https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/issue/feed
วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
2026-06-20T00:00:00+07:00
พระมหาสุรไกร ชินพุทฺธิสิริ, ผศ.
jssmbu1@gmail.com
Open Journal Systems
<p> คณะสังคมศาสตร์ ได้จัดทำวารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (Journal of Social Sciences Mahamakut Buddhist University) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิชาการ ระหว่างคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย ทั้งภายในและภายนอก ตลอดจนนิสิต นักศึกษาในสาขาสังคมศาสตร์ และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้มีพื้นที่ในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ผลงานวิจัย และอื่น ๆ รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นทางวิชาการ และการศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์ และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันจะเป็นประโยชน์แก่สถาบัน คณะ และสาธารณะต่อไป</p> <p> ทั้งนี้ วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่านการรับทราบจากสภาวิชาการ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ในการประชุมครั้งที่ 12/2560 ระเบียบวาระที่ 4 (4.4) เรื่อง ที่เสนอเพื่อทราบ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2560</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/288309
การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้รูปแบบการสอน 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
2026-04-08T13:34:22+07:00
ปิยะดา แสนวังสี
piyadasanwungsee@gmail.com
พงษ์เทพ บุญเรือง
Piyadasanwungsee@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้รูปแบบการสอน 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ W-Read ให้มีประสิทธิภาพ 75/75 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้รูปแบบการสอน 5W1H กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 22 คน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง การวิจัยแบบกึ่งทดลอง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบฝึกทักษะ W-Read สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ W-Read พบว่ามีค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพเท่ากับ 77.18/80.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด</li> <li>นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียนโดยใช้โดยใช้รูปแบบการสอน 5W1H สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ .05</li> </ol>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/283084
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตกแผนการศึกษาของนิสิตทันตแพทย์ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
2025-08-28T21:44:47+07:00
วราภรณ์ อ่อนนวล
suthasinee.hi@up.ac.th
สุธาสินี หินแก้ว
suthasinee.hi@up.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1.โครงการรับเข้าศึกษา ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยสนับสนุนที่มีผลต่อการตกแผนการศึกษา 2. ความสัมพันธ์ของโครงการรับเข้าศึกษา ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยสนับสนุนที่มีผลต่อการตกแผนการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในวิจัยคือแบบสอบถาม ประชากร คือ นิสิตที่ลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวน 145 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่าสถิติสหสัมพันธ์ (Correlations)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านบุคคลมีผลต่อการตกแผนการศึกษาในภาพรวมในระดับมาก (x̄=3.89) โดยปัจจัยด้านทักษะการเรียนรู้ พฤติกรรมการเรียนรู้มีผลต่อการตกแผนการศึกษามากที่สุด (x̄= 4.04) รองลงมาด้านการจัดการกับเวลาและปัจจัยด้านครอบครัวและสังคมรอบข้าง ด้านสุขภาพและจิตใจ (x̄=4.02) ปัจจัยสนับสนุนจากคณะมีผลต่อการตกแผนการศึกษาในภาพรวมในระดับมาก (x̄=3.91) โดยปัจจัยด้านอาจารย์ การถ่ายทอดความรู้มีผลต่อการตกแผนการศึกษาในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.17) รองลงมา คือ การเอาใจใส่และให้คำปรึกษาแก่นิสิตและด้านความรู้ในเนื้อหารายวิชา (x̄=4.03 และ x̄=3.96) โครงการรับเข้าศึกษาไม่มีความสัมพันธ์กับเพศ เกรดเฉลี่ยและชั้นปีของนิสิต ปัจจัยส่วนบุคคล ด้านทักษะการเรียนรู้ ทักษะการสื่อสารกับอาจารย์และผู้ป่วยมีความสัมพันธ์กับชั้นปี (r .239 sig .004) ปัจจัยสนับสนุนจากคณะด้านบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมในการเรียนมีความสัมพันธ์กับชั้นปี (r .231 sig .005) อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 ปัจจัยส่วนบุคคล พื้นฐานความรู้ ทักษะการเรียนรู้และด้านครอบครัวและสังคมรอบข้างมีความสัมพันธ์กับปัจจัยสนับสนุนจากคณะในทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/283085
การพัฒนาแผนกลยุทธ์ส่วนประสมการตลาดบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2025-08-28T21:42:31+07:00
ธมลวรรณ ธีระบัญชร
