https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/issue/feed
วิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา
2026-06-30T21:37:42+07:00
ผศ.ดร.อภิชาติ พยัคฆิน
editor_education@pnru.ac.th
Open Journal Systems
<p> วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เป็นวารสารราย 6 เดือน เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานในลักษณะบทความวิชาการ (Academic Article) บทความวิจัย (Research Article) และบทความปริทัศน์ (Review Article) แก่นักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปที่สนใจ</p> <p><strong>ขอบเขตของผลงานที่ตีพิมพ์</strong></p> <p> วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พิจารณาเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย ที่มีสาระเกี่ยวเนื่องกับ</p> <p>- การศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ ด้านศึกษาศาสตร์และครุศาสตร์ (Education)</p> <p>- นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา (Innovation and Technology in Education)</p> <p>- การบริหารการศึกษา (Educational Administration)</p> <p>- หลักสูตร (Curriculum)</p> <p>- การจัดการเรียนการสอน (Classroom Management, Instruction)</p> <p>- การเรียนรู้ (Learning)</p> <p>- การศึกษาปฐมวัย (Early Childhood, Kindergarten, Pre-school Education)</p> <p>- ประถมศึกษา (Elementary Education)</p> <p>- มัธยมศึกษา (Secondary Education)</p> <p>- การวิจัยทางการศึกษา (Educational Research)</p> <p>- การวัดผลและประเมินผล (Assessment and Evaluation)</p> <p>- สถิติทางการศึกษา (Educational Statistics)</p> <p>- ปรัชญาและศาสนาการศึกษา (Educational Philosophy and Religion) </p> <p>- จิตวิทยาการศึกษา (Psychology)</p> <p>- การแนะแนว (Guidance)</p> <p>- การศึกษาพิเศษ (Special Education)</p> <p>- การประกันคุณภาพการศึกษา (Quality Assurance in Education)</p> <p>- การพัฒนาวิชาชีพครู (Teacher Professional Education)</p> <p>- การฝึกอบรมและการศึกษาผู้ใหญ่ (Training and Adult Education)</p> <p>- การศึกษาสำหรับการพัฒนาชุมชนและสังคม (Education for Community and Social Development)</p> <p>- การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)</p> <p>- สาขาวิชาอื่น ๆ ในสหวิทยาการด้านครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ (Others involving educational integration)</p> <p> </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้จะได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) อย่างน้อย 3 ท่าน โดยผู้เขียนและผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความจะไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน (Double-blind Peer Review)</p> <p> </p> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์</strong></p> <ol> <li class="show">บทความวิชาการ (Academic Article)</li> </ol> <p>งานเขียน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นความรู้ใหม่ กล่าวถึงความเป็นมาของปัญหา วัตถุประสงค์ แนวทางการแก้ไขปัญหา มีการใช้แนวคิดทฤษฎี ผลงานวิจัยจากแหล่งข้อมูล เช่น หนังสือ วารสารวิชาการ อินเทอร์เน็ตประกอบการวิเคราะห์วิจารณ์ เสนอแนวทางแก้ไข</p> <ol start="2"> <li class="show">บทความวิจัย (Research Article)</li> </ol> <p>เป็นการนำเสนอผลงานวิจัยอย่างเป็นระบบ กล่าวถึงความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ การดำเนินการวิจัย</p> <ol start="3"> <li class="show">บทความปริทัศน์ (Review Article)</li> </ol> <p>งานวิชาการที่ประเมินสถานะล่าสุดทางวิชาการ (State of the art) เฉพาะทางที่มีการศึกษาค้นคว้า มีการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ทั้งทางกว้าง และทางลึกอย่างทันสมัย โดยให้ข้อพิพากษ์ที่ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่ควรศึกษาและพัฒนาต่อไป</p> <p> </p> <p><strong>หลักเกณฑ์ในการส่งบทความ</strong><br />1. บทความที่ผู้เขียนส่งมาเพื่อตีพิมพ์จะต้องเป็นบทความที่ยังไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่หรืออยู่ระหว่างการเสนอขอตีพิมพ์จากวารสารอื่น<br />2. เนื้อหาในบทความต้องไม่คัดลอก ลอกเลียน หรือไม่ตัดทอนจากบทความอื่นโดยเด็ดขาด (การละเมินลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนเท่านั้น)<br />3. ผู้เขียนต้องเขียนบทความตามรูปแบบที่กำหนดไว้ในระเบียบการส่งบทความของ วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร<br />4. การพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จะพิจารณาเฉพาะบทความที่ได้รับการประเมินให้ตีพิมพ์เผยแพร่จากผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น<br />5. กรณีข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เขียนต้องปรับแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ และชี้แจงการแก้ไขต้นฉบับดังกล่าว มายังกองบรรณาธิการ</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/282787
The Impact Of Extracurricular Activities On Students’ Skills And Self-Development
2025-11-27T17:08:46+07:00
Mena Kornsuthatipkul
12menamena12@gmail.com
Nitchamon Hankla
nenehankla@gmail.com
Sujimon Mungkalarungsi
khunsujimon.m@gmail.com
<p>Extracurricular activities (ECAs) are increasingly recognized for their role in enhancing students’ academic, social, emotional, and leadership development. This narrative review synthesizes research published between 2019 and 2025 to examine how ECAs contribute to skill acquisition and self-development among adolescents. Literature was sourced from Google Scholar, ERIC, PubMed, DOAJ, and grey educational sources. Findings indicate that participation in ECAs is associated with improved academic performance, leadership skills, motivation, social competence, innovation, and civic engagement. However, disparities in access related to gender, socioeconomic background, and school resources remain evident. In some cases, participation driven primarily by university admission requirements may contribute to stress and burnout. Overall, ECAs support holistic development, though equity in access and standardized assessment tools are needed to maximize long-term benefits for diverse student groups</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/283978
กรอบแนวคิดการบูรณาการการสอนวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนานวัตกรที่มีความคิดสร้างสรรค์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2025-11-18T16:09:23+07:00
พฤทธิวาส ลับภู
phruetila@kku.ac.th
พุฒิพงศ์ พงษ์จรัสจิรเดช
phruetila@kku.ac.th
วุฒิชัย ไพคำนาม
phruetila@kku.ac.th
<p>บทความนี้นำเสนอกรอบแนวคิดในการบูรณาการรูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์กับการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นนวัตกรที่มีความคิดสร้างสรรค์ โดยวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างรูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ 4 รูปแบบ ได้แก่ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ การสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน การสอนแบบโครงงานวิทยาศาสตร์ และการสอนแบบ STEM กับกระบวนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม บทความสังเคราะห์กรอบแนวคิดซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ คุณลักษณะของนวัตกรที่มีความคิดสร้างสรรค์ กระบวนการพัฒนานวัตกรรม และบริบทที่ส่งเสริมการพัฒนานวัตกร พร้อมนำเสนอแนวทางการบูรณาการและตัวอย่างการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในระดับต่างๆ โดยเฉพาะระดับประถมศึกษา กรอบแนวคิดนี้จะช่วยให้ครูและผู้เกี่ยวข้องสามารถออกแบบและพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทั้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความสามารถในการสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/282437
บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) วิธีการวิจัยแบบผสมผสานในงานวิจัยทางสังคม
2025-11-27T17:07:36+07:00
ธนวิทย์ กวินธนเจริญ
kru.bird.nokz@gmail.com
<p>-</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/282486
บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) Literature Review and Research Design A Guide to Effective Research Practice
2025-11-27T17:07:53+07:00
พนิตนาถ ฟุ้งเฟื่อง
panit_f@sbw.ac.th
<p>-</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/282625
การศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาจีนระดับปริญญาโทในการตัดสินใจเลือกเรียนมหาวิทยาลัยลัยในประเทศไทย
2025-11-27T17:08:09+07:00
มนต์ศิระ จรูญสิทธิ์
jaroonsit@yahoo.com
เชียง เภาชิต
chiengaboy@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาจีนระดับปริญญาโทเกี่ยวกับเหตุผลในการเลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย และเพื่อศึกษาปัญหาที่นักศึกษาจีนพบระหว่างการเรียนในระดับบัณฑิตศึกษา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากนักศึกษาจีนจำนวน 30 คน จากมหาวิทยาลัย 2 แห่งในประเทศไทยโดยการใช้วิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า เหตุผลหลักที่นักศึกษาจีนเลือกเรียนในประเทศไทย ได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม คุณภาพการศึกษา สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร และโอกาสทางวิชาชีพในภูมิภาคอาเซียน ส่วนปัญหาที่พบนั้นเกี่ยวข้องกับอุปสรรคด้านภาษา ระบบบริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัย การเข้าถึงข้อมูลวิชาการ และการปรับตัวเข้ากับระบบการเรียนรู้และวัฒนธรรมที่แตกต่าง ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยนี้เน้นการพัฒนาโครงสร้างการสนับสนุนแก่นักศึกษาต่างชาติ รวมถึงการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนและระบบบริการให้เหมาะสมกับนักศึกษาชาวต่างชาติมากขึ้น</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/282756
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาอาชีวะ ชั้นปีที่ 2 ในจังหวัดปทุมธานี
2025-10-16T15:57:49+07:00
กชวรรณ หาญกล้า
Kotchawanhankla@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาอาชีวะ ชั้นปีที่ 2 ในจังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาอาชีวะระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ของวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี จำนวน 91 คน การพัฒนาเครื่องมือสำหรับการวิจัยนี้มีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 กำหนดสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาอาชีวะโดยอิงกรอบแนวคิดสมรรถนะดิจิทัลของ Schwartz et al (2024) ขั้นตอนที่ 2 ทดสอบความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถาม (Index of item Objective Congruence: IOC) ขั้นตอนที่ 3 ทดสอบความเที่ยง (Reliability) โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของ Cronbach’s ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory factor analysis) ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS และขั้นตอนที่ 5 วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป MPlus เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบวัดสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาอาชีวะแบบ 5 ระดับ ประกอบด้วย 4 ตัวชี้วัด รวมข้อคำถาม 10 ข้อ ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.97 ค่าความเที่ยงโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยพบว่า โมเดลสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาอาชีวะที่พัฒนาขึ้นมาเป็นโมเดลเอกมิติ สอดคล้องกับกรอบแนวคิดสมรรถนะดิจิทัลของ Schwartz et al (2024) ตามทฤษฎี ดัชนีความสอดคล้องของโมเดลสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาอาชีวะมีเกณฑ์ส่วนใหญ่สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดย ไคสแควร์ (χ2) = 213.27, p =0.00 df = 35CFI= 0.93, TLI = 0.92, SRMR = 0.03, RMSEA = 0.11</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/282308
แนวทางการจัดการศึกษาในระบบออนไลน์ สำหรับนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเห็นในระดับปริญญาตรี
2025-09-04T16:41:38+07:00
พรรณรอง ฐิติพรวณิช
pannarong.ra@skru.ac.th
ทหัยรัตน์ ศรีชัยชนะ
hathairat.sr@skru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนออนไลน์สำหรับนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเห็นในระดับปริญญาตรี และ 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ที่เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของนักศึกษากลุ่มดังกล่าว กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเห็นในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จำนวน 7 คน ซึ่งกำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ 2) การสัมภาษณ์แบบสนทนากลุ่ม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเห็นประกอบด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ที่ไม่รองรับโปรแกรมอ่านหน้าจอ ขาดอุปกรณ์ช่วยเหลือที่เหมาะสม ขาดการสนับสนุนทางเทคนิค และไม่สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังพบปัญหาด้านการสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนซึ่งไม่เข้าใจความต้องการเฉพาะของนักศึกษากลุ่มนี้</p> <p>แนวทางที่เหมาะสมในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์สำหรับนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเห็น ได้แก่ การพัฒนาและปรับปรุงแพลตฟอร์มการเรียนรู้ให้สามารถเข้าถึงได้ด้วยโปรแกรมอ่านหน้าจอและสื่อการสอนที่ใช้งานง่าย การจัดอบรมผู้สอนเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยเหลือและการออกแบบสื่อที่เข้าถึงได้ การจัดทีมสนับสนุนทางเทคนิคเฉพาะทาง และการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น เช่น การปรับเวลาเรียน การยืดเวลาสอบ และการให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้การเรียนรู้ของนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเห็นเป็นไปอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/283701
การศึกษาผลการใช้สื่อแอนิเมชันเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง คำศัพท์ผลไม้ภาษาอังกฤษ
2025-12-08T15:09:19+07:00
ชุมพล จันทร์ฉลอง
ameena@vru.ac.th
อมีนา ฉายสุวรรณ
ameena@vru.ac.th
นาตยา ร่วมสมัคร
ameena@vru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้สื่อแอนิเมชันเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง คำศัพท์ผลไม้ภาษาอังกฤษเพื่อประเมินคุณภาพและประเมินผลการเรียนรู้ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อสื่อแอนิเมชันเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง คำศัพท์ผลไม้ภาษาอังกฤษกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยจับสลากได้นักเรียนระดับประถมศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 35คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) สื่อแอนิเมชันเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง คำศัพท์ผลไม้ภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 2) แบบประเมินคุณภาพของสื่อแอนิเมชัน และ 3) แบบประเมินผลการเรียนรู้ของกลุ่มตัวอย่างสถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติการทดสอบแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-testfor Dependent)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผลการประเมินคุณภาพสื่อเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง คำศัพท์ผลไม้ภาษาอังกฤษโดยผู้เชี่ยวชาญ มีคุณภาพโดยรวมทั้ง 3 ด้าน มีค่าเฉลี่ยรวมเป็น 4.57 ซึ่งระดับคุณภาพอยู่ในระดับดีมากและผลการประเมินการเรียนรู้ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อสื่อแอนิเมชัน พบว่า ค่าเฉลี่ยก่อนเรียนของกลุ่มตัวอย่างได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 11.63 และค่าเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16.74 โดยคิดเป็นร้อยละ 83.71 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/283869
กิจกรรมเสริมสร้างทักษะทางสังคมสำหรับนักศึกษาครู มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2025-11-09T14:56:50+07:00
ศศิธร โสภารัตน์
sasithorn.s@pnru.ac.th
พงศธร กล่อมสกุล
sasithorn.s@pnru.ac.th
อัญชลี นิลสุวรรณ
sasithorn.s@pnru.ac.th
วชิราภรณ์ ฟูนัน
sasithorn.s@pnru.ac.th
ศุภษิกานต์ ลบบำรุง
sasithorn.s@pnru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจสภาพและปัญหาทักษะทางสังคมของนักศึกษาวิทยาลัยการฝึกหัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ 2) ออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างทักษะทางสังคมสำหรับนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์ กลุ่มที่ศึกษา คือ นักศึกษาครูชั้นปีที่ 2 - 4 ในปีการศึกษา 2567 รวม 986 คน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาปัจจุบันจำนวน 37 คน มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการผลิตครูได้แก่ตัวแทนผู้บริหารสถานศึกษา อาจารย์นิเทศก์ ครูพี่เลี้ยง ตัวแทนนักศึกษาปัจจุบัน จำนวนรวม 9 คน การวิจัยใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมผสานระหว่างวิธีวิจัยเชิงสำรวจและการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและปัญหาเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษากับบุคลากรและนักเรียนในโรงเรียน 2) แนวคำถามสนทนากลุ่ม 3) แบบสอบถามการรับรู้ในประสบการณ์ทักษะทางสังคมของนักศึกษาครูและ 4) แบบประเมินคุณภาพกิจกรรม ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้วยดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ส่วนใหญ่มีปัญหาทักษะการสร้างความสัมพันธ์ โดยเฉพาะการสื่อสาร การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน และการแก้ปัญหา โดยระดับชั้นของนักศึกษามีความ สัมพันธ์กับความมั่นใจด้านพฤติกรรมทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 การออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างทักษะทางสังคมสังเคราะห์ได้จากเอกสารและการอภิปรายกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีหลักสำคัญคือ การวิเคราะห์ผู้เรียน การเรียนรู้แบบร่วมมือ การใช้ปัญหาเป็นฐาน และระบบพี่เลี้ยง ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ต่อคุณภาพในภาพรวมของกิจกรรมตามองค์ประกอบที่ออกแบบขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/281976
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา GEN 603 การออกกำลังกายในชีวิตประจำวันต่อการพัฒนาสมรรถภาพทางกายและความรู้ของนักศึกษาคณะจิตวิทยา โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning
2025-10-16T15:45:21+07:00
ชัชวาลย์ เกตุศิริ
chatchawan.k@mail.rmutk.ac.th
รุ่งทิวา สุภานันท์
rungtiva.s@aru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความรู้และสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ในรายวิชา GEN 603 การออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน ก่อนและหลังเรียน</p> <p>กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาคณะจิตวิทยาที่ลงเรียนในรายวิชา GEN 603 การออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน จำนวนทั้งหมด 60 คน เป็นเพศหญิง 40 คน (ร้อยละ 66.67) และเพศชาย 20 คน (ร้อยละ 33.33) การสอนใช้วิธี Active Learning ที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ทำงานเป็นกลุ่ม และฝึกออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายเครื่องมือที่ใช้คือแบบทดสอบความรู้ทางด้านการออกกำลังกายและแบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย วิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ใช้สรุปข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง เป็นค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ด้านความรู้ คะแนนความรู้ด้านการออกกำลังกายหลังเรียน (M = 23.39, S.D. = 1.659) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 13.06, S.D. = 1.862) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านสมรรถภาพทางกาย นักศึกษาชาย หลังเรียนมีสมรรถภาพในเกณฑ์ปกติเพิ่มจาก 3 รายการเป็น 4 รายการ โดยเฉพาะการยืน-นั่งบนเก้าอี้ 60 วินาทีที่พัฒนาจากเกณฑ์ต่ำเป็นปานกลางนักศึกษาหญิง พัฒนาจากเกณฑ์ต่ำในทุกรายการ (ยกเว้นดัชนีมวลกายที่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ท้วม) เป็นเกณฑ์ปานกลางทั้ง 4 รายการ ได้แก่ การนั่งงอตัวไปข้างหน้า แรงบีบมือ การยืน-นั่งบนเก้าอี้ 60 วินาที และการยืนยกเข่าขึ้นลง 3 นาที</p> <p>การพัฒนาสมรรถภาพทางกายที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมมหาวิทยาลัยที่เอื้อต่อการออกกำลังกาย การจัดการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติ และการส่งเสริมให้นักศึกษาทำกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที ผลการวิจัยสอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลกและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสมรรถภาพทางกายผ่านการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/283252
การพัฒนาชุดฝึกอบรมออนไลน์ หลักสูตรการจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย สำหรับครูผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2
2026-01-19T11:41:39+07:00
ทักษ์ดนัย เชื้อสะอาด
tchersaard@gmail.com
ศันสนีย์ สังสรรค์อนันต์
Sunsanee.Sun@stou.ac.th
ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ
Taweewat.Wat@stou.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกอบรมออนไลน์ หลักสูตร การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์จากการฝึกอบรมด้วยชุดฝึกอบรมออนไลน์ หลักสูตร การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย สำหรับครูผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนและ 3) ศึกษาความคิดเห็นของครูผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีต่อการฝึกอบรมด้วยชุดฝึกอบรมออนไลน์ หลักสูตร การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย</p> <p>การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ประชากร ได้แก่ครูผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 19 เครือข่าย รวมเป็นจำนวน 216 คนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ปีการศึกษา 2567 ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มจำนวน 4 เครือข่าย รวมเป็นจำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยชุดฝึกอบรมออนไลน์ หลักสูตร การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย แบบทดสอบก่อนฝึกอบรม แบบทดสอบระหว่างอบรม แบบทดสอบหลังฝึกอบรม และแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อชุดฝึกอบรมสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพ E<sub>1</sub> / E<sub>2 </sub>ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดฝึกอบรมออนไลน์ หลักสูตร การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ 82.31/81.78 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2) ครูผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ที่เข้ารับการฝึกอบรมมีผลสัมฤทธิ์จากการฝึกอบรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ครูผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 มีความคิดเห็นต่อการฝึกอบรมด้วยชุดฝึกอบรมออนไลน์ ในระดับเห็นด้วยมากที่สุดโดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ เนื้อหามีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/284095
ภาวะผู้นำแบบเสริมพลังของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร ของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
2025-12-08T15:51:16+07:00
พิชามญชุ์ อินทนุพัฒน์
6714470007@rumail.ru.ac.th
อุไร สุทธิแย้ม
urai.5694s@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบแบบเสริมพลังของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบแบบเสริมพลังของผู้บริหารสถานศึกษากับความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษา และ 4) ศึกษาปัจจัยภาวะผู้นำแบบแบบเสริมพลังที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างคือ ข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 333 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของโคเฮนที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 จากนั้นใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.971 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และสมการถอดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำแบบเสริมพลังของผู้บริหาร ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.13, <em>SD</em> = .56) 2) ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.09, <em>SD</em> = .506) 3) ภาวะผู้นำแบบเสริมพลัง โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำแบบเสริมพลังของผู้บริหารสถานศึกษา ทุกด้านร่วมกันพยากรณ์ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ได้ร้อยละ 71.1โดยปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติ .01 ได้แก่ ด้านการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม และด้านการแบ่งปันอำนาจ </p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/281835
ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล
2025-10-16T16:28:26+07:00
พิมลพรรณ เพชรสมบัติ
master_tom22@yahoo.com
อธิพงษ์ เพชรสุทธิ์
Atipong_ru@outlook.com
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 384 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 5 คน ทำการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราวัดประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .987 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2)แนวทางการพัฒนาภาวะผู้เหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ในยุคดิจิทัล ได้แก่ (1) ด้านการส่งเสริมภาวะผู้นำตนเองของบุคลากร ผู้บริหารควรวางแผนการดำเนินงานอย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้บุคลากรมีบทบาทเป็นผู้นำ รวมถึงมีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานศึกษา (2) ด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี ผู้บริหารต้องประพฤติตนให้เป็นตัวอย่างที่เหมาะสม เคารพและรับฟังความคิดเห็นของบุคลากรอย่างจริงใจ (3) ด้านการกระตุ้นการตั้งเป้าหมายด้วยตนเอง ผู้บริหารควรดำเนินงานอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายชัดเจน และสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรตระหนักถึงเป้าหมายขององค์กร (4) ด้านการส่งเสริมทัศนคติเชิงบวก ควรใช้ถ้อยคำให้กำลังใจที่สร้างสรรค์ สนับสนุนให้บุคลากรมีความเปิดเผย จริงใจ และร่วมมือกันอย่างเป็นมิตร (5) ด้านการสนับสนุนผ่านการให้รางวัลและคำชมเชย ผู้บริหารควรสร้างขวัญกำลังใจ ด้วยการพิจารณาผลงานอย่างเป็นธรรม ชื่นชมเมื่อเหมาะสม และเปิดโอกาสให้บุคลากรพัฒนาตนเองตามศักยภาพ (6) ด้านการสร้างทีมงานอย่างมีส่วนร่วม ผู้บริหารควรส่งเสริมการทำงานเป็นทีม โดยใช้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม และระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่าย (7) ด้านการสร้างวัฒนธรรมผู้นำตนเองในองค์กร ควรจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม จัดหาทรัพยากรที่จำเป็น และกำหนดแนวปฏิบัติร่วม เพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมและค่านิยมแห่งภาวะผู้นำในสถานศึกษา</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/284122
ภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งความผาสุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
2025-12-08T16:16:09+07:00
ชนสรณ์ ช่วยรอด
6714470026@rumail.ru.ac.th
อุไร สุทธิแย้ม
6714470026@rumail.ru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 2) ศึกษาระดับของการเป็นองค์กรแห่งความผาสุกในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรแห่งความผาสุก ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งความผาสุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 333 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของโคเฮนใช้วิธีการสุ่มเป็นการสุ่มแบบแยกกลุ่ม การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย และ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งความผาสุก สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.995 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.06, <em>SD</em> =.672) 2) การเป็นองค์กรแห่งความผาสุกในสถานศึกษาภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.03, <em>SD</em> =.693) 3) ภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรแห่งความผาสุก ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ พบว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา ทุกด้านร่วมกันพยากรณ์ส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งความผาสุกสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ได้ร้อยละ 79.8 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/285544
การศึกษาการดำเนินงานงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสังกัด สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดลพบุรี
2025-12-23T15:52:57+07:00
มีน สุนทรวัฒน์
meansunthonwat@gmail.com
อัจฉราวรรณ จันทร์เพ็ญศรี
meansunthonwat@gmail.com
<p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาระดับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดลพบุรี 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดลพบุรี โดยจำแนกตามเพศ ประสบการณ์ปฏิบัติงาน และระดับชั้นของครู และ 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดลพบุรี กลุ่มตัวอย่างวิจัยได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) จำนวน 191 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.97 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (F-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดลพบุรี ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.16, S.D. = 0.53) 2) ผลการเปรียบเทียบการดำเนินงานโดยจำแนกตามเพศ ประสบการณ์ปฏิบัติงาน และระดับชั้นครู พบว่าในภาพรวมและรายด้านทุกด้าน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางการพัฒนาที่สำคัญ คือ สถานศึกษาควรบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศผ่านระบบฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อการเข้าถึงข้อมูลนักเรียนเชิงลึกที่รวดเร็ว ร่วมกับการใช้เครื่องมือคัดกรองพฤติกรรมมาตรฐาน (SDQ และ Snap4) เพื่อจำแนกกลุ่มเป้าหมายให้แม่นยำและส่งต่อความช่วยเหลือได้ทันท่วงที</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/283843
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสระแก้ว
2025-12-08T15:17:25+07:00
อัครเดช เจริญสุข
ded1630@gmail.com
สุทธิพร สุทธิพร
Pimolpun_p@rmutt.ac.th
พิมลพรรณ เพชรสมบัติ
Pimolpun_p@rmutt.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสระแก้ว</p> <p>ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารและบุคลากรในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสระแก้ว จำนวน 124 คน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหาร จำนวน 5 คน เครื่องมือได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสระแก้ว โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสระแก้ว ได้แก่ (1) ด้านการนิเทศการสอน ควรส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันผ่าน PLC และ KM ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการแลกเปลี่ยน และพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ (2) ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ทางการศึกษา ต้องสอดคล้องนโยบายชาติ วิเคราะห์บริบทพื้นที่ และดำเนินการแบบมีส่วนร่วม พร้อมติดตามและปรับปรุงต่อเนื่อง (3) ด้านการบริหารจัดการหลักสูตร ควรใช้กระบวนการมีส่วนร่วม เปิดช่องทางสื่อสารทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ใช้เครื่องมือประเมินคุณภาพ และรายงานผลการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ (4) ด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการ ควรจัดข้อมูลและอุปกรณ์สนับสนุนให้ครบวงจร และสร้างเครือข่ายการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/283857
ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร
2025-12-08T15:19:52+07:00
หัสบดินทร์ พรมงาม
avan2533@gmail.com
สุทธิพร บุญส่ง
Pimolpun_p@rmutt.ac.th
พิมลพรรณ เพชรสมบัติ
Pimolpun_p@rmutt.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาและ 3) ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร</p> <p> กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานครสำนักงานเขตสายไหมปีการศึกษา 2567 จำนวน 234 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราวัดประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าสัมประสิทธิ์เท่ากับ .987 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร พบว่า ตัวแปรที่มีอำนาจในการพยากรณ์ได้แก่ ด้านมุ่งเน้นงาน ด้านการเปลี่ยนแปลงและด้านการตัดสินใจตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/283867
แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนอิสลามเอกชนในกรุงเทพมหานคร
2025-12-08T15:29:49+07:00
กมลิน ตอเล็บ
t.mashaa@gmail.com
พิมลพรรณ เพชรสมบัติ
Pimolpun_p@rmutt.ac.th
<p>บทความวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนอิสลามเอกชนในกรุงเทพมหานคร 2. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนอิสลามเอกชนในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนจำนวน 278 คน โดยการสุ่มแบบชั้นภูมิตามขนาดของสถานศึกษาและผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม (ค่าความเชื่อมั่น = 0.946) และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนอิสลามเอกชนในกรุงเทพมหานครโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. แนวทางการพัฒนาควรบูรณาการสี่ด้าน คือ (1) ความซื่อสัตย์ สร้างวัฒนธรรมรับผิดชอบร่วมกันและประเมินตนเองต่อเนื่อง (2) การตัดสินใจ ใช้กระบวนการ After Action Review และ หลักการปรึกษาหารือ (ชูรอ) เพื่อทบทวนและปรึกษาหารืออย่างรอบด้านก่อนลงมือทำ (3) ความเชื่อมั่นในตนเอง จัดประชุมรายเดือน เวิร์กช็อปจำลองสถานการณ์ และโค้ชชิ่งจากรุ่นพี่ (4) ความรับผิดชอบ เน้นการตั้งเป้า ติดตามผล เปิดเวทีรับฟัง และยอมรับข้อผิดพลาดพร้อมระบบพี่เลี้ยง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/286353
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบสตูดิโอต่อคุณภาพชิ้นงานแฟชั่นไลฟ์สไตล์ต้นแบบของนักศึกษาสาขาคหกรรมศาสตร์สร้างสรรค์
2026-02-02T09:35:03+07:00
ติณณา อุดม
tinnaudom3033@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบสตูดิโอ ที่มีต่อคุณภาพชิ้นงานแฟชั่นไลฟ์สไตล์ต้นแบบของนักศึกษาสาขาคหกรรมศาสตร์สร้างสรรค์ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์สร้างสรรค์ จำนวน 20 คน ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์สินค้าแฟชั่นสมัยนิยม โดยดำเนินการจัดการเรียนรู้เป็นระยะเวลา 15 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับการเรียนรู้แบบสตูดิโอ ใบงานกระบวนการพัฒนาต้นแบบ และแบบประเมินคุณภาพชิ้นงานแฟชั่นไลฟ์สไตล์ต้นแบบ ซึ่งเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ ฟังก์ชันการใช้งาน การเลือกใช้วัสดุ และความเป็นไปได้ในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จริง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชิ้นงานต้นแบบโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.10, S.D. = 0.46) โดยด้านฟังก์ชันการใช้งานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.35, S.D. = 0.59) รองลงมาคือด้านความคิดสร้างสรรค์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.20, S.D. = 0.41) และด้านการเลือกใช้วัสดุ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.10, S.D. = 0.79) ขณะที่ด้านความเป็นไปได้ในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จริงมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด แต่อยู่ในระดับดี (<img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem;"> = 3.75, S.D. = 0.85) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบสตูดิโอ สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาชิ้นงานต้นแบบที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะด้านฟังก์ชันการใช้งานและความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้ ควรเสริมกิจกรรมที่เชื่อมโยงการออกแบบกับความเป็นไปได้ในการผลิตจริง เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในการต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ในอนาคต</span></p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/284208
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอน เชิงสร้างสรรค์ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1
2026-01-26T14:40:48+07:00
จันทร์เพ็ญ รัตนเบญจะ
6714470024@rumail.ru.ac.th
อำนวย ทองโปร่ง
6714470024@rumail.ru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 2) ศึกษาระดับการจัดการเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการจัดการเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 4) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 301 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของโคเฮน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ได้แก่ การสุ่มแบบแบ่งชั้น โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นชั้นของการสุ่มและทำการสุ่มแบบง่าย และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก 2) การจัดการเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์ของครู ทั้งภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการจัดการเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์ของครู มีความสัมพันธ์กันในทางบวก 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านที่ 2 การคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม (X<sub>2</sub>) ด้านที่ 4 การทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม (X<sub>4</sub>) ด้านที่ 3 การสร้างบรรยากาศเชิงนวัตกรรม (X<sub>3</sub>) และด้านที่ 1 วิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม (X<sub>1</sub>) ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 สามารถร่วมทำนายได้ร้อยละ 68 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สมการการวิเคราะห์การถดถอยในรูปของคะแนนดิบ คือ Ŷ = 0.38 + 0.09 (X<sub>1</sub>) + 0.40 (X<sub>2</sub>) + 0.11 (X<sub>3</sub>) + 0.34 (X<sub>4</sub>) สมการการวิเคราะห์การถดถอยในรูปของคะแนนมาตรฐาน คือ ẐY = 0.12 (X<sub>1</sub>) + 0.36 (<sub>X2</sub>) + 0.12 (X<sub>3</sub>) + 0.38 (X<sub>4</sub>)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/284216
ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2
2026-01-27T12:46:22+07:00
จิราภรณ์ ตันเต็ง
6714470020@rumail.ru.ac.th
อุไร สุทธิแย้ม
urai.5694s@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 306 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของโคเฮน และใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.978 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของผู้บริหารโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถพยากรณ์การบริหารงานวิชาการของโรงเรียน ได้ร้อยละ 94.10</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/284321
การพัฒนาความสามารถการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2025-10-24T13:01:57+07:00
ปาณิศา กิจสาลี
skhunmontri@gmail.com
ทุติยพร บุญลี
skhunmontri@gmail.com
เสถียรพันธุ์ฃ ขุนมนตรี
skhunmontri@gmail.com
ปรารถนา ผดุงพจน์
skhunmontri@gmail.com
วิไลจิตร นิลสวัสดิ์
skhunmontri@gmail.com
<p>การพัฒนาความสามารถการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ โดยใช้เกมเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนมัธยมสาธิตวัดพระศรีมหาธาตุ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเกมประกอบการจัดการเรียนรู้ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/802) พัฒนาความสามารถการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 1 จำนวน 40 คน คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง Finite and Non-finite Verbs และ Present and Past Participles 2) แบบทดสอบด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) เกมที่ใช้สำหรับการจัดการเรียนรู้มีค่าประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยมีค่า 81.25/81.63 และ 83.75/84.13 2) ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษโดยเฉลี่ยสูงกว่าร้อยละ 70</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/285649
การจำหน่ายสินค้าโดยไม่มีคนเฝ้าหน้าร้าน เพื่อเสริมสร้างความซื่อสัตย์ตามรากฐานประชาธิปไตยของสถาบันพระปกเกล้าภายในโรงเรียนมัธยมสาธิตวัดพระศรีมหาธาตุ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-01-26T17:04:40+07:00
นราธิป แก้วทอง
narathip@pnru.ac.th
สุวัตร์ ผาทอง
narathip@pnru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการจำหน่ายสินค้าโดยไม่มีผู้เฝ้าหน้าร้าน 2) วัดระดับความซื่อสัตย์ด้วยวิธีการจำหน่ายสินค้าและ 3) ศึกษาความพึงพอใจในกิจกรรมการจำหน่ายสินค้า สำหรับกลุ่มตัวอย่าง คือ อาจารย์จำนวน 10 คน และนักเรียนจำนวน 60 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ส่วนเครื่องมืองานวิจัยได้รับการประเมินความสอดคล้องจากผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในระดับใช้ได้ ประกอบด้วย ขั้นตอนการจำหน่ายสินค้าร้านซื่อสัตย์ เกณฑ์วัดระดับความซื่อสัตย์ และแบบประเมินความพึงพอใจร้านซื่อสัตย์ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การจำหน่ายสินค้าโดยไม่มีผู้เฝ้าหน้าร้านเสริมสร้างความซื่อสัตย์ให้อาจารย์ และนักเรียนภายในโรงเรียนได้ 2) ความซื่อสัตย์จากการดำเนินกิจกรรมนี้ได้ค่าร้อยละ 89.35 อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความพึงพอใจในกิจกรรมการจำหน่ายสินค้าอยู่ในระดับมากที่สุด คือ กิจกรรมมีประโยชน์ เสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และส่งเสริมความซื่อสัตย์ภายในโรงเรียน ส่วนการประชาสัมพันธ์โครงการมีความพึงพอใจน้อยที่สุดได้ค่าเฉลี่ย 4.00</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/286227
การพัฒนาแบบฝึกทักษะอังกะลุงขั้นสูง โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์
2026-03-11T09:34:40+07:00
สุทธิศักดิ์ โพธิ์ศรัชัย
sutthisak_ph@kkumail.com
ธรณัส หินอ่อน
uttsisak67@gmail.com
จรัญ กาญจนประดิษฐ์
suttsisak67@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการฝึกทักษะอังกะลุงขั้นสูง 2) พัฒนาแบบฝึกทักษะการเขย่าอังกะลุงขั้นสูง โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ดำเนินการตามระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ 2) แบบสังเกตแบบมีส่วนร่วม 3) แบบประเมินคุณภาพแบบฝึกทักษะอังกะลุงขั้นสูง (ฉบับนำร่อง) 4) หนังสือรับรองคุณภาพชุดแบบฝึกทักษะอังกะลุงขั้นสูง ผลการวิจัย พบว่า กลวิธีการปรับวงอังกะลุง มี 8 ขั้นตอน 1) การปรับทางและสำนวนเพลง 2) การปรับกลวิธี 3) การปรับทักษะ 4) การปรับความเหมาะสม 5) การปรับแนวการบรรเลง 6) การปรับเครื่องประกอบจังหวะ 7) การปรับความพร้อมเพรียง และ 8) การปรับเปลี่ยนชุดอังกะลุง แบบฝึกทักษะอังกะลุงขั้นสูงที่พัฒนาขึ้นมีจำนวน 13 แบบฝึกทักษะ แบ่งเป็น 2 แบบฝึกทักษะย่อย 1 แบบฝึกเสริมทักษะ ผลการประเมินคุณภาพชุดแบบฝึกทักษะอังกะลุงขั้นสูง จากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ซึ่งลงความเห็นว่า ผ่านการรับรองคุณภาพของชุดแบบฝึกทักษะ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.0 อยู่ในระดับดี ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะการเขย่าอังกะลุงให้กับผู้เรียนได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/285447
แนวทางการบริหารงานวิชาการโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร
2026-03-01T09:21:50+07:00
วันทนีย์ สวัสดิชัย
v_chula@hotmail.com
ระติกรณ์ นิยมะจันทร์
v_chula@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันในการบริหารงานวิชาการ และ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการที่เหมาะสมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษารองผู้อำนวยการ และครู จำนวน 188 คน ซึ่งได้มาจากการเทียบตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.25 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.66) โดยมีค่าเฉลี่ยรายด้านอยู่ระหว่าง 4.24 - 4.27ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษามีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในมีค่าเฉลี่ยต่ำสุดแต่ยังอยู่ในระดับมาก แนวทางการบริหารงานวิชาการที่เหมาะสมประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้เชิงรุกการประเมินเพื่อพัฒนา การวิจัยในชั้นเรียนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การนิเทศอย่างเป็นระบบ และการประกันคุณภาพภายในอย่างยั่งยืน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารสถานศึกษามีศักยภาพในการบริหารงานวิชาการและสามารถพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างต่อเนื่อง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร