https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/issue/feed
วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
2025-12-23T19:22:39+07:00
พระมหาสุรไกร ชินพุทฺธิสิริ, ผศ.
jssmbu1@gmail.com
Open Journal Systems
<p> คณะสังคมศาสตร์ ได้จัดทำวารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (Journal of Social Sciences Mahamakut Buddhist University) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิชาการ ระหว่างคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย ทั้งภายในและภายนอก ตลอดจนนิสิต นักศึกษาในสาขาสังคมศาสตร์ และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้มีพื้นที่ในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ผลงานวิจัย และอื่น ๆ รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นทางวิชาการ และการศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์ และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันจะเป็นประโยชน์แก่สถาบัน คณะ และสาธารณะต่อไป</p> <p> ทั้งนี้ วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่านการรับทราบจากสภาวิชาการ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ในการประชุมครั้งที่ 12/2560 ระเบียบวาระที่ 4 (4.4) เรื่อง ที่เสนอเพื่อทราบ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2560</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/279887
การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของนักเรียนในการประกวดแกะสลักผลไม้และงานใบตอง
2025-05-23T17:28:08+07:00
ศักรินทร์ หงส์รัตนาวรกิจ
sakkarin.ho@rmutp.ac.th
ดิเรก กรีเทพ
sakkarin.ho@rmutp.ac.th
<p>งานวิจัยเรื่องการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของนักเรียนในการประกวดแกะสลักผลไม้และงานใบตอง เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีวิทยาปรากฏการณ์วิทยา เพื่อศึกษาการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของนักเรียนในการประกวดแกะสลักผลไม้และงานใบตอง โดยการศึกษาเอกสาร การสังเกต และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักคือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ครูผู้ควบคุมการฝึกซ้อมจำนวน 10 คน การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา การตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลสามเส้า ผลการวิจัย พบว่า การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของนักเรียนในการประกวดแกะสลักผลไม้และงานใบตอง ประกอบด้วย 1) แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ 2) วิธีการสร้างสรรค์และวางแผน 3) ปัญหาและการแก้ปัญหา 4) การบริหารเวลา 5) การแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ 6) การให้กำลังใจและคำแนะนำของครู และ7) การใช้นวัตกรรมใหม่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของนักเรียนในการประกวดแกะสลักผลไม้และงานใบตอง</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/280683
สภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวัง และความต้องการจำเป็นด้านการนิเทศภายในของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
2025-06-10T15:58:01+07:00
วิไลลักษณ์ ละวู่
wilailuk.nate1@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบัน 2) สภาพที่คาดหวัง และ <br />3) ความต้องการจำเป็นด้านการนิเทศภายในของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีหลายระยะ (Multi-Phase Mixed Method) ประชากร คือ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 จำนวน 188 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายตามตารางของ Krejcie และ Morgan (1970) จำนวน 127 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูลโรงเรียนละ 2 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูผู้รับผิดชอบงานนิเทศภายใน รวมทั้งสิ้น 254 คน สำหรับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง เพื่อคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันด้านการนิเทศภายใน โดยในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย 2) สภาพที่คาดหวังของการนิเทศภายใน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายใน ในภาพรวม พบว่า PNI มีค่าสูงสุด คือ การวางแผนการนิเทศ (1.106) รองลงมา คือ การปฏิบัติตามแผนและการนิเทศ (1.096) ส่วนการประเมินผลการนิเทศ (1.074) มีค่า PNI ต่ำสุด</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/280697
สภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวัง และความต้องการจำเป็นด้านการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกระบี่
2025-06-10T15:57:56+07:00
กิจจ์พิภัช เกตุแก้ว
perapat265@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบัน 2) สภาพที่คาดหวัง และ <br />3) ความต้องการจำเป็นของการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกระบี่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีหลายระยะ (Multi-Phase Mixed Method) กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกระบี่ จำนวน 99 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างประชากรด้วยการสุ่มอย่างง่ายตามหลักเกณฑ์ของ Krejcie และ Morgan (1970) ประกอบด้วยผู้บริหารการศึกษา,ผู้บริหารสถานศึกษา,ศึกษานิเทศก์,ข้าราชการครู,ครูอาสาสมัครกศน.,ครูกศน.ตำบล และครูศูนย์การเรียนชุมชน จำนวน 79 คน สำหรับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง จากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ตรง จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันด้านการบริหารแบบมีส่วนร่วมในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย 2) สภาพที่คาดหวังของการบริหารแบบมีส่วนร่วมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความต้องการจำเป็นของการ บริหารแบบมีส่วนร่วมในภาพรวม พบว่า PNI มีค่าสูงสุด คือ ด้านการบริหารทรัพยากร (0.943) รองลงมา คือ ด้านการบริหารจัดการศึกษา (0.878) และ ด้านการบริหารจัดการเรียนรู้ (0.858) มีค่า PNI ต่ำสุด</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/280745
สภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวัง และความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
2025-06-10T15:57:33+07:00
นัยยะนันท์ ชุมบัวจันทร์
naiyanan71@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ (1) สภาพปัจจุบัน (2) สภาพที่คาดหวัง และ (3) ความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีหลายระยะ (Multi-Phase Mixed Method) กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบงานวิชาการ จำนวน 254 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 อยู่ในระดับปานกลาง</p> <p>2) สภาพที่คาดหวังของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>3) ความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 พบว่ามีค่าสูงที่สุดในด้านการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก</p> <p>จากผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่า โรงเรียนยังมีช่องว่างระหว่างสภาพปัจจุบันกับสภาพที่คาดหวังในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก จึงควรส่งเสริมและพัฒนาให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/281074
การพัฒนารูปแบบการทำผ้ามะเกลือของกลุ่มแม่บ้าน ในชุมชนบ้านวัดมะเกลือ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม
2025-06-09T15:30:43+07:00
อมรพรรณ สกุลงาม
atoon_project@hotmail.com
สุรัตน์ พักน้อย
atoon_project@hotmail.com
พระมหาประกาศิต ฐิติปสิทธิกร
prakasit.mcu@gmail.com
<p>งานวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการทำผ้ามะเกลือของกลุ่มแม่บ้านในชุมชนบ้านวัดมะเกลือ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการทำผ้ามะเกลือ 2) พัฒนารูปแบบการทำผ้ามะเกลือให้ร่วมสมัย และ 3) สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ผ้ามะเกลือ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มผู้ร่วมวิจัยประกอบด้วยแม่บ้านจำนวน 15 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 คนที่คัดเลือกแบบเจาะจง การเก็บข้อมูลใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การระดมความคิด การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการฝึกอบรมร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการเล่าเรื่อง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการย้อมผ้ามะเกลือสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยวิธีการดั้งเดิม ได้แก่ การแช่น้ำปูนใส การหมักย้อมซ้ำ และการตากแดด 2) ได้พัฒนาลวดลายร่วมสมัยจากส่วนต่าง ๆ ของมะเกลือ เช่น ลายรัศมี ลายดาว ลายดอกไม้ ลายก้นหอย และลายจุด ซึ่งสะท้อนจิตวิญญาณของชุมชนและความเคารพธรรมชาติ 3) เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ 4 ประเภท ได้แก่ กระเป๋าสะพายและกระเป๋าใส่มือถือ ชุดสตรีร่วมสมัย หมวกบักเก็ต และของใช้จากเศษผ้า เช่น ถุงใส่กุญแจและที่รองจาน ซึ่งเน้นแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน</p> <p> งานวิจัยนี้สะท้อนว่า “ผ้ามะเกลือ” เป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์หัตถกรรม แต่เป็นตัวแทนของภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความยั่งยืน ซึ่งช่วยสร้างบทบาทให้ชุมชนในกระบวนการกำหนดอนาคตตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/281079
การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้านของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน บ้านแม่พริกลุ่ม ตำบลแม่พริก อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง
2025-06-09T15:27:35+07:00
พระสันติ ติ๊บสม
santi0879287305@gmail.com
ประเสริฐ บุปผาสุก
Santi0879287305@gmail.com
อัญธิษฐา อักษรศรี
Santi0879287305@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้านของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านแม่พริกลุ่ม ตำบลแม่พริก อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง 1) ศึกษาการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้านของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 3) เสนอแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้านของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) มีผู้เข้าร่วมปฏิบัติการวิจัยซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง 28 คน มีการทำกิจกรรมต่างๆ โดยการสนับสนุนองค์ความรู้จากพัฒนาชุมชน สำนักงานเกษตรอำเภอ ศูนย์การศึกษานอกโณงเรียน และกลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน ทำการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม ทำการวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอแบบเล่าเรื่อง โค๊ตคำพูด และเชิงพรรณนาเพื่อถ่ายทอดข้อมูลอย่างเป็นระบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้านของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านแม่พริก เน้นการใช้สมุนไพรท้องถิ่น และนำภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมามาใช้ในกระบวนการผลิตอย่างมีระบบ ตั้งแต่การคัดแยก แปรรูป การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น เพื่อคงคุณภาพสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ที่ได้ เช่น ขี้ผึ้งไพล น้ำมันเหลือง ลูกประคบ ยาดม น้ำมันเขียว และธูปสมุนไพร การควบคุมคุณภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ 2) การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้าน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านแม่พริกได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ ในการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์มีการนำผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมมาร่วมกันตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ในชื่อ “สุนันท์ไพร” สุนันท์ คือ เป็นชื่อของพระสงฆ์ที่ชุมชนให้ความเคารพศรัทธา เป็นผู้นำความรู้เรื่องสมุนไพรมาใช้ให้กับชาวบ้าน รวมถึงถ่ายทอดความรู้เรื่องสมุนไพรให้กับทางกลุ่ม ในการออกแบบฉลากใช้ดอกสารภีเป็นสัญลักษณ์ เนื่องจากเป็นสมุนไพรชนิดแรกที่ทางกลุ่มได้นำมาผลิตเป็นสิ้นค้าคือ ธูปไล่ยุง และเป็นต้นไม้ที่มีอยู่มากในพื้นที่ 3) แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ส่งผลให้ภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ดีขึ้น มีความทันสมัย และสามารถแข่งขันได้ในตลาดมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่อย่างยั่งยืน</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/281121
กลไกการป้องกันยาเสพติดตามหลักพุทธวิธี ในตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร
2025-06-10T16:04:58+07:00
พระใบฎีกาสมชาย ภูริปญฺโญ (ภู่ระย้า)
somchai0615754052@gmail.com
พระมหาประกาศิต สิริเมโธ
somchai0615754052@gmail.com
พระครูใบฎีกาธีรยุทธ จนฺทูปโม
somchai0615754052@gmail.com
<p>งานวิจัยเรื่อง “กลไกออกแบบกิจกรรมการป้องกันยาเสพติดตามหลักพุทธวิธี ในตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ผลกระทบจากปัญหายาเสพติดที่เกิดขึ้นกับประชาชน 2) พัฒนากลไกออกแบบกิจกรรม และ 3) ขับเคลื่อนกลไกการป้องกันยาเสพติดตามหลักพุทธวิธี วิจัยนี้ใช้รูปแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 18 รูป/คน และกลุ่มปฏิบัติการ จำนวน 21 คน เป็นบุคคลที่มีความสมัครใจในการให้ข้อมูล และเป็นบุคคลที่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และกิจกรรม การระดมความคิด ร่วมกับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการเล่าเรื่อง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิต ความปลอดภัยในทรัพย์สิน และความสงบสุขของสังคม เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ปัญหาอาชญากรรมเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงและความแตกแยกในครอบครัว เยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติได้รับผลกระทบอย่างมาก 2) การพัฒนากลไกการป้องกันยาเสพติดตามหลักพุทธวิธี ได้แก่ การปลุกจิตสำนึก ติดตามเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง พัฒนาความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับชุมชน และนำหลักพุทธวิธีทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ ได้แก่ ศีล 5 ช่วยควบคุมพฤติกรรม อิทธิบาท 4 เป็นพื้นฐานความสำเร็จ สังคหวัตถุ 4 พัฒนาความสัมพันธ์และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และโครงการ To Be Number One ที่มุ่งเน้นในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 3) การขับเคลื่อนกลไกการป้องกันยาเสพติด ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ผู้นำที่จริงใจ เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมคิดและลงมือทำ สร้างความไว้วางใจ แลกเปลี่ยนความรู้ต่อเนื่อง เพิ่มพูนศักยภาพภายในชุมชน กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจขยายเครือข่ายขององค์กรชาวบ้าน เพื่อรับมือกับปัญหาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน</p> <p>งานวิจัยนี้สะท้อนว่า การขับเคลื่อนพัฒนาด้านการป้องกันยาเสพติดตามหลักพุทธวิธี เป็นแนวทางที่ให้ความสำคัญกับการนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างยั่งยืน</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/281435
พุทธวิธีการป้องกันการทะเลาะวิวาทของเยาวชนในชุมชน วัดจอมสุดาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
2025-06-24T21:33:27+07:00
พระขัน แก้วลังสี
vilaikhonepp@gmail.com
พระมหาประกาศิต ฐิติปสิทธิกร
Vilaikhonepp@gmail.com
สัญญา สดประเสริฐ
Vilaikhonepp@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง “พุทธวิธีการป้องกันการทะเลาะวิวาทของเยาวชนในชุมชน วัดจอมสุดาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 17 รูป/คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา นำเสนอเชิงพรรณนาด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องและโค๊ตคำพูดของผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเสร็จแล้วจึงสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ตามลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า จากการศึกษาเรื่อง “พุทธวิธีการป้องกันการทะเลาะวิวาทของเยาวชนในชุมชน วัดจอมสุดาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร” โดยกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ 3 ประการ ได้แก่ เพื่อศึกษาสาเหตุการทะเลาะวิวาทของเยาวชนในชุมชน วัดจอมสุดาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษากิจกรรมการป้องกันการทะเลาะวิวาทของเยาวชนในชุมชน วัดจอมสุดาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ตามหลักพุทธวิธี และเพื่อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนกิจกรรมป้องกันการทะเลาะวิวาทของเยาวชนใน ชุมชน วัดจอมสุดาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participation Action Research-PAR) มีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) ได้แก่ พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน เยาวชน และประชาชน รวมทั้งสิ้น 17 รูป/คน และการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนาความตามขั้นตอนวัตถุประสงค์ของการวิจัย และสรุปผลการวิจัย</p> <p>องค์ความรู้ที่ได้สะท้อนว่า การแก้ปัญหาเยาวชนต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้ใหญ่ในชุมชน การบูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนาและการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่งผลให้เยาวชนมีพัฒนาการเชิงบวกทั้งด้านพฤติกรรม ความคิด และทักษะชีวิต ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการป้องกันปัญหาความรุนแรงอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/281920
IMPROVING STUDENTS SPEAKING ABILITY BY USING THE TBLT (TASK-BASED LANGUAGE TEACHING): A CASE STUDY OF THE EFL (ENGLISH AS A FOREIGN LANGUAGE) CLASSROOM IN A PRIMARY SCHOOL IN CHINA
2025-07-25T13:15:50+07:00
Jiayi Chen
clarajiayi@163.com
Sunsern Laohasthit
clarajiayi@163.com
<p>This study investigates the effectiveness of Task-Based Language Teaching (TBLT) in developing the English-speaking ability of Grade 4 students within a Chinese primary school context. While TBLT is globally acknowledged in language education, its impact on young English as a Foreign Language (EFL) learners remains underexplored in Chinese primary contexts. The study aims to (1) examine the effect of TBLT on students’ oral English proficiency and <br />(2) explore students’ satisfaction with the TBLT learning experience. A one-group pretest-posttest design was employed over a two-month instructional period. Ninety students engaged in task-based lessons designed to promote meaningful, real-world communication. Data were collected through speaking tests administered before and after the intervention, along with a post-intervention questionnaire measuring satisfaction with teaching content, learning activities, the instructor, and assessment. The findings showed a statistically significant improvement in students’ speaking performance following the TBLT intervention. Students also reported high levels of engagement and satisfaction, frequently noting the interactive and supportive nature of the classroom environment. These results indicate that TBLT constitutes a pedagogically robust and engaging instructional approach, capable of fostering an interactive classroom climate and promoting sustained learner involvement. Students exhibited heightened motivation and notable gains in oral proficiency as a result of task-based instruction, underscoring TBLT’s potential as an effective vehicle for developing communicative competence in primary EFL contexts. The study offers pedagogical implications for the integration of learner-centered, task-oriented methodologies in early English education and contributes to the empirical foundation supporting TBLT in Asian language learning environments.</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/281926
Use Case-based Teaching Method to Improve Architecture Students in Vocational High Schools Ability to Read and Draft Construction Engineering Drawings
2025-07-25T13:15:45+07:00
YANG DONGMEI
854033212@qq.com
Sunsern Laohasthit
sunsern.lao@mail.pbru.ac.th
<p>This study investigates the effectiveness of a case-based teaching method in improving vocational high school architecture students’ ability to read and draft construction engineering drawings. Traditional teaching methods often emphasize theory over practice, resulting in students' limited drawing interpretation and drafting skills. To address this, 90 first-year architecture students from Santai County Vocational High School participated in a three-month intervention using case-based instruction, which integrated real construction projects into the learning process.</p> <p>A one-group pretest-posttest design was employed. Students' drawing reading and drafting abilities were assessed before and after the intervention, alongside their satisfaction with the teaching method. The results demonstrated significant improvement in students' skills after the case-based teaching was applied, as confirmed by paired sample t-tests (p < 0.05). Additionally, student satisfaction levels were high, particularly regarding the practical relevance, interactive learning, and teamwork fostered by the case-based approach. The findings support the application of case-based teaching in vocational education to enhance students' practical competencies and industry readiness.</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/282397
การพัฒนากิจกรรมพัฒนาทักษะทางสังคม เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนของครูประถมศึกษา จังหวัดเพชรบุรี
2025-07-29T12:28:24+07:00
สรรเสริญ เลาหสถิตย์
oleloma@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนากิจกรรมพัฒนาทักษะทางสังคม เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนของครูประถมศึกษา จังหวัดเพชรบุรีและ (2) ศึกษาผลของการนำกิจกรรมพัฒนาทักษะทางสังคม ไปทดลองใช้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูระดับประถมศึกษา จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 90 คน ได้มาโดยวิธีแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัย คือ (1) กิจกรรมพัฒนาทักษะทางสังคม (2) แบบทดสอบความรู้การจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะทางสังคม (3) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t ผลการวิจัยพบว่า (1) กิจกรรมเสริมหลักสูตรประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะทางสังคม จำนวน 8 แผน เนื้อหาได้แก่ การจัดการกับอารมณ์ การตระหนักรู้ทางสังคม การเผชิญปัญหา และ การสื่อสารเพื่อการสร้างสัมพันธภาพ มีผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดกิจกรรม อยู่ในระดับ ดีมาก <br />(2) ผลการประเมินความรู้การจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะทางสังคม ของกลุ่มตัวอย่าง หลังการได้รับกิจกรรมพัฒนาทักษะทางสังคม สูงกว่าก่อนได้รับกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) ครูประถมศึกษามีความพึงพอใจต่อกิจกรรมพัฒนาทักษะทางสังคม ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/282447
ปัจจัยที่ส่งผลต่อสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนของนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
2025-07-30T18:17:30+07:00
สง่า นามวัตร
sanga.n@mail.rmutk.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัยกับสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 - 4 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 390 คน ที่สุ่มเลือกแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.70 - 1.00) และความเชื่อมั่นภายใน (Cronbach’s alpha = 0.80) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’ Products Moment Correlation Coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis ) ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย การจัดการเรียนการสอนภายในชั้นเรียน ทัศนคติของนักศึกษาที่มีต่อเพื่อน การเห็นคุณค่าในตนเอง แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ การเลี้ยงดูของครอบครัว และบุคลิกภาพ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ คือ การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ทัศนคติของนักศึกษาที่มีต่อเพื่อน การเห็นคุณค่าในตนเอง การเลี้ยงดูของครอบครัว และการจัดการเรียนการสอนภายในชั้นเรียน ซึ่งปัจจัยทั้ง 5 สามารถร่วมกันพยากรณ์สัมพันธภาพระหว่างเพื่อนของนักศึกษาได้ร้อยละ 53.5</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/282594
รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 5
2025-08-04T22:37:09+07:00
กิติยา โศรกศรี
kkitiya.s@hotmail.com
ปิยะธิดา ปัญญา
kkitiya.s@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้เป็นแบบผสมวิธี (Mixed methodology) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และแนวทางของการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 2) เพื่อสร้างตรวจสอบยืนยัน และประเมินความเหมาะสม ประเมินความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และแนวทางการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการของโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ขอนแก่นเขต 5 จำนวน 254 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยเปรียบเทียบประชากรกับตารางสำเร็จรูปของเครซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) ให้ได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง ระยะที่ 2 การสร้าง ตรวจสอบยืนยัน และประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการของโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มผู้ให้ข้อมูล การตรวจสอบยืนยันร่างรูปแบบฯโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ด้วยการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) ร่างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการของโรงเรียนขนาดเล็ก 2) แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการของนักเรียน จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการของโรงเรียนขนาดเล็ก 2) แบบสอบถามเพื่อประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x ̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าความต้องการจำเป็น (PNImodified)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันของสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 5 โดยรวมรายด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนความต้องการจำเป็นสูงที่สุด ได้แก่ ด้านการออกแบบการเรียนรู้ 2) ผลการสร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 ประกอบด้วยองค์ประกอบของรูปแบบ 5 องค์ประกอบดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 หลักการ องค์ประกอบที่ 2 วัตถุประสงค์ องค์ประกอบที่ 3 วิธีดำเนินการ องค์ประกอบที่ 4 แนวทางการประเมิน องค์ประกอบที่ 5 เงื่อนไขความสำเร็จ ผลการประเมินความเหมาะสมความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของโปรแกรม พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/282936
กิจกรรมพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม เพื่อการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนของนักศึกษา สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
2025-08-21T21:03:27+07:00
กุลสกาวว์ เลาหสถิตย์
kwangee@windowslive.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนากิจกรรมการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม เพื่อการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ของนักศึกษา สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และ (2) ศึกษาผลของการนำกิจกรรมการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม เพื่อการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ไปใช้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี แขนงการบริหารงานท้องถิ่น ชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 80 คน ได้มาโดยวิธีแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัย คือ (1) กิจกรรมการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม เพื่อการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (2) แบบประเมินทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม เพื่อการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (3) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย <br />ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t ผลการวิจัยพบว่า (1) กิจกรรมการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม เพื่อการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรม 4 ครั้ง เนื้อหาได้แก่ หลักการดำเนินการวิสาหกิจชุมชน และทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม เพื่อการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน มีผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดกิจกรรม อยู่ในระดับ ดีมาก (2) ผลการประเมินทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม เพื่อการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ของกลุ่มตัวอย่าง หลังการได้รับกิจกรรม สูงกว่าก่อนได้รับกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/282949
การพัฒนาศักยภาพในการประกอบอาชีพเสริมสำหรับผู้สูงอายุ ในชุมชนหมู่บ้านสุขสันต์ 9 เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร
2025-08-23T20:33:49+07:00
MEAS NARITH
letlearn117@gmail.com
พระมหาประกาศิต สิริเมโธ
letlearn117@gmail.com
พระปลัดประพจน์ สุปภาโต
letlearn117@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาศักยภาพในการประกอบอาชีพเสริมของผู้สูงอายุ ในชุมชนหมู่บ้านสุขสันต์ 9 เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาการพัฒนาศักยภาพด้านการประกอบอาชีพเสริมสำหรับผู้สูงอายุ ในชุมชนหมู่บ้านสุขสันต์ 9 เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร <br />3) เพื่อสร้างเครือข่ายส่งเสริมการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงอายุในชุมชนหมู่บ้านสุขสันต์ 9 เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 25 คน การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา การตีความ และการสรุปผลเชิงอรรถาธิบาย ผลการวิจัยพบว่า <br />1) ผู้สูงอายุในชุมชนมีศักยภาพด้านอาชีพเสริมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ทักษะและประสบการณ์ การเรียนรู้ สังคมและเครือข่าย และการผลิตเชิงสร้างสรรค์ ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองและเป็นแรงงานคุณภาพ หากได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ ช่องทางตลาด และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน ซึ่งส่งผลให้การพัฒนาอาชีพเป็นไปอย่างยั่งยืนและคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจน 2) การพัฒนาศักยภาพผ่านการผลิตขนมกระยาสารทสะท้อนคุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ผู้สูงอายุมีความเชี่ยวชาญทั้งในสูตรและกระบวนการผลิต สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด หากได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม จะสามารถสร้างรายได้ รักษาวัฒนธรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างมั่นคง 3) การสร้างเครือข่ายสนับสนุนอาชีพเสริมของผู้สูงอายุ โดยเชื่อมโยงกับหน่วยงานและภาคีในพื้นที่ พบว่าผู้สูงอายุมีบทบาทสำคัญทั้งด้านทักษะ การเรียนรู้ การมีส่วนร่วมทางสังคม และการผลิตเชิงสร้างสรรค์ หากได้รับการสนับสนุน เครือข่ายดังกล่าวจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ และเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/283402
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการสอบเพื่อประเมินความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และทันตแพทย์พื้นฐาน (NL1) ของนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
2025-09-12T10:08:17+07:00
สุธาสินี หินแก้ว
suthasinee.hi@up.ac.th
วรารัตน์ อัมพะเศวต
suthasinee.hi@up.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ปัจจัยด้านบุคคลของนิสิตที่มีผลต่อการสอบเพื่อประเมินความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และทันตแพทย์พื้นฐาน (NL1) 2. ปัจจัยสนับสนุนของคณะฯ ที่มีผลต่อการสอบเพื่อประเมินความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และทันตแพทย์พื้นฐาน (NL1) โดยใช้แบบสอบถามกับนิสิตชั้นปีที่ 5 ที่ผ่านการสอบเพื่อประเมินความรู้ฯ ในชั้นปีที่ 4 และการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้างโดยวิธีสุ่มแบบง่าย วิธีการสุ่มจับสลากรหัสประจำตัวนิสิต พบว่า ปัจจัยด้านบุคคล ด้านพฤติกรรมการเรียนก่อนสอบมีความสำคัญกับการสอบเป็นอันดับที่ 1 โดยปัจจัยพฤติกรรมด้านการสอบ (การทดสอบตนเอง การทบทวนตนเองและการเตรียมตัวสอบ) มีระดับความสำคัญมากที่สุด จำนวนครั้งในการสอบมีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมด้านการสอบ การจัดการกับเวลาสอบและเพศมีความสัมพันธ์กับปัจจัยสนับสนุนจากคณะ ด้านกิจกรรมการทบทวนความรู้ให้กับนิสิตก่อนทำการสอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ปัจจัยด้านบุคคล พฤติกรรมด้านการเรียนก่อนสอบ สมาธิและการเอาใจใส่ต่อการเรียน พฤติกรรมด้านการสอบ การทดสอบตนเอง การทบทวนและเตรียมตัวสอบมีความสัมพันธ์กับการสอบเพื่อประเมินความรู้ (NL1) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ส่วนปัจจัยสนับสนุนจากคณะฯ มีความสัมพันธ์กับต่อการสอบเพื่อประเมินความรู้ฯ (NL1) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งมีความตระหนักถึงการบริหารจัดการเวลาเรียน การทบทวนการสอบและยังคงต้องการแรงการส่งเสริมจากคณะฯ โดยจัดการเรียนการสอนให้นิสิตได้มีช่วงเวลาสำหรับทำการทบทวนความรู้ก่อนสอบจัดกิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนสอบเป็นระยะๆ</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/280133
แนวทางการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าเฟอร์นิเจอร์ ไม้สักอย่างสร้างสรรค์
2025-05-04T19:09:52+07:00
ฐิติวัชร์ ธีรรัฐนิธิคุณ
tle.thitiwach@gmail.com
ธนกร สิริสุคันธา
67877010107@lpru.ac.th
<p>“ไม้สัก” เป็นหนึ่งในวัสดุที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศไทย ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์มาอย่างยาวนาน เนื่องจากคุณสมบัติที่โดดเด่น ทั้งความแข็งแรง ทนทานต่อสภาพอากาศและแมลง อีกทั้งยังมีลวดลายไม้ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้สักต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการแข่งขันจากวัสดุทดแทนและสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ในการพัฒนาสินค้า โดยเน้นการออกแบบและนวัตกรรมที่สร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก</p> <p>การนำแนวคิดด้านการออกแบบที่ทันสมัยมาใช้ร่วมกับเทคโนโลยีและแนวทางนวัตกรรมสามารถช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีความโดดเด่น และสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ดีขึ้น ทั้งในแง่ของความสวยงาม ฟังก์ชันการใช้งาน และความยั่งยืน บทความนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาแนวทางในการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมสำหรับเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้สักไทยให้ก้าวไปสู่ระดับสากล</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/281605
การอาชีวศึกษาในฐานะกลไกขับเคลื่อนขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของจีนในยุคแห่งนวัตกรรมเทคโนโลยี
2025-06-27T10:21:40+07:00
Ren Guoxiang
294653297@qq.com
ธนกร สิริสุคันธา
294653297@qq.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของการอาชีวศึกษาในประเทศจีนในฐานะกลไกขับเคลื่อนขีดความสามารถทางเศรษฐกิจในยุคแห่งนวัตกรรมเทคโนโลยี โดยเน้นการบูรณาการระหว่างนโยบายการศึกษา วัฒนธรรมองค์กร การสื่อสารระหว่างภาคส่วน และการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้เรียน ผลการวิเคราะห์พบว่า ความสำเร็จของจีนในการยกระดับระบบอาชีวศึกษาเกิดจากการกำหนดนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน การส่งเสริมรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Dual System) การสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมในสถานศึกษา และการมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน นอกจากนี้ การพัฒนาทักษะและสมรรถนะเชิงดิจิทัลของผู้เรียนยังมีส่วนสำคัญต่อการผลิตแรงงานที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง บทความเสนอแนะแนวทางการประยุกต์ใช้แนวทางของจีนในบริบทของประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบอาชีวศึกษาให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/282333
การจัดการน้ำสวนผลไม้ในพื้นที่ลาดเอียง
2025-07-27T20:16:10+07:00
จิรศักดิ์ แก้วเกิด
jgunk08@gmail.com
ปาริฉัตร ศรีหะรัญ
jgunk08@gmail.com
สาลินี ไชยศรี
6877720003@nstru.ac.th
ธีระพงศ์ เพิ่ม
6877720003@nstru.ac.th
<p>การจัดการน้ำในสวนผลไม้ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ลาดเอียง เป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร ต่อระบบธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาที่ยั่งยืนของระบบนิเวศในชนบท พื้นที่ลาดเอียงมีลักษณะภูมิประเทศที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการชะล้างหน้าดิน การไหลหลากของน้ำฝน ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำในอัตราสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่กระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชและเสถียรภาพของสิ่งแวดล้อม การศึกษาปรากฏการณ์เชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางการจัดการน้ำในสวนผลไม้บนพื้นที่ลาดเอียง จากประสบการณ์ มุมมอง และการตัดสินใจของผู้ปฏิบัติงานจริง อ้างอิงผ่านแนวคิดสำคัญ เช่น ทฤษฎีอนุรักษ์ดินและน้ำ ทฤษฎีการจัดการลุ่มน้ำ และกรอบแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่ออธิบายความสัมพันธ์เชิงซ้อนระหว่างมนุษย์กับภูมิทัศน์การเกษตร</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การจัดการจัดการน้ำแบบหลากหลายวิธีและยืดหยุ่นต่อบริบทพื้นที่ โดยใช้เทคนิคทั้งที่มีพื้นฐานจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ในลักษณะการทำขั้นบันไดเพื่อชะลอน้ำ การปลูกพืชตามแนวระดับเพื่อลดการพังทลายของดิน การคลุมดินเพื่ออนุรักษ์ความชื้น การใช้ระบบน้ำหยดเพื่อการจัดสรรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาแหล่งเก็บน้ำในไร่นาเพื่อรองรับฤดูแล้ง ลักษณะพลวัตขององค์ความรู้ การปรับตัว และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในชุมชนของเกษตรกรมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพการผลิต ลดความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม และสร้างฐานรากความมั่นคงให้แก่ระบบการจัดการเกษตรในพื้นที่ลาดเอียงอย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSMBU/article/view/282858
บทบาทในการพัฒนาสังคมขององค์กรชุมชน
2025-08-18T21:32:38+07:00
ลลิตตา เพชรกิจ
6877720001@nstru.ac.th
ปัญญา เลิศไกร
lalitta.2121098@gmail.com
สาลินี ไชยศรี
lalitta.2121098@gmail.com
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทขององค์กรชุมชนในการพัฒนาขับเคลื่อนสังคมภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงในมิติเศรษฐกิจ มิติสุขภาพ มิติสิ่งแวดล้อม มิติการเมืองและวัฒนธรรม ที่มีความซับซ้อนและยิ่งทวีความเข้มข้น มีเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประชาชนทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน รวมถึงได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างครอบคลุมทุกชนชั้น ผ่านการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม (Participatory Development) นำใช้ทุนทางสังคม (Social Capital) องค์กรชุมชนในฐานะกลไกสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและมีความหลากหลายและมีพลวัต 4 องค์กรชุมชน ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรท้องที่ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชน โดยแต่ละกลุ่มมีบทบาท หน้าที่ โครงสร้าง และขอบเขตการทำงานที่แตกต่างกัน แต่สามารถเชื่อมโยงขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ผ่านความร่วมมือแบบพหุภาคี (multi-sectoral collaboration) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม และเสริมสร้างสังคมให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน</p> <p>บทความนี้ ผู้เขียนสังเคราะห์แล้วว่าปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน สามารถบริหารจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน คือ การบูรณาการบทบาทของ 4 องค์กรชุมชน ภายใต้แนวทางการมีส่วนร่วมที่แท้จริง การกระจายอำนาจอย่างสมดุล และการใช้พื้นที่เป็นฐานการพัฒนา (place-based development) </p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย