วิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION
<p> วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เป็นวารสารราย 6 เดือน เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานในลักษณะบทความวิชาการ (Academic Article) บทความวิจัย (Research Article) และบทความปริทัศน์ (Review Article) แก่นักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปที่สนใจ</p> <p><strong>ขอบเขตของผลงานที่ตีพิมพ์</strong></p> <p> วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พิจารณาเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย ที่มีสาระเกี่ยวเนื่องกับ</p> <p>- การศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ ด้านศึกษาศาสตร์และครุศาสตร์ (Education)</p> <p>- นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา (Innovation and Technology in Education)</p> <p>- การบริหารการศึกษา (Educational Administration)</p> <p>- หลักสูตร (Curriculum)</p> <p>- การจัดการเรียนการสอน (Classroom Management, Instruction)</p> <p>- การเรียนรู้ (Learning)</p> <p>- การศึกษาปฐมวัย (Early Childhood, Kindergarten, Pre-school Education)</p> <p>- ประถมศึกษา (Elementary Education)</p> <p>- มัธยมศึกษา (Secondary Education)</p> <p>- การวิจัยทางการศึกษา (Educational Research)</p> <p>- การวัดผลและประเมินผล (Assessment and Evaluation)</p> <p>- สถิติทางการศึกษา (Educational Statistics)</p> <p>- ปรัชญาและศาสนาการศึกษา (Educational Philosophy and Religion) </p> <p>- จิตวิทยาการศึกษา (Psychology)</p> <p>- การแนะแนว (Guidance)</p> <p>- การศึกษาพิเศษ (Special Education)</p> <p>- การประกันคุณภาพการศึกษา (Quality Assurance in Education)</p> <p>- การพัฒนาวิชาชีพครู (Teacher Professional Education)</p> <p>- การฝึกอบรมและการศึกษาผู้ใหญ่ (Training and Adult Education)</p> <p>- การศึกษาสำหรับการพัฒนาชุมชนและสังคม (Education for Community and Social Development)</p> <p>- การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)</p> <p>- สาขาวิชาอื่น ๆ ในสหวิทยาการด้านครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ (Others involving educational integration)</p> <p> </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้จะได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) อย่างน้อย 3 ท่าน โดยผู้เขียนและผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความจะไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน (Double-blind Peer Review)</p> <p> </p> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์</strong></p> <ol> <li class="show">บทความวิชาการ (Academic Article)</li> </ol> <p>งานเขียน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นความรู้ใหม่ กล่าวถึงความเป็นมาของปัญหา วัตถุประสงค์ แนวทางการแก้ไขปัญหา มีการใช้แนวคิดทฤษฎี ผลงานวิจัยจากแหล่งข้อมูล เช่น หนังสือ วารสารวิชาการ อินเทอร์เน็ตประกอบการวิเคราะห์วิจารณ์ เสนอแนวทางแก้ไข</p> <ol start="2"> <li class="show">บทความวิจัย (Research Article)</li> </ol> <p>เป็นการนำเสนอผลงานวิจัยอย่างเป็นระบบ กล่าวถึงความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ การดำเนินการวิจัย</p> <ol start="3"> <li class="show">บทความปริทัศน์ (Review Article)</li> </ol> <p>งานวิชาการที่ประเมินสถานะล่าสุดทางวิชาการ (State of the art) เฉพาะทางที่มีการศึกษาค้นคว้า มีการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ทั้งทางกว้าง และทางลึกอย่างทันสมัย โดยให้ข้อพิพากษ์ที่ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่ควรศึกษาและพัฒนาต่อไป</p> <p> </p> <p><strong>หลักเกณฑ์ในการส่งบทความ</strong><br />1. บทความที่ผู้เขียนส่งมาเพื่อตีพิมพ์จะต้องเป็นบทความที่ยังไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่หรืออยู่ระหว่างการเสนอขอตีพิมพ์จากวารสารอื่น<br />2. เนื้อหาในบทความต้องไม่คัดลอก ลอกเลียน หรือไม่ตัดทอนจากบทความอื่นโดยเด็ดขาด (การละเมินลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนเท่านั้น)<br />3. ผู้เขียนต้องเขียนบทความตามรูปแบบที่กำหนดไว้ในระเบียบการส่งบทความของ วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร<br />4. การพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จะพิจารณาเฉพาะบทความที่ได้รับการประเมินให้ตีพิมพ์เผยแพร่จากผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น<br />5. กรณีข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เขียนต้องปรับแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ และชี้แจงการแก้ไขต้นฉบับดังกล่าว มายังกองบรรณาธิการ</p>
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
th-TH
วิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา
2774-0706
-
การศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาจีนระดับปริญญาโทในการตัดสินใจเลือกเรียนมหาวิทยาลัยลัยในประเทศไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/282625
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาจีนระดับปริญญาโทเกี่ยวกับเหตุผลในการเลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย และเพื่อศึกษาปัญหาที่นักศึกษาจีนพบระหว่างการเรียนในระดับบัณฑิตศึกษา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากนักศึกษาจีนจำนวน 30 คน จากมหาวิทยาลัย 2 แห่งในประเทศไทยโดยการใช้วิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า เหตุผลหลักที่นักศึกษาจีนเลือกเรียนในประเทศไทย ได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม คุณภาพการศึกษา สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร และโอกาสทางวิชาชีพในภูมิภาคอาเซียน ส่วนปัญหาที่พบนั้นเกี่ยวข้องกับอุปสรรคด้านภาษา ระบบบริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัย การเข้าถึงข้อมูลวิชาการ และการปรับตัวเข้ากับระบบการเรียนรู้และวัฒนธรรมที่แตกต่าง ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยนี้เน้นการพัฒนาโครงสร้างการสนับสนุนแก่นักศึกษาต่างชาติ รวมถึงการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนและระบบบริการให้เหมาะสมกับนักศึกษาชาวต่างชาติมากขึ้น</p>
มนต์ศิระ จรูญสิทธิ์
เชียง เภาชิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
1
9
-
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาอาชีวะ ชั้นปีที่ 2 ในจังหวัดปทุมธานี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/282756
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาอาชีวะ ชั้นปีที่ 2 ในจังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาอาชีวะระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ของวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี จำนวน 91 คน การพัฒนาเครื่องมือสำหรับการวิจัยนี้มีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 กำหนดสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาอาชีวะโดยอิงกรอบแนวคิดสมรรถนะดิจิทัลของ Schwartz et al (2024) ขั้นตอนที่ 2 ทดสอบความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถาม (Index of item Objective Congruence: IOC) ขั้นตอนที่ 3 ทดสอบความเที่ยง (Reliability) โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของ Cronbach’s ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory factor analysis) ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS และขั้นตอนที่ 5 วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป MPlus เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบวัดสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาอาชีวะแบบ 5 ระดับ ประกอบด้วย 4 ตัวชี้วัด รวมข้อคำถาม 10 ข้อ ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.97 ค่าความเที่ยงโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยพบว่า โมเดลสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาอาชีวะที่พัฒนาขึ้นมาเป็นโมเดลเอกมิติ สอดคล้องกับกรอบแนวคิดสมรรถนะดิจิทัลของ Schwartz et al (2024) ตามทฤษฎี ดัชนีความสอดคล้องของโมเดลสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาอาชีวะมีเกณฑ์ส่วนใหญ่สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดย ไคสแควร์ (χ2) = 213.27, p =0.00 df = 35CFI= 0.93, TLI = 0.92, SRMR = 0.03, RMSEA = 0.11</p>
กชวรรณ หาญกล้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
10
24
-
แนวทางการจัดการศึกษาในระบบออนไลน์ สำหรับนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเห็นในระดับปริญญาตรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/282308
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนออนไลน์สำหรับนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเห็นในระดับปริญญาตรี และ 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ที่เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของนักศึกษากลุ่มดังกล่าว กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเห็นในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จำนวน 7 คน ซึ่งกำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ 2) การสัมภาษณ์แบบสนทนากลุ่ม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเห็นประกอบด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ที่ไม่รองรับโปรแกรมอ่านหน้าจอ ขาดอุปกรณ์ช่วยเหลือที่เหมาะสม ขาดการสนับสนุนทางเทคนิค และไม่สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังพบปัญหาด้านการสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนซึ่งไม่เข้าใจความต้องการเฉพาะของนักศึกษากลุ่มนี้</p> <p>แนวทางที่เหมาะสมในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์สำหรับนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเห็น ได้แก่ การพัฒนาและปรับปรุงแพลตฟอร์มการเรียนรู้ให้สามารถเข้าถึงได้ด้วยโปรแกรมอ่านหน้าจอและสื่อการสอนที่ใช้งานง่าย การจัดอบรมผู้สอนเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยเหลือและการออกแบบสื่อที่เข้าถึงได้ การจัดทีมสนับสนุนทางเทคนิคเฉพาะทาง และการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น เช่น การปรับเวลาเรียน การยืดเวลาสอบ และการให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้การเรียนรู้ของนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเห็นเป็นไปอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีประสิทธิภาพ</p>
พรรณรอง ฐิติพรวณิช
ทหัยรัตน์ ศรีชัยชนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
25
38
-
การศึกษาผลการใช้สื่อแอนิเมชันเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง คำศัพท์ผลไม้ภาษาอังกฤษ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/283701
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้สื่อแอนิเมชันเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง คำศัพท์ผลไม้ภาษาอังกฤษเพื่อประเมินคุณภาพและประเมินผลการเรียนรู้ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อสื่อแอนิเมชันเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง คำศัพท์ผลไม้ภาษาอังกฤษกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยจับสลากได้นักเรียนระดับประถมศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 35คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) สื่อแอนิเมชันเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง คำศัพท์ผลไม้ภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 2) แบบประเมินคุณภาพของสื่อแอนิเมชัน และ 3) แบบประเมินผลการเรียนรู้ของกลุ่มตัวอย่างสถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติการทดสอบแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-testfor Dependent)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผลการประเมินคุณภาพสื่อเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง คำศัพท์ผลไม้ภาษาอังกฤษโดยผู้เชี่ยวชาญ มีคุณภาพโดยรวมทั้ง 3 ด้าน มีค่าเฉลี่ยรวมเป็น 4.57 ซึ่งระดับคุณภาพอยู่ในระดับดีมากและผลการประเมินการเรียนรู้ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อสื่อแอนิเมชัน พบว่า ค่าเฉลี่ยก่อนเรียนของกลุ่มตัวอย่างได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 11.63 และค่าเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16.74 โดยคิดเป็นร้อยละ 83.71 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05</p>
ชุมพล จันทร์ฉลอง
อมีนา ฉายสุวรรณ
นาตยา ร่วมสมัคร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
39
51
-
กิจกรรมเสริมสร้างทักษะทางสังคมสำหรับนักศึกษาครู มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/283869
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจสภาพและปัญหาทักษะทางสังคมของนักศึกษาวิทยาลัยการฝึกหัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ 2) ออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างทักษะทางสังคมสำหรับนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์ กลุ่มที่ศึกษา คือ นักศึกษาครูชั้นปีที่ 2 - 4 ในปีการศึกษา 2567 รวม 986 คน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาปัจจุบันจำนวน 37 คน มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการผลิตครูได้แก่ตัวแทนผู้บริหารสถานศึกษา อาจารย์นิเทศก์ ครูพี่เลี้ยง ตัวแทนนักศึกษาปัจจุบัน จำนวนรวม 9 คน การวิจัยใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมผสานระหว่างวิธีวิจัยเชิงสำรวจและการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและปัญหาเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษากับบุคลากรและนักเรียนในโรงเรียน 2) แนวคำถามสนทนากลุ่ม 3) แบบสอบถามการรับรู้ในประสบการณ์ทักษะทางสังคมของนักศึกษาครูและ 4) แบบประเมินคุณภาพกิจกรรม ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้วยดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ส่วนใหญ่มีปัญหาทักษะการสร้างความสัมพันธ์ โดยเฉพาะการสื่อสาร การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน และการแก้ปัญหา โดยระดับชั้นของนักศึกษามีความ สัมพันธ์กับความมั่นใจด้านพฤติกรรมทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 การออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างทักษะทางสังคมสังเคราะห์ได้จากเอกสารและการอภิปรายกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีหลักสำคัญคือ การวิเคราะห์ผู้เรียน การเรียนรู้แบบร่วมมือ การใช้ปัญหาเป็นฐาน และระบบพี่เลี้ยง ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ต่อคุณภาพในภาพรวมของกิจกรรมตามองค์ประกอบที่ออกแบบขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ศศิธร โสภารัตน์
พงศธร กล่อมสกุล
อัญชลี นิลสุวรรณ
วชิราภรณ์ ฟูนัน
ศุภษิกานต์ ลบบำรุง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
52
71
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา GEN 603 การออกกำลังกายในชีวิตประจำวันต่อการพัฒนาสมรรถภาพทางกายและความรู้ของนักศึกษาคณะจิตวิทยา โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/281976
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความรู้และสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ในรายวิชา GEN 603 การออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน ก่อนและหลังเรียน</p> <p>กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาคณะจิตวิทยาที่ลงเรียนในรายวิชา GEN 603 การออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน จำนวนทั้งหมด 60 คน เป็นเพศหญิง 40 คน (ร้อยละ 66.67) และเพศชาย 20 คน (ร้อยละ 33.33) การสอนใช้วิธี Active Learning ที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ทำงานเป็นกลุ่ม และฝึกออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายเครื่องมือที่ใช้คือแบบทดสอบความรู้ทางด้านการออกกำลังกายและแบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย วิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ใช้สรุปข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง เป็นค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ด้านความรู้ คะแนนความรู้ด้านการออกกำลังกายหลังเรียน (M = 23.39, S.D. = 1.659) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 13.06, S.D. = 1.862) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านสมรรถภาพทางกาย นักศึกษาชาย หลังเรียนมีสมรรถภาพในเกณฑ์ปกติเพิ่มจาก 3 รายการเป็น 4 รายการ โดยเฉพาะการยืน-นั่งบนเก้าอี้ 60 วินาทีที่พัฒนาจากเกณฑ์ต่ำเป็นปานกลางนักศึกษาหญิง พัฒนาจากเกณฑ์ต่ำในทุกรายการ (ยกเว้นดัชนีมวลกายที่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ท้วม) เป็นเกณฑ์ปานกลางทั้ง 4 รายการ ได้แก่ การนั่งงอตัวไปข้างหน้า แรงบีบมือ การยืน-นั่งบนเก้าอี้ 60 วินาที และการยืนยกเข่าขึ้นลง 3 นาที</p> <p>การพัฒนาสมรรถภาพทางกายที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมมหาวิทยาลัยที่เอื้อต่อการออกกำลังกาย การจัดการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติ และการส่งเสริมให้นักศึกษาทำกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที ผลการวิจัยสอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลกและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสมรรถภาพทางกายผ่านการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ</p>
ชัชวาลย์ เกตุศิริ
รุ่งทิวา สุภานันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
72
85
-
การพัฒนาชุดฝึกอบรมออนไลน์ หลักสูตรการจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย สำหรับครูผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/283252
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกอบรมออนไลน์ หลักสูตร การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์จากการฝึกอบรมด้วยชุดฝึกอบรมออนไลน์ หลักสูตร การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย สำหรับครูผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนและ 3) ศึกษาความคิดเห็นของครูผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีต่อการฝึกอบรมด้วยชุดฝึกอบรมออนไลน์ หลักสูตร การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย</p> <p>การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ประชากร ได้แก่ครูผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 19 เครือข่าย รวมเป็นจำนวน 216 คนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ปีการศึกษา 2567 ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มจำนวน 4 เครือข่าย รวมเป็นจำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยชุดฝึกอบรมออนไลน์ หลักสูตร การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย แบบทดสอบก่อนฝึกอบรม แบบทดสอบระหว่างอบรม แบบทดสอบหลังฝึกอบรม และแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อชุดฝึกอบรมสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพ E<sub>1</sub> / E<sub>2 </sub>ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดฝึกอบรมออนไลน์ หลักสูตร การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ 82.31/81.78 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2) ครูผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ที่เข้ารับการฝึกอบรมมีผลสัมฤทธิ์จากการฝึกอบรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ครูผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 มีความคิดเห็นต่อการฝึกอบรมด้วยชุดฝึกอบรมออนไลน์ ในระดับเห็นด้วยมากที่สุดโดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ เนื้อหามีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์</p>
ทักษ์ดนัย เชื้อสะอาด
ศันสนีย์ สังสรรค์อนันต์
ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
87
104
-
ภาวะผู้นำแบบเสริมพลังของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร ของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/284095
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบแบบเสริมพลังของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบแบบเสริมพลังของผู้บริหารสถานศึกษากับความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษา และ 4) ศึกษาปัจจัยภาวะผู้นำแบบแบบเสริมพลังที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างคือ ข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 333 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของโคเฮนที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 จากนั้นใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.971 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และสมการถอดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำแบบเสริมพลังของผู้บริหาร ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.13, <em>SD</em> = .56) 2) ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.09, <em>SD</em> = .506) 3) ภาวะผู้นำแบบเสริมพลัง โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำแบบเสริมพลังของผู้บริหารสถานศึกษา ทุกด้านร่วมกันพยากรณ์ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ได้ร้อยละ 71.1โดยปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติ .01 ได้แก่ ด้านการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม และด้านการแบ่งปันอำนาจ </p>
พิชามญชุ์ อินทนุพัฒน์
อุไร สุทธิแย้ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
105
122
-
ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/281835
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 384 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 5 คน ทำการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราวัดประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .987 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2)แนวทางการพัฒนาภาวะผู้เหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ในยุคดิจิทัล ได้แก่ (1) ด้านการส่งเสริมภาวะผู้นำตนเองของบุคลากร ผู้บริหารควรวางแผนการดำเนินงานอย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้บุคลากรมีบทบาทเป็นผู้นำ รวมถึงมีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานศึกษา (2) ด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี ผู้บริหารต้องประพฤติตนให้เป็นตัวอย่างที่เหมาะสม เคารพและรับฟังความคิดเห็นของบุคลากรอย่างจริงใจ (3) ด้านการกระตุ้นการตั้งเป้าหมายด้วยตนเอง ผู้บริหารควรดำเนินงานอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายชัดเจน และสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรตระหนักถึงเป้าหมายขององค์กร (4) ด้านการส่งเสริมทัศนคติเชิงบวก ควรใช้ถ้อยคำให้กำลังใจที่สร้างสรรค์ สนับสนุนให้บุคลากรมีความเปิดเผย จริงใจ และร่วมมือกันอย่างเป็นมิตร (5) ด้านการสนับสนุนผ่านการให้รางวัลและคำชมเชย ผู้บริหารควรสร้างขวัญกำลังใจ ด้วยการพิจารณาผลงานอย่างเป็นธรรม ชื่นชมเมื่อเหมาะสม และเปิดโอกาสให้บุคลากรพัฒนาตนเองตามศักยภาพ (6) ด้านการสร้างทีมงานอย่างมีส่วนร่วม ผู้บริหารควรส่งเสริมการทำงานเป็นทีม โดยใช้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม และระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่าย (7) ด้านการสร้างวัฒนธรรมผู้นำตนเองในองค์กร ควรจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม จัดหาทรัพยากรที่จำเป็น และกำหนดแนวปฏิบัติร่วม เพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมและค่านิยมแห่งภาวะผู้นำในสถานศึกษา</p>
พิมลพรรณ เพชรสมบัติ
อธิพงษ์ เพชรสุทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
123
132
-
ภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งความผาสุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/284122
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 2) ศึกษาระดับของการเป็นองค์กรแห่งความผาสุกในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรแห่งความผาสุก ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งความผาสุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 333 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของโคเฮนใช้วิธีการสุ่มเป็นการสุ่มแบบแยกกลุ่ม การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย และ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งความผาสุก สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.995 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.06, <em>SD</em> =.672) 2) การเป็นองค์กรแห่งความผาสุกในสถานศึกษาภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.03, <em>SD</em> =.693) 3) ภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรแห่งความผาสุก ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ พบว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา ทุกด้านร่วมกันพยากรณ์ส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งความผาสุกสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ได้ร้อยละ 79.8 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ชนสรณ์ ช่วยรอด
อุไร สุทธิแย้ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
133
148
-
การศึกษาการดำเนินงานงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสังกัด สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดลพบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/285544
<p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาระดับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดลพบุรี 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดลพบุรี โดยจำแนกตามเพศ ประสบการณ์ปฏิบัติงาน และระดับชั้นของครู และ 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดลพบุรี กลุ่มตัวอย่างวิจัยได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) จำนวน 191 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.97 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (F-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดลพบุรี ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.16, S.D. = 0.53) 2) ผลการเปรียบเทียบการดำเนินงานโดยจำแนกตามเพศ ประสบการณ์ปฏิบัติงาน และระดับชั้นครู พบว่าในภาพรวมและรายด้านทุกด้าน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางการพัฒนาที่สำคัญ คือ สถานศึกษาควรบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศผ่านระบบฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อการเข้าถึงข้อมูลนักเรียนเชิงลึกที่รวดเร็ว ร่วมกับการใช้เครื่องมือคัดกรองพฤติกรรมมาตรฐาน (SDQ และ Snap4) เพื่อจำแนกกลุ่มเป้าหมายให้แม่นยำและส่งต่อความช่วยเหลือได้ทันท่วงที</p>
มีน สุนทรวัฒน์
อัจฉราวรรณ จันทร์เพ็ญศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
149
160
-
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสระแก้ว
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/283843
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสระแก้ว</p> <p>ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารและบุคลากรในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสระแก้ว จำนวน 124 คน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหาร จำนวน 5 คน เครื่องมือได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสระแก้ว โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสระแก้ว ได้แก่ (1) ด้านการนิเทศการสอน ควรส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันผ่าน PLC และ KM ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการแลกเปลี่ยน และพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ (2) ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ทางการศึกษา ต้องสอดคล้องนโยบายชาติ วิเคราะห์บริบทพื้นที่ และดำเนินการแบบมีส่วนร่วม พร้อมติดตามและปรับปรุงต่อเนื่อง (3) ด้านการบริหารจัดการหลักสูตร ควรใช้กระบวนการมีส่วนร่วม เปิดช่องทางสื่อสารทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ใช้เครื่องมือประเมินคุณภาพ และรายงานผลการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ (4) ด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการ ควรจัดข้อมูลและอุปกรณ์สนับสนุนให้ครบวงจร และสร้างเครือข่ายการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ</p>
อัครเดช เจริญสุข
สุทธิพร สุทธิพร
พิมลพรรณ เพชรสมบัติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
161
180
-
ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/283857
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาและ 3) ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร</p> <p> กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานครสำนักงานเขตสายไหมปีการศึกษา 2567 จำนวน 234 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราวัดประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าสัมประสิทธิ์เท่ากับ .987 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร พบว่า ตัวแปรที่มีอำนาจในการพยากรณ์ได้แก่ ด้านมุ่งเน้นงาน ด้านการเปลี่ยนแปลงและด้านการตัดสินใจตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
หัสบดินทร์ พรมงาม
สุทธิพร บุญส่ง
พิมลพรรณ เพชรสมบัติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
181
194
-
แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนอิสลามเอกชนในกรุงเทพมหานคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/283867
<p>บทความวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนอิสลามเอกชนในกรุงเทพมหานคร 2. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนอิสลามเอกชนในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนจำนวน 278 คน โดยการสุ่มแบบชั้นภูมิตามขนาดของสถานศึกษาและผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม (ค่าความเชื่อมั่น = 0.946) และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนอิสลามเอกชนในกรุงเทพมหานครโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. แนวทางการพัฒนาควรบูรณาการสี่ด้าน คือ (1) ความซื่อสัตย์ สร้างวัฒนธรรมรับผิดชอบร่วมกันและประเมินตนเองต่อเนื่อง (2) การตัดสินใจ ใช้กระบวนการ After Action Review และ หลักการปรึกษาหารือ (ชูรอ) เพื่อทบทวนและปรึกษาหารืออย่างรอบด้านก่อนลงมือทำ (3) ความเชื่อมั่นในตนเอง จัดประชุมรายเดือน เวิร์กช็อปจำลองสถานการณ์ และโค้ชชิ่งจากรุ่นพี่ (4) ความรับผิดชอบ เน้นการตั้งเป้า ติดตามผล เปิดเวทีรับฟัง และยอมรับข้อผิดพลาดพร้อมระบบพี่เลี้ยง</p>
กมลิน ตอเล็บ
พิมลพรรณ เพชรสมบัติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
195
212
-
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบสตูดิโอต่อคุณภาพชิ้นงานแฟชั่นไลฟ์สไตล์ต้นแบบของนักศึกษาสาขาคหกรรมศาสตร์สร้างสรรค์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/286353
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบสตูดิโอ ที่มีต่อคุณภาพชิ้นงานแฟชั่นไลฟ์สไตล์ต้นแบบของนักศึกษาสาขาคหกรรมศาสตร์สร้างสรรค์ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์สร้างสรรค์ จำนวน 20 คน ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์สินค้าแฟชั่นสมัยนิยม โดยดำเนินการจัดการเรียนรู้เป็นระยะเวลา 15 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับการเรียนรู้แบบสตูดิโอ ใบงานกระบวนการพัฒนาต้นแบบ และแบบประเมินคุณภาพชิ้นงานแฟชั่นไลฟ์สไตล์ต้นแบบ ซึ่งเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ ฟังก์ชันการใช้งาน การเลือกใช้วัสดุ และความเป็นไปได้ในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จริง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชิ้นงานต้นแบบโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.10, S.D. = 0.46) โดยด้านฟังก์ชันการใช้งานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.35, S.D. = 0.59) รองลงมาคือด้านความคิดสร้างสรรค์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.20, S.D. = 0.41) และด้านการเลือกใช้วัสดุ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.10, S.D. = 0.79) ขณะที่ด้านความเป็นไปได้ในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จริงมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด แต่อยู่ในระดับดี (<img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem;"> = 3.75, S.D. = 0.85) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบสตูดิโอ สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาชิ้นงานต้นแบบที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะด้านฟังก์ชันการใช้งานและความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้ ควรเสริมกิจกรรมที่เชื่อมโยงการออกแบบกับความเป็นไปได้ในการผลิตจริง เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในการต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ในอนาคต</span></p>
ติณณา อุดม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
213
222
-
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอน เชิงสร้างสรรค์ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/284208
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 2) ศึกษาระดับการจัดการเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการจัดการเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 4) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 301 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของโคเฮน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ได้แก่ การสุ่มแบบแบ่งชั้น โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นชั้นของการสุ่มและทำการสุ่มแบบง่าย และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก 2) การจัดการเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์ของครู ทั้งภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการจัดการเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์ของครู มีความสัมพันธ์กันในทางบวก 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านที่ 2 การคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม (X<sub>2</sub>) ด้านที่ 4 การทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม (X<sub>4</sub>) ด้านที่ 3 การสร้างบรรยากาศเชิงนวัตกรรม (X<sub>3</sub>) และด้านที่ 1 วิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม (X<sub>1</sub>) ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 สามารถร่วมทำนายได้ร้อยละ 68 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สมการการวิเคราะห์การถดถอยในรูปของคะแนนดิบ คือ Ŷ = 0.38 + 0.09 (X<sub>1</sub>) + 0.40 (X<sub>2</sub>) + 0.11 (X<sub>3</sub>) + 0.34 (X<sub>4</sub>) สมการการวิเคราะห์การถดถอยในรูปของคะแนนมาตรฐาน คือ ẐY = 0.12 (X<sub>1</sub>) + 0.36 (<sub>X2</sub>) + 0.12 (X<sub>3</sub>) + 0.38 (X<sub>4</sub>)</p>
จันทร์เพ็ญ รัตนเบญจะ
อำนวย ทองโปร่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
223
238
-
ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/284216
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 306 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของโคเฮน และใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.978 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของผู้บริหารโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถพยากรณ์การบริหารงานวิชาการของโรงเรียน ได้ร้อยละ 94.10</p>
จิราภรณ์ ตันเต็ง
อุไร สุทธิแย้ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
239
255
-
การพัฒนาความสามารถการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/RESEARCH_INNOVTION_IN_EDUCATION/article/view/284321
<p>การพัฒนาความสามารถการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ โดยใช้เกมเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนมัธยมสาธิตวัดพระศรีมหาธาตุ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเกมประกอบการจัดการเรียนรู้ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/802) พัฒนาความสามารถการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 1 จำนวน 40 คน คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง Finite and Non-finite Verbs และ Present and Past Participles 2) แบบทดสอบด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) เกมที่ใช้สำหรับการจัดการเรียนรู้มีค่าประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยมีค่า 81.25/81.63 และ 83.75/84.13 2) ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษโดยเฉลี่ยสูงกว่าร้อยละ 70</p>
ปาณิศา กิจสาลี
ทุติยพร บุญลี
เสถียรพันธุ์ฃ ขุนมนตรี
ปรารถนา ผดุงพจน์
วิไลจิตร นิลสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2026-06-30
2026-06-30
6 1
256
268