วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT <p><strong>Journal of Association of Professional Development of Educational Administration of Thailand (JAPDEAT) <br />วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.)<br />ISSN <span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">3027-8813</span> (Online)</strong><br /><br />สมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 119 หมู่ที่ 9 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีการแต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุด หรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคม และนายทะเบียนสมาคม จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับจดทะเบียน แต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุด ตามมาตรา 85 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว <br />สมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย โดยนายกสมาคม รองศาสตราจารย์ ดร.จิณณวัตร ปะโคทัง และคณะกรรมการบริหารสมาคมได้มีดำริในการพัฒนาวารสารวิชาการวิชาการเพื่อเป็นพื้นที่ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย บทความวิชาการของนักวิจัย นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป ในนามสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย และพัฒนาให้เป็นไปตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</p> th-TH jinawatara@hotmail.com (รศ.ดร.จิณณวัตร ปะโคทัง ) rattana.prof@gmail.com (รศ.ดร.รัตนะ ปัญญาภา) Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 สภาพการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282746 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูโดยจำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูจำนวน 214 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น กลุ่มเป้าหมายในการสัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 4 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .97 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบที (t-test) การทดสอบเอฟ (F-test) เมื่อพบว่ามีความแตกต่างกันจึงทดสอบโดยวิธีการของ Scheffe และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเปรียบเทียบสภาพการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา พบว่าจำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงานโดยรวมไม่แตกต่างกัน แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา คือ ครูควรมีความรู้ ทักษะและทัศนคติที่ดีต่อเทคโนโลยีดิจิทัล เข้าร่วมอบรมทักษะการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล บูรณาการเทคโนโลยีในกระบวนการเรียนการสอน และใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย </p> กนกวรรณ โคตรพงค์, ไพรวัลย์ โคตรตะ, ภานุพงศ์ บุญรมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282746 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283499 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพการสอนของครู 2) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ศึกษาผลของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่มีต่อประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู รวม 320 คน ปีการศึกษา 2567 ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยใช้ตำแหน่งเป็นเกณฑ์ และสุ่มตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพการสอนของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ตัวแปรภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสอนของครู มี 3 ตัวแปร ได้แก่ ด้านการนิเทศการศึกษา (X<sub>4</sub>) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (X<sub>5</sub>) และด้านการบริหารการศึกษา (X<sub>3</sub>) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 66.50</p> กฤษฎา สระกระโทก, บรรจบ บุญจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283499 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการบริหารวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้วงจรคุณภาพ (PDCA) ของโรงเรียนวัดสันติคีรีรมย์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283689 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนวัดสันติคีรีรมย์ 2) พัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้วงจรคุณภาพ (PDCA) และ 3) ตรวจสอบและยืนยันความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นโดยใช้แบบสอบถามกับผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 22 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ขั้นที่ 2 พัฒนาแนวทางโดยสัมภาษณ์ผู้บริหารและครูจากโรงเรียนต้นแบบ 2 โรงเรียน รวม 6 คน และขั้นที่ 3 ประเมินแนวทางโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการ มีสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีความต้องการจำเป็นสูงสุดด้านการพัฒนาหลักสูตร 2) แนวทางที่พัฒนาขึ้นครอบคลุม 4 ด้าน คือ การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล และการนิเทศการศึกษา ผ่านกระบวนการ PDCA ที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน 3) ผลการประเมินแนวทางอยู่ในระดับเหมาะสมและเป็นไปได้สูง โดยมีลักษณะเด่นคือการบูรณาการวงจร PDCA เข้ากับการบริหารงานวิชาการอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของผู้เรียน ครู และผู้บริหาร</p> กุลธิดา ซุ่นอินทร์ , นันทพงศ์ หมิแหละหมัน, จิรศักดิ์ แซ่โค้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283689 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ในสถานการณ์เทคโนโลยีอุบัติใหม่ของสถานศึกษา ในกลุ่มแม่ปะ-แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281102 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพและปัญหาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน (2) เปรียบเทียบสภาพการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน จำแนกตาม ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และวุฒิการศึกษาและ (3) หาแนวทางพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในสถานการณ์เทคโนโลยีอุบัติใหม่ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารและข้าราชการครูในกลุ่มแม่ปะ-แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ประชากรจำนวน 156 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 111 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยวได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ค่าความเชื่อมั่น .715 และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน ด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในภาพรวมมีการดำเนินงานอยู่ในระดับปานกลาง ปัญหาการดำเนินงานที่พบมากที่สุดในแต่ละด้าน ได้แก่ ครูผู้สอนและผู้เรียนไม่มีความรู้หรือทักษะเพียงพอในการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้และการปฏิบัติจริงได้อย่างเต็มที่ (2) ผลการเปรียบเทียบสภาพการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในเมื่อจำแนกตามวุฒิการศึกษาไม่แตกต่างกันทั้งภาพรวมและรายด้าน ส่วนการเปรียบเทียบตามประสบการณ์การทำงานไม่แตกต่างกันในภาพรวม แต่แตกต่างกัน 1 ด้าน คือ การใช้สื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศ และแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ (3) แนวทางการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พบว่า สถานศึกษาควรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มีความหลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น ผู้เรียนได้รับการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการเฉพาะบุคคล ครูและสถานศึกษายังต้องได้รับการพัฒนาและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมต่อการใช้เทคโนโลยีในอนาคต</p> เกศรา รักพ่วง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281102 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายสถานศึกษาเถิน 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281011 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และหาแนวทางภาวะผู้นำการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายสถานศึกษาเถิน 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 ประชากรและแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายสถานศึกษาเถิน 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 ปีการศึกษา 2567 รวมทั้งสิ้น จำนวน 63 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า สภาพภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 โดยรวมและรายด้าน ทั้ง 5 ด้าน มีระดับสภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์เป้าหมาย และพันธกิจทางการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน อยู่ในระดับมาก ด้านการพัฒนาคุณภาพครู อยู่ในระดับมาก ด้านการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก และด้านการนิเทศติดตามการเรียนการสอน อยู่ในระดับมากตามลำดับแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรดูแล ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนของผู้สอนอย่างใกล้ชิด ให้ผู้บริหารสถานศึกษากำหนดปฏิทินนิเทศ กำกับ และติดตามการบริหารหลักสูตรอย่างเป็นรูปธรรม</p> จิรายุ มหายศ, นลธวัช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281011 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาพฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282753 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต จำนวน 43 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเรียนรู้ 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ มีดังนี้ การใช้งานปัญญาประดิษฐ์ พบว่า รู้จักหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ คิดเป็นร้อยละ 58.1 เคยใช้ปัญญาประดิษฐ์ คิดเป็นร้อย 97.7 ปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวัน&nbsp; คิดเป็นร้อยละ 72.1 ความถี่ในการใช้งานปัญญาประดิษฐ์&nbsp; 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ คิดเป็นร้อยละ 72.1 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้ปัญญาประดิษฐ์ พบว่า โดยภาพรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก ( = 4.12, S.D. = 0.36) พฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเรียนรู้ 1)วัตถุประสงค์ในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ พบว่า ส่วนใหญ่ใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูลในการเรียน การทำรายงานในการสร้างเนื้อหา/เขียนสรุปเนื้อหา การแปลภาษา และเพื่อความบันเทิง 2)ประสบการณ์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ส่วนใหญ่ใช้ Chat GPT, Gemini, Bring, Copilot และ DeepSeek 3)ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ จากสื่อสังคมออนไลน์, การเรียนการสอน, การอบรมหรือสัมมนา และจากเพื่อนหรือครอบครัว</p> จุฬารัตน์ บุษบงก์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282753 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282635 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะผู้เรียนและสภาพปัจจุบันของการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 2) ถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในจังหวัดราชบุรีจำนวน 313 คนผู้ให้ข้อมูลในการถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน 6 คนผู้ให้ข้อมูลการสนทนากลุ่มเพื่อร่างกลยุทธ์ จำนวน 9 คน และผู้ให้ข้อมูลตรวจสอบกลยุทธ์ จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินกลยุทธ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัย พบว่า 1)คุณลักษณะผู้เรียนตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน และสภาพปัจจุบันโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก2)แนวปฏิบัติที่ดี ประกอบด้วย การทำงานเป็นทีม การมีเหตุผล และความยั่งยืน โดยใช้กลไกการบริหารจัดการตามกระบวนการ PDCEE ประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติ การตรวจสอบ การประเมิน และการขยายผลผ่านภาคีเครือข่ายความร่วมมือของสถานศึกษา 3)กลยุทธ์ ประกอบด้วย4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ จุดประกายต้นแบบในการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ยกระดับกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษา เสริมพลังครูบูรณาการเทคโนโลยีอัจฉริยะ และปลดล็อกข้อจำกัดระดมทรัพยากรทุกมิติซึ่งมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด</p> โชคอนันต์ รักษาภักดี, สุมิตร สุวรรณ, พัชราภา ตันติชูเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282635 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาการใช้เทคโนโลยีในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สำนักงานเขตคลองสาน สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283251 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการใช้เทคโนโลยีในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สำนักงานเขตคลองสาน สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครูเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในการบริหารงาน จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา สถานภาพ และประสบการณ์ในตำแหน่ง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหาร 11 คน ที่เลือกแบบเจาะจง และครู 121 คน รวมทั้งสิ้น 132 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนของแต่ละสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการทดสอบรายคู่ด้วยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1. การใช้เทคโนโลยีในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นพบว่า เพศ วุฒิการศึกษา และสถานภาพ มีความแตกต่างทั้ง ในภาพรวมและทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ส่วนประสบการณ์ในตำแหน่งในภาพรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่แตกต่างเฉพาะด้านการบริหารงานบุคคลที่ระดับ .05 โดยพบความแตกต่างกัน 1 คู่ คือ กลุ่มที่มีประสบการณ์ 1–5 ปี มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นต่ำกว่ากลุ่มที่มีประสบการณ์ 11–15 ปี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> อัญชลี ปานประชาติ, นันทิยา น้อยจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283251 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรมในยุคดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนโรงเรียนนาโปร่งประชาสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281759 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานการบริหารโรงเรียนคุณธรรม 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรม 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรม และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ครู ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 172 คน โรงเรียนที่การปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 3 โรงเรียน ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน และนักเรียน จำนวน 152 คน (นักเรียนแกนนำ 24 คน) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบประเมิน แบบวิเคราะห์เอกสาร และ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และใช้ค่าสถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบของการบริหารโรงเรียนคุณธรรม ประกอบด้วย ขั้นการเตรียมการ ขั้นการกำหนดคุณธรรมเป้าหมาย ขั้นการดำเนินการพัฒนา และขั้นการประเมินผล สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่คาดหวัง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อจัดลำดับความต้องการจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการดำเนินการพัฒนา ด้านการประเมินผล และด้านการกำหนดคุณธรรมเป้าหมาย 2) องค์ประกอบรูปแบบ ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา การดำเนินการ การประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ และรูปแบบ คู่มือการใช้รูปแบบมีความถูกต้องและความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ครูและนักเรียนแกนนำมีความรู้เกี่ยวกับการบริหารโรงเรียนคุณธรรม อยู่ในระดับสูงมาก ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณธรรม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด และคุณธรรมอัตลักษณ์โรงเรียนนาโปร่งประชาสรรค์ เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 1.10 4) ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า (1) ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2567 เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 3.43 (2) ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 4.78 (3) รูปแบบมีความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด และ (4) ความพึงพอใจต่อรูปแบบ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ณรงค์ชัย เอราวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281759 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประเมินความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281898 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และประเมินความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู จำนวน 340 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .947 และแบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .949 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub> ) ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก (𝑥̄ = 4.31 , S.D. = .43) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การร่วมปฏิบัติ (𝑥̄ = 4.38 , S.D. =.43) สภาพที่พึงประสงค์ พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (𝑥̄ = 4.61 , S.D. = .41) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การร่วมปฏิบัติ (𝑥̄ = 4.64 , S.D. = .40) 2. ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified </sub>= .07) โดยด้านที่มีดัชนีอันดับความต้องการจำเป็นลำดับที่ 1 คือ การร่วมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ (PNI<sub>modified </sub>= .08) ลำดับที่ 2 คือ คือ การร่วมกันวางแผน (PNI<sub>modified </sub>= .07) ลำดับที่ 3 คือ การร่วมปฏิบัติ (PNI<sub>modified </sub>= .06) และลำดับที่ 4 คือ การร่วมประเมินผลและรายงานผล (PNI<sub>modified </sub>= .05) ตามลำดับ</p> ณัฐกานต์ บุญเสริฐ, ชาญชัย วงศ์สิรสวัสดิ์, อรสา จรูญธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281898 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียน แม่ปะ-แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาตาก เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281126 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารสถานศึกษา ของกลุ่มโรงเรียนแม่ปะ-แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 และ 2) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารสถานศึกษา ของกลุ่มโรงเรียนแม่ปะ-แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ประชากรและแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในโรงเรียนของกลุ่มโรงเรียนแม่ปะ-แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ปีการศึกษา2567 รวมทั้งหมด จำนวน 150 คน คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประมาณค่าระดับค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .972 และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนแม่ปะ-แม่กาษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยรวมและรายด้านรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ำ พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ การเก็บรวบรวมข้อมูล การ นำเสนอข้อมูลและสารสนเทศ การประมวลผลข้อมูล และการตรวจสอบข้อมูลตามลำดับ 2. แนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนแม่ปะ-แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาตาก เขต 2 มีข้อเสนอแนะเพื่อใช้เป็นแนวทาง แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ มีการเลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 2) ด้านการตรวจสอบข้อมูล นำระบบไปใช้และการฝึกอบรม การออกแบบและพัฒนาระบบ การประเมินผล 3) ด้านการประมวลผลข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล จัดเรียงและจัดระเบียบข้อมูล คำนวณ การสรุปและสร้างรายงาน การนำเสนอข้อมูล 4) ด้านการนำเสนอข้อมูลและสารสนเทศ มีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูล มีการเลือกรูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสม 5) ด้านการจัดเก็บข้อมูลสารสรเทศ กำหนดประเภทของข้อมูลที่ต้องจัดเก็บ เลือกวิธีการจัดเก็บข้อมูล มีการออกแบบโครงสร้างฐานข้อมูล บำรุงรักษาและปรับปรุงระบบจัดเก็บข้อมูล</p> ณัฐณิชา จินดาภัทร์, นลธวัช ยุทธวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281126 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารงานแนะแนวของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282938 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานแนะแนวของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารงานแนะแนวของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล จำแนกตามตำแหน่งประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา และ 3) แนวทางการบริหารงานแนะแนวในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบงานแนะแนว รวม 118 คน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้สัมภาษณ์ จำนวน 6 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบค่าเอฟ (F-test) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานแนะแนวของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารงานแนะแนวของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อจำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) แนวทางการบริหารงานแนะแนวในยุคดิจิทัล ได้แก่ ด้านบริการศึกษาและรวบรวมข้อมูล ใช้ระบบดิจิทัลอย่างมีจริยธรรม ด้านบริการสนเทศ พัฒนาแพลตฟอร์มและสื่อประชาสัมพันธ์ทันสมัย ด้านการให้คำปรึกษา จัดช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ปลอดภัย ด้านการจัดวางตัวบุคคล ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ศักยภาพและวางแผนกับภาคีเครือข่าย และด้านการติดตามผล ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลติดตามและประเมินผลต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาระบบแนะแนวให้มีประสิทธิภาพยั่งยืน</p> ณัฐธิดาพร สายสุด , ไพรวัลย์ โคตรตะ, ภาณุพงศ์ บุญรมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282938 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในสมาคมโรงเรียนเอกชน สอนภาษาจีนภาคเหนือ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282892 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และแนวทางในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนภาษาจีนภาคเหนือ โดยมีประชากรคือ หัวหน้าฝ่ายภาษาจีนและครูผู้สอนภาษาจีนในโรงเรียนเอกชนภาคเหนือ จำนวน 270 คน รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหาร ผู้จัดการโรงเรียน และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาภาษาจีน จำนวน 17 คน เครื่องมือวิจัยที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การแจกแจงความถี่และการจัดลำดับ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานวิชาการในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ด้านการประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาหรือองค์กรอื่น และด้านการพัฒนาหลักสูตร แต่พบปัญหาในหลายด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรที่ขาดความชัดเจนและความสอดคล้องกับบริบท การเรียนการสอนที่ยังขาดแผนพัฒนากระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ การวัดและประเมินผลที่ขาดมาตรฐาน การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ยังไม่เพียงพอ การประสานงานที่ยังขาดความต่อเนื่อง และการพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีที่ขาดทรัพยากรและการสนับสนุนที่เพียงพอ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการ ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ 1)การปรับปรุงหลักสูตรให้มีมาตรฐานและครอบคลุมทักษะที่จำเป็น 2) การออกแบบกระบวนการเรียนการสอนที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมของนักเรียน 3) การวางระบบการวัดและประเมินผลที่ชัดเจน 4) การส่งเสริมการวิจัยในโรงเรียนและการใช้ผลการวิจัยในการพัฒนา 5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 6) การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและสื่อนวัตกรรมที่หลากหลายและทันสมัย</p> ณัฐพล มีเงิน, พฤฑฒิพล พฤฑฒิกุล, ปาริชาต เตชะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282892 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนแม่สอด-ท่าสายลวด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281710 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนแม่สอด-ท่าสายลวด สังกัดสำนักงานเขตพื้นทีการศึกษาประถมศึกษาตาก <br>เขต 2 และ 2) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา <br>กลุ่มโรงเรียนแม่สอด-ท่าสายลวด สังกัดสำนักงานเขตพื้นทีการศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ประชากรและแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียน กลุ่มแม่สอด-ท่าสายลวด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ปีการศึกษา 2567 รวมทั้งสิ้น จำนวน <br>133 คน 1) สภาพการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนแม่สอด-ท่าสายลวด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยรวมและรายด้าน เฉลี่ยรวมอยู่ใน<br>ระดับมาก 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียน<br>แม่สอด-ท่าสายลวด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ดังนี้ ด้านที่ 1 <br>ควรมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสนับสนุนวิธีการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ในการบูรณาการ<br>กับการเรียนการสอนที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ด้านที่ 2 ควรมีการใช้เทคโนโลยีกำหนดเป้าหมายและเกณฑ์การวัดผลที่ชัดเจน มีข้อมูลที่มีประสิทธิภาพน่าเชื่อถือและมีความแม่นยำและ<br>ควรการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการเก็บรักษาเอกสารหลักฐานการประเมินผลการเรียนและเอกสารเกี่ยวกับงานวัดผลและประเมินผลการเรียน ด้านที่ 3 ควรมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อออกแบบหลักสูตร ด้านที่ 4 ควรมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบคอมพิวเตอร์<br>ในการเพิ่มประสิทธิภาพของวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา ด้านที่ 5 ควรมี<br>การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการประเมิน กำกับ ติดตามการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายใน<br>และมาตรฐานการศึกษาและควรมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพ<br>และคุณภาพการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา</p> ณัฐสิริ ละน้อย, จารุวรรณ แก่นทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281710 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283331 <p>ในปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระดับสากลเป็นอย่างมาก การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเป็นภาวะผู้นำดิจิทัล และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา แบ่งกลุ่มตามเพศ วุฒิการศึกษา อายุ และประสบการณ์ในการทำงานจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนอำเภอบางพลี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ในการศึกษากำหนดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 331 คน จากตารางเครจซี่และมอร์แกน ดำเนินการโดยการจับฉลาก แล้วดำเนินการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยเปรียบเทียบสัดส่วนของประชากรกับกลุ่มตัวอย่างที่กำหนดหลังจากนั้นจึงใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างอิสระ การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในการศึกษานี้โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และ 2) ผู้บริหารมีระดับภาวะผู้นำดิจิทัลแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ตามความเห็นของกลุ่มตัวอย่าง เมื่อเมื่อแบ่งกลุ่มตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน ในขณะที่เมื่อแบ่งกลุ่มตามอายุ พบว่า ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ธนัชพร เกิดรุ้ง , ภูวนัย สุวรรณธารา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283331 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการการควบคุมภายในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282396 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบันในการบริหารจัดการการควบคุมภายในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี (2) เปรียบเทียบการบริหารจัดการการควบคุมภายในของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา (3) ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการการควบคุมภายในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี ตัวอย่างจำนวน 254 คน เป็นผู้บริหารสถานศึกษา 15 คน และครู 239 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2 แบบคือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 50 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและค่าเอฟ ทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีการทดสอบความแตกต่างของ Scheffe’วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> นิรมล ศรีสุข, วิไลวรรณ พรมสีใหม่, นเรศ ขันธะรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282396 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโตของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282445 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดสำคัญของกรอบความคิดแบบเติบโต 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนา 3) พัฒนารูปแบบ และ 4) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโตของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาจากเอกสาร การสัมภาษณ์ และยืนยันโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ระยะที่ 2 ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 407 คน โดยใช้แบบสอบถาม ระยะที่ 3 การพัฒนารูปแบบ ประเมินความถูกต้องและเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คนก่อนนำไปใช้ ระยะที่ 4 ทดลองและศึกษาผลกับผู้บริหาร 33 คน จากนั้น ประเมินคุณภาพของรูปแบบหลังการนำไปใช้จากมีส่วนได้เสีย จำนวน 20 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบความคิดแบบเติบโตของผู้บริหารสถานศึกษามี 5 องค์ประกอบ และตัวบ่งชี้เชิงพฤติกรรมรวม 30 ตัวบ่งชี้ 2) สภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด และมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนา(PNI <sub>modified</sub> = 0.44) 3) รูปแบบการพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโตของผู้บริหารโรงเรียนประกอบด้วย หลักการ จุดมุ่งหมาย สาระเนื้อหา กระบวนการพัฒนา และ การประเมินผล โดยมีความถูกต้องอยู่ระดับมากที่สุด และความเหมาะสมในอยู่ระดับมาก 4) ผลการใช้รูปแบบการพัฒนา พบว่าคะแนนหลังการพัฒนาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการประเมินระดับพฤติกรรมตามตัวชี้วัดภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ผลการประเมินรูปแบบหลังการนำไปใช้พบว่าความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก และความเป็นประโยชน์อยู่ระดับมากที่สุด</p> ปณิธาน วรรณวัลย์, เพียงแข ภูผายาง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282445 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือสำหรับห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์สุขภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดสุทธิวราราม กรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283171 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา 1) ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ 3) ผลของพฤติกรรมกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี ใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ LT (Learning Together) พื้นที่วิจัย คือ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 35 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) ชุดกิจกรรม จำนวน 5 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียน 3) แบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่มและ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ โดยการวิเคราะห์ข้อมูล หาค่าความสอดคล้อง 80/80,ค่าเฉลี่ย, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และผลทดสอบก่อนเรียนและ หลังการเรียน โดยการวิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์สุขภาพ มีประสิทธิภาพ คือ 84.26 / 89.92 2) ผลก่อนเรียนมีค่า (Mean = 37.97, S.D.= 1.17) ผลหลังการเรียนมีค่า (Mean = 47.03, S.D.= 0.78) และผลสัมฤทธิ์ การเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ผลการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน ทีมีต่อชุดกิจกรรมอยู่ในระดับดีและ 4) ผลความพึงพอใจของนักเรียนที๋มีต่อชุดกิจกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> พัณบงกช ปาณมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283171 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามแนวคิด 7-S ของแมคคินซีย์ วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตขอนแก่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281266 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตขอนแก่น 2) ศึกษาองค์ประกอบของการบริหารตามแนวคิด 7-S ของแมคคินซีย์ ที่มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คณาจารย์ เจ้าหน้าที่สำนักงาน วิทยาลัยบัณฑิตศึกษา ด้านการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตขอนแก่น จำนวน 32 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การคำนวณตามสูตรของของ Krejcie and Morgan เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของแบบเท่าน 0.78 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านพลวัตแห่งการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) องค์ประกอบของการบริหารตามแนวคิด 7-S ของแมคคินซีย์ ที่มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ได้แก่ ด้านกลยุทธ์ มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ในระดับปานกลาง มีค่าเท่ากับ 0.599 และมีอำนาจในการพยากรณ์ต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ยู่ในระดับ .728 ดังสมการได้แก่ สมการการถดถอยในรูปคะแนนดิบ <strong>Ŷ</strong><strong> = 3.297 + 0.728(Y</strong><strong>₁</strong><strong>)</strong> และ สมการการถดถอยในรูปคะแนนมาตรฐาน <strong>Z</strong><strong>̂</strong><strong> = 3.297 + 0.659(Z</strong><strong>₁</strong><strong>)</strong></p> รัชกร ประสีระเตสัง , สุธรรม ธรรมทัศนานนท์, รัชนี จรุงศิรวัฒน์, ละเอียด จงกลนี, พินโย พรมเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281266 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการระดมทรัพยากรทางการศึกษาสำหรับกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283191 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการระดมทรัพยากรทางการศึกษาสำหรับกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ สังเคราะห์แนวคิดการระดมทรัพยากรทางการศึกษาจากงานวิจัย ของ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2562) และ ณรงค์ฤทธิ์ ประทุมชัย (2565) และแนวทางกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนจากของสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2553) เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู และผู้บริหารสถานศึกษา จากโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 285 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง 2) สภาพที่พึงประสงค์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 3) ความต้องการจำเป็น เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านทรัพยากรการเงิน ด้านทรัพยากรการบริหารจัดการ ด้านทรัพยากรบุคคล และด้านทรัพยากรวัสดุอุปกรณ์ องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อเป็นแนวทาง\ในการระดมทรัพยากรทางการศึกษาสำหรับกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา และใช้ในการบริหารงานให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการศึกษาในโรงเรียน</p> ภัทรวดี ภัทรคนานนท์, ฐิติพร  พิชญกุล , กันต์ฤทัย  คลังพหล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283191 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษาเขตชายแดนไทย-พม่า อำเภอแม่สอด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281013 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหาและเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาที่ ชายแดนไทย-พม่า&nbsp; อำเภอแม่สอด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่&nbsp; ผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา&nbsp; รวมทั้งสิ้น&nbsp; 258 คน&nbsp; ซึ่งได้มาโดยใช้เกณฑ์กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสุ่มตัวอย่างของเคร็จซี่และมอร์แกน และกลุ่มตัวอย่างได้มาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน&nbsp; ผู้ให้ข้อมูล&nbsp;ได้แก่&nbsp; ผู้เชี่ยวชาญ&nbsp; 17 คน&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ &nbsp; คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ แจกแจงความถี่ &nbsp;ร้อยละ ค่าเฉลี่ย &nbsp;ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน &nbsp;การทดสอบค่าที และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพความเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษาอยู่ในระดับมาก โดยมีปัญหาสำคัญคือ ลักษณะงานที่กระทบต่อสุขภาพ (2) การเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาจำแนกตามประสบการณ์และขนาดของสถานศึกษา ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (3) แนวทางพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์กรแห่งความสุขประกอบด้วย 9 ด้าน ได้แก่ สุขภาพดี ผ่อนคลายดี น้ำใจดี จิตวิญญาณดี ครอบครัวดี สังคมดี ใฝ่รู้ สุขภาพการเงินดี และการงานดี</p> รัศก์จิราภรณ์ อ่อนบรรจง, พฤฑฒิพล พฤฑฒิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281013 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษาในศตวรรษที่ 21 เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของวิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง อาชีวศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/280816 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ข้อมูลพื้นฐานของการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษาในศตวรรษที่ 21 2) พัฒนากลยุทธ์ฯ 3) ทดลองใช้กลยุทธ์ฯ 4) ประเมินผลการใช้กลยุทธ์ฯ &nbsp;กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษา รวมทั้งสิ้น 73 คน &nbsp;โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกสนทนาอิงผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินกลยุทธ์ฯ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบและตัวชี้วัด มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และผลการศึกษาสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา ทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม ทักษะการสื่อสารและความร่วมมือ ทักษะอาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ ทักษะอาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2) ผลการพัฒนากลยุทธ์ฯ ซึ่งประกอบด้วย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ กลยุทธ์ ตัวชี้วัด และโครงการ ผลการประเมินความเหมาะสมและด้านความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการใช้กลยุทธ์ฯ อยู่ในระดับมากที่สุด 4) ผลการประเมินกลยุทธ์ฯ ความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด และระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> กลยุทธ์; สมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษาในศตวรรษที่ 21</p> <p>&nbsp;</p> อรรถพันธ์ นามกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/280816 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281816 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ของการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 2.ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการปฏิบัติงาน 3. เพื่อเปรียบเทียบความต้องการจำเป็นในการพัฒนา จำแนกตามสถานภาพตำแหน่ง และ 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง คือ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 280 คน ซึ่งได้มาโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิและและกำหนดจำนวนตามสัดส่วนขนาดของสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า PNI การทดสอบ ANOVA และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาเรียงตามลำดับ ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารทั่วไป 3) ผลการเปรียบเทียบความต้องการจำเป็นในการพัฒนาจำแนกตามตำแหน่ง พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ยกเว้นด้านการบริหารทั่วไปไม่แตกต่างกัน 4) แนวทางการพัฒนา คือ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการในด้านการวางแผน เสนอความคิดเห็น และตรวจสอบการดำเนินงาน</p> ฤทธิพล มะโนรัตน์, จิตติมาภรณ์ สีหะวงษ์, พงษ์ศักดิ์ ทองพันชั่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281816 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการนิเทศภายในสถานศึกษาเอกชน จังหวัดนนทบุรี สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281466 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการนิเทศภายในของครูสถานศึกษาเอกชนจังหวัดนนทบุรี 2) เปรียบเทียบการนิเทศภายในสถานศึกษาตามประสบการณ์ในการทำงานของครู 3) เพื่อศึกษาแนวทางการนิเทศภายในของของครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการตอบแบบสอบถามได้กำหนดขนาดตัวอย่างจากตารางของเคร็จซี่และมอร์แกนได้แก่ สถานศึกษา จำนวน 63 โรงเรียน คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยมีผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูหัวหน้าวิชาการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก โดยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้บริหารสถานศึกษาที่มีผลการทดสอบระดับชาติ O-NET สูงกว่าระดับประเทศจำนวน 5 ท่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ และร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐาน ใช้ค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการนิเทศภายในของครูสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวมรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยและระดับสูงที่สุด ได้แก่ การวางแผนการนิเทศ อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ การประเมินผลและรายงานผล อยู่ในระดับมาก และน้อยที่สุดคือ การวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูผู้สอนต่อการนิเทศภายในของสถานศึกษาตามประสบการณ์ในการทำงานของครู จำแนกตามประสบการณ์ ต่ำกว่า 10 ปีและตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป มีความคิดเห็นที่ไม่แตกต่าง 3) แนวทางการนิเทศภายในของครูสถานศึกษา คือ ผู้บริหารควรมีวิเคราะห์สถานการณ์โดยใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง โดยยึดหลักการวิเคราะห์เชิงระบบและการวิเคราะห์บริบท มีการเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา ตั้งเป้าหมาย และกำหนดแนวทางร่วมกัน มีเวทีวิชาการให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพ มีการทดลองใช้และพัฒนาเครื่องมือการนิเทศอย่างสม่ำเสมอ มีการปรับปรุงเครื่องมือให้ทันสมัย มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในรูปแบบ PLC การประชุมถอดบทเรียนร่วมกัน มีการประเมินผลมุ่งเน้นการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณจากการนิเทศ และมีการจัดทำรายงานผลอย่างเป็นระบบ</p> วราภรณ์ สืบวงษา, สมชัย  พุทธา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281466 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282274 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของทักษะการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 2) พัฒนาแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และ 3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยศึกษาจากประชากรทั้งหมดที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูโรงเรียนกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา จำนวนทั้งสิ้น 20 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร จำนวน 2 คน และครู จำนวน 18 คน ผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์เพื่อพัฒนาแนวทาง จำนวน 7 คน และผู้ทรงคุณวุฒิประเมินแนวทาง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.967 และ 0.974 แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของทักษะการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา ทั้งโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ทั้งโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด และทักษะการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ทักษะการใช้เทคโนโลยีและดิจิทัล รองลงมา คือ ทักษะการคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการบริหารและการปรับตัว ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ และทักษะการทำงานเป็นทีม ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา ทั้ง 6 ทักษะ มีแนวทางรวมทั้งสิ้น 102 แนวทาง 3) ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง พบว่า ทั้งโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</p> วัลลียา วาหะรักษ์, นันทพงศ์ หมิแหละหมัน, จิรศักดิ์ แซ่โค้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282274 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาองค์ประกอบของการบริหารสถานศึกษาด้วยแนวคิดการเพิ่มทักษะและ การเรียนรู้ใหม่ (Upskill and Reskill) ของโรงเรียนสังกัดเทศบาล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285144 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อการศึกษาความต้องการจำเป็นขององค์ประกอบการบริหารสถานศึกษาด้วยแนวคิดการเพิ่มทักษะและการเรียนรู้ใหม่ (Upskill and Reskill) ของโรงเรียนสังกัดเทศบาล วิธีดำเนินการวิจัย ศึกษาองค์ประกอบของการบริหารสถานศึกษาด้วยแนวคิดการเพิ่มทักษะและการเรียนรู้ใหม่ (Upskill and Reskill) ของโรงเรียนสังกัดเทศบาล โดยศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ตรวจสอบและยืนยันองค์ประกอบ และ วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นขององค์ประกอบการบริหารสถานศึกษาด้วยแนวคิดการเพิ่มทักษะและการเรียนรู้ใหม่ (Upskill and Reskill) ของโรงเรียนสังกัดเทศบาล ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบของการบริหารสถานศึกษาด้วยแนวคิดการเพิ่มทักษะและการเรียนรู้ใหม่ (Upskill and Reskill) ของโรงเรียนสังกัดเทศบาล ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ เรียงตามลำดับค่า PNI modified ดังนี้ 1) ด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลง (PNI modified = 0.142) 2) ด้านระบบจัดการการเรียนรู้ (PNI modified = 0.109) 3) ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (PNI modified = 0.091) 4) ด้านการเรียนรู้แบบร่วมมือ (PNI modified = 0.089) และ 5) ด้านการคิดแก้ปัญหาเชิงวิพากษ์ (PNI modified = 0.077)</p> วาสนา สมใจ, กฤษดา ผ่องพิทยา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285144 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนช่องแคบ-คีรีราษฎร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/280714 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนช่องแคบ-คีรีราษฎร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 และ 2) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนช่องแคบ-คีรีราษฎร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ประชากรและแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ ปีการศึกษา 2567 รวมทั้งสิ้น จำนวน 195 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์รายด้านเป็นแบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1.สภาพการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนช่องแคบ-คีรีราษฎร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยรวมและรายด้าน รวมเฉลี่ยอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ำ พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านที่ 4 ด้านการปรับทัศนคติ อยู่ในระดับ มากที่สุด รองลงมาคือ ด้านที่ 3 ด้านการปรับเนื้อหาในบทเรียน อยู่ในระดับ มากที่สุด ด้านที่ 2 ด้านการปรับวิธีการจัดการเรียนการสอน อยู่ในระดับ มาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านที่ 1 ด้านการสร้างโอกาสที่เทาเทียม อยู่ในระดับ มาก 2. แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียน ช่องแคบ - คีรีราษฎร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 พบว่า ควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม การปรับวิธีการสอนให้เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน การปรับเนื้อหาหลักสูตรให้สะท้อนถึงความหลากหลาย และการส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อความแตกต่างทางวัฒนธรรม ทั้งนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งสถานศึกษา ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การศึกษาพหุวัฒนธรรมสามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน</p> ศศิธร พลจร, นลธวัช ยุทธวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/280714 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283294 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร 2) เปรียบเทียบบทบาทผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาบทบาทผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูจำนวน 346 คน ได้มาวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู 6 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.97 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test F-test และการทดสอบความแตกต่างระหว่างคู่โดยใช้วิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) เปรียบเทียบบทบาทผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และขนาดสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) แนวทางการพัฒนาบทบาทผู้บริหารสถานศึกษา คือ สร้างเกณฑ์การประเมินที่ชัดเชนและโปร่งใส โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองร่วมตัดสินใจในการบริหารสถานศึกษา ส่งเสริมพัฒนาครูให้มีทักษะในการจัดการเรียนรู้ มีการปรับเปลี่ยนหลักสูตร และการวัดประเมินผลให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้และบริหารงานสถานศึกษาให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ</p> เวียงคำ วิจิตร, ดร.พิมล วิเศษสังข์, ศ.ดร.สมาน อัศวภูมิ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283294 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการนิเทศภายในแบบผสมผสานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครู โรงเรียนบ้านหนองหญ้าปล้อง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/280743 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการในการดำเนินงาน การนิเทศภายใน 2) พัฒนาครูให้มีสมรรถนะการนิเทศภายในแบบผสมผสานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครู และ 3) ประเมินความพึงพอใจในกระบวนการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการนิเทศภายใน แบบผสมผสานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครู โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการกับกลุ่มเป้าหมาย ครูโรงเรียนบ้านหนองหญ้าปล้อง จำนวน 4 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 แบบทดสอบ ความยากง่ายเท่ากับ 0.53 – 0.80 ค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.40 – 0.73 แบบสังเกตและแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิง พรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันในการดำเนินงานนิเทศภายใน ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การวางแผนการนิเทศ ( = 3.50) ด้านที่ต่ำที่สุดคือ การดำเนินการนิเทศ (=3.21) ครูมีความต้องการ พัฒนาการดำเนินงานนิเทศภายใน ด้านการดำเนินการนิเทศ มากที่สุด (PNI<sub>modified</sub> = 0.498) รองลงมาคือ ด้านการปรับปรุงแก้ไข (PNI<sub>modified</sub> = 0.406) 2) ผลการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการนิเทศภายใน พบว่า หลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรม จาก 20.00 เป็น 29.25 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .01 โดยมีผลการประเมินทักษะด้านการปรับปรุงแก้ไข มากที่สุด (=4.60) รองลงมาคือ ด้านการดำเนินการนิเทศ (=4.45) และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจ ทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งด้านที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านเนื้อหา (=4.71) รองลงมาคือ ด้านคู่มือการอบรม (=4.70) สะท้อนให้เห็นว่าเนื้อหาและคู่มือมีความชัดเจน สอดคล้องกับความต้องการ</p> ศศิธร สุขสงค์, พิชามญชุ์ สุรียพรรณ, ญาณิศา บุญจิตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/280743 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282982 <p>วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านงบประมาณ 2. ด้านบุคลากร 3. ด้านสื่อเทคโนโลยีและ 4. ด้านการบริหารจัดการ (2) เปรียบเทียบการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน ขนาดสถานศึกษา (3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาการระดมทรัพยากรทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ตัวอย่างใช้ในการวิจัย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 348 คน เป็นผู้บริหารสถานศึกษา 21 คน และครู 327 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2 แบบคือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 40 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและการทดสอบค่าเอฟ ทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีการทดสอบความแตกต่างของ เซฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1) การระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษาใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ ด้านการบริหารจัดการ รองลงมาคือ ด้านบุคลากร ด้านสื่อ เทคโนโลยี และด้านงบประมาณ ตามลำดับ 2) ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นต่อการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ จำแนกตามตำแหน่ง โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกัน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน</p> ศันทณีย์ แสงหล้า, นเรศ ขันธะรี, สมฤทัย เตาจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282982 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของกลุ่มโรงเรียนแม่ปะ – แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/280761 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของกลุ่มโรงเรียนแม่ปะ – แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 2) หาแนวทางพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของกลุ่มโรงเรียนแม่ปะ – แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 136 คน ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ 17 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมงานวิจัย เป็นแบบสอบถามประมาณค่าระดับ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.93 แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารโรงเรียนเป็นฐานของกลุ่มโรงเรียนแม่ปะ – แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าทุกด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าด้านอื่น คือ ด้านหลักการกระจายอำนาจ 2) ปัญหาการบริหารโรงเรียนเป็นฐาน พบว่ามีปัญหาอยู่ในระดับน้อย โดยด้านหลักการมีส่วนร่วม มีปัญหามากที่สุด 3) แนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนเป็นฐาน ควรประสานงานกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เสริมบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาในการระดมทรัพยากร พัฒนาคุณภาพการศึกษา ประชาสัมพันธ์แนวทางบริการ สร้างความเข้าใจเรื่องงบประมาณ และจัดทำรายงานผลการดำเนินงานเผยแพร่ต่อหน่วยงานต้นสังกัดและสาธารณชนอย่างเหมาะสม</p> ศิวาวุฒิ สีดาทอง, พฤฑฒิพล พฤฑฒิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/280761 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการสร้างความสัมพันธ์แบบมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283192 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของความสัมพันธ์แบบมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 และเขต 2 จำนวน 543 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ผลการวิจัยพบว่า ความสัมพันธ์แบบมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโดยรวมทั้งสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก สภาพปัจจุบันสูงสุดคือด้านบทบาทร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษา ส่วนสภาพที่พึงประสงค์สูงสุดคือด้านการประชาสัมพันธ์ ความต้องการจำเป็นสูงสุดคือด้านการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม และมูลนิธิ รองลงมาคือด้านการให้บริการชุมชน และการรับความช่วยเหลือสนับสนุนจากชุมชน ผลการวิจัยสะท้อนว่าโรงเรียนควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกมิติ โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายและองค์กรสนับสนุน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการศึกษาและการพัฒนาที่ยั่งยืน</p> สกุลรัตน์ กาจารี, ฐิติพร พิชญกุล, กันต์ฤทัย คลังพหล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283192 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนแม่ตาว-พระธาตุผาแดง อำเภอแม่สอด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/280925 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา และ<br />(2) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนแม่ตาว-พระธาตุผาแดง ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 7 คน ครูผู้สอน จำนวน 86 คน กลุ่มโรงเรียนแม่ตาว-พระธาตุผาแดง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 93 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed Methods Research) แบบ Consequently Mixed-Methods Research Design ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนแม่ตาว-พระธาตุผาแดง โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมาย มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการสอน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) แนวทางพัฒนาประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของโรงเรียน กำหนดทิศทางชัดเจน และให้บุคลากรมีส่วนร่วม (2) ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการสอน ประเมินและปรับหลักสูตรตามบริบท ส่งเสริมการวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัดเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ (3) ด้านการพัฒนาคุณภาพครู สนับสนุนการอบรม ดูงาน นิเทศ และสร้างขวัญกำลังใจ (4) ด้านการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ จัดสิ่งแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและเครือข่ายชุมชน ส่งเสริมการใช้สื่อและเทคโนโลยี (5) ด้านการนิเทศ ติดตามและประเมินผล ดำเนินการอย่างเป็นมิตร ต่อเนื่อง และนำผลไปใช้ปรับปรุงการสอนอย่างเป็นระบบ</p> สุรีย์รัตน์ นามดาว, จารุวรรณ แก่นทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/280925 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283735 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเหมาะสมขององค์ประกอบ จำนวน 9 คน ให้ระบุได้ได้มาของกลุ่มตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบตรวจสอบความเหมาะสมขององค์ประกอบ 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ด้านการมีจินตนาการ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านการทำงานเป็นทีม และด้านการมีความยืดหยุ่นและปรับตัว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพื้นฐาน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีองค์ประกอบ 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ด้านการมีจินตนาการ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านการทำงานเป็นทีม และด้านการมีความยืดหยุ่นและปรับตัว 2. ผลการตรวจสอบความเหมาะสมของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ภาพรวมขององค์ประกอบ 6 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังต่อไปนี้ ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการมีจินตนาการ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการมีความยืดหยุ่นและปรับตัว และด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล</p> สุวิมล โพธิ์กลิ่น, อดินันท์ แก้วนิล, จักรกฤษ จ่ารัตน์, อังคณา นาสา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283735 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผล การบริหารงานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสงขลา สตูล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283002 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล 2) ศึกษาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ข้าราชการครูที่ปฏิบัติงานด้านการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล ปีการศึกษา 2568 จำนวน 338 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยเทียบตารางสำเร็จรรูปของ Krejcie and Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามขนาดสถานศึกษา จากนั้นใช้วิธีสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับสลาก ค่าความเชื่อมั่นเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าเท่ากับ .979 ค่าความเชื่อมั่นเกี่ยวกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ มีค่าเท่ากับ .991 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r = .804**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> โสภาพิชญ์ พรายดัสถ์ , สุนทรี วรรณไพเราะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/283002 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 รายละเอียดประจำฉบับ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285711 รองศาสตราจารย์ ดร.จิณณวัตร ปะโคทัง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/285711 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำตนเองกับการบริหารสถานศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281379 <p> ในโลกยุคปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและหลายด้าน สถานศึกษาต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การปฏิรูปการศึกษา ความคาดหวังจากสังคมที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันที่สูง ตลอดจนเทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในการบริหารสถานศึกษา ผู้บริหารจึงควรเตรียมความพร้อมและตั้งรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน พร้อมปรับปรุงสิ่งที่บกพร่อง และพัฒนาพฤติกรรมให้เหมาะสม หากผู้บริหารสถานศึกษาสามารถพัฒนาตนเองให้มีภาวะผู้นำตนเองแล้ว จะเป็นพลังสำคัญร่วมกับผู้ร่วมงานในการขับเคลื่อนพันธกิจของสถานศึกษาให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย</p> รุ่งตะวัน พานน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281379 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบสมรรถนะองค์การเพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารงาน ของสถาบันอุดมศึกษา: แนวคิดและแนวปฏิบัติ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282438 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดและกระบวนการพัฒนารูปแบบสมรรถนะองค์การในบริบทสถาบันอุดมศึกษาไทย โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เชิงทฤษฎีและการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการอุดมศึกษายุคใหม่และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนำเสนอความหมายและประเภทสมรรถนะองค์การ ความสำคัญของสมรรถนะองค์การ องค์ประกอบหลักของสมรรถนะองค์การ แนวทางการพัฒนา และแนวทางการประยุกต์ใช้รูปแบบสมรรถนะในมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเน้นการวิเคราะห์กรณีศึกษาจากงานวิจัยและโมเดลสากล เช่น People Capability Maturity Model และ Value Chain Analysis ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการพัฒนารูปแบบสมรรถนะอย่างเป็นระบบเกิดจากระดับสมรรถนะระดับบุคคล องค์กร และการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีองค์ประกอบสมรรถนะที่เกิดจากความรู้ ทักษะ ความสามารถ และลักษณะเฉพาะอื่นๆ ที่สามารถเติมเต็มช่องว่างทางองค์ความรู้และเสนอแนะแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมที่สอดคล้องกับแนวคิด Value Chain ในมิติของการจัดการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ รวมทั้งวัฒนธรรมองค์กร กลยุทธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศ เสริมสร้างศักยภาพภายในองค์กรให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้มหาวิทยาลัยมีความคล่องตัวและสามารถแข่งขันได้ในระดับชาติและนานาชาติ ตลอดจนแนวทางการพัฒนารูปแบบสมรรถนะ ประกอบด้วยวิเคราะห์ความต้องการ พัฒนารูปแบบ ตรวจสอบและทดลองใช้ ประเมินผล และปรับปรุงรูปแบบ การประยุกต์ใช้สมรรถนะองค์การจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้บริหาร นักวิชาการ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาองค์กรของตน โดยเฉพาะช่วยยกระดับศักยภาพในการบริหารงานของมหาวิทยาลัยและสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืนซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อภาคอุดมศึกษา</p> ฐิตินันท์ พูลศิลป์, เอกรินทร์ สังข์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282438 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้แนวคิดภาวะผู้นำทางการเรียนรู้และภาวะผู้นำแบบร่วมมือ เพื่อการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282393 <p>บทความนี้มุ่งนำเสนอแนวคิด องค์ประกอบ และแนวทางการประยุกต์ใช้ภาวะผู้นำทางการเรียนรู้และภาวะผู้นำแบบร่วมมือเพื่อการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล โดยผู้บริหารต้องปรับตัวและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ยอมรับเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในกระบวนการบริหารในสถานศึกษาและรู้จักการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างหลากหลาย ในการบริหารสถานศึกษาจึงต้องอาศัยแนวคิดภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ ประกอบด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ การพัฒนาตนเอง การเรียนรู้ร่วมกัน การคิดสร้างสรรค์และมีทักษะในการปฏิบัติการ การจัดการสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ประยุกต์ใช้กับแนวคิดภาวะผู้นำแบบร่วมมือ ประกอบด้วยการสร้างสัมพันธภาพที่ดี การประสานความร่วมมือ การมีทักษะการสื่อสารที่ดี การสร้างความไว้วางใจ และการสร้างวิสัยทัศน์ร่วม ดังนั้นในการประยุกต์ใช้แนวคิดภาวะผู้นำทางการเรียนรู้และภาวะผู้นำแบบร่วมมือเพื่อการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล ปฏิบัติได้โดยการกําหนดวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างแรงบันดาลใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การทำงานเป็นทีมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล การส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์เทคโนโลยีดิจิทัล และการจัดการสภาพแวดล้อมเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้สถานศึกษาเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างมีคุณภาพ</p> ธีรภัทร คำทิ้ง, สายสุนีย์ งานดี, จักรพรรดิ ศิริวารินทร์, ณิรดา เวชญาลักษณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282393 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ : ชุมชนการเรียนรู้ที่มีพลัง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281704 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอ โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ School as Learning Community (SLC) โดยการนำแนวคิดมาพัฒนาโรงเรียนตามบริบทของชุมชน ให้คนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตนผ่านกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้มีความเข้มแข็งด้วยการเรียนรู้และความรู้ของชุมชน โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้เป็นแนวทางหนึ่งของการนำนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารโรงเรียน โดยมีการสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ร่วมกัน เด็กทุกคนได้รับสิทธิในการเรียนรู้ ความเสมอภาคและคุณภาพการเรียนรู้สูงขึ้น จากการศึกษา พบว่า แนวทางในการดำเนินงานโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ มีองค์ประกอบที่นำมาพัฒนาโรงเรียน ประกอบด้วย การเรียนรู้ร่วมกันผ่านกระบวนการศึกษาบทเรียน (Lesson Study) เพื่อนคู่หูเรียนรู้ (Peer) ระบบพี่เลี้ยงและโค้ช (Mentoring and Coaching) เรียนรู้ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมพลัง (Collaborative Learning) กระบวนการเปิดชั้นเรียนเพื่อการเรียนรู้ (Open Classroom) ให้บุคคลภายนอกได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชั้นเรียน สังเกตการจัดการเรียนเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันตามปรัชญาความเป็นสาธารณะตามแนวทางโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ SLC</p> มวลมาศ บึงราษฎร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/281704 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 อไจล์ในการบริหารสถานศึกษา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282337 <p>ยุค BANI ที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง ความวิตกกังวล ความไม่เป็นเส้นตรง และความเข้าใจยาก ทำให้การบริหารสถานศึกษาที่พึ่งพาแผนระยะยาวและขั้นตอนตายตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของครู ผู้ปกครอง นักเรียน และชุมชน บทความเชิงสังเคราะห์นี้เสนอแนวทางประยุกต์ “อไจล์” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและการตอบสนองของโรงเรียน โดยอาศัยการทบทวนแนวคิดอไจล์ บทเรียนจากการประยุกต์ใช้ และข้อจำกัดเชิงระบบของการศึกษาไทย ผลสรุปเสนอให้จัดตั้ง “ทีมข้ามสายงาน” เพื่อย่นวงจรงานและเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจ พร้อมข้อเสนอปฏิบัติ 8 ประเด็น ได้แก่ (1) การนำอไจล์สู่การบริหารสถานศึกษา โดยทดลอง ปรับใช้ และเรียนรู้ (2) การขยายอไจล์สู่องค์กรทั้งโรงเรียน (3) ประเมินระดับความเหมาะสมของอไจล์ (4) ภาวะผู้นำอไจล์ในสถานศึกษาที่สร้างความไว้วางใจ กระจายอำนาจ และรับฟัง (5) การวางแผน งบประมาณ ทบทวนแบบอไจล์ (6) โครงสร้างองค์กรและการบริหารบุคลากร (7) กระบวนการและเทคโนโลยีสนับสนุน และ (8) การปรับให้สอดคล้องบริบทโรงเรียน การเน้นงบประมาณแบบอไจล์ การประเมินผลรอบสั้น และการวัดผลที่มุ่ง “ผลลัพธ์และความสำเร็จของทีม” ช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ เสริมพลังความร่วมมือ และเพิ่มขีดความสามารถเชิงแข่งขันระยะยาวของสถานศึกษา</p> ฐิติกมลสิริ ลาโพธิ์, อรอุษา ปุณยบุรณะ, พัชราภา ตันติชูเวช , สุมิตร สุวรรณ, ทัศตริน วรรณเกตุศิริ, ศิริพร เครือทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/282337 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700