https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/issue/feed วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 2025-12-24T16:11:18+07:00 Associate Professor Dr. Panarat Srisaeng jstd@dusit.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนเป็นวารสารการท่องเที่ยวชั้นนำที่เพิ่มพูนความเข้าใจที่สำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างการท่องเที่ยวและการพัฒนาที่ยั่งยืน มุ่งเน้นตีพิมพ์งานวิจัยเชิงแนวคิดทฤษฎี หรือแนวคิดเชิงประจักษ์ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าด้วยกระบวนการวิจัยที่เข้มข้นในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง และ/หรือสิ่งแวดล้อมที่สัมพันธ์กับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนหรือที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงบทความวิชาการ หรือบทวิจารณ์หนังสือทางด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนหรือในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์สำหรับนักวิจัย นักวิชาการ นักเรียนนักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่สนใจได้นำไปใช้เป็นประโยชน์ในการเพิ่มพูนความรู้ จัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ฉบับแรก มกราคม – มิถุนายน และฉบับสอง กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>ISSN 2730-2911 (Print) </strong></p> <p><strong>ISSN 2730-3322 (Online)</strong></p> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/273844 การศึกษารูปแบบการประกอบธุรกิจลานกางเต็นท์ตามแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) 2024-11-28T11:51:34+07:00 ไพริน เวชธัญญะกุล WechtunyagulAngun@gmail.com เอกชัย จากศรีพรหม Jagshriprom@gmail.com สุชาดา อภิรัตน์ suchda_api@dusit.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของธุรกิจลานกางเต็นท์ที่สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) และออกแบบแนวทางการจัดการที่เหมาะสมต่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนในระดับชุมชน และเพื่อเสนอโมเดลนวัตกรรมขั้นพื้นฐานจากการประกอบธุรกิจลานกางเต็นท์และแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพจากเอกสาร กรณีศึกษา และข้อมูลจากการสัมภาษณ์ โดยอิงแนวทางของ Miles et al. (2019) โดยดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ การย่อข้อมูลด้วยการกำหนดรหัสและจัดกลุ่มตามกรอบแนวคิด BCG และ GSTC การแสดงผลด้วยตารางเมทริกซ์เปรียบเทียบกรณีศึกษา และการสรุปตรวจสอบข้อมูลด้วยวิธีการสามเส้าและการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งและสอดคล้องกับบริบทของธุรกิจเป้าหมาย จากปัญหาผู้ประกอบการลานกางเต็นท์ยังขาดรูปแบบธุรกิจที่สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) อย่างเป็นระบบและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงพบว่าโมเดลนวัตกรรมขั้นพื้นฐานขององค์ประกอบของธุรกิจลานกางเต็นท์ที่ประสบความสำเร็จและมีความยั่งยืนประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) เทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ ระบบชำระเงินแบบไร้สัมผัส 2) พลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีสีเขียว ได้แก่ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตไฟฟ้า 3) การออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกที่สร้างสรรค์ ได้แก่ เต็นท์อัจฉริยะที่ควบคุมสภาพอากาศผ่านสมาร์ทโฟน 4) บริการที่เน้นประสบการณ์ผู้ใช้ ได้แก่ การจัดกิจกรรมเชิงประสบการณ์ เช่น การเดินป่า การดูดาว และการทำอาหารกลางแจ้ง และ 5) การนำแนวคิดร่วมสมัยมาประยุกต์ใช้ เช่น Glamping (Glamorous Camping), Eco-friendly Camping โดยชุมชนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการส่งเสริมกิจกรรมที่ยั่งยืนในการจัดการสิ่งแวดล้อมและสร้างกิจกรรมที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ผลการศึกษานำไปสู่ BCG Campground Model ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่สะท้อนศักยภาพของการจัดการธุรกิจลานกางเต็นท์ในบริบทของเศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/277756 แกลมปิ้งในฐานะพื้นที่พักแรมเชิงนันทนาการ: กลไกการสร้างสุขภาวะ และทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2025-09-04T15:51:15+07:00 เตชภณ ทองเติม spsc_network@hotmail.com พรหมลิขิต อุรา promlikit@sskru.ac.th สุดาภรณ์ สมัครผล samakphol.cs@hotmail.com <p>แกลมปิ้งสะท้อนพลวัตการเปลี่ยนผ่านของกิจกรรมนันทนาการจากการตั้งแคมป์เชิงเอาตัวรอดสู่การพักผ่อนเชิงฟื้นฟูที่ผสานความสะดวกสบายเข้ากับการอยู่ร่วมธรรมชาติอย่างมีความหมาย จนกลายเป็นรูปแบบนันทนาการ ร่วมสมัยที่ตอบสนองต่อวิถีชีวิตของผู้คนในยุคดิจิทัลซึ่งแสวงหาความสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับธรรมชาติ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์พลวัตและความแตกต่างเชิงโครงสร้างของแกลมปิ้งในฐานะนวัตกรรมนันทนาการ 2) พัฒนากรอบแนวคิดนันทนาการแกลมปิ้ง (Glamping Recreation Framework: GRF) เพื่ออธิบายกลไกที่ส่งเสริมสุขภาวะองค์รวม 3) วิเคราะห์บริบทไทยเพื่อประเมินศักยภาพของแกลมปิ้งในฐานะพื้นที่นันทนาการสร้างสรรค์และฐานเศรษฐกิจใหม่ และ 4) เสนอแนวทางพัฒนาเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับแกลมปิ้งให้เป็นรูปแบบนันทนาการที่ยั่งยืน ซึ่งอาศัยการวิเคราะห์เชิงแนวคิดและการสังเคราะห์วรรณกรรมอย่างบูรณาการ เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดนันทนาการ แกลมปิ้งและประเมินศักยภาพของแกลมปิ้งในบริบทไทยร่วมสมัย ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าแกลมปิ้งมิได้จำกัดอยู่เพียงการพักแรมหรูหรา แต่ทำหน้าที่เป็นระบบนันทนาการเชิงบูรณาการที่สร้างสมดุลระหว่างความต้องการทางกายภาพและจิตใจ ผ่านกระบวนการพักผ่อน ฟื้นฟู และการอยู่ร่วมในสังคมของผู้เข้าร่วม โดยสามารถอธิบายกลไกการทำงานผ่านกรอบ GRF ซึ่งบูรณาการการฟื้นฟูความสนใจ ภาวะลื่นไหล และการมีส่วนร่วมเชิงลึกให้เป็นเส้นทางประสบการณ์เดียวกัน ส่งผลให้แกลมปิ้งทำหน้าที่ทั้งในฐานะพื้นที่ฟื้นฟูสุขภาวะและเวทีสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างสมดุล อีกทั้งผลการวิเคราะห์บริบทไทยสะท้อนภาวะสองขั้วของนันทนาการร่วมสมัยที่ผสานความสะดวกสบายเข้ากับการตัดขาดจากเทคโนโลยี จนนำไปสู่รูปแบบการพักผ่อนที่ตอบสนองทั้งความสุข ความสงบ และคุณค่าทางสังคมร่วมสมัย นอกจากนี้ บทความยังได้เสนอแนวทางพัฒนาเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับแกลมปิ้งให้เป็นระบบนันทนาการที่ยั่งยืน โดยประสานหลักการของการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูเข้ากับการออกแบบประสบการณ์ตาม GRF พร้อมทั้งให้ความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากรอย่างหมุนเวียน การออกแบบเชิงนิเวศ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้แกลมปิ้งมีบทบาทสนับสนุนสุขภาวะ เศรษฐกิจฐานราก และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างรอบด้าน</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/275168 การพัฒนาศักยภาพกลุ่มชุมชนท่องเที่ยวโฮมสเตย์ด้านอาหารจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และด้านทักษะการให้บริการสำหรับการจัดการท่องเที่ยวชุมชนบ้านดงน้อย ตำบลพระธาตุ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม 2024-11-28T10:07:49+07:00 กุณฑีรา อาษาศรี kunteera.ar@rmu.ac.th ณฐภศา เดชานุเบกษา phimonwan.dec@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทพื้นที่และบริบทการจัดการท่องเที่ยวของกลุ่มชุมชนท่องเที่ยวโฮมสเตย์บ้านดงน้อย ตาบลพระธาตุ อาเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม 2) ศึกษาความต้องการการพัฒนาการท่องเที่ยวของกลุ่มชุมชนท่องเที่ยวโฮมสเตย์บ้านดงน้อย 3) พัฒนาศักยภาพการจัดการท่องเที่ยวด้านอาหารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและด้านทักษะการให้บริการสาหรับการจัดการท่องเที่ยวชุมชนของกลุ่มชุมชนท่องเที่ยวโฮมสเตย์ บ้านดงน้อย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาแบบมีส่วนร่วมกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ สมาชิกกลุ่มชุมชนท่องเที่ยวโฮมสเตย์บ้านดงน้อย จานวน 50 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่าบ้านดงน้อย ตาบลพระธาตุ อาเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เป็นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีที่ใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่น ชาวบ้านดาเนินชีวิตเรียบง่ายตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ใกล้แหล่งอารยธรรมโบราณนครจาปาศรี องค์พระบรมธาตุนาดูน มีประเพณีท้องถิ่น และกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลาย เช่น การเลี้ยงปู่ตา การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ฐานเรียนรู้ผลิตภัณฑ์ชุมชนด้านความต้องการการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดการท่องเที่ยว พบว่า มีความต้องการพัฒนาในด้านการทาอาหารและขนมพื้นบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยว และด้านทักษะการบริการสร้างความประทับใจแรกแก่นักท่องเที่ยว การพัฒนาการท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อศักยภาพการจัดการท่องเที่ยวที่สาคัญ คือ การพัฒนาการทาอาหารและขนมพื้นบ้านสู่ขนมต้อนรับนักท่องเที่ยว และด้านการพัฒนาทักษะการบริการสร้างความประทับใจแรกแก่นักท่องเที่ยว</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/274952 ความสัมพันธ์ของส่วนประสมการตลาดบริการกับการตัดสินใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพของวัยรุ่นไทย: เพศเป็นตัวแปรกำกับ 2024-11-28T10:04:30+07:00 พงศ์เสวก เอนกจำนงค์พร pongsavake.a@gmail.com <p>วัยรุ่นไทยมีแนวโน้มตัดสินใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้นเป็นผลมาจากการกระตุ้นของส่วนประสมการตลาดบริการ ทั้งนี้การศึกษาความแตกต่างของเพศในเชิงลึกยังมีไม่มาก บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการกำกับของเพศต่อความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประสมการตลาดบริการกับการตัดสินใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพของวัยรุ่นไทย เลือกตัวอย่างแบบสะดวก เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากวัยรุ่นไทย 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยแบบพหุ ผลการวิจัยพบว่า ส่วนประสมการตลาดบริการต่อการตัดสินใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพโดยมีเพศเป็นตัวแปรกำกับ โดยปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศกับส่วนประสมการตลาดบริการมีอิทธิพลกับการตัดสินใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพของวัยรุ่นไทยเพศชาย LGBTIQAN+ และเพศหญิง (<em>p</em>&lt;0.01) นอกจากนี้ยังพบว่าวัยรุ่นไทยเพศชายมีแนวโน้มตัดสินใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพมากกว่า LGBTIQAN+ และเพศหญิง ผลการวิจัยครั้งนี้จึงเป็นแนวทางการวางแผนกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะสมกับกลุ่มเพศต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นแนวทางการพัฒนา ทบทวนแผนธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพกับวัยรุ่นไทยอย่างต่อเนื่อง</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/282837 การพัฒนาศักยภาพวัตถุดิบอาหารปลอดภัย: โมเดลการจัดการเครือข่ายและกลไกการตลาด ในจังหวัดสุพรรณบุรี 2025-09-06T13:37:15+07:00 วรานี เวสสุนทรเทพ waranee_ves@dusit.ac.th มานิดา เชื้ออินสูง manida_chu@dusit.ac.th สัมนา ติวสันต์ samna_tiw@dusit.ac.th พรพิมล นามวงศ์ pornpimon_nam@dusit.ac.th นวลศรี สงสม nuasri_son@dusit.ac.th <p>งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods) โดยเน้นการวิจัยเชิงคุณภาพเชิงลึกควบคู่กับการวิจัยเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการพิจารณาความเหมาะสมจากผู้ทรงคุณวุฒิ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทวัตถุดิบอาหารปลอดภัยด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต (GAP, GFM, PGS และ Organic Thailand) ใน 10 อำเภอของจังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึงปริมาณผลผลิต 2) ศึกษาบริบทการมีส่วนร่วมในเครือข่ายและพัฒนาโมเดลการจัดการเครือข่าย และ 3) ศึกษากลไกทางการตลาดของสินค้าอาหารปลอดภัยเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนกิจกรรมทางการตลาด คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 18 กลุ่ม จากภาคพืช ประมง และปศุสัตว์ ใน 10 อำเภอของจังหวัดสุพรรณบุรี ผลการวิจัยพบว่า 1) วัตถุดิบของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีศักยภาพในการได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตและการแปรรูป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถผ่านการรับรองมาตรฐานและแข่งขันในตลาดได้ 2) โมเดลการจัดการเครือข่ายที่พัฒนาขึ้นจากบริบทของวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ การฝึกอบรมด้านการสร้างเครือข่าย และการประชุมระดมความคิดเห็น สามารถสรุปเป็น LCMS Model ซึ่งช่วยยกระดับเครือข่ายสู่การพัฒนาในรูปแบบคลัสเตอร์ โดยประกอบด้วย L: Leadership (ภาวะผู้นำ) C: Continuous Product Development (การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง) M: Management (การจัดการอย่างเป็นระบบ) และ S: Supporters (การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน) 3) กลไกทางการตลาดของกลุ่มเป้าหมายมีทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ มีตลาดรองรับที่ค่อนข้างมั่นคง อย่างไรก็ตาม บางกลุ่มยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงช่องทางการตลาด โดยกิจกรรมทางการตลาดที่เหมาะสม ได้แก่ การจัดกิจกรรมอีเวนต์ การจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้า การจัดตั้งศูนย์กลางตลาดสินค้า และการเข้าร่วมกระบวนการคัดสรรผลิตภัณฑ์ OTOP งานวิจัยนี้นำไปสู่การพัฒนาโมเดลเชิงกลยุทธ์ที่สามารถใช้เป็นกลไกในการจัดการเครือข่ายและกลไกการตลาดอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/280853 การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน: กรณีศึกษา ชุมชนตลาดบางหลวง ร.ศ. 122 อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม 2025-09-29T12:16:31+07:00 อภิเดช ช่างชัย faasadc@ku.ac.th <p>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยคาดว่าประชากรอายุเกิน 60 ปีจะมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม แหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่พัฒนาโดยชุมชนเพื่อรองรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะยังมีอยู่อย่างจำกัด การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพและความต้องการในการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุของชุมชน 2) พัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และ 3) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาศักยภาพและความต้องการ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลหลักที่คัดเลือกแบบเจาะจงจำนวน 15 คน ประกอบด้วย ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาเทศบาล ผู้ประกอบการผู้สูงวัย นักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ และนักวิจัย รวมถึงการใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากผู้อาศัยในชุมชนจำนวน 400 คน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ เก็บข้อมูลโดยใช้การสนทนากลุ่มจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และขั้นตอนที่ 3 การศึกษาผลการจัดกิจกรรม เก็บข้อมูลความพึงพอใจจากนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุจำนวน 400 คน ซึ่งเลือกแบบบังเอิญและการสนทนากลุ่มจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนมีศักยภาพและมีความต้องการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุในระดับมาก (𝑋= 4.08, S.D. = 0.79) 2) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุจำนวน 7 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมร้องเพลงนั่งแพ ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง ชิมอาหารดัง ถ่ายภาพเซลฟี ให้อาหารปลา ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และกิจกรรมเฮฮากับนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ 3) นักท่องเที่ยวผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการท่องเที่ยวในระดับมาก (𝑋= 4.50, S.D. = 0.50) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความต้องการให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน โดยมีข้อเสนอแนะในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กิจกรรม บุคลากร และเครือข่ายความร่วมมือ</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน