Journal of Public Policy and Public Affairs https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA <p><strong>วารสารนโยบายและกิจการสาธารณะมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์ นโยบายสาธารณะ กิจการสาธารณะ และประเด็นทางสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง </strong></p> en-US Sat, 05 Sep 2026 18:08:32 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 กลไกการอภิบาลความร่วมมือเชิงพื้นที่ในการจัดการปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละออง (PM 2.5): กรณีศึกษาอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/286633 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) กลไกการอภิบาลความร่วมมือเชิงพื้นที่ 2) ปัญหาการดำเนินงาน และ 3) แนวทางการพัฒนากลไกการอภิบาลความร่วมมือเชิงพื้นที่ในการจัดการปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง (PM 2.5) ในพื้นที่กรณีศึกษาอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่</p> <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) ทำการเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 13 ราย ซึ่งใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประสานความร่วมมือในการบริหารจัดการปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง (PM 2.5) ในพื้นที่ ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ วิเคราะห์ข้อมูลแบบการวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบความถูกต้องด้วยวิธีแบบสามเส้าด้านข้อมูล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) กลไกการอภิบาลความร่วมมือในพื้นที่ เริ่มต้นจากความตระหนักถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม การเข้ามาของแต่ละภาคส่วนมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การสร้างความร่วมมือและความไว้วางใจเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการปัญหานี้อย่างยั่งยืน โดยต้องมีการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง (PM 2.5) ผ่านกลไกการอภิบาลความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ 2) ปัญหาการดำเนินงาน ได้แก่ สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ยากในการแก้ไขในระยะสั้น เนื่องจากมีความเชื่อผิดๆ ของประชาชนและสภาพภูมิประเทศที่ไม่เหมาะสมต่อการควบคุมไฟป่า การทำงานจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน และ 3) แนวทางการพัฒนา ได้แก่ การให้ชุมชนมีบทบาทหลักในการจัดการปัญหาตามบริบทพื้นที่ การสนับสนุนจากภาครัฐในการส่งเสริมความรู้ ทรัพยากร และการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ส่งเสริมความร่วมมือของชุมชนจะทำให้ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในระยะยาว</p> Pattana Kamano, Noppon Akahat , Narathip Sriram Copyright (c) 2026 Journal of Public Policy and Public Affairs https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/286633 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Civic Volunteerism in Crisis Response: The Formation, Roles, and Coordination of the Zendai Group in Thailand https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/289270 <p>The global outbreak of the 2019 novel coronavirus, known as COVID-19 has enormously affected global societies and public health systems. Within this context, civic volunteerism has emerged to respond to the pandemic. Consequently, the Zendai Group was one of those groups. The aims of the study were: 1) to investigate the formation and role of the Zendai group in combating the Spread of COVID-19, and 2) to provide policy recommendations for enhancing civic volunteer system in preventing and solving the problem of future pandemics. This research was a qualitative case study using secondary data synthesis methodology, which involved analyzing secondary documents such as publications, online media, news articles, and media interviews, along with conducting in-depth interviews to triangulate the data. The reliability of the data was ensured through relevant verification methods, including triangulation methods, thematic analysis, and content analysis.</p> <p>The findings revealed that several key conditions influenced the Zendai Group in volunteering, including collaboration and networks, technology use, administrative government policies, external environmental conditions, and operational factors related to motivation. A notable finding was the lack of defined professional roles and identities within the group. These conditions significantly shape the effectiveness of volunteer efforts in addressing the spread of COVID-19. The policy recommendation suggested enhancing the volunteer system requires the government to implement clear guidelines that define volunteer roles, leverage resources and expertise from diverse sectors, develop robust crisis management platforms, and give training opportunities to citizens. By adopting these policy suggestions, the government can empower volunteers, foster community engagement, and build a more resilient and effective response to societal challenges.</p> Suwida Nuamcharoen Copyright (c) 2026 Journal of Public Policy and Public Affairs https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/289270 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาปัญหาในการแจ้งเบาะแสการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของเครือข่ายภาคประชาชน “สตรอง” จังหวัดอ่างทอง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/289389 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ระบบ กลไก การบริหารและสภาพปัญหาการดำเนินงานการแจ้งเบาะแสการทุจริตของเครือข่ายภาคประชาชน “สตรอง” จังหวัดอ่างทอง (2) วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จและความล้มเหลว ในการแจ้งเบาะแสการทุจริต และ (3) เสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการแจ้งเบาะแสเพื่อใช้ในการป้องปรามการทุจริตเกี่ยวกับการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ</p> <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการศึกษาเอกสาร จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม จำนวน 15 คน โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากบุคคล ได้แก่ 1) กลุ่มผู้บริหารและผู้กำกับดูแล 2) กลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และ3) กลุ่มเครือข่ายชมรม “สตรอง” จังหวัดอ่างทอง วิเคราะห์ข้อมูลแบบวิเคราะห์เนื้อหาและการตรวจสอบแบบสามเส้า เพื่อหาข้อสรุปตามวัตถุประสงค์และทำการสรุปอุปนัย</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า (1) สภาพปัญหาการดำเนินงานการแจ้งเบาะแสการทุจริตแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการแจ้งเบาะแส พบปัญหาความไม่ชัดเจนของกระบวนการและความสับสนของผู้ใช้งาน ระยะระหว่างการแจ้งเบาะแส พบความซับซ้อนของพยานหลักฐานและความกังวลเรื่องความปลอดภัย และระยะหลังการแจ้งเบาะแส พบปัญหาการขาดการตอบสนองที่รวดเร็วและการไม่แจ้งผลการดำเนินการกลับไปยังผู้แจ้ง ทำให้เกิดความกลัวผลกระทบ (2) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับต่อความสำเร็จและความล้มเหลว ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในกระบวนการที่แยกส่วนระหว่าง “การป้องปราม” และ “การปราบปราม” หากประชาชนไม่เข้าใจกลไกและเข้าไม่ถึงระบบการคุ้มครอง จะส่งผลให้การแจ้งเบาะแสล้มเหลว และ (3) แนวทางในการปรับปรุงกระบวนการ ควรมีการแยกช่องทางการแจ้งเบาะแสเพื่อการป้องปรามออกจากระบบร้องเรียนปกติอย่างชัดเจนเพื่อลดขั้นตอนความยุ่งยากและเน้นการระงับยับยั้งความเสียหายก่อนเกิดขึ้นจริง รวมถึงสร้างระบบการรายงานผลกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเครือข่ายภาคประชาชน</p> Ratthasat Tongtueanton, Jirawat Metasuttirat Copyright (c) 2026 Journal of Public Policy and Public Affairs https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/289389 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 คุณภาพชีวิตการทำงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ปฏิบัติงานในเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/289431 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ปัจจัยด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เรือนจำกลางสุราษฎร์ธานี (2) ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เรือนจำกลางสุราษฎร์ธานี (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านต่างๆ กับคุณภาพชีวิตการทำงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เรือนจำกลางสุราษฎร์ธานี และ (4) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิต<br />ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เรือนจำกลางสุราษฎร์ธานี</p> <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจริงในเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานี จำนวน 108 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามออนไลน์ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพค่าความเชื่อมั่นที่ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า (1) ระดับความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ต่อปัจจัยจูงใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยปัจจัยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความสำเร็จในการทำงาน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือด้านสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน (2) ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีคะแนนสูงสุดคือ ลักษณะงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ด้านที่มีคะแนนต่ำสุดคือความสมดุลระหว่างชีวิตงานกับชีวิตด้านอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาระงานที่หนักหน่วง (3) ปัจจัยจูงใจมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เรือนจำกลางสุราษฎร์ธานีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในทิศทางเดียวกันและมีความสัมพันธ์ในระดับสูง และยังพบว่าปัจจัยสุขอนามัย ได้แก่ นโยบาย สภาพแวดล้อม เงินเดือนค่าจ้าง ความสัมพันธ์กับบุคคลที่ทำงาน ความมั่นคง มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานในระดับสูงมาก (4) โดยแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เรือนจำกลาง<br />สุราษฎร์ธานี คือ การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารทรัพยากรมนุษย์ การเพิ่มค่าตอบแทนแสะสวัสดิการพิเศษ และจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพ</p> Amorntep Boonrod, Supunyada Suntornnond Copyright (c) 2026 Journal of Public Policy and Public Affairs https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/289431 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 สถาปัตยกรรมความโปร่งใสและระบบความรับผิดชอบภาครัฐของประเทศสิงคโปร์ที่มีระดับการรับรู้การทุจริตต่ำในระดับโลก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/292555 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์องค์ประกอบและกลไกการทำงานของสถาปัตยกรรมความโปร่งใสและระบบความรับผิดชอบในการบริหารภาครัฐของประเทศสิงคโปร์ และ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและพลวัตที่ขับเคลื่อนความสำเร็จในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของรัฐบาลสิงคโปร์ ดำเนินการวิจัยด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการวิจัยเชิงเอกสารเป็นหลัก หน่วยการศึกษาสำหรับการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ การออกแบบระบบการบริหารงานภาครัฐและกลไกการต่อต้านการทุจริตของประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากได้รับการจัดอันดับอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความโปร่งใสสูงสุด 3 อันดับแรกของโลกอย่างต่อเนื่อง วิเคราะห์จากการคัดสรรเอกสารต่างประเทศ 22 รายการ จำแนกเป็น 3 แหล่งหลัก ได้แก่ 1) ตำราและงานสังเคราะห์ทฤษฎีต้นกำเนิดจากสำนักพิมพ์ชั้นนำระดับโลก 6 รายการ 2) บทความวิจัยในวารสารวิชาการนานาชาติชั้นนำ จำนวน 13 รายการ และ 3) รายงานทางการและดัชนีชี้วัดสากล เช่น CPIB, UNAFEI และ Transparency International ในช่วงปี ค.ศ. 2025–2026 จำนวน 3 รายการ โดยใช้การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า เพื่อความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือของข้อมูล ผ่านการเปรียบเทียบมุมมองจากทั้งนักวิชาการระดับนานาชาติและองค์กรอิสระ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผสานการวิเคราะห์ตามธีม (Thematic Analysis) ตามแต่ละวัตถุประสงค์การวิจัย</p> <p>ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์การวิจัยข้อที่ 1 พบว่า สถาปัตยกรรมความโปร่งใสของสิงคโปร์ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลักเชิงโครงสร้างที่เชื่อมประสานเข้ากับกลไกการทำงานเชิงหน้าที่ของระบบความรับผิดชอบในการบริหารภาครัฐอย่างเป็นระบบ ได้แก่ 1) องค์ประกอบเชิงสถาบัน ขับเคลื่อนผ่านกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลในแนวนอนและการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นเอกเทศของสำนักงานสืบสวนการทุจริต 2) องค์ประกอบทางกฎหมาย ขับเคลื่อนผ่านกลไกการผลักภาระการพิสูจน์ตามพระราชบัญญัติ PCA เพื่อสร้างบทลงโทษและเพิ่มต้นทุนความเสี่ยงในการทุจริต 3) องค์ประกอบระบบงานดิจิทัล ขับเคลื่อนผ่านกลไกการตัดลดพื้นที่การใช้ดุลพินิจส่วนบุคคลและการกำกับดูแลตรวจสอบอัตโนมัติด้วยอัลกอริทึม 4) องค์ประกอบการบริหารทรัพยากรบุคคล ขับเคลื่อนผ่านกลไกระบบคุณธรรมและกลไกค่าจ้างประสิทธิภาพเพื่อสร้างต้นทุนค่าเสียโอกาสและขจัดแรงจูงใจในการแสวงหาผลประโยชน์ และ 5) องค์ประกอบบรรทัดฐานทางวัฒนธรรม ขับเคลื่อนผ่านกลไกการกล่อมเกลาค่านิยมไม่ทนต่อการทุจริต และแรงจูงใจในการบริการสาธารณะที่เปลี่ยนผ่านสู่ความรับผิดชอบเชิงพฤติกรรมที่ยั่งยืน ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์การวิจัยข้อที่ 2 พบว่าความสำเร็จในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขับเคลื่อนด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเชิงโครงสร้างและพลวัตความสัมพันธ์เชิงระบบของ 5 กลุ่มปัจจัยที่ส่งต่อกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล ได้แก่ 1) กลุ่มปัจจัยรากฐานเชิงบริบทและประวัติศาสตร์ ก่อให้เกิดพลวัตแรงผลักดันเพื่อความอยู่รอดของชาติบีบให้เกิด 2) กลุ่มปัจจัยขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และการนำ ซึ่งสร้างพลวัตการส่งแรงกดดันจากระดับบนลงสู่ระดับล่างและสร้างความชอบธรรมที่ส่งต่อไปยัง 3) กลุ่มปัจจัยโครงสร้างเชิงสถาบันและกฎหมาย ขับเคลื่อนพลวัตการป้องปรามเชิงรุก ควบคู่ไปกับการผลักดัน 4) กลุ่มปัจจัยระบบบริหารจัดการและปฏิบัติการสมัยใหม่ ที่ขับเคลื่อนพลวัตการขจัดพื้นที่ดุลพินิจและการปิดช่องว่างการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งปัจจัยทั้งหมดหลอมรวมพลังไปสู่ 5) กลุ่มปัจจัยความยั่งยืนเชิงบรรทัดฐานและสังคม ซึ่งสร้างพลวัตการปรับเปลี่ยนความคาดหวังร่วมของสังคมและการหล่อหลอมสัญญาประชาคม ก่อเกิดเป็นพลวัตความยั่งยืนที่ยกระดับรัฐบาลสู่การมีระดับการรับรู้การทุจริตต่ำอย่างยิ่งได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และเป็นระบบ</p> Theppasak Boonyarataphan Copyright (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/292555 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อความรู้ความเข้าใจในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์ของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหนองคล้า อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/289544 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ความรู้ความเข้าใจของประชาชนต่อการรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์ในเขตเทศบาลตำบลหนองคล้า อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี และ (2) ปัจจัยที่มีผลต่อระดับความรู้ความเข้าใจในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์ของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหนองคล้า อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี</p> <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลหนองคล้า จำนวน 3,982 คน ได้กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการคำนวณของทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 363 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติไคสแควร์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชายมีอายุระหว่าง 41-50 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี ประกอบอาชีพเกษตรกร มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,001–25,000 บาท และอาศัยอยู่ในชุมชนห้วยสะท้อน ผลการศึกษาสามารถนำเสนอตามวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) ความรู้ความเข้าใจของประชาชนในการรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยประเด็นที่เข้าใจถูกต้องมากที่สุด คือ บริการตรวจมาตรฐานการเกษตร และประเด็นที่เข้าใจผิดมากที่สุดคือ เกณฑ์อายุผู้มีสิทธิรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สำหรับสื่อออฟไลน์อื่นๆ ที่พบเห็นในระดับมาก ได้แก่ สื่อบุคคล (เจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำชุมชน) และรถประชาสัมพันธ์ และ (2) เพศ อายุ และอาชีพ ของประชาชนมีผลต่อความรู้ความเข้าใจในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ปัจจัยด้านสถานภาพ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และชุมชนที่อยู่อาศัยไม่มีผลต่อความรู้ความเข้าใจของประชาชน ทั้งนี้จากผลการศึกษามีข้อเสนอแนะว่า เทศบาลตำบลหนองคล้าควรกำหนดนโยบายยกระดับเพจเฟสบุ๊คเป็นช่องทางสื่อสารหลัก ควบคู่กับการบูรณาการสื่อออฟไลน์เพื่อขยายผลตลอดจนออกแบบเนื้อหาให้เหมาะสมกับความหลากหลายทางประชากรศาสตร์ และเพิ่มความถี่ในการตอกย้ำประเด็นข่าวสารที่ประชาชนมักเข้าใจผิด</p> Jirapat Thamvitchabun, Kittipong Kiatwatcharachai Copyright (c) 2026 Journal of Public Policy and Public Affairs https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/289544 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/289777 <p>การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 2) เพื่อเปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน</p> <p> การศึกษานี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จำนวน 307 คน ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95 สุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่มีปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันมีความผูกพันต่อองค์การไม่แตกต่างกัน และ 3) ปัจจัยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พบว่า ปัจจัยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ และการกระตุ้นทางปัญญา ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน</p> Palin Boonchaiwattanachot, Chompoonuch Hunnak, Laksana Siriwan Copyright (c) 2026 Journal of Public Policy and Public Affairs https://so04.tci-thaijo.org/index.php/PPPA/article/view/289777 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700