วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT <p><strong>Journal of Association of Professional Development of Educational Administration of Thailand (JAPDEAT) <br />วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)<br />ISSN <span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">3027-8813</span> (Online)</strong><br /><br />สมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 119 หมู่ที่ 9 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีการแต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุด หรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคม และนายทะเบียนสมาคม จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับจดทะเบียน แต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุด ตามมาตรา 85 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว <br />สมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย โดยนายกสมาคม รองศาสตราจารย์ ดร.จิณณวัตร ปะโคทัง และคณะกรรมการบริหารสมาคมได้มีดำริในการพัฒนาวารสารวิชาการวิชาการเพื่อเป็นพื้นที่ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย บทความวิชาการของนักวิจัย นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป ในนามสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย และพัฒนาให้เป็นไปตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</p> th-TH jinawatara@hotmail.com (รศ.ดร.จิณณวัตร ปะโคทัง ) rattana.prof@gmail.com (รศ.ดร.รัตนะ ปัญญาภา) Wed, 18 Mar 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 รายละเอียดประจำฉบับ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287796 รองศาสตราจารย์ ดร.รัตนะ ปัญญาภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/287796 Sun, 22 Mar 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283341 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) เสนอแนวทางการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 59 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลโรงเรียนละ 3 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน รวมทั้งสิ้น 177 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันในการบริหารงานวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ สภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารงานวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการบริหารการจัดการเรียนรู้ และความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการ พบว่าด้านที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา 2) แนวทางการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ สังกัดกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการวัดผลประเมินผลการเรียน ด้านการบริหารการจัดการเรียนรู้ ด้านการนิเทศงานวิชาการภายในโรงเรียน และด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้</p> อภิรดี ทิสานนท์, รองศาสตราจารย์ ดร.นันทิยา น้อยจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283341 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาระดับปฐมวัย สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282240 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาระดับปฐมวัย สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร และ 2) เปรียบเทียบการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาระดับปฐมวัย สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา อายุ และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูสังกัดสำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร จำนวน 226 คน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยเทียบสัดส่วนของประชากรกับกลุ่มตัวอย่าง โดยจำแนกตามโรงเรียน เพื่อให้ได้ตามจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ระบุ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความน่าเชื่อถือทั้งฉบับอยู่ที่ระดับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว เมื่อพบความแตกต่างจึงทำการทดสอบเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า </p> <p>1) การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาระดับปฐมวัย สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยเป็นอันดับแรก คือด้านการบริหารงานงบประมาณ รองลงมาคือ ด้านการบริหารงานทั่วไป อันดับต่อไป คือ ด้านการบริหารงานวิชาการ และด้านที่อยู่ในอันดับสุดท้าย คือ ด้านบริหารงานบุคคล </p> <p>2) ความพึงพอใจของครูที่มีต่อการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาระดับปฐมวัย สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร โดยจำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษาโดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จำแนกตามอายุ และประสบการณ์ในการทำงานโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> จุฑารัตน์ บุญฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282240 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาองค์ประกอบการจัดการภาวะวิกฤติในสถานศึกษา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283024 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบการจัดการภาวะวิกฤติในสถานศึกษา ใช้กระบวนการวิจัยศึกษาจากเอกสาร ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบการจัดการภาวะวิกฤติจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 10 แหล่ง 2) การประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบที่สังเคราะห์ได้โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสังเคราะห์องค์ประกอบและแบบสอบถามประเมินความเหมาะสมมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบการจัดการภาวะวิกฤติในสถานศึกษาที่สังเคราะห์ได้มี 6 องค์ประกอบ โดยผ่านเกณฑ์การคัดเลือกที่ร้อยละ 50 ขึ้นไป ได้แก่ 1) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 2) แนวทางเชิงรุกและการวางแผนล่วงหน้า 3) การจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาอย่างเหมาะสม 4) การมีผู้นำที่มีสมรรถนะสูง 5) กระบวนการดำเนินงานที่เป็นขั้นตอน และ 6) การปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผลการประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบ โดยทุกองค์ประกอบมีความเหมาะสมในระดับมากถึงมากที่สุด</p> วิภาดา อั้งโก๊ะ, พรเทพ เสถียรนพเก้า, รศ.ดร. วาโร เพ็งสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283024 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในยุคดิจิทัลเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียนตระกูลประเทืองวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283204 <p>การวิจัยและพัฒนาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการบริหารการพัฒนารูปแบบ 2) สร้างและพัฒนารูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในยุคดิจิทัลเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียนตระกูลประเทืองวิทยาคม&nbsp; สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 361 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบประเมินรูปแบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">แนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในยุคดิจิทัลพบว่า หลักการสำคัญของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 5 ด้านได้แก่ การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วม การพัฒนาทั้งระบบ การบริหารตนเอง และการมีภาวะผู้นำแบบเกื้อหนุน ส่วนแนวทางในการบริหารตามแนวคิดโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน สถานศึกษาควรส่งเสริมให้บุคลากรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปฏิบัติงาน ให้ชุมชนมีส่วนร่วม มีการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานของสถานศึกษา มีการประชุมทั้งรูปแบบออนไซด์และออนไลน์อย่างต่อเนื่อง</li> <li class="show">รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในยุคดิจิทัลมี 5 องค์ประกอบคือ แนวคิด หลักการ วัตถุประสงค์ ระบบงานและกลไก กระบวนการดำเนินงานและเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ โดยมีระบบงานและกลไกจำนวน 4 ด้าน คือการวางแผน การจัดองค์การ การนำ และการควบคุม กระบวนการดำเนินงาน 4S Model ประกอบด้วย 1) SWOT Analysis 2) Strategy determination 3) Strategy Implementation 4) Successful evaluation ผลการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ประโยชน์ของรูปแบบอยู่ในระดับมาก</li> <li class="show">ผลการใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในยุคดิจิทัลพบว่า คุณภาพผู้เรียน คุณภาพครูและคุณภาพการบริหารสูงขึ้นทุกด้าน</li> <li class="show">ผลการประเมินรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในยุคดิจิทัลพบว่ามีผลการประเมินด้านความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้องครอบคลุม โดยรวมในระดับมากที่สุด ความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> วิทยา กรแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283204 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะครูกับประสิทธิผลงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283646 <div><span lang="TH">การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของครูกับประสิทธิผลงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก 4) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมสมรรถนะครูในโรงเรียนขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิผล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำนวน 278 คน โดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิและและแต่ละชั้นภูมิสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะครูกับประสิทธิผลงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก มีความสัมพันธ์กันเชิงบวกระดับมาก และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก 6 ด้าน ได้แก่ </span><span lang="EN-US">1) </span><span lang="TH">การพัฒนาตนเอง </span><span lang="EN-US">2) </span><span lang="TH">จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ </span>3) <span lang="TH">การบริหารหลักสูตร </span><span lang="EN-US">4) </span><span lang="TH">การจัดการเรียนรู้ </span><span lang="EN-US">5) </span><span lang="TH">การสร้างความสัมพันธ์ชุมชน และ </span><span lang="EN-US">6) </span><span lang="TH">การใช้สื่อและเทคโนโลยี</span></div> กัญญาณัฐ ถมทองทวี, พงษ์ศักดิ์ ทองพันชั่ง, อุดมพันธุ์ พิชญ์ประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283646 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 สภาพการจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา จังหวัดพิษณุโลก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283666 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาจังหวัดพิษณุโลก ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้กลุ่มประชากรในการศึกษา คือ สถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดพิษณุโลก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ จำนวน 39 แห่ง กลุ่มตัวอย่างคือ สถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดพิษณุโลก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ จำนวน 36 แห่ง โดยกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูล สถานศึกษาแห่งละ 2 คนประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน และหัวหน้างานวิชาการ จำนวน 1 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 72 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ .915 <br />และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /> ผลการวิจัยพบว่า สภาพการจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาจังหวัดพิษณุโลก โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด <br />คือ ด้านความปลอดภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์ รองลงมา คือ ด้านความปลอดภัยที่เกิดจากผลกระทบทางสุขภาวะทางกายและจิตใจ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านความปลอดภัยที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ์</p> เสกศักดิ์ พ่วงพี, นงลักษณ์ ใจฉลาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283666 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 การวิจัยและพัฒนากระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรที่ส่งเสริม ความเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา จังหวัดนนทบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283755 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การบริหารจัดการหลักสูตรที่ส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการ 2) พัฒนากระบวนการบริหารจัดการหลักสูตร 3) ทดลองใช้กระบวนการบริหารจัดการหลักสูตร 4) ประเมินกระบวนการบริหารจัดการหลักสูตร โดยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา ขั้นตอนศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี จำนวน 274 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ขั้นตอนการพัฒนา ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนการทดลองใช้ ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนการประเมิน ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญและแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ มีค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การพัฒนาหลักสูตรและการนำไปใช้ 2) การพัฒนากระบวนการบริหารจัดการหลักสูตร ประกอบด้วย 4 ด้าน 10 วิธีดำเนินการ 36 ขั้นตอน 3) การทดลองใช้ ต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินการที่เป็นระบบมีวิธีดำเนินการและขั้นตอนที่ชัดเจน เน้นการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทางการศึกษา 4) การประเมิน มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</p> จีรพงศ์ อ่อนน้อม, สุมิตร สุวรรณ, พัชราภา ตันติชูเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283755 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282414 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&nbsp; ศรีสะเกษ เขต 3 จำนวน 317 คน ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิเทียบสัดส่วนตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารกับความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุดได้ดังนี้ ด้านการมีส่วนร่วมและการทำงานเป็นทีมเชิงนวัตกรรม ด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง ด้านสร้างบรรยากาศองค์การนวัตกรรม ด้านการคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม และด้านการบริหารความเสี่ยง 2) ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุดได้ดังนี้ ด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม ด้านการสร้างวิสัยทัศน์ร่วม ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และด้านความรอบรู้ของบุคคล และ 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา ในภาพรวมอยูในระดับสูงืทอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ 0.88</p> ศุภชัย โสมาศรี, พิมล วิเศษสังข์, สมาน อัศวภูมิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282414 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบริหารความร่วมมือทางวิชาการสู่ความเป็นเลิศ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/280416 