https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/issue/feed
วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE)
2026-08-15T12:18:09+07:00
รศ.ดร.ศักดิ์ศรี สุภาษร
jsse.sci.ubu@gmail.com
Open Journal Systems
<p> วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (Journal of Science and Science Education: JSSE) หมายเลข<strong> ISSN 2586-9256 (Print) และ 2697-410X (Online)</strong> เป็นวารสารที่จัดทำโดยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัย (Research articles) หรือบทความวิชาการ (Review articles) ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา (ซึ่งหมายรวมถึงเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ศึกษา และคณิตศาสตร์ศึกษา) และด้านวิทยาศาสตร์ (โดยเน้นเป็นวิทยาศาสตร์กายภาพ ได้แก่ เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี) ทั้งบทความภาษาไทยและบทความภาษาอังกฤษ โดยลักษณะของบทความที่จะนำเสนอเพื่อขอลงตีพิมพ์ในวารสารจะต้องมีสาระที่น่าสนใจ เป็นงานที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ทันสมัย และต้องเป็นงานที่ไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน (original article) ทั้งนี้ ทุกบทความจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการจากคณะผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องในแต่ละสาขาวิชา (Peer Review) จากหลากหลายสถาบัน อย่างน้อย 3 ท่าน ตั้งแต่วารสารปีที่ 4 ฉบับที่ 2 เป็นต้นมา ผลงานที่ได้รับการพิจารณาลงพิมพ์ในวารสารจะต้องมีสาระน่าสนใจ เป็นงานที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ทันสมัย และต้องเป็นงานที่ไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน</p> <p> อนึ่ง <strong>วารสาร JSSE จัดอยู่ในกลุ่มสาขาวิชาสังคมศึกษา (Main subject categories: Social Sciences) สาขาวิชาสังคมศึกษา (Subject areas: Social Sciences)</strong> <strong>และอยู่ในสาขาวิชาย่อยด้านการศึกษา (Sub-subject: Education) นอกจากนี้ ยังมีสาขาวิชาย่อยเพิ่มเติมอีก 4 สาขาวิชาย่อยในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ (Main subject categories: Physical Sciences) ได้แก่ (1) เคมีทั่วไป (2) คอมพิวเตอร์ทั่วไป (3) คณิตศาสตร์ทั่วไป และ (4) ฟิสิกส์และดาราศาสตร์ทั่วไป</strong></p> <p> ทั้งนี้ วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษามีกำหนดเผยแพร่บทความปีละ 2 ฉบับหรือเล่ม โดยเล่มที่ 1 เป็นเผยแพร่บทความระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน และเล่มที่ 2 เผยแพร่บทความระหว่าง กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ (Publication Charge)</strong></p> <p>วารสารได้ประกาศอัตราค่าธรรมเนียมการพิจารณาบทความ (Article Processing Charge) บทความละ 1,500 บาท <strong>โดยบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาบทความต้นฉบับในเบื้องต้น จากนั้นจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว</strong> (ยังไม่ต้องชำระมาพร้อมกับการ submission) ก่อนที่จะส่งบทความให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมดังกล่าว ทั้งนี้ มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการดำเนินการบทความตั้งแต่ วารสารปีที่ 6 พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป</p> <p><strong>ทั้งนี้ การชำระค่าธรรมเนียมการพิจารณาบทความ ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าบทความดังกล่าวจะได้รับการเผยแพร่ใน JSSE แต่อย่างใด ดังนั้น บทความที่จะได้รับการเผยแพร่ใน JSSE จะต้องผ่านกระบวนการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิตามปกติ</strong></p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/289948
ระบบพยากรณ์และเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอัจฉริยะตามดัชนีคุณภาพน้ำ ด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องและอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง
2026-08-15T12:18:09+07:00
วันนเรศวร์ สิงหัษฐิต
wanarase.s@ubu.ac.th
ทศพร อเลิร์ป
tossaporn.c@ubu.ac.th
กมล เจริญศรี
kamon.ch.65@ubu.ac.th
ชยาพร แก่นสาร์
