วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD <p>วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนเป็นวารสารการท่องเที่ยวชั้นนำที่เพิ่มพูนความเข้าใจที่สำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างการท่องเที่ยวและการพัฒนาที่ยั่งยืน มุ่งเน้นตีพิมพ์งานวิจัยเชิงแนวคิดทฤษฎี หรือแนวคิดเชิงประจักษ์ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าด้วยกระบวนการวิจัยที่เข้มข้นในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง และ/หรือสิ่งแวดล้อมที่สัมพันธ์กับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนหรือที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงบทความวิชาการ หรือบทวิจารณ์หนังสือทางด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนหรือในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์สำหรับนักวิจัย นักวิชาการ นักเรียนนักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่สนใจได้นำไปใช้เป็นประโยชน์ในการเพิ่มพูนความรู้ จัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ฉบับแรก มกราคม – มิถุนายน และฉบับสอง กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>ISSN 2730-2911 (Print) </strong></p> <p><strong>ISSN 2730-3322 (Online)</strong></p> th-TH <p>ลิขสิทธิ์ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ห้ามผู้ใดนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นอกจากนี้ เนื้อหาที่ปรากฎในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากเทคนิคการพิมพ์</p> jstd@dusit.ac.th (Associate Professor Dr. Panarat Srisaeng) jstd@dusit.ac.th (Aj. Sariya Prasertsud) Thu, 04 Jun 2026 09:31:37 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชนแบบมีส่วนร่วมของชุมชนตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/281224 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาและสำรวจแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในปัจจุบันของชุมชน (2) วิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวในปัจจุบันร่วมกับชุมชน และ (3) พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวของชุมชนตำบลเข็กน้อย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวโดยวิธีการสำรวจและแบบสัมภาษณ์ ใช้วิธีการสังเกต และการระดมสมองจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในพื้นที่ศึกษา เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า ตำบลเข็กน้อย มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูงมาก เนื่องจากเป็นชุมชนชาวม้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีอัตลักษณ์ทางประเพณีวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวทั้งธรรมชาติ การเกษตร และวัฒนธรรม ชุมชนตั้งอยู่ในเขตอำเภอเขาค้อ พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญสามารถเข้าถึงได้ง่าย อย่างไรก็ตามชุมชนยังขาดความร่วมมือ ความรู้ด้านการจัดการท่องเที่ยว และการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว มีข้อจำกัดด้านเอกสารสิทธิ์ที่ดิน การใช้ไฟฟ้า และข้อกฎหมายที่ซับซ้อน ส่งผลให้ไม่สามารถพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นชุมชนจึงควรเร่งสร้างความเข้าใจเพื่อจัดตั้งกลุ่มที่เข้มแข็ง และเพิ่มการประชาสัมพันธ์กิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง จากการพัฒนาร่วมกันทำให้ได้ข้อสรุปเป็นรูปแบบการท่องเที่ยว 4 รูปแบบหลัก คือ การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและผจญภัย การท่องเที่ยวเชิงประเพณีวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการท่องเที่ยวชุมชนแบบผสมผสาน ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาต่อไป</p> เพชรายุทธ แซ่หลี, อลงกรณ์ เมืองไหว, วชิระ วิจิตรพงษา, ชิตณรงค์ เพ็งแตง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/281224 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมในจังหวัดสุพรรณบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/285261 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) รวบรวมและจัดกลุ่มทรัพยากรการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรม (2) ยกระดับผู้ประกอบการและชุมชนภาคเกษตรร่วมกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรม และ (3) พัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อส่งเสริมเส้นทาง การท่องเที่ยวดังกล่าวในจังหวัดสุพรรณบุรี การวิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยดำเนินการสำรวจภาคสนามและการสัมภาษณ์เชิงลึกในพื้นที่ศึกษา ได้แก่ อำเภออู่ทอง อำเภอบางปลาม้า และอำเภอสองพี่น้อง ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อจำแนกทรัพยากรการท่องเที่ยวและพัฒนาแนวทางการสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดสุพรรณบุรีมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (2) แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และ (3) การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงทรัพยากรในพื้นที่ได้อย่างมีศักยภาพ นอกจากนี้ การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) พบว่า เส้นทางบางปลาม้ามีค่า SROI สูงสุดที่ 9.50 รองลงมาคือเส้นทางสองพี่น้องที่ 7.67 และเส้นทางอู่ทองที่ 7.00 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> เธียรรัตน์ ฉัตรภัทรพล, ศริญา ประเสริฐสุด, ทิพย์วิมล ประเสริฐศรี, เตชิตา ภัทรศร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/285261 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 Innovative Communication for Knowledge Transfer in Creative Tourism: A Case Study of Mae Ho Phra Subdistrict, Mae Taeng District, Chiang Mai Province https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/280419 <p>This research develops the CRETCOM model, an integrative framework that synthesizes Berlo’s SMCR model with Nonaka’s SECI process to facilitate knowledge transfer in creative tourism within Mae Ho Phra Subdistrict, Mae Taeng District, Chiang Mai Province. Utilizing a sequential explanatory mixed-methods approach underpinned by triangulation, the study analyzed qualitative insights from in-depth interviews with three key informants, focus group discussions, and participant observations. Quantitative data were derived from structured surveys of 400 respondents-stratified across residents and tourists via convenience sampling (Cronbach’s $\alpha$ = 0.92) and analyzed through descriptive statistics. The findings underscore a heavy reliance on tacit knowledge transmitted through word-of-mouth, despite strong preferences for online media (70%) and infographics (39%). However, effective transfer is currently hampered by technological limitations and socio-cultural barriers. By contextualizing SMCR for rural creative tourism dynamics, CRETCOM offers three-fold innovation: conceptual (hybrid bidirectional framework), methodological (quantified transfer metrics), and practical (digital manuals/IT training)-providing a scalable blueprint for sustainable tourism in Thailand’s rural communities.</p> Suphanit Chansong, Panida Sattayopat, Mattana Inchai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/280419 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในชุมชนบ้านปางมะโอ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/279992 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ชุมชนบ้านปางมะโอ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง และการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรโดยใช้ SWOT Analysis เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในชุมชนบ้านปางมะโอ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods) ประกอบด้วย งานวิจัยเชิงปริมาณ และงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เครื่องมือ เช่น แบบประเมินศักยภาพอัตลักษณ์ชุมชน ซึ่งเก็บหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20 คน และการสนทนากลุ่ม ซึ่งเก็บจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการร้านอาหาร เกษตรกร ปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มผู้นำชุมชน และกลุ่มแม่บ้าน จำนวน 15 คน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาในพื้นที่ จำนวน 90 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า ผลการประเมินศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนบ้านปางมะโอของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่ พบว่า ด้านศักยภาพการท่องเที่ยว ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (3.68) ศักยภาพด้านการรองรับด้านการท่องเที่ยว ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และการประเมินมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ศักยภาพการบริหารจัดการ 2) ศักยภาพการรองรับของแหล่งท่องเที่ยว 3) ศักยภาพการให้บริการ และ 4) ศักยภาพการดึงดูดใจของแหล่งท่องเที่ยว ผลรวมทั้งหมด 504.5 คะแนน โดยมีคะแนนเต็ม 700 คะแนน พบว่าอยู่ในเกณฑ์ระดับดี จำนวน 2 คน และอยู่ในเกณฑ์ระดับดีมาก จำนวน 5 คน สำหรับพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในชุมชนบ้านปางมะโอ ใช้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) มาเป็นแนวทางในการเชื่อมโยงวัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนในชุมชน และการเกษตร ตลอดจนนวัตกรรมในกระบวนการผลิตและการให้บริการมาสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน อีกทั้งยังเสริมสร้างความภาคภูมิใจและสร้างความได้เปรียบในตลาดการแข่งขันในระยะยาว สามารถจำลองเส้นทางการท่องเที่ยว ดังนี้ โปรแกรมที่ 1 เที่ยวบ้านปางมะโอ ฮีลใจได้ไปด้วยกัน 1 วัน และโปรแกรมที่ 2 ทัวร์บ้านปางมะโอ 1 วัน 2 คืน</p> เพียงกานต์ นามวงศ์, ศิริขวัญ ปัญญาเรียน, ไพโรจน์ ไชยเมืองชื่น, เอมอร พิพัฒน์วัฒนะโยธิน, ยุทธพงษ์ เรืองจันทร์, ศิลาวัฒน์ ชัยวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/279992 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ความต้องการและปัจจัยทางพฤติกรรมที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ: การศึกษาในกลุ่มนิสิตนักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/284987 <p>การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเป็นแนวทางที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการเลือกการขนส่ง ที่พัก กิจกรรม และอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบอิทธิพลของปัจจัยเชิงพฤติกรรมตามกรอบแนวคิดบูรณาการทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน และทฤษฎีค่านิยม ความเชื่อ และบรรทัดฐาน ที่มีต่อความตั้งใจในการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของนิสิตนักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในประเทศไทย และวิเคราะห์อิทธิพลดังกล่าวในกลุ่มประเภทสถาบันอุดมศึกษา 4 ประเภท คือ สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐกลุ่มอื่น ๆ โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ จากนิสิตนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทั่วประเทศจำนวน 559 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และแบบจำลองโครงสร้างพหุกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในระดับที่เห็นด้วย (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.03) ค่านิยมเชิงสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลทางบวกต่อทัศนคติอย่างมีนัยสำคัญ (β = 0.762, p &lt; .01) และทัศนคติกับบรรทัดฐานกลุ่มอ้างอิงมีอิทธิพลทางบวกต่อความตั้งใจใน การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (β = 0.302 และ 0.584 ตามลำดับ) ในขณะที่บรรทัดฐานส่วนบุคคลไม่ส่งผลต่อทัศนคติอย่างมีนัยสำคัญ (β = 0.059, p = 0.311) สะท้อนช่องว่างระหว่างค่านิยมและภาระผูกพันทางศีลธรรมในบริบทเยาวชนไทย ผลการวิเคราะห์พหุกลุ่มชี้ว่า ทัศนคติมีอิทธิพลต่อความตั้งใจไม่แตกต่างกันระหว่างประเภทสถาบัน แต่บรรทัดฐานกลุ่มอ้างอิงและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมมีอิทธิพลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยบรรทัดฐานกลุ่มอ้างอิงในสถาบันในกำกับของรัฐส่งผลทางลบ ขณะที่ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลส่งผลทางบวก และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมในสถาบันในกำกับของรัฐและราชภัฏส่งผลทางบวก แต่ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกลับส่งผลทางลบ งานวิจัยนี้มีคุณูปการเชิงวิชาการในการเสนอกรอบบูรณาการระหว่างทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและทฤษฎีค่านิยม ความเชื่อ บรรทัดฐานที่สะท้อนบริบทเชิงสถาบันของไทย และมีคุณูปการเชิงปฏิบัติในการเป็นแนวทางออกแบบนโยบายและการสื่อสารด้านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำที่จำเพาะตามประเภทสถาบัน เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ องค์กรด้านการท่องเที่ยว และสถาบันอุดมศึกษาสามารถพัฒนานโยบายส่งเสริมพฤติกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในกลุ่มเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิผล</p> วารัชต์ มัธยมบุรุษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/284987 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของเนื้อหาเชิงหน้าที่ อารมณ์ และนวัตกรรมต่อพลังการโน้มน้าวใจ ของโพสต์ประสบการณ์ท่องเที่ยวบนเฟซบุ๊ก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/281436 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเนื้อหาเชิงหน้าที่ (Functional Content) เชิงอารมณ์ (Emotional Content) และเชิงนวัตกรรม (Innovative Content) ที่ปรากฏในโพสต์ประสบการณ์ท่องเที่ยวบนเฟซบุ๊ก ซึ่งถูกแบ่งปันโดยเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว ต่อพลังการโน้มน้าวใจ (Power of Persuasiveness) ในการรับรู้ของนักท่องเที่ยว การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ ประชาชนชาวไทยที่มีอายุ 20-59 ปี ซึ่งเป็นผู้ใช้งานแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กและเคยตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวตามโพสต์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวที่ผ่านมา ขนาดตัวอย่างเป็นไปตามข้อการวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) โดยคำนวณจากจำนวนตัวแปรที่สังเกตได้ทั้งหมด 13 ตัวแปร คูณด้วย 20 เท่า (20 x 13 = 260 ตัวอย่าง) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีอายุระหว่าง 20–59 ปี จำนวน 289 คน ซึ่งเคยพบเห็นโพสต์ประสบการณ์ท่องเที่ยวบนเฟซบุ๊กและมีการตัดสินใจท่องเที่ยวตามโพสต์จากเครือข่ายส่วนบุคคล การเก็บข้อมูล วิธีการเลือกตัวอย่าง ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยกำหนดเกณฑ์ให้เป็นนักท่องเที่ยวที่เคยตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวตามโพสต์ของเพื่อนที่แบ่งปันผ่านเฟซบุ๊ก ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรอิสระทั้งสามสามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรของพลังในการโน้มน้าวใจได้ร้อยละ 48.7 (Adjusted R²=.482) โดยโมเดลการถดถอยโดยรวมมีความเหมาะสมและมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาอิทธิพลรายตัว พบว่าเนื้อหาเชิงนวัตกรรมมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพลังการโน้มน้าวใจมากที่สุด (Beta=.452, p&lt;.001) รองลงมาคือเนื้อหาเชิงอารมณ์ (Beta=.175, p=.012) และ เนื้อหาเชิงหน้าที่ (Beta=.143, p=.020) ตามลำดับ ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบเนื้อหาทางการตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์ควรให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์เนื้อหาเชิงนวัตกรรม ควบคู่กับการเล่าเรื่องเชิงอารมณ์และการให้ข้อมูลที่ชัดเจน (เชิงหน้าที่) เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของการสื่อสารเชิงโน้มน้าวในบริบทการท่องเที่ยว โดยข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ ผู้ประกอบการควรเน้นองค์ประกอบด้านภาพและภาษาในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเนื้อหาที่น่าจดจำและโดดเด่น ควบคู่กับการผสมผสานข้อมูลเชิงหน้าที่ และการเล่าเรื่องเชิงอารมณ์ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของจุดหมายปลายทาง ข้อเสนอเชิงนโยบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนให้เกิดการสร้างและการแบ่งปันเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น (UGC) ที่สะท้อนประสบการณ์จริง และใช้กลไก เช่น การตั้งแฮชแท็กเฉพาะกิจและระบบรางวัล เพื่อกระตุ้นให้ครอบครัวและเพื่อน ๆ แบ่งปันเรื่องราวการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และข้อเสนอเชิงวิชาการ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตโดยขยายขอบเขตการวิจัยไปยังทุกช่วงของวงจรการเดินทาง (Customer Journey) ตั้งแต่ก่อน ระหว่าง จนถึงหลังการเดินทาง รวมถึงการบูรณาการประเด็นความยั่งยืน และการวิเคราะห์ในมุมมองข้ามวัฒนธรรม</p> ชื่นนภา นิลสนธิ, โชคชัย สุเวชวัฒนกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSTD/article/view/281436 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700