https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/issue/feed วารสารกระบวนการยุติธรรม 2025-12-30T10:53:19+07:00 อดิศักดิ์ จันทวิรัช, Adisak Chanvirach ncjad.oja@gmail.com Open Journal Systems <div style="color: #000;"> <p><strong>ความเป็นมา</strong></p> <p> วารสารกระบวนการยุติธรรม (Journal of Thai Justice System) เป็นวารสารวิชาการที่จัดทำขึ้นตามภารกิจหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ภายใต้พระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2549 ซึ่งมีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานยุติธรรม ดังนั้น สำนักงานกิจการยุติธรรม ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ จึงได้จัดทำวารสารกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นวารสารราย 4 เดือนขึ้น โดยเริ่มดำเนินการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2551 เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยของคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ ตลอดจนนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป และส่งเสริมให้เกิดการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ค้นหาองค์ความรู้ใหม่ๆ และพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้เดิมเพื่อพัฒนางานด้านกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ในด้านการบริหารงานยุติธรรม ด้านกฎหมาย ด้านการบริหารจัดการองค์กรในกระบวนการยุติธรรม หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้ผู้สนใจหรือสาธารณชนได้รับรู้อีกด้วย ที่ผ่านมา วารสารกระบวนการยุติธรรมได้จัดพิมพ์บทความวิชาการ บทความวิจัยด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยมีกองบรรณาธิการประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์ นักวิชาการในสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องพิจารณากลั่นกรองบทความ และได้ดำเนินการเผยแพร่สู่สถาบันการศึกษา หน่วยงาน ตลอดจน สาธารณชนอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน</p> <p> วารสารกระบวนการยุติธรรม ได้เสนอเข้ารับการประเมินคุณภาพวารสารจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) ในปี 2556 โดย TCI ได้ประกาศผลการประเมินคุณภาพ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2556 ให้อยู่ในฐานข้อมูล TCI สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเป็นวารสารวิชาการระดับชาติที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับ มีการตรวจสอบคุณภาพของบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (peer reviewer) จำนวน 3 ท่าน ในแบบ Double–blind peer review ซึ่งเป็นไปตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ (ฉบับที่4) พ.ศ. ๒๕๖๔ ในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ</p> </div> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/277495 การป้องกันการตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 2025-01-24T05:30:20+07:00 สิริลักข์ เมืองนิล sirilak.wattanachai@gmail.com ศุภกร ปุญญฤทธิ์ Suppakorn@MAHIDOL.AC.TH สุณีย์ กัลยะจิตร SUNEE.KAN@MAHIDOL.AC.TH <p> การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์สองประการ ประการแรกเพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่มีความเสี่ยงต่อการตกเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์และผลกระทบด้านจิตใจ สุขภาพเศรษฐกิจ และครอบครัวจากการตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของประเทศไทย และประการที่สองเพื่อนำเสนอแนวทางการป้องกันการตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในบริบทของประเทศไทย เครื่องมือสำหรับวิจัยคือ การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 21 ราย ได้แก่ เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแอดมินเพจเฟซบุ๊ค พนักงานสอบสวนกองปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนาและวิเคราะห์เนื้อหา <br /> ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมเสี่ยงของผู้เสียหายในการใช้ชีวิตประจำวันมีผลต่อการตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และผู้เสียหายได้รับผลกระทบหลายด้านจากการตกเป็นเหยื่อ จึงมีการนำเสนอแนวทางการป้องกัน เพื่อรับมือกับการหลอกลวงหลากหลายรูปแบบของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ผลการวิจัยนี้ทำให้ทราบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการตกเป็นเหยื่อมาจากการใช้ชีวิตประจำวันที่มีความเสี่ยง และมีผลกระทบหลายด้านที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเหยื่อ ซึ่งบุคคลทั่วไปจะเข้าใจและเพิ่มความระมัดระวังการใช้ชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัยในยุคที่ข้อมูลทุกอย่างถูกค้นหาได้จากออนไลน์รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคล </p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/278927 ปัญหาทางกฎหมายในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้งท้องถิ่น 2025-07-23T16:37:00+07:00 สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต drsanyalux@gmail.com <p> รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้ศาลยุติธรรมเข้ามาถ่วงดุล โดยการตรวจสอบความชอบธรรมในการใช้อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้การพิจารณาคดีเลือกตั้งดำเนินกระบวนพิจารณาได้ทันต่อเหตุการณ์ในทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะทำให้เกิดความชอบธรรมได้อย่างแท้จริงนั้น ไม่ควรคำนึงถึงแต่การให้อำนาจแก่องค์กรอิสระและให้ความสำคัญต่อกระบวนการพิจารณาเพื่อหวังให้เกิดการลงโทษเพียงเท่านั้น ในทางกลับกันจะต้องคำนึงถึงสิทธิของบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเลือกตั้งด้วย บทความนี้มีวัตถุประสงค์จะศึกษาว่าการที่กฎหมายให้อำนาจตุลาการแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งแม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดคดีเลือกตั้งเกิดความรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ก็ตาม แต่การบัญญัติให้อำนาจดังกล่าวก็ไม่สามารถทำการตรวจสอบได้เนื่องจากผลของคำวินิจฉัยก็เป็นที่สุด ทั้งนี้ รวมถึงการพิจารณาพิพากษาคดีโดยศาลยุติธรรม ที่กฎหมายบัญญัติให้คำวินิจฉัยเป็นที่สุดสำหรับศาลเดียว จึงทำให้ไม่สามารถตรวจสอบคำพิพากษาได้ตามหลักศาลสองชั้น จึงควรมีการกำหนดให้อำนาจในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้งเป็นของศาลยุติธรรม (ศาลคดีเลือกตั้ง) และมีการทบทวนคำพิพากษาได้เช่นกัน</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/278670 การรับฟังพยานหลักฐานจากการใช้อากาศยานไร้คนขับในงานสอบสวนของสถานีตำรวจ 2025-06-06T14:54:58+07:00 เนติ ศรีสกุล Neti@gmail.com ณัฐวุฒิ ผิวบัวคำ nattawut.p4561@gmail.com <p> พนักงานสอบสวนมีอำนาจตรวจที่ทางอันสามารถอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ทำภาพถ่าย แผนที่เกิดเหตุ ซึ่งน่าจะกระทำให้คดีแจ่มกระจ่างขึ้น แต่ภาพถ่ายนั้นไม่สามารถทำให้ศาลเข้าใจได้ว่าถ่ายในระยะใด จากทิศทางใดไปยังทิศทางใด ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุพยานแต่ละชิ้นในสถานที่เกิดเหตุเป็นอย่างไร การศึกษาวิจัย การรับฟังพยานหลักฐานจากการใช้อากาศยานไร้คนขับในงานสอบสวนของสถานีตำรวจในครั้งนี้ ได้ศึกษาปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาจากการนำอากาศยานไร้คนขับมาประยุกต์ใช้ในงานสอบสวนของสถานีตำรวจในประเทศไทย และเสนอแนะแนวทางการนำอากาศยานไร้คนขับมาใช้ในงานสอบสวนของสถานีตำรวจเพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานที่รับฟังได้ และมีคุณค่าในเชิงพิสูจน์ โดยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจงทั้งหมด 10 คน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ, บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้พิพากษา พนักงานอัยการ และอาจารย์ด้านกฎหมาย, เจ้าพนักงานผู้ทำหน้าที่สอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐาน ได้แก่ พนักงานสอบสวนสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ผลการวิจัยพบว่า พนักงานสอบสวนในสถานีตำรวจควรใช้ประโยชน์จากโดรนในการบินขึ้นไปถ่ายภาพที่เกิดเหตุในมุมสูง เพื่อให้เห็นสภาพที่เกิดเหตุในภาพรวม ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุพยานแต่ละชิ้นในสถานที่เกิดเหตุ ควบคู่ไปกับการถ่ายภาพวัตถุพยานต่าง ๆ ในภาคพื้นดิน เพื่อนำมาใช้เป็นภาพถ่ายประกอบสำนวนการสอบสวน และช่วยให้การทำแผนที่เกิดเหตุเป็นไปได้อย่างง่ายดาย แม่นยำ และมีความน่าเชื่อถือ โดยภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุในคดีอาญาที่ถ่ายจากโดรนถ้าได้กระทำถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เป็นพยานหลักฐานประเภทพยานวัตถุที่รับฟังได้ และถ้ามีความชัดเจนมากเพียงพอ สามารถชี้ให้เห็นว่า มีข้อเท็จจริงอันเกี่ยวข้องกับคดีเกิดขึ้นจริง จะเป็นพยานหลักฐานที่มีคุณค่าในเชิงพิสูจน์ มีข้อเสนอแนะคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรออกระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ เพื่อให้พนักงานสอบสวนในสังกัดใช้เป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน เพื่อความเป็นมืออาชีพ คุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ โดยสุจริตของพนักงานสอบสวน และความน่าเชื่อถือศรัทธาในสายตาของประชาชน</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/282505 การใช้หลักไตรสิกขาเพื่อฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขังคดียาเสพติดในเรือนจำจังหวัดสงขลา 2025-09-18T10:00:41+07:00 ธวัตรชัย มุสิกะ Tawatchai.mus@student.mbu.ac.th วชิรวิชญ์ อิทธิธนาศุภวิชญ์ vachiravitch.itt@mbu.ac.th <p> บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้หลักไตรสิกขาเพื่อฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขังคดี ยาเสพติดในเรือนจำจังหวัดสงขลา และเพื่อเปรียบเทียบการใช้หลักไตรสิกขาเพื่อฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขังคดียาเสพติดในเรือนจำจังหวัดสงขลา เมื่อจำแนกตามอายุ ระดับการศึกษา อาชีพก่อนต้องโทษ รายได้ก่อนต้องโทษ สถานภาพสมรส ระยะเวลาจำคุกและจำนวนครั้งในการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ต้องขังคดียาเสพติด จำนวน 316 คน โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติอ้างอิงได้แก่ t-test และ ANOVA ผลการวิจัยพบว่า 1.<span style="font-size: 0.875rem;">การนำหลักไตรสิกขาเพื่อฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขังคดียาเสพติดในเรือนจำจังหวัดสงขลา (ภาพรวม) ทุกด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับจากมากที่สุดไปน้อยที่สุด พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านปัญญา รองลงมา คือ ด้านศีลและด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านสมาธิ 2.</span><span style="font-size: 0.875rem;">การเปรียบเทียบการใช้หลักไตรสิกขาเพื่อฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขังคดียาเสพติดในเรือนจำจังหวัดสงขลา พบว่า ระดับการศึกษา อาชีพก่อนต้องโทษ รายได้ก่อนต้องโทษ ระยะเวลาจำคุกและจำนวนครั้งในการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาส่งผลต่อการใช้หลักไตรสิกขาเพื่อฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขังคดียาเสพติดในเรือนจำจังหวัดสงขลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนปัจจัยที่ไม่ส่งผลให้เกิดความแตกต่าง ได้แก่ อายุและสถานภาพสมรส </span>ข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ กรมราชทัณฑ์และเรือนจำจังหวัดสงขลา ควรวางแผนและดำเนินการจัดกิจกรรมฝึกอบรมตามหลักไตรสิกขา เช่น การฝึกวินัยควบคู่กับการเจริญสติเพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูพฤตินิสัยอย่างยั่งยืนและลดโอกาสกระทำผิดซ้ำ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมและขยายโอกาสให้ผู้ต้องขังคดียาเสพติดและคดีอื่น ๆ เข้าร่วมกิจกรรมทางธรรม การอบรมให้แก่พระวิทยากรให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้นำกิจกรรมทางใจ ด้วยความเเข้าใจจิตวิทยาของผู้ต้องขัง การประสานความร่วมมือกับครอบครัวและชุมชนในการวางแผนการฟื้นฟูหลังพ้นโทษ การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ธรรมะที่เหมาะสมกับผู้ต้องขัง เช่น การ์ตูนธรรมะ พอดแคสต์เสียงหรือสมุดฝึกเจริญสติ</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/281301 ข้อเสนอเชิงนโยบายในการบริหารจัดการโปรแกรมฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติดในเรือนจำ 2025-07-14T09:34:24+07:00 อารีลักษณ์ สินธพพันธุ์ areelak.s@rsu.ac.th นวภัทร์ ณรงค์ศักดิ์ cjarsu@gmail.com <p> การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหา อุปสรรค และความสำเร็จในการฝึกวิชาชีพและการจัดโปรแกรมฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติดของ กรมราชทัณฑ์ และเพื่อนำเสนอเชิงนโยบายในการบริหารจัดการโปรแกรมการฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติดให้เหมาะสม ให้ผู้ต้องขังมีงานทำและลดการกระทำผิดซ้ำ โดยใช้การศึกษาเชิงคุณภาพ ได้แก่ การวิจัยเอกสาร การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ข้อกฎหมายเกี่ยวกับ ยาเสพติด มีผลต่อจำนวนการเข้ามาของผู้ต้องขัง ควรมีบทลงโทษที่ชัดเจน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และเป็นธรรม เพราะมีผลต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการบำบัดฟื้นฟูพฤติกรรมผู้ต้องขังคดียาเสพติดและควรเข้ารับโปรแกรมการบำบัดฟื้นฟูก่อนการฝึกวิชาชีพ เพื่อให้เข้าใจตนเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การฝึกวิชาชีพควรสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในท้องถิ่นของผู้ต้องขัง เพื่อให้ผู้พ้นโทษสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้ อบรมเจ้าหน้าที่หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มขึ้น เพื่อให้การบำบัดฟื้นฟูมีประสิทธิภาพมากขึ้น การฝึกอาชีพและโครงการในโปรแกรมการฟื้นฟูควรเน้นให้ผู้ต้องขังมีอาชีพติดตัวและมีเงินเลี้ยงชีพ เพื่อป้องกันการกลับไปกระทำผิดซ้ำ ครอบครัว ชุมชน และสังคมควรให้โอกาสผู้พ้นโทษแล้ว และช่วยกันดูแลสอดส่องคนในชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดผู้กระทำผิดคดียาเสพติดในอนาคต</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/274664 นโยบายด้านกระบวนการยุติธรรมของรัฐบาลไทย ตั้งแต่เปลี่ยนการปกครองจนถึง พ.ศ.2566 2024-10-18T09:07:30+07:00 พิเชษฐ พิณทอง dr.pichate.p@gmail.com <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายนโยบายของรัฐบาลไทยด้านกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปีพ.ศ. 2575 - พ.ศ. 2566 รวมรัฐบาลทั้งสิ้น 63 ชุด โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิจัยเอกสาร (documentary research) การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากเอกสารคำแถลงนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475-2566 สืบค้นจากฐานข้อมูล หอสมุดรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาลและสถาบันนิติบัญญัติ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผลการศึกษาพบว่า การกำหนดนโยบายที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมออกเป็น 2 ลักษณะ (ประเภท) ประกอบไปด้วย ส่วนแรกการกำหนดนโยบายที่มุ่งตรงไปที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ องค์การตำรวจ องค์การอัยการ องค์การศาล องค์การราชทัณฑ์ และองค์การคุมประพฤติ ส่วนใหญ่เป็นการกำหนดนโยบายไปยังองค์การศาลมากที่สุด จำนวนถึง 37 รัฐบาล รองลงมาเป็นที่องค์การตำรวจ 14 รัฐบาล องค์การราชทัณฑ์ 9 รัฐบาล องค์การคุมประพฤติ 4 รัฐบาล และองค์การอัยการ 3 รัฐบาล จากทั้งหมด 63 รัฐบาล ส่วนที่สองการกำหนดนโยบายภาพรวมของกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ถือเป็นรัฐบาลแรกที่กล่าวถึงคำว่า “กระบวนการยุติธรรม” ในคำแถลงนโยบายรัฐบาล รัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลชุดแรกที่มีการกำหนดนโยบายเรื่องของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เน้นเรื่องการให้ประชาชนที่ยากจนและผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างสะดวกและมีความรวดเร็ว ขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบันรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน มีนโยบายเน้นการส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/278299 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือกของประชาชนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี 2025-03-19T13:42:32+07:00 ปัญชญาภรณ์ ศักดิ์ปฐมพานิชย์ kritt.krittiya@gmail.com โสรัตน์ กลับวิลา sorat2844@gmail.com ธีรวุฒิ นิลเพ็ชร์ Theeravut_n@gmail.com <p> การที่จังหวัดราชบุรีใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือกน้อยส่งผลกระทบต่อเรือนจำชั่วคราวเขาบิน เนื่องจากเรือนจำชั่วคราวเขาบินสามารถรองรับผู้ต้องขังได้ไม่เกิน 300 คน จังหวัดราชบุรีจึงเป็นกลุ่มที่น่าศึกษาวิจัย และจากทบทวนวรรณกรรมพบว่ายังไม่พบผลงานที่ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือกของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้และความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมทางเลือกของประชาชนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี 2) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือกของประชาชนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี และ 3) ค้นหาแนวทางส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมทางเลือกในการจัดการความขัดแย้ง เก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามจากประชาชนในจังหวัดราชบุรี จำนวน 400 คน เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในจังหวัดราชบุรี จำนวน 16 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าเอฟและวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน พบว่า 1) ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางเลือกจากช่องทางต่าง ๆ ด้านความเชื่อมั่น พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมทางเลือกเป็นกระบวนการที่รวดเร็ว ใช้ระยะเวลาน้อยกว่ากระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก 2) การทดสอบสมมติฐานพบว่า (1) อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ที่แตกต่างกันมีการเลือกใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือกแตกต่างกัน (2) ปัจจัยด้านประสบการณ์ และการรับรู้มีความสัมพันธ์กับการเลือกใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) แนวทางการส่งเสริมคือมุ่งเน้นให้มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางเลือกเพื่อเพิ่มการรับรู้ให้กับประชาชน เน้นย้ำถึงข้อดีและผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/278829 แนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้ทางปัญญาประดิษฐ์ของข้าราชการตำรวจ 2025-06-30T09:14:55+07:00 พันธ์รบ ราชพงศา punrop@gmail.com สุธรรม เชื้อประกอบกิจ sutham.che@mahidol.ac.th จารุวรรณ งามพิสุทธิ์ไพศาล jaruwanngam@gmail.com ลัดดาวัลย์ ณ บางช้าง addladdawan@gmail.com นงลักษณ์ ปัญญาศิริกุลชัย nongluck9885@gmail.com วรดร วรกิตติเดชากร mp.ctoc@gmail.com วรรณภา คล้ายสวน wannapa@nesdc.go.th <p> งานตำรวจในปัจจุบันต้องเผชิญกับสภาพปัญหาอาชญากรรมที่ยากขึ้น ทั้งในเชิงปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและความซับซ้อนในการกระทำความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่เกี่ยวข้องกับทางไซเบอร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปรับรูปแบบการรับมือกับคดีเหล่านี้ โดยพัฒนาและประยุกต์ปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล งานวิจัยนี้ช่วยตอบปัญหาดังกล่าว โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 คน (ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน กลุ่มข้าราชการตำรวจที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดีทางไซเบอร์ 12 คน และสมาชิกชมรมไซเบอร์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ 10 คน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัญหาในการพัฒนาความฉลาดรู้ทางปัญญาประดิษฐ์ของข้าราชการตำรวจ และ (2) เสนอแนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้ทางปัญญาประดิษฐ์ของข้าราชการตำรวจให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ผลการศึกษา พบว่า หน่วยงานตำรวจขาดการเตรียมความพร้อมให้กับข้าราชการตำรวจทั้งประเทศในการเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการขาดความฉลาดรู้ทางดิจิทัล ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญ ส่งผลต่อความเข้าใจในการจัดเก็บข้อมูล หรือความฉลาดรู้ทางข้อมูล อันเป็นอุปสรรคสำคัญในการนำปัญญาประดิษฐ์ไปประยุกต์ใช้แนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้ทางปัญญาประดิษฐ์ของข้าราชการตำรวจให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 แนวทางหลัก คือ แนวทางหลักที่ 1 การส่งเสริมสนับสนุนการใช้ AI ในงานตำรวจ แนวทางหลักที่ 2 การพัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับตำรวจทุกระดับ และแนวทางหลักที่ 3 การพัฒนากฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/279137 ข้อมูลเพื่อความยุติธรรม: ศักยภาพและความท้าทายของการใช้ข้อมูลจากรัฐในการวิจัยการค้ามนุษย์ในประเทศไทย 2025-06-09T11:13:23+07:00 พีระพัฒน์ มังคละศิริ phirapat.m@rpca.ac.th เสกสัณ เครือคำ segcear@gmail.com นรินทร์ เพชรทอง Narin@ncsa.or.th <p> การค้ามนุษย์เป็นอาชญากรรมที่ฝังอยู่ในโครงสร้างทางสังคมและอำนาจอย่างลึกซึ้ง แม้ประเทศไทยจะมีความพยายามในการยกระดับกลไกการตอบสนอง แต่การวิจัยในประเด็นนี้ยังคงพึ่งพาข้อมูลทุติยภูมิ ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เช่น แฟ้มคดีตำรวจหรือคำพิพากษา ซึ่งมีศักยภาพในการสะท้อนกระบวนการยุติธรรมจริง กลับถูกใช้ในวงวิชาการค่อนข้างจำกัด บทความนี้ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์คุณค่าและข้อจำกัดของข้อมูลจากภาครัฐในการวิจัยด้านการค้ามนุษย์ โดยเน้นทั้งศักยภาพในการทำความเข้าใจรูปแบบการแสวงหาประโยชน์ และข้อพิจารณาด้านจริยธรรม กฎหมาย และอคติของระบบยุติธรรมที่อาจแฝงอยู่ในข้อมูลเหล่านี้ นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างนักวิจัยกับหน่วยงานรัฐ ที่ตั้งอยู่บนหลักความเชื่อถือ ความเป็นอิสระทางวิชาการ และการคุ้มครองศักดิ์ศรีของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการใช้ข้อมูลอย่างมีจริยธรรมและนำไปสู่การพัฒนานโยบายที่ตั้งอยู่บนฐานหลักฐานจริงอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกระบวนการยุติธรรม