วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT
<p><strong>Journal of Association of Professional Development of Educational Administration of Thailand (JAPDEAT) <br />วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)<br />ISSN <span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">3027-8813</span> (Online)</strong><br /><br />สมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 119 หมู่ที่ 9 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีการแต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุด หรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคม และนายทะเบียนสมาคม จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับจดทะเบียน แต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุด ตามมาตรา 85 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว <br />สมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย โดยนายกสมาคม รองศาสตราจารย์ ดร.จิณณวัตร ปะโคทัง และคณะกรรมการบริหารสมาคมได้มีดำริในการพัฒนาวารสารวิชาการวิชาการเพื่อเป็นพื้นที่ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย บทความวิชาการของนักวิจัย นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป ในนามสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย และพัฒนาให้เป็นไปตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</p>
สมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
th-TH
วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
3027-8813
-
การประเมินโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย ระดับปฐมวัยของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284865
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย ระดับปฐมวัยของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) 2) ด้านกระบวนการ (Process) 3) ด้านผลผลิต (Output) และเพื่อหาแนวทางพัฒนาโครงการ บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย ระดับปฐมวัยของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 แหล่งข้อมูล ประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ รวมทั้งสิ้น 254 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan, 1970, pp.609-610) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 63 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 63 คน ครูปกครองนักเรียนปฐมวัย จำนวน 64 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 64 คน และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการพัฒนาการโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย ระดับปฐมวัย จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม ฉบับที่ 1 ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 และฉบับที่ 2 ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ฉบับที่ 1 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ผู้รับผิดชอบโครงการ ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.930 และฉบับที่ 2 สำหรับผู้ปกครองนักเรียนปฐมวัยและคณะกรรมการสถานศึกษา ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.952 และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แจกแจงความถี่ (f) และวิเคราะห์การจัดลำดับ <br> ผลการวิจัยพบว่า ผลการประเมินโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทยระดับปฐมวัยของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินตามเกณฑ์ พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ซึ่งด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ <br>ด้านกระบวนการ (Process) รองลงมาได้แก่ ด้านผลลัพธ์ (Output) และ ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ตามลำดับ แนวทางการพัฒนาโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย ระดับปฐมวัยของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 ตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง 3 ด้านสรุปได้ดังนี้ 1) ด้านปัจจัยนำเข้า โรงเรียนควรส่งเสริมการอบรมผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องให้เข้าใจแนวทางโครงการ ร่วมวางแผนและติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ควรวางแผนงบประมาณอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พร้อมปรับปรุงพื้นที่การเรียนรู้ให้ปลอดภัยเหมาะสม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาโครงการ 2) ด้านกระบวนการ โรงเรียนควรวิเคราะห์หลักสูตรปฐมวัยเพื่อบูรณาการกิจกรรมวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด STEM โดยส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง จัดอบรมและประชุมร่วมระหว่างผู้บริหาร ครู และผู้รับผิดชอบโครงการ พร้อมใช้เทคโนโลยีและข้อมูลการประเมินผลพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งจัดทำรายงานสรุปผลและเผยแพร่ข้อมูลเพื่อใช้วางแผนและปรับปรุงการดำเนินงานในปีต่อไปอย่างเป็นระบบ 3) ด้านผลลัพธ์ โรงเรียนควรส่งเสริมให้ครูออกแบบกิจกรรมวิทยาศาสตร์ตามบริบทโรงเรียน โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเรียนรู้ พร้อมจัดเวทีแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ผลงานกับเครือข่ายการศึกษา ผู้บริหารและครูควรวิเคราะห์ผลและเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา รวมทั้งประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชน เพื่อพัฒนากิจกรรมให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงและคิดอย่างสร้างสรรค์</p> <p> </p>
รุ่งทิวา จงฤทธิ์
ภูมิพิพัฒน์ รักพรมงคล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-24
2026-09-24
8 3
526
547
-
ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287752
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาคุณภาพการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา 3) หาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับคุณภาพการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา 4) สร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ตัวอย่าง ผู้บริหารสถานศึกษา ครู จำนวน 322 คน โดยเทียบตารางสำเร็จรูป เครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือ คือ แบบสอบถาม ความเชื่อมั่น 0.99 สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด คุณภาพการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับคุณภาพการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กันในทางบวก ในระดับสูง ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สามารถพยากรณ์คุณภาพการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา ได้ร้อยละ 63.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สร้างสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\widehat{Y}" alt="equation"> = 1.323+0.324(X<sub>5</sub>)+0.241(X<sub>4</sub>)+0.159(X<sub>1</sub>) และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\widehat{Z}" alt="equation"> = 0.380(Z<sub>5</sub>)+0.289(Z<sub>4</sub>)+0.178(Z<sub>1</sub>)</p>
อัญญาณี มุ่งพิงกลาง
ชูชีพ ประทุมเวียง
สมฤทัย เตาจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-23
2026-09-23
8 3
290
300
-
A การบริหารงานวิชาการด้วยระบบดิจิทัลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287033
<p>วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการด้วยระบบดิจิทัลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 (2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการด้วยระบบดิจิทัลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงานและขนาดโรงเรียน (3) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการด้วยระบบดิจิทัลในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 4 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 160 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดตัวอย่างจากการเทียบตารางสำเร็จรูปของ Krejcie และ Morgan เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .83 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา</p>
ณัฎฐภัทร์ สุโคตร
อุดมเดช ทาระหอม
สมฤทัย เตาจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-22
2026-09-22
8 3
225
238
-
ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่เขต2
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287506
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความต้องการจำเป็น และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 86 คน จากการกำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน(Krejcie & Morgan) และสุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้น โดยกำหนดตามสัดส่วนของสถานศึกษาในแต่ละอำเภอ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) แบบปรับปรุง(สุวิมล ว่องวาณิช, 2562) ในการหาผลต่างระหว่างสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์ โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ ด้านภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม มีดัชนี ความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNimodified = 0.37) รองลงมา คือ ด้านภาวะผู้นำด้านเทคโนโลยีและความรู้เท่าทัน AI (PNimodified = 0.36) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารสถานศึกษามีความจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สามารถบริหารจัดการสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคปัญญาประดิษฐ์</p>
สุกัญญา ชุ่มทิพย์
ทิพรัตน์ สิทธิวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-22
2026-09-22
8 3
239
253
-
ภาวะผู้นำเชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหาร งานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286798
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษา2) ระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา และ 4) ปัจจัยภาวะผู้นำเชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลด้านการบริหารงานวิชาการ สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างการวิจัย เป็น ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำนวน 331 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.954 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เพียร์สัน และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก 2) ระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กันทางบวก 4) ปัจจัยภาวะผู้นำเชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูป คะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานได้ดังนี้</p> <p> =1.144+ 0.343X<sub>1</sub>+ 0.113X<sub>2</sub> + 0.048X<sub>3</sub>+ 0.167X<sub>4</sub> +0.062X<sub>5</sub>; R<sup>2</sup> = 0.677</p> <p> Z′ =0.413Z<sub>1</sub>+ 0.153Z<sub>2</sub> + 0.058Z<sub>3</sub>+0.232Z<sub>4</sub> + 0.086Z<sub>5</sub></p> <p> </p>
นายปฐวี อินทนา
สุรศักดิ์ ศรีกระจ่าง
พิมล วิเศษสังข์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-23
2026-09-23
8 3
358
368
-
A ความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สำนักงานเขตประเวศ สังกัดกรุงเทพมหานคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/288121
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สำนักงานเขตประเวศ สังกัดกรุงเทพมหานคร (2) เปรียบเทียบความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาสำนักงานเขตประเวศ สังกัดกรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศ วิทยฐานะ อายุ และประสบการณ์ การทำงานกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูในสถานศึกษา สำนักงานเขตประเวศ สังกัดกรุงเทพมหานครในปีการศึกษา 2568 ได้จากการกำหนดกลุ่มตัวอย่าง จากตารางเครซี่และมอร์แกน จำนวน 226 คน ดำเนินการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยเทียบสัดส่วนของประชากร กับกลุ่มตัวอย่างที่กำหนดจากนั้นจึงสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวบข้อมูล เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับด้วยวิธีของครอนบาร์คเท่ากับ .96 วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ เฉลี่ยเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สำนักงานเขตประเวศ สังกัดกรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับมากที่สุด 2) เปรียบเทียบความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สำนักงานเขตประเวศ สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า จำแนกตามเพศ มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และจำแนกตามวิทยฐานะ อายุ และประสบการณ์ทำงาน พบว่า โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> </p>
สุภาวดี บุญเลิศ
นิวัตต์ น้อยมณี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-23
2026-09-23
8 3
345
357
-
กลยุทธ์การบริหารการศึกษาปฐมวัยสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287264
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพพื้นฐาน พัฒนากลยุทธ์ และประเมินความเหมาะสมของกลยุทธ์การบริหารการศึกษาปฐมวัยสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีหลายระยะ ประกอบด้วย การศึกษาบริบทและปัญหา การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้บริหารสถานศึกษา และการตรวจสอบความเหมาะสมของกลยุทธ์โดยผู้เชี่ยวชาญ ผลการศึกษาเชิงพรรณนาพบว่า ระบบบริหารจัดการปฐมวัยยังมีช่องว่างด้านการวางแผน โครงสร้าง การบริหารบุคลากร และระบบประกันคุณภาพ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการพัฒนาเด็กปฐมวัยในภาพรวม โดยเฉพาะด้านการจัดการเชิงระบบที่สะท้อนความจำเป็นในการเสริมสร้างสมรรถนะเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารให้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังพบความต้องการในการพัฒนาครู ผู้เรียน การจัดการองค์กร แหล่งเรียนรู้ และเครือข่ายทางการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพปฐมวัย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และข้อมูลเชิงปริมาณนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์การบริหารการศึกษาปฐมวัยสู่ความเป็นเลิศ โดยยึดองค์ประกอบหลัก ได้แก่ บทบาทครู การพัฒนาผู้เรียน การบริหารจัดการภายใน แหล่งเรียนรู้ และเครือข่ายสถานศึกษา กลยุทธ์ที่เสนอได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 30 คน ซึ่งเห็นพ้องว่ากลยุทธ์มีความสอดคล้องกับบริบทพื้นที่และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง การวิจัยครั้งนี้จึงเสนอแนวทางเชิงระบบสำหรับยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการการศึกษาปฐมวัยที่ตอบสนองความต้องการของสถานศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย การพัฒนาผู้บริหาร ครู และบุคลากร ตลอดจนการสร้างต้นแบบกลยุทธ์การจัดการศึกษาปฐมวัยสู่ความเป็นเลิศในระดับประเทศต่อไป</p>
พิมพ์ณภา พงษ์ธนณัชศุภดา
กิติพงษ์ ลือนาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-22
2026-09-22
8 3
201
210
-
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ในกลุ่มอำเภอบางน้ำเปรี้ยว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286171
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ในกลุ่มอำเภอบางน้ำเปรี้ยว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ประชากรคือครูจำนวน 511 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกนได้ 226 คน ใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนและการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ได้ค่าความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 1.00 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่น 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการคำนึงถึงปัจเจกบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ และด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญาตามลำดับ 2) การเปรียบเทียบพบว่าครูที่มีเพศต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ระดับการศึกษา อายุ และประสบการณ์การทำงานไม่แตกต่างกัน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารควรพัฒนาด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์และการกระตุ้นการใช้ปัญญาให้มากขึ้น</p>
ธนมาศ สุดสวาท
กัญภร เอี่ยมพญา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-05
2026-09-05
8 3
1
14
-
the การบริหารงานฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษาในยุคดิจิทัล ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287774
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษาในยุคดิจิทัล 2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารงานฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษาในยุคดิจิทัล จำแนกตาม ตำแหน่ง ประสบการณ์ และขนาดของสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการบริหารงานฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษาในยุคดิจิทัล ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 254 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 15 คน และครู จำนวน 239 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างใช้วิธีแบ่งชั้นภูมิ กลุ่มเป้าหมายในการสัมภาษณ์ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ (t-test) และการทดสอบ (F-test) เมื่อพบความแตกต่าง ทดสอบรายคู่ด้วยวิธีของ Scheffe’</p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">1. ความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษาในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li class="show">การเปรียบเทียบการบริหารงานฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษาในยุคดิจิทัล จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามขนาดสถานศึกษาโดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li class="show">3. แนวทางการบริหารงานฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษาในยุคดิจิทัล 1) ด้านงานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษาในยุคดิจิทัล มีการจัดกิจกรรมนักเรียน นักศึกษาให้หมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีการผสมผสานกิจกรรมออนไลน์กับกิจกรรมภาคสนาม 2) ด้านงานครูที่ปรึกษาในยุคดิจิทัล ศึกษาสภาพปัญหาของนักเรียนนักศึกษา ใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนออนไลน์ 3) ด้านงานปกครองในยุคดิจิทัล ควรการจัดอบรมและเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียน นักศึกษา มีการจัดทำแผนการดำเนินงาน และขอบข่ายหน้าที่งานปกครอง 4) ด้านงานแนะแนวอาชีพและการจัดหางานในยุคดิจิทัล จัดทำเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่ให้คำปรึกษาด้านอาชีพแบบออนไลน์ 5) ด้านงานสวัสดิการนักเรียน นักศึกษาในยุคดิจิทัล นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคดิจิทัลมาจัดทำฐานข้อมูลและบัตรข้อมูลสุขภาพของนักเรียน จัดหาทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน 6) ด้านงานโครงการพิเศษและการบริการชุมชนในยุคดิจิทัล ควรมีการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลโครงการ สร้างระบบฐานข้อมูลชุมชนแบบดิจิทัล สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมผ่านระบบดิจิทัล</li> </ol>
นายนิรุจ อักษรพิมพ์
อุดมเดช ทาระหอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-24
2026-09-24
8 3
460
474
-
ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลกับประสิทธิผลการระดมทรัพยากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287076
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2) ระดับประสิทธิผลการระดมทรัพยากรทางการศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะมนุษสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลกับประสิทธิผลการระดมทรัพยากรทางการศึกษา และ 4) ปัจจัยทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการระดมทรัพยากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร กลุ่มตัวอย่างการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร จำนวน 346 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสมการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลการระดมทรัพยากรทางการศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลกับประสิทธิผลการระดมทรัพยากรทางการศึกษามีความสัมพันธ์กันทางบวก 4) ปัจจัยทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลส่งผลต่อประสิทธิผลการระดมทรัพยากรทางการศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และได้สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ดังนี้</p> <p> y = 1.261 + 0.355X<sub>1</sub> − 0.102X<sub>2</sub> + 0.075X<sub>3</sub> + 0.394X<sub>4</sub> ; R<sup>2</sup> = 0.538</p> <p> Z′ = 0.385Z<sub>1</sub><sub></sub> − 0.118Z<sub>2</sub> + 0.096Z<sub>3</sub> + 0.502Z<sub>4</sub></p> <p> </p>
นางสุกัญญา ทีงาม
พงษ์ศักดิ์ ทองพันชั่ง
สุรศักดิ์ ศรีกระจ่าง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-23
2026-09-23
8 3
369
378
-
การศึกษาสภาพและแนวทางการบริหารงานวิชาการโรงเรียนศูนย์วิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับประถมศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287537
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนศูนย์วิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 และ (2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนศูนย์วิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า ผลการสภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนศูนย์วิทยาศาสตร์พลังสิบอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1.การนิเทศติดตามเชิงประจักษ์เพื่อประเมินศักยภาพสถานศึกษา (𝑥̅ = 4.44, SD = 0.57) 2.การอบรมผู้บริหารและครูตามหลักสูตรเตรียมความพร้อมวิทยาศาสตร์พลังสิบ (𝑥̅ = 4.38, SD = 0.57) 3.การยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในโรงเรียนศูนย์วิทยาศาสตร์พลังสิบ (𝑥̅ = 4.35, SD = 0.56) 4.การส่งเสริมและสนับสนุนทางวิชาการตามบทบาทโรงเรียนศูนย์วิทยาศาสตร์พลังสิบ (𝑥̅ = 4.28, SD = 0.54) </p> <p>ผลการศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนศูนย์วิทยาศาสตร์พลังสิบ สะท้อนว่า โรงเรียนมีความพร้อมและศักยภาพในการขับเคลื่อนแนวทางวิทยาศาสตร์พลังสิบ แต่ยังต้องเสริมความต่อเนื่องของการนิเทศภายในและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสมรรถนะผู้เรียนที่ควรเน้นการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ประกอบการตัดสินใจเพื่อขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน</p> <p> </p> <p><strong> </strong></p>
พงษ์สิทธิ์ แสงอรุณ
น้ำทิพย์ องอาจวาณิชย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-22
2026-09-22
8 3
254
266
-
การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ความยั่งยืนในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286897
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษาขนาดเล็ก (2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ วุฒิการศึกษา และอำเภอที่ตั้งของสถานศึกษา และ (3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ความยั่งยืนในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 254 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเพื่อการวิจัยและแบบสัมภาษณ์เพื่อการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ การทดสอบเชฟเฟ่ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (2) การเปรียบเทียบสภาพการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จำแนกตามตำแหน่ง และวุฒิการศึกษาไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามประสบการณ์และอำเภอที่ตั้งของสถานศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ (3) แนวทางการพัฒนาควรเริ่มจากการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน บูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในแผนปฏิบัติงานประจำปี ส่งเสริมการมีส่วนร่วม พัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้เชิงบูรณาการ พัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง จัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนของสถานศึกษา</p>
มัสยา บูคะธรรม
พงษ์ศักดิ์ ทองพันชั่ง
สมาน อัศวภูมิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-21
2026-09-21
8 3
62
75
-
Factors of ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการรู้ดิจิทัลสำหรับครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/288358
<p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา2) ศึกษาระดับการรู้ดิจิทัลสำหรับครู 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการรู้ดิจิทัลสำหรับครูและ 4) ศึกษาปัจจัยด้านภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกที่ส่งผลต่อระดับการรู้ดิจิทัลสำหรับครู กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย ประกอบไปด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 จำนวน 302 คน เครื่องมือที่ใช้ในเก็บรวมรวมข้อมูลสำหรับการวิจัย เป็น แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า <br>5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.947 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และสมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับการรู้ดิจิทัลสำหรับครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทั้ง 2 ด้าน 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการรู้ดิจิทัลสำหรับครูมีความสัมพันธ์กันทางบวก และ 4) ปัจจัยด้านภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการบริหารความเสี่ยงและด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อการรู้ดิจิทัลสำหรับครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม; การรู้ดิจิทัล; ความสัมพันธ์</p>
ธีร์ธวัช บริบูรณ์
อุดมพันธุ์ พิชญ์ประเสริฐ
จิตติมาภรณ์ สีหะวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-24
2026-09-24
8 3
436
445
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษากับคุณภาพชีวิต การทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287270
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของครู และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษากับคุณภาพชีวิตการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำนวน 331 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยเทียบตารางสำเร็จรรูปของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) และสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และเทียบสัดส่วนตามขนาดของประชากรในแต่ละอำเภอ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า ค่าความเชื่อมั่นเกี่ยวกับภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าเท่ากับ 0.915 ค่าความเชื่อมั่นเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตการทำงานของครู มีค่าเท่ากับ 0.892 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของครู โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษากับคุณภาพชีวิตการทำงานของครู โดยภาพรวมและรายด้าน มีความสัมพันธ์กันสูงในทางทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
สุริยา ธัมมา
อุดมพันธุ์ พิชญ์ประเสริฐ
จิตติมาภรณ์ สีหะวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-23
2026-09-23
8 3
393
403
-
ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287780
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยการบริหารของโรงเรียน 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในยุคดิจิทัล 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเชิงบริหารจัดการกับประสิทธิผลงานวิชาการของโรงเรียนในยุคดิจิทัล 4) ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลงานวิชาการของโรงเรียนในยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 33 คน และครู จำนวน 294 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้อาศัยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ควบคู่กับการใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า 1) ระดับปัจจัยการบริหารของโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในยุคดิจิทัลโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเชิงบริหารจัดการกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในยุคดิจิทัล มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 4) ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลงานวิชาการของโรงเรียนในยุคดิจิทัล พบว่า ด้านที่มีอำนาจพยากรณ์ที่ดีที่สุดโดยเรียงตามลำดับมากไปน้อย คือ ด้านผู้ปกครองและชุมชน ด้านครูผู้สอน ด้านผู้บริหาร และด้านสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา ปัจจัยการบริหารทั้ง 4 ด้านสามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในยุคดิจิทัล ได้ร้อยละ 73.6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
มาริสา ศรีดาชาติ
จิตติมาภรณ์ สีหะวงษ์
พงษ์ศักดิ์ ทองพันชั่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-24
2026-09-24
8 3
415
424
-
THE ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของครู กลุ่มโรงเรียนกำแพงแสน 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287102
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนกำแพงแสน 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 2) แรงจูงใจในการทำงานของครูกลุ่มโรงเรียนกำแพงแสน 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1และ 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของครูกลุ่มโรงเรียนกำแพงแสน 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 จำนวน 132 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมัน เท่ากับ 0.97 เก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้รับแบบสอบถามกลับคืนมา จำนวน 132 คน คิดเป็นร้อยละ 100 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ของลิเคิร์ท ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และด้านการใช้อิทธิพลเชิงอุดมการณ์มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2) แรงจูงใจในการทำงานของครู โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านความต้องการความสัมพันธ์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และด้านความต้องการเพื่อคงอยู่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการใช้อิทธิพลเชิงอุดมการณ์และด้านการสร้างแรงดลใจส่งผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของครู โดยสามารถร่วมทำนายได้ร้อยละ 33.6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ได้ ดังนี้ สมการการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณในรูปของคะแนนดิบ คือ = 2.430 + 0.389 (X<sub>1</sub>) + 0.401 (X<sub>2</sub>) และสมการการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณในรูปของคะแนนมาตรฐาน คือ = 0.501 (X<sub>1</sub>) + 0.553 (X<sub>2</sub>)</p>
สกุล ทองดอนเกรื่อง
อรอุษา ปุณยบุรณะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-21
2026-09-21
8 3
91
104
-
ความต้องการจำเป็นและแนวทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการปฏิบัติงานของครู ตามมาตรฐานตำแหน่งครูของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาพิจิตร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287550
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และ2) ศึกษาแนวทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในการปฏิบัติงานตามมาตรฐานตำแหน่งครูของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 285 คน โดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน เทียบสัดส่วนและสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 29 ข้อ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.86 ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ความต้องการจำเป็นในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการปฏิบัติงานของครูตามมาตรฐานตำแหน่งครูของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตรในภาพรวมเท่ากับ 0.031 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการจัดการเรียนรู้ มีดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNI<sub>modified</sub> = 0.036) รองลงมา คือ ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ (PNI<sub>modified</sub> = 0.026) และด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด (PNI<sub>modified</sub> = 0.019) 2) แนวทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการปฏิบัติงานของครูตามมาตรฐานตำแหน่งครูของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร มีข้อเสนอแนะเพื่อใช้เป็นแนวทาง แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการจัดการเรียนรู้ ครูใช้เทคโนโลยีเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยในชั้นเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อลดภาระงานและเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูล 2) ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ ใช้ปัญญาประดิษฐ์จำแนกและติดตามพัฒนาการผู้เรียน เพื่อออกแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคลและสื่อสารกับผู้ปกครองอย่างมีข้อมูลรองรับ 3) ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ ครูใช้เทคโนโลยีสืบค้น สังเคราะห์ความรู้ และพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพและคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p>
สาธิต แก้วอ่ำ
ทิพรัตน์ สิทธิวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-22
2026-09-22
8 3
267
278
-
การบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความปลอดภัยของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286898
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความปลอดภัยของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และประเมินรูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความปลอดภัยของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Researchดำเนินการ 3 ระยะ โดยระยะที่ 1 วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) จากกลุ่มตัวอย่าง 413 โรงเรียน ระยะที่ 2 วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (PNI modified) และตรวจสอบความเหมาะสมผ่านการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ และระยะที่ 3 ประเมินด้วยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ (Connoisseurship)ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li class="show">การพัฒนารูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความปลอดภัยของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก คือ หลักการ วัตถุประสงค์ องค์ประกอบทั้ง 6 ด้าน กระบวนการบริหารจัดการตามกรอบแนวคิด 7S Model และการประเมินผลรูปแบบ ครอบคลุมด้านกลยุทธ์ โครงสร้าง ระบบ ค่านิยมร่วม รูปแบบการบริหาร บุคลากร และทักษะ พร้อมกระบวนการประเมินผล 6 ด้าน</li> <li class="show">ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า รูปแบบมีความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางและต้นแบบในการพัฒนาการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และสามารถประยุกต์ใช้กับสถานศึกษาขั้นพื้นฐานอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li> </ol> <p> </p>
นุตประวีณ์ ภัครวัฒน์อังกูร
กฤษดา ผ่องพิทยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-22
2026-09-22
8 3
143
161
-
การพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณ โดยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ร่วมกับ CS-Unplugged ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/288742
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับ Cs - Unplugged 2. เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงคำนวณที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับ Cs - Unplugged ก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน 4. ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับ Cs – Unplugged กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านกุดกั่ว อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 11 คน ได้มาโดยการสุมแบบเป็นกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน 2) แบบวัดทักษะการคิดเชิงคำนวณก่อนเรียนและหลังเรียน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน แบบประเมินมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และสถิติทดสอบค่าที ผลวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.27 /83.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 2. ผลการเปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงคำนวณ มีค่าเฉลี่ยก่อนเรียน 11.9 และหลังเรียน 22.72 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน 13.55 และหลังเรียน 25.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ เท่ากับ 4.77 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .08 แสดงว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบนี้ในระดับมากที่สุด</p> <p> </p>
ภัทจรินทร์ กาญจนาลักษณ์
อรรถพร วรรณทอง
ภูมิพงษ์ จองหงษ์พิพัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-24
2026-09-24
8 3
489
501
-
การพัฒนารูปการจัดการเรียนรู้ PLAY เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาคำวิทยา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287310
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ PLAY สำหรับพัฒนาทักษะชีวิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาคำวิทยา โดยสร้างและหาคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ และศึกษาผลการส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะทักษะชีวิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาคำวิทยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ เป็นเด็กนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2568จำนวน 20คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 20คนและกลุ่มควบคุมจำนวน 22คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ใช้เวลาทดลองจำนวน 10สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2วัน วันละ 50นาที เครื่องมือทดลองคือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ PLAY เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาคำวิทยา เครื่องมือวัดคือ แบบประเมินพฤติกรรมทางทักษะชีวิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาคำวิทยา มีค่าความเชื่อมั่นαเท่ากับ 88</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ PLAY ที่สร้างขึ้นมี 4 ขั้นตอนคือ ขั้นวางแผน (P) (Plan)ขั้นจัดกิจกรรมทักษะชีวิต (L) (Life)ขั้นลงมือปฏิบัติกิจกรรม (A) (Action)และขั้นความสำเร็จ (Y) (Yield)มีความเหมาะสมเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.59) และพบว่า หลังการทดลอง รูปแบบการจัดการเรียนรู้ PLAY ส่งเสริมให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาคำวิทยา มีคะแนนทักษะชีวิตรายด้านทุกด้านและโดยรวมสูงขึ้น อย่างชัดเจน (t=33.03) และมีขนาดส่งผลต่อ (effect sizes) คะแนนทักษะทางสังคมแต่ละด้านและโดยรวมอยู่ในระดับมาก ในขณะที่หลังการจัดการเรียนรู้แบบปกติ ในกลุ่มควบคุม ส่งเสริมให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาคำวิทยา มีคะแนนทักษะชีวิตรายด้านทุกด้านและโดยรวมสูงขึ้น อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน (t=18.71, Sig=0.0) แต่มีขนาดส่งผลต่อ (effect sizes) คะแนนทักษะชีวิตรายด้านและโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และหลังการจัดการเรียนรู้ รูปแบบ PLAY ส่งเสริมให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาคำวิทยา มีทักษะชีวิตรายด้านทุกด้านและโดยรวมสูงกว่าการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างชัดเจน และการจัดการเรียนรู้ รูปแบบ PLAY และแบบปกติ</p>
รุ่งลาวรรณ์ สมบูรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-23
2026-09-23
8 3
404
414
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนวัดศรีดงเย็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 : PRIPOAS Model
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286285
<p>บทความการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและแนวทางการบริหาร 2) สร้างและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนวัดศรีดงเย็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ดำเนินการวิจัยโดยการสังเคราะห์เอกสาร การสอบถาม การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ การศึกษาจากโรงเรียนที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้วยการจัดสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">องค์ประกอบและแนวทางการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนวัดศรีดงเย็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ 2) หลักการ 3) ปัจจัยนําเข้า 4) กระบวนการบริหาร 5) ผลลัพธ์ 6) แนวทางการประเมินและเงื่อนไขความสําเร็จ</li> <li class="show">ผลการสร้างและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนวัดศรีดงเย็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 : PRIPOAS Model ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) Purpose วัตถุประสงค์ 2) Rationale หลักการ 3) Inputs ปัจจัยนําเข้า 4) Process กระบวนการบริหาร 5) Outcomes ผลลัพธ์ 6) Assessment แนวทางการประเมินและ Success Conditions เงื่อนไขความสําเร็จ พบว่า มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้และมีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก</li> <li class="show">ผลการใช้รูปแบบการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนวัดศรีดงเย็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 พบว่าคุณภาพผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ปีการศึกษา 25667 สูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2566 ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ครูมีคุณภาพและทักษะการปฏิบัติงาน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผู้บริหารครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการยกย่อง เชิดชูเกียรติจากหน่วยงานของรัฐ ปีการศึกษา 2567-2568 คิดเป็นร้อยละ 100 และคุณภาพกระบวนการบริหารมีระดับการดำเนินงานในระดับมากที่สุด</li> <li class="show">ผลการประเมินการใช้รูปแบบการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนวัดศรีดงเย็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 พบว่า ครูผู้สอน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol>
