https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/issue/feed วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2026-08-19T08:57:37+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐณภรณ์ เอกนราจินดาวัฒน์ Touch_life@outlook.co.th Open Journal Systems <p data-start="208" data-end="685"><strong data-start="208" data-end="262">วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</strong> เป็นวารสารวิชาการที่ผ่านการพิจารณาคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed journal) ในสาขา <strong data-start="351" data-end="380">มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์ ที่มีคุณภาพและมีส่วนช่วยในการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ <strong data-start="522" data-end="683">รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ บริหารการศึกษา บริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา การเงิน การบัญชีและการธนาคาร การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์</strong></p> <p style="font-weight: 400;">วารสารใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า <strong>SSRU Journal of Public Administration</strong> จัดพิมพ์โดยวิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ<strong>มีเลข E-ISSN: 3027-7833</strong> (Online) บรรณาธิการ คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐณภรณ์ เอกนราจินดาวัฒน์</p> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/290681 เขตอำนาจศาลและความรับผิดของคู่สัญญาในสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค: ศึกษาเฉพาะกรณีผู้รับจ้างกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก 2026-07-20T15:55:26+07:00 สญชัย วสุนธรารัตน์ sonchaiadco@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลและความรับผิดของคู่สัญญาในสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ในกรณีผู้รับจ้างกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกที่ไม่เป็นคู่สัญญา เนื่องจากสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองและอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง จึงก่อให้เกิดประเด็นปัญหา ได้แก่ 1) ความรับผิดของฝ่ายปกครองต่อบุคคลภายนอก จากการศึกษาพบว่า ศาลปกครองมีการวินิจฉัยที่แตกต่างกันสามกรณี ได้แก่ ความรับผิดอันเกิดจากการกระทำของตน ตัวแทน และผู้ว่าจ้าง ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า ผู้รับจ้างถือเป็นเพียงอุปกรณ์ในการจัดทำบริการสาธารณะของฝ่ายปกครอง ฝ่ายปกครองจึงต้องรับผิดในการกระทำของตน 2) เขตอำนาจศาลในความรับผิดของผู้รับจ้างต่อบุคคลภายนอก ผู้เขียนเห็นว่า ผู้รับจ้างมิได้มีสถานะเป็นฝ่ายปกครอง จึงไม่อาจถูกฟ้องให้รับผิดในศาลปกครองได้ และ 3) เขตอำนาจศาลในความรับผิดของฝ่ายปกครองต่อบุคคลภายนอก ผู้เขียนเห็นว่า การจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองและเป็นหน้าที่ทางปกครองทั้งสิ้น ความเสียหายต่อบุคคลภายนอก ย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง</p> 2026-08-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/290622 การทำประชามติเพื่อแยกตัวออกจากรัฐและสถานะความเป็นรัฐของดินแดนที่แยกตัว 2026-08-05T09:09:03+07:00 ศิริพร มณีนพ siriphon.mnn@gmail.com <p>ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ การทำประชามติมักจะถูกกล่าวถึงควบคู่กับสิทธิกำหนดเจตจำนงด้วยตนเองในบริบทของการที่ดินแดนหนึ่งต้องการแยกตัวออกจากรัฐเดิม โดยการทำประชามติในบริบทดังกล่าวมีสถานะเป็น “เครื่องมือ” ของการใช้สิทธิกำหนดเจตจำนงด้วยตนเองว่าต้องการแยกตัวออกมา กล่าวคือ การทำประชามติไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิในการกำหนดเจตจำนงเพื่อการแยกตัว จะสามารถใช้สิทธิกำหนดเจตจำนงเพื่อนำไปสู่การแยกตัวหรือไม่นั้นยังคงขึ้นอยู่กับกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่กฎหมายระหว่างประเทศให้สิทธิกำหนดเจตจำนงเพื่อแยกตัวเพียงอย่างเดียวไม่ได้เพียงพอต่อการอ้างว่า การแยกตัวนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้วเสมอไป เนื่องจากการทำประชามติในฐานะเครื่องมือของการใช้สิทธิกำหนดเจตจำนงเพื่อแยกตัวนั้นจะต้องชอบด้วยกฎหมายด้วย ด้วยเหตุดังกล่าว บทความนี้จะกล่าวถึงหลักเกณฑ์ที่จะทำให้การทำประชามติเพื่อแยกตัวนั้นชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ และเนื่องจากดินแดนที่แยกตัวออกมามักจะถูกตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นรัฐของดินแดนนั้น ๆ บทความนี้จึงรวมถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาสถานะความเป็นรัฐของดินแดนที่ได้แยกตัวออกมา อาศัยการวิเคราะห์ตราสารระหว่างประเทศ หลักกฎหมายจารีตประเพณี และกรณีศึกษาไครเมีย ค.ศ. 2014 ซึ่งพบว่า ความชอบด้วยกฎหมายของประชามติเพื่อแยกตัวต้องผ่านการพิจารณาสองชั้น ชั้นแรกคือ ฐานสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศที่รองรับการแยกตัวนั้น และชั้นที่สองคือ กระบวนการทำประชามติที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางปฏิบัติ นอกจากนี้ แม้ประชามติจะชอบด้วยกฎหมาย ดินแดนที่แยกออกมาก็ยังต้องผ่านการพิจารณาองค์ประกอบความเป็นรัฐตามอนุสัญญามอนเตวิเดโอและหลักความชอบธรรมทางกฎหมายควบคู่กัน กรณีไครเมียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเมื่อขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งบกพร่อง ผลทางกฎหมายของการแยกตัวทั้งกระบวนการย่อมถูกปฏิเสธจากประชาคมระหว่างประเทศ</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/291078 บทบาทของการบัญชีบริหารสิ่งแวดล้อมในการรองรับการปฏิบัติตามกฎระเบียบความยั่งยืน 2026-08-01T08:26:04+07:00 พิมสิริ จิวะมิตร pimsirichiwamit@gmail.com <p style="font-weight: 400;">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของการบัญชีบริหารสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Accounting: EMA) ในการรองรับข้อกำหนดด้านข้อมูลภายใต้มาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) และหลักการทวิสารัตถภาพภายใต้ Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) และ European Sustainability Reporting Standards (ESRS) โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมและการวิเคราะห์เอกสารมาตรฐานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสังเคราะห์ความต้องการด้านข้อมูลและเชื่อมโยงกับเครื่องมือของ EMA ผลการสังเคราะห์พบว่า แม้กฎระเบียบแต่ละชุดมีวัตถุประสงค์ ขอบเขต และกลไกการกำกับแตกต่างกัน แต่ล้วนต้องการข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่มีความละเอียด ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเชื่อมโยงกับข้อมูลทางการเงินในระดับกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ และห่วงโซ่คุณค่า EMA จึงมีบทบาทเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล โดยการบัญชีต้นทุนการไหลของวัสดุและการบัญชีคาร์บอนช่วยจัดทำข้อมูลเชิงกายภาพและเชิงการเงินที่จำเป็นต่อการรายงาน ขณะที่การบัญชีต้นทุนฐานกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการคิดต้นทุนตลอดวัฏจักรชีวิตช่วยเชื่อมโยงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกับกิจกรรม ต้นทุน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ บทความเสนอว่า การนำ EMA ไปใช้อย่างมีประสิทธิผลต้องอาศัยแนวปฏิบัติที่ชัดเจน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การบูรณาการข้อมูลข้ามสายงาน และการสนับสนุนจากผู้บริหาร เพื่อเพิ่มความพร้อมขององค์กรในการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความยั่งยืนที่เปลี่ยนแปลง</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/287245 จรรยาบรรณและทักษะดิจิทัลของผู้สอบบัญชี: ปัจจัยขับเคลื่อนคุณภาพการสอบบัญชีในศตวรรษที่ 21 2026-08-19T08:57:37+07:00 อลิชญา อยู่สวัสดิ์ alichayabam@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์และสังเคราะห์บทบาทของคุณลักษณะผู้สอบบัญชีและทักษะวิชาชีพบัญชีที่มีต่อคุณภาพการสอบบัญชี โดยเน้นการบูรณาการจรรยาบรรณ ความเป็นอิสระ ความรู้และความสามารถทางวิชาชีพเข้ากับทักษะดิจิทัล การคิดเชิงวิเคราะห์ การสื่อสาร และการใช้ดุลยพินิจทางวิชาชีพ จากการทบทวนและสังเคราะห์แนวคิดและผลการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ พบว่า คุณภาพการสอบบัญชีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างความสามารถทางวิชาชีพ ความเป็นอิสระ จริยธรรม และความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล การประเมินความเสี่ยง และการใช้ดุลยพินิจอย่างมีจริยธรรม ขณะเดียวกัน บริบทของประเทศไทยยังมีช่องว่างในการบูรณาการสมรรถนะด้านจริยธรรมและดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะความแตกต่างด้านทรัพยากรและโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีของสำนักงานสอบบัญชีแต่ละขนาด ดังนั้น การพัฒนาผู้สอบบัญชีไทยควรมุ่งสร้างสมรรถนะเชิงบูรณาการระหว่างความรู้ทางเทคนิค จริยธรรม และทักษะดิจิทัล โดยมีการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจากสภาวิชาชีพบัญชี สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับคุณภาพการสอบบัญชีและความเชื่อมั่นต่อข้อมูลทางการเงินในระยะยาว</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/280859 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์ในยุคดิจิทัล 2026-02-15T22:36:14+07:00 สหรัฐ พุทธรักษา saharat.puttharaksa@gmail.com ชินโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา chinnaso12@gmail.com <div><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์ในยุคดิจิทัล และเพื่อเปรียบเทียบการตัดสินใจซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคที่ซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์ จำนวน 400 ราย ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21</span><span lang="EN-US">–</span><span lang="TH">30 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 25,001</span><span lang="EN-US">–</span><span lang="TH">35,000 บาท และเลือกซื้อเวชสำอางออนไลน์จากโปรโมชั่นและส่วนลดมากที่สุด ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการส่งเสริมการตลาดมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านราคา ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ตามลำดับ ส่วนการตัดสินใจซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และเหตุผลในการเลือกซื้อที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านราคา มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการตลาดออนไลน์ ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ กำหนดราคาที่เหมาะสม และออกแบบกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับลักษณะของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม</span></div> 2026-05-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/287340 พัฒนาการบทบาทคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 2026-05-22T14:35:37+07:00 ณัฐวุฒิ ธารสุนทร bmsitthiwat@gmail.com <p style="font-weight: 400;">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการของบทบาทคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใต้บริบททางการเมือง