอาชนะ ได้แก่ 2) เปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา อายุและประสบการณ์ทำงานสถานศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย </p> <p> </p> <p><strong> </strong></p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284677 การพัฒนาประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ของโรงเรียนบ้านหนองโพธิ์ มิตรภาพที่ 129 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 2025-12-15T11:14:39+07:00 ดวงหทัย แพวงจีน 66052511211@student.sru.ac.th พิชามญชุ์ สุรียพรรณ 66052511211@student.sru.ac.th ญาณิศา บุญจิตร์ 66052511211@student.sru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังในการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมที่มีประสิทธิภาพของครู และ 2) พัฒนาประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ดำเนินการวิจัยด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมายการวิจัย ครูโรงเรียนบ้านหนองโพธิ์ มิตรภาพที่ 129 จำนวน 7 คน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการปฏิบัติกิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แบบทดสอบก่อนและหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการ แบบประเมินประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณได้แก่ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอในรูปแบบความเรียง ผลวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมเป็นการสื่อสารทางเดียว ทำให้ผู้เรียนไม่ค่อยสนใจ และการรับรู้ของนักเรียนแต่ละคนแตกต่างกัน ครูผู้สอนไม่ได้จบวิชาเอกโดยตรง จึงขาดความมั่นใจในการสอนและขาดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สภาพที่คาดหวัง ควรมีการอบรมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการปฏิบัติกิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน 2) ผลการพัฒนาประสิทธิภาพของครูในการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม สามารถนำความรู้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการไปประยุกต์ใช้ในการเตรียมแผนการจัดการเรียนรู้ และนำไปสู่การจัดการเรียนการสอน ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาประสิทธิภาพการสอนผ่านดาวเทียม ภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> </p> <p> </p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)