วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD
<p data-start="208" data-end="685"><strong data-start="208" data-end="262">วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</strong> เป็นวารสารวิชาการที่ผ่านการพิจารณาคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed journal) ในสาขา <strong data-start="351" data-end="380">มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์ ที่มีคุณภาพและมีส่วนช่วยในการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ <strong data-start="522" data-end="683">รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ บริหารการศึกษา บริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา การเงิน การบัญชีและการธนาคาร การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์</strong></p> <p style="font-weight: 400;">วารสารใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า <strong>SSRU Journal of Public Administration</strong> จัดพิมพ์โดยวิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ<strong>มีเลข E-ISSN: 3027-7833</strong> (Online) บรรณาธิการ คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐณภรณ์ เอกนราจินดาวัฒน์</p>
วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
th-TH
วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
3027-7833
-
การพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งในประเทศไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/289608
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขันของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความได้เปรียบเชิงการแข่งขันของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งในประเทศไทย และ 3) พัฒนารูปแบบความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งในประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งในประเทศไทย จำนวน 340 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า ทรัพยากรองค์กร ความสามารถด้านนวัตกรรม และการสนับสนุนจากภาครัฐมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ในห่วงโซ่อุปทานและความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ขณะที่ความสัมพันธ์ในห่วงโซ่อุปทานมีอิทธิพลต่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าดัชนีความกลมกลืน ได้แก่ χ² = 0.731, GFI = 0.957, CFI = 0.922, NFI = 0.983, RMSEA = 0.052 และ RMR = 0.032 สำหรับรูปแบบความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ทรัพยากรองค์กร ความสามารถด้านนวัตกรรม การสนับสนุนจากภาครัฐ ความสัมพันธ์ในห่วงโซ่อุปทาน และความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน โดยทรัพยากรองค์กร ความสามารถด้านนวัตกรรม และการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนความสัมพันธ์ในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงไปสู่การเสริมสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งในประเทศไทย</p>
นวพร ศศิมณฑล
บุรพร กำบุญ
สุชาติ ปรักทยานนท์
ฐนันวริน โฆษิตคณิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-25
2026-09-25
9 3
1
22
-
หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อการพัฒนาและเพิ่มทักษะการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ประกอบการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/291014
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อการพัฒนาและเพิ่มทักษะการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ประกอบการ 2) ประเมินหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อการพัฒนาและเพิ่มทักษะการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ประกอบการ และ 3) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อการพัฒนาและ เพิ่มทักษะการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ประกอบการ การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มข้อมูลประกอบด้วยผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถาม 387 คน ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารหน่วยงานที่ให้สัมภาษณ์ 6 คน ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินหลักสูตร 5 คน และผู้เข้ารับการฝึกอบรม 33 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินคุณภาพหลักสูตร แบบประเมินความรู้ก่อนและหลังการฝึกอบรม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการฝึกอบรมในเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์สามารถสังเคราะห์ความต้องการในการพัฒนาทักษะการสร้างแบรนด์ได้ 4 ด้าน ได้แก่ การค้นหาตัวตนของแบรนด์ การกำหนดแก่นสารของแบรนด์ การวางตำแหน่งจุดยืนของแบรนด์ และการพัฒนาแนวคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์ โดยนำผลดังกล่าวมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และแบบสอบถามเพื่อกำหนดองค์ประกอบของหลักสูตร หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ที่มาและรายละเอียดของหลักสูตร หน่วยการเรียนรู้ 5 หน่วย และบทสรุปและภาคผนวก ผลการประเมินคุณภาพหลักสูตรโดยผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.86, S.D. = 0.21) หลังการฝึกอบรม กลุ่ม Start Up/กลุ่มจดทะเบียนนิติบุคคลมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มจาก 12.86 เป็น 20.90 คะแนน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน/กลุ่มหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มจาก 7.42 เป็น 12.75 คะแนน โดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.27, S.D. = 0.63) ผลดังกล่าวสะท้อนว่าหลักสูตรมีองค์ประกอบที่เหมาะสมและสามารถนำไปใช้ในการฝึกอบรมผู้ประกอบการได้</p>
สุวิทย์ เอื้อศักดิ์ชัย
อุดมลักษม์ กูลศรีโรจน์
พงศธร มหาวิจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-25
2026-09-25
9 3
23
38
-
การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เรื่องนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคใต้ ชุดระบำตารีกีปัส เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/288676
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เรื่องนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคใต้ ชุดระบำตารีกีปัส ตามเกณฑ์ร้อยละ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เรื่องนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคใต้ ชุดระบำตารีกีปัส กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนหมู่บ้านป่าไม้ จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคใต้ ชุดระบำตารีกีปัส ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 โดยมีประสิทธิภาพกระบวนการ (E<sub>1</sub>) เท่ากับ 82.67 และมีประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E<sub>2</sub>) เท่ากับ 84.60 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคใต้ ชุดระบำตารีกีปัส พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า <em>t</em> เท่ากับ 28.45 สะท้อนว่า ภายหลัง การจัดการเรียนรู้ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคใต้ ชุดระบำตารีกีปัส นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน</p>
มาหามะกอรี บือซา
ธนกร สุวรรณอำภา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-25
2026-09-25
9 3
39
54
-
ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาภาคใต้
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/288136
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการบริหารของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาภาคใต้ 2) ศึกษาการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา 3) ศึกษาปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา การวิจัยใช้รูปแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณเป็นรองผู้อำนวยการบริหารงานวิชาการและข้าราชการครูที่รับผิดชอบการประกันคุณภาพภายใน จำนวน 244 คน จาก 122 โรงเรียน และผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการบริหารโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.45, S.D. = 0.26) โดยด้านบุคลากรมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) การประกันคุณภาพภายในโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.46, S.D. = 0.22) โดยด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเองมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3) ตัวแปรที่สามารถร่วมกันพยากรณ์การประกันคุณภาพภายในได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การมีส่วนร่วม บุคลากร เทคโนโลยี และภาวะผู้นำของผู้บริหาร โดยร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 37.32 และ 4) แนวทางการพัฒนาควรให้ความสำคัญกับภาวะผู้นำของผู้บริหาร โครงสร้างองค์กร การพัฒนาบุคลากร การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วม</p>
วรเมธ สุวรรณชาตรี
สุนทรี วรรณไพเราะ
ศิลป์ชัย สุวรรณมณี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-25
2026-09-25
9 3
55
70
-
ความสัมพันธ์และอำนาจพยากรณ์ของทัศนคติต่อพฤติกรรม การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ถึงความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมต่อความตั้งใจใช้บริการคลินิกเสริมความงามของผู้บริโภคในเขตเทศบาลเมืองชลบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/267719
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทัศนคติต่อพฤติกรรม การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้ถึงความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม และความตั้งใจใช้บริการคลินิกเสริมความงามของผู้บริโภคในเขตเทศบาลเมืองชลบุรี และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์และอำนาจพยากรณ์ของทัศนคติต่อพฤติกรรมการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ถึงความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ต่อความตั้งใจใช้บริการ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริโภคอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองชลบุรีและเคยใช้บริการคลินิกเสริมความงาม จำนวน 120 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นระหว่าง 0.801–0.872 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก และตัวแปรทั้งสามมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความตั้งใจ ใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .492, .547 และ .384 ตามลำดับ ผลการถดถอยพหุคูณพบว่า การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (β = .381, <em>p</em> < .001) และทัศนคติต่อพฤติกรรม (β = .288, <em>p</em> < .001) เป็นตัวพยากรณ์ที่มีนัยสำคัญ ขณะที่การรับรู้ถึงความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมไม่มีอำนาจพยากรณ์อย่างมีนัยสำคัญ (β = .112, <em>p</em> = .177) โดยแบบจำลองอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจใช้บริการได้ร้อยละ 39.3</p>
จุฑาวดี ขาวขำ
ทิพย์วรรณา งามศักดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-10-01
2026-10-01
9 3
71
86
-
การพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาด้วยตนเองของพนักงานขายโดยประยุกต์ใช้ สุนทรียสาธกและการวิเคราะห์ซออาร์: กรณีศึกษา บริษัท ABC จำกัด
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/267963
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสบการณ์เชิงบวกและสังเคราะห์ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาในการทำงานของพนักงานขาย บริษัท ABC จำกัด เพื่อใช้เป็นฐานในการพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาด้วยตนเอง และ 2) พัฒนาและประเมินผลเบื้องต้นของแนวทางการส่งเสริมการแก้ปัญหาด้วยตนเองของพนักงานขาย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลักในลักษณะกรณีศึกษาเชิงพัฒนา ผู้ให้ข้อมูลเป็นพนักงานขายจำนวน 12 คน เก็บข้อมูลด้วยคำถามสัมภาษณ์ปลายเปิดตามแนวทางสุนทรียสาธกจำนวน 5 ข้อ และแบบวัดกรอบความคิดแบบเติบโต วิเคราะห์ข้อมูลโดยการจัดหมวดหมู่เนื้อหา การพิจารณาความถี่ของประเด็น และการวิเคราะห์ซออาร์ พร้อมเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการดำเนินกิจกรรมในเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ประเด็นสำคัญที่ใช้เป็นฐานในการพัฒนาแนวทางประกอบด้วยการเปิดรับมุมมองที่หลากหลาย การสื่อสารและแบ่งปันประสบการณ์ และการเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกในทีม จากประเด็นดังกล่าวได้พัฒนาเป็น 2 โครงการ ได้แก่ “มองต่างมุม (PERSPECTIVES)” และ “ส่งผ่านความคิด (SPEAK OUT)” ภายหลังดำเนินกิจกรรมประมาณ 2 เดือน โครงการ PERSPECTIVES มีคะแนนประเมินเพิ่มจาก 41.75 เป็น 63.75 คะแนน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 52.69 ขณะที่โครงการ SPEAK OUT สะท้อนผลเชิงกระบวนการด้านการมีส่วนร่วม การแสดงความคิดเห็น และการเกิดบทบาทในลักษณะผู้นำภายในทีม โดยรวม แนวทางที่พัฒนาจากประสบการณ์และการมีส่วนร่วมของพนักงานสามารถใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการแก้ปัญหาด้วยตนเองและการเรียนรู้ร่วมกันในทีมขายได้ในระดับเบื้องต้น</p>
อนุรักษ์ กรอบมุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-10-01
2026-10-01
9 3
87
98
-
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ 7 ขั้นอย่างมีบริบท ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้โดยปฏิบัติจริง (Hands-on activities) ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/288810
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ 7 ขั้นอย่างมีบริบท ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้โดยปฏิบัติจริง กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เปรียบเทียบสมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์กับเกณฑ์ระดับสมรรถนะที่อิงกรอบความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของ PISA และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 7 แผน รวม 24 คาบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดสมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t</em> = 5.39, <em>p</em> < .001) 2) นักเรียนที่มีสมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์ ในเชิงวิทยาศาสตร์ระดับดีขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 87.50 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ที่กำหนดไว้ 7.50 จุดร้อยละ และโดยภาพรวมมีสมรรถนะอยู่ในระดับดีมาก และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.60, S.D. = 0.22)</p>
กุลธิดา สุวัชระกุลธร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-10-01
2026-10-01
9 3
99
118
-
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานด้วยการเรียนแบบร่วมมือเพื่อพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ รายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/290776
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานด้วยการเรียนแบบร่วมมือเพื่อพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ รายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ศึกษาประสิทธิภาพ เปรียบเทียบการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา 3 ระยะ ได้แก่ การพัฒนารูปแบบ การตรวจสอบความตรง และการทดลองใช้รูปแบบ กลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันตามระยะ โดยระยะทดลองใช้รูปแบบเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านชุมแสง จำนวน 22 คน เลือกแบบเจาะจง และใช้แบบแผน One Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือวิจัยมี 5 ชนิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ วัตถุประสงค์ ผู้เรียน ผู้สอน เนื้อหา โครงสร้างพื้นฐาน การเรียนแบบร่วมมือ และการวัดและประเมินผล และมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเตรียมการ ขั้นกิจกรรมการเรียนการสอน และขั้นวัดผลประเมินผล 2) รูปแบบมีประสิทธิภาพ 84.74/82.63 3) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 36.09 สูงกว่าก่อนเรียน 15.55 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em> = 29.28, <em>df</em> = 21, <em>p</em> < .001) 4) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 35.50 สูงกว่าก่อนเรียน 16.05 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em> = 27.25, <em>df</em> = 21, <em>p</em> < .001) และ 5) ความพึงพอใจของนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.60, S.D. = 0.50)</p>
ปุณยนุช โมกศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-10-01
2026-10-01
9 3
119
138