กฎหมาย และสังคม 2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มีประสิทธิภาพ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร กฎหมาย รายงานการเลือกตั้ง งานวิชาการที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 17 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า บทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งมีพัฒนาการจากกลไกการเลือกตั้งที่อยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารไปสู่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีอำนาจครอบคลุมการจัดการเลือกตั้ง การกำกับ ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้งยังเผชิญปัญหาความเชื่อมั่นของประชาชน ความซับซ้อนของกติกาเลือกตั้ง ข้อจำกัดเชิงปฏิบัติในระดับพื้นที่ ความไม่ชัดเจนของการใช้ดุลพินิจ และความท้าทายจากข่าวลวงหรือข้อมูลบิดเบือนในสื่อออนไลน์ ผลการวิจัยเสนอว่า ควรพัฒนาระบบบริหารจัดการเลือกตั้งให้มีมาตรฐาน โปร่งใส และตรวจสอบได้ กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจให้ชัดเจน ใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ พัฒนากลไกรับมือข่าวลวง และเปิดพื้นที่ให้ประชาชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และภาควิชาการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและพัฒนากระบวนการเลือกตั้ง</p> 2026-05-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285849 อิทธิพลของภาระทางการเงินที่ส่งผลต่อการรับรู้ความเครียดและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนนายเรือ 2026-02-15T22:27:16+07:00 ธวัชชัย เทียนบุญส่ง teenage1010@gmail.com วีรยุทธ สุขมาก weerayut.sukmak@gmail.com <div><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาอิทธิพลทางตรงของภาระทางการเงินที่มีต่อการรับรู้ความเครียดและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนนายเรือ และ (2) ศึกษาอิทธิพลทางอ้อมของภาระทางการเงินที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนนายเรือโดยผ่านการรับรู้ความเครียด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 2</span><span lang="EN-US">–</span><span lang="TH">5 ของโรงเรียนนายเรือ จำนวน 175 นาย ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามภาระทางการเงินและแบบวัดการรับรู้ความเครียด ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาวัดจากคะแนนเฉลี่ยสะสม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เส้นทาง ผลการวิจัยพบว่า ภาระทางการเงินมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการรับรู้ความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่การรับรู้ความเครียดมีอิทธิพลทางตรงเชิงลบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ภาระทางการเงินไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ยังพบว่าภาระทางการเงินมีอิทธิพลทางอ้อมเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยผ่านการรับรู้ความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การรับรู้ความเครียดเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงภาระทางการเงินกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนนายเรือในบริบทการศึกษาทางทหาร</span></div> 2026-06-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285811 จากการปฏิเสธตนเองสู่การตระหนักรู้ในตนเอง: การวิเคราะห์การเติบโตด้วยตนเองของผู้หญิงผ่านการชกมวยในภาพยนตร์เรื่อง “100 Yen Love” 2026-02-15T22:29:25+07:00 ชุนเซียว โม่ s6230311142@phuket.psu.ac.th พิม ซามาร่า ญาราภิรมย์ pimdejong2517@gmail.com <p style="font-weight: 400;">ด้วยพัฒนาการของสังคม ผู้คนจำนวนมากขึ้นได้ตระหนักถึงความไม่ยุติธรรมของสถานะทางสังคมของผู้หญิง และเห็นความสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพผู้หญิง สังคมสมัยใหม่เริ่มสนับสนุนการกำหนดชะตากรรมของตนเองสำหรับผู้หญิงในพื้นที่ที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง “100 Yen Love” ถ่ายทอดการเติบโตส่วนบุคคลของหญิงสาวจากภาวะปฏิเสธตนเองสู่นักมวยสมัครเล่นที่มีความมั่นใจ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อตรวจสอบกระบวนการเติบโตของตัวเอกหญิงในภาพยนตร์เรื่องนี้จากการปฏิเสธตนเองไปสู่การตระหนักรู้ในตนเอง 2) เพื่อสำรวจประเด็นการเลือกปฏิบัติทางเพศและความท้าทายต่อบทบาททางเพศตามประเพณีที่เผชิญ และ 3) เพื่อวิเคราะห์พัฒนาการด้านคุณลักษณะและภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ของตัวเอกหญิง ซึ่งสะท้อนศักยภาพของผู้หญิงในการฝ่าข้อจำกัดทางสังคม งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการสำรวจด้วยแบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างเจาะจงผู้ชมภาพยนตร์ชาวจีนจำนวน 192 คน และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์การเล่าเรื่อง และการวิเคราะห์สัญศาสตร์ ภายใต้กรอบแนวคิดสตรีนิยม ผลการศึกษาพบว่า การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการชกมวยช่วยเพิ่มความนับถือและการยอมรับในสังคม โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยร้อยละ 57.3 แม้ผู้ตอบร้อยละ 46.9 ยังคงมองว่าการชกมวยเป็นกีฬาที่มีภาพลักษณ์ชายเป็นใหญ่ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมร้อยละ 67.7เรียกร้องให้สื่อเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับความสำเร็จของนักมวยหญิงมากขึ้น การวิเคราะห์เชิงคุณภาพเผยว่าการฝึกซ้อมและการเผชิญความท้าทายผ่านกีฬาชกมวยช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและความเป็นอิสระให้แก่ตัวเอกหญิง สะท้อนถึงการต่อต้านข้อจำกัดทางสังคมและทัศนคติเชิงบวกต่อชีวิต ผลงานวิจัยนี้เสนอแนะให้นำนโยบายกีฬาที่ครอบคลุมทุกเพศมาใช้ และสนับสนุนให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในกีฬาชกมวย เพื่อสร้างความมั่นใจและโอกาสในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง ผลงานนี้ยังมีส่วนเสริมต่อการสนทนาเกี่ยวกับการเสริมพลังของผู้หญิง โดยเน้นว่าการเล่าเรื่องกีฬาในภาพยนตร์สามารถส่งเสริมความเข้มแข็งและศักยภาพของผู้หญิงได้</p> 2026-07-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/286658 การศึกษาสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 2026-02-15T22:45:59+07:00 ลดาพร สระกาง ladaporn.s@rmutp.ac.th <div><span lang="TH">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบระดับสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เมื่อจำแนกตามภูมิหลังที่แตกต่างกัน และ 2) นำเสนอแนวทางการส่งเสริมสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ใช้แนวคิดภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยคือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์จำนวน 300 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านหลักสูตรและการสอน และผู้เชี่ยวชาญทางด้านโนบายและการจัดการการศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมทางเดียวในกรณีการวิจัยเชิงปริมาณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์แตกต่างกันตามเพศ ชั้นปี และวิชาเอก ในขณะที่รายวิชาภาษาอังกฤษที่ลงทะเบียนเรียน จำนวนปีที่เรียน และประสบการณ์การฝึกงานไม่ส่งผลต่อความแตกต่างดังกล่าว และ 2) การส่งเสริมสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องและบูรณาการในทุกระดับ ทั้งหลักสูตร การเรียนการสอน กิจกรรมนอกชั้นเรียน และการฝึกปฏิบัติทางวิชาชีพ ทั้งนี้ ควรเน้นภาษาอังกฤษเฉพาะทาง การใช้ภาษาในบริบทจริง และความร่วมมือกับสถานประกอบการ ผลวิจัยนี้เป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาภาษาอังกฤษวิศวกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมนักศึกษาสู่ตลาดแรงงานสากล</span></div> 2026-07-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/281120 สภาพปัญหาและคุณลักษณะร่วมของพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำทะเลสาบและพื้นที่การเกษตรซ้ำซากในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาของไทย 2026-05-31T16:22:24+07:00 ยศธร ทวีพล nosza-5555@hotmail.com <div><span lang="TH">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและคุณลักษณะร่วมของพื้นที่ได้รับผลกระทบ</span><span lang="TH">จากปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำทะเลสาบและพื้นที่การเกษตรซ้ำซากในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาของไทย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกออนไลน์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และใช้การสำรวจภาคสนามในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเลในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาโดยส่วนใหญ่มีลักษณะสภาพปัญหาใกล้เคียงกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในแง่การประกอบอาชีพ ตลอดจนการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอระโนด อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสิงหนคร และอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงชลา 2) ความพยายามแก้ไขปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเลในพื้นที่ดังกล่าวของภาครัฐมักเผชิญหน้ากับข้อจำกัดการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง 3) ภาครัฐพยายามเปลี่ยนแปลงบทบาทการแก้ไขปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเล และ 4) แม้บทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเลในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเพิ่มขึ้นอย่าง แต่วิธีการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของหน่วยงานภาครัฐยังคงเป็นวิธีการเดิม จึงทำให้การแก้ไขปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเลในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลากลายเป็นปัญหาซ้ำซากที่ยังคงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน</span></div> 2026-07-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285456 แนวทางการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา: การศึกษาเชิงคุณภาพแบบพหุกรณีศึกษา 2026-02-15T22:44:07+07:00 ภัทราวดี ดอกไม้หอม ployphattaravadee@gmail.com ฉัตรวรรณ์ ลัญฉวรรธนะกร chattrawan.l@chula.ac.th <p style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการจัดกิจกรรมการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และเพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพแบบพหุกรณีศึกษา โดยมีกรณีศึกษาเป็นโรงเรียนที่มีแนวปฏิบัติที่ดีและประสบความสำเร็จในการจัดหลักสูตรและกิจกรรมที่ส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการศึกษาเอกสาร การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดกิจกรรมการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ อาศัยการบูรณาการองค์ประกอบหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่ ครูผู้สอนที่คอยสนับสนุนผู้เรียนทั้งด้านการเรียนรู้และด้านจิตใจการจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบร่วมมือ การจัดสาระและกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการปลูกฝังความรู้ ทักษะ และเจตคติ ทั้งในและนอกชั้นเรียน รวมถึงการใช้สื่อที่หลากหลายและการประเมินผลผ่านการสังเกตพฤติกรรม 2) แนวทางการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ของสถานศึกษา ควรขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบแบบองค์รวม โดยเริ่มตั้งแต่ระดับการบริหารจัดการผ่านการกำหนดนโยบายและออกแบบหลักสูตรสถานศึกษา การนำไปปฏิบัติด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชา กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จนถึงการสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองและการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางให้โรงเรียนประถมศึกษาในบริบทอื่น ๆ นำไปประยุกต์ใช้เพื่อวางแผนและส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมต่อไป</p> 2026-07-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285473 แรงจูงใจที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อองค์กรของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2026-02-15T22:28:33+07:00 วัชราภรณ์ ลือคำงาม sab.zaa23@gmail.com ฉัตรชัย เหล่าเขตการณ์ sab.zaa23@gmail.com <div><span lang="TH">การศึกษาเรื่องแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อองค์กรของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาความจงรักภักดีต่อองค์กรของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อองค์กรของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง</span><span lang="TH">ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 89 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจในการทำงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านความรับผิดชอบมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ความจงรักภักดีต่อองค์กรโดยรวม</span><span lang="TH">อยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านพฤติกรรมที่แสดงออกมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า แรงจูงใจด้านลักษณะของงาน วิธีการปกครองบังคับบัญชา การได้รับการยอมรับ ความมั่นคงในการทำงาน สถานะทางอาชีพ นโยบายขององค์กร และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></div> 2026-07-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/279017 มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมมีส่วนร่วม หรือปรากฏตัวในการโฆษณาสินค้า ศึกษากรณีที่โฆษณาผ่านรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลในประเทศไทย 2026-02-15T22:38:07+07:00 ทัศนีย์ เงินสุข thatsanee.n@rbru.ac.th ชญานาภา ลมัยวงษ์ thatsanee.n@rbru.ac.th <div><span lang="TH">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) รูปแบบมาตรฐานในการกำหนดแนวทางในการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมมีส่วนร่วมหรือปรากฏตัวในการโฆษณาสินค้า และ 2) กฎหมายและมาตรการในการลงโทษในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมมีส่วนร่วมหรือปรากฏตัวในการโฆษณาสินค้า ศึกษาโดยวิธีวิจัย </span><span lang="TH">เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษา</span><span lang="TH">จากเอกสาร วิทยานิพนธ์ วารสาร บทความ และเอกสารอื่น ๆ ก่อนนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) ในต่างประเทศมีการกำกับดูแลที่แตกต่างกันไปตามกฎหมายและนโยบายของแต่ละประเทศ มีการดำเนินการตามมาตรการจากเบาไปหาหนัก ตั้งแต่มีหนังสือเตือนผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และบันทึกประวัติการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จนกระทั่งมีคำสั่งทางปกครองหรือลงโทษ เพื่อประกอบการพิจารณาอายุใบอนุญาต และ 2) ในแต่ละประเทศมีนโยบายกำกับดูแลและลงโทษแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า ในต่างประเทศให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและตระหนักถึงปัญหาเรื่องการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณที่เกินความจริง สำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านการโฆษณาในประเทศไทย พบว่า พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 เป็นกฎหมายฉบับเดียวที่กล่าวถึงผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจนถึงปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้มีการบัญญัติข้อปฏิบัติ ข้อห้าม หรือมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการโฆษณา การรีวิวสินค้า หรือการเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบอาชีพเวชกรรม ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ หรือสื่อใด รวมทั้ง ไม่มีการลงโทษปรับ ในกรณีที่มีการโฆษณาคุณภาพสินค้าเกินความจริง</span></div> 2026-07-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/287613 อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการและคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้ต่อความตั้งใจซื้อซ้ำน้ำพริกหมูกระจกฮักกิ๋นของผู้บริโภค ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2026-06-25T11:38:46+07:00 ปิยากรณ์ ทองประเสริฐ formeawork@gmail.com ปราณี เอี่ยมละออภักดี formeawork@gmail.com <div><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีต่อความตั้งใจซื้อซ้ำน้ำพริกหมูกระจกฮักกิ๋นของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 2) อิทธิพลของคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้ที่มีต่อความตั้งใจซื้อซ้ำ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อและบริโภคน้ำพริกหมูกระจกฮักกิ๋น จำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการโดยรวมมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำ</span><span lang="TH">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจซื้อซ้ำได้ร้อยละ 55.10 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย มีอิทธิพลเชิงบวกต่อ</span><span lang="TH">ความตั้งใจซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ด้านราคา การส่งเสริมการตลาด บุคลากร กระบวนการ และสภาพแวดล้อมทางกายภาพไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ คุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้โดยรวม</span><span lang="TH">มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 54.30 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า คุณค่าด้านคุณภาพและคุณค่าด้านภาพลักษณ์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนคุณค่าด้านราคาและความคุ้มค่าไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยสะท้อนว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ภาพลักษณ์ของตราสินค้า และ</span><span lang="TH">ความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่าการแข่งขันด้านราคา ดังนั้น ผู้ประกอบการ</span><span lang="TH">ควรมุ่งพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ เสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ และเพิ่มประสิทธิภาพช่องทาง</span><span lang="TH">การจัดจำหน่ายออนไลน์ เพื่อส่งเสริมความตั้งใจซื้อซ้ำของผู้บริโภค</span></div> 2026-07-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/290362 ผลของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก: การจัดกิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อส่งเสริม ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2026-06-25T10:49:58+07:00 ฟัยรูซ โตะเกะ tohkeh_f@su.ac.th สุนีตา โฆษิตชัยวัฒน์ KOSITCHAIVAT_S@SU.AC.TH กนกเนตร วรวงษ์ kanoknetnaja@yahoo.com <div><span lang="TH">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน</span><span lang="TH">ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 12 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม ดำเนินการทดลองเป็นเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ แบบทดสอบทักษะการพูดภาษาอังกฤษ เกณฑ์การประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ </span><span lang="EN-US">t-test </span><span lang="TH">แบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังเรียน คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ </span><span lang="TH">(</span><span lang="EN-US">X̄ </span><span style="font-size: 0.875rem;">= </span><span lang="TH">31.25</span><span lang="EN-US">, S.D. = </span><span lang="TH">3.24) สูงกว่าก่อนเรียน (</span><span lang="EN-US">X̄ </span><span style="font-size: 0.875rem;">= </span><span lang="TH">20.67</span><span lang="EN-US">, S.D. = </span><span lang="TH">2.23) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ </span><span lang="TH">(</span><em><span lang="EN-US">t </span></em><span style="font-size: 0.875rem;">= -</span><span lang="TH">15.43</span><span lang="EN-US">, <em>p</em> &lt; .</span><span lang="TH">001) และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (</span><span lang="EN-US">X̄ </span><span style="font-size: 0.875rem;">= </span><span lang="TH">4.54</span><span lang="EN-US">, S.D. = </span><span lang="TH">0.59) โดยนักเรียนมีความสนใจ กล้าแสดงออก และ</span><span lang="TH">มีส่วนร่วมในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น</span></div> 2026-07-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/290415 การศึกษาพฤติกรรมความชื่นชอบศิลปิน ความสุขและความวิตกกังวลในแฟนคลับ 2026-06-25T11:19:30+07:00 ชลธิภา คุณชม choltipar@gmail.com บุรณี กาญจนถวัลย์ drburanee@gmail.com <p><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ </span><span lang="EN-US">1) </span><span lang="TH">ศึกษาพฤติกรรมการชื่นชอบศิลปินของแฟนคลับ </span><span lang="EN-US">2) </span><span lang="TH">เปรียบเทียบระดับความชื่นชอบศิลปินของแฟนคลับที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน </span><span lang="EN-US">3) </span><span lang="TH">ศึกษาอิทธิพลของความชื่นชอบศิลปินที่มีต่อความสุขของแฟนคลับ และ </span><span lang="EN-US">4) </span><span lang="TH">ศึกษาอิทธิพลของความชื่นชอบศิลปินที่มีต่อ</span><span lang="TH">ความวิตกกังวลของแฟนคลับ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ แฟนคลับที่มีอายุ </span><span lang="EN-US">18 </span><span style="font-size: 0.875rem;">ปีขึ้นไป ซึ่งมีส่วนร่วมในการเผยแพร่เนื้อหาและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศิลปินผ่านสื่อสังคมออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์</span><span lang="TH">ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เปิดเผยตนเองว่าเป็นแฟนคลับต่อบุคคลอื่น มีระยะเวลาเป็นแฟนคลับเฉลี่ยประมาณ </span><span lang="EN-US">8 </span><span style="font-size: 0.875rem;">ปี และติดตามศิลปินที่ชื่นชอบทุกวัน มีระดับความชื่นชอบศิลปินโดยรวมอยู่ในระดับ</span><span lang="TH">ปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความชื่นชอบเพื่อความบันเทิง มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด </span><span lang="EN-US">(X̄ </span><span lang="EN-US">= </span><span lang="TH">3.44</span><span lang="EN-US">) </span><span style="font-size: 0.875rem;">รองลงมาคือ ด้านความชื่นชอบแบบผูกพันยึดติด </span><span lang="EN-US">(X̄ </span><span lang="EN-US">= </span><span lang="TH">2.71</span><span lang="EN-US">) </span><span style="font-size: 0.875rem;">และด้านความชื่นชอบแบบรุนแรง </span><span lang="EN-US">(X̄ </span><span lang="EN-US">= </span><span lang="TH">2.00</span><span lang="EN-US">) </span><span style="font-size: 0.875rem;">ตามลำดับ นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างมีระดับความสุขอยู่ในระดับเท่ากับคนทั่วไป และมีความวิตกกังวลอยู่</span><span lang="TH">ในระดับมีความวิตกกังวลบ้าง ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศสภาพ สถานภาพ ภาระดูแลรับผิดชอบ ภูมิลำเนา ระดับการศึกษา อายุ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ไม่มีผลต่อระดับ</span><span lang="TH">ความชื่นชอบศิลปินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และความชื่นชอบศิลปินทั้ง </span><span lang="EN-US">3 </span><span style="font-size: 0.875rem;">ด้าน ได้แก่ ความชื่นชอบ</span><span lang="TH">เพื่อความบันเทิง ความชื่นชอบแบบผูกพันยึดติด และความชื่นอบแบบรุนแรง ไม่มีอิทธิพลต่อความสุขและความวิตกกังวลของแฟนคลับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยสะท้อนว่าการชื่นชอบศิลปินของแฟนคลับส่วนใหญ่เป็นการชื่นชอบในระดับปกติที่มุ่งเน้นด้านความบันเทิงและการเข้าสังคม มากกว่าการยึดติดในระดับรุนแรง และความชื่นชอบศิลปินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายความแตกต่างของระดับความสุขและความวิตกกังวลของแฟนคลับได้ ทั้งนี้ ความสุขและความวิตกกังวลอาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางจิตวิทยาและสังคมอื่นร่วมด้วย</span></p> 2026-07-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/291144 การพัฒนาแกนนำเยาวชนอย่างมีส่วนร่วมเพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืน : กรณีศึกษาสภาเด็กและเยาวชนตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น 2026-07-14T16:06:09+07:00 กิตติพงษ์ ภาษี kphasee@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาแกนนำเยาวชนแบบมีส่วนร่วม ปัจจัยสนับสนุน และปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จและความต่อเนื่องของสภาเด็กและเยาวชนตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลโดยจัดหมวดหมู่ เปรียบเทียบ และเชื่อมโยงประเด็นจากข้อมูลภาคสนาม ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการพัฒนาแกนนำเยาวชนประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ กลไกพี่เลี้ยงที่ให้คำปรึกษาและสนับสนุน กระบวนการพัฒนาศักยภาพศักยภาพเด็กและเยาวชน 7 ขั้นสู่การเป็นทีมงาน และกระบวนการทำงานที่เปิดโอกาสให้เยาวชนร่วมคิด วางแผน ปฏิบัติ และสรุปบทเรียน 2) ปัจจัยสนับสนุน ประกอบด้วย การสนับสนุนจากผู้ใหญ่และกลไกท้องถิ่น กลไกพี่เลี้ยงที่เข้มแข็ง กระบวนการพัฒนาศักยภาพที่ต่อเนื่อง และความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกับแรงจูงใจของเยาวชน และ 3) ปัญหาอุปสรรค ได้แก่ ภาระการเรียน การขาดแรงจูงใจและความกระตือรือร้น ทัศนคติของผู้ปกครองและผู้ใหญ่ในชุมชน ตลอดจนข้อจำกัดส่วนบุคคลและสภาพเศรษฐกิจของครอบครัว ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนช่วยบรรเทาอุปสรรคได้ผ่านการจัดกิจกรรมอย่างยืดหยุ่น การสนับสนุนทรัพยากร การสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง และการถ่ายทอดงานระหว่างรุ่น ผลการวิจัยนำไปสู่การสังเคราะห์วงจร 5 ขั้นตอนการพัฒนาแกนนำเยาวชน ได้แก่ การพัฒนาแกนนำ การสร้างพื้นที่เรียนรู้ การเปิดพื้นที่มีส่วนร่วม การฝึกภาวะผู้นำผ่านการปฏิบัติ และการสรุปบทเรียนเพื่อพัฒนางานรอบต่อไป</p> 2026-07-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/288991 อิทธิพลของการบริหารเงินทุนหมุนเวียนต่อความสามารถในการทำกำไรและมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ 2026-06-30T20:33:11+07:00 ณัชร์สมิน จินดาสรรค์ natsaminjindasan@gmail.com ปรียานุช กิจรุ่งโรจน์เจริญ preyanuch1935@gmail.com <div><span lang="TH">การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่มีต่อความสามารถในการทำกำไร และ 2) การบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่มีต่อมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิของกลุ่มตัวอย่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ จำนวน 101 บริษัท รวม 303 ตัวอย่าง ในช่วงปี พ.ศ. 2565 ถึง พ.ศ.2567 โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการศึกษาพบข้อค้นพบสำคัญ คือ ระยะเวลาการเก็บหนี้และระยะเวลาการชำระหนี้เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลร่วมกันต่อทั้งความสามารถในการทำกำไรและมูลค่ากิจการ (</span><span lang="EN-US">Tobin’s Q) </span></div> <div><span lang="TH">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยในด้านความสามารถในการทำกำไร ระยะเวลาถือครองสินค้าและระยะเวลาการชำระหนี้ส่งผลเชิงบวกต่ออัตรากำไรขั้นต้น ขณะที่ระยะเวลาการเก็บหนี้ส่งผลเชิงลบ สำหรับอัตรากำไรสุทธิพบเพียงระยะเวลาการชำระหนี้ที่ส่งผลเชิงบวก อย่างไรก็ตาม การบริหารเงินทุนหมุนเวียนไม่ส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ และอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น สำหรับด้านมูลค่ากิจการพบว่า ระยะเวลาการเก็บหนี้ส่งผลเชิงลบ ขณะที่ระยะเวลาการชำระหนี้ส่งผลเชิงบวกต่อมูลค่ากิจการ ผลการศึกษาชี้ให้นัยเชิงบริหารสำคัญว่า ธุรกิจ </span><span lang="EN-US">SMEs </span><span lang="TH">ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ควรให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพวงจรหมุนเวียนเงินสดจริงมากกว่าระดับสภาพคล่องเชิงปริมาณ โดยต้องลดวงจรลูกหนี้การค้าให้กระชับควบคู่กับการใช้กลยุทธ์ยืดระยะเวลาชำระหนี้กับเจ้าหนี้การค้าเพื่อรักษากระแสเงินสดพร้อมใช้และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่กิจการในระยะยาว</span></div> 2026-08-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/289029 ความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมของครูกับความสุขในการทำงานของครู ในบริบทโรงเรียนแห่งความสุข: กรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาลร่มแก้ว 2026-06-25T11:33:33+07:00 ปริมกุลรักษ์ ชัยภัทรวรัชญาน์ phimmy.pt@gmail.com กุณช์พริสร ชัยภัทรวรัชญาน์ kenikasone@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารจัดการสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับความสุขในการทำงานของครู และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมของครูกับความสุขในการทำงานของครูในบริบทโรงเรียนแห่งความสุข เป็นการวิจัยเชิงปริมาณในลักษณะกรณีศึกษา โดยใช้แนวคิดการบริหารแบบมีส่วนร่วมและแนวคิดโรงเรียนแห่งความสุขเป็นกรอบ การวิจัย พื้นที่วิจัย คือ โรงเรียนอนุบาลร่มแก้ว กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 60 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย แบบสอบถามการมีส่วนร่วมของครูและความสุขในการทำงานของครู วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารจัดการสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.32, S.D. = 0.45) โดยด้านการมีส่วนร่วมในการปรับปรุงพัฒนามีค่าเฉลี่ยสูงสุด ในส่วนระดับความสุขในการทำงานของครูโดยรวม อยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.25, S.D. = 0.50) โดยด้านความสุขด้านบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และการมีส่วนร่วมของครูมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสุขในการทำงานในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (<em>r</em> = 0.72) แสดงให้เห็นว่าเมื่อครูมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการสถานศึกษามากขึ้น ความสุขในการทำงานจะเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน</p> 2026-08-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/286095 การพัฒนากระบวนการปฏิบัติงาน การใช้เทคโนโลยีควบคุมคุณภาพการสอบบัญชีและประสบการณ์ของผู้สอบบัญชีส่งผลต่อความยั่งยืนในการตรวจสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตในกรุงเทพมหานคร 2026-02-15T22:42:49+07:00 สุรศักดิ์ เครือวัลย์ surasak.kuo@spulive.net ภาวิณี ศรีเสวตร์ ploysawat2537@gmail.com กนกศักดิ์ สุขวัฒนาสินิทธิ์ kanoksak009@gmail.com <p>การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี มาตรฐานวิชาชีพ และความซับซ้อนของธุรกรรมทางธุรกิจ ทำให้ผู้สอบบัญชีต้องปรับกระบวนการปฏิบัติงาน ระบบควบคุมคุณภาพ และสมรรถนะทางวิชาชีพให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของงานสอบบัญชี การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนากระบวนการปฏิบัติงาน การใช้เทคโนโลยีควบคุมคุณภาพการสอบบัญชี และประสบการณ์ของผู้สอบบัญชี ที่มีต่อความยั่งยืนในการตรวจสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตในกรุงเทพมหานคร การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตจำนวน 214 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งสามด้าน (<em>p</em> ≤.001) โดยการบริหารจัดการความเสี่ยง เป็นองค์ประกอบที่ส่งผลทางบวกต่อความยั่งยืนในการตรวจสอบบัญชีครบทั้งสามด้าน 2) การใช้เทคโนโลยีควบคุมคุณภาพการสอบบัญชีมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งสามด้าน (<em>p</em> ≤.001) โดยการใช้ซอฟต์แวร์ตรวจสอบคุณภาพส่งผลทางบวกต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงินและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ความปลอดภัยของข้อมูลส่งผลทางบวกต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงิน และ 3) ประสบการณ์ของผู้สอบบัญชีมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งสามด้าน (<em>p</em> &lt;.001) โดยระยะเวลาการทำงานเป็นองค์ประกอบที่ส่งผลทางบวกต่อความยั่งยืนในการตรวจสอบบัญชีครบทั้งสามด้าน ส่วนการศึกษาและการรับรองวิชาชีพส่งผลทางบวกต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงิน และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งผลทางบวกต่อความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม</p> 2026-08-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/289733 กลยุทธ์การจัดการทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมห้องเย็นของประเทศไทย 2026-06-12T08:55:39+07:00 สุวีร์ คล่องแคล่ว pinrutais@sau.ac.th ณัฐพร ฉายประเสริฐ nut729245@gmail.com จิติยาภรณ์ เชาวรากุล jitiyaporn.cha@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และบริบทของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมห้องเย็นของประเทศไทย 2) วิเคราะห์กลยุทธ์การจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิผลสำหรับอุตสาหกรรมห้องเย็น และ 3) สังเคราะห์แนวทางและข้อเสนอแนะในการพัฒนากลยุทธ์การจัดการทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมห้องเย็นของประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การวิจัยเอกสารร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหา ข้อมูลมาจากบทความวิจัย หนังสือ รายงานวิจัย วิทยานิพนธ์ และเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ความสอดคล้อง ความน่าเชื่อถือ และความทันสมัย จากนั้นนำข้อมูลมาเข้ารหัส จัดหมวดหมู่ เปรียบเทียบ และสังเคราะห์ตามวัตถุประสงค์การวิจัย ผลการวิจัยพบว่า 1) อุตสาหกรรมห้องเย็นเผชิญปัญหาสำคัญ ได้แก่ การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะ อัตราการลาออกสูง ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย และช่องว่างด้านทักษะจากการใช้เทคโนโลยี โดยองค์การขนาดใหญ่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ขณะที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต้องพึ่งพาบุคลากรหลายทักษะ 2) กลยุทธ์ที่เหมาะสมประกอบด้วยการสรรหาเชิงรุก การพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง การรักษาและจูงใจบุคลากร การบริหารค่าตอบแทนและสวัสดิการที่สัมพันธ์กับความเสี่ยง และการสร้างวัฒนธรรม ความปลอดภัย และ 3) แนวทางพัฒนาควรเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐ ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลด้านทรัพยากรมนุษย์ และการดำเนินงานตามระดับความพร้อมขององค์กร ผลการวิจัยชี้ว่า การจัดการทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมห้องเย็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะงาน ความเสี่ยง เทคโนโลยี และขนาดขององค์กร</p> 2026-08-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/289735 แนวทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ท่าเรือชายฝั่งเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานสินค้าในประเทศไทย 2026-06-12T09:22:15+07:00 เทียนชัย ดาวรรณวงศ์ sau6672810017@gmail.com ณิชาภา ลีธีระโชติ Kaynilee@gmail.com สุวีร์ คล่องแคล่ว ksuwee@hotmail.co.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค และปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ท่าเรือชายฝั่งในประเทศไทย 2) สังเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ท่าเรือชายฝั่งกับประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานสินค้า และ 3) เสนอแนวทางและมาตรการในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ท่าเรือชายฝั่ง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบการวิจัยเอกสาร รวบรวมและวิเคราะห์เอกสารวิชาการ งานวิจัย นโยบาย และรายงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 50 รายการ วิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงระบบ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบโลจิสติกส์ท่าเรือชายฝั่งในประเทศไทยเผชิญปัญหาใน 4 มิติ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานล้าสมัยและขาดการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่น การบริหารจัดการที่ขาดระบบสารสนเทศบูรณาการและบุคลากรที่มีทักษะ อัตราการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของมาตรฐานสากล และกรอบนโยบายที่ล้าสมัยขาดกลไกจูงใจการลงทุน 2) ประสิทธิภาพท่าเรือชายฝั่งมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับห่วงโซ่อุปทานใน 4 มิติ คือ ลดต้นทุนการขนส่งได้ร้อยละ 18–25 เทียบกับทางถนน ลดระยะเวลานำ ได้ร้อยละ 35 และลดการสูญเสียสินค้าเน่าเสียจากร้อยละ 8.2 เหลือ 3.1 เพิ่มอัตราการส่งมอบตรงเวลา และเสริมความยืดหยุ่น ในการตอบสนองตลาดผ่านระบบจำลองห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล และ 3) แนวทางการพัฒนาครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ 10–15 แห่งพร้อมเชื่อมต่อระบบขนส่งหลายรูปแบบ ผ่านกลไกร่วมลงทุนภาครัฐ-เอกชน นำระบบชุมชนท่าเรือ และปัญญาประดิษฐ์ มาขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล พัฒนาบุคลากรผ่านหลักสูตรร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาและระบบรับรองวิชาชีพ และปฏิรูปกฎหมายการเดินเรือพร้อมจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะ</p> 2026-08-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/289426 สภาพปัญหาและอุปสรรคของเกษตรกรผู้ปลูกพืช ผัก และผลไม้ บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดชัยภูมิ 2026-06-11T21:17:53+07:00 รัศมีเพ็ญ นาครินทร์ rassamepen.cpru@gmail.com อภิรักษ์ ชาญศึก Rassamepen.cpru@gmail.com รวัฒน์ มันทรา Rassamepen.cpru@gmail.com ฤทธิชัย ผานาค phanak108@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปเบตาแคโรทีนเพื่อสุขภาพจากภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดชัยภูมิ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคของเกษตรกรผู้ปลูกพืช ผัก และผลไม้บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดชัยภูมิ และ 2) ยกระดับศักยภาพเกษตรกรด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมันจาวพร้าวที่มีส่วนผสมของเบตาแคโรทีน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพจากเกษตรกร ผู้แปรรูป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้บริโภค โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การพัฒนาผลิตภัณฑ์และทดสอบ การยอมรับกับผู้บริโภค และการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรและสมาชิกวิสาหกิจชุมชน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ แบบประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส แบบประเมินความชอบ 9 ระดับ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและกรอบ SOAR ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) เกษตรกรประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและผันผวน การพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ขาดอำนาจต่อรอง ตลอดจนขาดความรู้ด้านการแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตราสินค้า และการตลาด และ 2) การพัฒนาศักยภาพทำให้เกิดแป้งฟลาวมันจาวพร้าวและผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ได้แก่ แครกเกอร์และขนมขาไก่มันจาวพร้าวผสมเบตาแคโรทีน ผู้บริโภคร้อยละ 90.00 มีความชอบผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระดับชอบเล็กน้อยขึ้นไป และผู้ทดสอบทั้งหมดให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังเกิดเกษตรกรและผู้ประกอบการต้นแบบจำนวน 3 คน ซึ่งสามารถประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับความรู้ด้านการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรได้</p> 2026-08-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/290093 การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาครูด้านทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรของผู้เรียน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2026-06-25T11:25:38+07:00 นัยนา ยะตา kruoil.nyn@gmail.com สันติ บูรณะชาติ kruoil.nyn@gmail.com โสภา อำนวยรัตน์ kruoil.nyn@gmail.com น้ำฝน บุญนิยม kruoil.nyn@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้เป็นผลการดำเนินงานในระยะที่ 1 ของโครงการวิจัย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และเพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาครูด้านทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรของผู้เรียน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 390 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามเกี่ยวกับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของครู ซึ่งครอบคลุมทั้งสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนา โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการวิเคราะห์ ความต้องการจำเป็นด้วยวิธี Priority Needs Index (PNI modified) ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของครูโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุดคือด้านทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (PNI modified = 0.50) รองลงมาคือด้านทักษะการเชื่อมโยง (PNI modified = 0.46) ด้านทักษะการตั้งคำถาม (PNI modified = 0.43) ด้านทักษะการทดลอง (PNI modified = 0.41) และด้านทักษะการสังเกต (PNI modified = 0.39) ตามลำดับ ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาครูในด้านทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองสู่การเป็นนวัตกรได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต</p> 2026-08-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/289734 การประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมห้องเย็นในประเทศไทย 2026-06-12T09:08:31+07:00 สุวีร์ คล่องแคล่ว pinrutais@sau.ac.th ณัฐพร ฉายประเสริฐ nut729245@gmail.com จิติยาภรณ์ เชาวรากุล jitiyaporn.cha@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประเภทและรูปแบบของนวัตกรรมที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมห้องเย็นในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ผลกระทบและประโยชน์ของการนำนวัตกรรมมาใช้ในอุตสาหกรรมห้องเย็นในประเทศไทย และ 3) เสนอแนะแนวทางการส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในอุตสาหกรรมห้องเย็นของประเทศไทย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในรูปแบบการวิจัยเอกสารและการวิเคราะห์เนื้อหา โดยรวบรวมเอกสารวิชาการ งานวิจัย รายงาน และเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการกำหนดหน่วยวิเคราะห์ การจัดหมวดหมู่ การเปรียบเทียบ และการสังเคราะห์ข้อค้นพบตามวัตถุประสงค์การวิจัย ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมห้องเย็นสามารถจำแนกได้ 5 ประเภท ได้แก่ นวัตกรรมระบบทำความเย็น ระบบสารสนเทศและดิจิทัล การจัดการโซ่ความเย็น พลังงานสีเขียว และระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ โดยมีแนวโน้มเชื่อมโยงเทคโนโลยี เครื่องจักร และข้อมูลเข้าด้วยกันมากขึ้น 2) การประยุกต์ใช้นวัตกรรมส่งผลต่อประสิทธิภาพและต้นทุนการดำเนินงาน คุณภาพสินค้าและการบริการ การลดความสูญเสียและความเสี่ยง ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันและการเชื่อมโยงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านเงินลงทุน บุคลากร ระบบเดิม และความสามารถในการใช้ข้อมูลของแต่ละกิจการ และ 3) แนวทางส่งเสริมควรดำเนินการร่วมกันในระดับนโยบาย ระดับวิชาการและการพัฒนาบุคลากร และระดับสถานประกอบการ โดยเน้นการสนับสนุนเงินทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานข้อมูล การพัฒนาทักษะบุคลากร และการเลือกใช้นวัตกรรมให้เหมาะสมกับปัญหาและความพร้อมของกิจการ</p> 2026-08-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/287179 ปัจจัยกลยุทธ์การตลาด กลยุทธ์การจัดการองค์กร นวัตกรรม และความสำเร็จของธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจผลิตผลไม้กระป๋องในประเทศไทย 2026-06-09T11:56:56+07:00 ณิชาภา ลีธีระโชติ sau6672810016@gmail.com วิชากร เฮงษฎีกุล sau6672810016@gmail.com <p>อุตสาหกรรมผลไม้กระป๋องของประเทศไทยเผชิญความผันผวนด้านวัตถุดิบ ต้นทุนการผลิต และการแข่งขันในตลาดส่งออก ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด การจัดการองค์กร และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับกลยุทธ์การตลาด กลยุทธ์การจัดการองค์กร นวัตกรรม และความสำเร็จของธุรกิจผลิตผลไม้กระป๋องของผู้ประกอบการในประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการธุรกิจผลิตผลไม้กระป๋อง จำนวน 360 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) กลยุทธ์การตลาดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.18, S.D. = 0.64) โดยด้านราคาและผลิตภัณฑ์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากัน 2) กลยุทธ์การจัดการองค์กรภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.08, S.D. = 0.54) โดยด้านการวางแผนมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 3) นวัตกรรมภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.21, S.D. = 0.62) โดยนวัตกรรมองค์การมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และ 4) ความสำเร็จของธุรกิจผลิตผลไม้กระป๋องภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.27, S.D. = 0.54) โดยด้านการเงินมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ผลการศึกษาสะท้อนว่าผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการบริหารราคาและผลิตภัณฑ์ การวางแผน การปรับรูปแบบการดำเนินงานภายในองค์กร และผลลัพธ์ด้านการเงินเป็นประเด็นสำคัญในการดำเนินธุรกิจ</p> 2026-08-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/287181 การศึกษาส่วนประสมทางการตลาด การบริหารจัดการขนส่ง คุณภาพการให้บริการ และประสิทธิภาพการขนส่งระบบรางเชิงพาณิชย์ระหว่างเส้นทางลาดกระบังไอซีดีไปท่าเรือแหลมฉบัง 2026-06-20T19:47:44+07:00 เทียนชัย ดาวรรณวงศ์ sau6672810017@gmail.com วิชากร เฮงษฎีกุล sau6672810017@gmail.com <p>การขนส่งสินค้าทางรางระหว่างลาดกระบังไอซีดีและท่าเรือแหลมฉบังเป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมโยงการขนส่งตู้สินค้ากับท่าเรือหลักของประเทศ การให้บริการในเส้นทางดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาทั้งการตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ การบริหารจัดการกระบวนการขนส่ง คุณภาพการให้บริการ และความสามารถในการดำเนินงานของระบบ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับส่วนประสม ทางการตลาด การบริหารจัดการขนส่ง คุณภาพการให้บริการ และประสิทธิภาพการขนส่งระบบรางเชิงพาณิชย์ระหว่างเส้นทางลาดกระบังไอซีดีไปท่าเรือแหลมฉบัง การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการขนส่งระบบรางเชิงพาณิชย์จำนวน 440 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ส่วนประสมทางการตลาดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.12, S.D. = 0.62) โดยการส่งเสริมการตลาดมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 2) การบริหารจัดการขนส่งโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.04, S.D. = 0.62) โดยการควบคุมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 3) คุณภาพการให้บริการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.95, S.D. = 0.66) โดยความเชื่อถือไว้วางใจมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และ 4) ประสิทธิภาพการขนส่งระบบรางเชิงพาณิชย์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.80, S.D. = 0.59) โดยด้านคุณภาพมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ด้านปริมาณและเวลามีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าด้านอื่น ผลการศึกษาครั้งนี้สะท้อนว่า การพัฒนาการขนส่งระบบรางเชิงพาณิชย์ควรให้ความสำคัญกับการประสานงาน การพัฒนาบุคลากร ความเป็นธรรมในการให้บริการ การเพิ่มความสามารถเพื่อรองรับปริมาณสินค้าและลดข้อจำกัดด้านเวลา เพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพการให้บริการในเส้นทางดังกล่าว</p> 2026-08-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/287779 ประสิทธิภาพการป้องกันอาชญากรรมและระบบการรักษาความปลอดภัยรถไฟฟ้าสาธารณะ 2026-06-25T11:38:37+07:00 ม่านฟ้า ว่องดาราภรสกุล mahnfa.p@gmail.com ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล grtbv@mahidol.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการป้องกันอาชญากรรมและระบบการรักษาความปลอดภัยรถไฟฟ้าสาธารณะ และเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้โดยสารจำแนกตามปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้โดยสารรถไฟฟ้ามหานครจำนวน 404 คน จากสถานีสุขุมวิท สวนจตุจักร พระราม 9 เพชรบุรีและสีลม เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจำนวน 45 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.819 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวน ทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า ผู้โดยสารรับรู้ว่าการล้วงกระเป๋าเป็นอาชญากรรมที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นมากที่สุด โดยบริเวณสถานีและภายในขบวนรถไฟฟ้าเป็นพื้นที่เสี่ยงสำคัญ ประสิทธิภาพการป้องกันอาชญากรรมและระบบการรักษาความปลอดภัยโดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (X̄ = 3.86, S.D. = 0.750) ด้านการบริหารจัดการกับความเสี่ยงมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X̄ = 4.26) รองลงมาคือ ด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน (X̄ = 4.17) ขณะที่ด้านการแก้ไข ฟื้นฟูและเยียวยามีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (X̄ = 3.67) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ผู้โดยสารเพศหญิงประเมินประสิทธิภาพโดยภาพรวมสูงกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em> = -3.981, <em>p</em> &lt; .001) และพบความแตกต่างรายด้าน ได้แก่ ด้านการดำเนินการ (<em>p</em> = 0.046) ด้านแผนเผชิญเหตุ (<em>p</em> = 0.008 ) และ ด้านการแก้ไข ฟื้นฟูและเยียวยา (<em>p</em> = 0.002) ส่วนปัจจัยอื่นไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่า หน่วยงานควรเพิ่มการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง พัฒนาแผนเผชิญเหตุและยกระดับระบบช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ชัดเจนและเข้าถึงได้มากขึ้น</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/288359 แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจของครูเพื่อความมุ่งมั่นในการทำงานในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 2026-06-13T17:46:06+07:00 ประกายรัตน์ ล้อธีรพันธ์ prakayratdawram@gmail.com นฤมล ศักดิ์ปกรณ์กานต์ Prakayrat.daw@bru.ac.th นลินทิพย์ พิมพ์กลัด Prakayrat.daw@bru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของแรงจูงใจของครูเพื่อความมุ่งมั่นในการทำงานในสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันของแรงจูงใจของครูเพื่อความมุ่งมั่นในการทำงานในสถานศึกษา จำแนกตามเพศ เจเนอเรชัน และขนาดสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจของครูเพื่อความมุ่งมั่นในการทำงาน ในสถานศึกษา การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูจำนวน 320 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ และระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 15 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของแรงจูงใจของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านเงินเดือนและค่าตอบแทนมีความต้องการจำเป็นสูงสุด 2) ครูที่มีเพศและเจเนอเรชันต่างกันมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ครูในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจของครูเพื่อความมุ่งมั่นในการทำงานในสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 ด้าน 36 แนวทาง ได้แก่ ด้านเงินเดือนและค่าตอบแทน 8 แนวทาง ด้านความก้าวหน้าในงาน 7 แนวทาง ด้านการได้รับยกย่องและยอมรับนับถือ 9 แนวทาง ด้านความสัมพันธ์ในองค์กร 6 แนวทาง และ 5) ด้านความสำเร็จของงานที่ปฏิบัติ 6 แนวทาง</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/290920 แนวทางการพัฒนาทักษะการไกล่เกลี่ยของครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและโรงเรียนในเครือสวนกุหลาบวิทยาลัย 2026-07-16T14:12:54+07:00 สุดารัตน์ ช่างสีดา 6780178727@student.chula.ac.th อภิรดี จริยารังษีโรจน์ Apiradee.J@chula.ac.th <div><span lang="TH">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการไกล่เกลี่ยของครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและโรงเรียนในเครือสวนกุหลาบวิทยาลัย </span><span lang="EN-US">2) </span><span lang="TH">ศึกษาวิธีการพัฒนาทักษะการไกล่เกลี่ยของครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและโรงเรียนในเครือสวนกุหลาบวิทยาลัย ใช้วิธีการวิจัย</span><span lang="TH">เชิงบรรยาย ประชากรผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้าระดับ และครูที่ปรึกษาโรงเรียน ในเครือสวนกุหลาบวิทยาลัย จำนวน </span><span lang="EN-US">221 </span><span style="font-size: 0.875rem;">คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.9</span><span lang="EN-US">79 </span><span lang="TH">สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (</span><span lang="EN-US">PNI<sub>modified</sub>) </span><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า </span><span lang="EN-US">1</span><span lang="TH">) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาทักษะการไกล่เกลี่ยของครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและโรงเรียนในเครือสวนกุหลาบวิทยาลัยโดยภาพรวม คือ 0.374 (</span><span lang="EN-US">PNI<sub>Modified</sub> = 0.</span><span lang="TH">374) เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ พบว่า การบริหารกระบวนการไกล่เกลี่ย มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด (</span><span lang="EN-US">PNI<sub>Modified</sub> = 0.</span><span lang="TH">384) รองลงมา คือ ความเป็นกลางและการจัดการอารมณ์เพื่อสร้างความไว้วางใจ (</span><span lang="EN-US">PNI<sub>Modified</sub> = 0.</span><span lang="TH">380) การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์และการตัดสินใจร่วมกัน (</span><span lang="EN-US">PNI<sub>Modified</sub> = 0.3</span><span lang="TH">77) </span><span lang="TH">และการคิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ มีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด (</span><span lang="EN-US">PNI<sub>Modified</sub> = 0.</span><span lang="TH">353) และ </span><span style="font-size: 0.875rem;">2) </span><span lang="TH">วิธีการพัฒนาทักษะการไกล่เกลี่ย ประกอบด้วย ด้านการบริหารกระบวนการไกล่เกลี่ย โดยวิธีการการพัฒนาครูผ่านการโค้ช การให้คำปรึกษา และการเรียนรู้จากบทบาทวิชาชีพ ด้านการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์และการตัดสินใจร่วมกัน โดยวิธีพัฒนาครูผ่านการโค้ช การให้คำปรึกษา และการเรียนรู้จากบทบาทวิชาชีพ และความเป็นกลางและ การจัดการอารมณ์เพื่อสร้าง ความไว้วางใจ โดยวิธีการพัฒนาครูผ่านการสะท้อนคิดและการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง</span></div> 2026-08-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/288482 กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 2026-07-01T14:48:57+07:00 พรรณรพี ธนรพิพรรณ airpanrapee04@gmail.com ธิดาวัลย์ อุ่นกอง thidawan.un@up.ac.th วิทยา จันทร์ศิลา airpanrapee04@gmail.com น้ำฝน บุญนิยม numfon.gu@up.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาและสังเคราะห์องค์ประกอบของการบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนจากเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตรวจสอบความเหมาะสมขององค์ประกอบโดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นจากผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 338 คน 2) สร้างและตรวจสอบ ความเหมาะสมของกลยุทธ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน และ 3) ประเมินความเป็นไปได้และ ความเป็นประโยชน์ของกลยุทธ์จากผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 338 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเคราะห์เนื้อหา แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถาม และแบบประเมินกลยุทธ์ วิเคราะห์ข้อมูล เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI modified) ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืน ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก 8 กลยุทธ์รอง 16 มาตรการ รวม 48 ข้อ และ 53 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) การปรับโครงสร้างองค์กรและระบบการบริหารจัดการ 2) การพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรและการเรียนรู้ 3) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และ 4) การพัฒนาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลและนวัตกรรม ผลการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า กลยุทธ์มีความเหมาะสม และผลการประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของกลยุทธ์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยกลยุทธ์ที่มีผลการประเมินสูงสุด ได้แก่ การพัฒนาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลและนวัตกรรม ผลการวิจัยสะท้อนว่า กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นแนวทางเชิงระบบในการขับเคลื่อนสถานศึกษาอาชีวศึกษาให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม และสนับสนุนการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p> 2026-08-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/288649 อิทธิพลของพฤติกรรมตามแบบแผน การจัดการองค์การยุคใหม่ และคุณภาพการให้บริการตามโมเดล SERVQUAL ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร 2026-06-25T11:38:10+07:00 กุลนิษฐ์ ทองธนสถิตย์ kullanit2509@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลเชิงสาเหตุของพฤติกรรมตามแบบแผนของบุคลากรและการจัดการองค์การยุคใหม่ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ โดยมีคุณภาพการให้บริการตามโมเดล SERVQUAL เป็นตัวแปรคั่นกลาง กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ บุคลากรในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน และการวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพล ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงธีมและการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมตามแบบแผนของบุคลากรอยู่ในระดับมาก ขณะที่การจัดการองค์การยุคใหม่ คุณภาพการให้บริการ และประสิทธิภาพการดำเนินงานอยู่ในระดับน้อย โดยเฉพาะด้านองค์ประกอบรูปธรรม ซึ่งมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ผลการวิเคราะห์อิทธิพลเชิงสาเหตุพบว่า พฤติกรรมตามแบบแผน (β = 0.621) และการจัดการองค์การยุคใหม่ (β = 0.397) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพการให้บริการ และสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 80.30 (R² = .803) ขณะที่คุณภาพการให้บริการมีอิทธิพลทางตรงต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานสูงที่สุด (β = 0.487) และทำหน้าที่เป็นตัวแปรคั่นกลาง โดยพฤติกรรมตามแบบแผนมีอิทธิพลทางอ้อมแบบสมบูรณ์ต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ได้แก่ สภาพกายภาพของอาคาร ระบบทรัพยากรมนุษย์ และภาระงานจากระบบดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพการให้บริการและประสิทธิภาพการดำเนินงาน</p> 2026-08-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/288968 การเล่าเรื่องและการนำเสนอภาพสตรีในภาพยนตร์สยองขวัญที่กำกับ โดยไมค์ ฟลานาแกน 2026-06-25T11:37:16+07:00 สุรัต ริบรวมทรัพย์ surat.rsu01@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการเล่าเรื่องและการนำเสนอภาพสตรีในภาพยนตร์สยองขวัญของผู้กำกับไมค์ ฟลานาแกน จำนวน 6 เรื่อง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ ตัวบท (Textual Analysis) คัดเลือกภาพยนตร์แบบเจาะจงจากผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวของผู้กำกับที่มีตัวละครสตรีเป็นแกนสำคัญของเรื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กรอบการวิเคราะห์ตามทฤษฎีการเล่าเรื่อง 7 องค์ประกอบร่วมกับทฤษฎีสตรีนิยม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการตีความ ผลการวิจัยพบว่า การเล่าเรื่องของฟลานาแกนทำหน้าที่เป็นกลไกการสื่อความหมายอย่างเป็นระบบใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การใช้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นแกนกลางของเรื่องโดยเชื่อมโยงสิ่งเหนือธรรมชาติเข้ากับบาดแผลทางอารมณ์ ทำให้ภาพภูต ผี และปีศาจเป็นภาพแทนของความเจ็บปวดและความทรงจำในอดีต 2) การกำหนดให้ตัวละครสตรีเป็นศูนย์กลางของการเล่าเรื่องผ่านการนำเสนอบทบาทที่ก้าวข้ามภาพจำเดิมของสตรีในฐานะเหยื่อไปสู่ตัวละครที่มีความซับซ้อน มีอำนาจในการตัดสินใจ และสามารถกำหนดชะตากรรมของตนเอง และ 3) การใช้สัญลักษณ์ของความสยองขวัญ เป็นรหัสแทนปมปัญหาทางจิตใจ ซึ่งสะท้อนการกดทับ ความเปราะบาง และประสบการณ์ของสตรีในบริบทสังคมร่วมสมัย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าภาพยนตร์ของไมค์ ฟลานาแกนใช้ความสยองขวัญเป็นกลวิธีในการสื่อสารบาดแผลทางจิตใจ และรื้อถอนภาพจำเดิมของสตรีผ่านกระบวนการเล่าเรื่องและการสร้างตัวละครอย่างมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว</p> 2026-08-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/289294 การศึกษาองค์ประกอบขององค์กรแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และแนวทางพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล 2026-07-01T15:01:35+07:00 วลัยพรรณ ใจคำ waraipan.bantom2566@gmail.com โสภา อำนวยรัตน์ sopa.am@up.ac.th วัชระ จตุพร watchara.ja@up.ac.th วรรณากร พรประเสริฐ wannakorn.ph@up.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบขององค์กรแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก และ 3) พัฒนารูปแบบการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ดำเนินการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 390 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาร่วมกับการโค้ดข้อมูลเชิงประเด็น ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบขององค์กรแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลของโรงเรียนขนาดเล็ก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.17) โดยผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สองว่าโมเดลมีความตรงเชิงโครงสร้างและสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานทุกด้านมีค่าสูงกว่า 0.70 2) ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพระบุแนวทางการพัฒนาที่ครอบคลุมกระบวนการบริหารจัดการ (POLC) และวิธีการพัฒนา ได้แก่ การกำหนดทิศทางผ่านวิสัยทัศน์ดิจิทัลร่วมกันเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดด้านขนาด การจัดองค์กรที่คล่องตัว การพัฒนาบุคลากรผ่านชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพบนแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital PLC) และการควบคุมติดตามผ่านระบบนิเทศออนไลน์ และ 3) รูปแบบการพัฒนาที่สังเคราะห์ขึ้นประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ องค์ประกอบการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ดิจิทัล แนวทางการพัฒนาตามกระบวนการและวิธีการบริหาร และปัจจัยความสำเร็จเชิงระบบที่เน้นการสนับสนุนภาวะผู้นำและเครือข่ายความร่วมมือ</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/291013 การใช้ทุนชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ในพื้นที่อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง 2026-07-20T13:59:46+07:00 ปิยรัตน์ สุวรรณเทพ On_piyarat@hotmail.co.th ชลาธร จูเจริญ fagrchch@ku.ac.th พรพินิต นวลเทศ pornpinit.nu@ku.th จิตต์โสภิณ มีระเกตุ Jitsopin.m@ku.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยพื้นฐานของเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา 2) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และ 3) ศึกษาการใช้ทุนชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราจำนวน 276 คน ซึ่งคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตร Taro Yamane เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s alpha เท่ากับ 0.82 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคสแควร์ (Chi-Square) และการวิเคราะห์ความแปรปวน (ANOVA) ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 58.3) มีอายุเฉลี่ย 34.88 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 45.3) มีจำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 4 คน (กลุ่มน้อยกว่า 5 คน คิดเป็นร้อยละ 81.5) มีแรงงานเฉลี่ย 3 คน มีพื้นที่ปลูกยางพาราเฉลี่ย 4.42 ไร่ และมีรายได้เฉลี่ย 413,826.09 บาทต่อปี ช่องทางรับข้อมูลข่าวสารหลักมาจากสื่อบุคคล ในด้านคุณภาพชีวิตของเกษตรกรโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X̄ = 2.15, S.D. = 0.175) โดยด้านสิ่งแวดล้อมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ ด้านจิตใจ และด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ตามลำดับ สำหรับการใช้ทุนชุมชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X̄ = 2.06, S.D. = 0.112) โดยทุนกายภาพมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (X̄ = 2.12) รองลงมาคือ ทุนมนุษย์ (X̄ = 2.07) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ระดับการศึกษา จำนวนสมาชิกในครัวเรือน และการใช้ทุนชุมชนมีความสัมพันธ์กับระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะเชิงประยุกต์ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมการใช้ทุนกายภาพและทุนมนุษย์ควบคู่กันเพื่อแก้ไขปัญหาความผันผวนทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/291766 มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันสื่อลามกที่ใช้เทคโนโลยี กรณีศึกษาการคุ้มครองสิทธิเด็ก 2026-08-06T09:37:51+07:00 ธีราพร สังข์นาค sittipong_vongchaisuwan@hotmail.com มงคล เทียนประเทืองชัย mongthian65@gmail.com <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและข้อจำกัดของกฎหมายไทยในการรับมือกับสื่อลามกที่สร้างโดยเทคโนโลยี Deepfake และ Generative AI 2) ศึกษาเปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กจากสื่อลามกดิจิทัลของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐเกาหลี และ 3) เสนอแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายไทยและมาตรการคุ้มครองเด็กให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทัล การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การวิจัยเอกสาร ศึกษาตัวบทกฎหมาย เอกสารทางกฎหมาย งานวิจัย และบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและ การวิเคราะห์เปรียบเทียบกฎหมาย ผลการวิจัยพบว่า กฎหมายไทยสามารถนำมาปรับใช้กับสื่อทางเพศที่สร้างหรือดัดแปลงด้วยเทคโนโลยีได้บางกรณี แต่ยังมีข้อจำกัดด้านนิยามและขอบเขตของสื่อ ผู้เสียหาย ฐานความผิดเกี่ยวกับการสร้างสื่อสังเคราะห์ และกลไกการนำเนื้อหาออกจากระบบ โดยเฉพาะกรณีสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่สร้างโดย AI ที่ไม่มีเด็กจริงเป็นต้นแบบ ผลการเปรียบเทียบพบว่า สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับระบบ Notice and Takedown และหน้าที่ของแพลตฟอร์ม สหราชอาณาจักรใช้กฎหมายหลายฉบับครอบคลุมทั้งภาพสังเคราะห์และการกำกับบริการออนไลน์ ส่วนสาธารณรัฐเกาหลีกำหนดฐานความผิดเกี่ยวกับ Deepfake ทางเพศโดยตรงและขยายการคุ้มครองสื่อทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเด็กอย่างชัดเจน ดังนั้น ประเทศไทยควรพิจารณาปรับปรุงนิยามและฐานความผิดให้รองรับสื่อที่สร้างด้วย AI พัฒนากลไก Notice and Takedown ที่ผู้เสียหายเข้าถึงได้ กำหนดหน้าที่ของแพลตฟอร์ม และจัดให้มีมาตรการคุ้มครองและเยียวยาเด็กควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/287696 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำแชมพูสมุนไพรไทยแบรนด์หนึ่งผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานคร 2026-06-13T17:24:09+07:00 นพรัตน์ มาลัยวงค์ 2411131441012@live4.utcc.ac.th อริสรา เสยานนท์ arisara_sey@utcc.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด รูปแบบการดำเนินชีวิต และการตัดสินใจซื้อซ้ำแชมพูสมุนไพรไทยแบรนด์หนึ่งผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวาย และ 2) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำแชมพูสมุนไพรไทยแบรนด์หนึ่งผ่านช่องทางออนไลน์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวาย อายุ 28-48 ปี ที่เคยซื้อแชมพูสมุนไพรไทยแบรนด์หนึ่งผ่านช่องทางออนไลน์ จำนวน 385 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Cochran และคัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด รูปแบบการดำเนินชีวิต และการตัดสินใจซื้อซ้ำ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ได้แก่ ด้านราคา ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านบุคลากร ด้านกระบวนการ และด้านลักษณะทางกายภาพ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) รูปแบบการดำเนินชีวิต ได้แก่ ด้านกิจกรรม ด้านความสนใจ และด้านความคิดเห็น มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านความคิดเห็นมีอิทธิพลสูงที่สุด ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้บริโภค เพื่อส่งเสริมการตัดสินใจซื้อซ้ำผ่านช่องทางออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/288994 แนวทางการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนหางดงรัฐราษฎร์อุปถัมภ์ จังหวัดเชียงใหม่ 2026-06-30T20:31:03+07:00 ไพบูลย์ ณ เชียงใหม่ phaibun.na.cm@gmail.com ณัฐิยา ตันตรานนท์ nuttiya18@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาในการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนหางดงรัฐราษฎร์อุปถัมภ์ จังหวัดเชียงใหม่ และ 2) เสนอแนวทางการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนหางดงรัฐราษฎร์อุปถัมภ์ ดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี ครอบคลุมมาตรฐานการจัดการทางการเงิน 7 ด้าน (7 Hurdles) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวม 30 คน และกลุ่มเป้าหมายในการให้ข้อมูลสัมภาษณ์เป็นผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก จำนวน 7 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม (มีค่าความเชื่อมั่น 0.93) และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรรณา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานงบประมาณ ทั้ง 7 ด้าน ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการบริหารงานทางการเงินและควบคุมงบประมาณ และต่ำสุด คือ ด้านการคำนวณต้นทุนกิจกรรม สำหรับปัญหาในการบริหารงานงบประมาณในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการบริหารงานทางการเงินและควบคุมงบประมาณ รองลงมาคือด้านการวางแผนงบประมาณ และด้านการบริหารสินทรัพย์ อยู่ในระดับมาก อันดับสุดท้าย คือ ด้านการตรวจสอบภายในอยู่ในระดับปานกลาง และ 2) แนวทางการบริหารงานงบประมาณ ประกอบด้วย หลักการบริหาร จุดมุ่งหมาย การวัดและประเมินผล รวมถึงเงื่อนไขความสำเร็จ โดยมีหลักการบริหารเชิงกลยุทธ์ และการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ (SPBB) บนพื้นฐานของมาตรฐานการจัดการทางการเงิน 7 ด้าน เน้นการวางแผนที่สอดคล้องกับนโยบายด้วยหลัก SMART Goals การคำนวณต้นทุนกิจกรรมที่สะท้อนผลผลิตจริง และการนำเทคโนโลยี AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลการเบิกจ่าย การสืบราคาพัสดุ และจัดทำรายงานแบบ Real-time บนระบบ Dashboard เพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ตามหลัก ธรรมาภิบาล ตลอดจนการดำเนินงานตามวงจรคุณภาพ PDCA วงจรงบประมาณ</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/287038 สภาพการบริหารงานกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 2026-06-09T11:51:45+07:00 ศุภโชค สาระบุตร pao.sarabute@gmail.com ไพรวัลย์ โคตรตะ paiwan.k@ubru.ac.th พงษ์ธร สิงห์พันธ์ pao.sarabute@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีต่อสภาพการบริหารงานกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) พัฒนาแนวทางการบริหารงานกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษา การวิจัยใช้วิธีการเชิงปริมาณร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่เป็นคณะกรรมการกลุ่มเครือข่าย จำนวน 224 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นโดยใช้ตำแหน่งเป็นชั้นในการสุ่ม และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์เลือกแบบเจาะจง จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ครอบคลุมการบริหารงาน 6 ด้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.33, S.D. = .50) ด้านบทบาทและหน้าที่ของสมาชิกมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X̄ = 4.41, S.D. = .54) ขณะที่ด้านการมีผลประโยชน์ร่วมกันมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (X̄ = 4.25, S.D. = .57) 2) เมื่อจำแนกตามขนาดสถานศึกษา พบว่าความคิดเห็นโดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 4.74, <em>p</em> = .01) โดยพบความแตกต่างในด้านวิสัยทัศน์ร่วม บทบาทและหน้าที่ของสมาชิก การมีส่วนร่วมของสมาชิก การมีผลประโยชน์ร่วมกัน และการติดตามและประเมินผล ส่วนด้านการติดต่อประสานงานไม่แตกต่างกัน และ 3) แนวทางการบริหารที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยการกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมจากบริบทของสถานศึกษา การจัดบทบาทตามศักยภาพ การส่งเสริมการมีส่วนร่วม การจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรร่วมกัน การพัฒนาระบบประสานงาน และการติดตามประเมินผลโดยคำนึงถึงความแตกต่างของสถานศึกษาแต่ละขนาด</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/289963 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบ CO-5STEPs ร่วมกับบทเรียนออนไลน์ เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิิบัติเรื่องนาฏยศัพท์และภาษาท่าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนธวัชบุรีวิทยาคม 2026-07-01T15:02:37+07:00 กนกพร พรภิรมย์ 67010582017@msu.ac.th มนตรี วงษ์สะพาน montree.v@msu.ac.th <p>การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์เรื่องนาฏยศัพท์และภาษาท่าต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ การสังเกต และการฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง การใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุกควบคู่กับบทเรียนออนไลน์จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกและทบทวนด้วยตนเอง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้แบบ CO-5STEPs ร่วมกับบทเรียนออนไลน์ตามเกณฑ์ 75/75 2) ศึกษาทักษะการปฏิบัติด้านนาฏศิลป์เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรม และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียน การวิจัยเป็นการวิจัยก่อนการทดลอง ใช้แบบแผนกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/5 โรงเรียนธวัชบุรีวิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการทดลองเป็นเวลา 5 สัปดาห์ รวม 10 ชั่วโมง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ CO-5STEPs ร่วมกับบทเรียนออนไลน์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ การหาประสิทธิภาพ E1/E2 และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 75.80/87.24 เป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 2) นักเรียนมีคะแนนทักษะการปฏิบัติเฉลี่ย 40.36 คะแนน จากคะแนนเต็ม 50 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.72 และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em> = 4.90, <em>p</em> &lt; .001) 3) คะแนนผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยเพิ่มจาก 15.42 คะแนนก่อนเรียน เป็น 23.84 คะแนนหลังเรียน เพิ่มขึ้น 8.42 คะแนน หรือ 28.07 จุดร้อยละ และ 4) ผู้เรียนมีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.57, S.D. = 0.50)</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/288562 อิทธิพลของการรับรู้โฆษณาแบรนด์โรงแรมผ่านสื่อดิจิทัลต่อการรับรู้พฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริโภค 2026-06-13T17:07:49+07:00 ณัฏฐปวีร์ แก้วสมบูรณ์ boatnatpakorn@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้โฆษณาแบรนด์โรงแรมผ่านสื่อดิจิทัลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยบูรณาการกรอบแนวคิดด้านการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ (Integrated Marketing Communication: IMC) ร่วมกับแนวคิดด้านการรับรู้ของผู้บริโภคและการสร้างความหมายเชิงสัญลักษณ์ของแบรนด์ เพื่ออธิบายกลไกการถ่ายทอดอัตลักษณ์และคุณค่าของแบรนด์ผ่านสื่อดิจิทัล การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 331 คน ผ่านแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้างแบบกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (PLS-SEM) ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้โฆษณาแบรนด์โรงแรมผ่านสื่อดิจิทัลมีอิทธิพลทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริโภคในทุกมิติ ได้แก่ ภาพลักษณ์แบรนด์ (β = 0.732) อัตลักษณ์ แบรนด์ (β = 0.710) คุณค่าที่รับรู้ (β = 0.685) ความรู้สึกที่เกิดจากการรับสาร (β = 0.663) และการจดจำเนื้อหาโฆษณา (β = 0.544) โดยสมมติฐานทุกข้อได้รับการยืนยันที่ระดับนัยสำคัญ (<em>p</em> &lt; .001) สะท้อนให้เห็นว่าการรับรู้โฆษณาแบรนด์โรงแรมผ่านสื่อดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงแรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะด้านภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ของแบรนด์ ดังนั้น ผู้ประกอบการโรงแรมควรให้ความสำคัญกับการออกแบบเนื้อหาโฆษณาดิจิทัลที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ สื่อสารอัตลักษณ์ และสร้างคุณค่าที่สอดคล้องกับการรับรู้ของผู้บริโภค เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงแรมในยุคดิจิทัล</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา