วารสารกระบวนการยุติธรรม
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS
<div style="color: #000;"> <p><strong>ความเป็นมา</strong></p> <p> วารสารกระบวนการยุติธรรม (Journal of Thai Justice System) เป็นวารสารวิชาการที่จัดทำขึ้นตามภารกิจหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ภายใต้พระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2549 ซึ่งมีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานยุติธรรม ดังนั้น สำนักงานกิจการยุติธรรม ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ จึงได้จัดทำวารสารกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นวารสารราย 4 เดือนขึ้น โดยเริ่มดำเนินการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2551 เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยของคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ ตลอดจนนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป และส่งเสริมให้เกิดการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ค้นหาองค์ความรู้ใหม่ๆ และพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้เดิมเพื่อพัฒนางานด้านกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ในด้านการบริหารงานยุติธรรม ด้านกฎหมาย ด้านการบริหารจัดการองค์กรในกระบวนการยุติธรรม หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้ผู้สนใจหรือสาธารณชนได้รับรู้อีกด้วย ที่ผ่านมา วารสารกระบวนการยุติธรรมได้จัดพิมพ์บทความวิชาการ บทความวิจัยด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยมีกองบรรณาธิการประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์ นักวิชาการในสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องพิจารณากลั่นกรองบทความ และได้ดำเนินการเผยแพร่สู่สถาบันการศึกษา หน่วยงาน ตลอดจน สาธารณชนอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน</p> <p> วารสารกระบวนการยุติธรรม ได้เสนอเข้ารับการประเมินคุณภาพวารสารจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) ในปี 2556 โดย TCI ได้ประกาศผลการประเมินคุณภาพ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2556 ให้อยู่ในฐานข้อมูล TCI สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเป็นวารสารวิชาการระดับชาติที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับ มีการตรวจสอบคุณภาพของบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (peer reviewer) จำนวน 3 ท่าน ในแบบ Double–blind peer review ซึ่งเป็นไปตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ (ฉบับที่4) พ.ศ. ๒๕๖๔ ในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ</p> </div>
Office of Justice Affairs
th-TH
วารสารกระบวนการยุติธรรม
2985-2595
<p>ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารกระบวนการยุติธรรม แต่ความคิดเห็นที่ปรากฏในเนื้อหาของบทความในวารสารกระบวนการยุติธรรม ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว</p>
-
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์:ผลกระทบเชิงลบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานที่ถูกรับรองตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/277783
<p>ปัญญาประดิษฐ์เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่กำลังเข้ามามีส่วนร่วมกับชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างแพร่หลายในบริบทต่าง ๆ เช่น ตอบคำถาม (Chatbots) การประเมินเครดิตจากฐานข้อมูล (Credit Scoring) การสร้างภาพ ตัดต่อวิดีโอกราฟฟิก (Image & Video Generation and Graphic Design) การผ่าตัดโดยหุ่นยนต์ไร้คนบังคับ (AI Robotic Surgery) และอื่น ๆ ถึงแม้ว่าปัญญาประดิษฐ์จะถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกให้มนุษย์ในหลายแง่มุมได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้นก็ตาม ผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ก็สามารถก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาเช่นกัน ดังนั้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ชี้ให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบจากวิธีการทำงานของปัญญาประดิษฐ์เอง ส่งผลให้เกิดการทำลายขอบเขตของข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของมนุษย์ สร้างความลำเอียงและเลือกปฏิบัติและความไม่โปร่งใสของกลไกการทำงาน (2) อธิบายว่าการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก่อให้เกิดการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ 5 ฉบับ ที่รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์อย่างไรบ้าง โดยข้อมูลที่ถูกใช้ในการวิจัยนี้เป็นข้อมูลที่ถูกเก็บและศึกษาภายในปี ค.ศ. 2024 คาบเกี่ยวถึงช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2025 ผลการวิจัยพบว่า การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยการวิจัยนี้ระบุผลกระทบเชิงลบที่มีต่อสิทธิขั้นพื้นฐานจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งพิจารณาจากกิจกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ออกเป็น 6 กรณี กล่าวคือ (1) การใช้บริการสื่อออนไลน์ (Online Service Platforms Usage); (2) การขนส่งและโลจิสติกส์ (Transportation and Logistics); (3) การให้บริการทางการเงิน (Financial Services); (4) การศึกษาและการจ้างงาน (Education and Human Resources); (5) บริบทเกี่ยวกับสุขภาพ (Healthcare) และ (6) การปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายจากเจ้าหน้าที่รัฐ (Law Enforcement by State Officials) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ก็พบพัฒนาการทางด้านนโยบายและกฎหมายของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป กล่าวคือ กฎหมายปัญญาประดิษฐ์ของสหภาพยุโรป ปี ค.ศ. 2024 ที่มีวัตถุประสงค์ในการร่างขึ้นเพื่อปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่อาจได้รับผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยสหภาพยุโรปมีการปูแนวทาง เงื่อนไขพื้นฐานต่าง ๆ อย่างน่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง</p>
ศตเนติ เนติภัทรชูโชติ
เมธาวี บัวสมบูรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-21
2026-04-21
19 1
1
32
-
กรอบแนวทางการเปิดเผยข้อมูลประวัติอาชญากรรมของเยาวชนในการจ้างงานภาคเอกชน: ความท้าทายในกระบวนการยุติธรรมและข้อเสนอเชิงนโยบาย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/282492
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาวิเคราะห์ประเด็นปัญหาและข้อจำกัดในการเปิดเผยข้อมูลประวัติอาชญากรรมของเยาวชนที่เคยกระทำผิดในคดีอาญา ทั้งในมิติทางกฎหมายและนโยบายที่ส่งผลต่อโอกาสในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน และ (2) ออกแบบกรอบแนวทางการเปิดเผยข้อมูลที่สมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของเยาวชนกับความต้องการของภาคธุรกิจ งานวิจัยนี้ดำเนินการภายใต้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงเยาวชนผู้เคยกระทำความผิด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความไม่ชัดเจนทางกฎหมาย การปฏิบัติงานขาดมาตรฐาน รวมทั้งผลกระทบระยะยาวต่อโอกาสในการจ้างงานโดยเฉพาะในภาคเอกชนซึ่งใช้ข้อมูลจากทะเบียนประวัติอาชญากรโดยขาดหลักเกณฑ์การเปิดเผยอย่างเหมาะสม อันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นฟู ตลอดจนการคืนคนดีสู่สังคมอย่างแท้จริง ผู้วิจัยจึงเสนอกรอบแนวทางโดยเน้นการจำแนกประเภทข้อมูล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมทั้งการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการจัดตั้งทะเบียนผู้กระทำผิดของเยาวชนแยกจากทะเบียนผู้ใหญ่ การทบทวนแนวทางการพิมพ์ลายนิ้วมือ การเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยการไม่เลือกปฏิบัติในกฎหมายแรงงาน การส่งเสริมการจ้างงานที่เหมาะสม เพื่อสร้างระบบเป็นธรรม มีความสมดุล อันสอดคล้องกับหลักสิทธิตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติ</p>
ภารดี นะศิริรันต์
อารณีย์ วิวัฒนาภรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-21
2026-04-21
19 1
33
48
-
การพัฒนาแนวทางการสืบสวนสอบสวนที่มีประสิทธิผลและเคารพสิทธิมนุษยชน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/278742
<p> พนักงานสอบสวนเป็นต้นธารแห่งกระบวนการยุติธรรม หากแต่การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในปัจจุบันยังไม่มีแบบแผนการปฏิบัติงานที่ก้าวหน้าทันสมัยในระดับสากล พบว่าเกิดปัญหาพนักงานสอบสวนขาดทักษะและองค์ความรู้ด้านการสอบสวนที่เคารพสิทธิมนุษยชน ตลอดจนมีข้อจำกัดอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพการสอบสวน เช่น การขาดแคลนพนักงานสอบสวน เครื่องมืออุปกรณ์ และสถานที่สอบสวนไม่เหมาะสมและเพียงพอ โดยปรากฏข่าวสารตามที่เผยแพร่ในสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ว่าพนักงานสอบสวนไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาแสดงความบริสุทธิ์หรือให้เขาสามารถให้การได้อย่างเต็มที่ หรือต้องการเพียงคำรับสารภาพจากผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนมีท่าทีไม่เป็นมิตรต่อประชาชน อันเป็นการแสดงถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ยังไม่เป็นมืออาชีพ โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติและหลักสูตรการสืบสวนสอบสวนที่เคารพสิทธิมนุษยชนและมีประสิทธิผลในครั้งนี้ วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ในชั้นการสอบสวนของพนักงานสอบสวนสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสร้างแนวปฏิบัติการถามปากคำในชั้นการสอบสวนของพนักงานสอบสวนที่เคารพสิทธิมนุษยชนและมีประสิทธิผล อันสอดคล้องและเป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศ เช่น 1)กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง (<em>International Covenant on Civil and Political Rights <strong>: </strong>ICCPR)</em> และ2)อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ( <em>International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance <strong>:</strong>ICCPED)</em> เพื่อเสนอแนะเชิงนโยบายให้ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนในขั้นตอนการสอบสวนปากคำ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักร และสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนแนวปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนที่เคารพสิทธิมนุษยชนและมีประสิทธิผลให้แก่อาจารย์ผู้สอนนักเรียนนายร้อยตำรวจ โดยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจงทั้งหมด 17 คน ประกอบด้วย ประชาชนที่เป็นผู้เสียหาย พยาน หรือผู้ต้องหา, พนักงานสอบสวนสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พนักงานสอบสวนสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ, พนักงานอัยการ, ผู้พิพากษา, นักสิทธิมนุษยชน, อาจารย์ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องเทคนิคการสอบสวน วิชาสิทธิมนุษยชน และวิชาจิตวิทยา ผลการวิจัยพบว่าการสอบสวนในแบบปัจจุบันยังขาดความเป็นมาตรฐานและสามารถปรับปรุงให้คุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันพนักงานสอบสวนไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการถามปากคำ พนักงานสอบสวนไม่ได้รับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับหลักการถามปากคำที่มีประสิทธิภาพและเคารพสิทธิมนุษยชน และปัจจุบันกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการถามปากคำ ยังไม่มีกำหนดให้ใช้วิธีการบันทึกภาพและเสียงแทนการบันทึกในเอกสาร จึงเสนอแนวทางการปฏิบัติที่อิงตามหลัก <em>PEACE Model</em> และ <em>The Méndez Principles</em> เพื่อยกระดับการสอบสวนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรออกระเบียบข้อบังคับการปฏิบัติหน้าที่การถามปากคำในชั้นการสอบสวนให้ชัดเจน เพื่อให้เป็นระเบียบแบบแผนเดียวกันทั่วประเทศ โดยนำรูปแบบการสอบสวน “สร้างความพร้อม – อธิบายและสร้างสัมพันธ์ – บริหารจัดการคำถาม – สร้างความเชื่อมั่นศรัทธา – วินิจฉัย (ส.อ.บ.ส.วน.)” ซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้จากการศึกษาวิจัยที่ประยุกต์มาจากรูปแบบการถามปากคำแบบ PEACE Model ของประเทศภาคพื้นยุโรป มาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ และควรสร้างและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนแนวปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนที่เคารพสิทธิมนุษยชนและมีประสิทธิผลให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ และผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสร้างทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสอบสวนปากคำบุคคลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นการสอบสวน โดยองค์ความรู้สำคัญที่จะต้องบรรจุลงไปในหลักสูตร ได้แก่ ความรู้ทางด้านจิตวิทยา ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของสมอง สิทธิมนุษยชนของผู้ที่ตกอยู่ในกระบวนการยุติธรรม และทักษะที่ต้องเสริมสร้างให้แก่ผู้เรียน ได้แก่ ทักษะการเจรจาพูดคุย ทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดี การวางตัว การมีบุคลิกลักษณะท่าทาง ตลอดจนการใช้น้ำเสียงอย่างเหมาะสม และการแสดงออกว่าปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อตรง โปร่งใส และมีความเป็นมืออาชีพ </p>
เนติ ศรีสกุล
เกียรติศักดิ์ จันจะนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-21
2026-04-21
19 1
49
66
-
การใช้ระบบภูมิศาสตร์สารสนเทศเพื่องานด้านนิติวิทยาศาสตร์และการป้องกันอาชญากรรม
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/282091
<p> ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) มิได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างแผนที่หรือการจัดการพื้นที่ แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดเก็บ วิเคราะห์ และสื่อสารข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อตอบสนองต่อการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ งานด้านนิติวิทยาศาสตร์และการป้องกันอาชญากรรมถือเป็นสาขาที่ได้รับประโยชน์จากการประยุกต์ใช้ GIS อย่างกว้างขวาง ทั้งในมิติของการตรวจสอบ วิเคราะห์ และเชื่อมโยงหลักฐานเชิงพื้นที่กับพฤติกรรมอาชญากรรม โดยกรอบแนวคิดที่นำมาใช้ ได้แก่ ทฤษฎีการป้องกันอาชญากรรมผ่านการออกแบบสิ่งแวดล้อม (CPTED) และทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม ซึ่งช่วยระบุความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำผิด เหยื่อ และโอกาสของการก่อเหตุ ตลอดจนการใช้แบบจำลองพื้นที่เสี่ยงและการวิเคราะห์เส้นทางเพื่อสนับสนุนมาตรการเชิงพื้นที่ บทความยังนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยเพื่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน เช่น ระบบสำรวจระยะไกล การสร้างแบบจำลองสามมิติ และโฟโตแกรมเมตรี ซึ่งเพิ่มความแม่นยำของข้อมูลเชิงพื้นที่และช่วยบันทึกหลักฐานในคดีที่มีความซับซ้อน รวมถึงการเก็บหลักฐานอาชญากรรมสงครามในระดับสากล บทสรุปเชิงนโยบายชี้ให้เห็นว่า GIS ไม่เพียงเสริมการสืบสวนสอบสวน แต่ยังสนับสนุนการออกแบบมาตรการป้องกันเชิงรุก การเพิ่มความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม และการพัฒนาเมืองที่ปลอดภัยและยั่งยืน</p>
ปุณรดา เมฆะวุฒิกุล
ศุภชัย ศุภลักษณ์นารี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-21
2026-04-21
19 1
67
80
-
บทวิเคราะห์เปรียบเทียบกลุ่มผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าอวัยวะมนุษย์ข้ามชาติ ตามแนวทางของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติและตำรวจสากล
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/282485
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์เปรียบเทียบถึงกลุ่มผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าอวัยวะมนุษย์ข้ามชาติตามแนวทางของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติและตำรวจสากล วิธีการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งใช้การวิจัยเชิงเอกสาร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางด้านกฎหมาย มีการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารขั้นปฐมภูมิ ได้แก่ บทบัญญัติกฎหมาย อนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติ รวมไปถึงกฎหมายระหว่างประเทศต่าง ๆ และการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารขั้นทุติยภูมิ ได้แก่ รายงานวิจัย หนังสือ ตำรา บทความ รายงานการศึกษา ข้อมูลสถิติ ฯลฯ ผลจากการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าอวัยวะมนุษย์ข้ามชาติมีทั้งสิ้น 6 กลุ่ม ได้แก่ (1) ผู้สรรหา และ/หรือ นายหน้า(2) ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และสาธารณสุข(3) ผู้กระทำความผิดในภาคส่วนสาธารณสุข (4) ผู้กระทำความผิดในภาคส่วนอื่น ๆ (ที่มิใช่ภาคส่วนสาธารณสุข) (5) ผู้รับอวัยวะ (6) ผู้จำหน่ายอวัยวะ ทั้งนี้ บทความวิชาการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่องมาตรการบังคับทางอาญาในการสอบสวนการกระทำความผิดฐานค้าอวัยวะมนุษย์ข้ามชาติ</p>
นงศิรนารถ กุศลวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-21
2026-04-21
19 1
81
104
-
ปัญหาทางกฎหมายกรณีกองทุนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/283177
<p> ด้วยพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ได้ประกาศใช้บังคับเป็นต้นมาได้ปรากฏปัญหาหลักเกณฑ์และรายละเอียดบางประการไม่สามารถใช้บังคับได้จริงในทางปฏิบัติและไม่เพียงพอที่จะคุ้มครองประชาชนที่รวมกันเป็นสมาชิกภายใต้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีเกี่ยวกับกองทุนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งถือเป็นมาตราทางกฎหมายการบริหารงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรด้านงบประมาณสำหรับการจัดทำการบริการสาธารณะและบำรุงสาธารณูปโภคของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้อย่างต่อเนื่องความไม่ชัดเจนนี้อาจก่อให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายในการบริหารจัดการ เป็นปัญหาต่อการการใช้เงินโดยปราศจากหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และไม่เอื้อต่อการบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ เนื่องจาก กฎหมายดังกล่าวยังมิได้มีบัญญัติเรื่องกองทุนดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิชุมชนของคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร </p> <p> ผู้เขียนจึงเสนอว่า ควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 โดยบัญญัติเรื่อง “กองทุนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร” ในระดับพื้นที่ ให้มีสถานะชัดเจนในกฎหมาย พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์และแก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่จัดสรรเงินประเดิมกองทุนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรให้เพียงพอต่อการจัดทำบริการสาธารณะในหมู่บ้านจัดสรรในอนาคต รวมถึงเพิ่มกลไก “กองทุนส่งเสริมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร” ซึ่งเป็นกลไกกฎหมายร่วมแก้ไขปัญหาระหว่างหน่วยงานรัฐกันนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรที่ประสบปัญหาด้านรายได้</p>
กิตติธัช หิรัญสาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-21
2026-04-21
19 1
105
122
-
บทบาทของพนักงานสืบสวนสอบสวนในการให้ความสำคัญและใช้ประโยชน์พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในคดีอาญาเกี่ยวกับชีวิต ร่างกายและเพศ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/284401
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการให้ความสำคัญและการใช้ประโยชน์พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในคดีอาญาเกี่ยวกับชีวิต ร่างกายและเพศ ของพนักงานสืบสวนสอบสวนในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 โดยมุ่งเน้นการพิจารณาเชิงวิเคราะห์ถึงระดับความเข้าใจ การตัดสินใจและการปฏิบัติงานของพนักงานสืบสวนสอบสวน ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรวบรวม วิเคราะห์ และนำเสนอพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญในการใช้ประโยชน์พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในคดีอาญาร้ายแรง ประกอบด้วย (1) ความแตกต่างของความรู้ ความเข้าใจและทักษะของพนักงานสืบสวนสอบสวนในการรักษาและตีความพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (2) ข้อจำกัดด้านทรัพยากร เทคโนโลยีและงบประมาณที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน และ (3) ปัญหาในการนำเสนอพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อศาล ซึ่งอาจลดทอนน้ำหนักแห่งพยานหลักฐานและกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรม บทบาทของพนักงานสืบสวนสอบสวนเป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์กับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในทางคดี หากขาดความรู้ ความเข้าใจหรือแนวทางการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน อาจนำไปสู่การใช้พยานหลักฐานอย่างไม่มีประสิทธิภาพและส่งผลต่อความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณาคดีอาญา ดังนั้น บทความจึงเสนอแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ ได้แก่ การพัฒนาระบบฝึกอบรมเฉพาะด้านนิติวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมการทำงานแบบสหวิชาชีพ และการจัดสรรทรัพยากรด้านนิติวิทยาศาสตร์อย่างเพียงพอและทันสมัย เพื่อยกระดับมาตรฐานการใช้พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ อันจะนำไปสู่ความถูกต้อง โปร่งใสและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในอนาคต</p>
ศิริธรรม จิตต์งาม
ศิริรัตน์ ชูสกุลเกรียง
ศุภชัย ศุภลักษณ์นารี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-21
2026-04-21
19 1
123
138
-
การศึกษาเปรียบเทียบการคุ้มครองสิทธิประชาชนโดยทนายความอาสาชั้นก่อนฟ้องในคดีอาญาในสหราชอาณาจักร สาธารณรัฐสิงคโปร์ และประเทศไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/284818
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบบทบาทของทนายความอาสาในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในชั้นก่อนฟ้องในคดีอาญา โดยศึกษากรณีของสหราชอาณาจักร สาธารณรัฐสิงคโปร์ และประเทศไทย โดยศึกษาบทบาท สภาพปัญหา และเสนอแนวทางพัฒนาเกี่ยวกับทนายความอาสาในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ต้องหาในระยะเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อการประกันสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ผลการศึกษาพบว่า ทั้งสามประเทศต่างให้ความสำคัญกับสิทธิในการเข้าถึงทนายความตั้งแต่ชั้นสอบสวน แต่มีรูปแบบการจัดระบทนายความอาสาแตกต่างกันตามบริบททางกฎหมายและสังคม โดยสหราชอาณาจักรมีระบบกฎหมายช่วยเหลือที่มีระบบที่มั่นคงและเป็นที่ยอมรับมายาวนาน สาธารณรัฐสิงคโปร์ใช้ระบบทนายอาสาภายใต้การสนับสนุนของรัฐและองค์กรวิชาชีพ ส่วนประเทศไทยยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรและกลไกการประสานงาน การศึกษานี้เสนอแนวทางในการพัฒนาระบบทนายความอาสาไทยให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างหลักนิติธรรมและการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชนอย่างเท่าเทียม</p>
พัชยา ว่องวิชชุเวทย์
ฐิติยา เพชรมุนี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-21
2026-04-21
19 1
139
162