วารสารชุมชนวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร [About the Journal] :&nbsp;</strong>วารสารชุมชนวิจัย เริ่มดำเนินการและจัดทำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 - ปัจจุบัน โดยกลุ่มงานเผยแพร่และบริการการวิจัย&nbsp;สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา&nbsp;ในชื่อ "วารสารชุมชนวิจัย (Community Research Journal)" และอยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 1&nbsp;ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560-2562 และต่อเนื่อง 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563-2567</p> Nakhon Ratchasima Rajabhat University th-TH วารสารชุมชนวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา 2286-9581 ผลการสอนโดยใช้บัตรคำเรียนรู้ประโยคภาษาไทยสำหรับนักเรียนหูหนวก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/252070 <p>การใช้แผ่นป้ายที่มีสัญลักษณ์สีเพื่อทำความเข้าใจประโยคภาษาไทยโดยเชื่อมโยงกับภาษามือสำหรับคนหูหนวก นำสู่วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อพัฒนาบัตรคำเรียนรู้ประโยคภาษาไทยสำหรับนักเรียนหูหนวก และเพื่อประเมินผลการสอนโดยใช้บัตรคำที่พัฒนาขึ้น ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญรวม 6 คน นักเรียนหูหนวกระดับประถมศึกษาปีที่ 3 รวม 26 คน ประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 11 คน และครูผู้สอน จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินคุณลักษณะสื่อ พัฒนาจาก Visual Design Checklist แบบประเมินเนื้อหาสาระ แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบทดสอบก่อน-หลังเรียน ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ในช่วง 0.2-1.0 เก็บรวบรวมข้อมูลตามแผนการจัดการเรียนรู้ 2 คาบเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และทดสอบผลต่างก่อนและหลังเรียนโดยใช้ Related-Samples Wilcoxon Signed-Rank Test ผลการวิจัยคือ บัตรคำที่มีภาพกราฟิกศัพท์ภาษามือและศัพท์ภาษาไทยพร้อมภาพประกอบ มี 2 ขนาด คือ บัตรคำใหญ่ขนาด 14.50x20 เซนติเมตร และบัตรคำเล็กขนาด 7x10 เซนติเมตร พร้อมแผ่นป้ายส่วนประกอบของประโยค 6 แผ่นป้าย กำหนดสัญลักษณ์สีแต่ละแผ่นป้ายโดยเทียบเคียงกับสีรุ้ง และแผนการจัดการเรียนรู้ โดยได้รับผลการประเมินคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้บัตรคำหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ปรเมศวร์ บุญยืน พฤหัส ศุภจรรยา Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-22 2022-06-22 16 3 1 14 10.14456/nrru-rdi.2022.41 การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ร่วมสมัยผ่านบทสวดโพชฌังคปริตร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/251879 <p> บทสวดโพชฌังคปริตร เป็นบทสวดที่นิยมใช้สวดเมื่อเจ็บป่วยหรือสวดให้ผู้ป่วยฟังมีความสำคัญถึงปัจจุบัน ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหารูปแบบในการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ร่วมสมัยผ่านบทสวดโพชฌังคปริตรผ่านการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ กำหนดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแบบเจาะจง รวม 13 คน โดยใช้เครื่องมือในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินผล ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1 และ 0.93 ตามลำดับ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นรายบุคคล การนำเสนอชุดการแสดงเพื่อวิพากษ์ผลงานร่วมกับการสังเกต และข้อมูลการสัมภาษณ์ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนาวิเคราะห์หาค่าร้อยละความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในองค์ประกอบทั้ง 8 ประการ ได้ประเด็นความเกี่ยวข้องกับบทการแสดงอยู่ 3 ประการ คือ ร่างกาย จิตใจ และอาการเจ็บป่วย นักแสดง มีคุณสมบัติการเคลื่อนไหวร่างกายทางด้านนาฏยศิลป์ ลีลาใช้เทคนิคการด้นสดและการด้นสดแบบมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างร่างกายมนุษย์ เสียงนำบทสวดโพชฌังคปริตรพร้อมคำแปลมาประกอบการแสดง ใช้กระจกเงาเป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดง แสดงในสถานที่แบบใดก็ได้ ด้วยการใช้แสงธรรมชาติ ซึ่งหากแสงธรรมชาติส่องสว่างไม่เพียงพอสามารถเพิ่มไฟโคมที่ให้ความขาวสว่างส่งเสริมการเคลื่อนไหว เครื่องแต่งกายสีขาวและสีแดง ผลการประเมินพบว่า ด้านแนวคิดในการแสดง ด้านการออกแบบอุปกรณ์ และด้านการออกแบบพื้นที่แสดง อยู่ในระดับมากที่สุด ดังนั้น ผลงานชิ้นนี้จึงสามารถสะท้อนถึงหลักคิดในบทสวด สามารถสื่อสารความหมายผ่านอุปกรณ์ประกอบการแสดง และมีอิสระในการใช้พื้นที่ในการแสดงได้อย่างชัดเจน</p> ธนันท์พัชร อัศวเสมาชัย Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-07-27 2022-07-27 16 3 15 29 10.14456/nrru-rdi.2022.42 ความสัมพันธ์ระหว่างสติและความเครียดของนักศึกษาพยาบาล : บทบาทอัตโนมัติเป็นตัวแปรคั่นกลาง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/254230 <p> </p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับสติและระดับความเครียด, ความสัมพันธ์ระหว่างสติและความเครียด, อิทธิพลของมิติอัตโนมัติเป็นตัวแปรคั่นกลางระหว่างมิติตระหนักรู้กับความเครียด และเพื่อศึกษาอิทธิพลของมิติอัตโนมัติเป็นตัวแปรคั่นกลางระหว่างมิติตั้งใจกับความเครียด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปี 1-4 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา ประจำปีการศึกษา 2563 