วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD
<p data-start="208" data-end="685"><strong data-start="208" data-end="262">วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</strong> เป็นวารสารวิชาการที่ผ่านการพิจารณาคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed journal) ในสาขา <strong data-start="351" data-end="380">มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์ ที่มีคุณภาพและมีส่วนช่วยในการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ <strong data-start="522" data-end="683">รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ บริหารการศึกษา บริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา การเงิน การบัญชีและการธนาคาร การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์</strong></p> <p style="font-weight: 400;">วารสารใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า <strong>SSRU Journal of Public Administration</strong> จัดพิมพ์โดยวิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ<strong>มีเลข E-ISSN: 3027-7833</strong> (Online) บรรณาธิการ คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐณภรณ์ เอกนราจินดาวัฒน์</p>
วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
th-TH
วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
3027-7833
-
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์ในยุคดิจิทัล
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/280859
<div><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์ในยุคดิจิทัล และเพื่อเปรียบเทียบการตัดสินใจซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคที่ซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์ จำนวน 400 ราย ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21</span><span lang="EN-US">–</span><span lang="TH">30 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 25,001</span><span lang="EN-US">–</span><span lang="TH">35,000 บาท และเลือกซื้อเวชสำอางออนไลน์จากโปรโมชั่นและส่วนลดมากที่สุด ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการส่งเสริมการตลาดมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านราคา ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ตามลำดับ ส่วนการตัดสินใจซื้อเวชสำอางผ่านช่องทางออนไลน์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และเหตุผลในการเลือกซื้อที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านราคา มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการตลาดออนไลน์ ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ กำหนดราคาที่เหมาะสม และออกแบบกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับลักษณะของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม</span></div>
สหรัฐ พุทธรักษา
ชินโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-05-25
2026-05-25
9 2
1
16
-
พัฒนาการบทบาทคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/287340
<p style="font-weight: 400;">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการของบทบาทคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใต้บริบททางการเมือง กฎหมาย และสังคม 2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มีประสิทธิภาพ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร กฎหมาย รายงานการเลือกตั้ง งานวิชาการที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 17 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า บทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งมีพัฒนาการจากกลไกการเลือกตั้งที่อยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารไปสู่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีอำนาจครอบคลุมการจัดการเลือกตั้ง การกำกับ ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้งยังเผชิญปัญหาความเชื่อมั่นของประชาชน ความซับซ้อนของกติกาเลือกตั้ง ข้อจำกัดเชิงปฏิบัติในระดับพื้นที่ ความไม่ชัดเจนของการใช้ดุลพินิจ และความท้าทายจากข่าวลวงหรือข้อมูลบิดเบือนในสื่อออนไลน์ ผลการวิจัยเสนอว่า ควรพัฒนาระบบบริหารจัดการเลือกตั้งให้มีมาตรฐาน โปร่งใส และตรวจสอบได้ กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจให้ชัดเจน ใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ พัฒนากลไกรับมือข่าวลวง และเปิดพื้นที่ให้ประชาชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และภาควิชาการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและพัฒนากระบวนการเลือกตั้ง</p>
ณัฐวุฒิ ธารสุนทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-05-29
2026-05-29
9 2
17
36
-
อิทธิพลของภาระทางการเงินที่ส่งผลต่อการรับรู้ความเครียดและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนนายเรือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285849
<div><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาอิทธิพลทางตรงของภาระทางการเงินที่มีต่อการรับรู้ความเครียดและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนนายเรือ และ (2) ศึกษาอิทธิพลทางอ้อมของภาระทางการเงินที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนนายเรือโดยผ่านการรับรู้ความเครียด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 2</span><span lang="EN-US">–</span><span lang="TH">5 ของโรงเรียนนายเรือ จำนวน 175 นาย ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามภาระทางการเงินและแบบวัดการรับรู้ความเครียด ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาวัดจากคะแนนเฉลี่ยสะสม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เส้นทาง ผลการวิจัยพบว่า ภาระทางการเงินมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการรับรู้ความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่การรับรู้ความเครียดมีอิทธิพลทางตรงเชิงลบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ภาระทางการเงินไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ยังพบว่าภาระทางการเงินมีอิทธิพลทางอ้อมเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยผ่านการรับรู้ความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การรับรู้ความเครียดเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงภาระทางการเงินกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนนายเรือในบริบทการศึกษาทางทหาร</span></div>
ธวัชชัย เทียนบุญส่ง
วีรยุทธ สุขมาก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-06-13
2026-06-13
9 2
37
52
-
จากการปฏิเสธตนเองสู่การตระหนักรู้ในตนเอง: การวิเคราะห์การเติบโตด้วยตนเองของผู้หญิงผ่านการชกมวยในภาพยนตร์เรื่อง “100 Yen Love”
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285811
<p style="font-weight: 400;">ด้วยพัฒนาการของสังคม ผู้คนจำนวนมากขึ้นได้ตระหนักถึงความไม่ยุติธรรมของสถานะทางสังคมของผู้หญิง และเห็นความสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพผู้หญิง สังคมสมัยใหม่เริ่มสนับสนุนการกำหนดชะตากรรมของตนเองสำหรับผู้หญิงในพื้นที่ที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง “100 Yen Love” ถ่ายทอดการเติบโตส่วนบุคคลของหญิงสาวจากภาวะปฏิเสธตนเองสู่นักมวยสมัครเล่นที่มีความมั่นใจ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อตรวจสอบกระบวนการเติบโตของตัวเอกหญิงในภาพยนตร์เรื่องนี้จากการปฏิเสธตนเองไปสู่การตระหนักรู้ในตนเอง 2) เพื่อสำรวจประเด็นการเลือกปฏิบัติทางเพศและความท้าทายต่อบทบาททางเพศตามประเพณีที่เผชิญ และ 3) เพื่อวิเคราะห์พัฒนาการด้านคุณลักษณะและภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ของตัวเอกหญิง ซึ่งสะท้อนศักยภาพของผู้หญิงในการฝ่าข้อจำกัดทางสังคม งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการสำรวจด้วยแบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างเจาะจงผู้ชมภาพยนตร์ชาวจีนจำนวน 192 คน และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์การเล่าเรื่อง และการวิเคราะห์สัญศาสตร์ ภายใต้กรอบแนวคิดสตรีนิยม ผลการศึกษาพบว่า การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการชกมวยช่วยเพิ่มความนับถือและการยอมรับในสังคม โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยร้อยละ 57.3 แม้ผู้ตอบร้อยละ 46.9 ยังคงมองว่าการชกมวยเป็นกีฬาที่มีภาพลักษณ์ชายเป็นใหญ่ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมร้อยละ 67.7เรียกร้องให้สื่อเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับความสำเร็จของนักมวยหญิงมากขึ้น การวิเคราะห์เชิงคุณภาพเผยว่าการฝึกซ้อมและการเผชิญความท้าทายผ่านกีฬาชกมวยช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและความเป็นอิสระให้แก่ตัวเอกหญิง สะท้อนถึงการต่อต้านข้อจำกัดทางสังคมและทัศนคติเชิงบวกต่อชีวิต ผลงานวิจัยนี้เสนอแนะให้นำนโยบายกีฬาที่ครอบคลุมทุกเพศมาใช้ และสนับสนุนให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในกีฬาชกมวย เพื่อสร้างความมั่นใจและโอกาสในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง ผลงานนี้ยังมีส่วนเสริมต่อการสนทนาเกี่ยวกับการเสริมพลังของผู้หญิง โดยเน้นว่าการเล่าเรื่องกีฬาในภาพยนตร์สามารถส่งเสริมความเข้มแข็งและศักยภาพของผู้หญิงได้</p>
ชุนเซียว โม่
พิม ซามาร่า ญาราภิรมย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-07-04
2026-07-04
9 2
53
68
-
การศึกษาสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/286658
<div><span lang="TH">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบระดับสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เมื่อจำแนกตามภูมิหลังที่แตกต่างกัน และ 2) นำเสนอแนวทางการส่งเสริมสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ใช้แนวคิดภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยคือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์จำนวน 300 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านหลักสูตรและการสอน และผู้เชี่ยวชาญทางด้านโนบายและการจัดการการศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมทางเดียวในกรณีการวิจัยเชิงปริมาณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์แตกต่างกันตามเพศ ชั้นปี และวิชาเอก ในขณะที่รายวิชาภาษาอังกฤษที่ลงทะเบียนเรียน จำนวนปีที่เรียน และประสบการณ์การฝึกงานไม่ส่งผลต่อความแตกต่างดังกล่าว และ 2) การส่งเสริมสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องและบูรณาการในทุกระดับ ทั้งหลักสูตร การเรียนการสอน กิจกรรมนอกชั้นเรียน และการฝึกปฏิบัติทางวิชาชีพ ทั้งนี้ ควรเน้นภาษาอังกฤษเฉพาะทาง การใช้ภาษาในบริบทจริง และความร่วมมือกับสถานประกอบการ ผลวิจัยนี้เป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาภาษาอังกฤษวิศวกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมนักศึกษาสู่ตลาดแรงงานสากล</span></div>
ลดาพร สระกาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-07-04
2026-07-04
9 2
69
84
-
สภาพปัญหาและคุณลักษณะร่วมของพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำทะเลสาบและพื้นที่การเกษตรซ้ำซากในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาของไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/281120
<div><span lang="TH">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและคุณลักษณะร่วมของพื้นที่ได้รับผลกระทบ</span><span lang="TH">จากปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำทะเลสาบและพื้นที่การเกษตรซ้ำซากในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาของไทย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกออนไลน์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และใช้การสำรวจภาคสนามในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเลในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาโดยส่วนใหญ่มีลักษณะสภาพปัญหาใกล้เคียงกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในแง่การประกอบอาชีพ ตลอดจนการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอระโนด อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสิงหนคร และอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงชลา 2) ความพยายามแก้ไขปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเลในพื้นที่ดังกล่าวของภาครัฐมักเผชิญหน้ากับข้อจำกัดการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง 3) ภาครัฐพยายามเปลี่ยนแปลงบทบาทการแก้ไขปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเล และ 4) แม้บทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเลในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเพิ่มขึ้นอย่าง แต่วิธีการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของหน่วยงานภาครัฐยังคงเป็นวิธีการเดิม จึงทำให้การแก้ไขปัญหาการบุกรุกของน้ำทะเลในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลากลายเป็นปัญหาซ้ำซากที่ยังคงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน</span></div>
ยศธร ทวีพล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-07-04
2026-07-04
9 2
85
100
-
แนวทางการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา: การศึกษาเชิงคุณภาพแบบพหุกรณีศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285456
<p style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการจัดกิจกรรมการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และเพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพแบบพหุกรณีศึกษา โดยมีกรณีศึกษาเป็นโรงเรียนที่มีแนวปฏิบัติที่ดีและประสบความสำเร็จในการจัดหลักสูตรและกิจกรรมที่ส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการศึกษาเอกสาร การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดกิจกรรมการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ อาศัยการบูรณาการองค์ประกอบหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่ ครูผู้สอนที่คอยสนับสนุนผู้เรียนทั้งด้านการเรียนรู้และด้านจิตใจการจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบร่วมมือ การจัดสาระและกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการปลูกฝังความรู้ ทักษะ และเจตคติ ทั้งในและนอกชั้นเรียน รวมถึงการใช้สื่อที่หลากหลายและการประเมินผลผ่านการสังเกตพฤติกรรม 2) แนวทางการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ของสถานศึกษา ควรขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบแบบองค์รวม โดยเริ่มตั้งแต่ระดับการบริหารจัดการผ่านการกำหนดนโยบายและออกแบบหลักสูตรสถานศึกษา การนำไปปฏิบัติด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชา กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จนถึงการสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองและการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางให้โรงเรียนประถมศึกษาในบริบทอื่น ๆ นำไปประยุกต์ใช้เพื่อวางแผนและส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมต่อไป</p>
ภัทราวดี ดอกไม้หอม
ฉัตรวรรณ์ ลัญฉวรรธนะกร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-07-14
2026-07-14
9 2
101
116
-
แรงจูงใจที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อองค์กรของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285473
<div><span lang="TH">การศึกษาเรื่องแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อองค์กรของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาความจงรักภักดีต่อองค์กรของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อองค์กรของพนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง</span><span lang="TH">ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 89 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจในการทำงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านความรับผิดชอบมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ความจงรักภักดีต่อองค์กรโดยรวม</span><span lang="TH">อยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านพฤติกรรมที่แสดงออกมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า แรงจูงใจด้านลักษณะของงาน วิธีการปกครองบังคับบัญชา การได้รับการยอมรับ ความมั่นคงในการทำงาน สถานะทางอาชีพ นโยบายขององค์กร และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></div>
วัชราภรณ์ ลือคำงาม
ฉัตรชัย เหล่าเขตการณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-07-20
2026-07-20
9 2
117
132
-
มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมมีส่วนร่วม หรือปรากฏตัวในการโฆษณาสินค้า ศึกษากรณีที่โฆษณาผ่านรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลในประเทศไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/279017
<div><span lang="TH">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) รูปแบบมาตรฐานในการกำหนดแนวทางในการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมมีส่วนร่วมหรือปรากฏตัวในการโฆษณาสินค้า และ 2) กฎหมายและมาตรการในการลงโทษในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมมีส่วนร่วมหรือปรากฏตัวในการโฆษณาสินค้า ศึกษาโดยวิธีวิจัย </span><span lang="TH">เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษา</span><span lang="TH">จากเอกสาร วิทยานิพนธ์ วารสาร บทความ และเอกสารอื่น ๆ ก่อนนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) ในต่างประเทศมีการกำกับดูแลที่แตกต่างกันไปตามกฎหมายและนโยบายของแต่ละประเทศ มีการดำเนินการตามมาตรการจากเบาไปหาหนัก ตั้งแต่มีหนังสือเตือนผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และบันทึกประวัติการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จนกระทั่งมีคำสั่งทางปกครองหรือลงโทษ เพื่อประกอบการพิจารณาอายุใบอนุญาต และ 2) ในแต่ละประเทศมีนโยบายกำกับดูแลและลงโทษแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า ในต่างประเทศให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและตระหนักถึงปัญหาเรื่องการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณที่เกินความจริง สำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านการโฆษณาในประเทศไทย พบว่า พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 เป็นกฎหมายฉบับเดียวที่กล่าวถึงผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจนถึงปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้มีการบัญญัติข้อปฏิบัติ ข้อห้าม หรือมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการโฆษณา การรีวิวสินค้า หรือการเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบอาชีพเวชกรรม ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ หรือสื่อใด รวมทั้ง ไม่มีการลงโทษปรับ ในกรณีที่มีการโฆษณาคุณภาพสินค้าเกินความจริง</span></div>
ทัศนีย์ เงินสุข
ชญานาภา ลมัยวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-07-20
2026-07-20
9 2
133
152
-
อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการและคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้ต่อความตั้งใจซื้อซ้ำน้ำพริกหมูกระจกฮักกิ๋นของผู้บริโภค ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/287613
<div><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีต่อความตั้งใจซื้อซ้ำน้ำพริกหมูกระจกฮักกิ๋นของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 2) อิทธิพลของคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้ที่มีต่อความตั้งใจซื้อซ้ำ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อและบริโภคน้ำพริกหมูกระจกฮักกิ๋น จำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการโดยรวมมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำ</span><span lang="TH">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจซื้อซ้ำได้ร้อยละ 55.10 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย มีอิทธิพลเชิงบวกต่อ</span><span lang="TH">ความตั้งใจซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ด้านราคา การส่งเสริมการตลาด บุคลากร กระบวนการ และสภาพแวดล้อมทางกายภาพไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ คุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้โดยรวม</span><span lang="TH">มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 54.30 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า คุณค่าด้านคุณภาพและคุณค่าด้านภาพลักษณ์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนคุณค่าด้านราคาและความคุ้มค่าไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยสะท้อนว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ภาพลักษณ์ของตราสินค้า และ</span><span lang="TH">ความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่าการแข่งขันด้านราคา ดังนั้น ผู้ประกอบการ</span><span lang="TH">ควรมุ่งพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ เสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ และเพิ่มประสิทธิภาพช่องทาง</span><span lang="TH">การจัดจำหน่ายออนไลน์ เพื่อส่งเสริมความตั้งใจซื้อซ้ำของผู้บริโภค</span></div>
ปิยากรณ์ ทองประเสริฐ
ปราณี เอี่ยมละออภักดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-07-20
2026-07-20
9 2
153
168