chayaporn.k@ubu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) ร่วมกับการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบพยากรณ์และเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอัจฉริยะ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ค่าดัชนีคุณภาพน้ำแบบลดรูป (Reduced Water Quality Index: rWQI) จากข้อมูลอุณหภูมิน้ำ ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) และปริมาณของแข็งละลายน้ำรวม (TDS) ผ่านการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ 4 โมเดล ได้แก่ Extremely Randomized Trees (ET), Random Forest (RF), Simple Linear Regression (LR) และ Multiple Linear Regression (MLR) ในการพยากรณ์ค่าคุณภาพน้ำล่วงหน้าระยะเวลา 1–6 ชั่วโมง โดยทำการทดสอบประสิทธิภาพของอัลกอริทึมผ่านตัวชี้วัด 4 ด้าน ได้แก่ สัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R<sup>2</sup>) ค่าความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAE) ค่าความคลาดเคลื่อนเปอร์เซ็นต์สัมบูรณ์เฉลี่ย (MAPE) และค่าความคลาดเคลื่อนเปอร์เซ็นต์สัมบูรณ์เฉลี่ยแบบสมมาตร (sMAPE) โดยผลการทดลองพบว่าประสิทธิภาพของแบบจำลองมีความแปรผันตามระยะเวลาพยากรณ์ ซึ่งในระยะสั้น (1–3 ชั่วโมงล่วงหน้า) แบบจำลอง RF ให้ประสิทธิภาพการพยากรณ์ดีที่สุด (โดยในชั่วโมงแรกมีค่า R<sup>2</sup> = 0.566 และ MAE = 5.215) ในขณะที่การพยากรณ์ระยะยาว (4–6 ชั่วโมงล่วงหน้า) พบว่าทุกแบบจำลองมีประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก (R<sup>2</sup> < 0) ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนสูงกว่าการใช้ค่าเฉลี่ยของข้อมูล (Mean Baseline) โดยข้อจำกัดนี้มีสาเหตุมาจากความผันผวนของคุณภาพน้ำที่สูงในสภาพแวดล้อมจริง ร่วมกับความคลาดเคลื่อนสะสมของการทำนายข้ามช่วงเวลาหลายก้าว (Multi-step Ahead Forecasting) ดังนั้นจากข้อค้นพบดังกล่าวจึงสรุปได้ว่าการใช้แบบจำลองให้สอดคล้องกับกรอบเวลาพยากรณ์เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียรในการประเมินและพยากรณ์ดัชนีคุณภาพน้ำ ซึ่งพบว่าโมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความแม่นยำและเหมาะสมสำหรับแจ้งเตือนล่วงหน้าในระยะสั้น ในระยะ 1-3 ชั่วโมง ซึ่งองค์ความรู้นี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถวางแผนควบคุมคุณภาพน้ำได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในการสูญเสียสัตว์น้ำ อีกทั้งยังเป็นต้นแบบทางเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัลที่ช่วยยกระดับการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำทั่วไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ</p>
2026-10-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/287608
การสังเคราะห์คาร์บอนดอทจากแป้งสับปะรดด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ไมโครเวฟเพื่อการตรวจวัดเหล็ก
2026-07-13T09:03:24+07:00
Muzaffar Abbas
muzaffar.abb@student.mahidol.edu
Kitima Sirivibulkovit
k.sirivibulkovit@hotmail.com
Phoonthawee Saetear
phoonthawee.sae@mahidol.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์คาร์บอนดอท (Carbon Dots; CDs) จากแป้งสับปะรดซึ่งเป็นชีวมวลทางการเกษตร โดยใช้เทคนิคการสังเคราะห์ด้วยไมโครเวฟที่มีความรวดเร็วและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และศึกษาศักยภาพของคาร์บอนดอทที่ได้สำหรับการประยุกต์ใช้ในการตรวจวัดไอออนเหล็ก (Fe<sup>2</sup><sup>+</sup>) ด้วยวิธีฟลูออเรสเซนซ์ ผลการศึกษาพบว่าคาร์บอนดอทที่สังเคราะห์ได้มีลักษณะเป็นอนุภาคทรงกลมกึ่งสมบูรณ์ในระดับนาโนเมตร มีการกระจายตัวของขนาดที่สม่ำเสมอ และมีหมู่ฟังก์ชันที่มีสมบัติชอบน้ำบนพื้นผิว ซึ่งช่วยให้สามารถกระจายตัวในน้ำได้ดี นอกจากนี้ คาร์บอนดอทยังแสดงสมบัติการเรืองแสงที่เด่นชัด โดยมีพีคการดูดกลืนแสงที่ประมาณ 280 นาโนเมตร และมีพีคการเปล่งแสงที่ 440 นาโนเมตร เมื่อกระตุ้นด้วยความยาวคลื่น 360 นาโนเมตร คาร์บอนดอทที่สังเคราะห์ได้ถูกนำมาพัฒนาเป็นโพรบฟลูออเรสเซนซ์ร่วมกับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (CDs/H<sub>2</sub>O<sub>2</sub>) สำหรับการตรวจวัด Fe<sup>2</sup><sup>+</sup> โดยอาศัยกลไกการดับการเรืองแสงที่เกิดจากปฏิกิริยาเฟนตัน (Fenton reaction) ซึ่งก่อให้เกิดอนุมูลไฮดรอกซิล (<sup>•</sup>OH) ที่สามารถออกซิไดซ์พื้นผิวของคาร์บอนดอท ผลการทดลองพบว่าความเข้มฟลูออเรสเซนซ์ของระบบลดลงตามการเพิ่มขึ้นของความเข้มข้น Fe<sup>2</sup><sup>+</sup> โดยมีช่วงความเป็นเส้นตรงที่ดี 2 ช่วง คือ 0.0186-0.186 ส่วนในล้านส่วน และ 0.186-1.86 ส่วนในล้านส่วนขีดจำกัดการตรวจวัดเท่ากับ 0.0045 ส่วนในล้านส่วน และแสดงความจำเพาะที่ดีต่อ Fe<sup>2</sup><sup>+</sup> เมื่อเปรียบเทียบกับไอออนโลหะชนิดอื่น นอกจากนี้ ระบบโพรบที่พัฒนาขึ้นยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการตรวจวัด Fe<sup>2</sup><sup>+</sup> ในตัวอย่างน้ำจริงได้ โดยให้ร้อยละการคืนกลับอยู่ในช่วง 87–98 และมีร้อยละความเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมพัทธ์ต่ำกว่า 5 ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการใช้แป้งสับปะรดซึ่งเป็นชีวมวลจากของเหลือทางการเกษตรสามารถนำมาใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตคาร์บอนดอทที่มีสมบัติเรืองแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวภาพและสอดคล้องกับแนวคิดเคมีสีเขียวและการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจวัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
2026-10-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/287363
การพัฒนาสื่อ 3 มิติ ด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง เรื่อง การบวกและลบเวกเตอร์ ในระบบพิกัดฉาก 3 มิติ
2026-03-17T12:58:16+07:00
อัมพร วัจนะ
umporn.w@rumail.ru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษามโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน เรื่อง การบวกและลบเวกเตอร์ในระบบพิกัดฉาก 3 มิติ (2) พัฒนาชุดสื่อ 3 มิติ ด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง เรื่อง การบวกและลบเวกเตอร์ในระบบพิกัดฉาก 3 มิติและ (3) ศึกษาประสิทธิผลของชุดสื่อ 3 มิติ เรื่อง การบวกและลบเวกเตอร์ในระบบพิกัดฉาก 3 มิติ โดยผลการศึกษาพบมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับแกนพิกัด x, y, z การระบุพิกัด 3 มิติ การแสดงเวกเตอร์ 3 มิติ นิเสธของเวกเตอร์และการนำขนาดของเวกเตอร์มาบวกและลบกัน และจากการพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของชุดสื่อ 3 มิติ เรื่อง การบวกและลบเวกเตอร์ในระบบพิกัดฉาก 3 มิติ พบว่ามีค่า Normalized change รวมเท่ากับ 0.55 และค่า Normalized change เฉลี่ยเท่ากับ 0.46 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชุดสื่อ 3 มิติมีประสิทธิผลในการพัฒนามโนทัศน์เรื่องการบวกและลบเวกเตอร์ในระบบพิกัดฉาก 3 มิติของผู้เรียนในระดับปานกลางจนถึงสูง ดังเห็นได้จากร้อยละ 65 ของ Normalized change รายบุคคลมีค่าสูงกว่า 0.30 (ระดับปานกลาง) และร้อยละ 38 สูงกว่า 0.70 (ระดับสูง) ซึ่งแสดงว่าชุดสื่อ 3 มิติมีศักยภาพในการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนส่วนใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-07-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/285750
การพัฒนาสมรรถนะการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาปริญญาตรี ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง ความปลอดภัยทางเคมี
2026-05-08T12:35:22+07:00
ดุษฎีพร หิรัญ
dussadee.hirun@gmail.com
สุรวุฒิ สุดหา
dussadeeporn.hirun@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องความปลอดภัยทางเคมี ของนักศึกษาปริญญาตรี ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) ศึกษาการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้เรื่อง ความปลอดภัยทางเคมี 4) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษา 5) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษา วิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 49 คน แบบวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ 2) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ 3) แบบประเมินทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์แบบบูรณาการ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังการใช้รูปแบบการเรียนการสอน มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 2) ประเมินผลทักษะขั้นบูรณาการหลังจากใช้กิจกรรม พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยร้อยละเท่ากับ 77.80 3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอยู่ในระดับมากที่สุด ในด้านการจัดกิจกรรม ด้านการนำไปใช้และด้านคุณค่าและประโยชน์ที่ได้รับ 4) ความสามารถในการแก้ปัญหาของผู้เรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 5) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการและความพึงพอใจ พบว่าความพึงพอใจมีคะแนนสูงที่สุดคิดเป็นร้อยละ 85.60</p>