จำนวน 670 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเครียด และแบบประเมินสติ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 และ 0.89 ตามลำดับ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการตอบแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิเคราะห์ถดถอย และการวิเคราะห์ตัวแปรคั่นกลางโดยวิธี Baron &amp; Kenny ผลการวิจัยพบว่า ในภาพรวมนักศึกษาพยาบาลมีค่าเฉลี่ยระดับสติเท่ากับ 53.03 และความเครียดอยู่ในระดับปานกลางมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 40.04 สติโดยรวม มิติตระหนักรู้ และมิติตั้งใจมีความสัมพันธ์ทางลบกับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r=-0.45, -0.13, -0.38 ตามลำดับ) ส่วนมิติอัตโนมัติมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.01 (r=0.37) และมิติอัตโนมัติเป็นตัวแปรคั่นกลางสมบูรณ์ระหว่างมิติตระหนักรู้กับความเครียดของนักศึกษาพยาบาล</p> ทยาวีร์ จันทรวิวัฒน์ แสงนภา บารมี Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-05 2022-08-05 16 3 30 41 10.14456/nrru-rdi.2022.43 ความพร้อมในการเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนผู้สูงอายุในช่วงของการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ของนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุในประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/257607 <p> จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการรวมกลุ่มหรือการพบปะสังสรรค์ทางสังคมรวมถึงการจัดกิจกรรมของโรงเรียนผู้สูงอายุที่ทำให้หลายแห่งต้องมีการชะลอการเปิดดำเนินงานหรือการปรับรูปแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับนักเรียนมากยิ่งขึ้น โดยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความผูกพัน ทักษะความสามารถด้านดิจิทัล ความต้องการพัฒนาตนเองและการได้รับการสนับสนุนในการเข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ และวิเคราะห์ปัจจัยที่สามารถจำแนกความพร้อมและความไม่พร้อมในการเข้าร่วมกิจกรรมในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ของนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุจำนวน 795 คน โดยทำการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multistage sampling) จำแนกตามประเภทของโรงเรียนเป็นผู้เรียนโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบ จำนวน 400 คน และผู้เรียนโรงเรียนผู้สูงอายุที่ไม่ได้เป็นต้นแบบจำนวน 400 คน สามารถใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้จริง จำนวน 795 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามซึ่งมีค่า IOC มากกว่า 0.6 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์จำแนกประเภท (Discriminant analysis) แบบขั้นตอน (Stepwise method) ผลการวิจัยพบว่า ความผูกพันต่อโรงเรียนผู้สูงอายุ ทักษะความสามารถด้านดิจิทัล ความต้องการพัฒนาตนเองและการได้รับการสนับสนุน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความผูกพันต่อโรงเรียนผู้สูงอายุ และด้านการได้รับการสนับสนุนอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านความต้องการพัฒนาตนเองในโรงเรียนผู้สูงอายุอยู่ในระดับมาก ในขณะที่ด้านทักษะความสามารถด้านดิจิทัลอยู่ระดับปานกลาง ตัวแปรที่สามารถจำแนกกลุ่มความพร้อม และไม่พร้อมของนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุประเทศไทยในการทำกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ มี 2 ตัวแปร ได้แก่ ด้านทักษะความสามารถด้านดิจิทัล (Digital capability) และด้านการได้รับการสนับสนุน (Support) </p> ปาจรีย์ ผลประเสริฐ กนิษฐา ศรีภิรมย์ ณัฐนันท์ คงยิ่งใหญ่ Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-05 2022-08-05 16 3 42 55 10.14456/nrru-rdi.2022.44 การแสดงสร้างสรรค์ชุด “ถงไทยวน” https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/253253 <p> สัญลักษณ์ที่แสดงถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมดังเช่นถงของชาวไทยวนสระบุรีสามารถนำมาสร้างผลงานสร้างสรรค์ในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการแสดงชุด “ถงไทยวน” โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพกับการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ เริ่มต้นด้วยการสำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร และกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง จำนวน 8 คน ใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำไปสร้างสรรค์ตามองค์ประกอบนาฏศิลป์ เพื่อสี่อสารความหมายผ่านองค์ประกอบการแสดง กำหนดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแบบเจาะจงด้านนาฏศิลป์ 7 คน และด้านดุริยางคศิลป์ 2 คน ใช้แบบประเมินคุณภาพที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการนำเสนอการแสดงต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินผลคุณภาพ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า การแสดงมี 7 องค์ประกอบแสดง ประกอบด้วย 1) การกำหนดแนวคิดและรูปแบบการแสดง 2) การสร้างสรรค์ลีลาท่าทางนาฏศิลป์ 3) การสร้างสรรค์รูปแบบแถวและพื้นที่การแสดง 4) การคัดเลือกผู้แสดง 5) การสร้างสรรค์บทร้องและทำนองเพลงประกอบการแสดง 6) การสร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย และ 7) การคัดเลือกอุปกรณ์ประกอบการแสดง ด้วยการนำเสนอ 3 ช่วง ได้แก่ 1) ที่มาและวัฒนธรรมชาวไทยวนสระบุรี 2) คุณค่าทางวัฒนธรรมของถง และ 3) การร่ายรำของหญิงสาวชาวไทยวนประกอบถง </p> ธิติมา อ่องทอง Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-05 2022-08-05 16 3 56 69 10.14456/nrru-rdi.2022.45 การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครู ด้านการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ด้วยการสอดแทรกสมรรถนะสำคัญ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/254771 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะวิชาชีพครูด้านการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต 2) พัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครูด้านการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิธีวิทยาการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตด้วยการสอดแทรกสมรรถนะสำคัญ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 5 จำนวน 242 คน ที่กำลังฝึกประสบการณ์วิชาชีพในโรงเรียน ได้มาด้วยวิธี การเลือกแบบเจาะจง และนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา 102207 วิธีวิทยาการจัดการเรียนรู้ ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1) แบบสอบถามสมรรถนะวิชาชีพครูด้านการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ (ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60-1.00) 2) แผนการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะด้วยการสอดแทรกสมรรถนะสำคัญ ซึ่งมีค่าความสอดคล้องและเหมาะสม เท่ากับ 4.83 และ 3) แบบวัดสมรรถนะวิชาชีพครู (ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.81) สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 5 มีสมรรถนะวิชาชีพครูด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยตัวบ่งชี้ที่มีค่าเฉลี่ยสมรรถนะวิชาชีพครูสูงสุด คือ ตัวบ่งชี้ที่ 4 การใช้และพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และ 2) นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 มีสมรรถนะวิชาชีพครูด้านการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ รายวิชาวิธีวิทยาการจัดการเรียนรู้ด้วยการสอดแทรกสมรรถนะสำคัญ ส่งผลให้มีสมรรถนะวิชาชีพครูหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสมรรถนะวิชาชีพครูหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> วาสนา กีรติจำเริญ สุภาวดี วิสุวรรณ Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-02 2022-08-02 16 3 70 81 10.14456/nrru-rdi.2022.46 การบริหารจัดการฮัจญ์ของซาอุดิอาระเบีย: สำรวจปัญหาการดำเนินกิจการฮัจญ์ของไทย และรูปแบบการจัดการของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/253864 <p> บทความวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการกิจการฮัจญ์ของซาอุดิอาระเบีย และการบริหารกิจการฮัจญ์ของไทยภายใต้การกำกับดูแลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการฮัจญ์ของไทย และสำรวจตัวแบบการจัดการกิจการฮัจญ์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ คณะวิจัยได้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์เอกสาร และการประชุมระดมสมอง โดยกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญด้วยวิธีเลือกแบบเจาะจงจำนวน 40 คน จากพื้นที่ 3 ภาค คือ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ เครื่องมือที่ใช้ในการการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์แบบไร้โครงสร้าง ผ่านการพิจารณาตามกระบวนการทางจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนา บันทึกเสียง และการจดบันทึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการบรรยายเชิงพรรณนา และดัดแปลงขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพของโคไลซ์ซี (1978) ผลการวิจัยพบว่า ซาอุดิอาระเบียได้นำเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมระบบการบริหารจัดการฮัจญ์ (E-TRACK) ส่งผลให้การบริหารจัดการ มีประสิทธิภาพมากกว่าอดีต ส่วนปัญหาการดำเนินการกิจการฮัจญ์ของไทยมีหลายประการ ทั้งปัญหาการบริหารจัดการฮัจญ์ภายใต้หน่วยงานรัฐ ระบบโควตา การเดินทางโดยสายการบิน การบริการที่พัก อาหารและการเดินทางภายในซาอุดิอาระเบีย ขณะที่การศึกษาตัวแบบจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ล้วนมีโครงสร้างองค์กรที่ทำหน้าที่บริหารจัดการฮัจญ์อย่างเป็นระบบและมีความชัดเจน สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการฮัจญ์ของไทยได้</p> อารีฝีน ยามา ศราวุฒิ อารีย์ ซารีฮาน สุหลง Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-08 2022-08-08 16 3 82 96 10.14456/nrru-rdi.2022.47 โครงการสำรวจการปรับตัวของชุมชนวิถีใหม่ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 จังหวัดน่าน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/253259 <p> โครงการสำรวจการปรับตัวของชุมชนวิถีใหม่ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 จังหวัดน่าน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการใช้ชีวิต การปรับตัว ความวิตกกังวล และการเรียนรู้ของประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สู่การปรับตัวของชุมชนวิถีใหม่ในพื้นที่จังหวัดน่าน 2) ศึกษาผลพัฒนากระบวนการสร้างการเรียนรู้ในการปรับตัวของชุมชนวิถีใหม่ และ 3) จัดทำข้อเสนอแนะแนวทาง การวางมาตรการร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ การศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณ คือ เก็บข้อมูล 400 ครัวเรือน โดยการสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน และใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 20 คน คือ ผู้บริหาร ผู้นำชุมชน โดยการสุ่มอย่างสะดวก และใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผลค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามมากกว่า 0.5 และวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์แล้วมาสรุปผลและอภิปรายผล ผลการศึกษา พบว่า 1) ประชาชนส่วนใหญ่ได้มีการป้องกันตนเองอย่างสม่ำเสมอ และค่อนข้างเชื่อมั่นต่อมาตรการของภาครัฐ โรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตโดยเฉพาะกลุ่มคนในวัยทำงาน 2) จังหวัดน่านได้มีระบบและกลไกในการป้องกันและติดตามการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการจัดตั้งศูนย์บริหารและเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ โดยมีส่วนราชการต่าง ๆ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ และคนในชุมชนได้มีการหารือและตกลงร่วมกันเป็นมติของชุมชนส่งผลให้เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกัน 3) ข้อเสนอแนะแนวทางการวางมาตรการร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่พบว่า ควรใช้บุคลากรรวมถึงเครือข่ายศิษย์เก่า ที่มีความรู้เกี่ยวกับโรคระบาดโควิด และควรทำ MOU ในการทำวิจัยเกี่ยวกับโรคโควิดกับหน่วยงานในพื้นที่ให้มากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิจัย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่สามารถปรับตัวในการใช้ชีวิตวิถีใหม่ สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเรียนรู้ที่จะอยู่กับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ได้ในระยะยาว</p> ปองขวัญ สร่างทุกข์ เจนนภนต์ ภาคภูมิ พิภพ อิทธิโชตน์ โชติกุณฑ์พันธุ์ Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-02 2022-08-02 16 3 97 110 10.14456/nrru-rdi.2022.48 การวิเคราะห์ต้นทุน ผลตอบแทน และอัตราส่วนทางการเงินจากการทอผ้าไหมมัดหมี่ ชุมชนบ้านมาบสมอ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/260437 <p>การวางแผนกำไรของกิจการจำเป็นต้องทราบต้นทุนของผลิตภัณฑ์เพื่อนำไปใช้กำหนดราคาขายได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นงานวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเภทต้นทุน ประเภทผลตอบแทน ปริมาณต้นทุน ปริมาณผลตอบแทน ปริมาณสินทรัพย์รวมของกลุ่ม ปริมาณเงินลงทุนของกลุ่ม วิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน และวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน กำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจงเป็นกลุ่มทอผ้าไหมมัดหมี่ชุมชนบ้านมาบสมอ ตำบลหนองตาด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 15 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างซึ่งผ่านความเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิทางการบัญชีไปเก็บรวบรวมข้อมูลตามเทคนิค AIC วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และหาค่าแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า ประเภทต้นทุน ประกอบด้วย 1) วัตถุดิบทางตรง ได้แก่ ค่าเส้นไหม ค่าด้ายซีกวง ค่าสีย้อมไหม และค่าด่างฟอกไหม 2) ค่าแรงทางตรง ได้แก่ ค่าแรงงจากการทอ ค่าแรงจากการมัดหมี่ ค่าแรงจากการสาวไหม และค่าแรงจากการย้อมสีไหม 3) ค่าใช้จ่ายในการผลิต ได้แก่ ค่าน้ำประปา ค่าฟืน ค่าเชือกฟางมัดหมี่ ค่าน้ำยาล้างไหม ค่าสบู่เทียม และค่าเสื่อมราคา และ 4) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ได้แก่ ค่าขนส่งออก ค่าถุงแพ็ค และค่าสติ๊กเกอร์ สำหรับประเภทผลตอบแทน ได้แก่ รายได้จากการขายผ้าไหมมัดหมี่ โดยมีปริมาณต้นทุนการผลิต 949,060.00 บาท ปริมาณผลตอบแทนจากการขาย 1,300,200.00 บาท จำนวนสินทรัพย์รวม 76,910.00 บาท จำนวนเงินลงทุน 105,000.00 บาท และกำไรขั้นต้น 351,140.00 บาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 27.01% กำไรสุทธิ 315,806.00 บาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 24.29% ปริมาณการขาย ณ จุดคุ้มทุน 4.59 ผืน หรือ 5 ผืน คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงาน 24.29% อัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROI) 300.77% และอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) 410.62%</p> ผกามาศ บุตรสาลี Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-08 2022-08-08 16 3 111 123 10.14456/nrru-rdi.2022.49 ประสิทธิภาพการบูรณาการศาสตร์การจัดการกับศาสตร์คหกรรม สำหรับหลักสูตรประกาศนียบัตรแบบโมดูลเพื่อตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/260315 <p>&nbsp;</p> <p>ศาสตร์ทางการเรียนการสอนที่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงเนื้อหาสาระรายวิชาให้เป็นหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน โดยกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพการบูรณาการศาสตร์การจัดการกับศาสตร์คหกรรมในหลักสูตรประกาศนีบัตรแบบโมดูลของสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กำหนดกลุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็นขนาดเล็กด้วยการสุ่มตัวอย่างตามวิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงและแบบอาสาสมัคร 49 คน ใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรแบบโมดูล 5 หลักสูตร แบบประเมินประสิทธิภาพหลักสูตร และแบบประเมินความพึงพอใจ ซึ่งได้รับการลงมติเป็นเอกฉันท์แบบเหมาะสม เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการทดสอบก่อนและหลัง วิเคราะห์ข้อมูลการทดสอบประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้วยการทดสอบที และประเมินความพึงพอใจด้วยการหาค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ทุกหลักสูตรมีประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยหลังการอบรมมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่าก่อนอบรมทุกหลักสูตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรทุกหลักสูตรอยู่ในระดับมากที่สุด อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าหลักสูตรทั้ง 5 หลักสูตร สามารถนำไปใช้ฝึกอบรมให้กับผู้สนใจได้อย่างมีประสิทธิผลและสร้างคุณค่าให้กับสังคม</p> วัฒนาภรณ์ โชครัตนชัย หงส์วริน ไชยวงศ์ เมลดา อภัยรัตน์ ณภัค คณารักษ์เดโช กติกา กลิ่นจันทร์แดง ชิตวรา บรรจงปรุ ศิริพร เลิศยิ่งยศ ชิษณุพงศ์ ธนพิบูลพงศ์ ขวัญอิสรา ภูมิศิริไพบูลย์ Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-04 2022-08-04 16 3 124 137 10.14456/nrru-rdi.2022.50 การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฝ่าฟันอุปสรรค ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/254660 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ 2) พัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมแนะแนว และ 3) ศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจงเป็นกลุ่มผู้ให้ข้อมูล 12 คน กลุ่มตัวอย่าง 172 คน กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ครูระดับประถมศึกษา 2 คน และกลุ่มทดลอง 104 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร และแบบสอบถาม มีความสอดคล้องระดับมาก ประเด็นสนทนามีความสอดคล้องระดับมากที่สุด แบบประเมินโครงร่างความเหมาะสมของรูปแบบ มีความเหมาะสมระดับมากที่สุด แบบวัดความสามารถ และแบบประเมินความพึงพอใจ มีความเที่ยงเท่ากับ 0.93 และ 0.92 ตามลำดับ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่ม การแจกและรับกลับคืนการตอบแบบสอบถาม และการทดลองก่อนและหลัง สำหรับวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา สถิติค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาคือ ครูยังขาดประสบการณ์ในการสอน ความต้องการคือ การอบรมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ส่วนนักเรียนมีสภาพปัญหาในการพัฒนาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) รูปแบบการจัดกิจกรรมแนะแนวที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบ ซึ่งมีความเหมาะสมโดยรวมยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) นักเรียนกลุ่มทดลองมีความสามารถในการเผชิญและฝ่าฟันอุปสรรคเพิ่มขึ้นก่อนการทดลอง โดยมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก </p> ศิริพร เกตุสระน้อย สิริลักษณ์ วนพร Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-08 2022-08-08 16 3 138 151 10.14456/nrru-rdi.2022.51 SMART TEACHING PRACTICES OF JUNIOR HIGH SCHOOL TEACHERS UNDER THE KHON KAEN UNIVERSITY (KKU) SMART LEARNING PROJECT https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/257700 <p> </p> <p>การเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาของไทย ส่วนหนึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาสมรรถนะครูจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงชั้นเรียน สภาพการเรียนรู้และวิธีการสอนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาการสอนแบบสมาร์ต งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการสอนแบบสมาร์ตของครูระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในโครงการนวัตกรรมการเรียนรู้แบบสมาร์ตของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งมีแนวคิดการสอนแบบสมาร์ตประกอบด้วย 1) การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้และการวางแผนการจัดการเรียนรู้ 2) วิธีการสอนและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และ 4) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 โดยส่งไปยังกลุ่มเป้าหมายด้วยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงซึ่งเป็นครูในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-ม.3) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 205 แห่ง จำนวน 1,500 ชุด ได้รับกลับคืน 1,226 ชุด นำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าน้ำหนักองค์ประกอบ ผลการวิจัยพบว่า ครูได้นำแนวคิดการสอนแบบสมาร์ตไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนในระดับมากทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1) การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้และการวางแผนการจัดการเรียนรู้ 2) วิธีการสอนและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และ 4) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ซึ่งครูได้มีการกระตุ้นให้นักเรียนแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมชั้นทั้งในการสอนแบบในชั้นเรียนและแบบออนไลน์ นอกจากนี้ ครูได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและคอมพิวเติอร์ในการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ การบันทึกผลลัพธ์การเรียนรู้ และการติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนด้วย</p> Theeradej Manakul กุลธิดา ท้วมสุข อนุชา โสมาบุตร Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-07-27 2022-07-27 16 3 152 166 10.14456/nrru-rdi.2022.52 การสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการถอดแบบชุมชน : กรณีการใช้จอบ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/254663 <p> กระบวนการถอดแบบชุมชนเป็นการนำความรู้ที่เกิดจากการสะสมประสบการณ์ที่ผ่านการพิสูจน์โดยตรงจากผู้ปฏิบัติงานจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวคนมาถ่ายทอดให้กับผู้ที่ขาดความรู้และประสบการณ์ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสียหายที่เกิดจากการลองผิดลองถูกในการทำงาน การศึกษาวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการถอดแบบชุมชนกรณีการใช้จอบ กำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญด้วยวิธีการเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 11 คน ที่เกิดในครอบครัวเกษตรกรรม และปัจจุบันยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่มีการใช้เครื่องผ่อนแรงทางการเกษตร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างเกี่ยวกับองค์ความรู้เรื่องวิธีการเลือก และวิธีการเก็บรักษาจอบ และแบบสังเกตองค์ความรู้เรื่องวิธีการใช้จอบ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการประจำหลักสูตร เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับองค์ความรู้วิธีการเลือกและวิธีการเก็บรักษาจอบ ร่วมกับการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมด้านองค์ความรู้เรื่องวิธีการใช้จอบ โดยใช้กล้องบันทึกภาพรายละเอียดขณะใช้จอบ ด้วยเทคนิคการถ่ายภาพแบบโรโตสโคป (Rotoscope) วิเคราะห์ข้อมูลวิธีการเลือกใช้ และวิธีการเก็บรักษาจอบ โดยใช้สถิติหาความถี่ร่วมกับการหาค่าเฉลี่ย วิเคราะห์ข้อมูลองค์ความรู้เรื่องวิธีการใช้จอบ โดยการวิเคราะห์ภาพถ่ายกิริยาและพฤติกรรมที่ซ้ำ ๆ กัน ขณะใช้จอบ ผลการศึกษาพบว่าองค์ความรู้เรื่องจอบ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) องค์ความรู้เรื่องการเลือกใช้จอบ 2) องค์ความรู้เรื่องวิธีการใช้จอบ และ 3) องค์ความรู้เรื่องวิธีการเก็บรักษาจอบ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ถอดแบบจากทักษะความชำนาญและประสบการณ์ที่สะสมเป็นระยะเวลานานของผู้ให้ข้อมูลสำคัญ สอดคล้องกับหลักการได้เปรียบเชิงกลของเครื่องผ่อนแรงทางเกษตรและหลักการยศาสตร์ ที่เมื่อนำไปปฏิบัติแล้วจะสามารถใช้จอบได้อย่างปลอดภัย ลดอาการบาดเจ็บและลดการใช้เครื่องจักรกลเกษตรที่มีน้ำหนักมากอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางการภาพของดินต่อไป</p> ภาณุชัย ประมวล ศักดิ์ศรี รักไทย Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-17 2022-08-17 16 3 167 178 10.14456/nrru-rdi.2022.53 รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดกำแพงเพชร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/253631 <p> การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ตามวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการพัฒนาครู 2 วิธี ได้แก่ วิธีการใช้แบบสอบถาม และวิธีการสนทนากลุ่ม 2) การพัฒนารูปแบบ 4 วิธี ได้แก่ (1) วิธีการศึกษาเอกสาร (2) วิธีการสัมภาษณ์ (3) วิธีการพัฒนารูปแบบ และ (4) วิธีการตรวจสอบร่างรูปแบบ และ 3) การทดลองใช้และประเมินรูปแบบการพัฒนาครู โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจงเป็นกลุ่มตัวอย่าง 351 คน กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 29 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล 64 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้ผ่านการพิจารณาค่าความเชื่อมั่นและสามารถนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างได้จริง ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ร่างรูปแบบ แบบบันทึกการตรวจสอบรูปแบบ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบประเมินผลองค์ประกอบ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการรับ-ส่งทางไปรษณีย์ การจัดสนทนากลุ่ม การจัดสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ และการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหา สร้างข้อสรุป สรุปผลการยกร่างรูปแบบ การสังเคราะห์และจำแนกองค์ประกอบเป็นรายด้าน ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนมีการดำเนินการแบบมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเพื่อการพัฒนาครูมากที่สุด แต่มีการกำหนดกิจกรรมการพัฒนาครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ครู น้อยที่สุด ส่วนปัญหาที่พบมากที่สุดคือ การวางแผนการพัฒนาครู, กำหนดหลักสูตร เนื้อหา กิจกรรม วิธีการพัฒนาไปสู่การปฏิบัติ การดำเนินการพัฒนาครู และการนำแผนการพัฒนาไปสู่การปฏิบัติ 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ บริบทของการพัฒนา กระบวนการพัฒนา การประเมินผลการพัฒนา และเงื่อนไขของความสำเร็จ และ 3) ครูมีความพึงพอใจเรื่องการให้คำปรึกษา ชี้แนะ แนะนำการช่วยเหลือเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มากที่สุด โดยองค์ประกอบที่ 3, 5 และ 6 มีความเป็นประโยชน์ องค์ประกอบที่ 2 มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ระดับมากที่สุด ส่วนองค์ประกอบที่ 1 และ 4 มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ระดับมาก </p> ยุเวช ทองนวม สุนทรี ดวงทิพย์ สามารถ กมขุนทด Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-08 2022-08-08 16 3 179 192 10.14456/nrru-rdi.2022.54 การพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุติดบ้านหรือติดเตียง ในชุมชนบ้านดอนแสลบ จังหวัดกาญจนบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/254588 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุติดบ้านหรือติดเตียงในชุมชนบ้านดอนแสลบ จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ให้ข้อมูล คือ ทีมสหวิชาชีพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 16 คน อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ 12 คน และผู้ใหญ่บ้าน 1 คน กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้สูงอายุติดบ้านหรือติดเตียงและหรือผู้ดูแลผู้สูงอายุ 31 ครอบครัว เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก และแบบตรวจสุขภาพช่องปาก เกณฑ์การวัดฟันผุใช้ดัชนีตรวจช่องปากตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ระดับคราบจุลินทรีย์บนผิวฟันจากดัชนีอนามัยช่องปากอย่างง่าย และระดับคราบบนลิ้นจากดัชนีคราบที่ลิ้นของวินเกล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา แจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ เกิดเป็นระบบที่ประกอบด้วย 1) ค้นหาผู้สูงอายุติดบ้านหรือติดเตียง 2) จัดกลุ่มผู้สูงอายุเข้าโครงการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง 3) ตรวจสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ 4) วางแผนดูแลสุขภาพทั่วไปและสุขภาพช่องปากรายบุคคล 5) ของบประมาณจากองค์กรท้องถิ่น 6) พัฒนาความรู้และทักษะการแนะนำการดูแลสุขภาพช่องปากให้แก่อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ 7) ดูแลและติดตามสุขภาพทั่วไปและสุขภาพช่องปากรายบุคคล และ 8) ใช้เทคโนโลยีเพื่อติดต่อสื่อสาร ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลง คือ ผู้สูงอายุติดบ้านหรือติดเตียงทุกคนทำความสะอาดช่องปากด้วยตนเองหรือโดยผู้ดูแลด้วยความถี่เพิ่มขึ้น วิเคราะห์ค่าข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ paired t-test พบว่าค่าเฉลี่ยแผ่นคราบจุลินทรีย์ลดลงจาก 2.54±0.60 เป็น 1.48±0.68 (p&lt;0.001) และค่าเฉลี่ยคราบที่ลิ้นลดลงจาก 1.59±0.57 เป็น 1.31±0.60 (p=0.009) </p> ชิสา ตัณฑะกูล จันทร์พิมพ์ หินเทาว์ วรรธนะ พิธพรชัยกุล Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-02 2022-08-02 16 3 193 206 10.14456/nrru-rdi.2022.55 ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/254673 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง จากแพทย์แผนไทย จำนวน 10 คน และผู้ที่มารับบริการ จำนวน 36 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งทุกข้อคำถามมีค่าความตรงมากกว่า 0.5 เก็บรวบรวมข้อมูลจากแพทย์แผนไทยโดยวิธีการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ จำนวน 2 ครั้ง ห่างกันครั้งละไม่น้อยกว่า 1 เดือน และสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้มารับบริการ 3-5 ท่านต่อแพทย์แผนไทย 1 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าแพทย์แผนไทยส่วนใหญ่อธิบายว่าความดันโลหิตสูงเกิดจากความผิดปกติของธาตุลมและไฟ การรักษาเน้นการปรับสมดุลของธาตุ โดยพบวิธีการรักษาโรคความดันโลหิตสูง 4 วิธี คือ 1) จ่ายยาสมุนไพรรสสุขุม เช่น ยาหอมเทพจิตร ยาหอมนวโกฐ 2) การนวดเบา ๆ เช่น นวดฝ่าเท้า นวดคลายบริเวณคอบ่าไหล่ นวดศีรษะและใบหน้า 3) การพอกยาสมุนไพรรสเย็น เช่น ฟ้าทะลายโจร รางจืด พญายอ ย่านาง 4) การประคบสมุนไพร และพบว่าผู้มารับบริการส่วนใหญ่รักษาควบคู่กับแผนปัจจุบัน โดยเชื่อว่าจะช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต และบรรเทาอาการแทรกซ้อน ดังนั้นควรมีการศึกษาประสิทธิผล และความปลอดภัย เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการรักษา</p> อำพล บุญเพียร สนั่น ศุภธีรสกุล ธัญญลักษณ์ ศิริยงค์ Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-02 2022-08-02 16 3 207 221 10.14456/nrru-rdi.2022.56 การพัฒนาแอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิตสำหรับการให้การปรึกษารายบุคคลแบบออนไลน์เพื่อลดความเครียดของวัยรุ่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/256169 <p> การใช้แอปพลิเคชันเป็นเครื่องมือในการเพิ่มช่องทางการให้คำปรึกษาเพื่อช่วยบรรเทาอาการทางสุขภาพจิตและเพิ่มความสุขทางใจสำหรับวัยรุ่น นำมาสู่วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิตสำหรับการให้การปรึกษารายบุคคลแบบออนไลน์ และทำการเปรียบเทียบค่าคะแนนความเครียดก่อนและหลังการให้การปรึกษารายบุคคลแบบออนไลน์ กำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง จำนวน 2 กลุ่ม รวม 15 คน ได้แก่ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และกลุ่มทดลองซึ่งเป็นผู้สมัครใจ 10 คน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการให้การปรึกษารายบุคคลออนไลน์ แบบประเมินความเหมาะสม แอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิต ที่สร้างขึ้นโดยผ่านความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษา แบบวัดความเครียด SPST-20 ของกรมสุขภาพจิต และแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 3.20 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสม และกลุ่มทดลองทำแบบวัด และการวิจัยกลุ่มเดี่ยวทดสอบก่อนและหลัง จำนวน 5 ครั้ง ครั้งละ 45 นาที และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติทดสอบ Z-test ผลการศึกษา พบว่า แอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิตที่พัฒนาขึ้น มีโปรแกรมแสดงเมนูกิจกรรมที่ผู้รับการปรึกษาสามารถใช้งานได้ ประกอบด้วย ประเมินสุขภาพจิต ปฏิทินรับบริการ มุมฝึกคิด ห้องรับการปรึกษา ไดอารี มุมผ่อนคลาย ข้อตกลงบริการ และเกี่ยวกับการใช้โปรแกรม ที่มีความเหมาะสมมากที่สุด ซึ่งกลุ่มทดลองมีระดับความเครียดลดลงภายหลังได้รับการปรึกษารายบุคคลแบบออนไลน์และแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้น โปรแกรมที่พัฒนาด้วยแอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิตมีคุณสมบัติและลักษณะสอดคล้องกับความต้องการใช้งานบนโลกแห่งเทคโนโลยีไร้การสัมผัสได้อย่างแท้จริง</p> คณิติน จรโคกกรวด ลักขณา สริวัฒน์ Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-05 2022-08-05 16 3 222 235 10.14456/nrru-rdi.2022.57 กระบวนการขับเคลื่อนและการปรับตัวของชุมชนในการดำเนินงานการศึกษาทางเลือกของศูนย์การเรียนหญ้าเป็ดน้ำ จังหวัดแม่ฮ่องสอน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/252339 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการขับเคลื่อนและการปรับตัวของชุมชนในการดำเนินงานการศึกษาทางเลือกของศูนย์การเรียนหญ้าเป็ดน้ำ การออกแบบการวิจัยยึดตามวิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยแนวทางกรณีศึกษา ชุมชนที่ศึกษาเลือกมาด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงคือชุมชนหญ้าเป็ดน้ำ ซึ่งตั้งอยูในจังหวัดแม่ฮ่องสอน การรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญจำนวน 21 คน ควบคู่กับการสังเกตแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามที่มีโครงสร้าง และ 2) แบบบันทึกพฤติกรรมการดำเนินกิจกรรม ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากอาจารย์ที่ปรึกษา ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดหมวดหมู่ การตีความ และการวิเคราะห์เหตุผลเชิงตรรกะ ผลการวิจัย พบว่า ชุมชนหญ้าเป็ดน้ำมีกระบวนการขับเคลื่อนการศึกษา 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การสร้างความตระหนักในการเป็นนักพัฒนาท้องถิ่นแก่เยาวชน 2) การสร้างกลุ่มเพื่อจัดตั้งศูนย์การเรียนในชุมชน 3) การดำเนินการจัดการศึกษาบนฐานของชุมชนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต 4) การถอดบทเรียนเพื่อทบทวนกิจกรรม ค้นหาปัญหาที่เกิดขึ้น และหาแนวทางแก้ไข 5) การขยายผลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน และ 6) การสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 การปรับตัวของศูนย์การเรียนหญ้าเป็ดน้ำมี 2 ระดับ คือ 1) ระดับชุมชนและองค์กร ซึ่งมี 2 ลักษณะคือการปรับตัวโดยการสู้และการประนีประนอมกับสถานการณ์ และ 2) ระดับบุคคล ซึ่งมี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอัตมโนทัศน์ ด้านบทบาทหน้าที่ และด้านการพึ่งพาอาศัย</p> วนิดา นาคีสังข์ พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ อาแว มะแส Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-17 2022-08-17 16 3 236 248 10.14456/nrru-rdi.2022.58 การศึกษาทักษะการอ่านและทักษะการเขียนเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/254035 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการอ่านและทักษะการเขียนเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านและทักษะการเขียนเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน ระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา จำนวน 184 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน มีค่าความเหมาะสมเท่ากับ 4.92 แบบวัดทักษะการอ่าน มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 แบบวัดทักษะการเขียนเพื่อการสื่อสาร มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ผลการศึกษา พบว่า 1) ทักษะการอ่านและทักษะการเขียนเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 2) ทักษะการอ่านและทักษะการเขียนเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> อภิญญา แจ่มเจริญ วาสนา กีรติจำเริญ Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-07-27 2022-07-27 16 3 249 260 10.14456/nrru-rdi.2022.59 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์และพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาของโพลยา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NRRU/article/view/255457 <p> ประสิทธิภาพของแนวคิดที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อมุ่งเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักยภาพในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) เปรียบเทียบพฤติกรรมการทำงานเป็นกลุ่ม ก่อนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาของโพลยา กำหนดกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดเล็กแบบเจาะจง จำนวน 13 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน ที่มีความสอดคล้องและเหมาะสมมากที่สุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.72 และแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการทดสอบก่อนเรียน ดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ วัดผลสัมฤทธิ์และพฤติกรรมหลังเรียน โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 78.46 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และมีพฤติกรรมการทำงานกลุ่มด้านการแสดงความคิดเห็นขณะทำงานกลุ่มสูงที่สุด ดังนั้น การสอนโดยใช้เทคนิคกลุ่มผลลัพธ์ร่วมกับวิธีการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์มีความครอบคลุมพฤติกรรมของนักเรียน</p> อุษา จวนสูงเนิน อิสรา พลนงค์ Copyright (c) 2022 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-08-05 2022-08-05 16 3 261 272 10.14456/nrru-rdi.2022.60