https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/issue/feed Journal of Public Policy and Public Affairs 2026-03-05T08:58:41+07:00 Open Journal Systems <p><strong>วารสารนโยบายและกิจการสาธารณะมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์ นโยบายสาธารณะ กิจการสาธารณะ และประเด็นทางสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง </strong></p> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/281854 แนวทางการธำรงรักษาผู้ปฏิบัติงานที่มีศักยภาพสูงขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ 2025-07-04T12:40:20+07:00 Thanomsak Chiablaem misskwanfio@gmail.com Supunyada Suntornnond dr.supunyada@gmail.com <p>การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ศึกษาแนวทางการธำรงรักษาผู้ปฏิบัติงานที่มีศักยภาพสูงขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ปฏิบัติงานที่มีศักยภาพสูงขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และ (3) เสนอแนะแนวทางในการธำรงรักษาของผู้ปฏิบัติงานที่มีศักยภาพสูงขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้</p> <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเป็นเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก และข้อมูลทุติยภูมิที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร งานวิจัย และบทความที่เกี่ยวข้องโดยเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก กระบวนการวิธีสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการศึกษา รวม <br />15 คน ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานที่มีศักยภาพสูงที่ปฏิบัติงานในสำนักงานกลาง จำนวน 6 คน, ผู้บังคับบัญชาของผู้ปฏิบัติงานที่มีศักยภาพสูงที่มีบทบาทในการดูแลและสนับสนุนการทำงาน จำนวน 6 คน และผู้บริหารองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการในองค์การ จำนวน 3 คน วิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลของการศึกษาครั้งนี้จะใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสร้างข้อสรุปคือ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัยเป็นวิธีการตีความสร้างข้อสรุปข้อมูลจากข้อมูลหรือปรากฏการณ์ที่พบ และนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างข้อสรุปที่ได้การจากศึกษา</p> <p>ผลจากการศึกษาค้นพบว่า (1) ความสำเร็จในการทำงาน, การยอมรับนับถือ, ลักษณะงาน, ความรับผิดชอบ, ความก้าวหน้าในตำแหน่ง, เงินเดือน, โอกาสก้าวหน้า, ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล, การปกครองบังคับบัญชา, นโยบายและการบริหาร, สภาพการปฏิบัติงาน, สถานภาพของวิชาชีพ, ความมั่นคงในการปฏิบัติงานและชีวิตความเป็นอยู่ส่วนตัว (2) ปัจจัยที่ส่งผลแรงจูงใจในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานที่มีศักยภาพสูงขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และ (3) เสนอแนวทางในการธำรงรักษาผู้ปฏิบัติงานที่มีศักยภาพสูงขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ได้แก่ การสนับสนุนงบประมาณให้พนักงานได้พัฒนาตนเองอย่างเหมาะสม การส่งเสริมโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพอย่างเท่าเทียมกัน ควรมีการจ่ายค่าตอบแทนอื่นๆ นอกเหนือจากเงินเดือน เช่นค่าวิชาชีพ ค่าความสามารถภาษา และการพิจารณาจัดสรรโบนัสให้กับพนักงานเพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจ การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในหมู่พนักงาน รวมไปถึงควรมีนโยบายในการบริหารความสมดุลระหว่างชีวิตความอยู่ส่วนตัวและงานของพนักงานด้วย</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 Journal of Public Policy and Public Affairs https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/287354 ปัญหาและแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรมุกดาหารภายหลังภาวะการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อโควิด-19 2026-03-05T08:58:41+07:00 Sahasan Thanathanatip sahasan20@gmail.com Noppon Akahat noppon.aka@stou.ac.th Phanompatt Smitananda Phanompatt.Smi@stou.ac.th <p>การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา คือ 1) ปัญหาและอุปสรรคการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรมุกดาหาร ภายหลังภาวะการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อโควิด-19 และ 2) แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรมุกดาหาร ภายหลังภาวะการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อโควิด-19 การศึกษานี้ ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล จำนวน 11 ราย ซึ่งเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จากเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรมุกดาหารที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสร้างข้อสรุปและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1) ปัญหาและอุปสรรคการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรมุกดาหาร ภายหลังภาวะการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อโควิด-19 แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ (1) ปัญหาด้านคุณภาพการดำเนินงาน (2) ปัญหาด้านปริมาณงาน (3) ปัญหาด้านเวลาดำเนินงาน และ(4) ปัญหาด้านทรัพยากร และ 2) แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรมุกดาหารภายหลังภาวะการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อโควิด-19 แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ &nbsp;(1) การเพิ่มประสิทธิภาพด้านคุณภาพการดำเนินงาน (2) การเพิ่มประสิทธิภาพด้านปริมาณงาน (3) การเพิ่มประสิทธิภาพด้านเวลาดำเนินงาน และ (4) การเพิ่มประสิทธิภาพด้านทรัพยากร</p> 2026-03-05T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/283687 การพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน ของสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2025-09-24T16:59:49+07:00 Passakorn Thongbai paskornthong@gmail.com Chompoonuch Hunnak chompoonuch.hun@stou.ac.th Theppasak Boonyarataphan Theppasak.Boo@stou.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาในครั้งนี้ มีขอบเขตเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิบัติงานกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนของสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน (2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคการปฏิบัติงาน และ (3) เสนอแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การศึกษานี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวนทั้งสิ้น 10 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้ปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ส่วนประสานการเมือง จำนวน 5 ราย และประชาชนที่มารับบริการงานเรื่องร้องเรียน จำนวน 5 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีอุปนัย</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษา พบว่า (1) ด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติงานกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนของสำนักงาน มีการดำเนินงานสำเร็จตรงเวลาตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยจัดเป็นความสำคัญในลำดับแรก เนื่องจากเป็นขั้นตอนแรกในกระบวนการปฏิบัติงานรับเรื่องร้องเรียน อาจจะมีความผิดพลาดบ้างเล็กน้อย (2) ปัญหาและอุปสรรคการปฏิบัติงานกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนของสำนักงาน หน่วยงานไม่สามารถให้ข้อมูลในเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งในภาพรวมไม่สามารถทราบระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานผู้ปฏิบัติได้ และบุคลากรผู้ปฏิบัติงานไม่เพียงพอ ในการลงพื้นที่ต้อนรับกลุ่มมวลชน จึงต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุน รวมทั้งไม่มีเทคโนโลยีในการช่วยปฏิบัติงาน ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน (3) แนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนของสำนักงาน ควรมีการเตรียมความพร้อม(ก) บุคลากร พัฒนาทักษะและองค์ความรู้ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้แก่บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน เครือข่ายและประชาชน (ข) วัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และ (ค) เทคโนโลยี ในการสนับสนุนการปฏิบัติงาน รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานผู้ปฏิบัติในสังกัดที่เกี่ยวข้อง</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 Journal of Public Policy and Public Affairs https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/283663 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอมะนัง จังหวัดสตูล 2025-09-23T19:43:09+07:00 Thatphicha Khongkhwan khongkhwan.2607@gmail.com Theppasak Boonyarataphan Theppasak.Boo@stou.ac.th <p><strong> </strong>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอมะนัง จังหวัดสตูล (2) ศึกษาเปรียบเทียบระดับประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ในอำเภอมะนัง จังหวัดสตูล จำแนกตามปัจจัยต่างๆ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆกับประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอมะนัง จังหวัดสตูล (4) เสนอแนะแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอมะนัง จังหวัดสตูล</p> <p> การศึกษานี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 205 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง บุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล ได้จากสูตรของ ทาโร่ ยามาเน่ จำนวน 136 คน ผู้ศึกษาเลือกใช้วิธีการสุ่มตัวอย่าง 2 ขั้นตอน ได้แก่ การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิและการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริหารขององค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 8 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 4 คน ได้แก่ นายก อบต. และ ปลัด อบต.ใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการนำมาตรวจสอบข้อมูลสามเส้าด้านข้อมูล จากนั้นวิเคราะห์เนื้อหา โดยการจัดหมวดหมู่ตามเนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า (1) ระดับประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอมะนัง จังหวัดสตูล อยู่ในระดับมาก (2) ประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลปาล์มพัฒนา และองค์การบริหารส่วนตำบลนิคมพัฒนา มีความแตกต่างกัน ใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านส่งเสริมคุณภาพชีวิต และด้านการวางแผน การส่งเสริมการลงทุน พาณิชกรรมและการท่องเที่ยว ส่วนด้านอื่นๆ ไม่มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ณ ระดับ 0.05 (3) การจัดการภาครัฐแนวใหม่ การจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่ การบริการสาธารณะแนวใหม่ และหลักธรรมาภิบาล มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะ โดยที่ปัจจัยทั้ง 4 ด้าน มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับ ปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ณ ระดับ 0.05 (4) แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะ ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้ มีงบประมาณที่เพียงพอ มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการสาธารณะ มีการปรับแก้กฎหมาย ระเบียบ ให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงาน รวมทั้งประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายจากภายนอกในการให้บริการสาธารณะ และควรเตรียมแผนรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม</p> <p> </p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 Journal of Public Policy and Public Affairs https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/287353 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการจัดการขยะของประชาชนในองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-03-05T08:39:53+07:00 Anchisa Rueangsung 2663002430@stou.ac.th Kanjana Boonyoung Kanjana.Boo@stou.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับพฤติกรรมการจัดการขยะ ระดับความรู้ ระดับเจตคติ ระดับการมีส่วนร่วม และระดับความคิดเห็นต่อผู้นำชุมชนของประชาชนในองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช และ (2) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการจัดการขยะของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยประชากรคือประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 16,325 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ ทาโร่ ยามาเน่ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบ One-Sample t-test และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการจัดการขยะของประชาชนในองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรืออยู่ในระดับบ่อยครั้ง ขณะที่ระดับเจตคติและความคิดเห็นต่อผู้นำชุมชนอยู่ในระดับมาก ส่วนระดับความรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการจัดการขยะของประชาชน ได้แก่ อาชีพประเภทอื่น ๆ เช่น พ่อบ้าน แม่บ้าน และผู้เกษียณอายุ อาชีพธุรกิจส่วนตัวหรือค้าขาย การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ ผู้นำชุมชนแบบไม่เป็นทางการ ภาวะผู้นำแบบชี้แนะหรือกระตุ้น และเจตคติเกี่ยวกับการจัดการขยะในชุมชน โดยปัจจัยดังกล่าวสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการจัดการขยะของประชาชนตามแนวคิด 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) ได้ร้อยละ 27 (R² = .270) ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่าควรส่งเสริมบทบาทของผู้นำชุมชนแบบไม่เป็นทางการในการขับเคลื่อนการจัดการขยะในระดับพื้นที่ รวมทั้งพัฒนานโยบายด้านแรงจูงใจจากผลประโยชน์ของการคัดแยกขยะเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างเจตคติเชิงบวกต่อการจัดการขยะในชุมชนผ่านกระบวนการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ ตลอดจนการสนับสนุนให้ผู้นำชุมชนแบบเป็นทางการพัฒนาและประยุกต์ใช้ภาวะผู้นำแบบชี้แนะและกระตุ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเสริมและขับเคลื่อนการจัดการขยะอย่างยั่งยืนในชุมชน</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 Journal of Public Policy and Public Affairs