2026-07-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/287724
การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) เรื่อง ความหลากหลาย ทางชีวภาพ เพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการเชื่อมโยงความรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2026-05-19T09:46:31+07:00
ธัญญลักษณ์ สุวรรณสม
thanyaluck@payak.ac.th
พรรณวิไล ดอกไม้
Thanyaluck@payak.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ 2) การเชื่อมโยงความรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการเรียนรู้โครงงานเป็นฐาน เรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง กับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการเรียนรู้โครงงานเป็นฐาน เรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ จำนวน 1 แผน เวลาในการจัดการเรียนรู้ 12 ชั่วโมง, 2) แบบทดสอบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นข้อสอบเชิงสถานการณ์ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก สร้างข้อสอบตามด้านการประเมินจำนวน 5 ด้าน ด้านละ 5 ข้อ รวมข้อสอบทั้งหมด 25 ข้อ และ 3) แบบประเมินการเชื่อมโยงความรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สำหรับประเมินการเชื่อมโยงความรู้ของนักเรียน จำนวน 6 ด้าน ด้านละ 5 ข้อ รวม 30 ข้อ มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนน T ปกติ ผลการวิจัยการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน เมื่อพิจารณาการคิดอย่างมีวิจารณญาณรายด้าน พบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ด้านการสรุปอ้างอิง (T = 48.91) ด้านการยอมรับข้อตกลงเบื้องต้น (T = 50.14) ด้านการนิรนัย (T = 50.14) ด้านการตีความ (T = 50.32) และด้านการประเมินข้อโต้แย้ง (T = 50.49) ซึ่งทุกด้านแปลผลอยู่ในระดับปานกลาง และ 2) นักเรียนมีการเชื่อมโยงความรู้ หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ด้านการสร้างและรักษาเครือข่ายกรองข้อมูล (T = 48.10) ด้านการเข้าถึงและกรองข้อมูล (T = 50.18) ด้านการเชื่อมโยงข้อมูล (T = 47.85) ด้านความหลากหลายของแหล่งข้อมูล (T = 49.85) ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (T = 51.35) และด้านกระบวนการแบบไดนามิก (T = 52.68) โดยทุกด้านมีการแปลผลอยู่ในระดับค่าเฉลี่ย ซึ่งเป็นระดับคุณภาพปานกลาง</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/287585
การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน เรื่อง พันธะไอออนิก เพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2026-05-18T15:12:47+07:00
ธิติมา พัวพันธ์
cat11katty@gmail.com
เนตรชนก จันทร์สว่าง
cat11katty@gmail.com
พรพิมล พลคำ
cat11katty@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน และ 2) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนมัธยมธษพล จำนวน 18 คน ซึ่งได้มากจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) แบบแผนการวิจัยครั้งนี้เป็นการทดลองเบื้องต้นกลุ่มเดียวมีการทดสอบแบบก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน เรื่อง พันธะไอออนิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 แผน รวม 12 ชั่วโมง 2) แบบวัดความสามารถในการสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง พันธะไอออนิก 3) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และทดสอบสมมติฐานด้วย t-test for dependent sample ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ในภาพรวมอยู่ในระดับพอใช้ ถึง ระดับดี เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่นักเรียนมีความสามารถสูงสุด คือ ด้านการสร้างแบบจำลองใหม่และด้านการเลือกแบบจำลองซึ่งอยู่ในระดับดี รองลงมาคือ ด้านการนำแบบจำลองไปใช้ ด้านการพิสูจน์แบบจำลอง และด้านการประยุกต์ใช้แบบจำลอง อยู่ในระดับพอใช้ ขณะที่นักเรียนมีความสามารถต่ำที่สุด คือ ด้านการสร้างแบบจำลองซึ่งอยู่ในระดับพอใช้ และ 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์หลังเรียนโดยรวมสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานสามารถส่งเสริมความสามารถในการสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์และพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นแนวทางที่มีคุณค่าในการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา</p>
2026-10-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/287894
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เรื่องของแข็งและของไหล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
2026-05-22T10:09:10+07:00
อนุธิดา เทิงสูงเนิน
678010300104@rmu.ac.th
ไพศาล วรคำ
a.anuthida.t@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ของแข็งและของไหล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียน ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง ของแข็งและของไหล จำนวน 4 แผนการเรียนรู้ เวลาเรียน 12 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ของแข็งและของไหล เป็นข้อสอบแบบ 2 ส่วน (Two-Tier Multiple Choice Test) ส่วนที่ 1 ข้อสอบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ส่วนที่ 2 การให้เหตุผลในการเลือกคำตอบแบบปรนัยในข้อนั้น 3) แบบทดสอบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 12 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีความเข้าใจที่สมบูรณ์ละ 22.37 มีความเข้าใจที่ถูกต้องแต่ไม่สมบูรณ์ ร้อยละ 35.25 มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนบางส่วน ร้อยละ 28.87 ไม่เข้าใจและไม่ตอบ ร้อยละ 12.25 2) ผลการเปรียบเทียบการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน พบว่าการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลการวิจัยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สามารถช่วยพัฒนาความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนในการเรียนฟิสิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-10-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/288585
ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโมเดล TPACK ที่มีต่อทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2026-06-01T08:24:37+07:00
สิรินยา พันธวงศ์
sirinya.si.65@ubu.ac.th
วีรยุทธ นิลสระคู
weerayuth.ni@ubu.ac.th
ศราวุธ แสนการุณ
weerayuth.ni@ubu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการและความคงทนในทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโมเดล TPACK และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโมเดล TPACK โดยใช้แบบแผนการวิจัยกลุ่มเดียวทดสอบก่อน-หลังเรียนและวัดความคงทนหลังเรียนผ่านไป 2 สัปดาห์ (One-group pretest-posttest design with retention test) กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 11 คน การจัดกิจกรรมประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ 6 แผนการ รวม 12 ชั่วโมงการเรียนรู้ เรื่องอัตราส่วน โดยใช้กรอบการจัดกิจกรรม PBL ร่วมกับโมเดล TPACK จำนวน 6 ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ (คะแนนเต็ม 60 คะแนน) ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ (IOC = 1.00, ความเชื่อมั่น = 0.90) และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจ (มาตราส่วน 5 ระดับ) โดยใช้ชื่อสมมติ (G1–G11) ในการนำเสนอข้อมูลรายบุคคลเพื่อรักษาความลับของผู้เข้าร่วมวิจัย ข้อมูลเชิงปริมาณถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา สถิติทดสอบ Wilcoxon Signed-Rank Test และการคำนวณขนาดอิทธิพลอย่างครบถ้วน (Cohen’s , Hedges’ , และ Normalized Change) ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับการจัดกิจกรรมนักเรียนมีพัฒนาการทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์สูงขึ้นที่ระดับนัยสำคัญ .05 (ก่อนเรียน ค่าเฉลี่ย = 13.27, SD = 6.21; หลังเรียน ค่าเฉลี่ย = 27.73, SD = 12.02; Z = 2.934 , p = .003) โดยมีพัฒนาการเฉลี่ยร้อยละ 24.09 และ Normalized Change = 0.31 ขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูง (Cohen’s = 1.70, Hedges’ = 1.57) ซึ่งบ่งชี้ถึงนัยสำคัญเชิงปฏิบัติที่แม้กลุ่มเป้าหมายจะมีขนาดเล็ก (n = 11) สำหรับความคงทนของทักษะ พบว่าค่า p-value มีค่ามากกว่าระดับนัยสำคัญ ผลการเปรียบเทียบไม่มีความแตกต่างระหว่างคะแนนหลังเรียน (27.73) กับคะแนนวัดความคงทนหลังผ่านไป 2 สัปดาห์ (29.09) (Z = -1.019 , p = .308) ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มความคงทนของการเรียนรู้ ระยะสั้นในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ นอกจากนี้นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบ PBL ร่วมกับโมเดล TPACK อยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยรวม = 4.52, SD = 0.44) ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบูรณาการ PBL กับโมเดล TPACK ในการพัฒนาและรักษาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ตลอดจนสร้างความพึงพอใจในระดับสูงในบริบทการศึกษาในระดับประถมศึกษาของประเทศไทย</p>
2026-10-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/289127
การพัฒนาเครื่องมือวัดทักษะการคิดขั้นสูง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2026-07-20T10:10:44+07:00
จาตุรงค์ ศรีไทย
jaturongs66@nu.ac.th
ณัฐกานต์ ประจันบาน
jaturongs66@nu.ac.th
<p>ทักษะการคิดขั้นสูงเป็นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากช่วยให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมิน ตัดสินใจ และสร้างแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เน้นการสืบเสาะ การใช้หลักฐาน การคิดอย่างเป็นระบบ และการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเครื่องมือวัดทักษะการคิดขั้นสูงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 2) ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวัดทักษะการคิดขั้นสูง กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน กลุ่มทดลองใช้เครื่องมือ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 100 คน และกลุ่มตัวอย่างสำหรับตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 300 คน จากโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบวัดทักษะการคิดขั้นสูงเชิงสถานการณ์แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ จำนวน 32 ข้อ ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันรายด้าน ผลการวิจัยพบว่า 1) เครื่องมือวัดทักษะการคิดขั้นสูงที่พัฒนาขึ้นเป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ จำนวน 32 ข้อ จำแนกเป็นด้านการคิดวิเคราะห์ 12 ข้อ การคิดสังเคราะห์ 8 ข้อ การคิดสร้างสรรค์ 4 ข้อ และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 8 ข้อ โดยข้อคำถามมีโครงสร้างสอดคล้องกับนิยามเชิงปฏิบัติการและตัวชี้วัดที่กำหนด และ 2) ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ พบว่า ข้อคำถามทั้ง 32 ข้อมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 – 1.00 ค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.610 – 0.800 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.260 – 0.760 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.933 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การคิดวิเคราะห์มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.838 การคิดสังเคราะห์เท่ากับ 0.847 การคิดสร้างสรรค์เท่ากับ 0.645 และการคิดอย่างมีวิจารณญาณเท่ากับ 0.864 องค์ประกอบทั้ง 4 ด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.365 – 0.747 และผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันรายด้านพบว่า โมเดลการวัดทั้ง 4 ด้านมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยภาพรวม เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมีหลักฐานด้านคุณภาพที่เหมาะสมสำหรับใช้ประเมินทักษะการคิดขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อย่างไรก็ตาม การแปลผลด้านการคิดสร้างสรรค์ควรดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีจำนวนข้อคำถามน้อยและมีค่าความเชื่อมั่นต่ำกว่าด้านอื่น</p>
2026-10-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/290900
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบพลเมืองนักวิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรมการสังเกตดินด้วยชุด GLOBE–NASA ต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ
2026-07-29T14:19:26+07:00
ธนวัฒน์ หงษ์สา
Chanpattame.po@bsru.ac.th
รัศมี จันทะเลิศ
Chanpattame.po@bsru.ac.th
ศศิภัทร คล้าย ณ รังษี
Chanpattame.po@bsru.ac.th
ฌาน ปัทมะ พลยง
Chanpattame.po@bsru.ac.th
<p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบพลเมืองนักวิทยาศาสตร์ (Citizen science) <br />ผ่านกิจกรรมการสังเกตดินด้วยชุด GLOBE–NASA ที่มีต่อความรู้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เจตคติทางวิทยาศาสตร์ และความพึงพอใจของนักเรียนระดับประถมศึกษา การวิจัยกึ่งทดลองโดยใช้แบบแผนกลุ่มควบคุมที่ไม่เท่าเทียมกันแบบทดสอบก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลชลบุรี จำนวน 64 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 32 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบวัดเจตคติ และแบบวัดความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา t-test และ ANCOVA ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุมภายหลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) นอกจากนี้ นักเรียนกลุ่มทดลองมีเจตคติทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับสูงมาก (4.61 ± 0.34) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ขณะที่ความพึงพอใจต่อกิจกรรมอยู่ในระดับสูงมาก (4.72 ± 0.38) มีระดับการมีส่วนร่วมร้อยละ 85.4 และการดำเนินกิจกรรมมีความสอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ร้อยละ 97.5 สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบพลเมืองนักวิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรมการสังเกตดินด้วยชุด GLOBE–NASA สามารถส่งเสริมความรู้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างความพึงพอใจและการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ในระดับสูง จึงควรส่งเสริมการประยุกต์ใช้กิจกรรม Citizen science ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ (SDG 4)</p>
2026-10-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/291710
ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์สืบเสาะของนักเรียนระดับประถมศึกษา: ผลการศึกษาเบื้องต้นและการพัฒนากรอบการจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรม
2026-08-05T15:10:31+07:00
ศศิวิมล เปรมไธสง
sasipre@kku.ac.th
นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์
Niwsri@kku.ac.th
<p>การเข้าใจต่อธรรมชาติของวิทยาศาสตร์สืบเสาะ ถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เนื่องจากช่วยให้นักเรียนสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังสามารถสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีความหมาย ดังนั้นแล้ว การเรียนรู้วิทยาศาสตร์สืบเสาะแบบบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มุ่งเน้นความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์สืบเสาะได้ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสวงหาความรู้ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะอย่างสมบูรณ์มากขึ้น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์สืบเสาะของนักเรียนระดับประถมศึกษาและพัฒนากรอบการจัดการเรียนรู้ โดยมีผู้เข้าร่วมการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 5 จำนวน 22 คน ตามจำนวนนักเรียนทั้งหมดของโรงเรียนแห่งหนึ่ง โดยใช้แบบสอบถามมุมมองเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สืบเสาะในระดับประถมศึกษา ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ความเข้าใจในธรรมชาติของการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนแตกต่างกันในแต่ละประเด็น โดยนักเรียนแสดงความเข้าใจในระดับสมบูรณ์ในทั้ง 5 ประเด็น ซึ่งมีสัดส่วนสูงที่สุดในประเด็น ข้อสรุปต้องสอดคล้องกับข้อมูลที่รวบรวม และข้อสรุปพัฒนาจากข้อมูลที่รวบรวมและความรู้เดิม รองลงมาคือการเริ่มต้นด้วยคำถาม ขั้นตอนการสืบเสาะนำโดยคำถามที่ตั้งขึ้น และวิธีการที่หลากหลาย ตามลำดับ จากข้อค้นพบดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้นำเสนอกรอบแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการสร้างเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์สืบเสาะของผู้เรียนระดับประถมศึกษาบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อใช้เป็นกรอบการจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมมุ่งเป้าต่อการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สืบเสาะในระดับโรงเรียนต่อไป</p>
2026-10-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE)