https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/issue/feed
วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
2026-08-28T16:09:26+07:00
ผศ.ดร.สุทธิพร สายทอง
Suttiporn.sai@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง </strong></p> <p> ถือเป็นแหล่งรวบรวมผลงานทางวิชาการ และองค์ความรู้ที่สำคัญเนื่องจากเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ความรู้ทางพระพุทธศาสนา ความคิดที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ตลอดจนความเคลื่อนไหวในแง่มุมต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัย</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/287012
ประชามติรัฐธรรมนูญใหม่: การจัดลำดับอำนาจรัฐใหม่สู่มาตรฐานสากล
2026-03-12T08:09:51+07:00
พระสมุห์ทินวัฒน์ ปญฺญาสาโร (บุญทศ)
khemika.var@mcu.ac.th
เขมิกา บรรลิขิตกุล
Khemika.var@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปรากฏการณ์การออกเสียงประชามติในปี พ.ศ. 2569 ในฐานะหมุดหมายสำคัญของการจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจรัฐไทยใหม่ (2) ศึกษาสาเหตุความเปราะบางของรัฐธรรมนูญไทยในอดีตผ่านแนวคิดลำดับชั้นของความชอบธรรมและการเปลี่ยนผ่านเชิงสถาบัน และ (3) เสนอตัวแบบการจัดระเบียบอำนาจใหม่สู่มาตรฐานสากล บทความนี้ใช้การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ โดยบูรณาการแนวคิดสัญญาประชาคม ทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ และหลักประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ผลการศึกษาพบว่า สภาวะความเปราะบางของรัฐธรรมนูญไทยในอดีตเกิดจากการจัดวางลำดับชั้นความชอบธรรมที่ผิดทิศทางแบบบนลงล่าง บทความนี้จึงเสนอตัวแบบการจัดระเบียบอำนาจใหม่ผ่านกระบวนการ “ฉันทามติมหาชน” โดยใช้สมการการสร้างสมดุลระหว่างจารีตและการปฏิรูป เพื่อเปลี่ยนผ่านรัฐไทยไปสู่การเป็นรัฐที่ยึดโยงกับสิทธิอำนาจทางหลักการและมาตรฐานสากล นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นสัญญาประชาคมอย่างแท้จริง ผลการสังเคราะห์เชิงทฤษฎีนำไปสู่การนำเสนอ “ตัวแบบสถาปัตยกรรมแห่งอำนาจรัฐใหม่” ที่ประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ ความสามารถในการวิพากษ์ การมีส่วนร่วมที่หลากหลาย การใช้เหตุผลสาธารณะ และพื้นที่เห็นต่างอย่างปลอดภัย</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283844
นวัตกรรมการท่องเที่ยวอ่างเก็บน้ำเพื่อการพัฒนาท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
2025-10-22T16:36:32+07:00
สุเมธ ธิมา
damsafety2@gmail.com
พหล ศักดิ์คะทัศน์
damsafety2@gmail.com
นิตยา วงศ์ยศ
nittaya_product@hotmail.com
<p>บทความวิชาการนี้ ศึกษา นวัตกรรมการท่องเที่ยวอ่างเก็บน้ำเพื่อการพัฒนาท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิดที่ใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นผลิตภัณฑ์หรือบริการแบบใหม่หรือพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีอยู่เดิมใหม่ การเปิดตลาดใหม่หรือสร้างส่วนผสมทางการตลาดใหม่ การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวใหม่ การพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนองค์กรการท่องเที่ยวใหม่จะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและสร้างความพึงพอใจแก่นักท่องเที่ยว การบูรณาการอ่างเก็บน้ำเข้ากับการท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงการชมวิว แต่เป็นการใช้อ่างเก็บน้ำเป็นฐานในการพัฒนากิจกรรมที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศ ความรู้ และวัฒนธรรม นวัตกรรมนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยน อ่างเก็บน้ำให้เป็นแหล่งทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สร้างความยั่งยืนในระยะยาว<br />ผลการศึกษาพบว่า แนวทางในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ให้มีความครอบคลุมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ภาครัฐและเอกชนได้ตระหนักถึงความสำคัญต่อตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่งผลให้การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้มีการปรับกระบวนทัศน์ใหม่ๆ โดยพิจารณามิติแห่งการพัฒนาประเทศครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปในทิศทางการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของแนวคิด การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มุ่งเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนทุกกลุ่ม </p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/285010
พุทธธรรมกับสังคมไทยยุค 4.0
2026-02-17T07:46:54+07:00
พระครูโสภณวีรบัณฑิต
phrakhrusophnwirbanthitkhachum@gmail.com
พระพิษณุพล สุวณฺณรูโป (รูปทอง)
phrakhrusophnwirbanthitkhachum@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอพลวัตของสังคมไทยที่บูรณาการหลักพุทธธรรมในการดำเนินชีวิตในสังคมไทยแลนด์ยุค 4.0 เป็นแนวคิดเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศไทยตามวิสัยทัศน์ "มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน" ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้เข้ากับยุคดิจิทัลและนวัตกรรม โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศและประชากรมีรายได้สูงขึ้นในระยะเวลา 5-6 ปี ก่อนหน้านี้ ยุคไทยแลนด์ 1.0 มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเกษตร, ยุคไทยแลนด์ 2.0 เน้นอุตสาหกรรมเบา, และ ยุคไทยแลนด์ 3.0 เป็นยุคของอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก ปัจจุบันยุคไทยแลนด์ 4.0 มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารจัดการแบบสมาร์ท เช่น เกษตรแบบ Smart Farming การสนับสนุน Startup และธุรกิจเทคโนโลยีสูง ซึ่งจะช่วยให้คนไทยเปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำไปเป็นแรงงานที่มีความรู้และทักษะสูง รวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมและบริการมูลค่าสูง เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและสมดุลทางสังคม ในด้านปัญหาสังคมและสุขภาพจิต ต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ เช่น ความไม่เท่าเทียมกัน การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และความรุนแรงในโลกออนไลน์ ซึ่งส่งผลให้มีอัตราการเจ็บป่วยด้านจิตใจ เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และการฆ่าตัวตายที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น สติ สมาธิ ปัญญา ความเมตตา การสร้างคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการเสริมสร้างจิตใจที่เข้มแข็ง รู้จักควบคุมตนเองในยุคดิจิทัล ซึ่งสามารถช่วยลดความเครียดและเสริมสร้างความสุขให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การดำเนินชีวิตตามหลักพุทธธรรมช่วยให้คนในสังคมปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในยุค 4.0 ได้อย่างมีคุณภาพและความสุขในชีวิตประจำวัน</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/288799
การพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับโมเดล EDCI
2026-04-28T11:26:43+07:00
ราตรีรัตน์ ใจวงค์
ratreerutj@gmail.com
วิลาวัลย์ โพธิ์ทอง
ratreerut@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ร่วมกับโมเดล EDCI 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา การออกแบบและเทคโนโลยี 1 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) ประเมินระดับทักษะความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ และ 4) ศึกษาความเชื่อมั่นในความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ร่วมกับโมเดล EDCI<br />กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสตรีวิทยา 2 ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 36 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม (Sampling Unit) รูปแบบการวิจัยแบบแผนการวิจัยเชิงทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ EDCI 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และ 4) แบบสอบถามที่วัดความเชื่อมั่นในความคิดสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (Dependent Sample t-test)<br />ผลการวิจัย พบว่า <br />1. ประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ EDCI Model มีค่าเท่ากับ 96.08/94.05 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ <br />2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.58 คะแนน (S.D. = 2.62) และหลังเรียนเท่ากับ 18.81 คะแนน (S.D. = 1.77)<br />3. นักเรียนมีทักษะความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมหลังได้รับการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม อยู่ในระดับดีมาก (x ̅= 4.68, S.D. = 0.47) <br />4. นักเรียนมีความเชื่อมั่นในความคิดสร้างสรรค์หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.58, S.D. = 0.35) </p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/284880
การทำนายผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาจีนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง
2025-11-19T15:12:52+07:00
หัสยา วงค์วัน
xbonus3@gmail.com
วสุพล ดอกพิกุล
xbonus3@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาจีนของนักศึกษา โดยรวมและในแต่ละด้าน 2) ทำนายผลการเรียนวิชาภาษาจีนของนักศึกษา 3) สร้างสมการถดถอยโลจิสติกในการทำนายผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาจีนของนักศึกษาวิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนภาษาจีนในภาคการศึกษาที่ 1/2568 จำนวน 61 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์เชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาจีนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ปัจจัยด้านเจตคติต่อการเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา ปัจจัยด้านแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ ปัจจัยด้านอาจารย์ผู้สอน และ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ เมื่อเปรียบเทียบนักศึกษาชายและนักศึกษาหญิง มีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาจีน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ส่วนนักศึกษาที่จบแผนการเรียนต่างกันในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาจีนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1 <br />2. ผลการทำนายผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาจีนของนักศึกษา วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง วิเคราะห์การจำแนกกลุ่ม พบว่า logistic regression model พยากรณ์ได้ถูกต้องร้อยละ 82.2 โดยในกลุ่มนักศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์การเรียนผ่าน (pass) พยากรณ์ได้ร้อยละ 65.6<br />3. สมการถดถอยโลจิสติกในการทำนายผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาจีนของนักศึกษา เกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX) แรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ (Motivation to learn) และอาจารย์ผู้สอน (Teacher) มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาจีน มีค่าสัมประสิทธิ์การทำนาย เท่ากับ 3.21, 1.01 และ 0.67 ตามลำดับ</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/285082
การบริหารงานประกันคุณภาพในสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนภูน้ำริน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2
2025-12-02T13:45:40+07:00
วิบูรณ์ ผากิม
wiboorn2@gmail.com
จุรีย์ สร้อยเพชร
juree_ree55@hotmail.com
วราลักษณ์ ศรีกันทา
waraluk_sri@nation.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานประกันคุณภาพในสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนภูน้ำริน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2 2) เปรียบเทียบการบริหารงานประกันคุณภาพในสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนภูน้ำริน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2 จำแนกตาม ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน และ 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาการบริหารงานประกันคุณภาพในสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนภูน้ำริน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอน กลุ่มโรงเรียนภูน้ำริน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2 จำนวน 9 โรงเรียน จำนวน 81 คน<br />เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประชากรที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนภูน้ำริน จำนวน 8 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอน และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (μ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) t-test One Way ANOVA และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารงานประกันคุณภาพในสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนภูน้ำริน ภาพรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ค่าเฉลี่ย (= 4.86 ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (= 0.33) ด้านการพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากร ค่าเฉลี่ย (= 4.82 ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (= 0.38) ด้านการพัฒนากระบวนการบริหารจัดการคุณภาพ ค่าเฉลี่ย (= 4.80 ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (= 0.39) ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้บริหาร ค่าเฉลี่ย (= 4.76 ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (= 0.38) และด้านการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ค่าเฉลี่ย (= 4.75 ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (= 0.40) 2) ระดับการศึกษาและประสบการณ์การทำงานไม่มีผลต่อการบริหารงานประกันคุณภาพในสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนภูน้ำริน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2 ระดับนัยสำคัญที่ 0.05 และ 3) แนวทางในการพัฒนาการบริหารงานประกันคุณภาพในสถานศึกษา (1)กำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษา วิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล มีระบบนิเทศ ติดตาม ประเมินผลที่ดี (2)ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) และส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (3)ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะที่จำเป็น กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การจัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (ID Plan) การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม (4)เสริมสร้างภาวะผู้นำ จัดทำแผนพัฒนาตนเองสำหรับผู้บริหาร ข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) และการบริหารเชิงนวัตกรรม (5)ใช้วงจรเดมมิ่ง ในการบริหารงานอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งครู ผู้ปกครอง และชุมชน มีระบบนิเทศภายใน มีการประเมินตนเอง (รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา) และใช้ การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และวางแผนพัฒนา</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/289019
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคพลเมืองในการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ: กรณีศึกษาลุ่มน้ำอิงตอนล่าง จังหวัดเชียงราย
2026-05-15T07:41:00+07:00
สายัณน์ ข้ามหนึ่ง
kulriver@gmail.com
สหัทยา วิเศษ
Kulriver@gmail.com
สมยศ ปัญญามาก
Kulriver@gmail.com
<p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ศึกษากระบวนการการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคพลเมืองในการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ 2. ศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคพลเมืองในการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ และ 3. ประยุกต์หลักสังคหวัตถุ 4 ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคพลเมืองในการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ ในลุ่มน้ำอิงตอนล่าง จังหวัดเชียงราย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้คือ แนวคำถามในการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ และสนทนากลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 25 คน รวมทั้งมีส่วนร่วมในกิจกรรมการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการวิเคราะห์เนื้อหา <br />ผลการวิจัยพบว่า 1. กระบวนการการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคพลเมืองในการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ 1) การตัดสินใจ คนในชุมชนเข้าร่วมเวทีสาธารณะ เพื่อแสดงความคิดเห็นต่อแผนขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ มีตัวแทนเป็นคณะทำงานกับภาครัฐในการให้ข้อมูลของพื้นที่ชุ่มน้ำ 2) การปฏิบัติ คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูล ร่วมกันจัดกิจกรรมการอนุรักษ์ รณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคม 3) การรับผลประโยชน์ คนในชุมชนมีส่วนร่วมในอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ ได้รับประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การได้รับรางวัลการอนุรักษ์ระดับชาติและนานาชาติ และ 4) การประเมินผล คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการติดตามสถานการณ์การขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ และเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำ 2. รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคพลเมืองในการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ 1) รูปแบบทางตรง ประชาชนได้มีอำนาจโดยตรงต่อการเสนอนโยบายขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ การแสดงความคิดเห็น การอนุรักษ์ การตรวจสอบ การผลักดันเชิงนโยบาย 2) รูปแบบทางอ้อม ประชาชนนำมติร่วมของชุมชนเพื่อขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำนำเสนอต่อภาครัฐเพื่อผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ 3) รูปแบบการมีส่วนร่วม ประชาชนมีสิทธิในการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ มีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำทุกขั้นตอน และ 4) รูปแบบการปรึกษาหารือ มีช่องทางสื่อสารหลากหลาย เปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงจากหลายภาคส่วน เพื่อหาฉันทามติร่วม และ 3. การประยุกต์หลักสังคหวัตถุ 4 ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคพลเมืองในการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ 1) การให้ การเสียสละ หรือการเอื้อเฟื้อ แบ่งปันเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น 2) การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ อ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ ให้เกิดไมตรี น่านับถือ ไม่พูดก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ตามกาลเทศะ 3) การประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น และ 4) การไม่เลือกปฏิบัติ มีความเป็นธรรม และให้ความสมอภาคกับทุกคน </p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/285920
การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลด้านการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ในจังหวัดเชียงราย
2026-01-27T10:16:18+07:00
กันตยา มานะกุล
mary.kuntaya@gmail.com
<div>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลด้านการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในจังหวัดเชียงราย และ (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลด้านการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในจังหวัดเชียงราย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการศึกษากับกลุ่มนักเรียนและครูจากโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ในจังหวัดเชียงราย ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 10 โรงเรียน โรงเรียนละ 5 รูป/คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 50 รูป/คน และครูผู้รับผิดชอบสอนรายวิชาภาษาอังกฤษ จำนวน 10 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ (1) แบบสอบถามสำหรับครูผู้สอน (2) แบบสอบถามสำหรับผู้เรียนหรือนักเรียน และ (3) แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ</div> <div>ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในจังหวัดเชียงราย ได้แก่ ปัจจัยด้านผู้เรียน ด้านครูผู้สอน ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านสื่อและเทคโนโลยีการเรียนรู้ และด้านสภาพแวดล้อมและการสนับสนุนจากครอบครัว โดยปัจจัยด้านผู้เรียนเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด รองลงมาคือปัจจัยด้านการจัดการเรียนการสอนและด้านครูผู้สอน และ(2) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะปัจจัยด้านผู้เรียนและด้านการจัดการเรียนการสอน ซึ่งมีความสัมพันธ์ในระดับสูงกว่าเมื่อเทียบกับปัจจัยด้านอื่น </div>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/286563
สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3
2026-02-05T10:36:08+07:00
วชิรพงษ์ ขันทะยศ
pp_nan1995@hotmail.com
น้ำฝน กันมา
kruwachirapong@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 2) เปรียบเทียบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 จำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกษา ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 142 คน และครู จำนวน 1,933 คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) จำนวน 331 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับมีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีและการวิเคราะห์ ความแปรปรวนแบบทางเดียวและเมื่อพบความแตกต่างได้ทำการเปรียบเทียบรายคู่ตามวิธีของเชฟเฟ่<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 ลำดับ ได้แก่ ด้านการรับรู้และเข้าใจดิจิทัล ด้านการแก้ไขปัญหา และด้านความปลอดภัยและจรรยาบรรณการใช้ดิจิทัล ตามลำดับและ 2) ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีสถานภาพและสังกัดขนาดศึกษาต่างกัน<br />มีสมรรถนะในยุคดิจิทัลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 </p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/288216
การพัฒนาขีดความสามารถของกลุ่มเกษตรรุ่นใหม่ (YOUNG SMART FARMERS) ในการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนกับการเชื่อมโยงระบบไม้ไผ่ ในพื้นที่จังหวัดลำปาง
2026-04-25T11:31:49+07:00
โอฬาร อ่องฬะ
Olarn_on@mju.ac.th
อุบลวรรณ สุภาแสน
nokkiesubhasaen@gmail.com
ธนวัฒน์ ปินตา
tanawat@mju.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนารูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายห่วงโซ่คุณค่า (Network Value Chain) ระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกไผ่ กับกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์และกลุ่มผู้ประกอบการ และ 2. ยกระดับการขับเคลื่อนแพลตฟอร์มของกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ในการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนของระบบไม้ไผ่ จังหวัดลำปาง โดยเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ศึกษากลุ่มคนที่มีบทบาท (Key Information) ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ กลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานเกี่ยวข้อง และกลุ่มสถาบันการศึกษารวมถึงภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ในเชิงลึก (In-depth Interview) และการสนทนากลุ่มย่อย (Focus Groups) วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis) ตามวัตถุประสงค์และกรอบการวิจัยที่ตั้งไว้<br />จากผลการวิจัยพบว่า 1.การยกระดับอุตสาหกรรมไม้ไผ่จังหวัดลำปาง จำเป็นต้องอาศัย "โมเดลเครือข่ายห่วงโซ่คุณค่า" (Network Value Chain) เข้ามาบูรณาการแก้ปัญหาระบบการผลิตแบบแยกส่วนผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ การจัดการมาตรฐานวัตถุดิบต้นน้ำ การสร้างวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายกลางน้ำด้วยการกระจายงานและใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาแรงงาน การใช้นวัตกรรมการออกแบบระดับปลายน้ำเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและเจาะตลาดลูกค้าองค์กร (B2B) ตลอดจนการมีกลไกสนับสนุนจากภาครัฐและภาควิชาการ ซึ่งการผนึกกำลังทั้งหมดนี้จะช่วยถักทอทุนทางธรรมชาติ สังคม และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจฐานรากที่สร้างมูลค่าเพิ่มและเติบโตเคียงคู่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน 2. การยกระดับแพลตฟอร์มของกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) โดยการพัฒนาระบบฐานข้อมูลผ่านการศึกษาย้อนกลับจากผลิตภัณฑ์ปลายทางไปตามห่วงโซ่อุปทาน ถือเป็นกุญแจสำคัญที่กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ใช้เป็นฐานในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดลำปางสู่ "แพลตฟอร์มเศรษฐกิจหมุนเวียน" เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบการผลิตสู่การลดของเสียผ่านการบูรณาการ 4 มิติ ได้แก่ การใช้ข้อมูลจับคู่ทรัพยากรเหลือทิ้ง การฟื้นฟูต้นน้ำด้วยการหมุนเวียนวัสดุคืนสู่ดิน การยกระดับกลางน้ำด้วยการแปรรูปเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุผ่านศูนย์เครื่องจักรกลาง และการเชื่อมโยงปลายน้ำด้วยผลิตภัณฑ์รักษ์โลกสู่ตลาดองค์กร (B2B) ซึ่งการผนึกกำลังทั้งหมดนี้จะช่วยพลิกโฉมจุดอ่อนด้านของเสียให้เป็นนวัตกรรมมูลค่าสูง และสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจท้องถิ่นที่หมุนเวียนรายได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283835
รูปแบบการบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมของครูในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
2025-11-21T08:14:35+07:00
ภัทรพล ทองในแก้ว
pattharapon.thon@northbkk.ac.th
เสาวณีย์ สิกขาบัณฑิต
pattharapon.thon@northbkk.ac.th
ปัญญา ธีระวิทยเลิศ
pattharapon.thon@northbkk.ac.th
<div>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการบริหารวิชาการ เพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมของครูในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 2)สร้างรูปแบบการบริหารวิชาการ เพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมของครูในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 3)ประเมินคุณภาพของรูปแบบการบริหารวิชาการ เพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมของครูในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1และ4)เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารวิชาการ เพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมของครูในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed method Research) กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 264 คน ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์เนื้อหา</div> <div>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารวิชาการ เพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมของครูในของสถานศึกษา ในภาพรวม สภาพที่เป็นอยู่ในการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่ควรจะเป็นในการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นอยู่ในระดับปานกลาง 2) รูปแบบการบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมของครูในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก องค์ประกอบที่ 1 การบริหารงานวิชาการ 6 ด้าน คือ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา การวัดและประเมินผลและการเทียบโอนผลการเรียน การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยขับเคลื่อนด้วยองค์ประกอบที่2 กระบวนการบริหาร 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน (Planning: P) การจัดองค์การ (Organizing: O) การนำ (Leading: L) และการควบคุม (Controlling: C) 3) รูปแบบการบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมของครู โดยภาพรวม มีความถูกต้องอยู่ในระดับมากที่สุดและความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 4) หลังการทดลองใช้มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด รูปแบบนี้มีส่วนช่วยในการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา</div>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/285639
การบริหารความเสี่ยงของภาคอสังหาริมทรัพย์ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในจังหวัดชลบุรี
2026-01-22T08:11:19+07:00
พรทิพาวรรณ อ่วมปิ่น
anny9922@gmai.com
กมลพร กัลยาณมิตร
anny9922@gmai.com
สถิตย์ นิยมญาติ
anny9922@gmai.com
ชูชีพ เบียดนอก
anny9922@gmai.com
<p>การวิจัยเรื่องมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยในจังหวัดชลบุรี (2) วิเคราะห์การบริหารความเสี่ยงของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยในจังหวัดชลบุรี และ (3) เสนอแนะแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมแก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยในจังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เจ้าหน้าที่รัฐ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ชลบุรี และนักวิชาการสาขารัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน 21 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัย คือแบบสัมภาษณ์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การสรุปความแบบพรรณนา<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยในจังหวัดชลบุรี ได้แก่ ความเสี่ยงด้านการเงิน ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงด้านกฎหมายและนโยบาย และความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ (2) การบริหารความเสี่ยงของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยในจังหวัดชลบุรี พบว่า ผู้ประกอบการมีการควบคุมต้นทุน เสริมสภาพคล่อง กระจายแหล่งเงินทุน ปรับกลยุทธ์สินค้าและราคาให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของผู้ซื้อ พัฒนาบุคลากรและสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมในการบริหารความเสี่ยง พร้อมใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลสนับสนุน<br />การตัดสินใจ และ (3) แนวทางการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมแก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยในจังหวัดชลบุรี ได้แก่ การสนับสนุนและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน <br />การปรับโครงสร้างโครงการและเลือกพัฒนาตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำ การบริหารสภาพคล่องและการวางแผนการเงินอย่างรัดกุม การปรับกลยุทธ์ด้านการตลาดให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ การติดตามสถานการณ์ตลาดและทบทวนมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และการสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กร</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/286111
การจัดการองค์ความรู้ด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษในวัดที่เป็นกระแสนิยม ในจังหวัดเชียงราย
2026-05-21T11:40:20+07:00
ใบบัว พลเมืองดี
baibou192542@gmail.com
พระวชิรดิลก
Baibou192542@gmail.com
อานุรักษ์ สาแก้ว
Baibou192542@gmail.com
ศุภกร ณ พิกุล
Baibou192542@gmail.com
พระสมุห์เกียรติกร กิตฺติเวที
Baibou192542@gmail.com
<p>บทความวิจัยเรื่อง การจัดการองค์ความรู้ด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษในวัดที่เป็นกระแสนิยมในจังหวัดเชียงราย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้ระดับทักษะการพูดภาษาอังกฤษในวัดที่เป็นกระแสนิยมในจังหวัดเชียงราย และ 2) พัฒนาองค์ความรู้ระดับทักษะการพูดภาษาอังกฤษในวัดที่เป็นกระแสนิยมในจังหวัดเชียงราย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง จำนวน 5 รูป คือพระภิกษุที่ทำหน้าที่ให้บริการข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทย ซึ่งมาจากวัดที่เป็นกระแสนิยมในจังหวัดเชียงราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) <br />ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่ 1 พบว่าพื้นฐานทักษะภาษาอังกฤษของพระภิกษุอยู่ในระดับ ที่ต้องเร่งส่งเสริมและพัฒนาอย่างจริงจังประกอบด้วย 1) การสนทนาภาษาอังกฤษเบื้องต้นกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2) การตอบข้อสงสัยทางพุทธศาสนาอย่างชัดเจนและเข้าใจง่ายด้วยภาษาอังกฤษ และ 3) การอธิบายหลักธรรมทางพุทธศาสนาขั้นพื้นฐานเป็นภาษาอังกฤษ และผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่ 2 พบว่า แนวทางการพัฒนาองค์ความรู้ระดับทักษะการพูดภาษาอังกฤษในวัดที่เป็นกระแสนิยมในจังหวัดเชียงรายประกอบไปด้วย 1) เชิงนโยบาย คือควรส่งเสริมให้วัดที่เป็นกระแสนิยมมีพระภิกษุที่มีทักษะการพูดภาษาอังกฤษอย่างน้อย 1 รูปต่อ 1 วัด 2) นโยบายเชิงคุณภาพคือ มีการพัฒนาคู่มือการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ 3) นโยบายเชิงปริมาณคือ กำหนดให้มีผู้เรียนรู้หรือผู้พัฒนาทักษะอย่างน้อย 1 รูปต่อปี เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการจัดการองค์ความรู้และการให้บริการข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ อันจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของวัดและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/288687
การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบของนักเรียน
2026-04-25T09:04:01+07:00
อรจิรา ศรีสุข
onjira.sr@samakkhi.ac.th
วิลาวัลย์ โพธิ์ทอง
Onjira.Sr@Samakkhi.ac.th
<p> </p> <div>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเป็นฐาน (Design based Learning : DBL) 2) เพื่อวัดทักษะการคิดเชิงออกแบบของนักเรียน โดยเปรียบเทียบก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาของเล่นเชิงวิทยาศาสตร์ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเป็นฐาน (Design based Learning : DBL) กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 36 คน โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ซึ่งเรียนในรายวิชาของเล่นเชิงวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ โดยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติทดสอบแบบ Dependent sample t-test </div> <div>ผลการวิจัยพบว่า</div> <div>1. การศึกษาและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเป็นฐาน (Design based Learning : DBL) พบว่า สามารถออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วยในรายวิชาของเล่นเชิงวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ และผ่านการตรวจสอบคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 ท่าน โดยมีผลการประเมินคุณภาพด้านความเที่ยงตรง (IOC) ทุกข้ออยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ซึ่งมากกว่า 0.5 ถือว่าสามารถใช้กิจกรรมการเรียนรู้นี้ได้</div> <div>2. การวัดทักษะการคิดเชิงออกแบบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยเปรียบเทียบก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเป็นฐาน (Design based Learning : DBL) ในรายวิชาของเล่นเชิงวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนมีทักษะการคิดเชิงออกแบบหลังเรียนมากกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้ง 6 ด้าน</div> <div>3. การประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเป็นฐาน (Design based Learning : DBL) ในรายวิชาของเล่นเชิงวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเป็นฐาน ในระดับมากขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 86.86 </div>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/285115
ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกองช่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี
2025-12-08T07:58:03+07:00
จ่าอากาศโททักษิณ เชื้อวงศ์
Ya_bai@windowslive.com
กมลพร กัลยาณมิตร
Ya_bai@windowslive.com
สถิตย์ นิยมญาติ
Ya_bai@windowslive.com
ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชัช
Ya_bai@windowslive.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกองช่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี (2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของกองช่าง<br />องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี และ (3) เสนอแนวทางในการพัฒนาประสิทธิผล<br />การปฏิบัติงานของกองช่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้อำนวยการกองช่าง เจ้าหน้าที่กองช่าง และนักวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน 22 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสรุปความแบบพรรณนา <br />ผลการวิจัยพบว่า (1) ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกองช่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ด้านการบริหารจัดการ มีการวางแผน ติดตามงาน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ ด้านภาวะผู้นำของผู้บริหารมีทั้งการสนับสนุนบุคลากร การสร้างแรงจูงใจ การยึดมั่นคุณธรรม และการส่งเสริมนวัตกรรม ด้านความรู้และความสามารถของบุคลากรได้รับการพัฒนาผ่านการอบรม การถ่ายทอดความรู้ และการส่งเสริมทักษะที่จำเป็น ด้านทรัพยากรและงบประมาณยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และอุปกรณ์ ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนมีเวทีรับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้ตรวจสอบ ด้านการกำกับติดตามและประเมินผลครอบคลุมทุกขั้นตอน มีเกณฑ์มาตรฐาน (2) ปัญหาและอุปสรรค พบว่า บุคลากรไม่เพียงพอและขาดความเชี่ยวชาญ งบประมาณและทรัพยากรไม่เพียงพอหรือล้าสมัย ระบบบริหารงาน โครงสร้างองค์กร กฎหมายและระเบียบซับซ้อน ความร่วมมือกับชุมชนยังไม่ราบรื่น (3) แนวทางพัฒนาประสิทธิผล ควรเพิ่มจำนวนและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น การจัดสรรงบประมาณและปรับปรุงทรัพยากรให้ทันสมัย และส่งเสริมความร่วมมือกับชุมชนอย่างจริงจัง </p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/286725
พฤติกรรมการสร้างความตระหนักรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ของเกษตรกรลุ่มน้ำจาง
2026-02-17T14:31:48+07:00
สุทธิพร สายทอง
punyaphab_989@hotmail.com
มนูญ บุญนัด
punyaphab_989@hotmail.com
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการสร้างความตระหนักรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกร 2) ประเมินระดับความตระหนักรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และ 3) นำเสนอแนวทางการมีส่วนร่วมของชุมชนในการสร้างพฤติกรรมตระหนักรู้เชิงพุทธในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรลุ่มน้ำจาง<br />การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการศึกษาเอกสาร การวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประชากร ได้แก่ เกษตรกรในพื้นที่ตำบลนาครัว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 390 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้แก่ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเชิงปฏิบัติการใช้กระบวนการ A-I-C (Appreciation, Influence, Control) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />ผลศึกษาวิจัยพบว่า<br />1) พฤติกรรมการสร้างความตระหนักรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรลุ่มน้ำจางอยู่ในระดับดีมาก พบว่า ก่อนการใช้สารเคมี เกษตรกรมีพฤติกรรมการเตรียมความพร้อมและการตระหนักรู้เกี่ยวกับ วิธีการใช้สารเคมีอย่างเหมาะสม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 3.82) ขณะการใช้สารเคมี เกษตรกรมีการปฏิบัติตามหลักความปลอดภัย มีการผสมและพ่นสารเคมีอย่างถูกวิธี อยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 3.43) และหลังการใช้สารเคมี เกษตรกรมีการจัดการภาชนะบรรจุสารเคมี และการทำความสะอาดอุปกรณ์ อยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 3.44) <br />2) ระดับความตระหนักรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรในด้านความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมอยู่ในระดับมาก ด้านความรู้ เกษตรกรมีความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายของสารเคมี ด้านทัศนคติ เกษตรกรมีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้สารเคมีอย่าง ระมัดระวังและการลดการพึ่งพาสารเคมี และด้านพฤติกรรม เกษตรกรมีการปฏิบัติที่สอดคล้องกับความรู้และทัศนคติที่ดี <br />3) แนวทางการมีส่วนร่วมของชุมชนในการสร้างพฤติกรรมตระหนักรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเชิงพุทธ โดยใช้กระบวนการ A-I-C บูรณาการกับหลักภาวนา 4 พบว่าสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดความรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม คือ ขั้น Appreciation เกษตรกรตระหนักรู้การใช้สารเคมี ของตนเองได้อย่างมีสติ ขั้น Influence เกษตรกรคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพและส่วนรวม และขั้น Control เกษตรกรสามารถนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติจริง เช่น การจัดทำปุ๋ยหมักเพื่อลดการใช้สารเคมี ซึ่งเมื่อบูรณาการกับหลักกายภาวนา ศีลภาวนา จิตตภาวนา และปัญญาภาวนา ส่งผลให้เกษตรกรสามารถพัฒนาพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างมีความรับผิดชอบต่อสุขภาพ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/284629
การพยากรณ์แนวโน้มการจดทะเบียนรถยนต์ส่วนบุคคลในประเทศไทย: การวิเคราะห์เชิงอนุกรมเวลา
2025-11-10T14:55:43+07:00
ฐิติวัชร์ ธีรรัฐนิธิคุณ
tle.thitiwach@gmail.com
นภาวรรณ เนตรประดิษฐ์
tle.thitiwach@gmail.com
ธนกร สิริสุคันธา
tle.thitiwach@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์แนวโน้มการจดทะเบียนรถยนต์ส่วนบุคคลในประเทศไทย (2) เปรียบเทียบความแม่นยำของแบบจำลองอนุกรมเวลาหลายรูปแบบ และ (3) เสนอแนวทางเชิงนโยบายจากผลการพยากรณ์ โดยประยุกต์ใช้เทคนิคการวิเคราะห์อนุกรมเวลาเชิงปริมาณ (Quantitative Time Series Analysis) ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลทุติยภูมิรายเดือนของการจดทะเบียนรถยนต์ส่วนบุคคลระหว่างปี พ.ศ. 2563–2567 จำนวน 60 รายการ จากกรมการขนส่งทางบก ประมวลผลด้วยโปรแกรม Minitab แบบจำลองที่เปรียบเทียบ ได้แก่ แบบจำลองแนวโน้มเชิงเส้น แบบจำลองการเติบโตแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล การปรับเรียบเอ็กซ์โพเนนเชียลอย่างง่าย แบบจำลองแนวโน้มกำลังสอง แบบจำลองเชิงฤดูกาลแบบคูณ และวิธีวินเทอร์สแบบคูณ โดยวัดความแม่นยำด้วยค่า MAPE และ MAD<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) ปริมาณการจดทะเบียนรถยนต์ส่วนบุคคลในช่วงปี พ.ศ. 2568–2572 มีแนวโน้มลดลงเฉลี่ยร้อยละ 2–3 ต่อปี จากปัจจัยหนี้ครัวเรือน อัตราดอกเบี้ย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ และนโยบายการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) (2) แบบจำลองแนวโน้มกำลังสอง (Quadratic Trend Model) มีความแม่นยำสูงสุด (MAPE = 11.0, MAD = 24,426) สะท้อนถึงความสามารถในการจับรูปแบบข้อมูลที่มีแนวโน้มไม่เชิงเส้นและจุดเปลี่ยนทิศทาง (Turning Points) ของตลาดได้อย่างเหมาะสมที่สุด และ (3) ผลการพยากรณ์ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายใน 3 มิติ ได้แก่ มิติด้านเศรษฐกิจและการตลาด มิติด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด และมิติด้านพฤติกรรมผู้บริโภคและการขนส่งสาธารณะ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย<br /> </p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/284764
การพัฒนานวัตกรรมพุทธศิลปกรรมล้านนาจากเซรามิก อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง
2026-01-15T07:46:29+07:00
กตัญญู เรือนตุ่น
aaaa260620@hotmail.co.th
สุชัย สิริรวีกูล
aaaa260620@hotmail.co.th
ศยามล อินทิยศ
aaaa260620@hotmail.co.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์รูปแบบงานเซรามิกในบริบทของชุมชนบ้านศาลาเม็ง ตำบลท่าผา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง (2) เพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์งานพุทธศิลปกรรมล้านนาในรูปแบบนวัตกรรมเซรามิก และ (3) เพื่อประเมินผลนวัตกรรมเซรามิกที่ผสานพุทธศิลปกรรมล้านนาและสามารถถ่ายทอดสู่สังคม<br />การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาในลักษณะการวิจัยเชิงปฏิบัติการสร้างสรรค์ทางศิลปกรรม ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบมีส่วนร่วม และบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ระหว่างพุทธศิลปกรรมล้านนา ภูมิปัญญาหัตถกรรมเซรามิก และวัสดุศาสตร์ร่วมสมัย โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 18 รูป/คน เพื่อนำไปสู่การสร้างต้นแบบนวัตกรรมและการประเมินผลเชิงสุนทรียศาสตร์และการใช้ประโยชน์<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) งานเซรามิกของชุมชนบ้านศาลาเม็งมีอัตลักษณ์ล้านนาเด่นชัด โดยได้รับแรงบันดาลใจจากองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของพระธาตุเจดีย์ ณ วัดพระธาตุลำปางหลวง อาทิ ฐานบัว ปล้องไฉน สัดส่วนองค์ระฆัง และลวดลายปูนปั้น ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับศิลปกรรมทางพระพุทธศาสนา (2) การพัฒนานวัตกรรมดำเนินการอย่างเป็นระบบตามกระบวนการวิจัยและสร้างสรรค์ ประกอบด้วย การวิเคราะห์ต้นแบบทางศิลปกรรม การออกแบบเชิงแนวคิดภายใต้กรอบ “การอนุรักษ์เชิงสร้างสรรค์” การทดลองวัสดุและเทคนิคเซรามิก การสร้างต้นแบบ และการประเมินปรับปรุง โดยมีการทดลองสูตรเนื้อดินเพื่อลดการแตกร้าว ทดลองเคลือบลัสเตอร์ทองเพื่อสร้างมิติแสงเงา และการเผาแบบสองรอบเพื่อเพิ่มคุณภาพพื้นผิว ส่งผลให้เกิดต้นแบบ “พระธาตุจำลองจากเซรามิก” ที่มีความงามเชิงสุนทรียศาสตร์ ความหมายเชิงสัญลักษณ์ทางศาสนา และความคงทนเชิงวัสดุในระดับที่สามารถผลิตซ้ำได้จริง (3) ผลการประเมินพบว่า ผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มเป้าหมายมีความพึงพอใจในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.65 จาก 5 คะแนน) โดยเห็นว่าชิ้นงานสามารถสื่อสารคุณค่าพุทธศิลป์ล้านนา สะท้อนความเชื่อและความศักดิ์สิทธิ์ และมีศักยภาพต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ศิลปกรรมร่วมสมัยที่สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว และการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับประเทศได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/284899
ผลสัมฤทธิ์การบริหารจัดการอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ในจังหวัดนนทบุรี
2025-12-01T14:12:56+07:00
ดาราวรรณ อัจฉริยะประสิทธิ์
golfy_zad2527@hotmail.com
กมลพร กัลยาณมิตร
golfy_zad2527@hotmail.com
สถิตย์ นิยมญาติ
golfy_zad2527@hotmail.com
ชูชีพ เบียดนอก
golfy_zad2527@hotmail.com
<p>การวิจัยเรื่องมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์การบริหารจัดการอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ในจังหวัดนนทบุรี (2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคการบริหารจัดการอาคาร<br />ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ในจังหวัดนนทบุรี และ (3) เสนอแนวทางการปรับปรุง<br />การบริหารจัดการอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ในจังหวัดนนทบุรี เป็นการวิจัย<br />เชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชน จำนวน 20 <br />คน เป็นการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยสรุป<br />ความแบบพรรณนา <br />ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์การบริหารจัดการอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ในจังหวัดนนทบุรี มีการบริหารจัดการมีความเป็นระบบ โปร่งใส และสอดคล้องตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะการปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ประชาชนมีส่วนร่วมในบางขั้นตอนของกระบวนการบริหารจัดการ การดำเนินงานได้รับการสนับสนุนด้วยบุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือที่เพียงพอในบางด้าน พร้อมมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ<br />เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและให้บริการประชาชน (2) ปัญหาและอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การขาด<br />ความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับกฎหมายและขั้นตอนการขออนุญาต ข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ รวมทั้งกฎหมายบางมาตราที่ไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันของเมือง และ (3) แนวทาง<br />การปรับปรุงประกอบด้วย 7 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเพิ่มความรู้ความเข้าใจของประชาชน การพัฒนาระบบและศักยภาพเจ้าหน้าที่ การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การจัดสรรบุคลากรและทรัพยากรให้เพียงพอ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความสะดวกในการบริหารจัดการอาคาร</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282910
รูปแบบการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของวัดประตูต้นผึ้ง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
2025-09-19T16:03:40+07:00
ปรียาภรณ์ บุตรดา
preeyaporn01.bhudda@gmail.com
พระครูสุตชยาภรณ์
Preeyaporn01.Bhudda@gmail.com
จีรศักดิ์ ปันลำ
Preeyaporn01.Bhudda@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทการมีส่วนร่วมระหว่างวัดและชุมชนในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา 2) ศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของวัดประตูต้นผึ้ง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง และ 3) เสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของวัดประตูต้นผึ้ง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การศึกษาเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 25 รูปหรือคน การวิเคราะห์ข้อมูลจากคำถามปลายเปิดใช้การพรรณนา แจกแจงความถี่ และจัดทำตารางประกอบ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์วิเคราะห์ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา<br />ผลการวิจัยพบว่า <br />1) บริบทการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา วัดประตูต้นผึ้งมิได้ทำหน้าที่เพียงเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น หากแต่เป็นศูนย์กลางทางศาสนา สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนโดยรอบ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันอย่างเข้มแข็งระหว่างวัดและชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม <br />2) กระบวนการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของวัดประตูต้นผึ้ง แสดงให้เห็นถึงกลไกการดำเนินงานที่อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในชุมชน กระบวนการวางแผนและจัดกิจกรรมทางศาสนาเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นำชุมชน คณะกรรมการวัด กลุ่มเยาวชน และประชาชนทั่วไป โดยเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็น การเสนอแนะ และการแบ่งปันทรัพยากรในการออกแบบกิจกรรม<br />3) รูปแบบการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมเป็นการทำงานร่วมกันแบบสองทางที่มีพลวัต วัดทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและแหล่งเรียนรู้ด้านหลักธรรมคำสอน ขณะที่ชุมชนมีบทบาทเป็นผู้ร่วมคิดร่วมทำในการขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างมีพลังและต่อเนื่อง</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/284875
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่าย สถานศึกษาเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1
2025-11-21T10:37:52+07:00
ณัฐพงศ์ กุญชร
ppongespresso@gmail.com
จุรีย์ สร้อยเพชร
juree_ree55@hotmail.com
วราลักษณ์ ศรีกันทา
waraluk_sri@nation.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 จำแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงานด้านการศึกษา 2) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอน สถานศึกษาใน กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 <br />จำนวน 11 โรงเรียน จำนวน 246 คน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการสัมภาษณ์ คือผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์บริหารงาน 5 ปีขึ้นไป จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาโท และเคยผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษา ไม่ต่ำกว่าระดับดี จำนวน 5 คน <br />ผลการศึกษาพบว่า<br />1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การพัฒนากระบวนการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลการเรียน การพัฒนาสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอน การนิเทศการศึกษา การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการนิเทศการสอน โดยเพศมีผลต่อภาวะผู้นำเฉพาะด้านการนิเทศการศึกษา ขณะที่ระดับการศึกษามีผลต่อทุกด้าน ส่วนประสบการณ์ทำงานไม่มีผลต่อภาวะผู้นำทางวิชาการ <br />2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร 6 ด้าน ได้แก่ 1) การนิเทศการศึกษา เน้นการนิเทศแบบพัฒนาอย่างเป็นระบบ ให้คำปรึกษาแทนการจับผิด ส่งเสริมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) 2) การพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี พัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 3) การพัฒนาสื่ออุปกรณ์ สนับสนุนงบประมาณ พัฒนาองค์ความรู้ บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น ตรวจสอบประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบ 4) การวัดและประเมินผล สร้าง Rubric ใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เน้นการประเมินเพื่อพัฒนา 5) การนิเทศการสอน ดำเนินการอย่างเป็นระบบด้วยรูปแบบหลากหลาย ส่งเสริมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) 6) การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพ ส่งเสริมให้ครูเห็นคุณค่าการวิจัยในชั้นเรียน สนับสนุนงบประมาณและเวลา สร้างวัฒนธรรมการวิจัยและนวัตกรรม</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง