วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ <p><strong>วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง </strong></p> <p> ถือเป็นแหล่งรวบรวมผลงานทางวิชาการ และองค์ความรู้ที่สำคัญเนื่องจากเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ความรู้ทางพระพุทธศาสนา ความคิดที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ตลอดจนความเคลื่อนไหวในแง่มุมต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัย</p> th-TH Suttiporn.sai@mcu.ac.th (ผศ.ดร.สุทธิพร สายทอง) asaranee01@gmail.com (นางสาวปธิตา ศิริโยธา) Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 งานศพล้านนา: สู่กระบวนการการขัดเกลาทางสังคมสมัยใหม่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282754 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทและพลวัตของงานศพล้านนาในฐานะกระบวนการขัดเกลาทางสังคม ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมสมัยใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม ในอดีต งานศพในสังคมล้านนามิได้เป็นเพียงพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อไว้อาลัยและส่งดวงวิญญาณ ผู้ล่วงลับเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทางสังคมที่สำคัญในการถ่ายทอดและปลูกฝังค่านิยมอันดีงามจากรุ่น สู่รุ่น เช่น ความกตัญญูรู้คุณ ความเคารพผู้อาวุโส และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ผ่านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนา การแบ่งปันทรัพยากร และการระดมสรรพกำลังจัดเตรียมงานร่วมกันของระบบเครือญาติและเพื่อนบ้าน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความสามัคคี ความผูกพัน และตอกย้ำสำนึกของการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน (Sense of belonging) อย่างไรก็ตาม ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และข้อจำกัดด้านเวลาของวิถีชีวิตสังคมเมืองยุคใหม่ งานศพล้านนาได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบและโครงสร้างให้สอดรับกับบริบทดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการแจ้งข่าวสารและถ่ายทอดสดพิธีกรรม การทำบุญผ่านระบบดิจิทัล ตลอดจนการหันมาใช้บริการธุรกิจรับจัดงานศพแบบเบ็ดเสร็จเพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วและลดภาระของเจ้าภาพ แม้รูปแบบและขั้นตอนของพิธีกรรมจะถูกลดทอนและปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ผลการศึกษาพบว่าแก่นแท้และคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ดั้งเดิมยังคงดำรงอยู่ งานศพยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขัดเกลาทางสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยทำหน้าที่เป็นเสมือนสะพานเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวที่อาจห่างเหินกันให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ทั้งยังช่วยประสานรอยต่อระหว่างชุมชน ตลอดจนหล่อหลอมค่านิยมทางจริยธรรมให้สามารถสอดรับกับพลวัตของสังคม ยุคปัจจุบันได้อย่างกลมกลืนและมีประสิทธิภาพ</p> พระวรวุฒิ โสภณเมธี, ปาณิสรา เทพรักษ์, พระสามศร กิตฺติญาโณ, พระพงศกร อธิปญฺโญ, พระวรชิต จิรปุญฺโญ , พระจิรพัทธ์ มนวุฒฺฑิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282754 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประเพณีตานก๋วยสลาก: ความสำคัญในสังคมสมัยใหม่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283390 <p>บทความวิชาการนี้ ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และงานบทความวิชาการต่าง ๆ ประกอบการตีความ และวิเคราะห์ และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย พระสงฆ์ นักวิชาการ ชาวบ้าน และผู้ที่มีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ประเพณีกิ๋นข้าวสลากในจังหวัดลำปาง พบว่า ประเพณีกิ๋นข้าวสลาก คือ การทำบุญสลากภัตในล้านนาไทย สำหรับเรียกประเพณีทำบุญสลากภัตว่า <br />งานทำบุญตานข้าวสลาก ตานก๋วยสลากหรือ กิ๋นข้าวสลาก ซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลายาวนาน ทั้งนี้เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ ให้กับตนเองในภายภาคหน้า หรือให้กับเทวดา ฟ้าดิน ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวร นิยมเริ่มทำในช่วงกลางพรรษาราวปลายเดือนสิงหาคม กันยายน ตุลาคม จากสภาพการณ์ของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมประเพณีกิ๋นข้าวสลาก ด้านครอบครัวและเครือญาติ บริบทชุมชน<br />ในแต่ละพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มเป็นสังคมเมืองมากขึ้น โครงสร้างครอบครัวเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม การปลูกฝังวัฒนธรรมและค่านิยมประเพณีกลับอ่อนแอลง ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันลดลง ประกอบกับ<br />การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่คนในสังคมหันมาบริโภคนิยมและวัตถุดิบนิยม จึงส่งผลกระทบต่อประเพณีกิ๋นข้าวสลากที่มีพื้นฐานมาจากสถาบันครอบครัวและเครือญาติ ดังนั้น ประเพณีกิ๋นข้าวสลาก<br />จึงค่อยหายไปจากชุมชนในบางพื้นที่ของแต่ละจังหวัดในภาคเหนือ สำหรับการสร้างสรรค์วัฒนธรรม ประเพณีกิ๋นข้าวสลากให้มีความยั่งยืนคือการสร้างอัตลักษณ์ร่วมกันผ่านกระบวนการสร้างความรู้ ความเข้าใจผ่านประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยว ให้เล็งเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของประเพณีกิ๋นข้าวสลาก และสามารถสร้างอัตลักษณ์ร่วมได้โดยการถ่ายเทวัฒนธรรมประเพณีกิ๋นข้าวสลากลงสู่ชุมชนและวัดต่างๆ ในแต่ละจังหวัด</p> พระภาณุพงศ์ เตชปญฺโญ, ปาณิสรา เทพรักษ์, พระตาล ธมฺมธโร, พระจรัล ถิรจิตฺโต, พระนฤนนท์ ผาสุโก, พระพงษกร อินฺทวีโร , สามเณรกษมา เหลือผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283390 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 แรงจูงใจในการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ของผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282017 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาถึงความรู้ความเข้าใจในเรื่องกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) 2) ศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ นโยบาย มาตรการ และการสนับสนุนทางสังคม 3) ศึกษาระดับความพึงพอใจต่อโครงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และ 4) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ของผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คือ ผู้ต้องขังหญิงทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ จำนวน 316 คน ผลการวิจัยพบว่า ระดับความรู้ความเข้าใจในเรื่องกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ของผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนระดับความเห็นด้วยต่อนโยบาย มาตรการ และการสนับสนุนทางสังคม อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.79 ส่วนระดับ<br />ความพึงพอใจต่อโครงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.79 และระดับแรงจูงใจในการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.76 ปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อแรงจูงใจในการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ของผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ได้แก่ ปัจจัยด้านนโยบาย มาตรการ และการสนับสนุนทางสังคม และ ปัจจัยด้านความพึงพอใจต่อโครงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ส่งผลต่อแรงจูงใจในการออมของผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05</p> ธัญญาภรณ์ ยัญศรี, รวีวรรณ แพทย์สมาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282017 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 มุมมอง 360 องศา: ปัญหา และทางออกของการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282161 <p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและผลกระทบจากการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก 2) ศึกษาทัศนคติของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก และ <br />3) ศึกษาแนวทางในการลดผลกระทบจากการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความเป็นไปได้ มีประสิทธิผล และเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนเครือข่าย ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนคุณภาพ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งสิ้นจำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และเชื่อมโยงสาระสำคัญของข้อมูลแต่ละส่วนเพื่อสังเคราะห์เป็นข้อสรุป <br />ผลการวิจัยพบว่า การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กประสบปัญหาในด้านการสื่อสารกับชุมชน การเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากร และการต่อต้านจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางกลุ่ม ในด้านผลกระทบ พบว่าการควบรวมโรงเรียนส่งผลกระทบเชิงลบต่อนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนาการศึกษาในระยะยาวของโรงเรียนเครือข่าย นอกจากนี้ ในด้านเศรษฐกิจยังส่งผลกระทบต่อความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ และในด้านสังคมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน สำหรับทัศนคติของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่าผู้บริหารส่วนใหญ่และครูเห็นว่าการควบรวมโรงเรียนเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นต่อการจัดสรรทรัพยากรและการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองและชุมชนบางส่วนไม่เห็นด้วย เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ความปลอดภัย และผลกระทบต่อวิถีชีวิต แนวทางสำคัญในการลดผลกระทบ ได้แก่ การสร้างความเข้าใจร่วมกันกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การจัดให้มีกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชน และการกำหนดเกณฑ์การดำเนินงานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม</p> ปาณิศา ถนอมทรัพย์, วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง, สุชาดา นันทะไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282161 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมการบริหารจัดการองค์กรในภาคการศึกษาสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล: กรณีศึกษาฝ่ายพัฒนาคุณภาพ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282183 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบแสดงข้อมูลคำขอตั้งงบประมาณการจัดกิจกรรมของฝ่ายพัฒนาคุณภาพ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ 2) พัฒนาประสิทธิภาพข้อมูลสารสนเทศขององค์กรด้านงบประมาณเพื่อการบริหารและการตัดสินใจของผู้บริหารฝ่ายพัฒนาคุณภาพ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยการวิจัยเป็นแบบการวิจัยและพัฒนาในฝ่ายพัฒนาคุณภาพ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ด้วยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงในการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วยระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาขององค์กรในการทำงานที่เกี่ยวข้อง<br />กับข้อมูลภายในส่วนงาน ระยะที่ 2 พัฒนาชุดข้อมูลผ่าน Microsoft Power BI ระยะที่ 3 นำชุดข้อมูลที่จัดแสดงในรูปแบบแดชบอร์ดไปใช้ในระดับผู้บริหารส่วนงาน และระยะที่ 4 ประเมินผลประสิทธิภาพของการนำนวัตกรรมไปใช้ มีผู้เข้าร่วมการวิจัย จำนวน 5 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร จำนวน 2 คน และบุคลากร จำนวน 3 คนมีเครื่องมือวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างและการสังเกตการณ์<br />ผลการศึกษาพบว่า 1) ระบบแสดงข้อมูลคำขอตั้งงบประมาณการจัดกิจกรรมของฝ่ายพัฒนาคุณภาพ ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยสามารถพิจารณาตามตัวแบบ LIST Model ในประเด็นการเรียนรู้ (Learning) <br />และนวัตกรรม (Innovation) การเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปปรับปรุงนวัตกรรมให้มีความเหมาะสมและสร้างการยอมรับของคนในองค์กร 2) ข้อมูลสารสนเทศขององค์กรด้านงบประมาณเพื่อการบริหารและการตัดสินใจของผู้บริหารฝ่ายพัฒนาคุณภาพได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยสามารถพิจารณาตามตัวแบบ LIST Model ในประเด็นการปฏิบัติการเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Action) และการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ (Transformation) ซึ่งเป็นการการส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืน<br />ในการนำนวัตกรรมไปปรับใช้และสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างยั่งยืนสร้างสรรค์ </p> อังสนา จินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282183 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบติดตามผลการดำเนินงานในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนา ที่ยั่งยืนภายใต้การกำกับของสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282624 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของวิธีการและขั้นตอนในการติดตามผลการดำเนินงานด้านการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดเชียงใหม่ 2) ออกแบบระบบการติดตามผลการดำเนินงานที่สอดคล้องกับการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดเชียงใหม่ และ 3) นำเสนอแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดเชียงใหม่<br />การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อย่างต่อเนื่อง และสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงานและปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี<br />ผลการวิจัยพบว่า 1)สภาพปัจจุบันของวิธีการและขั้นตอนในการติดตามผลการดำเนินงานด้านการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดเชียงใหม่ยังขาดการบูรณาการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ข้อมูลมีลักษณะกระจัดกระจาย ขาดความต่อเนื่อง และยากต่อการประเมินผลในภาพรวม อีกทั้งบุคลากรที่เกี่ยวข้องยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมาย SDGs และประสบข้อจำกัดด้านทรัพยากร 2)การออกแบบระบบการติดตามผลการดำเนินงาน ผู้วิจัยได้พัฒนาระบบต้นแบบที่สอดคล้องกับบทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในแต่ละระดับ โดยระบบสามารถจัดเก็บข้อมูลโครงการที่เชื่อมโยงกับเป้าหมาย SDGs ไว้ในฐานข้อมูลกลาง และสามารถจัดทำรายงานในรูปแบบ Dashboard เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลและการตัดสินใจเชิงนโยบาย 3)แนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางในระดับจังหวัด พร้อมทั้งแต่งตั้งผู้ประสานงานในระดับอำเภอและระดับจังหวัด เพื่อให้การจัดการข้อมูลเป็นไปอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การนำข้อมูลรวมศูนย์และเครื่องมือวิเคราะห์เชิงนโยบายมาใช้ การจัดอบรมการใช้งานระบบเพื่อลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน และการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการประเมินผลประจำปี ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของจังหวัดเชียงใหม่อย่างยั่งยืน</p> ชิตพล ปัญญาวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282624 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 คลองกิ่วโมเดล: นวัตกรรมการจัดการขยะแบบพุทธบูรณาการ ในพื้นที่อุตสาหกรรม EEC จังหวัดชลบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/284457 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา สาเหตุ ผลกระทบ และความต้องการเกี่ยวกับการจัดการขยะในพื้นที่อุตสาหกรรมตำบลคลองกิ่ว 2) เพื่อวิเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้หลักไตรสิกขาในการจัดการขยะแบบมีส่วนร่วมในพื้นที่พหุวัฒนธรรม และ 3) เพื่อพัฒนาและนำเสนอตัวแบบนวัตกรรม “คลองกิ่วโมเดล” สำหรับการจัดการขยะแบบพุทธบูรณาการในพื้นที่อุตสาหกรรม EEC ในบริบทของพื้นที่อุตสาหกรรม EEC เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและประชุมกลุ่มย่อย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย ผู้นำชุมชน 15 คน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม 12 คน แรงงานต่างชาติ 20 คน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ 8 คน รวม 55 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ พบว่า (1) ปัญหาขยะในพื้นที่มีความซับซ้อนจากการผสมผสานของขยะอุตสาหกรรมและขยะชุมชน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ (2) การประยุกต์ใช้หลักไตรสิกขาช่วยพัฒนาจิตสำนึกและพฤติกรรมที่เหมาะสมในการจัดการขยะ การมีส่วนร่วมของชุมชนหลากหลายวัฒนธรรมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบจัดการขยะ (3) ตัวแบบนวัตกรรม Klong Kiew Model for Integrated Waste Management (KKM) สามารถสร้างระบบนวัตกรรมที่บูรณาการหลักไตรสิกขา ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งเหมาะสมและสามารถขยายผลในพื้นที่อุตสาหกรรมอื่นได้</p> นรา บรรลิขิตกุล , พระมหาวิเศษ กนฺตธมฺโม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/284457 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษานโยบายการป้องกันยาเสพติดภายในชุมชนนำไปปฏิบัติ ของตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282965 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินนโยบาย 2) ศึกษาประสิทธิผลของการดำเนินนโยบาย และ 3) เสนอแนะแนวทางในการดำเนินนโยบายการป้องกันยาเสพติดในชุมชนตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี (Mixed Methods) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากประชาชน 364 คนใน 14 หมู่บ้าน ด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้น และเก็บข้อมูล<br />เชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 คน ซึ่งเป็นผู้นำและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ปัญหา<br />และอุปสรรคในการดำเนินนโยบายอยู่ในระดับน้อยในทุกด้าน ได้แก่ บุคลากรและองค์กร สังคมและวัฒนธรรม การบำบัดและฟื้นฟู และเศรษฐกิจ แสดงถึงความพร้อมของชุมชนทั้งด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือ และค่านิยมที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบาย ข้อมูลเชิงคุณภาพระบุข้อจำกัดด้านกลไกการบำบัด การติดตามหลังการบำบัด และความไม่ต่อเนื่องของการฟื้นฟู ประสิทธิผลของนโยบายอยู่ในระดับมาก ครอบคลุมด้านนโยบาย การสนับสนุนจากผู้นำ และการติดตามประเมินผล โดยนโยบายมีความชัดเจน ผู้นำชุมชนมีบทบาทสำคัญ และระบบติดตามมีประสิทธิภาพ แต่ยังมีข้อจำกัดจากนโยบายส่วนกลาง<br />ที่ขาดความยืดหยุ่นและไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ รวมถึงความไม่ต่อเนื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน แนวทางการพัฒนานโยบายควรจัดตั้งเครือข่ายผู้นำและอาสาสมัครในระดับตำบล พัฒนาระบบติดตาม<br />ผู้ผ่านการบำบัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เสริมทักษะเจ้าหน้าที่ ด้านการตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และส่งเสริมอาชีพแก่กลุ่มเสี่ยง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง<br />และยกระดับประสิทธิภาพของนโยบายอย่างยั่งยืน</p> สุพรรณี กันหะคุณ, วีระ เลิศสมพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282965 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาเชิงพุทธบูรณาการ ของชุมชนบ้านม่อนเขาแก้ว ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282923 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาบริบทและศักยภาพด้านการผลิตเครื่องปั้นดินเผา ของชุมชนบ้าน ม่อนเขาแก้ว ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 2) เพื่อพัฒนากระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาเชิงพุทธบูรณาการ ของชุมชนบ้านม่อนเขาแก้ว ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 3) เพื่อเสนอแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาเชิงพุทธบูรณาการ ของชุมชนบ้านม่อนเขาแก้ว ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เครื่องมือได้แก่ ข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1)บริบทและศักยภาพของชุมชนสะท้อนรากฐานทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับหลักพุทธธรรมอย่างชัดเจน โดยศักยภาพด้านผลิตภัณฑ์มีรากฐานจากหลัก ศีล ที่สื่อถึงความประณีตในการทำงานฝีมือ, ศักยภาพด้านการรวมกลุ่มสะท้อนหลัก สามัคคีธรรม และโอกาสในการพัฒนาต้องอาศัยหลักปัญญา และ จักขุมา ในการมองเห็นช่องทางของตลาดสมัยใหม่ 2)ชุมชนได้พัฒนากระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยบูรณาการหลักธรรม ผ่านการใช้ ปัญญา (Panna) ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม, ใช้ ศีล ในการสร้างแบรนด์และเรื่องราวที่น่าเชื่อถือ, และอาศัยหลัก นิสสยสัมปันโน ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคีต่างๆ 3)แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพุทธบูรณาการที่ยั่งยืนประกอบด้วย 4 แนวทาง คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์, การส่งเสริมการตลาด, การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ, และการอนุรักษ์สืบทอดภูมิปัญญา โดยทั้งหมดนี้มีการบูรณาการ หลักไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) และ หลักปาปณิกธรรม (จักขุมา วิธูโร นิสสยสัมปันโน) เพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินงาน</p> <p> </p> พระอินโด สุหชฺโช, พระครูสิริธรรมบัณฑิต , พระครูสุตชยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/282923 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมกลยุทธ์การบริหารจัดการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283145 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพความต้องการจำเป็นของการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณจากแบบสอบถามหัวหน้ากลุ่มงาน 4 กลุ่ม จำนวน 76 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพจากการวิเคราะห์เนื้อหาแบบบันทึกการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนต้นแบบ จำนวน 3 คน และแบบสรุปผลการศึกษา 2) เพื่อสร้างนวัตกรรมกลยุทธ์การบริหารจัดการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย โดยการวิจัยแบบมีส่วนร่วมจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 12 คน และ 3) เพื่อประเมินนวัตกรรมกลยุทธ์ดังกล่าว โดยใช้แบบประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />ผลการวิจัยพบว่า วิสัยทัศน์ของนวัตกรรมคือการเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กของชุมชนที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มุ่งสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยกำหนดพันธกิจ 4 ประการ ได้แก่ (1) พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา (2) ส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น (3) ประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ (4) สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งนี้ มีเป้าประสงค์ 5 ประการ คือ (1) ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา (2) ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น (3) ผู้เรียนและบุคลากรนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการดำเนินชีวิต (4) โรงเรียนมีระบบบริหารจัดการที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ และ (5) ชุมชนและภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา พร้อมกำหนดกลยุทธ์หลัก 4 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) ส่งเสริมผู้บริหารสถานศึกษา (2) ส่งเสริมกระบวนการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา (3) ส่งเสริมครูและการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และ (4) พัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ผลการประเมินความครอบคลุมและความเหมาะสมของนวัตกรรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และผลการประเมินตามมาตรฐานความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.39) และ 4.60 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.56) ตามลำดับ</p> ศักดิ์ชัย วงศ์นภาไพศาล, สมเกียรติ ตุ่นแก้ว, สุวดี อุปปินใจ , ไพรภ รัตนชูวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283145 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของนายทหารชั้นประทวน กรมทหารราบที่ 7 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283298 <div>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความคิดเห็นด้านวัฒนธรรมองค์การ สิ่งแวดล้อมในการทำงาน ค่าตอบแทน และคุณภาพชีวิตของนายทหารชั้นประทวน กรมทหารราบที่ 7 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่และ 2) ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์การ สิ่งแวดล้อมในการทำงาน ค่าตอบแทน ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของนายทหารชั้นประทวน กรมทหารราบที่ 7 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ นายทหารชั้นประทวนกรมทหารราบที่ 7 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 278 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม ใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติอนุมาน วิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ Enter</div> <div>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นของด้านวัฒนธรรมองค์การส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของนายทหารชั้นประทวน กรมทหารราบที่ 7 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านสิ่งแวดล้อมในการทำงาน มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านค่าตอบแทน มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ตามลำดับ และ 2) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ Enter พบว่า ด้านวัฒนธรรมองค์การ ด้านสิ่งแวดล้อมในการทำงานและด้านค่าตอบแทนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของนายทหารชั้นประทวน กรมทหารราบที่ 7 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01 </div> <p> </p> ธนกร สิริสุคันธา, พันเอกยุทธวีร์ ปุ๊ดหน่อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283298 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพเชิงพุทธของชุมชนนาคูหา ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283369 <p>การศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธเพื่อสุขภาพของชุมชนนาคูหา ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธเพื่อสุขภาพของชุมชนนาคูหาตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ 2) พัฒนานวัตกรรมรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธเพื่อสุขภาพของชุมชนตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ 3) ส่งเสริมกิจกรรมการจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธเพื่อสุขภาพของชุมชนนาคูหาตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่<br />การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ประชาชนในชุมชนนาคูหา พระสงฆ์ในเขตปกครอง นักวิชาการ นักพัฒนาชุมชนประจำตำบล และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแพร่ รวมจำนวน 41 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การสนทนากลุ่มเฉพาะ การสัมภาษณ์ และการจัดเสวนาทางวิชาการ เพื่อพัฒนารูปแบบ สร้างนวัตกรรม และส่งเสริมกิจกรรมการจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธเพื่อสุขภาพของชุมชน<br />ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธเพื่อสุขภาพของชุมชนนาคูหา ประกอบด้วย 1)กิจกรรมเดินป่าและออกกำลังกายเพื่อสัมผัสธรรมชาติ ควบคู่กับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพจากวัตถุดิบท้องถิ่น 2) กิจกรรมทางพุทธศาสนา เช่น การฟังธรรม การฝึกสมาธิ และการปฏิบัติวิปัสสนา เพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตและจิตใจ 3) การเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชนที่เรียบง่ายและยั่งยืน รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเกษตรอินทรีย์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 4) การเรียนรู้และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การทำอาหารพื้นบ้านและการเข้าร่วมประเพณีของชุมชน<br />การพัฒนานวัตกรรมรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธเพื่อสุขภาพของชุมชนนาคูหา พบว่า มีการดำเนินงานที่มุ่งเน้นในหลายด้าน ดังนี้ 1) การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและสถานที่สำคัญภายในชุมชน 2) การพัฒนาสินค้าและบริการเชิงสุขภาพ อาทิ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรท้องถิ่น และอาหารเพื่อสุขภาพ 3) การฝึกอบรมและการพัฒนาศักยภาพของชุมชน เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับการจัดการท่องเที่ยว 4) การสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ 5) การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการพัฒนาการท่องเที่ยว 6) การตลาดเพื่อสุขภาพและจิตวิญญาณ โดยเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เอื้อต่อสุขภาวะทั้งทางกายและใจ<br />นอกจากนี้ การส่งเสริมกิจกรรมการจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธเพื่อสุขภาพของชุมชนนาคูหา สามารถจำแนกออกเป็น 4 ด้านของสุขภาพ ดังนี้ 1) กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพทางกาย ได้แก่ การส่งเสริมการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น สาหร่ายน้ำจืด (เตา) เหมี้ยง กาแฟร้อยปี และหน่อไม้หวาน 2) กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพทางจิต ได้แก่ การให้ความรู้ด้านสุขภาพและการจัดพื้นที่สำหรับการปฏิบัติธรรม เช่น ห้องปฏิบัติธรรม 3) กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพทางสังคม ซึ่งประกอบด้วยการส่งเสริมการปรับตัวให้สอดคล้องกับแบบแผนการดำเนินชีวิตและบทบาททางสังคมในบริบทใหม่ และ 4)กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพทางจิตวิญญาณ ได้แก่ การปฏิบัติธรรม เช่น การนั่งสมาธิ เพื่อเสริมสร้างความสงบและความสมดุลทางจิตใจ เป็นต้น</p> เกรียงศักดิ์ ฟองคำ, พระมหาสิทธิชัย ชยสิทฺธิ , พระอนุสรณ์ กิตฺติวณฺโณ, ดำเนิน หมายดี, อภิชา สุขจีน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283369 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการอ่านภาษาจีนในงานอาชีพ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาช่างไฟฟ้ากำลัง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283504 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการอ่านภาษาจีนในงานอาชีพ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อศึกษาการพัฒนาการอ่านภาษาจีน โดยเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน 3) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาจีนที่สูงขึ้นหลังใช้ชุดการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ และ 4)ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือจำนวนนักเรียนที่เรียนรายวิชา 20000-1221 ภาษาจีนเพื่อการสื่อสารในงานอาชีพของภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 130 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่มจึงได้จำนวนนักเรียนแผนกวิชาไฟฟ้ากำลัง จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยทักษะ ได้แก่ ชุดการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบวัดทักษะการอ่านและแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าt-test ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์มีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 83.86/85.16 ตามเกณฑ์ 80/80 2) คะแนนการอ่านภาษาจีนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งหมายถึงความแตกต่างที่พบมีโอกาสเกิดจากความบังเอิญเพียง 5% และมีความเป็นไปได้สูงว่าการเรียนมีผลต่อคะแนน 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังใช้ชุดการเรียนรู้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หมายความว่าความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนที่ตรวจพบมีโอกาสเกิดจากความบังเอิญไม่เกิน 5% จึงเชื่อมั่นได้ว่าชุดการเรียนรู้ที่ใช้มีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจริง และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ในระดับมากที่สุดในด้านประโยชน์ของชุดการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ย 4.75 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเฉลี่ย 0.39</p> ภรภัทร สิงหภิวัฒน์, เกศราพรรณ พันธุ์ศรีเกตุ , กัญจนี ศรีโสภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283504 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการเรียนรู้ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในล้านนา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283434 <p>วัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้แก่ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ของแหล่งท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในล้านนา 2) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการองค์ความรู้ของแหล่งท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในล้านนา 3) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ของแหล่งท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในล้านนาด้วยระบบ GPS โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้แก่ ชุมชนหรือกลุ่มวัฒนธรรม ท้องถิ่นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว จำนวน 30 รูป/คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาโดยการพรรณนาความ<br />ผลการวิจัย พบว่า <br />1. รูปแบบการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ในแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในพื้นที่ล้านนา พบว่า มีการนำนวัตกรรมทางศิลปะมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเน้น<br />การประยุกต์ใช้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเป็นอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของชุมชน ผ่านกิจกรรมทางศิลปะ วัฒนธรรม และองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น อันสะท้อนถึงการเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ ศิลปะ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน<br />2. การบริหารจัดการองค์ความรู้ของแหล่งท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในล้านนา พบว่า เป็นการศึกษาการนำเอาความรู้ และความเข้าใจในการทำงานร่วมกันของปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือในเอกสารมาเก็บรวบรวมและเรียบเรียงเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการ โดยใช้องค์ความรู้ คือ1) การสร้างสมองค์ความรู้ 2) การจัดเก็บองค์ความรู้ 3) การถ่ายทอดองค์ความรู้ 4) การใช้งานองค์ความรู้<br />3. พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ของแหล่งท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในล้านนา ด้วยระบบ GPS พบว่า นำข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในล้านนาดังกล่าวมาสร้างเว็บ<br />ภูมิสารสนเทศแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในล้านนาต้นแบบเว็บไซต์ http://www.lanna.info นำไปเผยแผ่ให้นักท่องเที่ยวและหน่วยงานภาครัฐได้เข้าไปใช้บริการ และนำผลการใช้บริการจากการตอบแบบประเมินกลับมา เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาระบบภูมิสารสนเทศของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม</p> พระมหาธีรวัฒน์ เสสปุญฺโญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283434 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกม เพื่อส่งเสริมความรู้สึก เชิงจำนวนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283508 <div>งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกม เพื่อส่งเสริมความรู้สึกเชิงจำนวนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2) ศึกษาความรู้สึกเชิงจำนวนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกม กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 16 คน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกม ที่ส่งเสริมความรู้สึกเชิงจำนวน 4 แผน 2) ใบกิจกรรมเพื่อวัดความรู้สึกเชิงจำนวนของนักเรียนระหว่างเรียน 3) แบบบันทึกหลังการสอน 4) แบบวัดความรู้สึกเชิงจำนวนโดยประเมินความรู้สึกเชิงจำนวนของนักเรียนทั้งหมด 5 ด้าน ได้แก่ 1) ความเข้าใจจำนวนทั้งจำนวนเชิงการนับและจำนวนเชิงอันดับ 2) ความเข้าใจความสัมพัทธ์ของจำนวน 3) การรู้ผลสัมพัทธ์ของการดำเนินการ 4) การคิดคำนวณในใจอย่างยืดหยุ่น 5) การประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้ค่าเฉลี่ย การหาร้อยละของความก้าวหน้า และวิเคราะห์การเนื้อหา</div> <div>ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกม ที่สามารถส่งเสริมความรู้สึกเชิงจำนวนของนักเรียนได้นั้น สามารถใช้เกมที่นักเรียนคุ้นเคย นำมาปรับปรุงกติกาใหม่หรือเพิ่มเติมเงื่อนไขใหม่ที่สอดคล้องกับความรู้สึกเชิงจำนวนแต่ละตัว และในการจัดการเรียนรู้ควรเริ่มต้นผ่านสถานการณ์ที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันเพื่อให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการใช้ความรู้สึกเชิงจำนวนในการช่วยแก้ปัญหา ระหว่างเล่นเกมควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้อภิปรายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และให้เหตุผลที่สมเหตุสมผล และ 2) ความรู้สึกเชิงจำนวนของนักเรียน ที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกม ซึ่งเปรียบทียบความก้าวหน้าระหว่างเรียน และหลังจากการทดสอบด้วยแบบวัดความรู้สึกเชิงจำนวน ด้านที่ 1 ความเข้าใจจำนวนทั้งจำนวนเชิงการนับ และจำนวนเชิงอันดับที่ ร้อยละของความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น 44.52 ด้านที่ 2 ความเข้าใจขนาดสัมพัทธ์ของจำนวน ร้อยละของความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น 15.48 ด้านที่ 3 การรู้ผลสัมพัทธ์ของการดำเนินการ ร้อยละของความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น 8.25 ด้านที่ 4 การคิดคำนวณในใจอย่างยืดหยุ่น ร้อยละของความก้าวหน้าลดลง 16.37 ด้านที่ 5 การประมาณค่า ร้อยละของความก้าวหน้าลดลง 2.56 จากการวิจัยพบว่าความรู้สึกเชิงจำนวนของนักเรียนที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกม </div> <div>เพิ่มขึ้น 3 ด้าน และลดลง 2 ด้าน</div> <p> </p> ณิชาภา จันริยา, เกศราพรรณ พันธุ์ศรีเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283508 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ในอำเภอเนินขาม จังหวัดชัยนาท https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283516 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในอำเภอเนินขาม จังหวัดชัยนาท (2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) และ (3) พัฒนารูปแบบการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่การรับรองมาตรฐาน มผช. การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) โดยประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Research) กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผ้าทอและย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มแปรรูปผ้า กลุ่มสมุนไพร และกลุ่มจักสาน รวมถึงผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน เครื่องมือวิจัยได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) และตรวจสอบสามเส้า (Triangulation)<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) การรวมกลุ่มของผู้ประกอบการมีแรงจูงใจจากการใช้เวลาว่างเพื่อสร้างรายได้เสริมและการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ยังขาดองค์ความรู้ด้านการออกแบบและเทคโนโลยีสนับสนุน และ (2) ปัจจัยแห่งความสำเร็จประกอบด้วยความมั่นคงของวัตถุดิบ การพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา ตลอดจนการตลาดสมัยใหม่ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์และ (3) กระบวนการพัฒนาโมเดลการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่มาตรฐาน มผช. ได้สังเคราะห์เป็นรูปแบบ “Noen Kham CPS-Upgrading Model” ที่ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนสำคัญ คือ (1) การตรวจสอบช่องโหว่ (Gap Audit) เพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนและความพร้อมของกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชน (2) ขั้นตอนการปฏิบัติตามมาตรฐาน (SOP) โดยจัดทำสูตรการผลิตและวิธีการที่เป็นระบบเพื่อยกระดับคุณภาพ (3) การยกระดับเครื่องมือและอุปกรณ์การผลิต (Tooling) ให้ได้มาตรฐาน สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสุขลักษณะและการควบคุมคุณภาพ (4) การพัฒนาด้านการตลาดและการบรรจุหีบห่อ (Market/Packaging) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายช่องทางจำหน่ายทั้งในตลาดออฟไลน์และออนไลน์ (5) การสะท้อนผลและถอดบทเรียนกระบวนการ (Reflection) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมและปรับปรุงแก้ไขในชุมชน และ (6) การทดลองรับรองและขยายผล (Mock Audit &amp; Scale-out) โดยการเตรียมความพร้อมสู่การยื่นขอมาตรฐานและนำประสบการณ์ขยายไปยังกลุ่มอื่นในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนสามารถประเมินตนเอง วางแผนการยกระดับ และเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่มาตรฐานได้อย่างเป็นระบบ ผลการศึกษาครั้งนี้มีคุณูปการทั้งในเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติ โดยนำเสนอ “ต้นแบบกระบวนการ” ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยในอนาคต</p> รัศมี อิสลาม, กนกพรรณ วิบูลยศริน, พิศาล แก้วอยู่, ธีรโชติ สัตตาคม, อรุณรัตน์ คล้ายพงษ์, ภควัต รัตนราช, ภัทรมน กล้าอาษา , ปุณณภา เบญจเสวี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283516 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 บทบาทผู้บริหารท้องถิ่นในการสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ร่วมสมัยของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเฟอร์นิเจอร์ไม้ป่าสัก ตำบลป่าสัก อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283520 <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงผสมผสาน มุ่งวิเคราะห์บทบาทของผู้บริหารท้องถิ่นในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อพัฒนาทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ร่วมสมัย โดยศึกษากรณีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเฟอร์นิเจอร์ไม้ป่าสัก ตำบลป่าสัก อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ 1) วิเคราะห์บทบาทและกลไกการทำงานของผู้บริหารท้องถิ่นในการสร้างแรงจูงใจและพื้นที่การมีส่วนร่วม 2) ประเมินประสิทธิผลของการพัฒนาทักษะการออกแบบร่วมสมัยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม และ 3) สังเคราะห์แบบจำลองการพัฒนาบทบาทผู้บริหารท้องถิ่นสู่การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน<br />การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยศึกษาเชิงลึกกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเฟอร์นิเจอร์ไม้สักจำนวน 20 คน ผู้บริหารท้องถิ่น 12 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ 8 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการจัดเวทีปฏิบัติการร่วมจำนวน 6 ครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงธีมและการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริหารท้องถิ่นมีบทบาทแบบพหุมิติใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์และนโยบายเชิงรุก การสร้างระบบสนับสนุนแบบบูรณาการ การเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายอย่างยุทธศาสตร์ <br />การพัฒนาขีดความสามารถท้องถิ่น และการสร้างกลไกการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 2) ทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ร่วมสมัยของกลุ่มวิสาหกิจฯ เพิ่มขึ้น 78.5% จากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การบูรณาการ<br />ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทรนด์สมัยใหม่ และการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการเล่าเรื่องผลิตภัณฑ์ 3) แบบจำลอง“วงจรพลังขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่ขับเคลื่อนโดยผู้นำท้องถิ่นสามารถประยุกต์ใช้ในบริบทชุมชนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> เขมิกา วริทธิ์วุฒิกุล, พระมหาธงชัย วชิรญาโณ , พงศธร กันทะวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283520 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมสัมมาชีพของเกษตรกรบนพื้นฐานชุมชนนิเวศวิถี พื้นที่ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283677 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของเกษตรกร พื้นที่ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง 2) การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการส่งเสริมสัมมาชีพของเกษตรกรสู่การเป็นชุมชนนิเวศวิถี พื้นที่ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง และ3) เสนอแนวทางการส่งเสริมสัมมาชีพของเกษตรกรสู่การเป็นชุมชนนิเวศวิถี พื้นที่ตำบลนิคมพัฒนา <br />อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสนทนากลุ่มเฉพาะ กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ พระสงฆ์ ผู้บริหารและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิ และเกษตรกร 50 รูป/คน วิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา<br />ผลการวิจัย พบว่า <br />1. การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของเกษตรกร พื้นที่ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง 1) สภาพปัญหาหลักของเกษตรกร ได้แก่ ปัญหาด้านความเสี่ยงภัยจากธรรมชาติและศัตรูพืช ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ต้นทุนการผลิต ราคาผลผลิต การเข้าถึงความรู้และเทคโนโลยี 2) ความต้องการของเกษตรกร ได้แก่ การสนับสนุนด้านเงินทุน การพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ การเข้าถึงตลาดและกลไกราคา การรวมกลุ่ม<br />2. การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการส่งเสริมสัมมาชีพของเกษตรกรสู่การเป็นชุมชนนิเวศวิถีพื้นที่ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง 1) หลักศีล 5 มุ่งเน้นการประกอบอาชีพอย่างสุจริต หลีกเลี่ยงการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เว้นการโกหก การดื่มสุรา ส่งผลให้เกิดชุมชนที่สงบสุข พึ่งพาตนเองได้ 2) หลักสังคหวัตถุ 4 ส่งเสริมการแบ่งปันทรัพยากรและองค์ความรู้ การแนะนำแนวทางที่เป็นประโยชน์ <br />การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการมีพฤติกรรมที่มั่นคง ส่งผลให้ชุมชนเกิดความรัก ความสามัคคีและความเข้มแข็ง 3) หลักอปริหานิยธรรม 7 มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากร การกำหนดกฎเกณฑ์ร่วมกัน การฟื้นฟู รักษาระบบนิเวศ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม<br />3. แนวทางการส่งเสริมสัมมาชีพของเกษตรกรสู่การเป็นชุมชนนิเวศวิถีในพื้นที่ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง 1) ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยการส่งเสริมการจัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการความรู้และวางแผนแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน 2) ด้านการสนับสนุนจากภาครัฐ ให้การสนับสนุนด้านการเงิน <br />การส่งเสริมด้านวิชาการ การอบรม ถ่ายทอดเทคโนโลยี การติดตามประเมินผล และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ 3) ด้านการสร้างเครือข่ายสัมมาชีพของเกษตรกร ให้การสนับสนุนการเชื่อมโยงตลาดในพื้นที่และช่องทางออนไลน์ ส่งเสริมการเรียนรู้การบริหารจัดการกลุ่ม บูรณาการกับภาคีเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากร ในการขับเคลื่อนชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</p> พระครูศรีปวรบัณฑิต อายุมั่น, พระมหากีรติ วรกิตฺติ (ฉัตรแก้ว) , พระสมุห์กิตติพงษ์ กิตฺติวํโส (สมณะ) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283677 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การปรับปรุงระบบการออกใบอนุญาตก่อสร้างของกองช่าง เทศบาลเมืองพิชัย จังหวัดลำปาง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283864 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) กระบวนการในการให้บริการด้านการออกใบอนุญาตก่อสร้างของกองช่างเทศบาลเมืองพิชัย 2) ปัญหาและอุปสรรคในการให้บริการด้านการออกใบอนุญาตก่อสร้าง<br />ของกองช่างเทศบาลเมืองพิชัย 3) แนวทางในการปรับปรุงระบบการออกใบอนุญาตก่อสร้างของกองช่างเทศบาลเมืองพิชัย จังหวัดลำปาง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ หัวหน้าส่วนราชการกองคลังเทศบาลเมืองพิชัย ข้าราชการและพนักงานเทศบาลของเทศบาลเมืองพิชัย สังกัดกองช่าง และประชาชนผู้มาใช้บริการของการออกใบอนุญาตก่อสร้างบ้านพักอาศัย จำนวน 18 ราย ผลการวิจัยพบว่า<br />1. กระบวนการให้บริการด้านการออกใบอนุญาตก่อสร้างของกองช่าง เทศบาลเมืองพิชัย มีขั้นตอนที่ชัดเจนตามระเบียบของทางราชการ แต่ยังคงประสบปัญหาในด้านเอกสารประกอบการยื่นคำขอการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายใน และระยะเวลาการดำเนินงานที่ล่าช้า ปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุมาจากข้อจำกัดด้านบุคลากร เทคโนโลยี และความเข้าใจของประชาชนต่อขั้นตอนการขออนุญาต<br />2. ปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการ การให้บริการด้านการออกใบอนุญาตก่อสร้างของกองช่าง มีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานและถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังมีปัญหาด้านความเข้าใจ<br />ของประชาชนและความล่าช้าในกระบวนการพิจารณา เนื่องจากขั้นตอนที่ซับซ้อน <br />3. แนวทางในการปรับปรุงระบบการออกใบอนุญาตก่อสร้างของกองช่างเทศบาลเมืองพิชัย จังหวัดลำปาง ควรมุ่งเน้นการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสะดวกและความรวดเร็ว จัดทำคู่มือประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจขั้นตอนอย่างชัดเจน ปรับลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และส่งเสริมศักยภาพเจ้าหน้าที่เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นในการให้บริการ</p> ณัฐพล สายตำ, อุดมโชค อาษาวิมลกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/283864 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 คัมภีร์ล้านนา: การสร้างกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/284485 <p>รายงานการวิจัยเรื่อง “คัมภีร์ล้านนา: การสร้างกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์” มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาความเป็นมาและแนวทางการอนุรักษ์คัมภีร์ล้านนา 2) สร้างกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับคัมภีร์ล้านนา และ 3) ส่งเสริมการเรียนรู้และการอนุรักษ์คัมภีร์ล้านนาในพื้นที่จังหวัดลำปาง การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยใช้ข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบประเมิน IOC สำหรับผู้เชี่ยวชาญ แบบสัมภาษณ์พระสงฆ์ นักวิชาการท้องถิ่น และนักวิชาการจากสถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านคัมภีร์โบราณล้านนา จำนวน 30 รูป/คน และแบบประเมินกิจกรรมการเรียนรู้คัมภีร์ล้านนา เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของกิจกรรมจากพระสงฆ์และประชาชนในจังหวัดลำปาง จำนวน 100 รูป/คน ได้แก่ พระสงฆ์ 50 รูป และประชาชน 50 คน<br />จากผลการวิจัยพบว่า 1) คัมภีร์ล้านนาเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปะ และภูมิปัญญาท้องถิ่น การอนุรักษ์คัมภีร์ล้านนาจึงสะท้อนถึงความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัดลำปาง องค์ความรู้และคุณค่าที่ปรากฏในคัมภีร์ล้านนาเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมการอนุรักษ์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจแก่ผู้ศึกษาในการสืบสานภูมิปัญญาดังกล่าวอย่างยั่งยืน 2) กิจกรรมการเรียนรู้คัมภีร์ล้านนามีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ภาษา พัฒนาการฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาล้านนา พร้อมทั้งประยุกต์เทคโนโลยีในการสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูล นอกจากนี้ยังมุ่งสร้างความเข้าใจในภาษา อักขระล้านนา และหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในคัมภีร์ เพื่ออนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมล้านนา และส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้สู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม และ 3) การส่งเสริมการเรียนรู้และการอนุรักษ์คัมภีร์ล้านนาในเขตพื้นที่จังหวัดลำปาง สามารถต่อยอดในการอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดนิทรรศการ การเผยแพร่ความรู้ผ่านสื่อต่างๆ และการสนับสนุนการศึกษาคัมภีร์ล้านนาอย่างมีระบบ ในสถาบันการศึกษา วัด ชุมชนต่างๆ ตามกระบวนการอย่างสมบูรณ์</p> พระมหากีรติ วรกิตติ, พระมหาบวรวิทย์ รตนโชโต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/284485 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/284425 <div>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 2) เพื่อเปรียบเทียบการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 ในปีการศึกษา 2567 จำนวน 333 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way Analysis- of Variance) เมื่อพบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงใช้การทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe's Mothod)</div> <div>ผลการวิจัยพบว่า </div> <div>1. การส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือด้านความปลอดภัยจากการถูกละเมิดสิทธิ์ รองลงมาคือ ด้านความปลอดภัยจากอุบัติเหตุ ด้านความปลอดภัยจากผลกระทบทางสุขภาวะทางกายและจิตใจ และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือด้านความปลอดภัยจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์</div> <div>2. การส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน จำแนกตามเพศและจำแนกตามระดับการศึกษา โดยภาพรวมและ</div> <div>รายด้านพบว่า มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาการจำแนก</div> <div>ตามประสบการณ์การทำงานและจำแนกขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านพบว่า ครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </div> <p> </p> นราทิพย์ กลมทุกสิ่ง, อัศวิน เสนีชัย , เอกวัฒน์ ล้อสุนิรันดร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NBJ/article/view/284425 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700