วารสารกระบวนการยุติธรรม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS <div style="color: #000;"> <p><strong>ความเป็นมา</strong></p> <p> วารสารกระบวนการยุติธรรม (Journal of Thai Justice System) เป็นวารสารวิชาการที่จัดทำขึ้นตามภารกิจหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ภายใต้พระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2549 ซึ่งมีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานยุติธรรม ดังนั้น สำนักงานกิจการยุติธรรม ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ จึงได้จัดทำวารสารกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นวารสารราย 4 เดือนขึ้น โดยเริ่มดำเนินการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2551 เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยของคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ ตลอดจนนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป และส่งเสริมให้เกิดการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ค้นหาองค์ความรู้ใหม่ๆ และพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้เดิมเพื่อพัฒนางานด้านกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ในด้านการบริหารงานยุติธรรม ด้านกฎหมาย ด้านการบริหารจัดการองค์กรในกระบวนการยุติธรรม หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้ผู้สนใจหรือสาธารณชนได้รับรู้อีกด้วย ที่ผ่านมา วารสารกระบวนการยุติธรรมได้จัดพิมพ์บทความวิชาการ บทความวิจัยด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยมีกองบรรณาธิการประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์ นักวิชาการในสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องพิจารณากลั่นกรองบทความ และได้ดำเนินการเผยแพร่สู่สถาบันการศึกษา หน่วยงาน ตลอดจน สาธารณชนอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน</p> <p> วารสารกระบวนการยุติธรรม ได้เสนอเข้ารับการประเมินคุณภาพวารสารจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) ในปี 2556 โดย TCI ได้ประกาศผลการประเมินคุณภาพ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2556 ให้อยู่ในฐานข้อมูล TCI สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเป็นวารสารวิชาการระดับชาติที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับ มีการตรวจสอบคุณภาพของบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (peer reviewer) จำนวน 3 ท่าน ในแบบ Double–blind peer review ซึ่งเป็นไปตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ (ฉบับที่4) พ.ศ. ๒๕๖๔ ในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ</p> </div> Office of Justice Affairs th-TH วารสารกระบวนการยุติธรรม 2985-2595 <p>ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารกระบวนการยุติธรรม แต่ความคิดเห็นที่ปรากฏในเนื้อหาของบทความในวารสารกระบวนการยุติธรรม ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว</p> ประโยชน์ของการจำลองใบหน้าบุคคลจากกะโหลกศีรษะแบบยิ้มเห็นฟันต่อการช่วยจดจำใบหน้าในงานพิสูจน์ศพนิรนามที่เป็นโครงกระดูก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/283625 <p><strong> </strong>งานที่ท้าทายอย่างมากในการติดตามคนหายและศพนิรนามคือการพิสูจน์ศพนิรนามที่มีการเปลี่ยนแปลง สภาพจนกลายเป็นโครงกระดูกแล้ว แม้ว่าจะสามารถเก็บข้อมูลทางชีวภาพจากตัวศพไปตรวจตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจหาสารพันธุกรรมได้แล้วก็ตาม แต่หากยังไม่สามารถเทียบข้อมูลได้ว่าตรงกับบุคคล ใด จำเป็นต้องมีการติดตามหาในขั้นตอนต่อไป ข้อมูลเบื้องต้นที่สามารถนำมาใช้ในการช่วยติดตามได้อย่างมีประสิทธิภาพคือภาพใบหน้า เนื่องจากใบหน้าเป็นจุดสำคัญในการช่วยให้คนที่มีโอกาสพบเห็น เช่น ญาติที่กำลังตามหาหรือคนรู้จักสามารถจดจำและนึกได้ว่าเคยเห็นมาก่อน ในปัจจุบันสามารถสร้างภาพได้ด้วยวิธีการจำลองใบหน้าจากกะโหลกศีรษะขึ้นมาใหม่ นอกเหนือจากเอกลักษณ์บนใบหน้า เช่น เค้าโครงรูปหน้า คิ้ว ดวงตา จมูก และ ริมฝีปากแล้ว ฟันที่ปรากฏขณะที่บุคคลนั้นกำลังยิ้มก็นับเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่ผู้คนมักจะจดจำได้ เนื่องจากฟันเป็นส่วนประกอบของกะโหลกศีรษะเพียงส่วนเดียวที่สามารถมองเห็นได้ขณะบุคคลนั้น ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าแต่ละบุคคลมีลักษณะภายนอกของฟันและการเรียงตัวที่แตกต่างกัน การจำลองใบหน้าแบบยิ้มเห็นฟันจึงเป็นอีกทางเลือกเพื่อเพิ่มโอกาสในการติดตามและพิสูจน์ศพนิรนามที่เป็นโครงกระดูกได้นอกเหนือจากการจำลองใบหน้าแบบปกติ</p> นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 19 2 113 128 ความสำคัญของการถ่ายภาพในงานนิติมานุษยวิทยา: จากศพนิรนามสู่การไขปริศนาซากโครงกระดูก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/285230 <p> การถ่ายภาพนิติมานุษยวิทยาเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล การวิเคราะห์โครงกระดูก และการใช้พยานหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม แม้มีแนวปฏิบัติระดับสากล แต่ยังขาดกรอบมาตรฐานเชิงระบบที่สามารถเชื่อมโยงความถูกต้องของภาพ ความสมบูรณ์ของข้อมูลดิจิทัล และการยอมรับในชั้นศาลได้อย่างครบถ้วน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนบทบาทของการถ่ายภาพนิติมานุษยวิทยา วิเคราะห์มาตรฐานเฉพาะทางในต่างประเทศ และเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทย โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการจากมาตรฐานสากล ได้แก่ ISO 21043, SWGIT, FOROST, FIRS และ ANZPAA ผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังขาดมาตรฐานเฉพาะทางระดับชาติ ส่งผลให้คุณภาพของภาพถ่าย ความสมบูรณ์ของพยานหลักฐานดิจิทัล และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) มีความแปรปรวน และอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน บทความจึงเสนอกรอบ Thai Forensic Anthropological Imaging Standard (TFAIS) เพื่อยกระดับการถ่ายภาพ การจัดการข้อมูลดิจิทัล และการรักษาห่วงโซ่วัตถุพยาน (chain-of-custody) อย่างเป็นระบบ โดยสรุป TFAIS มีศักยภาพในการลดความแปรปรวนของข้อมูล เพิ่มความถูกต้องและความสามารถในการตรวจสอบของพยานหลักฐานเชิงภาพ และเชื่อมโยงการปฏิบัติงานทางวิทยาศาสตร์กับการยอมรับในชั้นศาล ซึ่งเป็นรากฐานของความยุติธรรมเชิงประจักษ์</p> รัฐการ ปานมารศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 19 2 129 154 วงศาวิทยา “สองมาตรฐาน”: การประกอบสร้างความยุติธรรมที่ไม่เท่าเทียมในสังคมไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/286666 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการก่อรูปและการดำรงอยู่ของปรากฏการณ์ “สองมาตรฐาน” ในกระบวนการยุติธรรมไทย โดยใช้กรอบการวิเคราะห์แบบวงศาวิทยาในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ ความรู้ และวาทกรรมที่ทำให้ความไม่เท่าเทียมถูกทำให้ดูเป็นเรื่องปกติและยอมรับได้ในสังคม บทความชี้ให้เห็นว่า “สองมาตรฐาน” มิได้เป็นเพียงความผิดพลาดเชิงปฏิบัติหรือปัญหาของบุคคล หากแต่เป็นผลผลิตของโครงสร้างทางสังคมและระบอบความรู้ที่จัดระเบียบการรับรู้ การให้เหตุผล และการใช้ดุลพินิจในกระบวนการยุติธรรม ผ่านคู่ตรงข้ามทางสังคม เช่น คนรวย–คนจน ผู้มีอำนาจ–ผู้ไร้อำนาจ และผู้รู้กฎหมาย–<br />ผู้ไม่รู้กฎหมาย นอกจากนี้ บทความยังวิเคราะห์มุมมองที่ทำให้ความไม่เท่าเทียมถูกทำให้ “ยอมรับได้” ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ความเหลื่อมล้ำดูสมเหตุสมผล การผลักปัญหาไปสู่ระดับปัจเจก และความเงียบในฐานะรูปแบบหนึ่งของอำนาจ ขณะเดียวกัน บทความเสนอให้มองวาทกรรม “สองมาตรฐาน” ในพื้นที่สาธารณะและโลกออนไลน์ในฐานะการต่อต้านเชิงวาทกรรมที่ท้าทายความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรม และสั่นคลอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและความน่าเชื่อถือของรัฐ ในท้ายที่สุด บทความเสนอว่า การแก้ปัญหาสองมาตรฐานไม่อาจจำกัดอยู่ที่การปรับปรุงกฎหมายหรือขั้นตอนเชิงเทคนิค หากแต่จำเป็นต้องรื้อถอนโครงสร้างการคิดและระบอบความรู้ที่ทำให้ความยุติธรรมสามารถ “ไม่ยุติธรรมเท่ากัน” ได้อย่างเป็นระบบในสังคมไทย</p> ธนาภัทร ธานีรัตน์ จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย ฐานิดา บุญวรรโณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 19 2 155 174 การเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมวินัยจราจรด้วยมาตรการตัดคะแนนจากใบอนุญาตขับขี่ในเขตกรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/281027 <p>มาตรการตัดคะแนนจากใบอนุญาตขับขี่เป็นกลไกเชิงนโยบายที่รัฐนำมาใช้เพื่อเสริมสร้างวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้มาตรการดังกล่าวยังคงเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านโครงสร้าง ระบบ และการยอมรับของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมวินัยจราจรด้วยระบบตัดคะแนนจากใบอนุญาตขับขี่ และ (2) เพื่อเสนอแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 14 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ เจ้าหน้าที่จากองค์กรเอกชน และประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า <br /> (1) การบังคับใช้มาตรการตัดคะแนนยังขาดความเข้มงวด มีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์สนับสนุนและระบบฐานข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยงกัน รวมถึงประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจในมาตรการดังกล่าว <br /> (2) ภาคเอกชนเห็นว่าการบังคับใช้ยังขาดการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้และการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง ขณะที่ประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเป็นธรรมของกระบวนการ <br /> (3) แนวทางในการพัฒนาประกอบด้วยการเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี การพัฒนาระบบตรวจสอบคะแนนผ่านแอปพลิเคชัน การสื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางที่หลากหลาย และการปรับมาตรการให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้ใช้รถแต่ละกลุ่ม และ (4) ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ได้แก่ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การเพิ่มบทลงโทษควบคู่กับแรงจูงใจเชิงบวก การใช้ระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ การจัดอบรมสำหรับผู้กระทำผิดซ้ำ และการประชาสัมพันธ์มาตรการอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมวินัยจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ</p> พีรภาส เบ้าลี ธีรวุฒิ นิลเพ็ชร์ เสกสัณ เครือคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 19 2 1 20 การศึกษาผลสัมฤทธิ์การตรวจสารพันธุกรรม (DNA) เพื่อพิสูจน์ความเป็นคนไทย ตามหลักสายโลหิตในพื้นที่จังหวัดระนอง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/283430 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ รูปแบบของการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (DNA) ของผู้ประสบปัญหาสถานะทางทะเบียนราษฎรในพื้นที่จังหวัดระนอง เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (DNA) ในการพิสูจน์ความเป็นคนไทยตามหลักสายโลหิต และวิเคราะห์สาเหตุและผลกระทบของการไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร ต่อการดำรงชีวิตในมิติต่าง ๆ ของผู้ประสบปัญหา รวมทั้งเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายในการส่งเสริมการใช้ผลตรวจ DNA เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการพิจารณาสถานะบุคคล ผลการศึกษาพบว่า การตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมมีประสิทธิภาพสูงถึงร้อยละ 100 สาเหตุหลักของการไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน คือ บิดามารดาเป็นผู้ประสบปัญหาสถานะทางทะเบียนราษฎร (ร้อยละ 41.1) รองลงมาคือ เกิดในต่างประเทศ (ร้อยละ 18.9) อุปสรรคในชีวิตประจำวันของผู้ไร้สถานะแตกต่างกันตามช่วงวัย โดยกลุ่มวัยเรียนประสบปัญหาด้านการศึกษา วัยทำงานด้านการประกอบอาชีพ และกลุ่มเด็กเล็ก/ผู้สูงอายุด้านการพยาบาลงานวิจัยนี้ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา เช่น การแก้ไขกฎหมายให้ผลตรวจ DNA เป็นพยานหลักฐานหลัก, การเพิ่มงบประมาณ, การพัฒนาระบบสำหรับเจ้าหน้าที่, และการขยายเครือข่ายโรงพยาบาลสำหรับเก็บตัวอย่าง</p> ศศิศิศ บุญสนธิ ปรียาพรรณ เพชรปราณี วิไลพร ไหลงาม นมัสชมณช์ ธีวัธวณิชชัย ฐปนัท ศรีสุขพันธ์ ปรีชา ปิ่นมี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 19 2 21 46 สาเหตุการกระทำความผิดในคดีฆาตกรรม: กรณีศึกษาเรือนจำพิเศษธนบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/285316 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสาเหตุของการกระทำความผิดในคดีฆาตกรรม และ (2) เสนอแนวทางการป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟูผู้กระทำความผิด โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักโทษเด็ดขาดคดีฆาตกรรม 10 คน และเจ้าหน้าที่เรือนจำ 6 คน ผลการศึกษาพบว่า การก่อเหตุฆาตกรรมเกิดจากการผสมกันของปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยภายในจิตใจ และปัจจัยทางสังคม ได้แก่ ประวัติความรุนแรงในครอบครัว การขาดโอกาสทางการศึกษา ปัญหาเศรษฐกิจ การใช้สารเสพติด การพัฒนาทางจิตใจบกพร่อง รูปแบบความผูกพันไม่มั่นคง การควบคุมอารมณ์ต่ำขาดความยับยั้งชั่งใจ แรงจูงใจในการกระทำผิดจากความโกรธ ความกลัว หรือการแก้แค้น รวมถึงปัญหาจิตเวช ตลอดจนการเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย การเรียนรู้พฤติกรรมเบี่ยงเบน ความขัดแย้งระหว่างบุคคล และการขาดแรงยึดเหนี่ยวทางสังคม โดยแนวทางป้องกันและฟื้นฟูควรดำเนินแบบบูรณาการทั้งด้านจิตใจ พฤติกรรม และทักษะชีวิต ผ่านการบำบัด การฝึกอาชีพ การเสริมค่านิยมเชิงบวก และการเตรียมความพร้อมชุมชน โดยยึดหลัก Risk-Needs-Responsivity และยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ควบคู่มาตรการควบคุมอาวุธ การติดตามผู้มีประวัติเสี่ยง การเฝ้าระวังสุขภาพจิต และการลดการตีตราหลังพ้นโทษ โดยสรุปการทำความเข้าใจคดีฆาตกรรมต้องมองอย่างหลายมิติ ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้กระทำความผิดส่วนใหญ่เติบโตในครอบครัวที่ขาดการดูแล เผชิญความรุนแรงการทอดทิ้ง และข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ รวมถึงการขาดโอกาสทางการศึกษา ตลอดจนการเรียนรู้พฤติกรรมเบี่ยงเบนจากครอบครัวและชุมชนที่มีค่านิยมความรุนแรง ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดความเปราะบางทางจิตใจ ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ และทักษะในการควบคุมอารมณ์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง นอกจากนี้ การใช้สารเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าและไอซ์ ยังมีบทบาทสำคัญในการลดความยับยั้งชั่งใจและเพิ่มความหุนหันพลันแล่น ขณะที่การขาดแรงยึดเหนี่ยวทางสังคมทำให้ขาดปัจจัยป้องกันต่อการกระทำความผิด ดังนั้น การป้องกันและฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ จึงควรตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล ควบคู่กับการเสริมสร้างระบบสนับสนุนทางสังคม เพื่อลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ และลดความเสี่ยงอาชญากรรมในระยะยาวอย่างยั่งยืน</p> ธราธิป ทิพย์รังษี พรรษพร สุวรรณากาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 19 2 47 68 คาสิโนในประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/284073 <p> ในการศึกษาเรื่องคาสิโนในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย (1) เพื่อศึกษาการก่อเกิดนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวกับคาสิโนในประเทศไทย (2) เพื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคาสิโนในประเทศไทยและในต่างประเทศ (3) เพื่อศึกษาระบบการบริหารจัดการในการให้บริการคาสิโนในรูปแบบ Entertainment Complex และ (4) เพื่อศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต ต่อการก่อเกิดคาสิโนในประเทศไทย <span style="font-size: 0.875rem;"> จากผลการศึกษาการก่อเกิดนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวกับคาสิโนในประเทศไทย พบว่า ต้องกำหนดเป็นนโยบายทางด้านธุรกิจคาสิโนระดับชาติ โดยมีกระทรวงมหาดไทยกำหนดนโยบายของรัฐบาลที่ทำให้การพนันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายให้รัฐบาลสามารถกำหนดควบคุม นโยบายของรัฐบาลทางด้านการจัดการธุรกิจการพนันเป็นนโยบายระดับชาติ จากผลการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคาสิโนในประเทศไทยและในต่างประเทศ พบว่า การก่อเกิดสถานคาสิโนต้องมีนโยบายของรัฐในการจัดการตั้งกระทรวงขึ้นมาเพื่อกำหนดนโยบาย การพนันโดยเฉพาะการทำงานในระดับกระทรวงแต่ว่ารัฐบาลก็ยังไม่มีนโยบายใด ๆ เกี่ยวกับการเปิดบ่อนการพนันเสรีอย่างเป็นรูปธรรมนัก นอกจากการเสนอประเด็นทางสังคมว่าต้องการที่จะนำธุรกิจการพนันที่อยู่นอกกฎหมายมาเป็นธุรกิจภายใต้กฎหมาย เช่น กรณีของหวยใต้ดิน ได้ถูกนำมาเป็นหวยบนดินแล้ว กฎหมายคาสิโนและความเป็นไปได้ในการนำกฎหมายคาสิโนไปปฏิบัติในประเทศไทยการเปิดสถานคาสิโนถูกกฎหมายจะต้องผูกขาดโดยรัฐบาล จากผลการศึกษาระบบการบริหารจัดการในการให้บริการคาสิโนในรูปแบบ Entertainment Complex พบว่า รูปแบบการพนันของต่างประเทศ ซึ่งมีการดำเนินการและประสบผลสำเร็จมาแล้ว ได้แก่ เครือรัฐออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา พบว่าการบริหารจัดการส่วนใหญ่รัฐจะใช้คณะกรรมการควบคุมการพนัน (Commission ) ทำหน้าที่บริหารจัดการการพนันสถานคาสิโนต่าง ๆ ในการกำกับดูแลและควบคุมและระบบการบริหารควบคุมภายในสถานคาสิโน </span><span style="font-size: 0.875rem;">จากผลการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตต่อการก่อเกิดคาสิโนในประเทศไทย พบว่า มีผลเสียมากกว่าผลดีต่อเศรษฐกิจสังคม และคุณภาพชีวิต การนำนโยบายเปิดบ่อนคาสิโนไปปฏิบัติมีผลต่อสังคม และคุณภาพชีวิต ทำให้เกิดการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย จริยธรรมในการทำงานลดลง ทำให้จำนวนผู้ติดการพนันมีเพิ่มมากขึ้น เกิดปัญหาด้านครอบครัว ปัญหาด้านสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนชอบเล่นการพนัน </span></p> ลือชัย วงษ์ทอง พงศ์กุลธร โรจน์วิรุฬห์ ชวนัสถ์ เจนการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 19 2 69 86 Influences of Adverse Childhood Experiences on Recidivism of Youth in Juvenile Practice and Training Center https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/287320 <p>Thailand has prioritized the rule of law under its Sustainable Development Goals (SDGs), particularly Goal 16, which seeks to promote peaceful and inclusive societies, ensure access to justice for all, and build effective, accountable, and inclusive institutions at all levels. One important target under this goal is Target 16.2, which aims to end abuse, exploitation, trafficking, and all forms of violence and torture against children. Although the Thai government has placed importance on monitoring violence against children and youths, Thailand continues to be reported as having a relatively high rate of child abuse. Adverse Childhood Experiences (ACEs) have been shown to significantly influence juvenile delinquency and recidivism. This study aimed to examine (1) Adverse Childhood Experiences among juveniles, (2) the relationship between ACEs and types of offenses, and (3) the influence of ACEs on juvenile recidivism among juveniles in Juvenile Practice and Training Centers. Using a quantitative approach, data were collected through self-administered questionnaires from 327 juveniles aged 15-17 years. The results indicated that 58.1% of the juveniles had grown up in families involving parental separation or divorce. Approximately 30% of juveniles experienced household substance abuse and parental incarceration. Furthermore, between 10% and 20% of the respondents reported family-related problems, such as domestic violence and household mental illness. Regarding the relationship analysis, offenses against life and bodily integrity were associated with physical abuse, while sexual offenses were associated with emotional abuse, sexual abuse, household substance abuse and parental incarceration. Property offenses were associated with physical abuse, substance abuse, parental separation or divorce, and having a family member with a criminal history. Drug-related offenses were associated with physical abuse, while offenses under the Firearms Act were associated with both physical and sexual abuse. Furthermore, physical and sexual abuse emerged as significant predictors of juvenile recidivism. The findings underscore the crucial role of ACEs in juvenile offending and emphasize the need for trauma-informed interventions in juvenile rehabilitation.</p> Rawitsara Yamkead Veenukarn Rujiprak SUNEE KANYAJIT NATTHAPON SOKANTA ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกระบวนการยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 19 2 87 112