e_mail4fern@yahoo.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 2) ศึกษาตำแหน่งทางการตลาดของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 3) จัดทำแผนกลยุทธ์ส่วนประสมการตลาดบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยระเบียบวิธีวัจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จำนวนกลุ่มตัวอย่างมาจากนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ใช้วิธีสุ่มแบบโควต้า จำนวน 400 ตัวอย่าง การวิจัยเชิงคุณภาพใช้เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์ สุ่มตัวอย่างแบบจำเพาะเจาะจงในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏรัตนโกสินทร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อ ได้แก่ การส่งเสริมการตลาด รองลงมาเป็นค่าใช้จ่าย ช่องทางการเข้าถึง บุคคล กระบวนการ หลักฐานทางกายภาพ และผลิตภัณฑ์ 2) ตำแหน่งทางการตลาดของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครเทียบกับมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ ที่ศึกษาด้วยวิธี PCA พบว่า ด้านปัจจัยริเริ่มดำเนินการมีตำแหน่งทางการตลาดเป็นอันดับที่ 1 ถือเป็นจุดแข็ง ส่วนด้านปัจจัยบริหารจัดการมีตำแหน่งทางการตลาดอยู่ในอันดับที่ 5 รองจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ตามลำดับ ถือเป็นการเสียเปรียบทางการแข่งขัน 3) กลยุทธ์หลัก ควรใช้กลยุทธ์ Market Penetration โดยเน้นปัจจัยบริหารจัดการ จัดให้มีการแนะแนวในชั้นเรียน จัดทำแผนแนะแนวในชั้นเรียนในลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ สร้างแรงจูงใจให้อาจารย์ประจำหลักสูตรลงพื้นที่แนะแนว ควรมีระบบแบ่งชำระ มีระบบการชำระเงินก้อนแรกแล้วสามารถรับสิทธิการเป็นนักศึกษาทันที่ มีการปรับแก้ระเบียบข้อบังคับที่ขัดที่ขัดต่อกลยุทธ์การเติบโตของมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขัน</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/283405
การวิเคราะห์ภาระงานและอัตราส่วนของบุคลากรสายวิชาการต่อจำนวนนิสิตใช้ในการวางแผนบริหารจัดการหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยพะเยา
2025-09-11T20:16:46+07:00
อรวรรณ ตันวงค์
orawan.ta@up.ac.th
สุธาสินี หินแก้ว
orawan.ta@up.ac.th
<p>การศึกษา เรื่อง การวิเคราะห์ภาระงานและอัตราส่วนของบุคลากรสายวิชาการต่อจำนวนนิสิตใช้ในการวางแผนบริหารจัดการหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยพะเยา มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อวิเคราะห์ภาระงานและอัตราส่วนบุคลากรสายวิชาการต่อจำนวนนิสิต 2. เพื่อวางแผนการบริหารจัดการหลักสูตรและอัตรากำลัง โดยการวิจัยเอกสารเชิงพรรณนา วิเคราะห์โดยใช้สูตรปริมาณงานกับเวลาที่ใช้ (FTE) เก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากระบบบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา (reg.up.ac.th) ปริมาณงานกับเวลาที่ใช้ (FTE) ของบุคลากรสายวิชาการ ปีการศึกษา 2566 พบว่ากลุ่มสาขาวิชาเวชศาสตร์และศัลยศาสตร์ช่องปากมีปริมาณงานกับเวลาที่ใช้มากที่สุด การวิเคราะห์จำนวนนิสิตเต็มเวลา (FTES) พบว่า สาขาวิชาวิทยาการวินิจฉัยโรคช่องปาก กลุ่มสาขาวิชาเวชศาสตร์และศัลยศาสตร์ช่องปาก มีจำนวนนิสิตเต็มเวลามากที่สุด ส่วนอัตราส่วนบุคลากรสายวิชาการต่อนิสิต พบว่าสาขาทันตสาธารณสุขกลุ่มสาขาทันตกรรมป้องกันมีอัตราส่วนบุคลากรสายวิชาการต่อนิสิตมากที่สุด และเมื่อทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบอัตราส่วนบุคลากรสายวิชาการต่อนิสิต ปีการศึกษา 2566 กับสัดส่วนจำนวนนิสิตเต็มเวลาต่ออาจารย์ประจำตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการประกันคุณภาพภายในระดับอุดมศึกษา และ อัตราส่วนอาจารย์ผู้ควบคุมการฝึกปฏิบัติในคลินิกของทันตแพทยสภา พบว่าทุกสาขาวิชายกเว้นสาขาวิชาทันตสาธารณสุข กลุ่มสาขาวิชาทันตกรรมป้องกันได้ปฏิบัติงานเกินค่าน้ำหนักของเกณฑ์การประกันคุณภาพการศึกษาและอัตราส่วนอาจารย์ผู้ควบคุมการฝึกปฏิบัติในคลินิกของทันตแพทยสภากำหนด ซึ่งจากการวิเคราะห์เชิงลึก หากอาจารย์ประจำที่ได้รับอนุมัติให้ลาศึกษาต่อเริ่มกลับเข้ามาปฏิบัติงานก็จะทำให้อัตราส่วนอาจารย์ต่อนิสิตเป็นไปตามเกณฑ์และส่งผลให้ปริมาณงานและจำนวนบุคลากรมีความสมดุลกันมากยิ่งขึ้น</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/283471
การพัฒนารูปแบบการจัดการสุขภาวะผู้สูงอายุวิถีพุทธ โรงเรียนผู้สูงอายุชุมชนเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
2025-09-16T08:42:28+07:00
ศศิจิตร ชนวรางกูร
sirimato@gmail.com
สุรัตน์ พักน้อย
prakasit.mcu@gmail.com
พระปลัดประพจน์ สุปภาโต
prakasit.mcu@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการจัดการสุขภาวะผู้สูงอายุวิถีพุทธ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการสุขภาวะผู้สูงอายุวิถีพุทธ และ 3) ขับเคลื่อนการจัดการสุขภาวะผู้สูงอายุวิถีพุทธ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 40 รูป/คน ทำการวิเคราะห์เนื้อหานำเสนอเชิงพรรณนาโดยใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการสุขภาวะผู้สูงอายุโรงเรียนผู้สูงอายุ เขตดินแดง เป็นไปตามหลักภาวนา 4 ได้แก่ กายภาวนา สีลภาวนา จิตภาวนา และปัญญาภาวนา ซึ่งสอดคล้องกับสุขภาวะ 4 มิติ ได้แก่ ด้านกาย สังคม จิต และปัญญา 2) ในการพัฒนารูปแบบ พบแนวทางที่เหมาะสม อาทิ การออกกำลังกายและปรับพฤติกรรมการกิน (กายภาวนา) การทำกิจกรรมจิตอาสาและบำเพ็ญประโยชน์ (สีลภาวนา) การเสริมสร้างพลังอำนาจและผ่อนคลายจิตใจ (จิตภาวนา) และการพิจารณาความจริงพร้อมการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ปัญญาภาวนา) 3) การขับเคลื่อนรูปแบบแสดงผลลัพธ์เชิงบวก ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรง จิตใจผ่องใส มีสัมพันธภาพที่ดี รู้สึกมีคุณค่า ลดความเครียดและความวิตกกังวล และมีสติปัญญาในการดำเนินชีวิตมากขึ้น โดยภาพรวม สุขภาวะผู้สูงอายุทั้ง 4 มิติพัฒนาไปในทิศทางที่สมบูรณ์และมั่นคง</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/283494
การพัฒนาเครื่องมือในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันด้วยเทคนิคทีมสัมฤทธิ์ร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุก เรื่อง การเขียนโปรแกรมด้วยภาษา ไพธอนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนดงเย็นวิทยาคม
2025-09-17T12:21:47+07:00
ธีระวุฒิ สุวรรณทา
teerawoot.13@hotmail.com
อัจฉรีย์ คำแถม
teerawoot.sg66@ubru.ac.th
สุวัฒน์ บรรลือ
teerawoot.sg66@ubru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพแผนการกิจกรรมการเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันด้วยเทคนิคทีมสัมฤทธิ์ร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุก เรื่อง การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาไพธอน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนดงเย็นวิทยาคม <br />2) เพื่อศึกษาคุณภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) เพื่อพัฒนาแบบสอบถามสำหรับประเมินคุณภาพบทเรียนออนไลน์ เป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน นักเรียนจำนวน 30 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่น</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.74 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.31 2) ผลการพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ได้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ที่ผ่านการประเมินจำนวน 60 ข้อ ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ อยู่ในช่วง 0.60 ถึง 1.00 ผลการประเมินค่าความยากง่าย อยู่ในช่วง 0.50 ถึง 0.80 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.36 ถึง 0.74 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 3) ผลการพัฒนาแบบสอบถามสำหรับแบบประเมินคุณภาพบทเรียนออนไลน์ จำนวน 5 ด้าน ได้ผลการประเมินคุณภาพ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.78 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.20</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/283523
การจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนฐานนิเวศวัฒนธรรมท้องถิ่น ในชุมชนเกาะลัดอีแท่น จังหวัดนครปฐม
2025-09-17T12:23:06+07:00
ชนิษฐา ใจเป็ง
peeup@hotmail.com
กิตติพงศ์ ศรีสุข
peeup@hotmail.com
ณัฐสิทธิ์ เครือสุข
peeup@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาบริบทและทุนทางนิเวศ-วัฒนธรรมในชุมชนเกาะลัดอีแท่น และ2) ศึกษาแนวทางการจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนฐานนิเวศวัฒนธรรมท้องถิ่นในชุมชนเกาะลัดอีแท่น จังหวัดนครปฐม การวิจัยนี้เป็นการตีความจากข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้นำชุมชน เกษตรกร และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยว รวมถึงการสังเกตการณ์ภาคสนาม ผลการวิจัยพบว่า การจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในชุมชนเกาะลัดอีแท่นสามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพหากยึดโยงกับองค์ความรู้ท้องถิ่นและทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม รูปแบบการท่องเที่ยวที่เหมาะสม ได้แก่ การท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์เชิงเกษตร การเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ การล่องเรือชมระบบนิเวศแม่น้ำท่าจีน และการเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมท้องถิ่น ผลการวิเคราะห์ SWOT พบว่า ชุมชนมีจุดแข็งด้านภูมิทัศน์ธรรมชาติ วิถีเกษตรแบบยั่งยืน และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ขณะที่จุดอ่อนคือ ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและการตลาด อย่างไรก็ตาม มีโอกาสจากกระแสการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการสนับสนุนจากภาครัฐ ในขณะที่ภัยคุกคาม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อม และการท่องเที่ยวที่ไม่ยั่งยืน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการท่องเที่ยว การพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนให้เป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนฐานนิเวศวัฒนธรรมให้ยั่งยืน</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/283676
การประกอบสร้างความจริง เรื่องพรรคเพื่อไทย กับการจัดตั้งรัฐบาลใน ปี พ.ศ. 2566 : ศึกษาเปรียบเทียบสำนักข่าวมติชนกับสำนักข่าว Voice
2025-09-25T14:58:11+07:00
อนันต์ อินทร์จักร์
appm9229@gmail.com
นันทนา นันทวโรภาส
Ananintajak@gmail.com
<p>งานวิจัยเรื่อง “การประกอบสร้างความจริง เรื่องพรรคเพื่อไทยกับการจัดตั้งรัฐบาลในปี พ.ศ. 2566 : ศึกษาเปรียบเทียบสำนักข่าวมติชนกับสำนักข่าววอยซ์ (Voice)” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบริบทที่มีผลต่อการประกอบสร้างความจริง (2) ศึกษาการประกอบสร้างความจริงผ่านสำนักข่าวมติชน และ (3) ศึกษาการประกอบสร้างความจริงผ่านสำนักข่าววอยซ์ การวิจัยเป็นแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) รวม 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สื่อข่าวจากมติชน ผู้สื่อข่าวจากวอยซ์ นักวิชาการด้านสื่อสารการเมือง และตัวแทนภาคประชาชน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนมุมมองจากผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) ภายใต้กรอบแนวคิดการประกอบสร้างความจริงและทฤษฎีการกำหนดกรอบ (Framing) ของ Gurevitch & Blumler ผลการวิจัยพบว่า บริบททางการเมืองไทยในปี พ.ศ. 2566 ที่ซับซ้อนจากรัฐธรรมนูญ 2560 การแบ่งขั้วทางการเมือง และอิทธิพลของกลุ่มอำนาจนอกระบบ ส่งผลโดยตรงต่อการรายงานข่าวและกรอบการนำเสนอของสื่อมวลชน เมื่อพรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคเพื่อไทยจึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์และจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองสำนักข่าว Voice มุ่งเสนอข่าวเชิงเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ เน้นการให้เหตุผลเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่พรรคเพื่อไทย ขณะที่มติชนมุ่งวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และวิพากษ์การเมือง โดยใช้มุมมองนักวิชาการเพื่อกระตุ้นสังคมตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของพรรค การเปรียบเทียบสะท้อนให้เห็นว่าสื่อทั้งสองมีวาระซ่อนเร้นที่ต่างกัน และมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบความเข้าใจทางการเมืองของสังคม</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/285526
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านชานม MiXUE ในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร
2026-01-07T15:06:59+07:00
XINGJUAN LAN
amanichai2535@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านชานม MiXUE ในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคที่ใช้บริการร้านชานม MiXUE ในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้าน ชานม MiXUE<strong> </strong>ในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างตามสะดวก เก็บข้อมูลจากออนไลน์ จากกลุ่มผู้บริโภคชานม MiXUE ในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F test) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple regression Analysis) แบบ All Enter</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้าน ชานม MiXUE ในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ระดับความคิดเห็นข้อมูลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านชานม MiXUE ในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมพบว่า อยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์แตกต่างกันจะมีการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านชานม MiXUE ในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ที่แตกต่างกันพบว่า ระดับการศึกษาและรายได้ เฉลี่ยต่อเดือน ที่แตกต่างกัน จะมีการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านชานม MiXUE ในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ที่แตกต่างกัน และพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด สามารถอธิบายการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านชานม MiXUE ในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ในภาพรวม ได้ร้อยละ 27.4 (Adjusted R2 = .274) โดยด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากร ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านกระบวนการ ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านชานม MiXUE ในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <strong>.</strong>05 และด้านลักษณะทางกายภาพ ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านชานม MiXUE ในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <strong>.</strong>01</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/285660
ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดนครปฐมสู่เมืองสามธรรมตามแนวคิดอริยสัจ 4
2025-12-25T16:10:37+07:00
สงกรานต์ กลมสุข
mr_songkran@hotmail.co.th
คณิต เขียววิชัย
mr_songkran@hotmail.co.th
วรรณวีร์ บุญคุ้ม
mr_songkran@hotmail.co.th
วิชิต อิ่มอารมย์
mr_songkran@hotmail.co.th
<p> งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Develop) แบบวิธีวิจัยผสมผสาน (Mixed Method Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ศักยภาพและปัญหาการท่องเที่ยวของจังหวัดนครปฐมตามแนวคิด “เมืองสามธรรม” (ธรรมะ ธรรมชาติ วัฒนธรรม) และพัฒนาพร้อมตรวจสอบความเหมาะสมของข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การวิจัยได้ประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 เป็นกรอบแนวคิดในการกำหนดขั้นตอนการวิจัย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 (R1) การวิเคราะห์ปัญหา (ทุกข์) ขั้นที่ 2 (D1) การยกร่างนโยบาย (สมุทัย) ขั้นที่ 3 (R2) การประเมินร่างนโยบาย (นิโรธ) และ ขั้นที่ 4 (D2) การรับรองนโยบาย (มรรค) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูลหลักซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาการท่องเที่ยว 19 ท่าน และนักท่องเที่ยว 400 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง และร่างข้อเสนอเชิงนโยบายแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ</p> <p>ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า จังหวัดนครปฐมแม้จะมีศักยภาพสูงและมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนเป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาหลักคืออัตราการเข้าพักค้างคืนที่ต่ำทำให้จังหวัดยังคงเป็น “เมืองผ่าน”รวมถึงปัญหาการกลืนกินของพาณิชย์นิยมต่อความแท้จริงทางวัฒนธรรม ซึ่งถูกจัดว่าเป็น “ทุกข์” ที่ต้องได้รับการแก้ไข</p> <p>ผลการสังเคราะห์และตรวจสอบความเหมาะสมในขั้นตอนที่ 4 ได้ข้อสรุปเชิงนโยบายที่ผ่านการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญในระดับฉันทามติสูง โดยได้ตั้งชื่อโมเดลของข้อเสนอเชิงนโยบายนี้ว่า “The A.C.T.I.V.E. Model” ประกอบด้วยข้อเสนอเชิงนโยบายหลัก 6 ข้อ กลไกย่อย 34 กลไกและตัวชี้วัดความสำเร็จ จำนวน 166 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) Authenticity & IP Protection (ธรรมาภิบาลทางวัฒนธรรมและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา) 2) Content & Spiritual Guide (หลักสูตรและบุคลากรนำชมเชิงปรัชญา) 3) Transport & Digital Connectivity (ปฏิรูประบบขนส่งและการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัล) 4) Immersion & Experience Routes (การออกแบบกิจกรรมเชิงประสบการณ์และการมีส่วนร่วม) 5) Vetting & Sanctity Control (กำหนดเขตคุ้มครองและควบคุมกิจกรรมพาณิชย์เชิงศาสนสถาน) และ 6) Environmental & Green Infrastructure (การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว) ซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบาย The A.C.T.I.V.E. Model นั้นเป็นการมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยหลักอริยสัจ 4 โดยการปกป้องความแท้จริงทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ (Authenticity, Sanctity) และการเปลี่ยนบทบาทของนักท่องเที่ยวจากผู้สังเกตการณ์สู่ผู้มีส่วนร่วม (Immersion) ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นในการผนวกปรัชญาเชิงจริยธรรมเข้ากับกลยุทธ์การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ผลการวิจัยนี้จึงเป็นองค์ความรู้เชิงระบบชุดแรกที่สามารถใช้เป็นพิมพ์เขียวเชิงกลยุทธ์ในการเปลี่ยนสถานะของจังหวัดนครปฐมจาก “เมืองทางผ่าน” สู่ “จุดหมายปลายทางที่น่าจดจำและยั่งยืน”</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/285862
บทบาทของการประยุกต์งานดอกไม้แบบไทยในงานประเพณี: มุมมองการศึกษาชาติพันธุ์วรรณนา
2026-01-04T22:08:26+07:00
ศักรินทร์ หงส์รัตนาวรกิจ
sakkarin.ho@rmutp.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ ลักษณะ และบทบาทการประยุกต์งานดอกไม้แบบไทยที่ใช้ในงานประเพณีไทย รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการศึกษาแบบชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnographic Research) ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ครูอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญการประยุกต์งานดอกไม้แบบไทย ผู้ประกอบการด้านการประยุกต์งานดอกไม้แบบไทย และผู้จัดงานประเพณีไทย จำนวน 15 คน ใช้วิธีการสัมภาษณ์และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม วิเคราะห์เนื้อหาและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการประยุกต์งานดอกไม้แบบไทยในงานประเพณี สามารถแบ่งออกเป็นงานบุญ งานมงคลสมรส งานบวช และงานศพ ซึ่งสะท้อนความหมายมงคล ความรัก ความศรัทธา และความอาลัยตามลำดับ ขณะเดียวกันการประยุกต์งานดอกไม้แบบไทยในงานประเพณีในยุคปัจจุบันมีลักษณะเด่น ด้านการใช้วัสดุหลากหลาย เทคนิคการประดิษฐ์ที่รวดเร็วขึ้น และรูปแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานร่วมสมัยมากขึ้น โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ไทยผ่านรูปทรง สัญลักษณ์ การประยุกต์งานดอกไม้แบบไทยในงานประเพณียังมีบทบาทสำคัญในมิติศาสนา วัฒนธรรม สุนทรียะ สังคม และเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นพื้นที่ต่อรองระหว่างการอนุรักษ์ภูมิปัญญากับการใช้นวัตกรรมสมัยใหม่ แนวทางพัฒนาเน้นการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมกับความร่วมสมัย การใช้เทคโนโลยี วัสดุยั่งยืน การส่งเสริมการเรียนรู้ และการขยายบทบาทสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ข้อค้นพบการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางให้ นักออกแบบและผู้ประกอบการธุรกิจการประยุกต์งานดอกไม้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดร่วมสมัยโดยไม่ทิ้งรากเหง้า รวมถึงใช้เป็นต้นแบบในการ วางนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่ม</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/285869
รูปแบบการจัดการเรียนการสอนภายใต้สภาวะวิกฤติ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
2026-01-04T22:05:54+07:00
จักรี ศรีจารุเมธีญาณ
chakkree_2532@hotmail.com
เทิดศักดิ์ สุพันดี
Chakkree.sr@cpru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษารูปแบบการจัดการเรียนการสอน <br />2. เปรียบเทียบรูปแบบการจัดการเรียนการสอน และ 3. ศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ภายใต้สภาวะวิกฤติของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาวิชาเอกสังคมศึกษา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 148 คน เครื่องมือที่ใช้ แบบสอบถาม จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ .638 ถึง .852 ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .973 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย,ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน,การทดสอบสมมุติฐานด้วยการทดสอบค่าที,(t–test,แบบ Independent Samples) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (F – test แบบ One-way ANOVA) และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe’) และวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการจัดการเรียนการสอนภายใต้สภาวะวิกฤติของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ความคิดเห็นสูงสุดคือ ด้านการเรียนในห้องเรียน ด้านที่มีความคิดเห็นต่ำสุด คือด้านการเรียนรูปแบบออนไลน์ 100% 2. ผลการเปรียบเทียบรูปแบบการจัดการเรียนการสอนภายใต้สภาวะวิกฤติของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จำแนกตามเพศ และชั้นปี โดยภาพรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามอายุ โดยภาพรวมมีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3. ข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมรูปแบบการจัดการเรียนการสอนภายใต้สภาวะวิกฤติ พบว่า ควรส่งเสริมรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดทักษะชีวิตอย่างน่าสนใจ ทั้งทางสื่อออนไลน์ เว็บไซต์ เพื่อให้เข้าถึงการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/286335
ความสุขในการทำงานของบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2026-01-27T09:49:19+07:00
อรัชพร อินทรพฤกษา
s67563833018@ssru.ac.th
วิลาสินี จินตลิขิตดี
vilasinee.ji@ssru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสุขในการทำงานของบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 2) เปรียบเทียบความสุขในการทำงานของบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ปฏิบัติงานอยู่ส่วนกลาง จำนวน 296 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยอาศัยหลักความน่าจะเป็น (Probability Sampling) ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม หาค่าความเชื่อมั่นโดยการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha – Coefficient) ด้วยวิธีการของ Cronbach’s Alpha Coefficient ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วย สถิติ t-test และสถิติ f-test ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีความสุขในการทำงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านความสำเร็จในงาน ด้านการติดต่อสัมพันธ์ ด้านการเป็นที่ยอมรับ และด้านความรักในงาน ตามลำดับ 2) บุคลากรสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน และระยะเวลาการทำงานที่แตกต่างกัน จะมีความสุขในการทำงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีประเภทตำแหน่งแตกต่างกัน จะมีความสุขในการทำงานไม่แตกต่างกัน</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/286478
IMPROVING PRIMARY SCHOOL STUDENTS’ PITCH AND RHYTHM ABILITY THROUGH THE KODÁLY TEACHING METHOD: AN EMPIRICAL STUDY IN A CHINESE MUSIC CLASSROOM
2026-03-02T20:28:56+07:00
Zhong Zhiyang
1765737602@qq.com
<p> </p> <p>This study aimed to (1) examine the impact of the Kodály Method on students’ pitch perception, rhythm stability, multi-part singing cooperation, and musical cultural understanding, and (2) explore students’ attitudes and satisfaction toward Kodály-based music instruction. A one-group pretest–posttest experimental design was adopted over a five-week instructional period consisting of ten music lessons. A total of 48 primary school students participated in the study and received Kodály-based instruction through four instructional modules: pitch perception training, rhythm stability training, multi-part choral collaboration, and folk music cultural experience. Data were collected through music ability tests administered before and after the intervention, as well as a post-intervention satisfaction questionnaire. Paired-sample t-tests were conducted to analyze the differences between pretest and posttest results. The results showed statistically significant improvements in students’ musical abilities across all four instructional modules (p < 0.01). Students’ total musical ability score increased substantially after the intervention. In addition, the questionnaire results indicated that students held highly positive attitudes toward the Kodály-based lessons. Most students reported that the classroom atmosphere was relaxed and enjoyable, and that the learning activities were engaging, participatory, and motivating. The results suggested that the Kodály Method, as a student-centered and experience-oriented teaching approach, was effective in enhancing students’ musical learning outcomes and fostering their comprehensive musical development. This study provided empirical support for the localized application of the Kodály Method in Chinese primary school music education and offered valuable implications for music curriculum reform and instructional practice.</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/286504
IMPROVING OF UNIVERSITY STUDENTS’ FOLK DANCING SKILLS BY USING FLIPPED CLASSROOM TEACHING METHOD
2026-02-22T20:12:54+07:00
Jinke Yao
1347808019@qq.com
Sunsern Laohasthit
1347808019@qq.com
<p>This research article aims to: 1) examine the impact of the flipped classroom on college students’ ethnic and folk dancing performance; 2) explore students’ satisfaction with the flipped classroom learning experience; 3) conduct a one-group pretest–posttest research study collecting data from 60 first-year ethnic dancing major students; analyze the data using paired-samples t-tests to compare skill assessments before and after the intervention.</p> <p>The research results found that: 1) Significant Skill Improvement: The flipped classroom teaching method led to a statistically significant improvement in students' overall dancing skills, with total scores rising from a pre-test mean of 14.67 (SD = 0.48) to a post-test mean of 35.83 (SD = 0.87) , supported by t = 67.94$ and $p < .01. 2) Multidimensional Development: Marked improvements were observed across all assessed dimensions—rhythm skills, body coordination, and facial expression—with the largest gain in overall artistic expression. 3) High Instructional Satisfaction: Students reported a high level of satisfaction (Mean = 4.30, SD = 0.51) , specifically valuing the instructional videos and the effectiveness of in-class individualized guidance.</p> <p> A notable limitation of this research is the lack of a participants. While the statistical gains are significant, the one-group design means that natural maturation and five weeks of consistent practice could contribute to the results. Future studies should implement randomized controlled trials to isolate the specific impact of the flipped classroom model more rigorously.</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/286631
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง สังคมมนุษย์ โดยใช้เกมเป็นฐาน (GBL) ร่วมกับห้องเรียนออนไลน์ Metaverse ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ 4/2 โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น
2026-02-11T20:45:38+07:00
สุดารัตน์ อุตส่าห์
sudaratautsa@gmail.com
พระปลัดวสันต์ ธีรวโร
Sudaratautsa@gmail.com
กิตติยานนท์ วรรณวงศ์
Sudaratautsa@gmail.com
พระมหาชัชวาล จารย์คุณ
Sudaratautsa@gmail.com
สุรศักดิ์ อุดเมืองเพีย
Sudaratautsa@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อ<br />การจัดการเรียนรู้รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่องสังคมมนุษย์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐานร่วมกับห้องเรียนออนไลน์ Metaverse</p> <p>กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 จำนวน 40 คน ของโรงเรียน<br />ศรีกระนวนวิทยาคม ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ใช้แบบแผนการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest–Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับห้องเรียนออนไลน์ <em>Metaverse </em>จำนวน 8 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า T-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em>.</em>05 โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 14.80 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 24.85 แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐานร่วมกับห้องเรียนออนไลน์ Metaverse สามารถส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านบรรยากาศการเรียนรู้ และด้านประโยชน์ที่ได้รับตามลำดับ</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/284025
ภาษาของเรื่องเล่า: โครงสร้างภาษา คำศัพท์ และแม่แบบในคติชนท้องถิ่นจังหวัดเลย
2025-10-13T13:30:42+07:00
บรรณ์พต พรวาปี
banphod2546big@gmail.com
วรางคณา ทวีวรรณ
banphod2546big@gmail.com
ปัจจรี ศรีโชค
banphod2546big@gmail.com
กฤติกา พรหมสาขา ณ สกลนคร
banphod2546big@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางภาษาในเรื่องเล่าคติชนท้องถิ่นจังหวัดเลย โดยวิเคราะห์ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) โครงสร้างภาษา 2) คำศัพท์เฉพาะถิ่น และ <br />3) แม่แบบการเล่าเรื่อง เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างภาษา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชุมชน โดยรวบรวมข้อมูลจากเรื่องเล่าคติชนจำนวน 15 เรื่อง จากเอกสาร หนังสือ และบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการวิเคราะห์อาศัยกรอบแนวคิด 3 ส่วน ได้แก่ 1) กรอบแนวคิดโครงสร้างเรื่องเล่า ของ (บัญชา ธรรมบุตร และคณะ, 2565) เพื่อศึกษาลำดับและองค์ประกอบของเรื่องเล่า 2) แนวคิดภาษาในฐานะสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ของ (นลินี กาศแสวง, 2564) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาษาและโลกทัศน์ของผู้พูด และ3) แนวคิดอัตลักษณ์ทางภาษาถิ่น ของ (บุญจันทร์ เพชรเมืองเลย, 2562) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของถ้อยคำและการใช้ภาษาในบริบทท้องถิ่น</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าเรื่องเล่าคติชนจังหวัดเลยมีโครงสร้างการเล่าที่เน้นลำดับเหตุการณ์การใช้คำซ้ำ คำสร้อย และประโยคซ้อนเพื่อสร้างจังหวะและอารมณ์ คำศัพท์เฉพาะถิ่นสะท้อนเอกลักษณ์ภาษาอีสานตอนบนและภูมิประเทศท้องถิ่น ส่วนแม่แบบเรื่องเล่าโดยทั่วไปมีลำดับ 5 ตอน ได้แก่ 1) การตั้งต้น 2) ปัญหา 3) การเดินทาง 4) การพิสูจน์ และ 5) คติสอนใจ บทความนี้เสนอ “แม่แบบภาษาแห่งการเล่าเรื่องท้องถิ่นเลย” เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปใช้ในการอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น พัฒนาหลักสูตรภาษาไทยพื้นถิ่น และสร้างสื่อวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์จังหวัดเลย</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/284634
การสร้างความชอบธรรมให้พระเจ้าติโลกราชในชินกาลมาลีปกรณ์
2025-11-27T17:41:21+07:00
อภิเดช สุผา
natawut.kla@mbu.ac.th
ณัฐวุฒิ คล้ายสุวรรณ
natawut.kla@mbu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 2 ประการ คือ 1) สาเหตุในการสร้างความชอบธรรมให้พระเจ้าติโลกราช 2) กลวิธีสร้างความชอบธรรมให้พระเจ้าติโลกราช โดยศึกษาจากชินกาลมาลีปกรณ์เป็นเอกสารหลัก และศึกษาตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตลอดจนโคลงยวนพ่ายเป็นเอกสารรอง ผลการศึกษาพบว่า พระรัตนปัญญาเถระสร้างความชอบธรรมให้พระเจ้าติโลกราชเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการขึ้นครองราชย์ กลวิธีที่ใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้พระเจ้าติโลกราช ได้แก่ 1) การสร้างวาทกรรมธรรมราชา 2) การสร้างภาพแทนธรรมราชา สำหรับเหตุจำเป็นที่ต้องสร้างความชอบธรรมให้พระเจ้าติโลกราช มาจากการกล่าวถึงในทางไม่ดี ดังปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ และโคลงยวนพ่าย</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/285098
การบริหารการศึกษาเพื่อผู้สูงอายุในจังหวัดลำปาง: การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ในบริบทของวัฒนธรรมและประเพณี
2025-12-18T13:11:05+07:00
ธนกร สิริสุคันธา
noithonglek@hotmail.com
ฐิติวัชร์ ธีรรัฐนิธิคุณ
tle.thitiwach@gmail.com
พระฐาณี ฐิตวิริโย
tle.thitiwach@gmail.com
<p>การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุและช่องว่างทางดิจิทัลในจังหวัดลำปาง สร้างความท้าทายต่อการพัฒนาศักยภาพด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน บทความนี้วิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารการศึกษาตลอดชีวิต ทฤษฎีการเรียนรู้ผู้ใหญ่ และการศึกษาที่ตอบสนองความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อเสนอแนวทางการบริหารการศึกษาในการส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยพิจารณาความสอดคล้องกับวัฒนธรรมและประเพณีของภาคเหนือตอนบน</p> <p>ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การบริหารหลักสูตรและกิจกรรม ที่บูรณาการความรู้ทางเทคโนโลยีเข้ากับบริบทวัฒนธรรมล้านนาและภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถส่งเสริมการปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่ เพิ่มคุณภาพชีวิต และสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางสังคม รวมทั้งความยั่งยืนของชุมชนอย่างเป็นระบบ</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/285128
พลวัตการเมืองและพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไป หลังการยุบสภาในประเทศไทย
2025-12-18T13:08:23+07:00
สัมพันธ์ แสงคำเลิศ
sangkumlerds@gmail.com
ณัฐหท้ย บรรจงจิตร
sangkumlerds@gmail.com
<p>การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์พลวัตทางการเมืองและพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยภายหลังการยุบสภาผู้แทนราษฎร โดยพิจารณาทั้งบริบททางการเมืองระดับมหภาคและปัจจัยระดับปัจเจกบุคคลที่มีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียงของประชาชน การยุบสภาในประเทศไทยมักเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่มีความตึงเครียดทางการเมือง ความไม่ลงรอยภายในรัฐบาล หรือการใช้ยุทธศาสตร์ทางการเมืองของฝ่ายบริหารเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้งใหม่ กระบวนการยุบสภาจึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของพลวัตทางการเมืองชุดใหม่ที่ส่งผลต่อทัศนคติ การรับรู้ และพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างลึกซึ้ง</p> <p>งานศึกษานี้ใช้กรอบแนวคิด Political Behavior, Political Communication และ Political Opportunity Structure เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบที่กำหนดและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกตั้ง โดยพบว่าโครงสร้างโอกาสทางการเมืองที่เปลี่ยนไปหลังยุบสภา เช่น ระบบเลือกตั้ง การจัดวางตัวผู้สมัคร การนำเสนอแนวคิดเชิงนโยบาย และการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง ส่งผลให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องประเมินข้อมูลจำนวนมากในระยะเวลาสั้นกว่าปกติ ความเร่งรีบของสถานการณ์ทำให้ความน่าเชื่อถือ ความเสถียรภาพทางนโยบาย และผลงานที่ผ่านมา กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้ประกอบการตัดสินใจมากขึ้น</p> <p>นอกจากนี้ ผลการศึกษายังเน้นย้ำบทบาทสำคัญของสื่อดิจิทัล โดยเฉพาะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ได้กลายเป็นเครื่องมือหลักของการสื่อสารทางการเมืองยุคใหม่ ทั้งการสร้างภาพลักษณ์ผู้สมัคร การรณรงค์หาเสียง การกำหนดวาระสาธารณะ (Agenda Setting) และการตีกรอบข้อมูล (Framing) ความสามารถของสื่อดิจิทัลในการเผยแพร่ข้อมูลอย่างรวดเร็วทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับข่าวสารแบบทันทีทันใด แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ การเลือกเสพข้อมูลเฉพาะด้าน (Selective Exposure) และการก่อตัวของห้องเสียงสะท้อน (Echo Chambers) ซึ่งนำไปสู่การแบ่งขั้วทางการเมืองที่ชัดเจนและขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงในบางกลุ่มเกิดขึ้นบนฐานของอารมณ์ ทัศนคติส่วนบุคคล หรืออุดมการณ์ มากกว่าการวิเคราะห์เชิงเหตุผลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์</p> <p>ผลการศึกษาสรุปว่า การยุบสภาเป็นตัวเร่งให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รวดเร็วและรุนแรง ทั้งระดับพรรคการเมืองและระดับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยประชาชนแสดงพฤติกรรมการเลือกตั้งที่ตอบสนองต่อความไม่แน่นอนทางการเมืองผ่านการประเมินความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร ประสิทธิภาพของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา และความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในชีวิตประจำวัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของการเลือกตั้ง เนื่องจากมีแนวโน้มใช้ข้อมูลจากสื่อดิจิทัลมากกว่าช่องทางดั้งเดิม ส่งผลให้การรณรงค์ทางการเมืองต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของช่องทางสื่อสารและพฤติกรรมผู้บริโภคสื่อ</p> <p>ดังนั้น การทำความเข้าใจพลวัตทางการเมืองและพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งในช่วงหลังยุบสภา จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์ทิศทางการพัฒนาประชาธิปไตยไทยในอนาคต ตลอดจนการออกแบบกลยุทธ์ทางการเมือง การสื่อสารสาธารณะ และการสร้างนโยบายสาธารณะที่ตอบสนองความคาดหวังของประชาชนในสังคมที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย