วารสารมหาจุฬาวิชาการ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA <p><img src="https://so04.tci-thaijo.org/public/site/images/suchaya09/20190826113420_A408E920-5F80-44CC-B986-0F59ADF90550.jpg" width="721" height="375" /></p> <p> วารสารมหาจุฬาวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการผลิตผลงานทางวิชาการและงานวิจัยด้านพระพุทธศาสนา เพื่อให้บริการทางวิชาการด้านพระพุทธศาสนาแก่สังคมเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดทางพระพุทธศาสนา เพื่อสนับสนุนให้เกิดวารสารทางวิชาการกลางของมหาวิทยาลัย ในการเผยแพร่บทความวิชาการ และบทความวิจัยแก่ผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และนิสิต นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ในมิติทางด้านศาสนาและปรัชญา พระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ ในขอบข่ายเนื้อหาสาขาวิชาสังคมวิทยา ศิลปศาสตร์และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong> </strong></p> en-US Suchaya998464@gmail.com (suchaya sirithanyaporn) supatharn@live.com (supatharn sudachan) Fri, 19 Dec 2025 12:35:08 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ส่วนหน้า https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/285480 สุชญา ศิริธัญภร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สุชญา ศิริธัญภร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/285480 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาคผนวก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/285482 <p>ภาคผนวก</p> สุชญา ศิริธัญภร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สุชญา ศิริธัญภร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/285482 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทวิพากษ์หนังสือ จากยุทธวิธี สู่ชัยชนะ ของ ดิง บัต ฮวาง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284791 <p>ในชีวิตที่เต็มไปด้วยความแข่งขัน&nbsp; ความสำเร้จไม่ได้มาโดยบังเอิญ&nbsp; ทุกก้าวย่างและทุกการตัดสินใจ ต้องอาศํยกุลยุทธ์ที่ชัดเจนและวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล” และหนังสือเล่มนี้&nbsp; เป็นการเดินทางเพื่อค้นพบหลักการและศิลปะที่จำเป็นสำหรับการเอาชนะ&nbsp; ความท้ายทายและก้าวไปสู่งสุดสูงสุดของความสำเร็จ</p> สุชญา ศิริธัญภร; สุภฐาน สุดาจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 supatharn sudachan https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284791 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งของพระครูสุจิณนันทกิจ: กรณีศึกษา ชุมชนบ้านโป่งคำ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/282626 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (๑) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและบริบทของชุมชนบ้านโป่งคำ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน (๒) เพื่อศึกษากระบวนการสร้างชุมชนเข้มแข็ง ของชุมชนบ้านโป่งคำ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน (๓) เพื่อศึกษาบทบาทการสร้างชุมชนบ้านโป่งคำ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่านให้เข้มแข็งของพระครูสุจิณนันทกิจ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาข้อมูลจากเอกสารและภาคสนาม รวบรวมข้อมูลการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน ๒๓ คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการพรรณนาเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาวิจัย พบว่า สภาพปัญหาของชุมชนบ้านโป่งคำ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน มีปัญหาที่เกิดขึ้นหลายด้าน ดังนี้ (๑) ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (๒) ปัญหาด้านอาชีพ รายได้ และเศรษฐกิจชุมชน (๓) ปัญหาด้านอาชีพ รายได้ และเศรษฐกิจชุมชน (๔) ปัญหาหนี้สินและความมั่นคงทางการเงิน (๕) ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค (๖) ปัญหาด้านสังคม ผู้นำ และการมีส่วนร่วม และ (๗) ปัญหาด้านพฤติกรรมสังคม ยาเสพติด และเยาวชน, บริบทของชุมชนบ้านโป่งคำ เป็นชุมชนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม มีทิวเขาสลับซับซ้อนและความเงียบสงบที่เป็นเอกลักษณ์ วิถีชีวิตของชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงยึดโยงกับธรรมชาติและการพึ่งพาตนเองในรูปแบบดั้งเดิม โดยมีอาชีพหลักคือเกษตรกรรม การเลี้ยงสัตว์ และการทำไร่ ประชากรส่วนใหญ่ในชุมชนมีความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติ ผีบรรพบุรุษ และยังคงยึดมั่นในศาสนาพุทธอย่างแน่นแฟ้น &nbsp;กระบวนการสร้างชุมชนเข้มแข็งของชุมชนบ้านโป่งคำ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน คือการพัฒนาชุมชนบ้านโป่งคำจากความร่วมมือระหว่างผู้นำและประชาชน โดยเน้นสร้างความเชื่อมั่น ความสามัคคี และทัศนคติที่ดีต่อกัน พร้อมส่งเสริมการพึ่งตนเองผ่านอาชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่น พระครูสุจิณนันทกิจมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชนบ้านโป่งคำอย่างรอบด้าน โดยใช้วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ จัดการอบรม สร้างสร้างระบบคิดใหม่เพื่อความยั่งยืน เป็นผู้นำในการประสานความร่วมมือ ส่งเสริมความสามัคคี และพัฒนาภูมิคุ้มกันทางจิตใจของชุมชน ดังนี้ (๑) ด้านเศรษฐกิจ (๒) ด้านสังคม (๓) ด้านวัฒนธรรม และ (๔) ด้านสิ่งแวดล้อม</p> พระมหาพัฒนพงศ์ ภาณุวํโส (ตั้งกฤษณวินนท์) , พระราชนันทวัชรบัณฑิต, พระปลัดกิตติศักดิ์ กนฺตสีโล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พระมหาพัฒนพงศ์ ภาณุวํโส (ตั้งกฤษณวินนท์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/282626 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสืบสรรค์ผญาร่วมสมัยในเฟซบุ๊กแฟนเพจ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/282782 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบ เนื้อหา และแนวคิดของบทผญาร่วมสมัยในเฟซบุ๊กแฟนเพจ และ (๒) วิเคราะห์การสืบสรรค์ผญาร่วมสมัยในเฟซบุ๊กแฟนเพจ “ผญานวกะ” โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและบทผญาที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์จากเพจผญานวกะ จำนวน&nbsp; 353 บท การวิเคราะห์อาศัยแนวคิดเรื่องการสืบสรรค์วรรณกรรมและแนวคิดวรรณกรรมร่วมสมัยมาเป็นกรอบการศึกษา นำเสนอข้อมูลแบบพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบผญาที่ปรากฏในเพจ “ผญานวกะ” ได้แก่ โคลงสาร กลอนอีสาน กลอนแปด และร่าย ผญาส่วนใหญ่ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย มีความไพเราะ และเข้ากับชีวิตจริงของผู้อ่านในยุคปัจจุบัน เนื้อหาของบทผญา แบ่งได้ 3 ประเภท ได้แก่ ผญาเกี้ยว ผญาอวยพร และผญาสอน สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต และภูมิปัญญาของชาวอีสาน ที่ยังคงความหมายและคุณค่าเดิมไว้ แม้จะอยู่ในบริบทสังคมสมัยใหม่ ส่วนแนวคิดของบทผญาร่วมสมัย ไม่เพียงแต่สืบทอดรูปแบบทางวรรณกรรมแต่ยังสะท้อนมุมมองทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมร่วมสมัยของคนอีสาน (๒) ผลการวิเคราะห์การสืบสรรค์ของบทผญาร่วมสมัย พบว่ามีการสืบสรรค์ ๓ ประเภท คือ ๑) การสืบสรรค์ด้านรูปแบบ มีลักษณะการสืบสรรค์ ได้แก่ การสืบสรรค์รูปแบบจำนวนพยางค์ไม่เคร่งครัด การสืบสรรค์รูปแบบไม่บังคับจำนวนบาทและจำนวนบท และ การสืบสรรค์รูปแบบการสรรคำ มีการใช้คำซ้ำเพื่อเน้นย้ำและสร้างจังหวะเพื่อสื่อความหมาย ๒) การสืบสรรค์ด้านเนื้อหา มีลักษณะการสืบสรรค์ ได้แก่ การสืบสรรค์ผญาผ่านการใช้จินตภาพเดิมในบริบทใหม่ การสืบสรรค์ผ่านการดัดแปลงเพื่อสื่อสารความหมายใหม่ การสืบสรรค์ผญาด้วยการนำตัวบทเดิมมาแต่งใหม่ด้วยวิธีการล้อเลียน และการสืบสรรค์ผญาด้วยการนำตัวบทเดิมมาอ้างหรือพาดพิงเพื่อให้เข้ากับค่านิยมหรือบริบทสมัยใหม่ และ ๓) การสืบสรรค์ด้านแนวคิด ได้แก่ การสืบสรรค์แนวคิดร่วมสมัยในเวลาปัจจุบัน การสืบสรรค์แนวคิดในเหตุการณ์ การสืบสรรค์ในรูปแบบ การสืบสรรค์ในเนื้อหา &nbsp;และการสืบสรรค์ในแนวคิด การสืบสรรค์ผญาร่วมสมัยสะท้อนถึงกระบวนการสืบทอดและพัฒนาอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นให้ยึดโยงกับสังคมร่วมสมัย รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการสืบสานทางวัฒนธรรมที่มีทั้งการคงรูปแบบดั้งเดิมและการประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยเป็นหลักฐานทางวรรณกรรมที่ชี้ให้เห็นว่า ผญาอีสานยังมีชีวิต และสามารถพัฒนาเป็นสื่อสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและโลกยุคใหม่</p> พัชรินทร์ญา นุ่นภูบาล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พัชรินทร์ญา นุ่นภูบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/282782 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการกู้ชีพและบรรเทาสาธารณภัยเชิงพุทธบูรณาการ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/281714 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (๑) ศึกษาการดำเนินการกู้ชีพและบรรเทาสาธารณภัย ขององค์กรกู้ชีพและบรรเทาสาธารณภัย (๒) บูรณาการหลักพุทธธรรมและบทบาทพระสงฆ์สาธารณสงเคราะห์ ส่งเสริมการกู้ชีพและบรรเทาสาธารณภัย และ (๓) เสนอรูปแบบการกู้ชีพและบรรเทาสาธารณภัยเชิงพุทธบูรณาการ ศึกษาวิจัยแบบคุณภาพภาคสนาม ด้วยข้อมูลเอกสารปฐมภูมิและทุติยภูมิ เช่น คัมภีร์พระไตรปิฎก คัมภีร์วิสุทธิมรรค หนังสิอ เอกสารวิจัยและวิชาการ และภาคสนามจังหวัดน่าน สัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคล กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักคือพระสังฆาธิการและผู้แทนองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการกู้ชีพและบรรเทาสาธารณภัยทั้งภาครัฐและเอกชน รวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด วิเคราะห์เนื้อหา นำไปสู่การพัฒนารูปแบบการกู้ชีพและบรรเทาสาธารณภัยบูรณาการหลักพุทธธรรมและบทบาทของพระสงฆ์สาธารณสงเคราะห์ แล้วทดสอบรูปแบบที่ได้ด้วยเทคนิคการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (๑) องค์กรกู้ชีพและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินการและปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในภาวะฉุกเฉินแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิต ภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ และพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ต้องได้รับอนุมัติเป็นหน่วยปฏิบัติการแพทย์ บุคลากรชุดปฏิบัติการฉุกเฉินต้องผ่านการอบรมตามมาตรฐานการแพทย์ฉุกเฉิน (๒) เจตนาหรือกรรม ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นเจตสิกคือธรรมประกอบกับจิตที่บูรณาการเข้ากับเจตนาและช่วยครองตน ครองคน ครองงาน และครองการปฏิบัติงานให้ผู้ดำเนินการและปฏิบัติงานกู้ชีพและบรรเทาสาธารณภัย เช่น หิริโอตตัปปะ ภาวนา ๔ พรหมวิหาร ๔ อิทธิบาท ๔ สังคหวัตถุ ๔ ฆราวาสธรรม ๔ อริยทรัพย์ ๗ มรณานุสติ โยนิโสมนสิการ หลักพุทธธรรมเจตนา ๓ คือ บุพเจตนา มุญจนเจตนา และอปรเจตนา รวมถึงการสงเคราะห์ด้านวัตถุและจิตใจของพระสงฆ์สาธารณสงเคราะห์ เป็นแนวทางเดียวกันและสามารถบูรณาการเข้ากับการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยแบบองค์รวมเพื่อความปลอดภัยอย่างยั่งยืน ด้วยหลักการ 2P2R (Preparedness, Prevention and Mitigation, Response, Recovery) คือการเตรียมพร้อมและป้องกันลดผลกระทบก่อนเกิดเหตุ การเผชิญเหตุขณะเกิดเหตุ และการเยียวยาฟื้นฟูหลังเกิดเหตุสาธารณภัย (๓) รูปแบบการกู้ชึพและบรรเทาสาธารณภัยเชิงพุทธบูรณาการเป็นรูปแบบเชิงแผนผังของความสัมพันธ์ การประสานงาน และการทำงานร่วมกันในการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยแบบองค์รวมด้วยแนวทาง 2P2R กับหลักพุทธธรรมเจตนาหรือกรรมทั้งกาย วาจาและใจ ร่วมกับหิริโอตตัปปะ และสติสัมปชัญญะ ที่เป็นแกนกำกับพฤติกรรม โดยบุพเจตนา มุญจนเจตนา และอปรเจตนา ร่วมกับบทบาทพระสงฆ์สาธารณสงเคราะห์และพระคิลานุปัฏฐาก ทั้งภาวะปกติและภาวะวิกฤต บูรณาการเข้ากับเจตนาของผู้ที่ดำเนินการและปฏิบัติงานกู้ชีพและบรรเทาสาธารณภัย ทั้งในขณะก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุสาธารณภัย</p> รัชพล ศิริรัตน์พิริยะ, พระปัญญาวัชรบัณฑิต, พระมหาอดิเดช สติวโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 รัชพล ศิริรัตน์พิริยะ; พระปัญญาวัชรบัณฑิต, รศ.ดร., พระมหาอดิเดช สติวโร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/281714 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศนอร์เวย์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/281980 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา สาเหตุ อุปสรรค และความต้องการด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศนอร์เวย์ (๒) เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่นำมาใช้ในการพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศนอร์เวย์ และ (๓) เพื่อนำเสนอรูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่เหมาะสมในประเทศนอร์เวย์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๓ กลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งสิ้นจำนวน ๑๖ รูป/คน ผลการวิจัยพบว่า สภาพการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศนอร์เวย์ในปัจจุบันเผยแผ่ผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่ เผยแผ่ผ่านการจัดสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ผ่านบุคคลคือพระสงฆ์และธรรมทูตคฤหัสถ์ ผ่านกิจกรรมทางศาสนากิจกรรมเพื่อสังคม และการเผยแผ่ผ่านสื่อ ปัจจัยสำคัญที่นำมาใช้ในการพัฒนารูปแบบการเผยแผ่ คือ การใช้หลักสานเสวนา (Dialogue) และการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) </p> <p> องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยคือรูปแบบการเผยแผ่ “NORDLIGHT Model” ซึ่งประกอบด้วย ๑.(N) ระบบเครือข่ายการเผยแผ่ที่มีประสิทธิภาพ ๒.(O) พระสงฆ์ผู้เผยแผ่เชิงรุก ๓.(R) คฤหัสถ์ที่มีความสามารถ ๔.(D) กระบวนการสานเสวนา ๕.(L) การจัดกิจกรรมเรียนรู้ที่เหมาะสม ๖.(I) การบูรณาการสื่อธรรมะให้เหมาะสมกับท้องถิ่น ๗.(G) การสร้างบรรยากาศและสถานที่ให้เหมาะสม และ ๘.(T) การใช้กระบวนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง </p> ทินวัฒน์ จันทปัญโญ (สุขสง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พระทินวัฒน์ จันทปัญโญ (สุขสง) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/281980 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประเมินประสิทธิผลของโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมทักษะสมอง ของผู้เรียนและพัฒนาสมองด้วยวินัยเชิงบวก EF. (Executive Function) โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลบ้านปล้อง: การประยุกต์ใช้แนวคิด การประเมิน 4 ระดับ ของ Kirkpatrick https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283194 <p> การวิจัยครั้งนี้ เป็นการประเมินประสิทธิผลของโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมทักษะสมองของผู้เรียนและพัฒนาสมองด้วยวินัยเชิงบวก EF. (Executive Function) โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลบ้านปล้อง: การประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมิน 4 ระดับ ของ Kirkpatrick โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อประเมินปฏิกิริยาตอบสนอง 2) เพื่อประเมินการเรียนรู้ 3) เพื่อประเมินพฤติกรรมและ 4) เพื่อประเมินผลลัพธ์ โดยกลุ่มผู้เข้าอบรมเป็นครูระดับปฐมวัย จำนวน 5 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 84 คน รวม 89 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและแบบประเมิน จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ 1) แบบประเมินปฏิกิริยาตอบสนอง 2) แบบประเมินการเรียนรู้ 3) แบบประเมินพฤติกรรม และ 4) แบบประเมินผลลัพธ์ สถิติที่ใชในกาวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t (Paired t-test)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการประเมินปฏิกิริยาตอบสนอง ผู้เข้ารับการอบรมในภาพรวมมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด (Mean = 3.90, SD = 0.30) 2) ผลการประเมินการเรียนรู้ก่อนและหลังเข้ารับการอบรม คะแนนเฉลี่ยหลังการอบรม (Mean = 33.7, SD = 5.4) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (t = -5.76, p &lt; .001) 3) ผลการประเมินพฤติกรรมก่อนและหลังการอบรม คะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมทุกข้อหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) และ 4) ผลการประเมินผลลัพธ์ พบว่า ทักษะด้านต่าง ๆ ในทุกกลุ่มอยู่ในระดับสูง มีค่าเฉลี่ย ระดับ 3.4 ขึ้นไป</p> จตุพล โนมณี; ธิดาวัลย์ อุ่นกอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 จตุพล โนมณี; ธิดาวัลย์ อุ่นกอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283194 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการลดโทสจริตด้วยการเจริญเมตตาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/281668 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษาสภาวะโทสจริตในจิตใจและการฝึกปฏิบัติตามแนวทางพุทธศาสนาที่นำไปสู่การลดโทสและเพิ่มเมตตาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (๒) เพื่อวิเคราะห์บทเรียนกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของการให้หลักเมตตาในการลดโทสจริตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และ (๓) เพื่อนำเสนอรูปแบบการลดโทสจริตด้วยการเจริญเมตตาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยใช้วิธีการแบบผสานวิธี คือใช้วิธีการเชิงปริมาณและคุณภาพกลุ่มผู้ให้ข้อมูลคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน ๔๖ คน ระยะเวลา ๕ วันเครื่องมือคือการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มกิจกรรมเพื่อลดโทสจริตด้วยหลักการเจริญเมตตาและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการสรุปผลแบบวิเคราะห์เนื้อหาและเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สภาวะโทสจริตในจิตใจและการฝึกปฏิบัติตามแนวทางพุทธศาสนาที่นำไปสู่การลดโทสและเพิ่มเมตตาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่าต้นเหตุของโทสในนักเรียนเกิดจากการยึดติดในตัวตนและสิ่งที่ให้คุณค่าเมื่อถูกกระทบกระเทือนทางกาย วาจา หรือจิตใจ ทำให้เกิดความไม่พอใจและโกรธ การลดความโกรธของนักเรียนโดยการฝึกเมตตาผ่านกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมช่วยให้จิตใจสงบ ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ช่วยลดความโกรธและส่งเสริมสุขภาพจิตในนักเรียน ส่วนผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าการสอนหลักเมตตาช่วยลดโทสจริตและพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในนักเรียนมัธยมปลายอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนรวมก่อนและหลังกิจกรรมต่างกัน ๒.๕๒๓ (p = ๐.๐๐๒) โดยเฉพาะเพศหญิงมีความเปลี่ยนแปลงชัดเจน (๓.๓๘๕, p = ๐.๐๐๔) ส่วนเพศชายแม้คะแนนต่างกัน (๑.๘๗๔) แต่ไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p = ๐.๑๘๓) ทั้งนี้ นักเรียนส่วนใหญ่แผ่เมตตาแก่ผู้ใกล้ชิดมากกว่าการแผ่เมตตาในระดับที่ไม่มีเงื่อนไข สะท้อนว่าเมตตายังขึ้นกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม รูปแบบการลดโทสจริตด้วยการเจริญเมตตาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย คือ โมเดล “BSEP” ซึ่งประกอบด้วย ๔ ด้านคือ (๑) (B) (Buddha’s Dhamma) ด้านหลักธรรมะของพระพุทธเจ้า มีการฝึกเมตตาผ่านการกระทำ เช่น การให้ทาน ใส่บาตร ช่วยเหลือสัตว์ และแบ่งปันสิ่งของเพื่อลดความโกรธและเสริมสร้างความเมตตา (๒) (S) (Smile) ด้านการสร้างรอยยิ้ม มีการใช้ภาษาสุภาพ การพูดไพเราะ และปลอบโยนเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี ลดโทสและเสริมความสุข (๓) (E) (Emotion) ด้านการจัดการรักษาอารมณ์ มีการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความโกรธวิเคราะห์สาเหตุ และฝึกจัดการอารมณ์เชิงบวก (๔) ด้านการสร้างพลังบวก (P) (Positive Thinking)</p> ปวริศร์ ปวริสฺสโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พระปวริศร์ ปวริสฺสโร ญาณศิริ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/281668 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 คัมภีร์ใบลานกัณฑ์ทศพรฉบับวัดพระธาตุจอมพริกอำเภอท่าวังผา และฉบับวัดโป่งคำอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน: การปริวรรต การแปล และการเปรียบเทียบ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/282628 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (๑) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของคัมภีร์ใบลานกัณฑ์ทศพรฉบับวัดพระธาตุจอมพริกอำเภอท่าวังผาและฉบับวัดโป่งคำอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน (๒) เพื่อปริวรรตและแปลคัมภีร์ใบลานกัณฑ์ทศพรฉบับวัดพระธาตุจอมพริกอำเภอท่าวังผาและฉบับวัดโป่งคำอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน (๓) เพื่อเปรียบเทียบคัมภีร์ใบลานกัณฑ์ทศพรฉบับวัดพระธาตุจอมพริกอำเภอท่าวังผาและฉบับวัดโป่งคำอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นการวิจัยเชิงคัมภีร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการพรรณนาเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ด้านประวัติความเป็นมา คัมภีร์ใบลานกัณฑ์ทศพรฉบับวัดพระธาตุจอมพริก จารเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๓ จารโดยหนานเตจา มีอายุได้ ๑๐๕ ปี หน้าลาน ๔ กว้าง ๔.๕ เซนติเมตร ยาว ๔๕ เซนติเมตร หนา ๑.๕ เซนติเมตร มี ๘ ใบ ๒๐ หน้าลาน คัมภีร์ใบลานกัณฑ์ทศพรฉบับวัดโป่งคำ จารลงบนใบลานจารโดยพระบุญรัตน์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๖ อายุ ๑๒๒ ปี หน้าลาน ๕ กว้าง ๕ เซนติเมตร ยาว ๔๗ เซนติเมตร มี ๑๒ ใบ ๒๔ หน้าลาน ด้านปริวรรตและแปล คัมภีร์ใบลานกัณฑ์ทศพรฉบับวัดพระธาตุจอมพริก มีต้นฉบับใบลานจำนวน ๒๐ หน้า ผู้วิจัยปริวรรตและแปลได้ ๑๗ หน้า คัมภีร์ใบลานกัณฑ์ทศพรฉบับวัดโป่งคำ มีต้นฉบับใบลานจำนวน ๒๔ หน้า ผู้วิจัยปริวรรตและแปลได้ ๑๙ หน้า ดังที่ปรากฏในบทที่ ๓ ด้านการเปรียบเทียบ ผู้วิจัยเปรียบเทียบคัมภีร์ใบลานทั้งสองฉบับในประเด็น ๔ ด้าน ดังนี้ (๑) ด้านรูปลักษณ์และการนำไปใช้ ลายมือในการจารอักขระฉบับของวัดพระธาตุจอมพริกสวยและอ่านง่ายกว่าฉบับของวัดโป่งคำ คัมภีร์ใบลานทั้งสองฉบับไม่ค่อยได้นำมาใช้ในการเทศน์ (๒) ด้านโครงสร้างและเนื้อหาหลัก ทั้งสองฉบับ มีบทอุเทสที่เหมือนกัน โดยกล่าวแสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้า (๓) ด้านหลักธรรมที่แทรกอยู่ในคัมภีร์ทั้งสองฉบับ มีหลักธรรมที่แทรกอยู่ในคัมภีร์คล้ายกัน คือ&nbsp; หลักแห่งกรรม หลักพรหมวิหาร ๔ หลักการไม่ประมาท (๔) ด้านรสวรรณคดีในคัมภีร์ทั้งสองฉบับมีรสวรรณคดี ๔ รส คือ คือ ๑) เสาวรจนี โดยการชมโฉมพระนางผุสดีว่าเป็นสตรีที่งดงาม ๒) นารีปราโมทย์&nbsp; โดยพระเจ้าสญชัยแสดงความรักต่อพระนางผุสดี และ ๓) สัลลาปังคพิสัย โดยพระนางผุสดีแสดงความเห็นใจต่อบุตรธิดกาและอาณาประชาราษฎร์&nbsp; ๔) รสวรรณคดีด้านสันทัดโวหาร หมายถึง การใช้ถ้อยคำถ่ายทอดความคิดหรือคติธรรมอย่างชัดเจนและมีพลัง เช่น ตอนที่พระนางผุสดีมีพระประสงค์จะโปรดสัตว์ด้วยการสร้างโรงทาน ๕) คัมภีร์กับพระไตรปิฎกและอรรถกถา</p> พระมหาสราวุธ ธมฺมวุฑฺโฒ (ดีปินตา), พระราชนันทวัชรบัณฑิต ณ น่าน, ชำนาญ เกิดช่อ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พระมหาสราวุธ ธมฺมวุฑฺโฒ (ดีปินตา), พระราชนันทวัชรบัณฑิต ณ น่าน, ชำนาญ เกิดช่อ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/282628 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการการเสริมสร้างกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ จังหวัดสมุทรปราการ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/282826 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (๑) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดสมุทรปราการ (๒) เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมในการเสริมสร้างกิจการคณะสงฆ์ และ (๓) เพื่อพัฒนาแบบจำลอง DHARMA-๖ สำหรับพุทธบูรณาการในการเสริมสร้างกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก <br />(In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๑๔ รูป/คน และ การอภิปรายกลุ่ม (Focus Group Discussion) จำนวน ๑๓ รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) <br />เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้และพัฒนาแบบจำลองให้ม่สำหรับการบริหารกิจการคณะสงฆ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (๑) สภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ผลการศึกษาพบว่า กิจการคณะสงฆ์ทั้ง ๖ ด้าน ได้แก่ ๑) การปกครอง ๒) ศาสนศึกษา ๓) การเผยแผ่ ๔) สาธารณูปการ ๕) ศึกษาสงเคราะห์ และ ๖) สาธารณสงเคราะห์ มีความแตกต่างในการบูรณาการ โดยด้านสาธารณสงเคราะห์มีความเข้มแข็งที่สุด ขณะที่ด้านศาสนศึกษายังคงกระจายตัวเป็นจุด ๆ และยังขาดการเชื่อมโยงเชิงระบบในระดับจังหวัด <br />ทำให้ภาพรวมยังไม่บรรลุเอกภาพและประสิทธิภาพสูงสุด (๒) หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการบริหาร พระสังฆาธิการได้บูรณาการหลักพุทธธรรมกับการบริหารในแต่ละด้านอย่างเป็นระบบ ได้แก่ อปริหานิยธรรม ๗ การสร้างเอกภาพและความยั่งยืนในด้านปกครอง ไตรสิกขา ๓ พัฒนาศาสนศึกษาและสร้างศาสนทายาทคุณภาพ สังคหวัตถุ ๔ สนับสนุนการศึกษาสงเคราะห์และสร้างเครือข่ายสังคม พุทธวิธีการสอน เสริมสร้างประสิทธิภาพการเผยแผ่ พรหมวิหาร ๔ พัฒนาการบริหารงานสาธารณูปการด้วยเมตตาและกรุณา สาราณียธรรม ๖ ส่งเสริมความสามัคคีในการสาธารณสงเคราะห์ (๓) ๓. แบบจำลอง DHARMA-๖ Model ผลการวิจัยได้พัฒนา DHARMA-๖ Model เพื่อเป็นกรอบแนวคิดสำหรับพุทธบูรณาการการเสริมสร้างกิจการคณะสงฆ์ ประกอบด้วย ๖ องค์ประกอบหลัก ดังนี้ D – Dhamma Integration → การบูรณาการหลักพุทธธรรมเข้าสู่ระบบการบริหารกิจการคณะสงฆ์ H – Holistic Development → การพัฒนากิจการคณะสงฆ์ทั้ง ๖ ด้านอย่างสมดุล A – Administrative Leadership → การเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงพุทธของพระสังฆาธิการ R – Religious Education → การสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพด้วยหลักไตรสิกขา M – Management Innovation → การพัฒนากลไกการบริหารให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและยั่งยืน A – Alliance Collaboration → การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์ ชุมชน ภาครัฐ และเอกชน หัวใจสำคัญของ DHARMA-๖ Model คือแนวคิด “สร้างคนก่อนสร้างวัตถุ” โดยยึดหลักไตรสิกขาเป็นรากฐานในการผลิตศาสนทายาทที่มีคุณภาพ และขับเคลื่อนด้วยกลไกการปกครองที่อาศัยอปริหานิยธรรมเพื่อพัฒนากิจการคณะสงฆ์ให้เกิดเอกภาพ ความเข้มแข็ง และยั่งยืน</p> <p> </p> พระวชิรธรรมวิธาน (สมนึก สมาหิโต) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Phravachirathamvithan Sommuk Samahito, Phra Dhammavajirapanyajarn (Thiab Siriñāṇo) Phra Dhammavajirapanyajarn (Thiab Siriñāṇo), Kritsana Raksachom https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/282826 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์กลวิธีการใช้โวหารภาพพจน์ที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรค https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/282883 <p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษาแนวคิดโวหารภาพพจน์ (๒) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาโครงสร้างและเนื้อหาของคัมภีร์วิสุทธิมรรค (๓) เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการใช้โวหารภาพพจน์ที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงเอกสาร Documentary Research โดยศึกษาจากคัมภีร์คัมภีร์วิสุทธิมรรค และหนังสือที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า โวหารภาพพจน์เป็นกลวิธีทางภาษาที่ช่วยสร้างอารมณ์ จินตภาพ และความหมายที่ลึกซึ้ง ทำให้การสื่อสารมีความชัดเจน มีอรรถรส และเข้าถึงผู้ฟังหรือผู้อ่านได้ง่ายขึ้น โวหารภาพพจน์ที่ปรากฏแบ่งได้เป็น ๙ ประเภท ได้แก่ อุปมา อุปลักษณ์ บุคลาธิษฐาน อติพจน์ สัทพจน์ นามนัย ปรพากย์ สัญลักษณ์ และอวพจน์ โดยการใช้โวหารภาพพจน์เหล่านี้ ต้องสัมพันธ์กับบริบท เพื่อสร้างภาพและอารมณ์ที่สอดคล้องกับคำสอน ในเชิงประยุกต์ โวหารภาพพจน์สามารถนำไปใช้ในงานเขียน วรรณคดี การพูด และการสื่อสาร โดยเฉพาะในวรรณกรรมพระพุทธศาสนา ช่วยถ่ายทอดหลักธรรมเชิงลึกให้เข้าใจง่ายและในวรรณกรรมไทยช่วยเพิ่มความงามและคุณค่าทางอารมณ์ จึงนับว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ที่ทำให้เนื้อหามีชีวิตชีวาและทรงพลังการศึกษาคัมภีร์วิสุทธิมรรค พบว่าเป็นผลงานสำคัญของพระพุทธโฆสาจารย์ แต่งขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ เพื่อเป็นคู่มือปฏิบัติธรรมแก่พระภิกษุและพุทธศาสนิกชน โดยมีโครงสร้างครอบคลุมไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา รวม ๒๓ ปริจเฉท เนื้อหามุ่งอธิบายการฝึกกาย วาจา จิต และการเจริญปัญญาเพื่อบรรลุวิมุตติ ด้วยการใช้ร้อยแก้วและร้อยกรองอย่างเป็นระบบ ทำให้คัมภีร์วิสุทธิมรรคนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “คัมภีร์แม่บทแห่งการฏิบัติ” ผลการวิเคราะห์กลวิธีโวหารภาพพจน์ พบว่ามีการใช้รวม ๒๐๓ ครั้ง โดยเด่นชัดที่เกี่ยวกับศีล สมาธิ และปัญญา ๕ ประเภท คือ อุปมา อุปลักษณ์ ปฏิพจน์ อติพจน์ และบุคลาธิษฐาน ซึ่งพบมากที่สุดในหมวดศีล รองลงมาคือหมวดสมาธิ และหมวดปัญญา การใช้โวหารภาพพจน์เหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มคุณค่าทางภาษา กระตุ้นจินตนาการ และทำให้เนื้อหาที่ซับซ้อนเข้าใจง่ายขึ้น นอกจากนี้งานวิจัย<br />ยังได้พัฒนา R.I.C.E.S. Model เป็นองค์ความรู้ใหม่ในการอธิบายกระบวนการสื่อสารเชิงโวหาร ประกอบด้วย ๕ ขั้นตอน ได้แก่ (๑) R – การบูรณาการโวหาร (๒) I – การสร้างภาพในจิต (๓) C – การกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ (๔) E – การสร้างอารมณ์ร่วม (๔) S – การใช้สัญลักษณ์ทำให้เข้าใจง่าย โมเดลนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในด้านการเรียนการสอน การวิจัย การเผยแผ่ธรรมะ การปฏิบัติธรรม และนวัตกรรมดิจิทัล</p> <p> โดยสรุป การใช้โวหารภาพพจน์ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคไม่เพียงช่วยถ่ายทอดหลักธรรมให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงผู้เรียน แต่ยังเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับการสื่อสารและการปฏิบัติธรรมในปัจจุบันทำให้พระพุทธศาสนามีชีวิตชีวา และนำผู้ปฏิบัติไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือความหลุดพ้น</p> พระมหาวุฒิไกร แจ่มพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พระมหาวุฒิไกร แจ่มพันธ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/282883 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/282896 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (๑) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑ (๒) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑ ใช้การวิจัยแบบผสมวิธี โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากครู จำนวน ๓๒๙ คน ด้วยแบบสอบถามความคิดเห็น วิเคราะห์ด้วยสถิติแบบบรรยาย คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๗ คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (๑) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก วิเคราะห์รายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการสร้างบรรยากาศ รองลงมาได้แก่ ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ และค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านการมีวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนแปลง (๒) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑ ประกอบด้วยรายการปฏิบัติ ๒๘ รายการ โดยแบ่งเป็น ๕ ด้าน ดังนี้ ด้านที่ ๑ ด้านการมีวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนแปลง มี ๖ รายการ เช่น ผู้บริหารต้องกำหนดเป้าหมายวิสัยทัศน์ให้ชัดเจนและมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของแก่บุคลากร ๒. ด้านการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม มี ๕ รายการ เช่น ผู้บริหารเปิดพื้นที่ให้บุคลากรและชุมชนเสนอความคิดเห็น เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมจากภายในและภายนอกองค์กร ๓. ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ มี ๕ รายการ เช่น<strong> </strong>ผู้บริหารต้องเป็นต้นแบบในการริเริ่มสิ่งใหม่และแสดงให้เห็นผ่านการลงมือทำจริงเพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่ครู ๔. ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มี ๖ รายการ เช่น ผู้บริหารต้องจัดลำดับความสำคัญ โดยการวิเคราะห์ความคุ้มค่า และความจำเป็น ในการลงทุนด้านเทคโนโลยี ๕. ด้านการสร้างบรรยากาศองค์กรนวัตกรรม มี ๖ รายการ เช่น<strong> </strong>ผู้บริหารต้องส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก ที่เน้นความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และการมีส่วนร่วม และการแสดงความชื่นชมในความพยายามของครูอย่างจริงใจ</p> ตวงทอง ชาญกิจกรรณ์, วีรภัทร ภัทรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ตวงทอง ชาญกิจกรรณ์, ดร.วีรภัทร ภัทรกุล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/282896 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 รำทับยาวจังหวัดนครศรีธรรมราช https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283480 <p><span class="fontstyle0"> การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (๑) เพื่อศึกษาประวัติ ที่มา รูปแบบ และ องค์ประกอบการแสดงการรำทับยาวจังหวัดนครศรีธรรมราช (๒) เพื่อศึกษาวิเคราะห์องค์ประกอบ การแสดงรำทับยาวจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน ๔ ได้แก่ ทับยาวคณะท่าดีสุนทรศิลป์ อำเภอลาน สกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ทับยาวคณะนาไม้ไผ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ทับยาวคณะ ลูกแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช และ ทับยาวคณะนายปิ่ม อมรชร อำเภอ เมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การเก็บรวบรวม ข้อมูลโดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม สัมภาษณ์กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มผู้แสดง และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลทั่วไป</span> <span class="fontstyle0">โดยนำข้อมูลที่ได้มาเรียบเรียง วิเคราะห์ข้อมูล และนำผลการศึกษาที่ได้นำมาเขียนในรูปแบบความเรียง</span></p> <p><span class="fontstyle0"> ผลการวิจัย พบว่า การรำทับยาวจังหวัดนครศรีธรรมราช มีต้นแบบมาจากการรำกลอง ยาวของกรมศิลปากรและนำมารวมกับเครื่องดนตรีภาคใต้คือทับ แต่ประดิษฐ์ให้มีลักษณะที่ใหญ่การ ทับในการแสดงหนังตะลุง โนรา ที่รำจะใช้ท่าโนราซึ่งคนในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีความถนัดเพราะ เป็นการแสดงพื้นบ้านอันเป็นที่นิยมเป็นส่วนมาก รูปแบบการรำแบ่งออกเป็น ๓ ช่วง คือ ช่วงที่ ๑ เป็นการรำไหว้ครู ช่วงที่ ๒ เป็นการประโคมทับยาวเพื่อรำตามจังหวะของแต่คณะ ส่วนใหญ่จะ ประกอบด้วยกันทั้งหมด ๑๒ เพลง ช่วงที่ ๓ เป็นช่วงสุดท้ายในการบรรเลงประกอบการรำทับยาว ทุก คณะจะยึดปฏิบัติเช่นเดียวกัน โดยทุกคณะจะจบด้วยเพลงหักคอไอ้เท่ง ท่ารำจะใช้ท่าโนราเรียกว่าท่า นาด ท่านาดนี้จะเหมือนที่รำส่ายในนาฏยศัพท์ของนาฏศิลป์ไทย ไม่ว่าจะเป็นการรำส่ายมือเดียวข้าง ใดข้างหนึ่งหรือรำส่ายทั้ง ๒ ข้าง ก็ใช้ได้เหมือนกันหมดซึ่งจะมีอยู่ในท่านาดของโนราทั้งสิ้นลักษณะ การแต่งกาย ในการรำทับยาวจังหวัดนครศรีธรรมราชผู้วิจัย พบว่า มีรูปแบบเครื่องแต่งกาย ๓ แบบ โดยแบบแรกจะเป็นการนุ่งผ้านุ่งสั้นครึ่งเข่าแบบการรำเซิ้งสวมเสื้อแขนกระบอกคอกลมผ่าหน้า แบบที่ ๒ เป็นการนุ่งกางเกงหรือโจงกระเบนสวมเสื้อคอกลมคาดศีรษะด้วยผ้าและคาดสะเอว แบบที่๓ แต่ง กายสวยงามแบบทันสมัยผ้านุ่งถุงสำเร็จ เสื้อคอกลมแขนกระบอก เอกลักษณ์ของการแต่งกายที่ไม่ เปลี่ยนแปลงทั้ง ๓ แบบที่กล่าวมา คือต้องมีผ้าคาดสะพายเฉียงบ่า เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบด้วย ทับ ยาว ปี่โนรา ฆ้อง ฉาบ กรับไม้ไผ่ ในยุคต่อมามีการเพิ่มเครื่องดนตรีมากขึ้น เช่น กลองควอท ฉิ่ง คีย์บอร์ด</span></p> โชติกา โชติกา; สุรัตน์ จงดา; สุขสันติ แวงวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Chotika Panasri; สุรัตน์ จงดา; สุขสันติ แวงวรรณ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283480 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 คัมภีร์ใบลานล้านนากัณฑ์มหาราชฉบับวัดมงคลและฉบับวัดมณเฑียร จังหวัดน่าน:การปริวรรต การแปล และการเปรียบเทียบ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/282633 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ (๑) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของคัมภีร์ใบลานล้านนากัณฑ์มหาราชฉบับวัดมงคลและฉบับวัดมณเฑียรจังหวัดน่าน (๒) เพื่อปริวรรตและแปลคัมภีร์ใบลานล้านนากัณฑ์มหาราชฉบับวัดมงคลและฉบับวัดมณเฑียรจังหวัดน่าน (๓) เพื่อเปรียบเทียบคัมภีร์ใบลานล้านนากัณฑ์มหาราชฉบับวัดมงคลและฉบับวัดมณเฑียรจังหวัดน่าน เป็นการวิจัยเชิงคัมภีร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการพรรณนาเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาวิจัยพบว่า คัมภีร์ใบลานล้านนากัณฑ์มหาราชฉบับวัดมงคล ไม่ปรากฏชื่อผู้จาร จารเมื่อ จ.ศ.๑๒๘๓ ตรงกับ พ.ศ.๒๔๖๔ มีอายุได้ ๑๐๒ ปี หน้าลาน ๕ กว้าง ๕ เซนติเมตร ยาว ๕๔ เซนติเมตร หนา ๑.๕ เซนติเมตร มี ๑๙ ใบลาน ๓๘ หน้าลาน คัมภีร์ใบลานล้านนากัณฑ์มหาราชฉบับวัดมณเฑียร ผู้จารชื่อพระชัย (ตุ้ชัย) จารเมื่อ จ.ศ.๑๑๙๙ ตรงกับ พ.ศ.๒๓๘๐ มีอายุได้ ๑๘๖ ปี หน้าลาน ๔ กว้าง ๔.๕ เซนติเมตร ยาว ๕๑ เซนติเมตร หนา ๑.๕ เซนติเมตร มี ๑๙ ใบลาน ๓๘&nbsp; หน้าลาน คัมภีร์ใบลานล้านนากัณฑ์มหาราชฉบับวัดมงคล มีต้นฉบับใบลานจำนวน ๓๘ หน้า ปริวรรตและแปลได้ ๓๕ หน้า คัมภีร์ใบลานล้านนาของวัดมณเฑียร มีต้นฉบับใบลานจำนวน ๓๘ หน้า ปริวรรตและแปลได้ ๓๓ หน้า ดังที่ปรากฏในบทที่ ๓&nbsp; ผลการเปรียบเทียบคัมภีร์ใบลานล้านนากัณฑ์มหาราชฉบับวัดมงคลและฉบับวัดมณเฑียร ในประเด็น ๔ ด้าน คือ (๑) ด้านรูปลักษณ์และการนำไปใช้ ฉบับวัดมงคล มีตัวอักษรสวยงาม อ่านง่ายเข้าใจง่าย ฉบับวัดมณเฑียร มีตัวอักษรไม่ค่อยสวยงาม ทั้งสองฉบับถูกเก็บไว้ในตู้ธรรมไม่ค่อยได้นำมาใช้ในการเทศน์ (๒) ด้านโครงสร้างและเนื้อหาหลัก ทั้งสองฉบับมีบทอุเทสไม่เหมือนกัน คือ ฉบับวัดมงคล ขึ้นต้นด้วยคำว่า โพธิสตฺโต จ สโมทมานา ตามด้วยเนื้อเรื่อง ส่วนฉบับวัดมณเฑียร ขึ้นต้นด้วยคำว่า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ตามด้วยเนื้อเรื่อง (๓) ด้านหลักธรรมที่แทรกอยู่ในคัมภีร์ทั้งสองฉบับ&nbsp; มีหลักธรรมที่แทรกอยู่ในคัมภีร์คล้ายกัน คือ&nbsp; หลักฆราวาสธรรม ๔&nbsp; หลักสังคหวัตถุ ๔ หลักพรหมวิหาร ๔ และหลักกตัญญูกตเวที และ (๔) ด้านรสวรรณคดีในคัมภีร์ทั้งสองฉบับ มีรสวรรณคดี ๔ รส คือ (๑) เสาวรจนี (บทชมโฉม) (๒) พิโรธวาทัง (บทตัดพ้อ) (๓) สัลลาปังคพิไสย (บทโศก) (๔) นารีปราโมทย์ (บทเกี้ยว โอ้โลม)</p> พระพงษ์สิทธิ์ ปญฺญาทีโป , เชษฐ์ นิมมาทพัฒน์, พระชัยชนะ อคฺคปญฺโญ (นราศรี) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พระพงษ์สิทธิ์ ปญฺญาทีโป , เชษฐ์ นิมมาทพัฒน์, พระชัยชนะ อคฺคปญฺโญ (นราศรี) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/282633 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การจัดการท่องเที่ยววิถีพุทธเชิงสร้างสรรค์ของวัดในกรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283469 <p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษาการท่องเที่ยวของวัดในกรุงเทพมหานคร (๒) เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวของวัดในกรุงเทพมหานคร และ ๓) เพื่อเสนอรูปแบบการจัดการการท่องเที่ยววิถีพุทธเชิงสร้างสรรค์ของวัดในกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเป็นกระบวนการศึกษาวิจัยที่มุ่งพัฒนากิจกรรมและสื่อสร้างสรรค์การท่องเที่ยววิถีพุทธของวัดในกรุงเทพมหานคร กลุ่มเป้าหมาย เป็นวัดที่เป็นแหล่งการเรียนรู้ด้านพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมที่มีความสำคัญในระดับสูงทั้งในระดับประเทศ จำนวน ๔ วัด</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (๑) กระบวนการจัดการท่องเที่ยวของวัดในกรุงเทพมหานคร พบว่า กระบวนการบริหารเริ่มต้นจากการจัดกิจกรรมของวัด ทรัพยากรภายในวัด และสิ่งสนับสนุนกิจกรรมของวัด ถือว่าเป็นกระบวนการจัดการท่องเที่ยวตามความเชื่อและวัฒนธรรม รวมถึงศิลปกรรมทางพระพุทธศาสนาขึ้นอยู่กับบริบทของกิจกรรมท่องเที่ยวของวัดและนักท่องเที่ยวเข้ามาชมวัด เนื่องจากมีผู้เที่ยวชมและเรียนรู้ภายในวัดเป็นจำนวนมากขึ้น โดยในสมัยก่อนวัดทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาและจัดกิจกรรมตามวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นหลัก จากนั้นสังคมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้สมัยใหม่ โดยเริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมศิลปกรรมโบราณต่าง ๆ ของวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้น วัดจึงต้องจัดภูมิสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สิ่งแวดล้อม ปรับภูมิทัศน์ที่ดีต่อ และเขตผนังบริเวณวัดให้ชัดเจน เพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ (๒) การท่องเที่ยววิถีพุทธเพื่อพัฒนาจิตใจและปัญญาในมิติของการปฏิบัติตามหลักพระพุทธ-ศาสนาของวัดในกรุงเทพมหานคร พบว่า มีปัจจัยทางการท่องเที่ยว คือ ความงดงามทางด้านพุทธศิลปกรรม วัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่คอยสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้และการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาที่เกิดจากภูมิปัญญาทางด้านการปั้นพุทธรูป การสร้างสถาปัตยกรรม และการเขียนจิตรกรรมฝ่าผนัง ก่อเกิดศักยภาพที่จะพัฒนาให้วัดเป็นศูนย์แหล่งเรียนรู้ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ได้ (๓) รูปแบบการจัดการการท่องเที่ยววิถีพุทธเชิงสร้างสรรค์ของวัดในกรุงเทพมหานคร พบว่า องค์ประกอบของการท่องเที่ยวที่เน้นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ต่อการบริหารกิจกรรมของวัด มีกระบวนการจัดการในลักษณะที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวของวัดที่มีความต่อเนื่องกัน โดยเน้นที่นักท่องเที่ยวจะได้รับความสะดวกสบาย การเรียนรู้และการได้เข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนา มีองค์ประกอบ ๔ ประการ คือ ๑) กลุ่มคน ๒) วัดและสถานที่ ๓) การบริหารจัดการการท่องเที่ยว และ ๔) ประโยชน์และคุณค่าจากการท่องเที่ยว</p> จิรกิติยา บุญครองทรัพย์, พระสุธีรัตนบัณฑิต, เเม่ชีกฤษณา รักษาโฉม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 จิรกิติยา บุญครองทรัพย์, พระสุธีรัตนบัณฑิต, เเม่ชีกฤษณา รักษาโฉม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283469 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะเชิงผลิตภาพสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283433 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์คือ (๑) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานและสังเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะเชิงผลิตภาพสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ (๒) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะเชิงผลิตภาพสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ (๓) เพื่อศึกษาความพึงพอใจการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะเชิงผลิตภาพสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ การวิจัยนี้ใช้กระบวนการวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) โดยใช้แบบแผนแบบขั้นตอนเชิงสำรวจ (Exploratory Sequential Design) ซึ่งเริ่มต้นด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) หลังจากนั้นเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เครื่องที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์ (Interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๕ รูป/คน ด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) และกลุ่มทดลองคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ ๒ จำนวน ๒๐ คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection)</p> <p> ผลการวิจัย (๑) ข้อมูลพื้นฐานของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงผลิตภาพสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ได้แก่ ๑) สภาพการจัดการเรียนรู้ ๒) แนวทางหรือขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ๓) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน ๔) บรรยากาศในการเรียนรู้ ๕) สมรรถนะของผู้เรียนด้านความรู้, การสังเคราะห์องค์ประกอบรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะเชิงผลิตภาพสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ๕ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑) หลักการ ๒) จุดมุ่งหมาย ๓) เนื้อหาสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ๔) กระบวนการจัดการเรียนรู้ และ ๕) การวัดและการประเมินผล, การสังเคราะห์หลักการ<br />ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้จากทฤษฎี หลักการ แนวคิดที่เป็น พื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะเชิงผลิตภาพสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม <br />ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า หลักการของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เป็นหลักการที่มุ่งเน้น กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้เรียนค้นคว้าและแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากการปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อม เน้นการฝึกฝน<br />และลงมือปฏิบัติในสภาพจริง ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง และนำความรู้ ไปประยุกต์ต่อยอดความคิดผลิตภาพผลิตเป็นผลงานหรือชิ้นงานได้ด้วยตนเองโดยอาศัยสื่อและเทคโนโลยี (๒) การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะเชิงผลิตภาพสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า คะแนนหลังการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะเชิงผลิตภาพสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม (= ๕๗.๘๕, S.D. = ๑.๙๘) สูงกว่าคะแนนก่อนการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ (= ๓๔.๗๕, S.D. = ๓.๕๗) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ๐.๐๕ (๓) การศึกษาความพึงพอใจการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะเชิงผลิตภาพสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๔.๓๔ ซึ่งตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้อยู่ในระดับมาก</p> สุธาศินี ศิริกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สุธาศินี ศิริกิจ, ฉัตรระวี มณีขัติย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283433 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักนิติธรรมเพื่อสนับสนุนการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283929 <p> บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และหลักนิติธรรมเพื่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามกฎหมายคณะสงฆ์ ๒) เพื่อศึกษาการประยุกต์หลักนิติธรรมในการสนับสนุนการบริหารกิจการคณะสงฆ์ และ ๓) เพื่อเสนอรูปแบบการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามกฎหมายคณะสงฆ์ในหลักนิติธรรมของคณะสงฆ์ไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้บริหารระดับสูงของคณะสงฆ์ ๖ รูป และการสนทนากลุ่มเฉพาะ (Focus Group Discussion) กับพระสังฆาธิการ ๘ รูป ผลการวิจัยพบว่า หลักนิติธรรมในพระพุทธศาสนาประกอบด้วยหลักพุทธธรรมสำคัญ ๘ ประการ ได้แก่ อธิปไตย ๓, อคติ ๔, พรหมวิหาร ๔, อิทธิบาท ๔, สังคหวัตถุ ๔, สาราณียธรรม ๖, สัปปุริสธรรม ๗ และอปริหานิยธรรม ๗ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๖ ด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ ด้านการปกครอง การศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์</p> <p> งานวิจัยได้นำเสนอรูปแบบการบริหารกิจการคณะสงฆ์ที่เรียกว่า “6D+3C” โดย 6D หมายถึง ภารกิจทั้ง 6 ด้านที่ขับเคลื่อนด้วยหลักนิติธรรม และ 3C คือปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ Competency (ขีดความสามารถ), Compatibles (การเข้ากันได้), และการป้องกัน Corruption (การทุจริต) ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปพัฒนาระบบการบริหารของคณะสงฆ์ให้เกิดความโปร่งใส ยุติธรรม ทั้งและสอดคล้องพระธรรมวินัยกับยุคสมัย</p> พระธรรมวชิราจารย์; พระปัญญารัตนากร, พระมงคลสุตาคม, พระครูศรีวชิรานุรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ถนัด ไชยพันธ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283929 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาการบริหารจัดการสำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283457 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (๑) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารจัดการของสำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (๒) ศึกษาความคิดเห็นและความต้องการของผู้ใช้บริการและบุคลากร และ (๓) เสนอแนวทางพัฒนาการบริหารจัดการ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นิสิตระดับปริญญาตรี โท เอก และบุคลากร รวมทั้งสิ้น ๓๖๓ คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การบริหารจัดการของสำนักหอสมุดฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ “มาก”โดยด้านบุคลากรมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านทรัพยากรสารสนเทศ อาคารสถานที่ และการบริการตามลำดับ ส่วนความคิดเห็นและความต้องการของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับสูงในทุกด้านโดยเฉพาะความต้องการด้านการพัฒนาบุคลากรและการเพิ่มทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล ข้อเสนอแนะคือ ควรพัฒนาการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ เน้นการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร การลงทุน<br />ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการยกระดับคุณภาพบริการดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของนิสิต และบุคลากรอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p> สุวัฒสัน รักขันโท; ถนัด ไชยพันธ์, ธนศักดิ์ พรทัพพสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ถนัด ไชยพันธ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283457 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อทักษะการแก้ปัญหาแบบร่วมมือ และทักษะการทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนบ้านพุพลู จังหวัดเพชรบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284278 <p> การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์ (๑) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาเเบบร่วมมือของนักเรียน ระหว่างก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเเนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (๒) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการทำงานเป็นทีมของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเเนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี ประชากร คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนบ้านพุพลู จังหวัดเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนบ้านพุพลู จังหวัดเพชรบุรี ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๗ จำนวน ๑ ห้อง ๒๕ คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ (๑) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเเนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม จำนวน ๔ แผน ๒๐ ชั่วโมง (๒) แบบวัดทักษะการแก้ปัญหาแบบร่วมมือ และ (๓) แบบประเมินทักษะการทำงานเป็นทีม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (๑) ทักษะการแก้ปัญหาแบบร่วมมือหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเเนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ และ(๒) ทักษะการทำงานเป็นทีมหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเเนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕</p> สุวิมล พิมพ์สว่าง, ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ , ดวงเดือน สุวรรณจินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ว่าที่ร้อยตรีหญิงสุวิมล พิมพ์สว่าง, รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ , รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงเดือน สุวรรณจินดา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284278 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ตามแนวคิดชีวลอกเลียนในการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284792 <p> ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ระบบนิเวศการเรียนรู้ตามแนวคิดชีวลอกเลียนในการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน ๒) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ตามแนวคิดชีวลอกเลียนในการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง จำนวน ๓๓๒ คน เก็บข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ กลับมาได้ทั้งหมด ๒๔๙ คิดเป็นร้อยละ ๗๕ และใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมีค่า IOC ระหว่าง ๐.๖๖ -๑.๐๐ และค่าความเชื่อมั่น = .๘๒๖ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนี PNI modified และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ๑) สภาพปัจจุบันในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางและสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และการจัดลำดับความสำคัญตามความต้องการจำเป็นพบว่า มี ๕ ด้านเป็นจุดอ่อน ได้แก่ ผลกระทบต่อทักษะแห่งอนาคต ความยั่งยืนของการเรียนรู้ การเชื่อมโยงและประยุกต์ใช้ การสังเกตอย่างลึกซึ้ง และการประเมินความคิดสร้างสรรค์</p> <p> สำหรับแนวทาง มี ๕ แนวทาง ได้แก่ ๑) บริหารหลักสูตรโดยการบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์ที่เชื่อมโยงวิชาการเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง ๒) สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แบบบูรณาการและจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลที่รวบรวมเนื้อหาการเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย ๓) สร้างองค์ความรู้และสภาพแวดล้อมความร่วมมือกับองค์กรหรือผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกสถานศึกษาที่เชื่อมโยงแนวคิดชีวลอกเลียนเข้ากับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ๔ การบูรณาการกิจกรรมบทบาทของครู และการใช้เครื่องมือที่ในการจัดการเรียนรู้ให้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย และ ๕ ออกแบบเครื่องมือประเมินแบบองค์รวมที่เน้นการประเมินตามสภาพจริง</p> <p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1"></a></p> ประทุมทอง ไตรรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Pratoomtong Trirat https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284792 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ครอบครัวและฐานการเรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของครอบครัวไทยในภาคใต้ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284887 <p> วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาครอบครัวและฐานการเรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของครอบครัวไทยในภาคใต้ของประเทศไทย ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์จำนวน ๒๙๙ คนในพื้นที่ที่มีการขับเคลื่อนงานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนและมีการทำโครงการหรือมีกิจกรรมด้านครอบครัว ซึ่งกิจกรรมนั้นตรงตามเกณฑ์ดัชนีชี้วัดครอบครัวอบอุ่นอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ องค์ประกอบ ได้แก่ สัมพันธภาพในครอบครัว บทบาทหน้าที่ และการพึ่งพาตนเอง และมีองค์ประกอบในด้านการปฏิบัติ การปรับใช้และการคงอยู่ของประเพณี วัฒนธรรมในชุมชน นำเสนอข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า บทบาทหน้าที่และการปฏิบัติตนตามประเพณี วัฒนธรรม มีจำนวนเท่ากันคือการดูแลเด็กวัยรุ่น มากที่สุด ๘๙.๖% รองลงมาคือ การดูแลเด็กอายุมากกว่า ๖ ปี ถึง ๑๓ ปี ๘๗.๖% ด้านการนำมาปรับใช้ในวิถีชีวิตประจำวันคือ สอนลูกหลานให้คิดดี พูดดี ทำดี มีคุณธรรม ไม่ผิดครรลองคลองธรรม ๕๙.๙ % และสุดท้ายการให้ประเพณีวัฒนธรรมอยู่อย่างยั่งยืน คือชวนคนในชุมชนมาปฏิบัติตามประเพณี ๒๘.๑% ข้อเสนอแนะ หน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว ควรจัดกิจกรรมเชิงประเพณี วัฒนธรรมที่จะช่วยให้ครอบครัวได้รวมกลุ่มกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาครอบครัว</p> ปิยะธิดา ขจรชัยกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปิยะธิดา ขจรชัยกุล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284887 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ทุ่งมะขามหย่อง: ประวัติศาสตร์ และพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/285061 <p> งานวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาบริบทประวัติศาสตร์ระหว่างไทยกับพม่า พ.ศ. 2077-2091 (2) เพื่อศึกษาทุ่งมะขามหย่องในบริบทประวัติศาสตร์ไทย (3) เพื่อศึกษาพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัยกับชาวพระนครศรีอยุธยา งานวิจัยเรื่องนี้เป็นงานวิจัยเชิงเอกสารมีการรวบรวมหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ ทั้งเอกสารชั้นต้นและเอกสารชั้นรอง เพื่อวิเคราะห์เชิงเนื้อหาของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า (1) หลังการสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 เสถียรภาพทางการเมืองของกรุงศรีอยุธยาอ่อนแอลง ในขณะที่พม่าได้รวบรวมอำนาจทางการเมืองอย่างเป็นปึกแผ่นและต้องการยึดครองหัวเมืองมอญอันเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาส่งผลให้เกิดการสงครามระหว่างสองอาณาจักร (2) การยกทัพมาต่อตีของพม่า ใน พ.ศ. 2091 เรียกสงครามครั้งนั้นว่า สงครามคราวเสียสมเด็จพระสุริโยทัยขาดคอช้าง พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุถึงวีรกรรมความกล้าหาญ และกล่าวถึง “ทุ่งมะขามหย่อง” อันเป็นสมรภูมิสงครามในยามศึกและเป็นทุ่งรับน้ำทางด้านเหนือของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา (3) ด้วยพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่จะเผยแพร่พระเกียรติคุณสมเด็จพระสุริโยทัยจึงดำเนินการก่อสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ณ ทุ่งมะขามหย่อง ใน พ.ศ. 2535 ในการนี้การก่อสร้างพระราชานุสาวรีย์มีความสำคัญในฐานะพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ พื้นที่รับน้ำ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา</p> ศุภกาณฑ์ นานรัมย์; นาตยา เกตุสมบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 นาตยา เกตุสมบูรณ์, Supakan Nanrum https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/285061 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจในการสอนอ่านอย่างมีวิจารญาณ เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ให้กับนักเรียน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/281180 <p> บทความนี้นำเสนอแนวคิดการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจในการสอนอ่านอย่างมีวิจารณญาณเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ให้กับนักเรียน ด้วยรูปแบบการสอนอ่านอย่างมีวิจารณญาณโดยประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ในที่นี้จะขอเรียกชื่อรูปแบบนี้ว่า TRUE Model โดยกำหนดขั้นตอนในการสอนอ่านอย่างมีวิจารณญาณ 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ ๑ รู้ที่มา (Talking : T) หมายถึง ขั้นตอนก่อนการอ่าน โดยกำหนดให้นักเรียนศึกษาบทอ่าน จากนั้นเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของนักเรียนหรือสร้างประสบการณ์ใหม่โดยการสนทนาแสดงความคิดเห็นร่วมกันระหว่างครูและนักเรียน ขั้นที่ ๒ ค้นหาสาระ (Reading : R) หมายถึง ขั้นระหว่างการอ่าน ซึ่งประยุกต์ใช้หลักอริยสัจคือ ทุกข์ ซึ่งเป็นการทำความเข้าใจปัญหา โดยกำหนดให้นักเรียนศึกษาปัญหาตามข้อเท็จจริงจากบทอ่านด้วยวิธีอ่านในใจ ให้นักเรียนจะตรวจสอบคำสำคัญ และค้นหาใจความสำคัญของบทอ่านได้ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่อ่าน ขั้นที่ ๓ พิจารณาด้วยปัญญา (Understanding : U) หมายถึง ขั้นหลังการอ่านซึ่งประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ คือ สมุทัย การค้นหาสาเหตุโดยการวิเคราะห์ปัญหา และทำความเข้าใจกับปัญหา และ นิโรธ คือ กำหนดเป้าหมายโดยการคิดแก้ปัญหา และลงมือแก้ปัญหา โดยครูกำหนดประเด็นปัญหา ให้นักเรียนอ่านทบทวนแล้วตอบคำถามตามประเด็นที่กำหนด ขั้นที่ ๔ สะท้อนคุณค่า (Evaluating E) หมายถึง ขั้นสะท้อนคิดและประเมินผล ซึ่งประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ คือ มรรค วางแผนและแก้ไขโดยนักเรียนจะต้องสะท้อนความคิดของตนเองเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน และนำข้อมูลจากบทอ่านไปใช้ประกอบการตัดสินใจ จากนั้นนำเสนอผลงานที่เกิดจากกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละขั้นตอน รวบรวมเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยนักเรียน เพื่อน และครูผู้สอนจะเป็นผู้ประเมินผล</p> <p> การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจกับการสอนอ่านอย่างมีวิจารณญาณนี้ ไม่เพียงช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะการอ่านขั้นสูง แต่ยังส่งเสริมกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ การแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลและการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง นักเรียนจะมีความสามารถในการทำความเข้าใจสิ่งที่ได้อ่าน สามารถนำไปใช้สะท้อนความคิดเห็นของตนเอง และมีความรักความผูกพันกับการอ่าน อันเป็นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ ๒๑ คือ ความฉลาดรู้</p> อรพัทธ ศิริแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 อรพัทธ ศิริแสง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/281180 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำดิจิทัลกับความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล เพื่อการบริหารสถาบันอุดมศึกษา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283039 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความรู้ภาวะผู้นำดิจิทัลกับความท้าทายของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพื่อการบริหารสถาบันอุดมศึกษา ผลการศึกษาค้นคว้าข้อมูลวรรณกรรมพบว่า ภาวะผู้นำดิจิทัลเป็นความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและทรัพยากรอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อนำพาองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล สร้างวัฒนธรรมที่เอื้อต่อนวัตกรรม และตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย องค์ประกอบของภาวะผู้นำดิจิทัล ได้แก่ วิสัยทัศน์ดิจิทัล ความรู้และทักษะดิจิทัล ความคล่องตัวและการปรับตัว ทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน การสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล การบริหารการเปลี่ยนแปลง การคิดเชิงกลยุทธ์ และความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน สำหรับดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในสถาบันอุดมศึกษาประกอบด้วย กลยุทธ์และการกำกับดูแล หลักสูตรและวิธีการวัดและการประเมินผลการสนับสนุนและพัฒนาตนเอง และโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากร ความท้าทายสำคัญของผู้นำดิจิทัลในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบด้วย องค์กรและวัฒนธรรม ทักษะดิจิทัลและการพัฒนาบุคลากร ทรัพยากรและการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานและเทคนิค การบูรณาการข้อมูล แรงกดดันในการสร้างนวัตกรรม และการปรับตัวขององค์กร</p> <p> แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลควรมุ่งเน้นการพัฒนาสมรรถนะผู้นำ การสร้างวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ดิจิทัล การสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล</p> เบญญาภา ยวงอักษร; เอื้ออารี จันทร, สุภาภรณ์ ตั้งดำเนินสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Supaporn Tungdamnernsawad https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283039 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ในศตวรรษที่ ๒๑ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/281206 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทยที่มีประสิทธิภาพในศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสังคมอย่างรวดเร็ว การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจึงกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน และการดำรงชีวิตในสังคม บทความได้วิเคราะห์และเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะพื้นฐานทั้งสี่ด้าน ได้แก่ การฟัง พูด อ่าน และเขียน อย่างบูรณาการ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการรับและส่งสารได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง และเหมาะสมกับบริบทหลากหลาย</p> <p> นอกจากนี้ยังเน้นการใช้ภาษาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และสถานการณ์ เช่น การโน้มน้าวใจ การอธิบาย การแสดงความคิดเห็น และการติดต่อธุรกิจ รวมถึงการส่งเสริมการใช้ภาษาด้วยความคิดสร้างสรรค์และจริยธรรม เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่มีคุณค่าและรับผิดชอบต่อสังคม อีกทั้งบทความยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ภาษาไทยเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาในบริบทอาชีพและสังคมเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่โลกการทำงานและการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้ บทความเสนอให้มีการพัฒนาหลักสูตรและวิธีการสอนภาษาไทยที่ทันสมัยและครอบคลุม เพื่อสนับสนุนผู้เรียนในการพัฒนาศักยภาพด้านภาษาที่สอดคล้องกับความต้องการของศตวรรษที่ ๒๑</p> โกศล ธีรปญฺโญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 kosol Madee https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/281206 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาในยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283186 <div><span lang="TH">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาในยุคดิจิทัล โดยครอบคลุมแนวคิด แนวโน้มสากล ความท้าทาย และกรณีศึกษาที่เป็นแบบอย่างที่ดี </span><span lang="TH">จากการวิเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องพบว่า ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาในยุคดิจิทัลกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นแหล่งเก็บรักษาทรัพยากรสารสนเทศแบบเดิม ไปสู่การเป็นพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกัน บทบาทของบรรณารักษ์เปลี่ยนจากผู้ดูแลหนังสือเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ และผู้สอนทักษะสารสนเทศและเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้บริการ ความท้าทายสำคัญที่ห้องสมุดเผชิญ ได้แก่ การลดลงของผู้ใช้บริการแบบดั้งเดิม ข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากร การจัดการทรัพยากรดิจิทัลและประเด็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล กรณีศึกษาแนวคิด "</span>One World Library: OWL" <span lang="TH">แสดงการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของระบบนิเวศ</span><span lang="TH">การเรียนรู้ ด้วยปรัชญา "</span>Open Wonder Learn" <span lang="TH">การขยายพื้นที่เรียนรู้ให้ครอบคลุมทั้งมหาวิทยาลัย และการบูรณาการเทคโนโลยีกับพื้นที่ทางกายภาพอย่างสร้างสรรค์ </span></div> <div><span lang="TH"> สำหรับปัจจัยสำเร็จในการปรับเปลี่ยนห้องสมุด ได้แก่ ภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การบริหารการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาทักษะบุคลากรและการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการ</span></div> ทิพสุดา คิดเลิศ, สุขุม เฉลยทรัพย์, เอื้ออารี จันทร, สุภาภรณ์ ตั้งดำเนินสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Supaporn Tungdamnernsawad, ทิพสุดา คิดเลิศ, สุขุม เฉลยทรัพย์, เอื้ออารี จันทร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283186 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สมรรถนะสูงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283510 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิด ทฤษฎี และการประยุกต์ใช้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สมรรถนะสูงในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สมรรถนะสูงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนศักยภาพในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาแรงงานเข้มข้นไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สมรรถนะสูงต้องดำเนินการบนพื้นฐานของขีดความสามารถเชิงกลยุทธ์ 6 ประการ ได้แก่ ทุนมนุษย์ การเรียนรู้ การทำงานร่วมกัน ความสอดคล้องเชิงกลยุทธ์ วัฒนธรรม และภาวะผู้นำ โดยต้องขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์สำคัญ 3 ด้าน คือ การศึกษา การฝึกอบรม และการจัดวางตำแหน่งบุคลากร เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน สำหรับแนวทางการผลิตทรัพยากรมนุษย์สมรรถนะสูงใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ การผลิตกำลังคนเพื่อทดแทนตำแหน่งงานในปัจจุบัน การผลิตผู้สร้างงาน และการผลิตนวัตกร โดยมีกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ประกอบด้วย การจัดทำแผนที่ทักษะ การส่งเสริมการศึกษาผ่านประสบการณ์ และการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น นอกจากนี้ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ ความยืดหยุ่นด้านทรัพยากรมนุษย์ การบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงเทคนิคและเชิงกลยุทธ์ และการให้ความสำคัญกับกำลังคนเชิงกลยุทธ์</p> <p> ทั้งนี้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สมรรถนะสูงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างกำลังคนที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</p> สุวิมล แมตสอง; ศิโรจน์ ผลพันธิน, สุขุม เฉลยทรัพย์, สุภาภรณ์ ตั้งดำเนินสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Supaporn Tungdamnernsawad https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/283510 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย : นโยบาย พันธกิจ วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์และเป้าหมายในอนาคต https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284911 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความวิชาการ เพื่อศึกษาเป้าหมายในอนาคตของ สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ควรจะมีความเกี่ยวข้องกับบทบาทสำคัญของการส่งเสริมการศึกษา การเผยแผ่ภาษา และการพัฒนาทักษะทางภาษาให้กับนิสิตและบุคคลทั่วไป รวมถึงการสนับสนุนความรู้ด้านพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยเป้าหมายหลักๆ ประกอบด้วย&nbsp; ๑. พัฒนาความรู้ทางภาษาเพื่อสนับสนุนการศึกษาพระพุทธศาสนา ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาบาลี ฯลฯ ๒. เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาภาษาและการแปลธรรมะ มุ่งเน้นการสร้างนักแปลที่มีความเชี่ยวชาญในพระพุทธศาสนา เพื่อสนับสนุนงานแปลคัมภีร์และเอกสารทางศาสนาสู่ภาษาต่างๆ ๓. สนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระดับสากล จัดการอบรมและสร้างเครือข่ายกับองค์กรนานาชาติ &nbsp;๔. เพิ่มศักยภาพการวิจัยทางภาษา พัฒนางานวิจัยทางด้านภาษาและการสอนภาษา เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน ๕. การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษาพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนการสอนออนไลน์ และใช้ AI หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงผู้เรียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ&nbsp; ๖. สนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน การศึกษาต่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสการแลกเปลี่ยนความรู้ทางภาษาและวัฒนธรรม</p> พระมหาสันติ นาถาบำรุง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พระมหาสันติ นาถาบำรุง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284911 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 Dhammacakka : the Source of High Morality https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284661 <p> This article is studied on the discourse of Dhammacakkappavattanasutta regarded as the high moralities. Its process is done through the avoidance of 2 extreme ways, i.e. Kãmasukkhallikãnuyoga and Attakilamathãnuyoga being become the Middle Path between the 2 extremes ways, namely;- the Eightfold Path. It gives vision, it gives knowledge and it leads to calm, to insight, to enlightenment, to Nibbãna. The Middle Path is related with Threefold training, i.e. Sĩla, Samãdhi, Paññã. The Sĩla is the base of Samãdhi, the Samãdhi is the base of Paññã, the Paññã is the base of Citta and then the transmittance to the eradication of all defilements leading to the highest goal of Buddhism as Nibbãna.</p> <p> The Dhammacakka delivered by the Lord Buddha who aims to give new knowledge factor of Dhamma found by oneself to Pañcavaggĩ through the word of “Enlightenment”. The Lord Buddha clearly realizes the Four Noble Truths in these three aspects, in these twelve ways. The Lord Buddha claims to have realized the perfect Enlightenment that is super in the world with its gods, with its Mãra and Brãhma, in this world with its recluses and Brahmanฺa, with its princes and men. After the First Sermon, the Lord Buddha can get the first noble follower as Sotãpanna, i.e. Koṇdฺañña. From that, the Lord Buddha preaches next other discourses to remaining Pañcavaggĩ with upasok Yasa group and then the Holy One (Arahanta) arise in the first year for the numbers of 60. The Lord Buddha gives the ideal of Dhamma Communication in the first speech to those noble followers i.e. “Caratha Bhikkhave Cãrikamํ Bahujanahitãya Bahujanasukkhãya Lokãnukampãya...”. As above mentioned, Buddhism has been going to Suvanฺnฺabhũmĩ, in the Southeast Asia, Thailand, Myanmar etc. and to the western countries as appeared in the present time.</p> Phanchan Phanchan, Sirirattananuwat Thawee (Thanawaro) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พระครูสิริรัตนานุวัตร ทวี ฐานวโร; สุชญา ศิริธัญภร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284661 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 Reinterpreting ekatvādīn in Mūlamadhyamakakārikā 19:4 A Grammatical and Ontological Analysis https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284928 <blockquote> บทความฉบับนี้มุ่งศึกษาคำว่า <em>ekatvādīn</em> ในคาถา 19.4 แห่ง “กาลปริกษา” (บทที่ 19 ของ <em>Mūlamadhyamakakārikā</em> ของนาคมุนี) อย่างเฉพาะเจาะจง โดยชี้ให้เห็นว่ารูปไวยากรณ์และบทบาทเชิงภววิทยาของคำนี้ยังไม่ได้รับการวิเคราะห์อย่างจริงจังทั้งในอรรถกถาโบราณและงานวิจัยสมัยใหม่ โดยทั่วไป <em>ekatvādīn</em> มักถูกอธิบายเชิงจำนวนว่า “ความเป็นหนึ่ง ความเป็นสอง และความเป็นมาก” เปรียบเทียบกับการแบ่งกาลเวลา แต่คำอธิบายเช่นนี้ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมคำนามนามธรรมเพศนปุงสกลิงค์ <em>ekatva</em> จึงประกอบกับปัจจัยพหูวจนะเพศชาย <em>-ādīn</em> และไม่ชี้ให้เห็นบทบาทของคำนี้ในฐานะสะพานที่เชื่อมการวิจารณ์เรื่องเวลาเข้ากับปัญหาเรื่องพื้นที่และอัตลักษณ์ บทความนี้จึงเสนอให้อ่าน <em>ekatvādīn</em> ใหม่ว่าเป็นไตรยสัมพันธ์ “ความเหมือนกัน – ทั้งเหมือนทั้งต่าง – ความต่าง” (<em>ekatva–bhedābheda–bheda</em>) มากกว่าจะเป็นลำดับตัวเลขธรรมดา ความผิดปรกติทางไวยากรณ์ถูกมองว่าเป็นกลวิธีจงใจในการสั่นคลอน “อัตลักษณ์ที่ถูกทำให้หยาบจับต้องได้” เช่นเดียวกับที่บทกาลปริกษาทำให้ภาวะกาลทั้งสามสั่นคลอน การวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า <em>ekatvādīn</em> ทำหน้าที่เป็นจุดหมุนที่เชื่อมแบบแผนเชิงเวลา เชิงพื้นที่ และเชิงอัตลักษณ์ ให้ปรากฏเป็นเพียงโครงสร้างทางความคิดที่พึ่งพาซึ่งกันและกัน ปราศจากสภาวะที่ตั้งมั่นในตนเอง (<em>svabhāva</em>)</blockquote> Jiayue Kang ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Jiayue Kang https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284928 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700