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการบริหารความร่วมมือทางวิชาการสู่ความเป็นเลิศ โดยมุ่งเน้นการรวบรวมแนวทางและรูปแบบการจัดการความร่วมมือทางวิชาการในสถาบันการศึกษาในประเทศไทย การศึกษานี้อาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารวิชาการ งานวิจัย และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง พบว่าความสำเร็จในการบริหารความร่วมมือทางวิชาการประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) การวางแผนกลยุทธ์ที่เน้นความสอดคล้องของพันธกิจ (2) การสื่อสารและประสานงานที่มีประสิทธิภาพ และ (3) การสร้างระบบติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังพบว่าการบริหารความร่วมมือทางวิชาการที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีภาวะผู้นำที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ งานวิจัยนี้เสนอแนะแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการด้วยการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วม (MOU) ที่ชัดเจน การส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างกลไกสนับสนุนการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษานี้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารสถานศึกษา นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานด้านการบริหารการศึกษาในการพัฒนากลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการอย่างยั่งยืน อันนำไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการในสถาบันการศึกษาไทย</p> ปวีนา เหล่าลาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/280416 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 สมรรถนะการเรียนรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลระยอง จังหวัดระยอง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286635 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลระยอง จังหวัดระยอง ผู้วิจัย ได้ดำเนินการกระบวนการวิจัยกับ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลระยอง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นประชากรจำนวน 446 คน และ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 210 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในวิจัย คือ แบบสอบถาม แบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนที่ 2) แบบสอบถาม เพื่อศึกษาความรู้ ทักษะการใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีการกำหนดเกณฑ์วิเคราะห์ข้อมูล คือ วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยใช้สูตรคำนวณของ Krejcie &amp; Morgan ระดับความเชื่อมั่น 95 % การวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard- Deviation) </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ส่วนที่ 1: พบว่า ผลการให้ความสนใจและรู้จักแอปพลิเคชันต่าง ๆ ของนักเรียน คือ 100 เปอร์เซ็นต์ และผลอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนที่ 2: 1) ผลการวิจัย ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยี พบว่า ค่า X̄ = 94.38 ค่า S.D = 2.604 และผลระดับคะแนนเฉลี่ย คือ 4.72 อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ทักษะการใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ พบว่า ค่า X̄ = 92..86, ค่า S.D = 3.128 และผลระดับคะแนนเฉลี่ย คือ 4.39 อยู่ในระดับมาก 3) การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ พบว่า ค่า X̄ = 94.33, ค่า S.D = 2.000 และผลระดับคะแนนเฉลี่ย คือ 4.76 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> พัณบงกช ปาณมาลา, ประสิทธิ์ ศรเดช, ปณัฏฐา ศรเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/286635 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ของโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283814 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ของโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) สร้างและประเมินแนวทางการพัฒนาสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะของโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูจำนวน 89 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารระดับนโยบาย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ อยู่ในระดับปานกลาง และระดับมากที่สุด ตามลำดับ เมื่อพิจารณาลำดับความต้องการจำเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการสำรวจและค้นหามีความต้องการจำเป็นสูงสุด ในประเด็นที่ครูควรจัดหาแหล่งข้อมูล และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายและเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งมีความสอดคล้องกับสมรรถนะครูด้านการบูรณาการแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นในการเรียนการสอน รองลงมาคือ ด้านการอธิบายและลงข้อสรุป ในประเด็นที่ครูควรส่งเสริมให้ผู้เรียนสรุปองค์ความรู้ที่ได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน สมเหตุสมผล ซึ่งมีความสอดคล้องกับสมรรถนะครูด้านการใช้เทคนิคการสอนหลากหลายเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน 2) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะมีแนวทางการพัฒนา 15 ประเด็น โดยใช้วิธีการพัฒนา 6 วิธี ได้แก่ การอบรมและสัมมนา การเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาจริง การเรียนรู้ด้วยตนเอง ชุมชนออนไลน์ การเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลอง การสร้างเครือข่ายเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแนวทางการส่งเสริมเชิงนโยบาย 5 ประเด็น และผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง พบว่า โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</p> กิตติยา เอียดแก้ว, อนุ เจริญวงศ์ระยับ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283814 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล กับ การปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283967 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาระดับการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา 3) หาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล กับระดับการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู กำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 297 คน จากการเปิดตาราง เครจซี่และมอร์แกน โดยการเทียบสัดส่วน และสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 144 ข้อวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน พบว่า1) ระดับทักษะระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด พิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ทักษะการสื่อสารดิจิทัล และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ทักษะด้านเทคโนโลยีและการใช้ดิจิทัล 2) การปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก พิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านการปฏิบัติหน้าที่ครู3) ค่าความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลกับกับการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับสูง สอดคล้องกับสมมติฐาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล, การปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา</p> ศิวนนท์ รักทุ่ง, มาลัย วงศ์ฤทัยวัฒนา, ทีปพิพัฒน์ สันตะวัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283967 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นในการบริหารโรงเรียนคุณภาพตามเกณฑ์การประเมินความพร้อม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284147 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารโรงเรียนคุณภาพตามเกณฑ์<br>การประเมินความพร้อม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง<br>ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้กลุ่มประชากรในการศึกษา โรงเรียนคุณภาพตามนโยบาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร จำนวน 12 แห่ง โดยกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน หัวหน้ากลุ่มบริหารวิชาการ หัวหน้ากลุ่มบริหารงานงบประมาณ หัวหน้ากลุ่มบริหารงานบุคคล หัวหน้ากลุ่มบริหารทั่วไป และครูผู้รับผิดชอบงานโรงเรียนคุณภาพ รวมจำนวนทั้งสิ้น 72 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้<br>เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราประมาณค่า 5 ระดับ ในรูปแบบตอบสนองคู่ มีค่า IOC ระหว่าง <br>0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับบเท่ากับ .989 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNImodified)<br>ผลการวิจัยพบว่า การประเมินความต้องการจำเป็นในการบริหารโรงเรียนคุณภาพตามเกณฑ์การประเมินความพร้อม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตรในภาพรวม มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญ<br>ของความต้องการจำเป็นเท่ากับ .104 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า โครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนนักเรียน มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นสูงสุดเป็นลำดับแรก รองลงมาคือ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ผู้เรียน</p> วรพจน์ ฟักเงิน, ณิรดา เวชญาลักษณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284147 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาทักษะที่จำเป็นของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284211 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา เปรียบเทียบ และหาแนวทางพัฒนาทักษะที่จำเป็นของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม</p> <p>ศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จำนวน 322 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 29 คน และครูผู้สอน จำนวน 293 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.991 ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การแจกแจงความถี่ ร้อยละ จัดลำดับ และหาค่าความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะที่จำเป็นของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ทักษะชีวิตและอาชีพ ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี และด้านทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม 2) การเปรียบเทียบทักษะที่จำเป็นของผู้บริหารสถานศึกษาจำแนกตามประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา พบว่า แตกต่างกัน 3) การหาแนวทางพัฒนาทักษะที่จำเป็นของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า 3.1) ผู้บริหารควรส่งเสริมให้บุคลากรในโรงเรียนพัฒนาตนเองผ่านการอบรมหรือศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง 3.2) ผู้บริหารควรใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ 3.3) ผู้บริหารสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการงานในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.4) ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ และใช้ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจอย่างถูกต้อง 3.5) ผู้บริหารควรปรับตัวได้ดีเมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงภายในหรือภายนอกโรงเรียน 3.6) ผู้บริหารควรจัดสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับงานในหน้าที่อย่างเหมาะสม</p> <p> </p> ชวัลลักษณ์ ไตรวาท, ภูมิพิพัฒน์ รักพรมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284211 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นในการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษากลุ่มไตรมิตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284254 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษากลุ่มไตรมิตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้กลุ่มประชากรในการศึกษา คือ สถานศึกษากลุ่มไตรมิตร จำนวน 19 แห่ง โดยกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 รวมจำนวนทั้งสิ้น 57 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็น มาตราประมาณค่า 5 ระดับ ในรูปแบบตอบสนองคู่ มีค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับบเท่ากับ 0.968 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI modified) ผลการวิจัยพบว่า การประเมินความต้องการจำเป็นในการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษากลุ่มไตรมิตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ในภาพรวม มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นเท่ากับ .092 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การคัดกรองนักเรียน มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นสูงสุดเป็นลำดับแรก รองลงมาคือ การป้องกันและการแก้ไขปัญหา และที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การรู้จักนักเรียนรายบุคคล</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ความต้องการจำเป็น; การบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน</p> จิรวงค์ ยศปัญญา; จารุวรรณ นาตัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284254 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ ทางวิชาชีพ ของโรงเรียนนิคมสร้างตนเอง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283812 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในสถานศึกษา ของโรงเรียนนิคมสร้างตนเอง และ2) สร้างและประเมินแนวทางการพัฒนาแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ของโรงเรียนนิคมสร้างตนเอง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธี ดำเนินการกับกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้บริหารและครูโรงเรียนนิคมสร้างตนเอง จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารสถานศึกษาจากสถานศึกษาที่มีแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนนิคมสร้างตนเองอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก และลำดับความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนนิคมสร้างตนเองที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุดคือด้านการวางแผนนิเทศอย่างมียุทธศาสตร์ รองลงมาคือด้านการเผยแพร่และขยายผล และด้านข้อมูลและสารสนเทศ ตามลำดับ และ 2) แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในสถานศึกษาโดยใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มีแนวทางการพัฒนาด้านข้อมูลและสารสนเทศ 3 ประเด็น ด้านการวางแผนนิเทศอย่างมียุทธศาสตร์ 5 ประเด็น ด้านการจัดการที่เน้นพัฒนาครูและนักเรียน 3 ประเด็น ด้านการติดตามผลการนิเทศ 4 ประเด็น และด้านการเผยแพร่และขยายผล 4 ประเด็น และความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางพบว่า โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</p> วัฒนกิจ พรหมทอง, ญาณิศา บุญจิตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283812 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับความสุข ในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283900 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 2) ศึกษาระดับความสุขในการปฏิบัติงานของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับความสุขในการปฏิบัติงานของครู กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 317 คน โดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน เทียบสัดส่วนและสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 82 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย <br />ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน พบว่า 1) ระดับทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด พิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านความคิดสร้างสรรค์ 2) ระดับความสุขในการปฏิบัติงานของครู ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด พิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ <br />ด้านสภาพแวดล้อม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านการติดต่อสัมพันธ์ 3) ค่าความสัมพันธ์ระหว่างทักษะผู้บริหารของสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับความสุขในการปฏิบัติงานของครู มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับสูง สอดคล้องกับสมมติฐาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p> </p> จันทนา หยวกวัฒน์, ฐิตินันท์ ด้วงสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283900 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาปัญหาการจัดทำแผนกลยุทธ์ในสถานศึกษา สังกัดเทศบาลวารินชำราบ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283580 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการจัดทำแผนกลยุทธ์ในสถานศึกษาสังกัดเทศบาลเมืองวารินชำราบ และเพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาให้แผนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น แผนกลยุทธ์ของโรงเรียน แผนปฏิบัติการประจำปี และรายงานการประชุมของสถานศึกษา 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ, โรงเรียนบ้านหนองตาโผ่นมิตรภาพที่ 5, และโรงเรียนเทศบาลบ้านสุขสำราญ&nbsp;</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าปัญหาในการจัดทำแผนกลยุทธ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้:</p> <ol> <li class="show">ด้านกระบวนการ: สถานศึกษายังขาดการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยข้อมูลที่ใช้อาจขาดความน่าเชื่อถือและไม่เป็นปัจจุบัน รวมถึงการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก เช่น ผู้ปกครองและชุมชน ยังอยู่ในระดับจำกัด 2. ด้านเนื้อหา: แผนกลยุทธ์ยังขาดความสอดคล้องที่ชัดเจนกับนโยบายด้านการศึกษาของเทศบาล และการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ยังขาดความเฉพาะเจาะจงและไม่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมตามหลักการ SMART 3. ด้านการนำไปปฏิบัติ: พบช่องว่างระหว่างแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการประจำปี และสถานศึกษายังขาดกลไกการกำกับติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากผลการวิจัย ผู้วิจัยได้เสนอแนวทางในการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษาในบริบทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในเชิงนโยบายสำหรับเทศบาลและเชิงปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ซึ่งแนวทางเหล่านี้คาดว่าจะนำไปสู่การจัดทำแผนกลยุทธ์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน</p> เนตรนิยมาศ วรรณพยันต์, พงศกร โพธิ์งาม, พัชริดา ปรีเปรม, ณัฏฐ์ ดิษเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283580 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 รูปเเบบการบริหารจัดการระบบการดูเเลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านสหกรณ์ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283355 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนบ้านสหกรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 2) สร้างรูปแบบการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ 3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มเป้าหมายคือผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน และครูผู้สอน 9 คน รวม 10 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบประเมินความสอดคล้องเชิงเนื้อหา และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ โดยมีค่าความเชื่อมั่นระหว่าง 0.90–0.93 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง โดยเฉพาะด้านการคัดกรองนักเรียน 2) รูปแบบการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่พัฒนาขึ้น คือ CARE-Co Model ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการดำเนินงาน การประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ และ 3) ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่ารูปแบบดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงเพื่อพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ</p> รุ่งนภา รามศร, นันทพงศ์ หมิแหละหมัน, จิรศักดิ์ แซ่โค้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283355 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นในการบริหารงานงบประมาณของสถานศึกษา กลุ่มไตรมิตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284196 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารงานงบประมาณของสถานศึกษา กลุ่มไตรมิตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลกเขต 1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้กลุ่มประชากรในการศึกษา คือ สถานศึกษากลุ่มไตรมิตร จำนวน 19 แห่ง โดยกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายบริหารงานงบประมาณ และครูผู้ปฏิบัติเจ้าหน้าที่การเงิน รวมจำนวนทั้งสิ้น 57 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราประมาณค่า 5 ระดับ ในรูปแบบตอบสนองคู่ มีค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ 0.990 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNImodified) ผลการวิจัยพบว่า การประเมินความต้องการจำเป็นในการบริหารงานงบประมาณของสถานศึกษากลุ่มไตรมิตร ในภาพรวม มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นเท่ากับ .233 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล รายงานผลการใช้เงิน และผลการดำเนินงาน มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นสูงสุดเป็นลำดับแรก รองลงมาคือ ด้านการระดมทรัพยากรและลงทุนเพื่อการศึกษา และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการบริหารบัญชี</p> <p> </p> ราวิน ชาแดงวงค์, จารุวรรณ นาตัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284196 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284202 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา 2) ศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลงานวิชาการในยุคดิจิทัลกับประสิทธิผลของสถานศึกษาและ 4) สร้างสมการพยากรณ์ประสิทธิผลงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ผู้บริหารและครู จำนวน 285 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 2 ตอน ตอนที่ 1 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .977-.979 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .978 ตอนที่ 2 ประสิทธิผลของสถานศึกษา มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ที่ .987 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .987 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติและแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลงานวิชาการในยุคดิจิทัลกับประสิทธิผลของสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง 4) สมการพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษาโดยมีค่าอำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 79 ซึ่งสามารถเขียนสมาการในรูปคะแนนดิบและรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ (Stepwise Multiple Regression Analysis)</p> ณัฐพร ทองรักษ์, ภูมิพิพัฒน์ รักพรมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284202 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษาของวงโยธวาทิต สังกัดสำนักงานเขคพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุทัยธานี ชัยนาท https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284240 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและเปรียบเทียบปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษาของวงโยธวาทิต สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุทัยธานี ชัยนาท จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ และขนาดสถานศึกษากลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครูผู้ควบคุมวง และคณะกรรมการวงโยธวาทิต รวม 155 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น 0.956 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป โดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test พร้อมการทดสอบรายคู่แบบเชฟเฟ่ผลการวิจัยพบว่า โดยรวมปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษาของวงโยธวาทิตอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านบุคลากรและการจัดการ ส่วนด้านงบประมาณมีปัญหาน้อยที่สุด และเมื่อจำแนกตามตำแหน่งและขนาดสถานศึกษา พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วีรพล ใจมั่น, ปนิดา เนื่องพะนอม, ธันยนันท์ ทองบุญตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284240 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคพลิกผันที่ส่งผลต่อมาตรฐานตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284250 <p style="font-weight: 400;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคพลิกผันของผู้บริหารในสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษามาตรฐานตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคพลิกผันของผู้บริหารสถานศึกษากับมาตรฐานตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษา 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์มาตรฐานตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 314 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ตอนที่ 1 แบบสอบถามที่เกี่ยวกับสถานภาพและข้อมูลทั่วไป ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคพลิกผัน และตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับมาตรฐานตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผลการวิจัยพบว่า (</span><span style="font-weight: 400;">1) ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคพลิกผันของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมในระดับมาก (2) มาตรฐานตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมในระดับมาก (3) ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคพลิกผันกับมาตรฐานตำแหน่งของผู้บริหาร มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .01 (4) ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคพลิกผัน มีความสัมพันธ์กับมาตรฐานตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษา และร่วมกันทำนายมาตรฐานตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษา ร้อยละ 64 และสามารถสร้างสมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดิบ คือ &nbsp;</span> <span style="font-weight: 400;">&nbsp;= 0.80 + 0.29 (X<sub>1</sub>) + 0.12 (X<sub>2</sub>) + 0.16 (X<sub>3</sub>) + 0.13 (X<sub>4</sub>) + 0.12 (X<sub>5</sub>)</span><span style="font-weight: 400;"> และสมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน </span><span style="font-weight: 400;">&nbsp;= 0.37 (Z<sub>1</sub>) + 0.15 (Z<sub>2</sub>) + 0.18 (Z<sub>3</sub>) + 0.16 (Z<sub>4</sub>) + 0.14 (Z<sub>5</sub>)</span></p> อำนาจ พันละออง, รศ.ดร.ภูมิพิพัฒน์ รักพรมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284250 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 การประเมินโครงการพัฒนานวัตกรรมเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนอนุบาลคลองท่อม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284344 <p>การวิจัยเชิงประเมินเรื่อง การประเมินโครงการพัฒนานวัตกรรมเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนอนุบาลคลองท่อม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโครงการตามรูปแบบเคิร์กแพทริค (Kirkpatrick Model) ทั้ง 4 ระดับ ได้แก่ ปฏิกิริยา การเรียนรู้ พฤติกรรม และผลลัพธ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย วิทยากร ครู และนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ รวม 64 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบสังเกต และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ด้านปฏิกิริยา พบว่าภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.57) โดยผู้เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจต่อวิทยากรสูงที่สุด 2) ด้านการเรียนรู้ พบว่าคะแนนผลการทดสอบหลังอบรมคิดเป็นร้อยละ 85.45 ซึ่งสูงกว่าก่อนอบรม (ร้อยละ 40.69) และผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่กำหนดไว้ 3) ด้านพฤติกรรม ภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.53) ได้แก่ การช่วยเหลือส่วนรวมและทำงานเป็นทีม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.78) และการประยุกต์ใช้กับวัสดุท้องถิ่นยังมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ( = 4.33) 4) ด้านผลลัพธ์ โครงการส่งผลเชิงบวกต่อผู้เรียนด้านความรู้ ทักษะ (ความรับผิดชอบ การทำงานร่วมกัน) และทัศนคติ รวมถึงยกระดับภาพลักษณ์ของโรงเรียนให้เป็น ต้นแบบ การจัดการศึกษาที่ยั่งยืน สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น</p> บุญส่ง ทวีทรัพย์, เบญจพร ชนะกุล, นพรัตน์ ชัยเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284344 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการขับเคลื่อนศูนย์มาตรฐานอาชีพ ด้วยแนวคิดเชิงระบบและ กระบวนการ POLC เพื่อเพิ่มสมรรถนะผู้เรียน ของวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284487 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการขับเคลื่อนศูนย์มาตรฐานอาชีพ 2) สร้างรูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ตอนที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน จำนวน 153 คน ดำเนินการสุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ตอนที่ 2 ผู้ให้ข้อมูลในการสนทนากลุ่ม ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ตอนที่ 3 ผู้ให้ข้อมูลในการทดลองใช้รูปแบบ ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 80 คน นักศึกษา จำนวน 160 คน และตัวแทนสถานประกอบการ จำนวน 30 คนได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ตอนที่ 4 ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหาร ครูผู้สอน สถานประกอบการ จำนวน 115 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสนทนากลุ่ม แบบรายงาน การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) รูปแบบที่สร้างขึ้นมี 3 องค์ประกอบ 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ความรู้ความเข้าใจในการเข้าร่วมโครงการ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4) ผลการใช้รูปแบบ 4.1) ผลการรับรองศูนย์มาตรฐานอาชีพ จำนวน 16 สาขาวิชา 4.2) ผู้เรียนเข้ารับการรับรองสมรรถนะผ่านเกณฑ์ จำนวน &nbsp;556 คน 4.3) ความพึงพอใจของผู้บริหาร ครูผู้สอน สถานประกอบการที่มีต่อรูปแบบ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> จุรี ทัพวงษ์, ประสงค์ อุบลวัตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284487 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284503 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียน<br />ขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลกเขต 1 <br />ผู้วิจัยใช้ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 242 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 40 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง และครูในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 202 คน โดยแบบเทียบสัดส่วน และใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราประมาณค่า 5 ระดับ ในรูปแบบตอบสนองคู่ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับบเท่ากับ 0.985 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า การบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา <br />สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการบริหารทรัพยากรงบประมาณ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด เป็นลำดับแรก รองลงมาคือ <br />ด้านการบริหารทรัพยากรอาคารสถานที่ ด้านการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ตามลำดับ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการบริหารทรัพยากรวัสดุอุปกรณ์</p> <p> </p> ณิชาภา อำพวลิน, นิคม นาคอ้าย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284503 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาการจัดการทรัพยากรทางการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284520 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการทรัพยากรทางการศึกษา 2) เปรียบเทียบการจัดการทรัพยากรทางการศึกษา 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาการจัดการทรัพยากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 136 คน ปีการศึกษา 2567 ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดสถานศึกษาเป็นชั้นภูมิ และสุ่มตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน คือ การทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการทรัพยากรทางการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการกำหนดนโยบายและแผนของสถานศึกษา 2) การเปรียบเทียบการจัดการทรัพยากรทางการศึกษา จำแนกตามขนาดสถานศึกษา ภาพรวมแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการแสวงหาทรัพยากรและด้านการประเมินการใช้ทรัพยากร แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3) แนวทางพัฒนาการจัดการทรัพยากรทางการศึกษา พบว่า ผู้บริหารควรจัดทำข้อมูลการใช้ทรัพยากรตามโครงสร้างงาน 4 ฝ่าย จำแนกทรัพยากรออกเป็นหมวดหมู่ เปิดโอกาสให้ผู้บริจาคมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการศึกษา จัดสรรทรัพยากรโดยยึดจากแผนปฏิบัติการประจำปี รายงานผลการใช้ทรัพยากร รวมถึงมีการประเมินและติดตามประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</p> ศิริวรรณ จงมีสุข, กานต์ เนตรกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284520 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างแรงจูงใจการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 7 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284525 <p>การวิจัยนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการเสริมสร้างแรงจูงใจการปฏิบัติงานของครู จำแนกตามขนาดสถานศึกษา และเพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างแรงจูงใจการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 144 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ มีค่าความเที่ยงตรง อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) การเสริมสร้างแรงจูงใจการปฏิบัติงานของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การเปรียบเทียบการเสริมสร้างแรงจูงใจการปฏิบัติงานของครู จำแนกตามขนาดสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจการปฏิบัติงานของครู ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องพัฒนาในด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ โดยควรศึกษานโยบายและมอบหมายงานอย่างเหมาะสม ด้านการมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน ควรมีทักษะการสื่อสารและเน้นการทำงานเป็นทีม ด้านการยอมรับนับถือ ควรสร้างความไว้วางใจให้แก่ครู ด้านความสำเร็จของงาน ควรเปิดโอกาสให้ครูใช้ความสามารถในการแก้ปัญหา ด้านเงินเดือน สวัสดิการและการให้รางวัล ควรแสดงความยินดีกับครูในโอกาสต่างๆ และด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ควรช่วยเหลือครูในการส่งผลงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ</p> ณัฐกมล นาเจริญ, กานต์ เนตรกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284525 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในอำเภอท่าใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284727 <p>การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมา&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในกลุ่มอำเภอท่าใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 2) เพื่อเปรียบเทียบหลักธรรมาภิบาลที่ใช้สำหรับการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนในกลุ่มอำเภอท่าใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงานและขนาดโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนในกลุ่มอำเภอท่าใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เขต 1 ในปีการศึกษา 2567 ได้กำหนดกลุ่มตัวอย่าง จากตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 159 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยเทียบสัดส่วนประชากรและกลุ่มตัวอย่างตามรายโรงเรียน จากนั้นใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในกลุ่มอำเภอท่าใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. เปรียบเทียบหลักธรรมาภิบาลที่ใช้สำหรับการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียน ในกลุ่มอำเภอท่าใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 พบว่า 2.1 การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในกลุ่มอำเภอท่าใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน โดยรวม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 2.2 การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในกลุ่มอำเภอท่าใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำแนกตามขนาดโรงเรียน โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ทรงธรรม ทิพย์ศิริ, นิวัตต์ น้อยมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284727 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา เขตคุณภาพที่ 3 อำเภอพนมสารคาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284524 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างในวิจัย คือ ครูผู้สอนเขตคุณภาพที่ 3 อำเภอพนมสารคาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 195 คน ได้จากการกำหนดกลุ่มตัวอย่างตารางเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan, 1970 : 608) จำนวน 132 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามบริหารงานวิชาการ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่น .95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) ค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way Analysis of Variance) ผลการวิจัยพบว่า 1) โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การบริหารงานวิชาการ โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยเป็นอันดับแรก ได้แก่ จัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา รองลงมาได้แก่ วัดผลประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน อันดับสุดท้าย ได้แก่ นิเทศการศึกษา 2) เปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงานและขนาดสถานศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> มุกลดา วรรณจงคำ, นิวัตต์ น้อยมณี, กัญภร เอี่ยมพญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284524 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284151 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพที่เป็นจริงและสภาพที่ควรจะเป็นในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานงบประมาณ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานงบประมาณ 3) ศึกษาแนวทางในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 136 คน และครู จำนวน 195 คน รวมทั้งสิ้น 331 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพที่เป็นจริง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) สภาพที่ควรจะเป็น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการศึกษาความต้องการจำเป็น เรียงตามลำดับ ดังนี้ ด้านการจัดทำและเสนอของบประมาณ ด้านการจัดสรรงบประมาณ ด้านการบริหารการบัญชี ด้านการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผล ด้านการจัดสรรงบประมาณ ด้านการระดมทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา และด้านการบริหารพัสดุและสินทรัพย์ 4) แนวทางในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียน ได้แก่ ด้านการจัดทำและเสนอของบประมาณ ควรใช้เครื่องมือ Google Form และ Excel ด้านการตรวจสอบ ติดตามประเมินผล และรายงานผล ควรใช้ Google sheet ด้านการจัดสรรงบประมาณ ควรใช้ Google Calendar และ Google Sheet และด้านการบริหารการบัญชี ควรใช้โปรแกรมสำเร็จรูปอย่าง SFZeasy</p> วิลาสินี สุวรรณศรี, พงษ์ศักดิ์ ทองพันชั่ง, อุดมพันธุ์ พิชญ์ประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284151 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบุรี เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284287 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา ระดับการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา และการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร ครูและคณะกรรมการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบุรี เขต 2&nbsp; จำนวน 363 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.928 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก (M = 4.04, S.D.= 0.55) &nbsp;โดยการมีส่วนร่วมในการวางแผนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.08, S.D.= 0.60) การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก (M = 3.96, S.D.= 0.49) &nbsp;โดยการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.00, S.D.= 0.54) การบริหารแบบมีส่วนรวมที่ส่งผลต่อการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา 4 ด้านตามลำดับ ดังนี้ ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ ด้านการมีส่วนร่วมในการวางแผน และด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ทั้ง 4 ด้านร่วมกันพยากรณ์ ได้ร้อยละ 51.00</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> วรรณวิศา สงวนสิน, ภาวินี อนามัย, ไพรัช มณีโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284287 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284295 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ อายุ ประสบการณ์ทำงาน ระดับการศึกษา และขนาดสถานศึกษา และ 3) ประมวลข้อเสนอแนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ ครูจำนวน <br>338 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายแบบตารางของ Krejcie และ Morgan (1970) เครื่องมือที่ใช้ใน<br>การวิจัยเป็นแบบสอบถาม 60 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น .979 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก <br>2) การเปรียบเทียบพบว่า ตัวแปรเพศ ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน ส่วนตัวแปรอายุ ภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 <br>เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าด้านความโปร่งใส การตระหนักรู้ในตนเอง และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และด้านกระบวนการที่สมดุล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับทางสถิติ .05 และ 3) ผลการประมวลข้อเสนอแนะคือ ผู้บริหารควรพัฒนาภาวะผู้นำที่แท้จริงอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้น<br>การเสริมสร้างความโปร่งใส มุมมองเชิงจริยธรรม การตระหนักรู้ในตนเอง และกระบวนการที่สมดุล <br>เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความยั่งยืนในการบริหารสถานศึกษา</p> โสภาพรรณ สุขสะปาน, ศิลป์ชัย สุวรรณมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284295 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาองค์ประกอบของกระบวนการจัดการความรู้: การวิจัยเอกสาร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284442 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบและองค์ประกอบของกระบวนการจัดการความรู้จากเอกสาร ทางวิชาการ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร ที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์คุณภาพของแหล่งข้อมูลตามหลักความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง และความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การศึกษา ข้อมูลที่นำมาใช้ประกอบการวิจัยประกอบด้วยเอกสารปฐมภูมิและทุติยภูมิ ซึ่งผ่านการคัดเลือกอย่างเป็นระบบ จากนั้นทำการสังเคราะห์แนวคิดและแบบจำลองการจัดการความรู้ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จำนวนทั้งสิ้น 10 โมเดล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบสำคัญของกระบวนการจัดการความรู้ที่ปรากฏร่วมกันในหลายโมเดลประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ (1) การสร้างหรือพัฒนาความรู้ (2) การแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ความรู้ (3) การประยุกต์ใช้ความรู้ (4) การจัดระบบและเก็บรักษาความรู้ และ (5) การประเมินผลและปรับปรุงกระบวนการความรู้</p> <p>องค์ประกอบทั้งห้านี้สะท้อนถึง “วงจรการจัดการความรู้” ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนองค์กรแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล อีกทั้งยังนำไปสู่องค์ความรู้ใหม่ที่เสนอว่า การจัดการความรู้เชิงประสิทธิผลในบริบทการศึกษาควรดำเนินอย่างบูรณาการระหว่าง มนุษย์ ระบบ และเทคโนโลยี ภายใต้วัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการศึกษาไทย</p> ปีย์วรา หาญวงษา, สิวะกรณ์ กฤษณสุวรรณ, ชาญสิทธิ์ คำพุฒ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/284442 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบความต้องการทำงานตามช่วงวัยของครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285143 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความต้องการทำงานตามช่วงวัยของครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย 2) เปรียบเทียบความต้องการทำงานตามช่วงวัยของครูและบุคลากรทางการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย จำนวน 123 คน ซึ่งได้มาจาการเปิดตารางเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ จำแนกตามช่วงวัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมัน เท่ากับ 0.93 เก็บรวบรวมข้อมูลได้รับแบบสอบถามกลับคืนมา จำนวน 112 คน คิดเป็นร้อยละ 91.06 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟ และการทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li class="show">ความต้องการทำงานตามช่วงวัยของครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย ในภาพรวมและด้านความต้องการเพื่อความอยู่รอด มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนความต้องการมีสัมพันธภาพและความต้องการความเจริญก้าวหน้า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก</li> <li class="show">การเปรียบเทียบความต้องการทำงานตามช่วงวัยของครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาในรายข้อของแต่ละด้านแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> ศิริลักษณ์ บุศย์รัศมี, สุมิตร สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285143 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700