อนัน เมืองบัวผัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-21
2026-09-21
8 3
39
52
-
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287781
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมและการบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกับการบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัล 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัลในสถานศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรในสถานศึกษา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 331 คน แบ่งเป็น ผู้บริหารสถานศึกษา 42 คน และครูผู้สอน 289 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม และวิเคราะห์ผลด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมและการบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกับการบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัลมีความสัมพันธ์กันทางบวก 4) อิทธิพลของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัลในสถานศึกษา พบว่า ด้านที่มีอำนาจพยากรณ์ดีที่สุด โดยเรียงตามลำดับมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการคิดสร้างสรรค์ ด้านการสร้างบรรยากาศ และด้านการมีวิสัยทัศน์ โดยภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมทั้ง 3 ด้าน สามารถพยากรณ์การบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัลในสถานศึกษา ได้ร้อยละ 78.20 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
ศิรินภา จันทิชัย
จิตติมาภรณ์ สีหะวงษ์
พงษ์ศักดิ์ ทองพันชั่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-24
2026-09-24
8 3
425
435
-
ปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อสมรรถนะดิจิทัลของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษเขต 1
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287134
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ระดับปัจจัยทางการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับสมรรถนะดิจิทัลของครูในโรงเรียน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางการบริหารกับสมรรถนะดิจิทัลของครูในโรงเรียน 4) ปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อสมรรถนะดิจิทัลของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างการวิจัย เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำนวน 331 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.962 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยทางการบริหาร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับสมรรถนะดิจิทัลของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยทางการบริหารกับสมรรถนะดิจิทัลของครู มีความสัมพันธ์กันทางบวก และ 4) ปัจจัยทางการบริหารส่งผลต่อสมรรถนะดิจิทัลของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานได้ดังนี้</p> <p> =0.801 + 0.329X1 + 0.043 X2 + 0.082 X3 + 0.061 X4 + 0.345 X5 + 0.110 X6 ; R2 = 0.622</p> <p>Z′ =0.505Z1 + 0.060Z2 + 0.122Z3 + 0.083Z4 + 0.474Z5 + 0. 0.164Z6</p>
รวิวรรณ ยศวิจิตร
อุดมพันธุ์ พิชญ์ประเสริฐ
พงษ์ศักดิ์ ทองพันชั่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-22
2026-09-22
8 3
190
200
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับสมรรถนะหลักของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287687
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และสมรรถนะหลักของครู 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับสมรรถนะหลักของครู และ 3) หาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับสมรรถนะหลักของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครู จำนวน 322 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และแบบสัมภาษณ์ โดยใช้กระบวนการ Content Analysisผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสมรรถนะหลักของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับสมรรถนะหลักของครู ในภาพรวมเป็นความสัมพันธ์กันทางบวกอยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับสมรรถนะหลักของครู เป็นดังนี้ ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ควรมุ่งเน้นการสื่อสาร การสร้างความร่วมมือ การกำหนดวิสัยทัศน์ การใช้เทคโนโลยี และการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ โดยเปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรมีส่วนร่วมในการทำงานและการตัดสินใจ เพื่อขับเคลื่อนสถานศึกษาไปสู่เป้าหมายร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสมรรถนะหลักของครู ครอบคลุมการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการทำงาน การให้บริการที่ดี การพัฒนาตนเอง การทำงานร่วมกันเป็นทีม และการยึดถือคุณธรรมจริยธรรมในวิชาชีพ โดยผู้บริหารควรสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และภาพลักษณ์ของสถานศึกษา</p> <p> </p>
ภัชราพร จ้อยเจริญ
สุวิทย์ สลามเต๊ะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-22
2026-09-22
8 3
132
142
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286928
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 19 คน และครูผู้สอน จำนวน 292 คน รวมทั้งสิ้น 311 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการทำงานเป็นทีม รองลงมาคือ ด้านความยืดหยุ่น ด้านการมีวิสัยทัศน์ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านจินตนาการ ตามลำดับ 2) การเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านคุณภาพบุคลากร รองลงมาคือ ด้านภาวะผู้นำ ด้านการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านคุณภาพการบริหารจัดการ 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านความยืดหยุ่นมีความสัมพันธ์สูงสุด รองลงมาคือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการทำงานเป็นทีมและด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านจินตนาการ</p>
เมธาวุฒิ เหลาลาภะ
ยุทธศาสตร์ กงเพชร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-22
2026-09-22
8 3
162
175
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหา เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/288943
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐาน สร้างและตรวจสอบคุณภาพ ทดลองใช้ และประเมินผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา 4 ขั้นตอน กับนักเรียน ม.1 โรงเรียนบ้านป่าแดงห้วยหลวง 7 คน และโรงเรียนอนุบาลบ้านพระเนตร 19 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้พร้อมคู่มือ แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>, E.I., t-test for Dependent Samples และ Effect Size พบว่า 1) นักเรียนขาดการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับชีวิตจริง ทุกภาคส่วนต้องการรูปแบบการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 6 องค์ประกอบ ใช้กระบวนการ 5P Model ได้แก่ Perceiving the Problem, Planning the Strategy, Performing the Process, Proving the Reasonableness และ Presenting to the Community ผู้เชี่ยวชาญประเมินภาพรวมระดับมากที่สุด ( = 4.84–4.89) 3) ทั้งสองกลุ่มมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 กลุ่มประชากรหลัก E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> = 86.26/85.24, E.I. = 0.6976 (t = 8.57, d = 3.24) กลุ่มขยายผล E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> = 86.60/84.74, E.I. = 0.7073 (t = 16.62, d = 3.81) 4) ทั้งสองกลุ่มมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด (μ = 4.77 และ 4.74 ตามลำดับ) และมีความมั่นใจในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง</p>
นิตยา ใจคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-24
2026-09-24
8 3
502
515
-
รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในศตวรรษที่ 21 สำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดศรีสะเกษ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287322
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ ปัญหา และแนวทางการบริหาร 2) สร้างรูปแบบการบริหาร และ 3) ประเมินรูปแบบการบริหาร ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพ ปัญหา และแนวทางการบริหาร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 46 คน และครู 305 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือคือแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.990 และ 0.985 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างจากกลุ่มเป้าหมาย 12 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ระยะที่ 2 สร้างและวิพากษ์ร่างรูปแบบโดยการประชุมสนทนากลุ่ม ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน ใช้แบบบันทึกและแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยประเมินด้านความเหมาะสม ระยะที่ 3 ประเมินรูปแบบด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ จากผู้ทรงคุณวุฒิ 22 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพและปัญหาการบริหารโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก แนวทางสำคัญคือการพัฒนาระบบความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ การประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ 3) ผลการประเมินรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ปัทมาภรณ์ ศรีสุระ
สมาน อัศวภูมิ
พงษ์ศักดิ์ ทองพันชั่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-21
2026-09-21
8 3
105
117
-
An รูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286410
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อสร้างและประเมินรูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด มีขั้นตอนดังนี้ 1) สร้างรูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด โดยการยกร่างและตรวจสอบร่างรูปแบบโดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) และ 2) ประเมินรูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด ด้วยการทดสอบไคสแควร์ (Chi-Square Test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li class="show">รูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด ประกอบด้วย 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) กระบวนการดำเนินการรูปแบบ และ 4) เงื่อนไขความสำเร็จของการใช้รูปแบบ</li> <li class="show">การประเมินรูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด ยืนยันได้ว่ามีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านความถูกต้อง (χ² =205.51**) ความเหมาะสม (χ² = 205.15**) ความเป็นไปได้ (χ² = 217.16**) และความเป็นประโยชน์ (χ² = 214.15**) ต่อโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด</li> </ol> <p> </p>
วีรพล ธิกะ
กฤษดา ผ่องพิทยา
จุฬาพรรณภรณ์ ธนะแพทย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-24
2026-09-24
8 3
446
459
-
ภาวะผู้นำทางวิชาการเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287789
<p>วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร (2) เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางวิชาการเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา และ (3) ศึกษาแนวทางส่งเสริมภาวะผู้นำทางวิชาการเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 327 คน กำหนดขนาดตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของ Krejcie และ Morgan เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา</p>
รวิวรรณ สุวรรณไตรย์
อรรถพร วรรณทอง
สมฤทัย เตาจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-23
2026-09-23
8 3
301
313
-
The แนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงานกิจการนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287725
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงานกิจการนักเรียน 2) หาแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงานกิจการนักเรียน และ 3) ประเมินแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงานกิจการนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 285 คน โดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน เทียบสัดส่วนและสุ่มแบบแบ่งชั้น ผู้ทรงคุณวุฒิหาแนวทาง จำนวน 7 คน และผู้ประเมินแนวทาง จำนวน 35 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงานกิจการนักเรียน แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินแนวทาง สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงานกิจการนักเรียนของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. แนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงานกิจการนักเรียน ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1) การวางแผนงานกิจการนักเรียน 2) การบริหารงานกิจการนักเรียน 3) การส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรม 4) ด้านการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5) การดำเนินการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน 6) ด้านการประเมินผลการดำเนินงานกิจการนักเรียน และ 3. ผลการประเมินความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของแนวทาง พบว่า ทั้งโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
เฉลิมพันธ์ ธีระสมบูรณ์
ธนาภัสสร์ สนธิรักษ์
ทินกร ชอัมพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-24
2026-09-24
8 3
475
488
-
การส่งเสริมการทำงานเป็นทีมของบุคลากร สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286962
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการทำงานเป็นทีมของบุคลากร สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี 2) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการทำงานเป็นทีมของบุคลากร สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน <br>กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกาญจนบุรีจำนวน 242 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.986 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และสังเคราะห์ข้อมูลเป็น<br>ความเรียง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li class="show">ระดับการทำงานเป็นทีมของบุคลากร สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี ทั้ง 6 ด้าน พบว่า โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้าน<br>มีความร่วมมือกัน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านไว้วางใจซึ่งกันและกัน มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด</li> <li class="show">แนวทางการส่งเสริมการทำงานเป็นทีมของบุคลากร สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วย 6 ด้าน 16 แนวทาง คือ 1) ด้านการติดต่อสื่อสารที่ดี 2) ด้านวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและเป้าหมายเดียวกัน 3) ด้านไว้วางใจซึ่งกันและกัน 4) ด้านการประสานงาน<br>5) ด้านมีความร่วมมือ 6) ด้านกระบวนการทำงานและการตัดสินใจที่ถูกต้อง</li> </ol>
สมฤทัย บุญส่ง
พัชราภา ตันติชูเวช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-21
2026-09-21
8 3
53
61
-
รูปแบบการพัฒนาการสื่อสารเชิงคุณธรรมผู้นำของบุคลากรในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/290889
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการสื่อสารเชิงคุณธรรมผู้นำของบุคลากร 2) ศึกษาองค์ประกอบการสื่อสารเชิงคุณธรรมผู้นำของบุคลากร และ 3) สร้างรูปแบบการพัฒนาด้านการสื่อสารเชิงคุณธรรมผู้นำของบุคลากรในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มเป้าหมายคือบุคลากรการในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 75 คน ข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ศาสนา และสื่อมวลชน จำนวน 5 คน และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การสื่อสารเชิงคุณธรรมผู้นำ ประกอบด้วย ด้านองค์ความรู้ในการรู้เท่าทันสื่อเทคโนโลยีและหลักธรรม ด้านภาวะผู้นำที่มุ่งเน้นการตัดสินใจโดยศีล สมาธิ ปัญญา ความซื่อสัตย์สุจริต และด้านการบริหารจัดการเน้นแผนปฏิบัติการและระบบฐานข้อมูล 2) องค์ประกอบด้านการสื่อสารเชิงคุณธรรมผู้นำในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) รูปแบบการพัฒนาการสื่อสารเชิงคุณธรรมเรียกว่า "KRNM MODEL" ประกอบด้วยการพัฒนาความรู้ (Knowledge) การสร้างสัมพันธ์ (Relationship) การสร้างเครือข่าย (Network) หลักธรรมาภิบาลและการพัฒนาต่อเนื่องเชื่อมโยง Moral and continuous Development) โดยผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่ารูปแบบมีความเหมาะสมและนำไปใช้พัฒนาองค์กรและบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่และเครือข่ายการศึกษาได้จริง</p>
จักรปรุฬห์ วิชาอัครวิทย์
กรศิริ ธัมมาวุฒิคุณ
พงค์ กูลนรา
ณัฐกุล รุณผาบ
พัฒน์อนิญช์ ตระกูล อินคอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-24
2026-09-24
8 3
516
525
-
The การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อป้องกันพฤติกรรม การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ของนักเรียนโรงเรียนคงทองวิทยา จังหวัดนครปฐม
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287357
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ของนักเรียนโรงเรียนคงทองวิทยา จังหวัดนครปฐม และ 2) การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อป้องกันพฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ของนักเรียนโรงเรียนคงทองวิทยา จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยวัตถุประสงค์การวิจัย<br />ข้อที่ 1 ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนคงทองวิทยา จังหวัดนครปฐม จำนวน 327 คน ซึ่งได้มาจากคำนวณกลุ่มตัวอย่างโดย<br />ใช้ตารางเครซี-มอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ด้วยวิธีการใช้ตารางเลขสุ่ม ได้รับแบบสอบถามกลับคืนมา <br />จำนวน 267 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 82 และประชากรที่ใช้ในการวิจัยวัตถุประสงค์การวิจัยข้อที่ 2 ได้แก่ ข้าราชการครู<br />และบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนคงทองวิทยา รวมทั้งสิ้น 113 คน ได้รับแบบสอบถามกลับคืนมา จำนวน 103 ฉบับ <br />คิดเป็นร้อยละ 91 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย <br />ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับพฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ของนักเรียนโรงเรียนคงทองวิทยา <br />จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย 2) การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อป้องกันพฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ของนักเรียนโรงเรียนคงทองวิทยา จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด <br />3) การดำเนินงานตามมาตรการ 3 ป. เพื่อแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ของนักเรียนโรงเรียนคงทองวิทยา จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p>
ญาณิศา ไพรวัลย์
พัชราภา ตันติชูเวช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-22
2026-09-22
8 3
211
224
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมโดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในการส่งเสริมการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรสำหรับครูเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านคูเมือง(อ่อนอนุเคราะห์)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286552
<p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหา 2) พัฒนารูปแบบการบริหาร และ 3) ทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างและผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวม 438 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมิน และแนวทางสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและปัญหา พบความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาระบบบริหารเพื่อแก้ปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้และลดอัตราการหลุดออกนอกระบบ โดยต้องสร้างทางเลือก 3 สาย ได้แก่ สายวิชาการ วิชาช่าง และวิชาชีพ 2) รูปแบบการบริหาร ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ หลักการ แนวคิด วัตถุประสงค์ กระบวนการบริหาร (ร่วมวางแผน ตัดสินใจ ปฏิบัติ ประเมินผล และรับประโยชน์) การประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ ซึ่งผลการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 13 ท่าน พบว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการทดลองใช้และประเมินผล รูปแบบที่พัฒนาขึ้นช่วยให้ครูมีความสามารถในการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรผ่าน “ห้องเรียนสาธิตและห้องเรียนกึ่งอาชีพ” สูงขึ้น ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และความพึงพอใจของนักเรียนหลังใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ นักเรียนเกิดทักษะชีวิตและมีแนวทางการศึกษาต่อตามศักยภาพรายบุคคลอย่างชัดเจน</p>
ธีระ ธุศรีวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-26
2026-09-26
8 3
15
28
-
แนวทาง แนวทางการลดความเครียดของนักเรียนโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา อุบลราชธานี–อำนาจเจริญ สหวิทยาเขตวาริน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287900
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของความเครียดของนักเรียน 2) ศึกษาวิธีการลดความเครียดโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 และ 3) เสนอแนวทางการลดความเครียดของนักเรียนโดยใช้หลักพรหมวิหาร ๔ เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันของความเครียดของนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน จำนวน 379 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามและทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 ศึกษาวิธีการลดความเครียดโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 3 เสนอแนวทางการลดความเครียดของนักเรียนโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 โดยสรุปผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน และผลการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เสนอแนวทางการลดความเครียดของนักเรียนโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 <strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) สภาพปัจจุบันของความเครียดของนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ความเครียดทางจิตใจ/อารมณ์ รองลงมา คือ ความเครียดโดยรวม/ความวิตกกังวล และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ความเครียดทางสังคม/การเรียน 2) วิธีการลดความเครียดของนักเรียน ได้แก่ ด้านความเครียดทางร่างกาย ครูควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม ไม่กดดัน ส่งเสริมการพักผ่อน และดูแลสุขภาพของนักเรียน ด้านความเครียดทางจิตใจ/อารมณ์ ควรสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น รับฟัง ให้คำปรึกษา และเสริมสร้างกำลังใจ ด้านความเครียดทางสังคม/การเรียน ควรส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี ลดการแข่งขัน และสร้างความยุติธรรมในห้องเรียน และด้านความเครียดโดยรวม/ความวิตกกังวล ควรสนับสนุนการวางแผนชีวิต การคิดเชิงบวก และการมีสติในการเผชิญปัญหา 3) แนวทางการลดความเครียดของนักเรียนโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 มีดังนี้ ด้านร่างกาย ควรจัดกิจกรรมที่เหมาะสม ส่งเสริมสุขภาพและการพักผ่อน ด้านจิตใจ/อารมณ์ ควรสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร ให้คำปรึกษา และเสริมสร้างความมั่นใจ ด้านสังคม/การเรียน ควรส่งเสริมความร่วมมือ ความสามัคคี และความยุติธรรม และด้านความเครียดโดยรวม ควรสนับสนุนการวางแผนชีวิต การตั้งเป้าหมาย และการฝึกสติ ทั้งนี้ การบูรณาการหลักเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาในทุกด้าน จะช่วยให้นักเรียนสามารถลดความเครียดและพัฒนาตนเองได้อย่างเหมาะสม</p>
พระสมศักดิ์ สมสกฺโข
พระมหาประยูร ติกขปญฺโญ
บรรยวัสถ์ ฝางคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-23
2026-09-23
8 3
314
323
-
แนวทางการพัฒนาบทบาทผู้บริหารสถานศึกษา ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287185
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาวิธีการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 3) ประเมินแนวทางการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 ในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบอธิบายเชิงลำดับ ดำเนินการเป็น 3 ระยะ 1) เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 127 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น 2) การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา 3) เป็นการประเมินแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 โดยภาพรวม สภาพปัจจุบันอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 2) วิธีการพัฒนาบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การเป็นผู้นำทางวิชาการ การบริหารงานแบบมีส่วนร่วม การประสานความสัมพันธ์ และการส่งเสริมและพัฒนาครูและบุคลากร โดยประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ให้เหมาะสมกับบริบทสถานศึกษา 3) ผลการประเมินแนวทางมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาได้</p> <p> </p>
สมเกียรติ วงศ์ษา
พระมหาประยูร ติกขปญฺโญ
บรรยวัสถ์ ฝางคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-21
2026-09-21
8 3
29
38
-
กลยุทธ์การขับเคลื่อนและการพัฒนาโรงเรียนแห่งความสุข โรงเรียนวัดอินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283662
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. เพื่อศึกษากลยุทธ์การขับเคลื่อนโรงเรียนวัดอินทร์ไปสู่โรงเรียนแห่งความสุข 2. เพื่อศึกษากลยุทธ์การพัฒนาโรงเรียนวัดอินทร์ไปสู่โรงเรียนแห่งความสุข และ 3. เพื่อศึกษาผลการใช้กลยุทธ์การขับเคลื่อนและการพัฒนาโรงเรียนวัดอินทร์ ให้เป็นโรงเรียนแห่งความสุข โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 148 คน ได้แก่ ผู้บริหาร 1 คน ครู 15 คน นักเรียน 129 คน นักการภารโรง 1 คน และแม่บ้าน 2 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือวิจัย คือ คู่มือกลยุทธ์การขับเคลื่อนและการพัฒนาโรงเรียนแห่งความสุข ซึ่งผ่านการตรวจสอบความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การขับเคลื่อนโรงเรียนแห่งความสุขประกอบด้วย 4 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วม 2) เครือข่าย 3) การเสริมพลังอำนาจ และ 4) การบูรณาการ ส่วนกลยุทธ์การพัฒนาโรงเรียนแห่งความสุขคือการสร้างกิจกรรม Happy Workplace ร่วมกับกิจกรรม 5ส สำหรับผลการใช้กลยุทธ์การขับเคลื่อนและกรพัฒนา พบว่าการเป็นโรงเรียนแห่งความสุขของโรงเรียนวัดอินทร์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x ̅= 4.42, S.D. = 0.78) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านสถานที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x ̅ = 4.48, S.D. = 0.76) รองลงมาคือด้านบุคคล (x ̅= 4.40, S.D. = 0.82) และด้านกระบวนการ (x ̅= 4.37, S.D. = 0.76) ตามลำดับ</p>
มัญธุสา อารมย์ชื่น
กาญจนา บุญส่ง
ไพรัช มณีโชติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-28
2026-09-28
8 3
548
563
-
1 ทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287750
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทักษะดิจิทัลของผู้บริหาร 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลการ<br />บริหารงานโรงเรียน 3) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงาน<br />โรงเรียน 4) เพื่อศึกษาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานโรงเรียน ตัวอย่าง<br />คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 327 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม มีค่าความ<br />เชื่อมั่นทั้งฉบับ .99 สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการ<br />วิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า 1) ทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ประสิทธิผล<br />การบริหารงานโรงเรียน มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ในทิศ<br />ทางบวกกับประสิทธิผลการบริหารงานโรงเรียน โดยมีความสัมพันธ์กันอยู่ในเกณฑ์สูง 4) การพยากรณ์ทักษะดิจิทัลของ<br />ผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานโรงเรียน พบว่า มี 5 ด้าน คือ ด้านทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม<br />และสร้างสรรค์ ด้านความเข้าใจ กฎหมาย มาตรฐาน และนโยบายดิจิทัล ด้านทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาความรู้ดิจิทัล ด้านทักษะพลเมืองดิจิทัลและจริยธรรมการใช้เทคโนโลยี และด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการ สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานโรงเรียน ได้ร้อยละ 66</p>
นางสาวบงกชกมล ยังโยมร
อุดมเดช ทาระหอม
สมฤทัย เตาจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-23
2026-09-23
8 3
279
289
-
ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการสำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286966
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการสำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการสำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และครู ในสถานศึกษาอาชีวศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2567 จำนวน 250 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการ 8 คน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ 8 คน และครู 234 คน และมีกลุ่มเป้าหมายในการสัมภาษณ์ คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษาอาชีวศึกษา จำนวน 3 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพที่เป็นอยู่จริงและสภาพที่ควรจะเป็น ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 และ 0.98 ตามลำดับ และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI<sub>Modified</sub>) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวมมีค่า PNI Modified เท่ากับ 0.17 สภาพที่เป็นอยู่จริงอยู่ในระดับมาก และสภาพที่ควรจะเป็นอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้แก่ งานวิทยบริการและห้องสมุด งานพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน งานสื่อการเรียนการสอน งานวัดผลและประเมินผล งานแผนกวิชา และงานอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการทั้ง 6 งาน ประกอบด้วย การสร้างและขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยบริการ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ การประเมินและพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะร่วมกับสถานประกอบการ การกำกับติดตามแผนการเรียนให้สอดคล้องกับโครงสร้างหลักสูตร การพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ การพัฒนาศักยภาพครูด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนการสอน การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการวัดผลและประเมินผล การนิเทศการสอนตามกระบวนการ PDCA การประชุมกลุ่มย่อยระดับแผนกวิชาอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนการจัดทำบันทึกข้อตกลง หลักสูตร และแผนการฝึกร่วมกับสถานประกอบการ</p> <p> </p>
นิรันดร์ คูคำ
สมาน อัศวภูมิ
จิตติมาภรณ์ สีหะวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-22
2026-09-22
8 3
176
198
-
แนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามมาตรการความปลอดภัย ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287470
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 33 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ครู จำนวน 273 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น รวมทั้งสิ้น 306 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร ในภาพรวมเท่ากับ 0.278 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการติดตามและการประเมินผลในการดำเนินงานตามมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา รองลงมา คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา และด้านที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นต่ำสุด คือ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการดำเนินงานตามมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา 2. แนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกำหนดขอบเขตความปลอดภัยและวิเคราะห์ความเสี่ยงจากเครื่องมือที่หลากหลาย ร่วมสะท้อนปัญหา ร่วมตัดสินใจ และทำบันทึกข้อตกลงเป็นแนวปฏิบัติที่ชัดเจน จัดการทรัพยากรแก้ไขจุดวิกฤตและสร้างแผนที่เครือข่ายความร่วมมือ ส่งเสริมสภานักเรียนเฝ้าระวังเหตุผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการนิเทศติดตามผลและปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน ถอดบทเรียนเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศเพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมเพื่อขยายผลสู่สถานศึกษาอื่นภายใต้การกำกับของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา</p>
ศักดิ์สิทธิ์ สระเกษี
ภาสกร เรืองรอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-21
2026-09-21
8 3
118
131
-
แนวทางพัฒนาสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286656
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา <br>2) เปรียบเทียบสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมจำแนกตามขนาดสถานศึกษา 3) สร้างแนวทางพัฒนาสถานศึกษาแห่งนวัตกรรม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา จำนวน 113 คน ปีการศึกษา 2568 จากการสุ่มแบบชั้นภูมิโดยใช้ขนาดสถานศึกษาเป็นเกณฑ์ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานศึกษาแห่งนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การกำหนดทิศทางวิสัยทัศน์ และด้านที่ค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2) การเปรียบเทียบตามขนาดสถานศึกษาพบว่าภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางพัฒนา ได้แก่ ด้านการกำหนดทิศทางวิสัยทัศน์ วิเคราะห์ SWOT และฉากทัศน์อนาคต เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมและแปลงเป็นพันธกิจที่วัดผลได้ตามหลัก SMART goals ด้านโครงสร้างองค์การปรับบทบาทผู้บริหารเป็นผู้เชื่อมโยงเครือข่าย สร้างความร่วมมือภายนอกและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เน้นวิเคราะห์สมรรถนะรายบุคคล ส่งเสริมทักษะ AI พัฒนาผ่าน PLC และระบบพี่เลี้ยง ด้านทีมงานที่มีประสิทธิภาพ มอบหมายงานตามศักยภาพและส่งเสริมการทำงานข้ามสายงาน และด้านบรรยากาศนวัตกรรมสร้างวัฒนธรรมเปิดกว้าง สนับสนุนการทดลอง Growth mindset และมีระบบยกย่องความคิดสร้างสรรค์</p>
วาริษา สุคันธรัต
กานต์ เนตรกลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-21
2026-09-21
8 3
76
90
-
A ความพึงพอใจของครูที่มีต่อการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา เครือข่ายที่ 13 สำนักงานเขตพระโขนง สังกัดกรุงเทพมหานคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/288105
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา เครือข่ายที่ 13 สำนักงานเขตพระโขนง สังกัดกรุงเทพมหานคร (2) เปรียบเทียบความพึงพอใจของครูที่มีต่อการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา เครือข่ายที่ 13 สำนักงานเขตพระโขนง สังกัดกรุงเทพมหานครจำแนกตามเพศ วิทยฐานะ อายุ และประสบการณ์ การทำงานกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูในสถานศึกษา เครือข่ายที่ 13 สำนักงานเขตพระโขนง สังกัดกรุงเทพมหานคร ในปีการศึกษา 2567 ได้จากการกำหนดกลุ่มตัวอย่าง จากตารางเครจซี่และมอร์แกน จำนวน 150 คน ดำเนินการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยเทียบสัดส่วน ของประชากร กับกลุ่มตัวอย่างที่กำหนดจากนั้นจึงสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับด้วยวิธีของครอนบาร์คเท่ากับ .91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ ความแปรปรวนแบบทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา เครือข่ายที่ 13 สำนักงานเขตพระโขนง สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>2) เปรียบเทียบศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา เครือข่ายที่ 13 สำนักงานเขตพระโขนง สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า 2.1 จำแนกตามเพศ และวิทยฐานะ มีค่าเฉลี่ยโดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 2.2 จำแนกตามอายุ และประสบการณ์ทำงาน พบว่า มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> </p>
สุจินต์ กรนำโชค
นิวัตต์ น้อยมณี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-23
2026-09-23
8 3
324
342
-
ความต้องการจำเป็นการพัฒนาการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดขอนแก่น
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287250
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์การดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดขอนแก่น 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นการพัฒนาการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 265 คน โดยใช้สูตรการคำนวณของทาโร ยามามาเน่ ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 ด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามประเมินค่า 5 ระดับ มีค่าความสอดคล้องทั้งฉบับ 1.0 และค่าความเชื่อมั่นของสภาพปัจจุบันเท่ากับ 0.972 และค่าความเชื่อมันของสภาพพึ่งประสงค์เท่ากับ 0.946 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการประเมินความความต้องการจำเป็นผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความต้องการจำเป็นการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดขอนแก่น โดยเรียงตามความสำคัญ ดังนี้ 1) ด้านดำเนินการตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา 2) ด้านติดตามผลการดำเนินการ เพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา 3) ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา 4) ด้านปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาจากผลการประเมินตนเอง 5) ด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 6) ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา 7) ด้านการจัดส่งรายงานผลการประเมินตนเองให้แก่หน่วยงานต้นสังกัด</p>
ขนิษฐา อันทะปัญญา
ชาติชาย เกตุพรหม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-23
2026-09-23
8 3
379
392
-
การ การประกันคุณภาพภายนอกเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตามแนวคิดการบริหารจัดการเชิงพื้นที่
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286181
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายนอกเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ตามแนวคิดการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ เนื่องจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเป็นสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พิเศษและพื้นที่ห่างไกล มีความแตกต่างด้านบริบท สภาพแวดล้อม และข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคคล งบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนทั่วไป การประกันคุณภาพภายนอกที่ใช้มาตรฐานเดียวจึงไม่สามารถสะท้อนคุณภาพที่แท้จริงของสถานศึกษา และไม่เอื้อต่อการพัฒนาอย่างเป็นธรรม</p> <p>การบูรณาการแนวคิดการบริหารจัดการเชิงพื้นที่เข้ากับกระบวนการประกันคุณภาพภายนอก ช่วยปรับบทบาทของการประเมินจากการตรวจสอบเชิงมาตรฐานไปสู่การประเมินเชิงพัฒนา โดยเน้น การคำนึงถึงบริบทพื้นที่ ความแตกต่างด้านทรัพยากร และข้อจำกัดเฉพาะของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน</p>
ทองพรรณ ปัญญาอุดมกุล
สมเกียรติ ตุ่นแก้ว
ทยากร ปัญญาอุดมกุล
ญาณวิทย์ สุภารัตน์
ไพโรจน์ ด้วงนคร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-24
2026-09-24
8 3
584
605
-
ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC): กลไกสำคัญการพัฒนาวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ในบริบทของประเทศไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287147
<p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวคิดการพัฒนาวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาผ่านกลไกของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) และการสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างองค์ประกอบสำคัญของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา (Principal Professional Learning Community: PPLC) พร้อมทั้งได้เปรียบเทียบความแตกต่างของคุณลักษณะสำคัญของแต่ละองค์ประกอบ และเสนอบทวิเคราะห์ถึงข้อพึงระวังในการประยุกต์ใช้ในบริบททางการศึกษาไทย</p>
นายอรรถพล พลวัฒน์
ธีร หฤทัยธนาสันติ์
จุฑา ธรรมชาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)
2026-09-24
2026-09-24
8 3
564
583