https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JRBGS/issue/feed
วารสารนวัตกรรมสังคมและเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน
2026-02-09T15:18:15+07:00
ดร.สันดุสิทธิ์ บริวงษ์ตระกูล
sandusit.13@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารนวัตกรรมสังคมและเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน ( Journal of Social Innovation and Mass Communication Technology) ISSN 2822-0463 (Online)</p> <p><strong>ขอบเขต:</strong> รับตีพิมพ์บทความวิจัย บทความวิชาการ ด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา บริหารธุรกิจ การเมือง จิตวิทยา ศิลปวัฒนธรรม นิเทศศาสตร์ สื่อสารการตลาด เทคโนโลยีสื่อสารมวลชน ดิจิทัลคอนเทนท์ สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีสื่อสารมวลชน และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีกำหนดออก 3 ฉบับต่อปี <strong>ฉบับที่ 1</strong> [มกราคม – เมษายน] <strong>ฉบับที่ 2</strong> [พฤษภาคม - สิงหาคม] <strong>ฉบับที่ 3</strong> [กันยายน - ธันวาคม]</p> <p><em>โ<strong>ดยบทความทุกบทความผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมาจากหลากหลายสถาบัน อย่างน้อย 2-3 คน แบบ Double Blind Peer Review โดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่ได้สังกัดเดียวกับผู้นิพนธ์บทความ</strong></em></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong>อัตราค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้<br />1. บุคลากร และนักศึกษา สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี บทความภาษาไทย <br /> บทความละ 3,000 บาท บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 6,000 บาท<br />2. บุคคลภายนอก<br /> บทความภาษาไทย บทความละ 5,000 บาท<br /> บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 6,000 บาท<br />3. ชำระค่าค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ได้ที่ <br /> ธนาคาร : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ชื่อบัญชี : มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี <br /> เลขที่บัญชี : 178 1489 579<br /><strong>*ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์จะเรียกเก็บเมื่อบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากบรรณาธิการ</strong></p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JRBGS/article/view/284131
การวิเคราะห์กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยแบบสองมิติที่สื่อสารเหตุการณ์ทางสังคมและการเมืองของสกนธ์ ภู่งามดี
2025-11-12T21:21:06+07:00
พนิดา ภู่งามดี
pphungamdee@gmail.com
สกนธ์ ภู่งามดี
pphungamdee@gmail.com
<h1>บทนำ: การวิเคราะห์กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยแบบสองมิติที่สื่อสารเหตุการณ์ทางสังคมและการเมืองของสกนธ์ ภู่งามดี สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในฐานะที่เป็นช่องทางการสื่อสารข้อมูลหรือเหตุการณ์ทางสังคมและการเมืองของประเทศ และเป็นข้อมูลการวิเคราะห์ผลงานศิลปะเชิงวิชาการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้สำหรับการทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย: 1. เพื่อวิเคราะห์ผลงานศิลปะร่วมสมัยแบบสองมิติของสกนธ์ ภู่งามดี ที่มุ่งสื่อสารเหตุการณ์ทางสังคมและการเมืองที่สำคัญในประเทศไทยตามเกณฑ์การวิเคราะห์ 4 ด้าน 2. เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้วิธีการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะดังกล่าว สำหรับการทำกิจกรรมอื่นต่อไป ระเบียบวิธีวิจัย: ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อสรุปเป็นผลงานการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผลงานจิตรกรรมที่สร้างสรรค์เมื่อปี 2562 จำนวน 4 ชิ้น ผลการวิจัย: พบว่า 1. ผลการวิเคราะห์ตามเกณฑ์ 4 ด้าน ได้แก่ 1.1) ที่มาของการสร้างสรรค์ผลงาน เกิดจากเหตุการณ์ทางสังคมและการเมืองด้านลบในประเทศไทย 1.2) เนื้อหาภายในผลงาน นำเสนอเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่แสดงออกถึงกิเลส สัญชาตญาณดิบหยาบ และผลแห่งการกระทำของมนุษย์ที่กระทำต่อสัตว์ป่า 1.3) ใช้กลุ่มสีตัดกันเป็นสีหลัก เพื่อแสดงความรู้สึกและความคิดอย่างชัดเจน ใช้สีน้ำมันและสีอะคริลิคเป็นหลัก 1.4) ใช้วิธีการระบายสี 6 วิธีหลักเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว 2. ข้อเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้วิธีการสร้างสรรค์ผลงานดังกล่าวกับการทำกิจกรรมอื่น ๆ ประกอบด้วย การประยุกต์ใช้สำหรับการทำกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาและการทำกิจกรรมการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในด้านต่าง ๆ สรุป: ผลการวิจัย ชี้ให้เห็นว่า การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเป็นกิจกรรมสำหรับการสื่อสารข้อมูลและเหตุการณ์สำคัญของประเทศได้ ซึ่งจะนำไปสู่ความตระหนักรู้และกำหนดกิจกรรมเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาทางสังคมและการเมืองตามศักยภาพและตามเงื่อนไขที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ต่อไป</h1>
2026-02-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมและเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JRBGS/article/view/280484
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้ Generative AI เพื่อการเรียนของนักศึกษา กรณีศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
2025-11-03T00:20:57+07:00
กิตติกาญจน์ เกียรติศิริ
kkaitsiri@gmail.com
มานิต สาธิตสมิตพงษ์
manit835@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong>: การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ Generative AI กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนรู้ในวงการศึกษาทางการแพทย์ซึ่งเน้นความแม่นยำและจริยธรรมสูง แม้จะมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ แต่การประยุกต์ใช้ในการศึกษาแพทย์ยังมีคำถามและข้อกังวลมากมาย <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้ Generative AI เพื่อการเรียนของนักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองทฤษฎี UTAUT ร่วมกับแนวคิดเรื่องความไว้วางใจและความกังวล <strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยเชิงปริมาณนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจผ่านแบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาแพทย์ศิริราชที่มีประสบการณ์ใช้ Generative AI จำนวน 412 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยเชิงพหุคูณแบบ Stepwise Regression <strong>ผลการวิจัย:</strong> ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้ Generative AI เรียงตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ การรับรู้ถึงประโยชน์มีอิทธิพลเชิงบวกมากที่สุด รองลงมาคือความไว้วางใจ เงื่อนไขทางสภาพแวดล้อมมีอิทธิพลเชิงลบ ความคาดหวังในประสิทธิภาพ ความกังวล และอิทธิพลทางสังคมมีอิทธิพลเชิงบวก โดยปัจจัยทั้งหมดอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจใช้ได้ร้อยละ 65.7 ทั้งนี้เพศชายมีแนวโน้มตัดสินใจใช้มากกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่อายุและชั้นปีไม่มีผลต่อการตัดสินใจ <strong>สรุป:</strong> นักศึกษาแพทย์ให้ความสำคัญกับประโยชน์และความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีเป็นหลัก สถาบันการศึกษาควรเน้นการสื่อสารประโยชน์ที่ชัดเจน สร้างความไว้วางใจ และพัฒนาระบบสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้การนำ AI มาใช้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนาการศึกษาทางการแพทย์</p>
2026-02-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมและเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JRBGS/article/view/278976
ปัจจัยนวัตกรรมที่มีผลต่อผลการดำเนินงานธุรกิจส่งออกผลไม้สดของผู้ประกอบการ ไทยไปยังประเทศจีน: กรณีศึกษาจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย - ลาวแห่งที่ 4 (เชียงของ)จังหวัดเชียงราย
2025-09-02T23:10:38+07:00
กรรณการ์ เปียนคร
pieanakhorn@gmail.com
ธีรุตม์ หมื่นวงษ์เทพ
pieanakhorn@gmail.com
บังอร สวัสดิ์สุข
pieanakhorn@gmail.com
บุญญานุช ชีวาเกียรติยิ่งยง
pieanakhorn@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันพึ่งพาการส่งออก นำเข้า และการเงินระหว่างประเทศเพื่อเร่งการลงทุนและการผลิตในประเทศ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่เป็นเครื่องจักรในการขับเคลื่อนคือ การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีเขตแดนติดกับประเทศไทย <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong>: 1. เพื่อศึกษาปัจจัยนวัตกรรมของธุรกิจส่งออกสู่ประเทศจีนของผู้ประกอบการไทย กลุ่มสินค้าเกษตร ประเภทผลไม้สด 2. เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานของธุรกิจส่งออกสู่ประเทศจีนของผู้ประกอบการไทยฯ 3. เพื่อศึกษาปัจจัยนวัตกรรมที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจส่งออกสู่ประเทศจีนของผู้ประกอบการไทยฯ <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>วิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม โดยกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจส่งออก กลุ่มสินค้าเกษตร ประเภทผลไม้สด ที่ส่งออกผ่าน จุดแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ) จังหวัดเชียงรายไปยังประเทศจีน จำนวน 110 ตัวอย่าง ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง สถิติที่ใช้ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ คำเฉลี่ย คำความเบี่ยงมามาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพพูคูณ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่าปัจจัยนวัตกรรมทั้ง 5 ด้าน ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจส่งออกสู่ประเทศจีนของผู้ประกอบการไทย กลุ่มสินค้าเกษตร ประเภทผลไม้สด ณ จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ) จังหวัดเชียงราย เมื่อพิจารณา ปัจจัยนวัตกรรมทั้ง 5 ด้าน พบว่า ปัจจัยโดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านกระบวนการมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการจัดการ และด้านการตลาด ส่วนผลการดำเนินงานโดยรวมของผู้ประกอบการไทย ที่ส่งออกกลุ่มสินค้าเกษตร ประเกทผลไม้ พบว่า ผลการดำเนินรามทั้ง 4 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายด้ายด้านโดยเรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านลูกค้ามีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านการเรียนรู้และการพัฒนา ด้านกระบวนการภายใน และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านการเงิน<strong> สรุป</strong><strong>:</strong> ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรมีนโยบายเชิงรุกในการสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและพัฒนากระบวนการจัดการ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดจีนได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-02-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมและเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JRBGS/article/view/282993
การพัฒนาฐานข้อมูลภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ของชุมชนดอยสะเก็น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
2025-12-06T23:44:44+07:00
ปทุมวดี พันธ์สืบ
pathumwadee.pha@crru.ac.th
ดวงศิริ ภูมิวิชชุเวช
duamgsiri.poo@crru.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ดอยสะเก็นเป็นชุมชนที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นป่ากลางเมืองเชียงราย เนื่องด้วยมีธรรมชาติล้อมรอบและอุดมด้วยป่าและพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด เหมาะกับการเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจ อีกทั้งได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่เมืองแห่งการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ แต่เนื่องจากบุคคลทั่วไปรวมถึงนักท่องเที่ยวยังไม่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนและเข้าไม่ถึงฐานข้อมูลของชุมชนที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลภาษาอังกฤษที่จำเป็นต่อชาวต่างชาติ <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>: 1. </strong>เพื่อศึกษาและรวบรวมข้อมูลด้านศิลปวัฒนธรรมและกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชนดอยสะเก็น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 2. เพื่อพัฒนาเป็นชุดข้อมูลภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และเพื่อประเมินความพึงพอใจในการใช้งานชุดข้อมูลภาษาอังกฤษดังกล่าว <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>ใช้กระบวนการวิจัยแบบผสมสานโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะจงกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นปราชญ์ในชุมชนจำนวน 10 คน เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่นที่จะนำมาคัดเลือกเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อจัดทำเป็นฐานข้อมูลภาษาอังกฤษ จากนั้นใช้แบบประเมินความพึงพอใจในการเก็บข้อมูลวิจัยเชิงปริมาณกับกลุ่มปราชญ์ในพื้นที่ 10 คน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับชุมชน 10 คน นักท่องเที่ยวชาวไทย 30 คน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 50 คน <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า ข้อมูลด้านศิลปวัฒนธรรมและกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชนดอยสะเก็นที่ได้รวบรวมไว้นั้นตอบสนองต่อหลักของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดของ UNESCO เนื่องจากชุมชนมีที่ตั้งอยู่ใกล้เมือง การเดินทางเข้าถึงสะดวกและได้รับการประชาสัมพันธ์ข้อมูลด้วยภาษาไทยอย่างต่อเนื่องจากเทศบาลนครเชียงราย ทำให้ผู้มาเยือนได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมในชุมชนอีกทั้งได้มีโอกาสลงมือทำกิจกรรมและมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนอย่างแท้จริง แต่ยังมีประชาชนบางส่วนรวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ประสงค์ใช้เวลาในการสัมผัสกับธรรมชาติและชุมชน ยังเข้าไม่ถึงข้อมูลของชุมชนอย่างแท้จริง ทั้งในบริบทของสถานที่และกิจกรรมที่สามารถทำในชุมชนได้ เมื่อได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลและคัดเลือกกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในชุมชนมาเป็นจุดเด่นแล้วผู้วิจัยได้เล็งเห็นว่าหากเพิ่มการประชาสัมพันธ์ชุมชนในรูปแบบอื่นนั้น พบว่าข้อมูลที่จัดทำเพื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบโบรชัวร์ขนาดเล็กที่มี qr-code ข้อมูลของชุมชนและกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้เวลาในการทำกิจกรรมได้รับค่าความพึงพอใจในภาพรวมมากที่สุด 4.68 (S.D. = 0.62) โดยจำแนกเป็นความพอใจด้านภาษา 4.66 (S.D. = 0.65) ด้านเนื้อหา 4.67 (S.D. = 0.62) และด้านการใช้ประโยชน์ 4.69 (S.D. = 0.58) <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การพัฒนาฐานข้อมูลภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมและแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนดอยสะเก็นต่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทำให้สามารถทราบข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ และกิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และจะทำให้ชุมขนมีโอกาสพัฒนาและเจริญเติบโตทางการท่องเที่ยวและเป็นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในชุมชนได้อีกช่องทาง อีกทั้งยังเป็นต้นแบบ (Model) สำหรับการพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ดิจิทัลเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนที่ใช้งบประมาณไม่สูงและมีประสิทธิภาพด้วย</p>
2026-02-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมและเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JRBGS/article/view/285317
รูปแบบการจัดการทุนพหุวัฒนธรรมสู่แหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี
2025-12-15T11:06:11+07:00
ตุลยราศรี ประเทพ
tulyarasee.2828@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ทุนวัฒนธรรมเป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่ม (Added Value) ให้กับสินค้าและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ (Experience-driven Tourism) และอัตลักษณ์ท้องถิ่น <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>: </strong>1. เพื่อวิเคราะห์และจัดประเภททุนวัฒนธรรมในพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี 2. ศึกษาแนวทางการจัดการทุนวัฒนธรรม และ 3. นำเสนอรูปแบบการจัดการทุนพหุวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน การศึกษานี้ใช้ <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>ใช้วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสาร การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) จำนวน 20 คน ซึ่งประกอบด้วย ผู้นำชุมชน ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และนักวิชาการด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Data Triangulation) <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่าพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีมีทุนวัฒนธรรมที่เข้มแข็งและโดดเด่นโดยเฉพาะมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) ซึ่งสะท้อนผ่านวิถีชีวิตและการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของ สังคมพหุวัฒนธรรม (พุทธ คริสต์ อิสลาม) อย่างไรก็ตาม การจัดการในปัจจุบันยังขาดกลไกเชิงระบบในการบูรณาการทุนดังกล่าวเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าของการท่องเที่ยว (Tourism Value Chain) ผู้วิจัยจึงได้นำเสนอ รูปแบบการจัดการทุนวัฒนธรรม 4 มิติ (4D Model) ประกอบด้วย D1: Creative Tourism Promotion การสร้างสรรค์กิจกรรมประสบการณ์ร่วม D2: Cultural Conservation & Inheritance การอนุรักษ์เชิงรุกและสืบทอดภูมิปัญญา D3: Community Livelihood Enhancement การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม D4: Community Relations & Governance การเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความสัมพันธ์ในชุมชนพหุวัฒนธรรม <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า “ความยั่งยืนไม่ได้มาจากแค่การขายของ แต่มาจากการบริหารจัดการความสัมพันธ์” หากย่านธนบุรีใช้ 4D Model นี้ จะสามารถเปลี่ยนจากแค่ทางผ่านของนักท่องเที่ยว ให้กลายเป็น "แหล่งเรียนรู้พหุวัฒนธรรมมีชีวิต" ที่สร้างรายได้และรักษาอัตลักษณ์ไปได้พร้อมๆ กัน</p>
2026-02-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมและเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JRBGS/article/view/281821
การส่งสัญญาณของอัตราส่วนทางการเงินถึงอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนของ กิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET
2025-12-27T00:43:49+07:00
สายนที ทรัพย์มี
Sainatee295@gmail.com
พวงทอง วังราษฎร์
Sainatee295@gmail.com
นันทิยา พรมทอง
Sainatee295@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>เมื่อเศรษฐกิจโลกมีความผันผวน สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเกิดวิกฤติ ย่อมกระทบต่อ SET ที่มีความอ่อนไหวสูง นักลงทุนต้องแสวงหาวิธีการในการป้องกัน ลดความเสี่ยง ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 2. เพื่อศึกษาอิทธิพลของอัตราส่วนทางการเงินกับอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> วิจัยเชิงปริมาณประชากรคือ บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่ม SET ปี พ.ศ 2566 จากแหล่งข้อมูล Set Smart และแบบ 56-1 เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 346 บริษัทใช้สถิติ Descriptive, Correlation, Multiple regression <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>พบว่า อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV) มีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (DY) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 อัตราส่วนหมุนเวียนสินทรัพย์รวม (TAT) มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (DY) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) มีอิทธิพลเชิงบวกต่ออัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (DY) และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV) มีอิทธิพลในทิศทางตรงกันข้ามต่ออัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (DY) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผลการวิจัยนี้เป็นประโยชน์ในการคัดกรองหุ้นปันผลได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ทราบพฤติกรรมการให้มูลค่าหุ้นในตลาด และเพิ่มความแม่นยำของแบบจำลองพยากรณ์อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (DY)</p>
2026-02-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมและเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JRBGS/article/view/285844
ทฤษฎีการรับรู้จังหวะเชิงพหุประสาทสัมผัส: การสร้างกรอบนวัตกรรมระบบสีตัวโน้ต (อนุสิทธิบัตร) เพื่อพัฒนาศาสตร์การสอนกลองชุดยุคดิจิทัล
2026-01-13T13:32:52+07:00
รุ่งเกียรติ สิริวงษ์สุวรรณ
rungkiat.si@ssru.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong><strong>“</strong>ทฤษฎีการรับรู้จังหวะเชิงพหุประสาทสัมผัส” ผ่านการพัฒนาและการทดสอบเชิงประจักษ์ของ “กรอบนวัตกรรมระบบสีตัวโน้ต (อนุสิทธิบัตร)” ซึ่งถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น Perceptual Coding System เพื่อเสริมสร้างทักษะการรับรู้จังหวะความแม่นยำเชิงปฏิบัติกลองชุดและการลดภาระทางการรับรู้ของผู้เรียนในบริบทการศึกษาดนตรียุคดิจิทัล <strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อประเมินตรวจสอบและอธิบายเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับประสิทธิผลของ “ทฤษฎีการรับรู้จังหวะเชิง พหุประสาทสัมผัส” ผ่านการพัฒนาและการทดสอบเชิงประจักษ์ของ “กรอบนวัตกรรมระบบสีตัวโน้ต (อนุสิทธิบัตร)” ในฐานะ Perceptual Coding System เพื่อเสริมสร้างทักษะการรับรู้จังหวะความแม่นยำเชิงปฏิบัติกลองชุดและการลดภาระทางการรับรู้ของผู้เรียนในบริบทการศึกษาดนตรียุคดิจิทัล <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยใช้ระเบียบวิธีกึ่งทดลองเชิงสาเหตุร่วมกับการสร้างแบบจำลองอธิบายโดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 45 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงแบ่งเป็นผู้เรียนที่มีพื้นฐานดนตรี 30 คน และผู้เรียนที่ไม่มีพื้นฐานดนตรี 15 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย Rhythm Cognition Test, Drum Performance Accuracy Scale และ Cognitive Load Index ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC ≥ .80) และความเชื่อมั่น (α > .85) <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า ระบบสีตัวโน้ตมีประสิทธิผลสูงต่อการพัฒนาทักษะเชิงดนตรีทุกมิติกลุ่มนักเรียนดนตรีมีพัฒนาการด้าน Rhythm Cognition เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (t = 19.82, p < .001, d = 3.62) เช่นเดียวกับกลุ่มไม่มีพื้นฐานดนตรีซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงถึง 74% (t = 14.05, p < .001, d = 3.62) ด้านความแม่นยำเชิงปฏิบัติกลุ่มผู้เรียนใหม่ลดข้อผิดพลาดเชิงเวลาได้มากกว่า 60% สอดคล้องกับทฤษฎี auditory–motor integration ขณะที่ภาระทางการรับรู้ลดลงอย่างเด่นชัดในทั้งสองกลุ่ม โดยกลุ่มไม่มีพื้นฐานลดลงถึง 40.3% ตามกรอบ Cognitive Load Theory นอกจากนี้ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า Rhythm Cognition และ Accuracy มีความสัมพันธ์สูง (r = .81, p < .001) ขณะที่ Cognitive Load มีความสัมพันธ์เชิงลบกับผลการปฏิบัติ (r = –.68, p < .001) สะท้อนกลไกระดับพหุประสาทสัมผัสที่สอดคล้องกับทฤษฎีปัจจุบัน <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ผลลัพธ์ทั้งหมดชี้ชัดว่า นวัตกรรมระบบสีตัวโน้ตที่ได้รับอนุสิทธิบัตรมิได้ทำหน้าที่เพียงเป็นสื่อการสอนเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็น “ระบบรหัสทางการรับรู้” ที่สามารถอธิบายพลวัตการเรียนรู้ทางดนตรีอย่างเป็นระบบ มีความแข็งแรงเชิงทฤษฎี และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็น “ทฤษฎีสากลสำหรับศาสตร์การสอนกลองชุด” ในสาขาดุริยางคศิลป์และดนตรีศึกษา รองรับการประยุกต์ใช้ในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ดิจิทัลของศตวรรษที่ 21</p>
2026-02-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมและเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JRBGS/article/view/279944
วิวัฒนาการและแนวโน้มของเทคโนโลยีการสร้างแบบจำลอง 3 มิติ
2025-10-16T18:32:30+07:00
วิชชา เจริญสุข
wicha.cha@dpu.ac.th
<p>เทคโนโลยีการสร้างแบบจำลองสามมิติ (3D Modeling) มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการออกแบบ วิศวกรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในหลายสาขา บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวิวัฒนาการและวิเคราะห์แนวโน้ม ของเทคโนโลยีการสร้างแบบจำลองสามมิติ ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของคอมพิวเตอร์กราฟิกในทศวรรษ 1960 จนถึงเทคโนโลยีร่วมสมัย โดยอาศัยการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ควบคู่กับการสังเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กระบวนการศึกษามุ่งเน้นการพิจารณาพัฒนาการของเทคโนโลยีแกนหลัก เทคนิคการสร้างแบบจำลอง และแนวทางการประยุกต์ใช้งานในบริบทปัจจุบัน การวิเคราะห์สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีจากการแสดงผลแบบโครงร่างลวดไปสู่การสร้างแบบจำลองพื้นผิวและรูปทรงสามมิติที่มีความแม่นยำและสมจริงมากขึ้น รวมถึงบทบาทของระบบคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบ (CAD) และเทคนิคเชิงเรขาคณิต เช่น NURBS และการแบ่งย่อยพื้นผิว ที่สนับสนุนการจัดการรูปทรงซับซ้อน นอกจากนี้ การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์และการพัฒนาส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ได้ส่งผลต่อรูปแบบการทำงานและประสบการณ์ของผู้ใช้งานอย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มในอนาคตชี้ให้เห็นการพัฒนาไปสู่รูปแบบปฏิสัมพันธ์ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นผ่านเทคโนโลยีความจริงเสมือน ความจริงเสริม และระบบอัจฉริยะ ขณะเดียวกันยังคงมีความท้าทายด้านมาตรฐานข้อมูลและความเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการออกแบบดิจิทัลกับการผลิตจริง บทความนี้จึงมีส่วนช่วยสร้างความเข้าใจเชิงระบบเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีการสร้างแบบจำลองสามมิติ และสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับการวิจัยและพัฒนาในอนาคต</p>
2026-02-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมและเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน