https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/issue/feed
วิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา
2025-12-31T11:06:29+07:00
ผศ.ดร.อภิชาติ พยัคฆิน
editor_education@pnru.ac.th
Open Journal Systems
<p> วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เป็นวารสารราย 6 เดือน เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานในลักษณะบทความวิชาการ (Academic Article) บทความวิจัย (Research Article) และบทความปริทัศน์ (Review Article) แก่นักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปที่สนใจ</p> <p><strong>ขอบเขตของผลงานที่ตีพิมพ์</strong></p> <p> วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พิจารณาเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย ที่มีสาระเกี่ยวเนื่องกับ</p> <p>- การศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ ด้านศึกษาศาสตร์และครุศาสตร์ (Education)</p> <p>- นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา (Innovation and Technology in Education)</p> <p>- การบริหารการศึกษา (Educational Administration)</p> <p>- หลักสูตร (Curriculum)</p> <p>- การจัดการเรียนการสอน (Classroom Management, Instruction)</p> <p>- การเรียนรู้ (Learning)</p> <p>- การศึกษาปฐมวัย (Early Childhood, Kindergarten, Pre-school Education)</p> <p>- ประถมศึกษา (Elementary Education)</p> <p>- มัธยมศึกษา (Secondary Education)</p> <p>- การวิจัยทางการศึกษา (Educational Research)</p> <p>- การวัดผลและประเมินผล (Assessment and Evaluation)</p> <p>- สถิติทางการศึกษา (Educational Statistics)</p> <p>- ปรัชญาและศาสนาการศึกษา (Educational Philosophy and Religion) </p> <p>- จิตวิทยาการศึกษา (Psychology)</p> <p>- การแนะแนว (Guidance)</p> <p>- การศึกษาพิเศษ (Special Education)</p> <p>- การประกันคุณภาพการศึกษา (Quality Assurance in Education)</p> <p>- การพัฒนาวิชาชีพครู (Teacher Professional Education)</p> <p>- การฝึกอบรมและการศึกษาผู้ใหญ่ (Training and Adult Education)</p> <p>- การศึกษาสำหรับการพัฒนาชุมชนและสังคม (Education for Community and Social Development)</p> <p>- การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)</p> <p>- สาขาวิชาอื่น ๆ ในสหวิทยาการด้านครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ (Others involving educational integration)</p> <p> </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้จะได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) อย่างน้อย 3 ท่าน โดยผู้เขียนและผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความจะไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน (Double-blind Peer Review)</p> <p> </p> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์</strong></p> <ol> <li class="show">บทความวิชาการ (Academic Article)</li> </ol> <p>งานเขียน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นความรู้ใหม่ กล่าวถึงความเป็นมาของปัญหา วัตถุประสงค์ แนวทางการแก้ไขปัญหา มีการใช้แนวคิดทฤษฎี ผลงานวิจัยจากแหล่งข้อมูล เช่น หนังสือ วารสารวิชาการ อินเทอร์เน็ตประกอบการวิเคราะห์วิจารณ์ เสนอแนวทางแก้ไข</p> <ol start="2"> <li class="show">บทความวิจัย (Research Article)</li> </ol> <p>เป็นการนำเสนอผลงานวิจัยอย่างเป็นระบบ กล่าวถึงความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ การดำเนินการวิจัย</p> <ol start="3"> <li class="show">บทความปริทัศน์ (Review Article)</li> </ol> <p>งานวิชาการที่ประเมินสถานะล่าสุดทางวิชาการ (State of the art) เฉพาะทางที่มีการศึกษาค้นคว้า มีการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ทั้งทางกว้าง และทางลึกอย่างทันสมัย โดยให้ข้อพิพากษ์ที่ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่ควรศึกษาและพัฒนาต่อไป</p> <p> </p> <p><strong>หลักเกณฑ์ในการส่งบทความ</strong><br />1. บทความที่ผู้เขียนส่งมาเพื่อตีพิมพ์จะต้องเป็นบทความที่ยังไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่หรืออยู่ระหว่างการเสนอขอตีพิมพ์จากวารสารอื่น<br />2. เนื้อหาในบทความต้องไม่คัดลอก ลอกเลียน หรือไม่ตัดทอนจากบทความอื่นโดยเด็ดขาด (การละเมินลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนเท่านั้น)<br />3. ผู้เขียนต้องเขียนบทความตามรูปแบบที่กำหนดไว้ในระเบียบการส่งบทความของ วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร<br />4. การพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จะพิจารณาเฉพาะบทความที่ได้รับการประเมินให้ตีพิมพ์เผยแพร่จากผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น<br />5. กรณีข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เขียนต้องปรับแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ และชี้แจงการแก้ไขต้นฉบับดังกล่าว มายังกองบรรณาธิการ</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/268901
การจัดการเรียนการรู้ฐานสมรรถนะ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ
2023-11-23T09:19:49+07:00
ภัทรพงษ์ สีนวล
phattharaphong.seenual@gmail.com
<p>การจัดการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ในปัจจุบันมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะที่จําเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต มีทักษะในการทำงาน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะต่าง ๆ แต่ปัญหาการจัดการเรียนรู้รายวิชา<br />การงานอาชีพในปัจจุบัน ส่วนมากยังคงเป็นการสอนแบบบรรยายอยู่ภายในห้องเรียน ยังขาดกระบวนการที่จะทำให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะที่เกิดสมรรถนะ อย่างไรก็ตามการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะต่าง ๆ นั้นยังคงเป็นสิ่งสำคัญของครูผู้สอนในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน การแก้ปัญหาและการดำรงชีวิต ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้ควรให้ผู้เรียนแสดงความสามารถที่เชี่ยวชาญ เน้นการนำความรู้ไปใช้จริง กำหนดความคาดหวังไว้สูง โดยครูผู้สอนสามารถ<br />ใช้แนวทางการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะแบบบูรณาการผสานหลายสมรรถนะ เนื่องจากเป็นการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม<br />ที่นำสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต สังคม และโลกเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้เรียนมาเชื่อมโยงกับเนื้อหา ทักษะ และเจตคติ</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/280840
การกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย
2025-08-04T14:42:03+07:00
ณัฐนิรันดร์ ปอศิริ
porsiri.n@gmail.com
<p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการทำวิจัยทุกประเภท เนื่องจากวัตถุประสงค์การวิจัยมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินการวิจัยทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นกรอบแนวคิด วิธีดำเนินการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุป และรายงานผลการวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัยที่มีความชัดเจน และตรงประเด็น จะช่วยให้ผู้วิจัยได้คำตอบที่ตรงกับจุดมุ่งหมายในการทำวิจัย ส่งผลให้งานวิจัยนั้นมีความเที่ยงตรงภายใน และมีความน่าเชื่อถือ แต่หากผู้วิจัยกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยไม่ถูกต้องหรือ ไม่ชัดเจน อาจส่งผลให้วิธีการดำเนินการวิจัยเกิดคลาดเคลื่อน และผลการวิจัยไม่ตรงตามจุดมุ่งหมายการวิจัย บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายหลักการ ส่วนประกอบ ตัวอย่างวัตถุประสงค์การวิจัย ระดับของวัตถุประสงค์ ความสัมพันธ์ของวัตถุประสงค์กับขั้นตอนการดำเนินการวิจัย พร้อมแนวทางในการกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย เหมาะสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ครู ผู้บริหาร บุคลากร และนักวิจัยที่กำลังพัฒนาทักษะการทำวิจัย สามารถนำองค์ความรู้ และแนวทางการกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยไปใช้กำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมด้วยตนเอง</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/282394
การบริหารงบประมาณของสถานศึกษาไทย: ปัญหา บริบท และแนวทางพัฒนาอย่างยั่งยืน
2025-09-04T16:33:36+07:00
พัชยากรณ์ พูลเกตุ
patchayakorn.po@skru.ac.th
ศิลป์ชัย สุวรรณมณี
patchayakorn.po@skru.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาการบริหารงบประมาณของสถานศึกษาไทย ศึกษาความแตกต่างของปัญหาตามบริบท และเสนอแนวทางพัฒนาระบบบริหารงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืน โดยอาศัยการวิเคราะห์เชิงเอกสารจากงานวิจัยและรายงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสังเคราะห์เชิงประเด็นเพื่อจัดกลุ่มลักษณะปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ได้ใช้แนวคิดการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน (Performance-Based Budgeting: PBB) เป็นกรอบในการวิเคราะห์ <br />ผลการวิเคราะห์พบว่าปัญหาสามารถจำแนกได้เป็น 4 มิติ ได้แก่ ระบบและขั้นตอนการบริหาร บุคลากร ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส และโครงสร้างการกำกับดูแล โดยมีลักษณะปัญหาแตกต่างกันตามประเภท ขนาด และสังกัดของสถานศึกษา เช่น โรงเรียนขนาดเล็กมีข้อจำกัดด้านกลไกควบคุม ส่วนโรงเรียนในสังกัดท้องถิ่นมักประสบปัญหาด้านกระบวนการเบิกจ่าย ทั้งนี้ยังได้นำเสนอแนวทางพัฒนา 7 ประการ ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การพัฒนาระบบสารสนเทศ การจัดทำคู่มือแนวปฏิบัติ <br />การเสริมสร้างธรรมาภิบาล การปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร การจัดทำแผนงบประมาณแบบมีส่วนร่วม และการส่งเสริมระบบนิเทศภายใน พร้อมทั้งสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ 5 ด้าน ได้แก่ การบูรณาการนโยบายจากระดับบนสู่การปฏิบัติ การพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่ทุนโครงสร้าง การสร้างวัฒนธรรมองค์การที่ตระหนักรู้ ความไม่สมดุลของอำนาจและภาระงาน และการใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการกำหนดนโยบายและพัฒนาระบบบริหารงบประมาณสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/277805
การพัฒนาทักษะการเขียน คำมาตรา แม่ ก กา ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน โดยใช้สื่อบัตรคำอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับเกม Wordwall
2025-04-28T10:02:08+07:00
มูฮัมหมัดรัฟฟีร์ บินมะเด็ง
644193021@parichat.skru.ac.th
โสภณ ชัยวัฒนกุลวานิช
Sophon.ch@skru.ac.th
พัชยากรณ์ พูลเกตุ
patchayakorn.po@skru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนคำมาตรา แม่ ก กา สำหรับนักเรียนบกพร่องทางการได้ยิน โดยใช้สื่อบัตรคำอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับเกม wordwall และเพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนคำมาตรา แม่ ก กา สำหรับนักเรียนบกพร่องทางการได้ยิน โดยใช้รูปแบบการสอนสื่อบัตรคำอิเล็กทรอนิกส์ร่วมเกม wordwall กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งกำลังศึกษาภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จากโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดสงขลา โดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกทักษะการเขียน แบบทดสอบทักษะการเขียนคำมาตรา แม่ ก กา และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการเขียนคำมาตรา แม่ ก กา ของนักเรียนหลังการเรียนรู้โดยใช้สื่อบัตรคำอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับเกม Wordwall สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะการเขียนคำที่มีมาตรา แม่ ก กา ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังใช้สื่อบัตรคำอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับเกม Wordwall คำมาตรา แม่ ก กา พบว่าคะแนนหลังใช้สื่อบัตรคำอิเล็กทรอนิกส์ คำมาตรา แม่ ก กา สูงกว่าคะแนนสอบก่อนใช้สื่อบัตรคำอิเล็กทรอนิกส์ Wordwall</p> <p>ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบนี้อยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การใช้สื่อบัตรคำอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับเกม Wordwall ช่วยพัฒนาทักษะการเขียนคำมาตรา แม่ ก กา สำหรับนักเรียนบกพร่องทางการได้ยินได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/280320
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความฉลาดรู้ด้านการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์
2025-07-05T23:38:47+07:00
สุกัญญา อำไพพงษ์
sukanyaplk2@esdc.go.th
อัมพร ใจเด็จ
sukanyaplk2@esdc.go.th
ณัฐกานต์ ประจันบาน
sukanyaplk2@esdc.go.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความฉลาดรู้ ด้านการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2) ค้นหาและสร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยที่มีผลต่อความฉลาดรู้ด้านการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและ 3) ค้นหาและสร้างสมการพยากรณ์ที่ประหยัดที่สุดที่ส่งผลต่อต่อความฉลาดรู้ด้านการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ จำนวน 400 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามปัจจัยที่มีผลต่อความฉลาดรู้ด้านการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและ แบบประเมินความสามารถความฉลาดรู้ด้านการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น .935 และ .953 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ค่าความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อความฉลาดรู้ด้านการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่าง .388-.758 ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในระดับต่ำถึงสูง ทุกคู่มีความสัมพันธ์ในทิศทางบวก และมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกคู่ 2) สมการพยากรณ์ปัจจัยที่มีผลต่อความฉลาดรู้ด้านการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในรูปคะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐานได้ ดังนี้ Y = 1.304 + .033X<sub>1 </sub>+ .155X<sub>2</sub>* + .159X<sub>3</sub>* + .105X<sub>4</sub>* + .155X<sub>5</sub>* + .107X<sub>6</sub>* และ Z<sub>Y</sub> = .039X<sub>1 </sub>+ .223X<sub>2</sub>* + .200X<sub>3</sub>* + .159X<sub>4</sub>* + .247X<sub>5</sub>* + .161X<sub>6</sub>* และ3) สมการพยากรณ์ที่ประหยัดที่สุดที่ส่งผลต่อต่อความฉลาดรู้ด้านการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานได้ ดังนี้ Y = 1.347 + .162X<sub>2</sub>* + .174X<sub>3</sub>* + .100X<sub>4</sub>* + .156X<sub>5</sub>* + .113X<sub>6</sub>* และ Z<sub>Y</sub> = .233X<sub>2</sub>* + .220X<sub>3</sub>* + .151X<sub>4</sub>* + .248X<sub>5</sub>* + .170X<sub>6</sub>*</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/280258
ปัจจัยที่มีผลต่อทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ของนักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ
2025-08-22T16:29:31+07:00
อัมพร ใจเด็จ
amporn.chaided@gmail.com
สุกัญญา อำไพพงษ์
amporn.chaided@gmail.com
ณัฐกานต์ ประจันบาน
amporn.chaided@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ 2) ค้นหาและสร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยที่มีผลต่อทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ และ 3) ค้นหาและสร้างสมการพยากรณ์ที่ประหยัดที่สุดที่ส่งผลต่อทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1-4 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 700 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ และแบบสอบถามปัจจัยที่มีผลต่อทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยและระดับทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ มีสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่าง .128 - .754 ซึ่งมีความสัมพันธ์ในทิศทางบวก และมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกคู่ 3) สมการพยากรณ์ปัจจัยที่มีผลต่อทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ ทั้งในรูปของคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานได้ดังนี้</p> <p>Y = .477 + .166MOT* + .137ATT* + .133DSC* + .131PER* + .094ENV* + .068EXP* + .068CON* + .060TRN* + .025INS + .013FAM</p> <p>Zy = .256MOT* + .243DSC* + .241ATT* + .232PER* + .172ENV* + .125CON* + .113EXP* + .089TRN* + .039INS + .024FAM</p> <p>และ 4) สมการพยากรณ์ที่ประหยัดที่สุดที่ส่งผลต่อทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานได้ ดังนี้</p> <p>Y = .476 + .088ENV* + .134DSC* + .041TRN* + .191MOT* + .134PER* + .155ATT* + .073CON* + .080EXP*</p> <p>Zy = .161ENV* + .245DSC* + .061TRN* + .294MOT* + .237PER* + .272ATT* + .133CON* + .134EXP*</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/279585
THE EFFECTS OF HOSPITALITY MANAGEMENT CORE COURSE ON UNDERGRADUATE STUDENT’S CAREER GOAL BASED ON SOCIAL COGNITIVE CAREER THEORY IN A CHENGDU COLLEGE
2025-05-26T15:53:54+07:00
Fei Long
lf9410201020@163.com
Nipaporn Sakulwongs
nipaporn.c@rsu.ac.th
<p>This study investigated the impact of a hospitality management core course on students’ career goal-setting using Social Cognitive Career Theory (SCCT) and the Recognize-Design-Reflect (RDR) model. A mixed-methods approach combined surveys from 302 students with interviews and classroom observations. Quantitative results indicated improvements in self-efficacy, outcome expectations, and goal clarity, with factor analysis identifying three key influences: skills training, decision-making support, and industry value perception. Paired t-tests and correlation analysis confirmed stronger links between self-efficacy and goal-setting. However, qualitative findings revealed that increased confidence did not always translate into industry commitment, as some students reconsidered their fit after deeper exposure to industry realities. The study underscores the dual function of career education: strengthening readiness while encouraging reassessment. It recommends integrating mentorship and adaptability training in curricula and improving industry transparency to support retention. Future research should adopt longitudinal designs to explore the stability of career intentions and compare educational strategies.</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/279584
OPTIMIZING SAFETY, DATA RELIABILITY, AND RESEARCH DIVERSITY IN ETHNOMUSICOLOGY FIELDWORK: A CASE STUDY OF UNDERGRADUATE STUDENTS IN YUNNAN UNIVERSITIES
2025-05-26T15:50:44+07:00
Jiatan Li
lijiatanwork@gmail.com
Nipaporn Sakulwongs
Nipaporn.c@rsu.ac.th
<p style="font-weight: 400;">Fieldwork plays a central role in ethnomusicology, enabling students to engage with real-world musical practices. However, this study reveals that many student researchers encounter serious challenges, particularly regarding safety, data reliability, and research diversity. A mixed-methods approach was used, involving surveys from 350 students and 15 interviews across four universities in Yunnan Province, China. Results showed that 62% of students faced safety risks, while only 34.4% applied data validation techniques such as triangulation. Furthermore, over 70% focused on well-known ethnic groups, leaving lesser-known communities underrepresented. These trends raise concerns about the depth, scope, and academic value of undergraduate fieldwork. Based on these findings, the study proposes practical strategies, including scenario-based safety training, standardized methodological instruction, and institutional support for underrepresented regions. These measures aim to improve students’ readiness, promote diverse fieldwork practices, and enhance the overall quality of ethnomusicology education.</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/279308
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี
2025-05-13T23:48:04+07:00
ดาวรถา วีระพันธ์
daorathar@vru.ac.th
ณัฐรดี อนุพงค์
daorathar@vru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน 2) ศึกษาความสามารถการคิดวิเคราะห์หลังเรียนด้วยโครงงานเป็นฐานร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้านเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน กลุ่มตัวอย่าง<br />ในการวิจัยครั้งนี้ นักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่ลงทะเบียนรายวิชาการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาชุมชน <br />(รหัสวิชา SCS 217) ภาคการศึกษา 1/2567 ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่มจำนวน 26 คน จากประชากรทั้งหมด 95 คน เครื่องมือ<br />ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ 1) แผนจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน 2) แบบทดสอบ<br />วัดความสามารถการคิดวิเคราะห์ และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน มีการจัดกิจกรรมแบบผสมผสานออนไลน์ผ่าน Google Classroom ร่วมกับการจัดกิจกรรมในชั้นเรียนรวมถึงบูรณาการการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นระบุปัญหา 2. ขั้นรวบรวมข้อมูล 3. ขั้นวิเคราะห์และออกแบบโครงงาน 4. ขั้นพัฒนาและปรับปรุง 5. ขั้นนำเสนอผลงานและประเมินผล 2) นักศึกษามีความสามารถทางการคิดวิเคราะห์หลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ 78.97<br />สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (ร้อยละ 75) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักศึกษามีความพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้านในระดับมากที่สุดค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.59</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/278484
การศึกษาผลของการใช้แอปพลิเคชัน Hello Chinese ในการพัฒนาทักษะการเขียนตัวอักษรจีนของผู้เรียนระดับต้น
2025-06-18T15:53:19+07:00
มนตรี ดีโนนโพธิ์
montree.d@chandra.ac.th
ณิชา โชควิญญู
montree.d@chandra.ac.th
ม่าย เป่า
montree.d@chandra.ac.th
ภาวรรณ กิตดาการ
montree.d@chandra.ac.th
ปราการ บุตรแก้ว
montree.d@chandra.ac.th
สวี หยวน
montree.d@chandra.ac.th
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลของการใช้แอปพลิเคชัน Hello Chinese ในการพัฒนาทักษะการเขียนตัวอักษรจีนของผู้เรียนระดับต้น (2) วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงด้านความถูกต้องในการเขียนอักษรจีน และ (3) ประเมินความคิดเห็นของผู้เรียนต่อการใช้แอปพลิเคชันดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เรียนภาษาจีนระดับต้นจำนวน 30 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธี การสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน Hello Chinese ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ ระยะเวลา ในการทดลองคือ 8 สัปดาห์ โดยกลุ่มตัวอย่างใช้แอปพลิเคชันฝึกเขียนสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ๆ ละ 30 นาที รวมทั้งสิ้น 20 ชั่วโมง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบวัดทักษะการเขียนอักษรจีน แบบประเมินความถูกต้องของอักษร แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา t-test และ Cohen’s d ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงตีความ (Thematic Analysis)</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า คะแนนทักษะการเขียนของผู้เรียนหลังการใช้แอปพลิเคชันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) และมีขนาดของผล (Effect Size) เท่ากับ 0.86 ซึ่งอยู่ในระดับสูง ความถูกต้องในการเขียนอักษรจีนเฉลี่ยเพิ่มจาก 65.4% เป็น 81.25% โดยเฉพาะในกลุ่มตัวอักษรที่ใช้บ่อยหรือมีโครงสร้างเรียบง่าย นอกจากนี้ ผู้เรียนมีความคิดเห็นในเชิงบวกต่อแอปพลิเคชันในระดับ “มาก” ทั้งด้านความสะดวกในการใช้งาน ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ และแรงจูงใจในการฝึกฝน อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านความแม่นยำของระบบตรวจลายมือ และความหลากหลายของรูปแบบการฝึกเขียน ผลจากการสัมภาษณ์สนับสนุนข้อมูลเชิงปริมาณ โดยผู้เรียนส่วนใหญ่เห็นว่าแอปพลิเคชันช่วยให้เข้าใจลำดับขีดและโครงสร้างอักษรจีนได้ดีขึ้น</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/279057
การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แบบมีปฏิสัมพันธ์ เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานด้วย Scratch วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2025-04-09T00:33:11+07:00
เบญญาภา สายสังข์
benyapa.ss21@gmail.com
จอมสุรางค์ ลิมป์ประเสริฐกุล
jomsurang.l@pnru.ac.th
สุภาวดี พุทธรัตน์
suphawadee@rvb.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน์ผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานด้วย Scratch วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานด้วย Scratch วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนมีต่อบทเรียนออนไลน์ผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานด้วย Scratch วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย วิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) บทเรียนออนไลน์ผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานด้วย Scratch 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานด้วย Scratch 3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อบทเรียนออนไลน์ผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานด้วย Scratch</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความเหมาะสมของบทเรียนออนไลน์ผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานด้วย Scratch วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 มีผลการประเมินประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานด้วย Scratch โดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า โดยภาพรวมของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.64, S.D. = 0.56) 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานด้วย Scratch วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 ที่ใช้บทเรียนออนไลน์ผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 ต่อบทเรียนออนไลน์ผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานด้วย Scratch จำนวน 30 คน พบว่าโดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> = 4.86, S.D. = 0.23) ข้อค้นพบของงานวิจัยครั้งนี้คือ บทเรียนออนไลน์ผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ถือเป็นสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพเหมาะสมและเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมความพึงพอใจของนักเรียนต่อบทเรียน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/279719
การพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณและทักษะเชิงนวัตกรสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานสะเต็มศึกษา ในรายวิชาการสร้างเว็บไซต์
2025-06-16T14:39:50+07:00
ศรีสุดา สิงห์ชุม
srisuda.p@msu.ac.th
ดุษฎี ศรีสองเมือง
dutsadee.s@msu.ac.th
พัชรพล สิงห์ชุม
satit@msu.ac.th
<p>งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณและทักษะเชิงนวัตกรสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานสะเต็มศึกษา ในรายวิชาการสร้างเว็บไซต์ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 2) ศึกษาความคิดเชิงนวัตกรของนักเรียน และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานสะเต็มศึกษา โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบวัดทักษะการคิดเชิงคำนวณ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการออกแบบและสร้างเว็บไซต์ในหัวข้อที่สนใจ จำนวน 4 ครั้ง (ครั้งละ 2 ชั่วโมง) แบบประเมินทักษะเชิงนวัตกรของนักเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ ผลการศึกษาในภาพรวม พบว่าความสามารถในการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานสะเต็มศึกษา (µ= 31.825, S.D. = 8.433) สูงกว่าก่อนเรียน (µ= 15.975, S.D. = 7.419) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อยของแนวคิดเชิงคำนวณพบว่านักเรียนมีการพัฒนาด้านการคิดเชิงนามธรรมดีขึ้นมากที่สุด ผลการศึกษาทักษะเชิงนวัตกรของนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (µ=3.77) คุณลักษณะของนักเรียนด้านการลงมือทำและการทดลอง มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (µ =4.21) ผลการสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (µ =4.35) นักเรียนพึงพอใจด้านบรรยากาศการเรียนมากที่สุด (µ =4.56)</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/280651
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับแฟลชการ์ด AI เพื่อพัฒนาความสามารถอ่านคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย
2025-06-17T15:38:07+07:00
ธนิดา วรฤทธิ์
thanidaworarit@gmail.com
นันทวรรณ แก้วโชติ
Thanidaworarit@gmail.com
กัญณภัทร นิธิศวราภากุล
thanidaworarit@gmail.com
พลิสา สุนทรเศวต
thanidaworarit@gmail.com
<p>ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับแฟลชการ์ด AI เพื่อพัฒนาความสามารถอ่านคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถอ่านคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย ก่อนและหลังการสอน 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับแฟลชการ์ด ประชากรที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบการอ่านคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัย ระหว่างควอไทล์ และสถิติทดสอบ The Wilcoxon Matched Pairs Signed – Ranks Test สรุปผลการวิจัย</p> <p>1. <span style="font-size: 0.875rem;">ความสามารถอ่านคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</span></p> <p>2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับแฟลชการ์ด AI ภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> = 4.83, S.D. = 0.35)</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/280471
การพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะตีมศึกษา (STEAM Education) สำหรับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 ด้วยกระบวนการนิเทศแบบโค้ช และการดูแลให้คำปรึกษาแนะนำ (Coaching and Mentoring)
2025-06-12T12:10:44+07:00
สุกัญญา อำไพพงษ์
sukanyaplk2@esdc.go.th
ชูศักดิ์ เพชรกระจ่าง
sukanyaplk2@esdc.go.th
อัมพร ใจเด็จ
sukanyaplk2@esdc.go.th
สำราญ มีแจ้ง
sukanyaplk2@esdc.go.th
ณัฐวุฒิ อำไพพงษ์
sukanyaplk2@esdc.go.th
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันในการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะตีมศึกษา และ2) พัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะตีมด้วยกระบวนการนิเทศแบบโค้ชและการดูแล ให้คำปรึกษาแนะนำ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์และวิทยาการคำนวณ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 จำนวน 10 คน จาก 5 โรงเรียนในอำเภอบางกระทุ่ม โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันในการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะตีมศึกษา และ2) แบบประเมินความสามารถในการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะตีมศึกษา ด้วยกระบวนการนิเทศแบบโค้ชและการดูแล ให้คำปรึกษาแนะนำ ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น .940 และ.904 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า 1) สภาพปัจจุบันในการจัดการเรียนรู้ ตามแนวทางสะตีมศึกษาโดยรวมมีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> = 4.10, S.D. = .39) 2) ความสามารถ ในการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะตีมศึกษาหลังการนิเทศโดยรวมอยู่ระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> = 4.70, S.D. = .27)</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/280579
การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับชุดแบบฝึกออนไลน์ สำหรับพัฒนาทักษะการฟังภาษาเวียดนามเพื่อความเข้าใจของนิสิตไทย
2025-09-30T09:19:20+07:00
ธู ฮว่าย เหงียน
nguyen.t@msu.ac.th
วรวุฒิ จำลองนาค
worrawoot.j@msu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับชุดแบบฝึกออนไลน์ในการพัฒนาทักษะการฟังภาษาเวียดนาม ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบทักษะการฟังภาษาเวียดนามเพื่อความเข้าใจหลังเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนิสิตต่อการจัดการเรียนรู้ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นิสิตที่ลงทะเบียนวิชาภาษาเวียดนามเพื่อการสื่อสาร ภาคเรียนที่ 2/2567 จำนวน 134 คน ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 67 คน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับชุดแบบฝึกออนไลน์ และกลุ่มควบคุม 67 คน ที่เรียนแบบปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับชุดแบบฝึกออนไลน์ 2) แบบทดสอบวัดทักษะการฟังภาษาเวียดนามเพื่อความเข้าใจ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนิสิตที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (<em>t-</em>test) แบบอิสระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ 86.23/78.10 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) นิสิตกลุ่มทดลองมีทักษะการฟังภาษาเวียดนามหลังเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นิสิตมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/283140
การศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการและแนวทางในการพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามมาตรฐาน CEFR สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู
2025-09-04T15:13:12+07:00
พิชามญชุ์ จำรัสศรี
pichamon@pnru.ac.th
ศศิธร โสภารัตน์
pichamon@pnru.ac.th
จันทราภา พูลสนอง
pichamon@pnru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามมาตรฐาน CEFR สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู และ 2) แนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู ประชากรในการวิจัย คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567วิทยาลัยการฝึกหัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จำนวน 227 คน จาก 12 กลุ่มเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามมาตรฐาน CEFR ของนักศึกษาวิชาชีพครู และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) นักศึกษามีสภาพปัญหาด้านการเขียนภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR นักศึกษาวิชาชีพครูมีความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษตามมาตรฐาน CEFR<strong> </strong>ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> =2.60) และนักศึกษามีความต้องการพัฒนาทักษะในการเขียนในภาพรวมในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> =3.51)</p> <p>2) แนวทางในการในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูมี 4 แนวทาง คือ 1) นำกรอบมาตรฐานความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR ในระดับ B1 มาพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลผู้เรียน 2) นำแนวคิดวงรอบการเรียนและการสอน (Teaching and Learning Cycle) มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 3) นำกรอบแนวคิด TPACK มาบูรณาการในรูปแบบการจัดการเรียนรู้ และ 4) เลือกใช้ applications ต่าง ๆ มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/282489
THE EFFECTIVENESS OF PLACE-BASED EDUCATION WITH TECHNOLOGY TO IMPROVE SCIENCE LEARNING ACHIEVEMENT OF GRADE 5 BHUTANESE STUDENTS
2025-09-04T17:12:09+07:00
Chaten
chaten@education.gov.bt
Nipaporn Sakulwongs
nipaporn.c@rsu.ac.th
<p>This study explored the effectiveness of place-based education with technology to improve science learning achievement and satisfaction of grade 5 Bhutanese students. The study employed a mixed-methods design with 31 grade 5 research participants from one of the primary schools in the central part of Bhutan over a period of 4 weeks. The purposive sampling technique was utilized since there was only one section of grade 5 in the school. The learning achievement tests were conducted to collect quantitative data and semi-structured interviews to collect qualitative data. The quantitative data was analyzed using a paired sample t-test, and the qualitative data was analyzed using thematic analysis. The data analysis of the learning achievement tests showed that the mean score of the post-test (17.98) was much higher than the pretest (10.03). The data also revealed the mean difference of 7.95 and the significance (p) value of 0.01, which indicated that place-based education with technology was efficacious in improving the learning achievements in science. Similarly, the findings from the semi-structured interview discovered that the research participants had remarkable learning satisfaction. Therefore, the findings of the study highlighted that place-based education with technology was one of the teaching approaches that improved learning achievement and enhanced students’ learning satisfaction in learning science.</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/282425
THE EFFECTS OF MULTIMEDIA INQUIRY-BASED LEARNING ON MATHEMATICS LEARNING ACHIEVEMENT FOR GRADE FIVE BHUTANESE STUDENTS
2025-11-09T14:20:56+07:00
Selden
seldenselly@education.gov.bt
Nipaporn Sakulwongs
nipaporn.c@rsu.ac.th
<p>This study investigated the effects of Multimedia Inquiry-Based Learning on mathematics learning achievement for grade five Bhutanese students. The study was conducted with a sample group selected through a clustered random sampling method from a school in Thimphu, Bhutan. This study employed a mixed-methods research design. A total of 32 students participated, utilizing four lesson plans, achievement tests (pre-test and post-test), and semi-structured interviews for data collection. Quantitative data from the tests were analyzed using a paired sample <em>t</em>-test, which revealed a significant increase in posttest scores (x̅ = 15.25) compared to pretest scores (x̅ = 10.75), resulting in a mean difference of 4.5. Additionally, qualitative data obtained from semi-structured interviews indicated that students were delighted with the learning experience. Hence, the findings suggested that multimedia inquiry-based learning significantly enhanced students' mathematics achievement, providing educators with an effective approach for teaching fractions.</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร