วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE <p> วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (Journal of Science and Science Education: JSSE) หมายเลข<strong> ISSN (Print) และ 2697-410X (Online)</strong> เป็นวารสารที่จัดทำโดยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัย (Research articles) หรือบทความวิชาการ (Review articles) ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา (ซึ่งหมายรวมถึงเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ศึกษา และคณิตศาสตร์ศึกษา) และด้านวิทยาศาสตร์ (โดยเน้นเป็นวิทยาศาสตร์กายภาพ ได้แก่ เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี) ทั้งบทความภาษาไทยและบทความภาษาอังกฤษ โดยลักษณะของบทความที่จะนำเสนอเพื่อขอลงตีพิมพ์ในวารสารจะต้องมีสาระที่น่าสนใจ เป็นงานที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ทันสมัย และต้องเป็นงานที่ไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน (original article) ทั้งนี้ ทุกบทความจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการจากคณะผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องในแต่ละสาขาวิชา (Peer Review) จากหลากหลายสถาบัน อย่างน้อย 3 ท่าน ตั้งแต่วารสารปีที่ 4 ฉบับที่ 2 เป็นต้นมา ผลงานที่ได้รับการพิจารณาลงพิมพ์ในวารสารจะต้องมีสาระน่าสนใจ เป็นงานที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ทันสมัย และต้องเป็นงานที่ไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน</p> <p> อนึ่ง <strong>วารสาร JSSE จัดอยู่ในกลุ่มสาขาวิชาสังคมศึกษา (Main subject categories: Social Sciences) สาขาวิชาสังคมศึกษา (Subject areas: Social Sciences)</strong> <strong>และอยู่ในสาขาวิชาย่อยด้านการศึกษา (Sub-subject: Education) นอกจากนี้ ยังมีสาขาวิชาย่อยเพิ่มเติมอีก 4 สาขาวิชาย่อยในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ (Main subject categories: Physical Sciences) ได้แก่ (1) เคมีทั่วไป (2) คอมพิวเตอร์ทั่วไป (3) คณิตศาสตร์ทั่วไป และ (4) ฟิสิกส์และดาราศาสตร์ทั่วไป</strong></p> <p> ทั้งนี้ วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษามีกำหนดเผยแพร่บทความปีละ 2 ฉบับหรือเล่ม โดยเล่มที่ 1 เป็นเผยแพร่บทความระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน และเล่มที่ 2 เผยแพร่บทความระหว่าง กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ (Publication Charge)</strong></p> <p>วารสารได้ประกาศอัตราค่าธรรมเนียมการพิจารณาบทความ (Article Processing Charge) บทความละ 1,500 บาท <strong>โดยบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาบทความต้นฉบับในเบื้องต้น จากนั้นจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว</strong> (ยังไม่ต้องชำระมาพร้อมกับการ submission) ก่อนที่จะส่งบทความให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมดังกล่าว ทั้งนี้ มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการดำเนินการบทความตั้งแต่ วารสารปีที่ 6 พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป</p> <p><strong>ทั้งนี้ การชำระค่าธรรมเนียมการพิจารณาบทความ ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าบทความดังกล่าวจะได้รับการเผยแพร่ใน JSSE แต่อย่างใด ดังนั้น บทความที่จะได้รับการเผยแพร่ใน JSSE จะต้องผ่านกระบวนการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิตามปกติ</strong></p> Faculty of Science, Ubon Ratchathani University th-TH วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) 2586-9256 <p>วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) เป็นผู้ถือลิสิทธิ์บทความทุกบทความที่เผยแพร่ใน JSSE นี้ ทั้งนี้ ผู้เขียนจะต้องส่งแบบโอนลิขสิทธิ์บทความฉบับที่มีรายมือชื่อของผู้เขียนหลักหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจแทนผู้เขียนทุกนให้กับ JSSE ก่อนที่บทความจะมีการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของวารสาร</p> <p><strong>แบบโอนลิขสิทธิ์บทความ (Copyright Transfer Form)</strong></p> <p>ทางวารสาร JSSE ได้กำหนดให้มีการกรอกแบบโอนลิขสิทธิ์บทความให้ครบถ้วนและส่งมายังกองบรรณาธิการในข้อมูลเสริม (supplementary data) พร้อมกับนิพนธ์ต้นฉบับ (manuscript) ที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ ทั้งนี้ ผู้เขียนหลัก (corresponding authors) หรือผู้รับมอบอำนาจ (ในฐานะตัวแทนของผู้เขียนทุกคน) สามารถดำเนินการโอนลิขสิทธิ์บทความแทนผู้เขียนทั้งหมดได้ ซึ่งสามารถอัพโหลดไฟล์บทความต้นฉบับ (Manuscript) และไฟล์แบบโอนลิขสิทธิ์บทความ (Copyright Transfer Form) ในเมนู “Upload Submission” ดังนี้<br />1. อัพโหลดไฟล์บทความต้นฉบับ (Manuscript) ในเมนูย่อย Article Component &gt; Article Text<br />2. อัพโหลดไฟล์แบบโอนลิขสิทธิ์บทความ (Copyright Transfer Form) ในเมนูย่อย Article Component &gt; Other</p> <p>ดาวน์โหลด <strong><a href="https://drive.google.com/file/d/1OJN4lWx_wUF0OdXT5D2tgLakSl_OhOxm/view?usp=sharing">ไฟล์แบบโอนลิขสิทธิ์บทความ (Copyright Transfer Form)</a></strong></p> ส่วนหน้าของวารสาร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/290291 ศักดิ์ศรี สุภาษร ลิขสิทธิ์ (c) 0 2026-06-19 2026-06-19 9 1 h แบบจำลองเรขาคณิตการสังเคราะห์ด้วยแสงจากแสงอาทิตย์เชิงบัญญัติ (CS-PGM): กรอบแนวคิดเชิงกำหนดเพื่อหาขีดจำกัดทางฟิสิกส์สัมบูรณ์ของประสิทธิภาพผลผลิตพืช https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/284436 <p>ผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกถูกจำกัดด้วยประสิทธิภาพในการแปลงรังสีดวงอาทิตย์เป็นชีวมวลของพืช โดยที่ความแปรปรวนของสภาพอากาศจริงมักจะบดบังขีดจำกัดทางฟิสิกส์พื้นฐานที่กำหนดโดยเรขาคณิตของดวงอาทิตย์ แบบจำลองพืชที่มีอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่มักเป็นเชิงประจักษ์และต้องรวมตัวแปรบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่ผันผวน ทำให้การกำหนด เพดานทางฟิสิกส์สัมบูรณ์ มีความคลุมเครือ งานวิจัยนี้จึงนำเสนอ แบบจำลองเรขาคณิตการสังเคราะห์ด้วยแสงจากแสงอาทิตย์เชิงบัญญัติ (CS-PGM) ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดทางคณิตศาสตร์เชิงกำหนด (Deterministic) ที่ไม่ต้องอาศัยข้อมูลภายนอก (Zero-External-Data) ออกแบบมาเพื่อคำนวณ ผลผลิตศักยภาพสูงสุดเชิงทฤษฎี (TMPY) สำหรับทุกตำแหน่งบนโลก CS-PGM ผสานกลศาสตร์ท้องฟ้า ( ), สมมติฐานบรรยากาศเชิงบัญญัติ (T<sub>total</sub>), และหลักการประสิทธิภาพการใช้แสง (LUE) ที่เป็นที่ยอมรับ (LUE<sub>max</sub>) โดยใช้ค่าคงที่ T<sub>total</sub> 0.72 ซึ่งเป็นค่าการส่องผ่านทางทฤษฎีสูงสุด และ LUE<sub>max</sub> ที่ 4.8 g MJ<sup>-1</sup> PAR สำหรับพืช C4 การใช้ค่าคงที่เหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อตัดตัวแปรแทรกซ้อนทางสภาพอากาศออก และสะท้อนถึงขีดจำกัดทางอุณหพลศาสตร์สูงสุดที่เป็นไปได้ การสนับสนุนหลักของแบบจำลองคือการสร้าง เกณฑ์มาตรฐานสากลและที่ไม่ใช่เชิงประจักษ์ สำหรับศักยภาพผลผลิต ทำให้สามารถหา ช่องว่างผลผลิตเชิงทฤษฎี ได้อย่างแม่นยำ ผลการวิจัยยืนยันปรากฏการณ์ การเลื่อนตัวของจุดสูงสุดพลังงานแสง (Isophotic Peak Shifting) โดย TMPY มีค่าสูงสุดที่ละติจูด 16° (N/S) โดยให้ผลผลิต 74.6 ตันต่อเฮกตาร์ สำหรับฤดูปลูก 120 วัน ซึ่งสูงกว่าที่เส้นศูนย์สูตร (69.0 t ha<sup>-1</sup>) อย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์นี้พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่าขีดจำกัดทางฟิสิกส์สัมบูรณ์ของชีวมวลไม่ได้อยู่ที่เส้นศูนย์สูตร กรอบแนวคิดที่โปร่งใสและอิงหลักฟิสิกส์นี้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้กำหนดนโยบายและนักวิจัยทางการเกษตรในการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีกลยุทธ์</p> พิสิษฐ์ สุวรรณแพทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 9 1 161 169 10.14456/jsse.2026.13 โครงสร้างลีและมอดูลพัวส์ซองเชิงเดียวมีมิติจำกัดบนพีชคณิตพัวส์ซองสองชนิด https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/284949 <p>งานวิจัยนี้ทำการจำแนกมอดูลพัวส์ซองเชิงเดียวมิติจำกัดทั้งหมดบนพีชคณิตพัวส์ซองสองชนิดที่แตกต่างกันคือ และ ซึ่งนิยามบนฟิลด์จำนวนเชิงซ้อน โดยวงเล็บพัวส์ซองได้ให้นิยามไว้อย่างชัดเจนดังนี้ สำหรับพีชคณิตพัวส์ซอง และ , โดยการประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดการจำแนกของจอร์แดน (2010) เราได้ระบุไอดีลพัวส์ซองใหญ่ที่สุด ของพีชคณิตพัวส์ซองทั้งสองชนิด พร้อมทั้งวิเคราะห์โครงสร้างของพีชคณิตลีที่เกี่ยวข้องคือ ผลการวิจัยพบว่าพีชคณิตพัวส์ซอง และ ต่างมีไอดีลพัวส์ซองใหญ่ที่สุดสองค่าคือ <em> </em> <em> </em>และ ยิ่งไปกว่านั้นเราสามารถพิสูจน์ได้ว่าทั้งสี่กรณี พีชคณิตลี ที่เกี่ยวข้องจะมีมิติเท่ากับ 3 และสมสัณฐานกับพีชคณิตลีเชิงเส้นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ เมื่อประยุกต์ใช้กับทฤษฎีการแทนที่รู้จักกันดีของ จึงแสดงให้เห็นว่ามอดูลพัวส์ซองเชิงเดียวมิติจำกัดของทั้งสองพีชคณิตพัวส์ซอง และ ประกอบด้วยชุดที่เป็นอนันต์จำนวนสองชุด กล่าวคือสำหรับทุกมิติ จะมีมอดูลพัวส์ซองเชิงเดียวมิติจำกัด เพียงหนึ่งเดียวภายใต้การสมสัณฐานที่ถูกทำให้เป็นศูนย์โดย และอีกหนึ่งมอดูลที่ถูกให้เป็นศูนย์โดย </p> สิริกร สอนสุระ นงคราญ สระโสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-09 2026-05-09 9 1 170 181 10.14456/jsse.2026.14 การสร้างแบบจำลองค่าสุดขีดของปริมาณน้ำฝนรายเดือนด้วยการแจกแจงค่าสุดขีดวางนัยทั่วไปเพื่อประเมินความเสี่ยงด้านอุทกภัยและการวางแผนการเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/286791 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบจำลองค่าสุดขีดของปริมาณน้ำฝนรายเดือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย โดยประยุกต์ใช้การแจกแจงค่าสุดขีดวางนัยทั่วไปร่วมกับการประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยวิธีภาวะน่าจะเป็นสูงสุด ข้อมูลที่ใช้เป็นปริมาณน้ำฝนสูงสุดรายเดือนในช่วงปี พ.ศ. 2527–2568 จากสถานีตรวจวัด 6 แห่ง ได้แก่ สกลนคร สกษ. สกลนคร นครพนม นครพนม สกษ. บึงกาฬ และมุกดาหาร จากผลการวิเคราะห์เชิงพรรณนาพบว่าข้อมูลฝนสุดขีดของทุกสถานีมีลักษณะการกระจายแบบเบ้ขวา ซึ่งเหมาะสมต่อการวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีค่าสุดขีด ผลการประมาณพารามิเตอร์และการทดสอบความเหมาะสมด้วยสถิติโคโมโกรอฟ–สเมียร์นอฟชี้ให้เห็นว่าโดยส่วนใหญ่ข้อมูลสามารถอธิบายได้ดีด้วยการแจกแจง GEV ลักษณะการแจกแจงแบบไวล์บูลล์ ขณะที่บางสถานีแสดงลักษณะใกล้เคียงการแจกแจงแบบฟรีเชต์ การวิเคราะห์ระดับการเกิดซ้ำสำหรับคาบอุบัติซ้ำ 2, 5, 10, 50 และ 100 ปี พบว่าแนวโน้มค่าระดับการเกิดซ้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกสถานี โดยสถานีนครพนม สกษ. ให้ค่าระดับการเกิดซ้ำสูงที่สุดในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะในรอบ 100 ปีซึ่งมีค่าประมาณสูงถึงประมาณ 281.75 มิลลิเมตร ขณะที่สถานีสกลนครให้ค่าต่ำที่สุด ผลการตรวจสอบด้วย Probability Plot, QQ-Plot, Return Level Plot และ Density Plot สนับสนุนว่าแบบจำลองค่าสุดขีดวางนัยทั่วไป มีความเหมาะสมสูงในการอธิบายพฤติกรรมฝนสุดขีดในพื้นที่ศึกษา ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงด้านอุทกภัย การวางแผนการเกษตร และการจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้บริบทความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในอนาคต</p> วุฒิชัย ภูดี ณัฐกานต์ ธรรมโม อนันตญา กืกทอง ภัทรดนัย ตักโพธิ์ นัฐวุฒิ วิพรรณะ พรทิพย์ เข็มปัญญา ภัสสร สมเกียรติยศ อรทัย ธรรมโม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 9 1 182 193 10.14456/jsse.2026.15 ผลของกิจกรรมการ์ดวงจรไฟฟ้าตามแนวคิดสะตีมศึกษาที่มีต่อความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/285059 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมการ์ดวงจรไฟฟ้าแบบบูรณาการ STEAM ที่มีต่อความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์เรื่องวงจรไฟฟ้า ความคิดสร้างสรรค์ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านแก่งยาง จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 16 คน ใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบ DIRECT 1.0 แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์ที่ดัดแปลงจาก TOSRA และรูบริกประเมินความคิดสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่า ความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(15) = 10.77, p&lt;.001) โดยมีค่าความก้าวหน้า (normalized gain) เท่ากับ 0.32 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนอยู่ในระดับสูง (M = 4.52, SD = 0.39) โดยเฉพาะด้านความสวยงามของการออกแบบและความถูกต้องของวงจรไฟฟ้า ขณะที่เจตคติทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมาก (M = 4.39, SD = 0.82) โดยมีความโดดเด่นด้านความอยากรู้อยากเห็นและการมีส่วนร่วม ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมการ์ดวงจรไฟฟ้าแบบบูรณาการ STEAM สามารถเสริมสร้างความเข้าใจ ความสนใจ และความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานแนวคิด Maker-based Learning และการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์</p> ธีรารัตน์ พูลทอง กานต์ตะรัตน์ วุฒิเสลา โชคศิลป์ ธนเฮือง สุระ วุฒิพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-23 2026-02-23 9 1 1 11 10.14456/jsse.2026.01 การสังเคราะห์องค์ประกอบและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ของแนวคิดผู้ประกอบการในบริบทนักเรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/284687 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ของแนวคิดผู้ประกอบการของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา 2. เพื่อศึกษาระดับแนวคิดผู้ประกอบการของนักเรียนและเปรียบเทียบความแตกต่างของแนวคิดผู้ประกอบการตามเพศและช่วงชั้น กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1–6 จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์ จำนวน 601 คน ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามแนวคิดผู้ประกอบการจำนวน 20 ข้อ ครอบคลุม 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การตระหนักถึงโอกาส ความสามารถในการปรับตัว การแก้ปัญหา การสร้างคุณค่า และการยอมรับความไม่แน่นอน ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันลำดับที่สองพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีมาก (χ² = 167.75, df = 114, p = .001, CFI = 0.996, TLI = 0.995, RMSEA = 0.028, SRMR = 0.048) ตัวบ่งชี้ทุกข้อมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานอยู่ในช่วง 0.63–0.75 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งหมด ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบอยู่ในระดับสูง (r = 0.872–0.952) สะท้อนว่าแนวคิดผู้ประกอบการของนักเรียนไทยมีลักษณะเป็น ระบบความคิดแบบองค์รวมมากกว่าการแยกเป็นมิติย่อย โดยองค์ประกอบการสร้างคุณค่า (b = 0.98) มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมา คือ การแก้ปัญหาและการยอมรับความไม่แน่นอน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนที่สามารถเชื่อมโยงความรู้เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ แก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์ และปรับตัวต่อความไม่แน่นอนอย่างเหมาะสม เป็นผู้ที่มีแนวคิดผู้ประกอบการในระดับสูง ผลการวิจัยยืนยันว่า โมเดลแนวคิดผู้ประกอบการลำดับที่สองมีความตรงเชิงบรรจุและเชิงโครงสร้างที่ดี สามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดสำหรับการประเมินสมรรถนะเชิงผู้ประกอบการของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเครื่องมือประเมิน การออกแบบหลักสูตร และกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเสริมสร้างแนวคิดผู้ประกอบการในบริบทของการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และสะเต็มของประเทศไทย ผลการเปรียบเทียบระหว่างช่วงชั้นยังพบว่า นักเรียนระดับมัธยมปลายมีคะแนนแนวคิดผู้ประกอบการทุกมิติสูงกว่าระดับมัธยมต้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนให้เห็นพัฒนาการของระบบความคิดเชิงผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นตามประสบการณ์ทางการเรียนรู้</p> พัชรพร บุญกิตติ ชาตรี ฝ่ายคำตา พงศ์ประพันธ์ พงษ์โสภณ เอกรัตน์ ทานาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-13 2026-04-13 9 1 12 22 10.14456/jsse.2026.02 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ และหารเศษส่วน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/285824 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณ และการหารเศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบัวขาว (วันครู 2500) ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวนนักเรียน 36 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ แบบวัดความพึงพอใจ ค่าสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การบวก การลบ การคูณ และการหารเศษส่วน หลังใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวก การลบ การคูณ และการหารเศษส่วน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก ( = 4.42, = 0.77)</p> ปิยพร ศรีสาร ปวีณา ขันธ์ศิลา ประภาพร หนองหารพิทักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-13 2026-04-13 9 1 23 34 10.14456/jsse.2026.03 ผลการจัดการเรียนรู้ เรื่อง เวกเตอร์ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการใช้คำถามเชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/285865 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการใช้คำถามเชิงสร้างสรรค์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการใช้คำถามเชิงสร้างสรรค์ กับเกณฑ์ร้อยละ 70 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการใช้คำถามเชิงสร้างสรรค์ กับเกณฑ์ร้อยละ 70 4. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการใช้คำถามเชิงสร้างสรรค์ และ 5. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการใช้คำถามเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนคอนสารวิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการใช้คำถามเชิงสร้างสรรค์ แบบทดสอบวัดทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ เป็นแบบทดสอบชนิดอัตนัย และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เป็นแบบทดสอบชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการใช้คำถามเชิงสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพ 78.47/76.03 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการใช้คำถามเชิงสร้างสรรค์มีทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ สูงกว่าร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการใช้คำถามเชิงสร้างสรรค์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูงกว่าร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการใช้คำถามเชิงสร้างสรรค์มีทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการใช้คำถามเชิงสร้างสรรค์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> พรรณนิภา จันมา มนตรี ทองมูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-13 2026-04-13 9 1 35 48 10.14456/jsse.2026.04 ผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 4Ex2 ร่วมกับการใช้คำถามระดับสูง ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/285866 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ 4Ex2 ร่วมกับการใช้คำถามระดับสูงเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ 4Ex2 ร่วมกับการใช้คำถามระดับสูง เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ 4Ex2 ร่วมกับการใช้คำถามระดับสูง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โดยใช้วิการสุ่มแบบกลุ่ม (cluster random sampling) ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง ตำบลนาโพธิ์ อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบ 4Ex2 ร่วมกับคำถามระดับสูง 2) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ One sample t-test และ Dependent samples t-test ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ 4Ex2 ร่วมกับการใช้คำถามระดับสูง เรื่อง ลำดับเลขคณิตและเรขาคณิต ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.27/71.52 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 70/70 นอกจากนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ 4Ex2 ร่วมกับการใช้คำถามระดับสูงมีประสิทธิผลในการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอย่างชัดเจน</p> ธริศรา รัดรองใต้ มนตรี ทองมูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 9 1 49 61 10.14456/jsse.2026.05 การพัฒนาแบบจำลองเพื่อคัดกรองความต้องการรับคำปรึกษาด้านอารมณ์ของนักศึกษาจากการใช้คำสำคัญบนสื่อสังคมออนไลน์ในบริบทของความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/287726 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์คำสำคัญในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ที่สะท้อนถึงสัญญาณของภาวะซึมเศร้า และพัฒนาตัวแบบพยากรณ์ความต้องการรับคำปรึกษาด้านอารมณ์ของนักศึกษา โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมการโพสต์ข้อความคำสำคัญ 10 คำ และแบบคัดกรองความต้องการรับคำปรึกษาด้านอารมณ์ที่ประยุกต์มาจาก Patient Health Questionnaire-9 (PHQ-9) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.50 เคยโพสต์ระบายความรู้สึกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยคำสำคัญที่ถูกใช้มากที่สุดคือ “เศร้า” (ร้อยละ 55.25) จากการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพหุคูณ (Multiple Logistic Regression) พบว่าคำสำคัญที่มีนัยสำคัญทางสถิติในการพยากรณ์ความต้องการรับคำปรึกษาด้านอารมณ์มี 6 คำ ได้แก่ “เบื่อ” “เศร้า” “ไม่มีใครเข้าใจ” “เหนื่อย” “อยากหายไปสักพัก” และ “ไม่ไหวแล้ว” โดยคำว่า “เบื่อ” มีอิทธิพลต่อความน่าจะเป็นในการต้องการรับคำปรึกษาสูงที่สุด (Odds Ratio = 6.351) ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำตัวแบบที่พัฒนาขึ้นไปสร้างเป็นโปรแกรมต้นแบบด้วยภาษา Python เพื่อใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้นในการเฝ้าระวังสุขภาพจิตของผู้เรียนในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> สุพจน์ สีบุตร คณิศา โชติจันทึก กัลยารัตน์ บุญญาจันทร์ สุพรรณี สมพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-14 2026-05-14 9 1 62 75 10.14456/jsse.2026.06 การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับความสัมพันธ์เชิงบวก (PEACE2 Model) เพื่อพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาฟิสิกส์ เรื่อง ของแข็งและของไหล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีคูณวิทยบัลลังก์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/286080 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เชิงรุกที่บูรณาการความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูกับนักเรียน (PEACE<sup>2</sup> Model) เพื่อพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เรื่องของแข็งและของไหล ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีคูณวิทยบัลลังก์ ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) 4 ระยะ ได้แก่ (1) วิเคราะห์ความต้องการและปัญหา (2) พัฒนารูปแบบและตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน พร้อมทดลองนำร่องกับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง 23 คน (3) นำรูปแบบไปใช้จริงกับนักเรียนชั้น ม.6/1 จำนวน 21 คน และ (4) ประเมินความคิดเห็นของนักเรียน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความเหมาะสม แบบทดสอบทักษะการแก้โจทย์ปัญหา แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) และสถิติทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า ระดับการปฏิบัติด้านการเรียนรู้เชิงรุกและความสัมพันธ์เชิงบวกโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.11, SD = 0.81) จึงมีความจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกและความสัมพันธ์เชิงบวก รูปแบบ PEACE<sup>2</sup> สังเคราะห์กิจกรรมการเรียนรู้เป็น 6 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 0 เตรียมการ (Preparation : P) ขั้นที่ 1 สร้างความสนใจอย่างสูง (High Engagement : E) ขั้นที่ 2 ลงมือปฏิบัติ (Action : A) ขั้นที่ 3 สรุปการเรียน (Conclusion : C) ขั้นที่ 4 เสริมทักษะ (Enhance skills : E) และขั้นที่ 5 ประเมินผล (Evaluate : E) เรียกว่า PEACE<sup>2</sup> Model มีประสิทธิภาพภาคสนาม E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> = 77.39/76.96 สูงกว่าเกณฑ์ 75/75 และมี E.I. = 0.72 แสดงถึงความก้าวหน้าการเรียนรู้ในระดับสูง ภายหลังการใช้รูปแบบ นักเรียนมีทักษะการแก้โจทย์ปัญหาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ก่อนเรียน = 4.38, SD = 2.06; หลังเรียน = 18.47, SD = 2.14; t(20) = 35.61, p &lt; .001) และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ก่อนเรียน = 6.19, SD = 1.89; หลังเรียน = 20.29, SD = 2.02; t(20) = 37.99, p &lt; .001) อีกทั้งนักเรียนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบ PEACE<sup>2</sup> โดยรวมอยู่ในระดับมาก สะท้อนว่ารูปแบบมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้เพื่อยกระดับการเรียนรู้ฟิสิกส์ในบริบทโรงเรียนขนาดเล็กที่มีทรัพยากรจำกัดได้อย่างมีประสิทธิผล</p> นิกรณ์ นิลพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-05 2026-06-05 9 1 76 89 10.14456/jsse.2026.07 การพัฒนามโนมติทางวิทยาศาสตร์เรื่องระบบนิเวศและพันธุกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับอินโฟกราฟิก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/287562 <p>การวิจัยนี้มีจุดประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการใช้สื่ออินโฟกราฟิกสำหรับจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น และ 2) เพื่อพัฒนามโนมติทางวิทยาศาสตร์เรื่องความสัมพันธ์สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ สายใยอาหาร และสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยเปรียบเทียบความก้าวหน้าทางการเรียนรู้จากคะแนนเต็มแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างวิจัยนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 38 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง แผนการวิจัยแบบก่อนทดลองโดยใช้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น จำนวน 3 แผน 2) ใบงานอินโฟกราฟิก 3) แบบประเมินอินโฟกราฟิก และ 4) แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน การวิเคราะห์ทางสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า ค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ สายใยอาหาร และสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม เท่ากับ 0.7609 0.8898 และ 0.9500 ตามลำดับ คะแนนทดสอบหลังเรียนเท่ากับ 8.84 <u>+</u> 1.08 9.29 <u>+</u> 0.80 และ 9.63 <u>+</u> 0.75 คะแนน (mean <u>+</u> SD, n=38) ตามลำดับ แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ทั้ง 3 เรื่องมากกว่าร้อยละ 75 และคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้น การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับอินโฟกราฟิก สามารถพัฒนามโนมติทางวิทยาศาสตร์เรื่องดังกล่าวได้</p> อรุณณี จงปั้น สุวัฒน์ ผาบจันดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-05 2026-06-05 9 1 90 103 10.14456/jsse.2026.08 การพัฒนามโนมติ เรื่อง ฮอร์โมน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ร่วมกับผังมโนมติสำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/288571 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบมโนมติเรื่องฮอร์โมนของผู้เรียน ศึกษาพัฒนาการความก้าวหน้าทางการเรียนรายบุคคล และประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้นร่วมกับการใช้ผังมโนมติ เรื่อง ฮอร์โมน ในรายวิชาชีววิทยา กลุ่มศึกษาในการวิจัยนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน ได้มาโดยวิธีการชักตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 4 แผน และแบบทดสอบวัดมโนมติ เรื่อง ฮอร์โมน สถิติพรรณนา (descriptive statistics) ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ <em>t</em>–test for dependent samples ผลการศึกษาพบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t</em><sub>.05, 39 </sub>= 19.166 และ <em>p</em> &lt; .05) เมื่อพิจารณาระดับความก้าวหน้าทางการเรียนรายบุคคล พบว่า ผู้เรียนมีความก้าวหน้าในระดับปานกลางขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 95 และระดับต่ำคิดเป็นร้อยละ 5 นอกจากนี้ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (4.82±0.43) โดยมีความพึงพอใจครอบคลุมทั้งด้านเนื้อหา ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านสื่อการจัดการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผล</p> ชัชวุธ สายเม้า สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-09 2026-06-09 9 1 104 114 10.14456/jsse.2026.09 การพัฒนาแบบจำลองการถดถอยเชิงเส้นพหุเพื่อทำนายผลกระทบของการเล่นเกมออนไลน์ต่อพฤติกรรมการเรียนของนักศึกษา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/287761 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองการถดถอยเชิงเส้นพหุสำหรับทำนายผลกระทบของการเล่นเกมออนไลน์ต่อพฤติกรรมการเรียนของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำนวน 400 คน แบ่งเป็นกลุ่มสร้างแบบจำลอง 380 คน และกลุ่มทดสอบ 20 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนลิเคิร์ต 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้วยค่า IOC เฉลี่ย 0.90 และค่า Cronbach's alpha เท่ากับ 0.91 ตัวแปรอิสระประกอบด้วย X<sub>1</sub> แทนระดับความถี่ในการเล่นเกมต่อวัน และ X<sub>2</sub> แทนระดับเวลาในการเล่นเกมต่อวัน ส่วนตัวแปรตามคือ Y แทนระดับผลกระทบต่อพฤติกรรมการเรียน ผลการวิเคราะห์ได้สมการ Ŷ = 1.000 + 0.303(X<sub>1</sub>) + 0.311(X<sub>2</sub>) โดยตัวแบบมีค่า R² = 0.579 อธิบายความแปรปรวนของ Y ได้ร้อยละ 57.91 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 นอกจากนี้ยังได้พัฒนาแบบจำลองทรงกระบอกพฤติกรรม (Cylindrical Behavior Model) ที่แปลงผลลัพธ์สู่ระบบพิกัดทรงกระบอก (r, θ, z) เพื่อวิเคราะห์โปรไฟล์พฤติกรรมนักศึกษาใน 3 มิติพร้อมกัน และพัฒนาเป็นโปรแกรมต้นแบบสำหรับใช้งานจริงในบริบทการให้คำปรึกษา</p> สุพจน์ สีบุตร คณิศา โชติจันทึก กัลยารัตน์ บุญญาจันทร์ ศศิธร ปัจจุโส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 9 1 115 128 10.14456/jsse.2026.10 การพัฒนาทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ตามกรอบแนวคิด CER ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยกิจกรรม การเรียนรู้แบบการโต้แย้งทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/288757 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ตามกรอบแนวคิด CERโดยกิจกรรมการเรียนรู้แบบการโต้แย้งทางคณิตศาสตร์ และ 2) เพื่อพัฒนาทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ตามกรอบแนวคิด CER ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ผู้เข้าร่วมวิจัยมีจำนวน 9 คน เป็นนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสขนาดเล็ก มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 4 แผน ซึ่ง 1 แผนต่อ 1 วงจรปฏิบัติการ รวมทั้งสิ้น 4 วงจรปฏิบัติการ 2) แบบสะท้อนผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) ใบกิจกรรม และ 4) แบบวัดทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ตามกรอบแนวคิด CER และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาจากใบกิจกรรม และแบบวัดทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ตามกรอบแนวคิด CER และใช้สถิติเชิงพรรณนาสำหรับข้อมูลเชิงตัวเลข ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ตามกรอบแนวคิด CER โดยการโต้แย้งทางคณิตศาสตร์ มีประเด็นบทบาทครูและบทบาทนักเรียนที่ควรเน้นคือ 1) ครูเลือกสถานการณ์ปัญหาที่เป็นปัญหาปลายเปิด หรือสถานการณ์ที่มีทางเลือก สถานการณ์ควรใช้คำที่นักเรียนเข้าใจได้ง่าย ก่อนที่จะขยายปัญหาที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น 2) ครูควรเตรียมความพร้อมของนักเรียนในด้านเนื้อหาและความรู้ที่จำเป็นต้องใช้ในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ จึงมีการปูเนื้อหาในวงจรปฏิบัติการที่ 1 – 2 และเข้าเนื้อหาเกี่ยวกับทฤษฎีบทพีทาโกรัส และบทกลับทฤษฎีบทพีทาโกรัสในวงจรปฏิบัติการที่ 3 – 4 และ 3) ครูกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการวิเคราะห์ ไปสู่การนำเสนอและปรับปรุงข้อกล่าวอ้างให้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ โดยมีเหตุผลมารองรับ และนักเรียนสามารถลำดับความคิดทางคณิตศาสตร์ให้ถูกต้อง 2. ผลการวิจัยจากแบบวัดทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ตามกรอบแนวคิด CER พบว่า นักเรียนสามารถสร้างข้อกล่าวอ้าง (C) อยู่ในระดับ 3 การอ้างอิงหลักฐาน (E) อยู่ในระดับ 3 และการอธิบายเหตุผลและประเมินความสมเหตุสมผล (R) อยู่ในระดับ 2 ดังนั้นนักเรียนมีทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ตามกรอบแนวคิด CER ในภาพรวมทุกองค์ประกอบดีขึ้น และอยู่ในระดับ 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนในบริบทโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์</p> นิจจริญ กัดพันธุ์ วนินทร พูนไพบูลย์พิพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 9 1 129 144 10.14456/jsse.2026.11 การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ส่งเสริมความสามารถ ในการคิดเชิงคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/288827 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ส่งเสริมการคิดเชิงคณิตศาสตร์ และ 2) ศึกษาผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่มีต่อการคิดเชิงคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 39 คน ของโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษในจังหวัดพิจิตร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน 4 วงจร รวม 12 ชั่วโมง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบสะท้อนผลการเรียนรู้ ใบกิจกรรม และแบบทดสอบความสามารถในการคิดเชิงคณิตศาสตร์ และตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ส่งเสริมการคิดเชิงคณิตศาสตร์ มีประเด็นบทบาทครูและบทบาทนักเรียนที่ควรเน้นคือ 1) การเลือกสถานการณ์ที่มีบริบทใกล้ตัว เป็นปัญหาปลายเปิด และมีความหมายต่อนักเรียน เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นให้นักเรียนได้กำหนดขอบเขตของแบบจำลองด้วยตนเอง 2) การใช้คำถามเชิงกระตุ้นเพื่อให้ผู้เรียนวิเคราะห์เงื่อนไขและข้อตกลงเบื้องต้นในการเปลี่ยนปัญหาในโลกจริงให้เป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และ 3) การให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงผลลัพธ์จากแบบจำลองกลับสู่บริบทสถานการณ์จริง และตรวจสอบความสมเหตุสมผล มากกว่ามุ่งเน้นเพียงความถูกต้องของการคำนวณ 2. นักเรียนมีพัฒนาการด้านการคิดเชิงคณิตศาสตร์ผ่านกระบวนการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ดีขึ้นอย่างเป็นลำดับ จากใบกิจกรรมพบว่า นักเรียนมีความสามารถในการคิดเชิงคณิตศาสตร์ทุกด้านอยู่ในระดับ 2. เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การให้เหตุผล การแก้ปัญหา และการนำเสนอตัวแทนความคิด ซึ่งแตกต่างกับผลทดสอบความสามารถในการคิดเชิงคณิตศาสตร์ที่พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการคิดเชิงคณิตศาสตร์เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การแก้ปัญหา การนำเสนอตัวแทนความคิด และการให้เหตุผล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์สะท้อนพัฒนาการด้านการคิดเชิงคณิตศาสตร์ของนักเรียนให้มีความสามารถในด้านการแก้ปัญหา ทำความเข้าใจปัญหา ดำเนินการแก้ปัญหา และสรุปคำตอบของปัญหาได้</p> สุวันนา ตันหยง วนินทร พูนไพบูลย์พิพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 9 1 145 160 10.14456/jsse.2026.12