https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/issue/feed
วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-07-20T15:55:26+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐณภรณ์ เอกนราจินดาวัฒน์
Touch_life@outlook.co.th
Open Journal Systems
<p data-start="208" data-end="685"><strong data-start="208" data-end="262">วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</strong> เป็นวารสารวิชาการที่ผ่านการพิจารณาคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed journal) ในสาขา <strong data-start="351" data-end="380">มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์ ที่มีคุณภาพและมีส่วนช่วยในการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ <strong data-start="522" data-end="683">รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ บริหารการศึกษา บริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา การเงิน การบัญชีและการธนาคาร การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์</strong></p> <p style="font-weight: 400;">วารสารใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า <strong>SSRU Journal of Public Administration</strong> จัดพิมพ์โดยวิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ<strong>มีเลข E-ISSN: 3027-7833</strong> (Online) บรรณาธิการ คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐณภรณ์ เอกนราจินดาวัฒน์</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/280859
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์ในยุคดิจิทัล
2026-02-15T22:36:14+07:00
สหรัฐ พุทธรักษา
saharat.puttharaksa@gmail.com
ชินโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา
chinnaso12@gmail.com
<div><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์ในยุคดิจิทัล และเพื่อเปรียบเทียบการตัดสินใจซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคที่ซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์ จำนวน 400 ราย ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21</span><span lang="EN-US">–</span><span lang="TH">30 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 25,001</span><span lang="EN-US">–</span><span lang="TH">35,000 บาท และเลือกซื้อเวชสำอางออนไลน์จากโปรโมชั่นและส่วนลดมากที่สุด ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการส่งเสริมการตลาดมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านราคา ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ตามลำดับ ส่วนการตัดสินใจซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และเหตุผลในการเลือกซื้อที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านราคา มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการตลาดออนไลน์ ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ กำหนดราคาที่เหมาะสม และออกแบบกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับลักษณะของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม</span></div>
2026-05-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/287340
พัฒนาการบทบาทคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)
2026-05-22T14:35:37+07:00
ณัฐวุฒิ ธารสุนทร
bmsitthiwat@gmail.com
<p style="font-weight: 400;">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการของบทบาทคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใต้บริบททางการเมือง กฎหมาย และสังคม 2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มีประสิทธิภาพ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร กฎหมาย รายงานการเลือกตั้ง งานวิชาการที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 17 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า บทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งมีพัฒนาการจากกลไกการเลือกตั้งที่อยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารไปสู่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีอำนาจครอบคลุมการจัดการเลือกตั้ง การกำกับ ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้งยังเผชิญปัญหาความเชื่อมั่นของประชาชน ความซับซ้อนของกติกาเลือกตั้ง ข้อจำกัดเชิงปฏิบัติในระดับพื้นที่ ความไม่ชัดเจนของการใช้ดุลพินิจ และความท้าทายจากข่าวลวงหรือข้อมูลบิดเบือนในสื่อออนไลน์ ผลการวิจัยเสนอว่า ควรพัฒนาระบบบริหารจัดการเลือกตั้งให้มีมาตรฐาน โปร่งใส และตรวจสอบได้ กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจให้ชัดเจน ใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ พัฒนากลไกรับมือข่าวลวง และเปิดพื้นที่ให้ประชาชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และภาควิชาการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและพัฒนากระบวนการเลือกตั้ง</p>
2026-05-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285849
อิทธิพลของภาระทางการเงินที่ส่งผลต่อการรับรู้ความเครียดและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนนายเรือ
2026-02-15T22:27:16+07:00
ธวัชชัย เทียนบุญส่ง
teenage1010@gmail.com
วีรยุทธ สุขมาก
weerayut.sukmak@gmail.com
<div><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาอิทธิพลทางตรงของภาระทางการเงินที่มีต่อการรับรู้ความเครียดและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนนายเรือ และ (2) ศึกษาอิทธิพลทางอ้อมของภาระทางการเงินที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนนายเรือโดยผ่านการรับรู้ความเครียด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 2</span><span lang="EN-US">–</span><span lang="TH">5 ของโรงเรียนนายเรือ จำนวน 175 นาย ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามภาระทางการเงินและแบบวัดการรับรู้ความเครียด ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาวัดจากคะแนนเฉลี่ยสะสม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เส้นทาง ผลการวิจัยพบว่า ภาระทางการเงินมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการรับรู้ความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่การรับรู้ความเครียดมีอิทธิพลทางตรงเชิงลบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ภาระทางการเงินไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ยังพบว่าภาระทางการเงินมีอิทธิพลทางอ้อมเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยผ่านการรับรู้ความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การรับรู้ความเครียดเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงภาระทางการเงินกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนนายเรือในบริบทการศึกษาทางทหาร</span></div>
2026-06-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285811
จากการปฏิเสธตนเองสู่การตระหนักรู้ในตนเอง: การวิเคราะห์การเติบโตด้วยตนเองของผู้หญิงผ่านการชกมวยในภาพยนตร์เรื่อง “100 Yen Love”
2026-02-15T22:29:25+07:00
ชุนเซียว โม่
s6230311142@phuket.psu.ac.th
พิม ซามาร่า ญาราภิรมย์
pimdejong2517@gmail.com
<p style="font-weight: 400;">ด้วยพัฒนาการของสังคม ผู้คนจำนวนมากขึ้นได้ตระหนักถึงความไม่ยุติธรรมของสถานะทางสังคมของผู้หญิง และเห็นความสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพผู้หญิง สังคมสมัยใหม่เริ่มสนับสนุนการกำหนดชะตากรรมของตนเองสำหรับผู้หญิงในพื้นที่ที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง “100 Yen Love” ถ่ายทอดการเติบโตส่วนบุคคลของหญิงสาวจากภาวะปฏิเสธตนเองสู่นักมวยสมัครเล่นที่มีความมั่นใจ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อตรวจสอบกระบวนการเติบโตของตัวเอกหญิงในภาพยนตร์เรื่องนี้จากการปฏิเสธตนเองไปสู่การตระหนักรู้ในตนเอง 2) เพื่อสำรวจประเด็นการเลือกปฏิบัติทางเพศและความท้าทายต่อบทบาททางเพศตามประเพณีที่เผชิญ และ 3) เพื่อวิเคราะห์พัฒนาการด้านคุณลักษณะและภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ของตัวเอกหญิง ซึ่งสะท้อนศักยภาพของผู้หญิงในการฝ่าข้อจำกัดทางสังคม งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการสำรวจด้วยแบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างเจาะจงผู้ชมภาพยนตร์ชาวจีนจำนวน 192 คน และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์การเล่าเรื่อง และการวิเคราะห์สัญศาสตร์ ภายใต้กรอบแนวคิดสตรีนิยม ผลการศึกษาพบว่า การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการชกมวยช่วยเพิ่มความนับถือและการยอมรับในสังคม โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยร้อยละ 57.3 แม้ผู้ตอบร้อยละ 46.9 ยังคงมองว่าการชกมวยเป็นกีฬาที่มีภาพลักษณ์ชายเป็นใหญ่ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมร้อยละ 67.7เรียกร้องให้สื่อเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับความสำเร็จของนักมวยหญิงมากขึ้น การวิเคราะห์เชิงคุณภาพเผยว่าการฝึกซ้อมและการเผชิญความท้าทายผ่านกีฬาชกมวยช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและความเป็นอิสระให้แก่ตัวเอกหญิง สะท้อนถึงการต่อต้านข้อจำกัดทางสังคมและทัศนคติเชิงบวกต่อชีวิต ผลงานวิจัยนี้เสนอแนะให้นำนโยบายกีฬาที่ครอบคลุมทุกเพศมาใช้ และสนับสนุนให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในกีฬาชกมวย เพื่อสร้างความมั่นใจและโอกาสในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง ผลงานนี้ยังมีส่วนเสริมต่อการสนทนาเกี่ยวกับการเสริมพลังของผู้หญิง โดยเน้นว่าการเล่าเรื่องกีฬาในภาพยนตร์สามารถส่งเสริมความเข้มแข็งและศักยภาพของผู้หญิงได้</p>
2026-07-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/286658
การศึกษาสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
2026-02-15T22:45:59+07:00
ลดาพร สระกาง
ladaporn.s@rmutp.ac.th
<div><span lang="TH">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบระดับสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เมื่อจำแนกตามภูมิหลังที่แตกต่างกัน และ 2) นำเสนอแนวทางการส่งเสริมสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ใช้แนวคิดภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยคือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์จำนวน 300 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านหลักสูตรและการสอน และผู้เชี่ยวชาญทางด้านโนบายและการจัดการการศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมทางเดียวในกรณีการวิจัยเชิงปริมาณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์แตกต่างกันตามเพศ ชั้นปี และวิชาเอก ในขณะที่รายวิชาภาษาอังกฤษที่ลงทะเบียนเรียน จำนวนปีที่เรียน และประสบการณ์การฝึกงานไม่ส่งผลต่อความแตกต่างดังกล่าว และ 2) การส่งเสริมสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องและบูรณาการในทุกระดับ ทั้งหลักสูตร การเรียนการสอน กิจกรรมนอกชั้นเรียน และการฝึกปฏิบัติทางวิชาชีพ ทั้งนี้ ควรเน้นภาษาอังกฤษเฉพาะทาง การใช้ภาษาในบริบทจริง และความร่วมมือกับสถานประกอบการ ผลวิจัยนี้เป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาภาษาอังกฤษวิศวกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมนักศึกษาสู่ตลาดแรงงานสากล</span></div>
2026-07-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/281120
สภาพปัญหาและคุณลักษณะร่วมของพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำทะเลสาบและพื้นที่การเกษตรซ้ำซากในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาของไทย
2026-05-31T16:22:24+07:00
ยศธร ทวีพล
nosza-5555@hotmail.com
<div><span lang="TH">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและคุณลักษณะร่วมของพื้นที่ได้รับผลกระทบ</span><span lang="TH">จากปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำทะเลสาบและพื้นที่การเกษตรซ้ำซากในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาของไทย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกออนไลน์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และใช้การสำรวจภาคสนามในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเลในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาโดยส่วนใหญ่มีลักษณะสภาพปัญหาใกล้เคียงกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในแง่การประกอบอาชีพ ตลอดจนการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอระโนด อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสิงหนคร และอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงชลา 2) ความพยายามแก้ไขปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเลในพื้นที่ดังกล่าวของภาครัฐมักเผชิญหน้ากับข้อจำกัดการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง 3) ภาครัฐพยายามเปลี่ยนแปลงบทบาทการแก้ไขปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเล และ 4) แม้บทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเลในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเพิ่มขึ้นอย่าง แต่วิธีการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของหน่วยงานภาครัฐยังคงเป็นวิธีการเดิม จึงทำให้การแก้ไขปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเลในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลากลายเป็นปัญหาซ้ำซากที่ยังคงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน</span></div>
2026-07-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285456
แนวทางการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา: การศึกษาเชิงคุณภาพแบบพหุกรณีศึกษา
2026-02-15T22:44:07+07:00
ภัทราวดี ดอกไม้หอม
ployphattaravadee@gmail.com
ฉัตรวรรณ์ ลัญฉวรรธนะกร
chattrawan.l@chula.ac.th
<p style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการจัดกิจกรรมการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และเพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพแบบพหุกรณีศึกษา โดยมีกรณีศึกษาเป็นโรงเรียนที่มีแนวปฏิบัติที่ดีและประสบความสำเร็จในการจัดหลักสูตรและกิจกรรมที่ส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการศึกษาเอกสาร การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดกิจกรรมการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ อาศัยการบูรณาการองค์ประกอบหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่ ครูผู้สอนที่คอยสนับสนุนผู้เรียนทั้งด้านการเรียนรู้และด้านจิตใจการจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบร่วมมือ การจัดสาระและกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการปลูกฝังความรู้ ทักษะ และเจตคติ ทั้งในและนอกชั้นเรียน รวมถึงการใช้สื่อที่หลากหลายและการประเมินผลผ่านการสังเกตพฤติกรรม 2) แนวทางการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ของสถานศึกษา ควรขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบแบบองค์รวม โดยเริ่มตั้งแต่ระดับการบริหารจัดการผ่านการกำหนดนโยบายและออกแบบหลักสูตรสถานศึกษา การนำไปปฏิบัติด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชา กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จนถึงการสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองและการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางให้โรงเรียนประถมศึกษาในบริบทอื่น ๆ นำไปประยุกต์ใช้เพื่อวางแผนและส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมต่อไป</p>
2026-07-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285473
แรงจูงใจที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อองค์กรของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร
2026-02-15T22:28:33+07:00
วัชราภรณ์ ลือคำงาม
sab.zaa23@gmail.com
ฉัตรชัย เหล่าเขตการณ์
sab.zaa23@gmail.com
<div><span lang="TH">การศึกษาเรื่องแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อองค์กรของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาความจงรักภักดีต่อองค์กรของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อองค์กรของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง</span><span lang="TH">ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 89 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจในการทำงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านความรับผิดชอบมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ความจงรักภักดีต่อองค์กรโดยรวม</span><span lang="TH">อยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านพฤติกรรมที่แสดงออกมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า แรงจูงใจด้านลักษณะของงาน วิธีการปกครองบังคับบัญชา การได้รับการยอมรับ ความมั่นคงในการทำงาน สถานะทางอาชีพ นโยบายขององค์กร และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></div>
2026-07-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/279017
มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมมีส่วนร่วม หรือปรากฏตัวในการโฆษณาสินค้า ศึกษากรณีที่โฆษณาผ่านรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลในประเทศไทย
2026-02-15T22:38:07+07:00
ทัศนีย์ เงินสุข
thatsanee.n@rbru.ac.th
ชญานาภา ลมัยวงษ์
thatsanee.n@rbru.ac.th
<div><span lang="TH">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) รูปแบบมาตรฐานในการกำหนดแนวทางในการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมมีส่วนร่วมหรือปรากฏตัวในการโฆษณาสินค้า และ 2) กฎหมายและมาตรการในการลงโทษในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมมีส่วนร่วมหรือปรากฏตัวในการโฆษณาสินค้า ศึกษาโดยวิธีวิจัย </span><span lang="TH">เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษา</span><span lang="TH">จากเอกสาร วิทยานิพนธ์ วารสาร บทความ และเอกสารอื่น ๆ ก่อนนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) ในต่างประเทศมีการกำกับดูแลที่แตกต่างกันไปตามกฎหมายและนโยบายของแต่ละประเทศ มีการดำเนินการตามมาตรการจากเบาไปหาหนัก ตั้งแต่มีหนังสือเตือนผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และบันทึกประวัติการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จนกระทั่งมีคำสั่งทางปกครองหรือลงโทษ เพื่อประกอบการพิจารณาอายุใบอนุญาต และ 2) ในแต่ละประเทศมีนโยบายกำกับดูแลและลงโทษแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า ในต่างประเทศให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและตระหนักถึงปัญหาเรื่องการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณที่เกินความจริง สำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านการโฆษณาในประเทศไทย พบว่า พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 เป็นกฎหมายฉบับเดียวที่กล่าวถึงผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจนถึงปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้มีการบัญญัติข้อปฏิบัติ ข้อห้าม หรือมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการโฆษณา การรีวิวสินค้า หรือการเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบอาชีพเวชกรรม ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ หรือสื่อใด รวมทั้ง ไม่มีการลงโทษปรับ ในกรณีที่มีการโฆษณาคุณภาพสินค้าเกินความจริง</span></div>
2026-07-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/287613
อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการและคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้ต่อความตั้งใจซื้อซ้ำน้ำพริกหมูกระจกฮักกิ๋นของผู้บริโภค ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
2026-06-25T11:38:46+07:00
ปิยากรณ์ ทองประเสริฐ
formeawork@gmail.com
ปราณี เอี่ยมละออภักดี
formeawork@gmail.com
<div><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีต่อความตั้งใจซื้อซ้ำน้ำพริกหมูกระจกฮักกิ๋นของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 2) อิทธิพลของคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้ที่มีต่อความตั้งใจซื้อซ้ำ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อและบริโภคน้ำพริกหมูกระจกฮักกิ๋น จำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการโดยรวมมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำ</span><span lang="TH">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจซื้อซ้ำได้ร้อยละ 55.10 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย มีอิทธิพลเชิงบวกต่อ</span><span lang="TH">ความตั้งใจซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ด้านราคา การส่งเสริมการตลาด บุคลากร กระบวนการ และสภาพแวดล้อมทางกายภาพไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ คุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้โดยรวม</span><span lang="TH">มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 54.30 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า คุณค่าด้านคุณภาพและคุณค่าด้านภาพลักษณ์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนคุณค่าด้านราคาและความคุ้มค่าไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยสะท้อนว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ภาพลักษณ์ของตราสินค้า และ</span><span lang="TH">ความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่าการแข่งขันด้านราคา ดังนั้น ผู้ประกอบการ</span><span lang="TH">ควรมุ่งพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ เสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ และเพิ่มประสิทธิภาพช่องทาง</span><span lang="TH">การจัดจำหน่ายออนไลน์ เพื่อส่งเสริมความตั้งใจซื้อซ้ำของผู้บริโภค</span></div>
2026-07-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/290362
ผลของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก: การจัดกิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อส่งเสริม ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2026-06-25T10:49:58+07:00
ฟัยรูซ โตะเกะ
tohkeh_f@su.ac.th
สุนีตา โฆษิตชัยวัฒน์
KOSITCHAIVAT_S@SU.AC.TH
กนกเนตร วรวงษ์
kanoknetnaja@yahoo.com
<div><span lang="TH">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน</span><span lang="TH">ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 12 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม ดำเนินการทดลองเป็นเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ แบบทดสอบทักษะการพูดภาษาอังกฤษ เกณฑ์การประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ </span><span lang="EN-US">t-test </span><span lang="TH">แบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังเรียน คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ </span><span lang="TH">(</span><span lang="EN-US">X̄ </span><span style="font-size: 0.875rem;">= </span><span lang="TH">31.25</span><span lang="EN-US">, S.D. = </span><span lang="TH">3.24) สูงกว่าก่อนเรียน (</span><span lang="EN-US">X̄ </span><span style="font-size: 0.875rem;">= </span><span lang="TH">20.67</span><span lang="EN-US">, S.D. = </span><span lang="TH">2.23) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ </span><span lang="TH">(</span><em><span lang="EN-US">t </span></em><span style="font-size: 0.875rem;">= -</span><span lang="TH">15.43</span><span lang="EN-US">, <em>p</em> < .</span><span lang="TH">001) และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (</span><span lang="EN-US">X̄ </span><span style="font-size: 0.875rem;">= </span><span lang="TH">4.54</span><span lang="EN-US">, S.D. = </span><span lang="TH">0.59) โดยนักเรียนมีความสนใจ กล้าแสดงออก และ</span><span lang="TH">มีส่วนร่วมในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น</span></div>
2026-07-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/290415
การศึกษาพฤติกรรมความชื่นชอบศิลปิน ความสุขและความวิตกกังวลในแฟนคลับ
2026-06-25T11:19:30+07:00
ชลธิภา คุณชม
choltipar@gmail.com
บุรณี กาญจนถวัลย์
drburanee@gmail.com
<p><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ </span><span lang="EN-US">1) </span><span lang="TH">ศึกษาพฤติกรรมการชื่นชอบศิลปินของแฟนคลับ </span><span lang="EN-US">2) </span><span lang="TH">เปรียบเทียบระดับความชื่นชอบศิลปินของแฟนคลับที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน </span><span lang="EN-US">3) </span><span lang="TH">ศึกษาอิทธิพลของความชื่นชอบศิลปินที่มีต่อความสุขของแฟนคลับ และ </span><span lang="EN-US">4) </span><span lang="TH">ศึกษาอิทธิพลของความชื่นชอบศิลปินที่มีต่อ</span><span lang="TH">ความวิตกกังวลของแฟนคลับ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ แฟนคลับที่มีอายุ </span><span lang="EN-US">18 </span><span style="font-size: 0.875rem;">ปีขึ้นไป ซึ่งมีส่วนร่วมในการเผยแพร่เนื้อหาและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศิลปินผ่านสื่อสังคมออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์</span><span lang="TH">ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เปิดเผยตนเองว่าเป็นแฟนคลับต่อบุคคลอื่น มีระยะเวลาเป็นแฟนคลับเฉลี่ยประมาณ </span><span lang="EN-US">8 </span><span style="font-size: 0.875rem;">ปี และติดตามศิลปินที่ชื่นชอบทุกวัน มีระดับความชื่นชอบศิลปินโดยรวมอยู่ในระดับ</span><span lang="TH">ปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความชื่นชอบเพื่อความบันเทิง มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด </span><span lang="EN-US">(X̄ </span><span lang="EN-US">= </span><span lang="TH">3.44</span><span lang="EN-US">) </span><span style="font-size: 0.875rem;">รองลงมาคือ ด้านความชื่นชอบแบบผูกพันยึดติด </span><span lang="EN-US">(X̄ </span><span lang="EN-US">= </span><span lang="TH">2.71</span><span lang="EN-US">) </span><span style="font-size: 0.875rem;">และด้านความชื่นชอบแบบรุนแรง </span><span lang="EN-US">(X̄ </span><span lang="EN-US">= </span><span lang="TH">2.00</span><span lang="EN-US">) </span><span style="font-size: 0.875rem;">ตามลำดับ นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างมีระดับความสุขอยู่ในระดับเท่ากับคนทั่วไป และมีความวิตกกังวลอยู่</span><span lang="TH">ในระดับมีความวิตกกังวลบ้าง ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศสภาพ สถานภาพ ภาระดูแลรับผิดชอบ ภูมิลำเนา ระดับการศึกษา อายุ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ไม่มีผลต่อระดับ</span><span lang="TH">ความชื่นชอบศิลปินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และความชื่นชอบศิลปินทั้ง </span><span lang="EN-US">3 </span><span style="font-size: 0.875rem;">ด้าน ได้แก่ ความชื่นชอบ</span><span lang="TH">เพื่อความบันเทิง ความชื่นชอบแบบผูกพันยึดติด และความชื่นอบแบบรุนแรง ไม่มีอิทธิพลต่อความสุขและความวิตกกังวลของแฟนคลับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยสะท้อนว่าการชื่นชอบศิลปินของแฟนคลับส่วนใหญ่เป็นการชื่นชอบในระดับปกติที่มุ่งเน้นด้านความบันเทิงและการเข้าสังคม มากกว่าการยึดติดในระดับรุนแรง และความชื่นชอบศิลปินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายความแตกต่างของระดับความสุขและความวิตกกังวลของแฟนคลับได้ ทั้งนี้ ความสุขและความวิตกกังวลอาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางจิตวิทยาและสังคมอื่นร่วมด้วย</span></p>
2026-07-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/291144
การพัฒนาแกนนำเยาวชนอย่างมีส่วนร่วมเพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืน : กรณีศึกษาสภาเด็กและเยาวชนตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น
2026-07-14T16:06:09+07:00
กิตติพงษ์ ภาษี
kphasee@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาแกนนำเยาวชนแบบมีส่วนร่วม ปัจจัยสนับสนุน และปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จและความต่อเนื่องของสภาเด็กและเยาวชนตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลโดยจัดหมวดหมู่ เปรียบเทียบ และเชื่อมโยงประเด็นจากข้อมูลภาคสนาม ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการพัฒนาแกนนำเยาวชนประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ กลไกพี่เลี้ยงที่ให้คำปรึกษาและสนับสนุน กระบวนการพัฒนาศักยภาพศักยภาพเด็กและเยาวชน 7 ขั้นสู่การเป็นทีมงาน และกระบวนการทำงานที่เปิดโอกาสให้เยาวชนร่วมคิด วางแผน ปฏิบัติ และสรุปบทเรียน 2) ปัจจัยสนับสนุน ประกอบด้วย การสนับสนุนจากผู้ใหญ่และกลไกท้องถิ่น กลไกพี่เลี้ยงที่เข้มแข็ง กระบวนการพัฒนาศักยภาพที่ต่อเนื่อง และความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกับแรงจูงใจของเยาวชน และ 3) ปัญหาอุปสรรค ได้แก่ ภาระการเรียน การขาดแรงจูงใจและความกระตือรือร้น ทัศนคติของผู้ปกครองและผู้ใหญ่ในชุมชน ตลอดจนข้อจำกัดส่วนบุคคลและสภาพเศรษฐกิจของครอบครัว ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนช่วยบรรเทาอุปสรรคได้ผ่านการจัดกิจกรรมอย่างยืดหยุ่น การสนับสนุนทรัพยากร การสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง และการถ่ายทอดงานระหว่างรุ่น ผลการวิจัยนำไปสู่การสังเคราะห์วงจร 5 ขั้นตอนการพัฒนาแกนนำเยาวชน ได้แก่ การพัฒนาแกนนำ การสร้างพื้นที่เรียนรู้ การเปิดพื้นที่มีส่วนร่วม การฝึกภาวะผู้นำผ่านการปฏิบัติ และการสรุปบทเรียนเพื่อพัฒนางานรอบต่อไป</p>
2026-07-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/288991
อิทธิพลของการบริหารเงินทุนหมุนเวียนต่อความสามารถในการทำกำไรและมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ
2026-06-30T20:33:11+07:00
ณัชร์สมิน จินดาสรรค์
natsaminjindasan@gmail.com
ปรียานุช กิจรุ่งโรจน์เจริญ
preyanuch1935@gmail.com
<div><span lang="TH">การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่มีต่อความสามารถในการทำกำไร และ 2) การบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่มีต่อมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิของกลุ่มตัวอย่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ จำนวน 101 บริษัท รวม 303 ตัวอย่าง ในช่วงปี พ.ศ. 2565 ถึง พ.ศ.2567 โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการศึกษาพบข้อค้นพบสำคัญ คือ ระยะเวลาการเก็บหนี้และระยะเวลาการชำระหนี้เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลร่วมกันต่อทั้งความสามารถในการทำกำไรและมูลค่ากิจการ (</span><span lang="EN-US">Tobin’s Q) </span></div> <div><span lang="TH">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยในด้านความสามารถในการทำกำไร ระยะเวลาถือครองสินค้าและระยะเวลาการชำระหนี้ส่งผลเชิงบวกต่ออัตรากำไรขั้นต้น ขณะที่ระยะเวลาการเก็บหนี้ส่งผลเชิงลบ สำหรับอัตรากำไรสุทธิพบเพียงระยะเวลาการชำระหนี้ที่ส่งผลเชิงบวก อย่างไรก็ตาม การบริหารเงินทุนหมุนเวียนไม่ส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ และอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น สำหรับด้านมูลค่ากิจการพบว่า ระยะเวลาการเก็บหนี้ส่งผลเชิงลบ ขณะที่ระยะเวลาการชำระหนี้ส่งผลเชิงบวกต่อมูลค่ากิจการ ผลการศึกษาชี้ให้นัยเชิงบริหารสำคัญว่า ธุรกิจ </span><span lang="EN-US">SMEs </span><span lang="TH">ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ควรให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพวงจรหมุนเวียนเงินสดจริงมากกว่าระดับสภาพคล่องเชิงปริมาณ โดยต้องลดวงจรลูกหนี้การค้าให้กระชับควบคู่กับการใช้กลยุทธ์ยืดระยะเวลาชำระหนี้กับเจ้าหนี้การค้าเพื่อรักษากระแสเงินสดพร้อมใช้และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่กิจการในระยะยาว</span></div>
2026-08-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/289029
ความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมของครูกับความสุขในการทำงานของครู ในบริบทโรงเรียนแห่งความสุข: กรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาลร่มแก้ว
2026-06-25T11:33:33+07:00
ปริมกุลรักษ์ ชัยภัทรวรัชญาน์
phimmy.pt@gmail.com
กุณช์พริสร ชัยภัทรวรัชญาน์
kenikasone@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารจัดการสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับความสุขในการทำงานของครู และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมของครูกับความสุขในการทำงานของครูในบริบทโรงเรียนแห่งความสุข เป็นการวิจัยเชิงปริมาณในลักษณะกรณีศึกษา โดยใช้แนวคิดการบริหารแบบมีส่วนร่วมและแนวคิดโรงเรียนแห่งความสุขเป็นกรอบ การวิจัย พื้นที่วิจัย คือ โรงเรียนอนุบาลร่มแก้ว กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 60 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย แบบสอบถามการมีส่วนร่วมของครูและความสุขในการทำงานของครู วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารจัดการสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.32, S.D. = 0.45) โดยด้านการมีส่วนร่วมในการปรับปรุงพัฒนามีค่าเฉลี่ยสูงสุด ในส่วนระดับความสุขในการทำงานของครูโดยรวม อยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.25, S.D. = 0.50) โดยด้านความสุขด้านบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และการมีส่วนร่วมของครูมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสุขในการทำงานในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (<em>r</em> = 0.72) แสดงให้เห็นว่าเมื่อครูมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการสถานศึกษามากขึ้น ความสุขในการทำงานจะเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน</p>
2026-08-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/286095
การพัฒนากระบวนการปฏิบัติงาน การใช้เทคโนโลยีควบคุมคุณภาพการสอบบัญชีและประสบการณ์ของผู้สอบบัญชีส่งผลต่อความยั่งยืนในการตรวจสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตในกรุงเทพมหานคร
2026-02-15T22:42:49+07:00
สุรศักดิ์ เครือวัลย์
surasak.kuo@spulive.net
ภาวิณี ศรีเสวตร์
ploysawat2537@gmail.com
กนกศักดิ์ สุขวัฒนาสินิทธิ์
kanoksak009@gmail.com
<p>การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี มาตรฐานวิชาชีพ และความซับซ้อนของธุรกรรมทางธุรกิจ ทำให้ผู้สอบบัญชีต้องปรับกระบวนการปฏิบัติงาน ระบบควบคุมคุณภาพ และสมรรถนะทางวิชาชีพให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของงานสอบบัญชี การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนากระบวนการปฏิบัติงาน การใช้เทคโนโลยีควบคุมคุณภาพการสอบบัญชี และประสบการณ์ของผู้สอบบัญชี ที่มีต่อความยั่งยืนในการตรวจสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตในกรุงเทพมหานคร การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตจำนวน 214 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งสามด้าน (<em>p</em> ≤.001) โดยการบริหารจัดการความเสี่ยง เป็นองค์ประกอบที่ส่งผลทางบวกต่อความยั่งยืนในการตรวจสอบบัญชีครบทั้งสามด้าน 2) การใช้เทคโนโลยีควบคุมคุณภาพการสอบบัญชีมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งสามด้าน (<em>p</em> ≤.001) โดยการใช้ซอฟต์แวร์ตรวจสอบคุณภาพส่งผลทางบวกต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงินและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ความปลอดภัยของข้อมูลส่งผลทางบวกต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงิน และ 3) ประสบการณ์ของผู้สอบบัญชีมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งสามด้าน (<em>p</em> <.001) โดยระยะเวลาการทำงานเป็นองค์ประกอบที่ส่งผลทางบวกต่อความยั่งยืนในการตรวจสอบบัญชีครบทั้งสามด้าน ส่วนการศึกษาและการรับรองวิชาชีพส่งผลทางบวกต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงิน และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งผลทางบวกต่อความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม</p>
2026-08-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/289733
กลยุทธ์การจัดการทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมห้องเย็นของประเทศไทย
2026-06-12T08:55:39+07:00
สุวีร์ คล่องแคล่ว
pinrutais@sau.ac.th
ณัฐพร ฉายประเสริฐ
nut729245@gmail.com
จิติยาภรณ์ เชาวรากุล
jitiyaporn.cha@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และบริบทของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมห้องเย็นของประเทศไทย 2) วิเคราะห์กลยุทธ์การจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิผลสำหรับอุตสาหกรรมห้องเย็น และ 3) สังเคราะห์แนวทางและข้อเสนอแนะในการพัฒนากลยุทธ์การจัดการทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมห้องเย็นของประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การวิจัยเอกสารร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหา ข้อมูลมาจากบทความวิจัย หนังสือ รายงานวิจัย วิทยานิพนธ์ และเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ความสอดคล้อง ความน่าเชื่อถือ และความทันสมัย จากนั้นนำข้อมูลมาเข้ารหัส จัดหมวดหมู่ เปรียบเทียบ และสังเคราะห์ตามวัตถุประสงค์การวิจัย ผลการวิจัยพบว่า 1) อุตสาหกรรมห้องเย็นเผชิญปัญหาสำคัญ ได้แก่ การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะ อัตราการลาออกสูง ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย และช่องว่างด้านทักษะจากการใช้เทคโนโลยี โดยองค์การขนาดใหญ่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ขณะที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต้องพึ่งพาบุคลากรหลายทักษะ 2) กลยุทธ์ที่เหมาะสมประกอบด้วยการสรรหาเชิงรุก การพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง การรักษาและจูงใจบุคลากร การบริหารค่าตอบแทนและสวัสดิการที่สัมพันธ์กับความเสี่ยง และการสร้างวัฒนธรรม ความปลอดภัย และ 3) แนวทางพัฒนาควรเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐ ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลด้านทรัพยากรมนุษย์ และการดำเนินงานตามระดับความพร้อมขององค์กร ผลการวิจัยชี้ว่า การจัดการทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมห้องเย็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะงาน ความเสี่ยง เทคโนโลยี และขนาดขององค์กร</p>
2026-08-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/289735
แนวทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ท่าเรือชายฝั่งเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานสินค้าในประเทศไทย
2026-06-12T09:22:15+07:00
เทียนชัย ดาวรรณวงศ์
sau6672810017@gmail.com
ณิชาภา ลีธีระโชติ
Kaynilee@gmail.com
สุวีร์ คล่องแคล่ว
ksuwee@hotmail.co.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค และปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ท่าเรือชายฝั่งในประเทศไทย 2) สังเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ท่าเรือชายฝั่งกับประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานสินค้า และ 3) เสนอแนวทางและมาตรการในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ท่าเรือชายฝั่ง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบการวิจัยเอกสาร รวบรวมและวิเคราะห์เอกสารวิชาการ งานวิจัย นโยบาย และรายงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 50 รายการ วิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงระบบ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบโลจิสติกส์ท่าเรือชายฝั่งในประเทศไทยเผชิญปัญหาใน 4 มิติ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานล้าสมัยและขาดการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่น การบริหารจัดการที่ขาดระบบสารสนเทศบูรณาการและบุคลากรที่มีทักษะ อัตราการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของมาตรฐานสากล และกรอบนโยบายที่ล้าสมัยขาดกลไกจูงใจการลงทุน 2) ประสิทธิภาพท่าเรือชายฝั่งมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับห่วงโซ่อุปทานใน 4 มิติ คือ ลดต้นทุนการขนส่งได้ร้อยละ 18–25 เทียบกับทางถนน ลดระยะเวลานำ ได้ร้อยละ 35 และลดการสูญเสียสินค้าเน่าเสียจากร้อยละ 8.2 เหลือ 3.1 เพิ่มอัตราการส่งมอบตรงเวลา และเสริมความยืดหยุ่น ในการตอบสนองตลาดผ่านระบบจำลองห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล และ 3) แนวทางการพัฒนาครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ 10–15 แห่งพร้อมเชื่อมต่อระบบขนส่งหลายรูปแบบ ผ่านกลไกร่วมลงทุนภาครัฐ-เอกชน นำระบบชุมชนท่าเรือ และปัญญาประดิษฐ์ มาขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล พัฒนาบุคลากรผ่านหลักสูตรร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาและระบบรับรองวิชาชีพ และปฏิรูปกฎหมายการเดินเรือพร้อมจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะ</p>
2026-08-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/289426
สภาพปัญหาและอุปสรรคของเกษตรกรผู้ปลูกพืช ผัก และผลไม้ บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดชัยภูมิ
2026-06-11T21:17:53+07:00
รัศมีเพ็ญ นาครินทร์
rassamepen.cpru@gmail.com
อภิรักษ์ ชาญศึก
Rassamepen.cpru@gmail.com
รวัฒน์ มันทรา
Rassamepen.cpru@gmail.com
ฤทธิชัย ผานาค
phanak108@gmail.com
<p>การวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปเบตาแคโรทีนเพื่อสุขภาพจากภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดชัยภูมิ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคของเกษตรกรผู้ปลูกพืช ผัก และผลไม้บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดชัยภูมิ และ 2) ยกระดับศักยภาพเกษตรกรด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมันจาวพร้าวที่มีส่วนผสมของเบตาแคโรทีน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพจากเกษตรกร ผู้แปรรูป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้บริโภค โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การพัฒนาผลิตภัณฑ์และทดสอบ การยอมรับกับผู้บริโภค และการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรและสมาชิกวิสาหกิจชุมชน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ แบบประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส แบบประเมินความชอบ 9 ระดับ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและกรอบ SOAR ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) เกษตรกรประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและผันผวน การพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ขาดอำนาจต่อรอง ตลอดจนขาดความรู้ด้านการแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตราสินค้า และการตลาด และ 2) การพัฒนาศักยภาพทำให้เกิดแป้งฟลาวมันจาวพร้าวและผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ได้แก่ แครกเกอร์และขนมขาไก่มันจาวพร้าวผสมเบตาแคโรทีน ผู้บริโภคร้อยละ 90.00 มีความชอบผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระดับชอบเล็กน้อยขึ้นไป และผู้ทดสอบทั้งหมดให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังเกิดเกษตรกรและผู้ประกอบการต้นแบบจำนวน 3 คน ซึ่งสามารถประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับความรู้ด้านการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรได้</p>
2026-08-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/290093
การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาครูด้านทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรของผู้เรียน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2026-06-25T11:25:38+07:00
นัยนา ยะตา
kruoil.nyn@gmail.com
สันติ บูรณะชาติ
kruoil.nyn@gmail.com
โสภา อำนวยรัตน์
kruoil.nyn@gmail.com
น้ำฝน บุญนิยม
kruoil.nyn@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้เป็นผลการดำเนินงานในระยะที่ 1 ของโครงการวิจัย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และเพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาครูด้านทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรของผู้เรียน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 390 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามเกี่ยวกับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของครู ซึ่งครอบคลุมทั้งสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนา โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการวิเคราะห์ ความต้องการจำเป็นด้วยวิธี Priority Needs Index (PNI modified) ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของครูโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุดคือด้านทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (PNI modified = 0.50) รองลงมาคือด้านทักษะการเชื่อมโยง (PNI modified = 0.46) ด้านทักษะการตั้งคำถาม (PNI modified = 0.43) ด้านทักษะการทดลอง (PNI modified = 0.41) และด้านทักษะการสังเกต (PNI modified = 0.39) ตามลำดับ ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาครูในด้านทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองสู่การเป็นนวัตกรได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต</p>
2026-08-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/289734
การประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมห้องเย็นในประเทศไทย
2026-06-12T09:08:31+07:00
สุวีร์ คล่องแคล่ว
pinrutais@sau.ac.th
ณัฐพร ฉายประเสริฐ
nut729245@gmail.com
จิติยาภรณ์ เชาวรากุล
jitiyaporn.cha@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประเภทและรูปแบบของนวัตกรรมที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมห้องเย็นในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ผลกระทบและประโยชน์ของการนำนวัตกรรมมาใช้ในอุตสาหกรรมห้องเย็นในประเทศไทย และ 3) เสนอแนะแนวทางการส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในอุตสาหกรรมห้องเย็นของประเทศไทย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในรูปแบบการวิจัยเอกสารและการวิเคราะห์เนื้อหา โดยรวบรวมเอกสารวิชาการ งานวิจัย รายงาน และเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการกำหนดหน่วยวิเคราะห์ การจัดหมวดหมู่ การเปรียบเทียบ และการสังเคราะห์ข้อค้นพบตามวัตถุประสงค์การวิจัย ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมห้องเย็นสามารถจำแนกได้ 5 ประเภท ได้แก่ นวัตกรรมระบบทำความเย็น ระบบสารสนเทศและดิจิทัล การจัดการโซ่ความเย็น พลังงานสีเขียว และระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ โดยมีแนวโน้มเชื่อมโยงเทคโนโลยี เครื่องจักร และข้อมูลเข้าด้วยกันมากขึ้น 2) การประยุกต์ใช้นวัตกรรมส่งผลต่อประสิทธิภาพและต้นทุนการดำเนินงาน คุณภาพสินค้าและการบริการ การลดความสูญเสียและความเสี่ยง ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันและการเชื่อมโยงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านเงินลงทุน บุคลากร ระบบเดิม และความสามารถในการใช้ข้อมูลของแต่ละกิจการ และ 3) แนวทางส่งเสริมควรดำเนินการร่วมกันในระดับนโยบาย ระดับวิชาการและการพัฒนาบุคลากร และระดับสถานประกอบการ โดยเน้นการสนับสนุนเงินทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานข้อมูล การพัฒนาทักษะบุคลากร และการเลือกใช้นวัตกรรมให้เหมาะสมกับปัญหาและความพร้อมของกิจการ</p>
2026-08-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/287179
ปัจจัยกลยุทธ์การตลาด กลยุทธ์การจัดการองค์กร นวัตกรรม และความสำเร็จของธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจผลิตผลไม้กระป๋องในประเทศไทย
2026-06-09T11:56:56+07:00
ณิชาภา ลีธีระโชติ
sau6672810016@gmail.com
วิชากร เฮงษฎีกุล
sau6672810016@gmail.com
<p>อุตสาหกรรมผลไม้กระป๋องของประเทศไทยเผชิญความผันผวนด้านวัตถุดิบ ต้นทุนการผลิต และการแข่งขันในตลาดส่งออก ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด การจัดการองค์กร และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับกลยุทธ์การตลาด กลยุทธ์การจัดการองค์กร นวัตกรรม และความสำเร็จของธุรกิจผลิตผลไม้กระป๋องของผู้ประกอบการในประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการธุรกิจผลิตผลไม้กระป๋อง จำนวน 360 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) กลยุทธ์การตลาดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.18, S.D. = 0.64) โดยด้านราคาและผลิตภัณฑ์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากัน 2) กลยุทธ์การจัดการองค์กรภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.08, S.D. = 0.54) โดยด้านการวางแผนมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 3) นวัตกรรมภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.21, S.D. = 0.62) โดยนวัตกรรมองค์การมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และ 4) ความสำเร็จของธุรกิจผลิตผลไม้กระป๋องภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.27, S.D. = 0.54) โดยด้านการเงินมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ผลการศึกษาสะท้อนว่าผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการบริหารราคาและผลิตภัณฑ์ การวางแผน การปรับรูปแบบการดำเนินงานภายในองค์กร และผลลัพธ์ด้านการเงินเป็นประเด็นสำคัญในการดำเนินธุรกิจ</p>
2026-08-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/287181
การศึกษาส่วนประสมทางการตลาด การบริหารจัดการขนส่ง คุณภาพการให้บริการ และประสิทธิภาพการขนส่งระบบรางเชิงพาณิชย์ระหว่างเส้นทางลาดกระบังไอซีดีไปท่าเรือแหลมฉบัง
2026-06-20T19:47:44+07:00
เทียนชัย ดาวรรณวงศ์
sau6672810017@gmail.com
วิชากร เฮงษฎีกุล
sau6672810017@gmail.com
<p>การขนส่งสินค้าทางรางระหว่างลาดกระบังไอซีดีและท่าเรือแหลมฉบังเป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมโยงการขนส่งตู้สินค้ากับท่าเรือหลักของประเทศ การให้บริการในเส้นทางดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาทั้งการตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ การบริหารจัดการกระบวนการขนส่ง คุณภาพการให้บริการ และความสามารถในการดำเนินงานของระบบ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับส่วนประสม ทางการตลาด การบริหารจัดการขนส่ง คุณภาพการให้บริการ และประสิทธิภาพการขนส่งระบบรางเชิงพาณิชย์ระหว่างเส้นทางลาดกระบังไอซีดีไปท่าเรือแหลมฉบัง การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการขนส่งระบบรางเชิงพาณิชย์จำนวน 440 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ส่วนประสมทางการตลาดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.12, S.D. = 0.62) โดยการส่งเสริมการตลาดมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 2) การบริหารจัดการขนส่งโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.04, S.D. = 0.62) โดยการควบคุมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 3) คุณภาพการให้บริการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.95, S.D. = 0.66) โดยความเชื่อถือไว้วางใจมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และ 4) ประสิทธิภาพการขนส่งระบบรางเชิงพาณิชย์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.80, S.D. = 0.59) โดยด้านคุณภาพมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ด้านปริมาณและเวลามีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าด้านอื่น ผลการศึกษาครั้งนี้สะท้อนว่า การพัฒนาการขนส่งระบบรางเชิงพาณิชย์ควรให้ความสำคัญกับการประสานงาน การพัฒนาบุคลากร ความเป็นธรรมในการให้บริการ การเพิ่มความสามารถเพื่อรองรับปริมาณสินค้าและลดข้อจำกัดด้านเวลา เพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพการให้บริการในเส้นทางดังกล่าว</p>
2026-08-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/290681
เขตอำนาจศาลและความรับผิดของคู่สัญญาในสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค: ศึกษาเฉพาะกรณีผู้รับจ้างกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก
2026-07-20T15:55:26+07:00
สญชัย วสุนธรารัตน์
sonchaiadco@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลและความรับผิดของคู่สัญญาในสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ในกรณีผู้รับจ้างกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกที่ไม่เป็นคู่สัญญา เนื่องจากสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองและอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง จึงก่อให้เกิดประเด็นปัญหา ได้แก่ 1) ความรับผิดของฝ่ายปกครองต่อบุคคลภายนอก จากการศึกษาพบว่า ศาลปกครองมีการวินิจฉัยที่แตกต่างกันสามกรณี ได้แก่ ความรับผิดอันเกิดจากการกระทำของตน ตัวแทน และผู้ว่าจ้าง ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า ผู้รับจ้างถือเป็นเพียงอุปกรณ์ในการจัดทำบริการสาธารณะของฝ่ายปกครอง ฝ่ายปกครองจึงต้องรับผิดในการกระทำของตน 2) เขตอำนาจศาลในความรับผิดของผู้รับจ้างต่อบุคคลภายนอก ผู้เขียนเห็นว่า ผู้รับจ้างมิได้มีสถานะเป็นฝ่ายปกครอง จึงไม่อาจถูกฟ้องให้รับผิดในศาลปกครองได้ และ 3) เขตอำนาจศาลในความรับผิดของฝ่ายปกครองต่อบุคคลภายนอก ผู้เขียนเห็นว่า การจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองและเป็นหน้าที่ทางปกครองทั้งสิ้น ความเสียหายต่อบุคคลภายนอก ย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง</p>
2026-08-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา