วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD <p data-start="208" data-end="685"><strong data-start="208" data-end="262">วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</strong> เป็นวารสารวิชาการที่ผ่านการพิจารณาคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed journal) ในสาขา <strong data-start="351" data-end="380">มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์ ที่มีคุณภาพและมีส่วนช่วยในการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ <strong data-start="522" data-end="683">รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ บริหารการศึกษา บริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา การเงิน การบัญชีและการธนาคาร การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์</strong></p> <p data-start="692" data-end="1237">บทความที่ส่งเข้ารับการพิจารณาทุกบทความจะผ่านการกลั่นกรองเบื้องต้นโดยกองบรรณาธิการ เพื่อพิจารณาความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของวารสาร คุณภาพทางวิชาการ และการปฏิบัติตามนโยบายของวารสาร จากนั้นบทความจะเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ <strong data-start="933" data-end="953">อย่างน้อย 2 ท่าน</strong> ภายใต้ระบบการพิจารณาแบบ <strong data-start="978" data-end="1020">ปกปิดสองทาง (Double-blind peer review)</strong> ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อผู้เขียนและผู้ประเมิน ทั้งนี้ การตัดสินใจตีพิมพ์จะพิจารณาจากข้อเสนอแนะของผู้ประเมิน คุณภาพ ความเป็นต้นฉบับ และความสอดคล้องกับขอบเขตของวารสาร โดยยึดหลักจริยธรรมการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการตามมาตรฐานสากล</p> วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา th-TH วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 3027-7833 US Space Race and the Political Dynamics https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285278 <p> The space race, a pivotal chapter in the Cold War rivalry between the United States and the Soviet Union, began in the mid-twentieth century with the launch of man-made satellites. Driven by the quest for scientific supremacy and national security, this competition led to remarkable achievements in space exploration, including missions to Mars, Venus, and the Moon, and the establishment of NASA. China's entry into the space race, influenced by the US- Soviet rivalry, began in the 1960s with Soviet aid, despite political upheaval and a focus on missile testing. Recent advancements include the Tiangong space stations and plans for a third space station. The balance of power theory underscores the geopolitical dynamics of space exploration, where nations strive for equilibrium. The current US-China space race, marked by the Wolf Amendment restricting NASA's cooperation with China, reflects Cold War -era competition but differs in collaboration strategies. Both nations have ambitious lunar programs: the US's Artemis and China's Lunar Exploration Program (CLEP). Economically, the space race has driven investments in science, technology, and job creation, boosting national prosperity. The US leads with substantial investment and a robust commercial space industry, while China has increased spending but lags. The growing space economy, supported by technological innovations and private sector investments, continues to shape political and economic landscapes, fostering international ties and advancing human capabilities in space exploration.</p> Settanan Wanvoraset Jirayut Monjagapate ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 1 16 การจัดการจ้างแรงงานคนพิการในสถานประกอบการ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/282791 <p>การจ้างแรงงานคนพิการเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความเท่าเทียมลดความเหลื่อมล้ำและเปิดโอกาสให้คนพิการมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างเสมอภาค อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในพื้นที่ดังกล่าวยังประสบ ส่งผลให้คนพิการจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างแท้จริง บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความหมายคนพิการ ประเภทของความพิการ ความสำคัญและปัญหาของการจัดการจ้างแรงงานคนพิการ วิเคราะห์แนวทางการจัดการจ้างแรงงานคนพิการในสถานประกอบการ โดยมุ่งสะท้อนปัญหาเชิงระบบจากสถานประกอบการและปัญหาหลัก ได้แก่ ปัญหาทางสังคมและการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาจากสถานประกอบการ และปัญหาส่วนบุคคลของคนพิการ เพื่อเสนอแนวทางการจัดการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการควรดำเนินการอย่างเป็นระบบและรอบด้าน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งต่อองค์กรและต่อสังคม ส่งเสริมองค์ความรู้แก่บุคลากร สนับสนุนสถานประกอบการที่จ้างคนพิการอย่างจริงจังด้วย ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์กรภาคสังคมอย่างเป็นระบบ เสริมสร้างระบบนิเวศการจ้างงานที่เป็นธรรมและยั่งยืน</p> ภัสวรินทร์ กิตติโชคกุลพัทธ์ สุพัตรา ยอดสุรางค์ ฐิติมา โห้ลำยอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 17 30 ผืนผ้าใบธุรกิจของพิพิธภัณฑ์เอกชนในประเทศไทย: การออกแบบโมเดลธุรกิจเชิงสร้างสรรค์เพื่อความยั่งยืน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285323 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์และนำเสนอ “รูปแบบโมเดลธุรกิจของพิพิธภัณฑ์เอกชนไทย” (Business Canvas Model for Private Museums) โดยใช้แนวคิดหลักสามประการ ได้แก่ (1) ผืนผ้าใบโมเดลธุรกิจ (Business Model Canvas: BMC) ของ Osterwalder และ Pigneur (2010) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงระบบของการสร้างคุณค่า (Value Creation) (2) แนวคิดสามเสาหลักแห่งความยั่งยืน (Triple Bottom Line: People–Planet–Profit) ของ Elkington (1994) เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าทางสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน และ (3) แนวคิดการสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการ (Integrated Marketing Communication: IMC) เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์และการมีส่วนร่วมของสาธารณะ ผลการสังเคราะห์เชิงแนวคิดพบว่า ความยั่งยืนของพิพิธภัณฑ์ในยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจัดแสดงวัตถุเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการคุณค่าทางวัฒนธรรมให้เกิดผลลัพธ์เชิงสังคมและเศรษฐกิจอย่างสมดุล พิพิธภัณฑ์เอกชนไทยควรพัฒนาโมเดลธุรกิจแบบพึ่งพาตนเอง (Self-Sustaining Model) ที่ผสมผสาน BMC, TBL และ IMC เข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ ควบคู่กับการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอเชิงนโยบาย ภาครัฐควรส่งเสริมพิพิธภัณฑ์เอกชนให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Soft Power แห่งชาติ ผ่านการจัดตั้งกองทุนสนับสนุน การฝึกอบรม และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่วนภาคเอกชนและผู้บริหารพิพิธภัณฑ์ควรใช้แนวคิด BMC และ TBL เป็นเครื่องมือในการออกแบบกลยุทธ์ และใช้ IMC ในการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์เพื่อขยายฐานผู้ชมอย่างยั่งยืน บทความนี้จึงนำเสนอ “แบบจำลองธุรกิจเชิงบูรณาการ (Integrated Business Model)” ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของพิพิธภัณฑ์ไทยจากองค์กรอนุรักษ์สู่ “องค์กรผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม (Cultural Entrepreneurial Organization)” ที่สร้างสมดุลระหว่างคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ</p> ศุภานิช คำบุศย์ รุ่งโรจน์ สงสระบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 31 42 แนวทางการบริหารงานพัสดุด้วยระบบสารสนเทศของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/282433 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการบริหารงานพัสดุด้วยระบบสารสนเทศของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 (2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับการบริหารงานพัสดุด้วยระบบสารสนเทศ โดยจำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา และ (3) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการบริหารงานพัสดุด้วยระบบสารสนเทศ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 34 คน และครู 287 คน รวมทั้งสิ้น 321 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยกำหนดขนาดตัวอย่างจากตารางของ Krejcie &amp; Morgan และกลุ่มเป้าหมายเชิงคุณภาพได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 3 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (ค่าความเชื่อมั่น .97) และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test และ F-test และการวิเคราะห์ LSD</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการบริหารงานพัสดุด้วยระบบสารสนเทศของโรงเรียนอยู่ในระดับมาก (2) การเปรียบเทียบความคิดเห็นโดยรวมไม่แตกต่างกันตามตำแหน่งและประสบการณ์ ยกเว้นขนาดสถานศึกษาที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (3) แนวทางการส่งเสริมการบริหารงานพัสดุ ได้แก่ การวางแผนโดยใช้ข้อมูลสารสนเทศ การจัดหาพัสดุด้วยโปรแกรม เช่น My PSD การแจกจ่ายพัสดุด้วยระบบควบคุมและติดตามที่แม่นยำ การควบคุมพัสดุด้วยบัญชีและรหัสครุภัณฑ์ที่เป็นระบบ การบำรุงรักษาพัสดุอย่างมีประสิทธิภาพตามรอบงบประมาณ และการจำหน่ายพัสดุตามระเบียบโดยใช้ระบบสารสนเทศที่เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความคุ้มค่าในการบริหารจัดการพัสดุของสถานศึกษา</p> ทรงพล มาลาสาย ชูชีพ ประทุมเวียง นเรศ ขันธะรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 43 60 บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ: กรณีศึกษาในเขตอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285326 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานโดยรวมเกี่ยวกับ คนพิการ เพื่อศึกษาการดำเนินงานด้านคนพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานด้านคนพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนผู้นำชุมชนหรืออาสาสมัครที่เกี่ยวข้องกับงานด้านคนพิการ รวมทั้งสิ้น 15 คน จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 แห่ง ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งในการดำเนินงาน ได้แก่ ตำบลกระเบื้องใหญ่ สัมฤทธิ์ ชีวาน กระชอน และรังกาใหญ่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า จำนวนคนพิการในแต่ละพื้นที่มีจำนวนและลักษณะที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะร่างกายเสื่อมสมรรถภาพ มีความพิการทางการเคลื่อนไหว และมีความพิการจาก โรคเรื้อรังและอุบัติเหตุ ซึ่งประชาชนในพื้นที่ตระหนักรู้สิทธิและเข้าร่วมลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพยายามสนับสนุนคนพิการผ่านการจัดสวัสดิการและบริการต่าง ๆ อย่างครบถ้วน</p> <p>ข้อเสนอแนะ คือ ควรเน้นการจัดตั้งและเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์บริการคนพิการ เพิ่มบุคลากรพร้อมอบรมอาสาสมัครในชุมชนให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบแจ้งเตือนสิทธิ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยและเหมาะสม</p> กนกจันทร์ จันทรวารีย์ ชัยรัตน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 61 72 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการบริษัทขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/284694 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบระดับการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการบริษัทขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และศึกษาปัจจัยด้านการบริหารองค์กรที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการบริษัทขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การวิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการบริษัทขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 260 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีระดับการพัฒนาศักยภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ปัจจัยด้านเพศ อายุ และรายได้ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และปัจจัยด้านการบริหารองค์กร ได้แก่ โครงสร้างองค์กร ระบบงาน รูปแบบการบริหาร การบริหารทรัพยากรมนุษย์ และค่านิยมร่วม มีอิทธิพลต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการบริษัทขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p> ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายและเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาองค์กรสำหรับผู้ประกอบธุรกิจขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุก รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันและรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในบริบททางธุรกิจปัจจุบัน</p> ศราวุธ ทองศิริ สำเนียง มณีฉาย ไปรพร แสงจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 73 86 องค์การแห่งการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานเป็นทีมของพนักงานบริษัท มงคลศิริทัวร์ จำกัด https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/284695 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบประสิทธิผลในการปฏิบัติงานเป็นทีม จำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคลของพนักงาน และ 2) ศึกษาอิทธิพลขององค์การแห่งการเรียนรู้ที่มีต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานเป็นทีม ผู้ศึกษาได้ดำเนินการศึกษา ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง พนักงานบริษัท มงคลศิริทัวร์ จำกัด จำนวน 227 คน ใช้สถิติพรรณนา, t- test , F-test และการวิเคราะห์ถดถอยพหุ ผลการวิจัยพบว่า 1) พนักงานที่มี ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ต่างกันมีประสิทธิผลในการปฏิบัติงานเป็นทีมแตกต่างกัน ในขณะที่พนักงานบริษัทที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่างกันมีประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน ไม่แตกต่างกัน และ 2) องค์การแห่งการเรียนรู้ ด้านพลวัตรของการเรียนรู้ ด้านการปรับเปลี่ยนองค์การ และด้านการเพิ่มอำนาจสมาชิกองค์การ ส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานเป็นทีม การวิจัยครั้งนี้ ผู้บริหารบริษัท มงคลศิริทัวร์ จำกัด นำผลจากการศึกษาที่ได้ไปเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและประยุกต์ใช้สำหรับการสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ในองค์การเพื่อการเพิ่มประสิทธิผลขององค์การต่อไป</p> อภิชาติ โพชา สำเนียง มณีฉาย ไปรพร แสงจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 87 98 ผลการสอนแนวสมดุลภาษาร่วมกับเทคนิคการสอนโดยเพื่อนต่างอายุ ที่มีต่อความสามารถในการอ่านออกเสียงของนักเรียนประถมศึกษา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/285241 <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลการสอนแนวสมดุลภาษาร่วมกับเทคนิคการสอนโดยเพื่อนต่างอายุที่มีต่อความสามารถในการอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่มีปัญหาการอ่าน <br />2) เพื่อเปรียบเทียบผลการสอนแนวสมดุลภาษาร่วมกับเทคนิคการสอนโดยเพื่อนต่างอายุที่มีต่อความสามารถในการอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่มีปัญหาการอ่านกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีปัญหาทางการอ่านออกเสียง ปีการศึกษา 2568 จำนวน 15 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ระยะเวลาทดลองทั้งสิ้น 35 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 7 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แผนกิจกรรมการสอนแนวสมดุลภาษาร่วมกับเทคนิคการสอนโดยเพื่อนต่างอายุ แบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียง และแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการอ่านออกเสียงหลังการใช้การสอนแนวสมดุลภาษาร่วมกับเทคนิคการสอนโดยเพื่อนต่างอายุสูงกว่าก่อนการใช้การสอนแนวสมดุลภาษาร่วมกับเทคนิคการสอนโดยเพื่อนต่างอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ปัทมา ต่อมคำ ฉัตรวรรณ์ ลัญฉวรรธนะกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 99 118 การวิเคราะห์บทบาทของภาครัฐระดับท้องถิ่นในการส่งเสริมการจัดการเชิงนวัตกรรมแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน: กรณีศึกษาจังหวัดปทุมธานี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/280846 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์นโยบายของภาครัฐในระดับท้องถิ่นต่อการส่งเสริมการจัดการเชิงนวัตกรรมแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 2) ศึกษาความคิดเห็นของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่อบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการสนับสนุนการจัดการเชิงนวัตกรรม และ 3) ศึกษาปัญหาและข้อจำกัดของอปท. ต่อการการส่งเสริมการจัดการเชิงนวัตกรรมแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณมีกลุ่มตัวอย่างคือ ประธานและรองประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดปทุมธานีจำนวนทั้งสิ้น 242 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึก ประกอบด้วย กลุ่มบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐทั้งระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น และกลุ่มที่เป็นผู้บริหารวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดปทุมธานีที่อยู่ในระดับก้าวหน้า จำนวน 15 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) อปท. มีบทบาทสำคัญในการนำนโยบายระดับชาติ เช่น แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 และ 13 มาสู่การปฏิบัติ โดยเน้นการส่งเสริมสินค้านวัตกรรมจากชุมชน ผ่านโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งนวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต 2) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเห็นว่า อปท. มีบทบาทสนับสนุนในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการวางแผน การสื่อสาร และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร แม้จะยังมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการเผยแพร่ความรู้ 3) การดำเนินงานของอปท. ยังมีข้อจำกัดใน 3 ด้าน ได้แก่ ข้อจำกัดเชิงนโยบายแบบบนลงล่าง การไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการสนับสนุนโดยตรง และปัญหาภายในของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เช่น ขาดศักยภาพด้านการผลิตและการตลาด</p> สนิทเดช จินตนา สุพิศ บุญลาภ ชัยมงคล สุพรมอินทร์ มณิภัทร ไทรเมฆ วีรชาติ ภักดี ปรรฐมาศ์ พสิษฐ์ภคกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 119 134 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดแก้ว อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/263245 <p>การศึกษางานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตัดสินใจเลือกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดแก้ว อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดแก้ว อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ ประชากร คือ ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดแก้ว 4,677 คน โดยใช้สูตร ยามาเน่ ได้จำนวน 369 คน การวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ โดยใช้สถิติดังต่อไปนี้มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติวิเคราะห์เชิงพรรณนา คือ หาค่าจำนวนความถี่ และค่าร้อยละ เพื่อให้แปลความหมายข้อมูลด้านประชากรของแบบสอบถาม ค่าเฉลี่ย เพื่อแปลความหมายของข้อมูล ค่าความเบี่ยงมาตรฐาน เพื่ออธิบายลักษณะการกระจายของข้อมูล&nbsp; 2. สถิติเชิงอนุมาน&nbsp;&nbsp; การวิเคราะห์การถดถอยพหุ จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยสื่อการรณรงค์เลือกตั้ง (β=.895) มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเป็นลำดับแรก ส่วนปัจจัยผลงานที่ผ่านมาของผู้สมัคร (β=-.189) ปัจจัยความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้สมัคร (β=.184) ปัจจัยด้านคุณสมบัติของผู้สมัคร &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(β=.129) และปัจจัยนโยบายของผู้สมัคร (β=-.092) เรียงมาตามลำดับ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดแก้ว อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรได้ร้อยละ 84.1 (R2 = 0.841) ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ให้กับว่าที่ผู้สมัครคนต่อไปที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดแก้วในสมัยหน้า ในการทำให้ประชาชนไว้วางใจให้เข้ามารับตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดแก้วในอนาคต</p> สุทธินันท์ อินทรอักษร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 136 146 Sustainable Tourism Development in the Dimension of Nature Environment: A Case Study of Jiuzhaigou County, Sichuan Province https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/283876 <p>Tourism has become a significant export sector, with growing emphasis on rural destinations. In China, rural environments and cultural heritage are receiving increased attention within the context of sustainable tourism. This study examines sustainable tourism development in Jiuzhaigou County, Sichuan Province, with a focus on economic growth, cultural preservation, and environmental protection. The research objectives are: first, to identify key factors that promote sustainable tourism; second, to analyze stakeholder challenges in implementing sustainable tourism practices; and third, to explore strategies for enhancing sustainability. A mixed-methods approach was employed, combining qualitative interviews with local residents, community leaders, and tourism stakeholders to generate collaborative insights, and quantitative surveys to assess tourist preferences, local business impacts, and resident perspectives. Key findings reveal both opportunities and challenges in rural tourism development in China, underscoring the importance of balancing economic development with cultural preservation and environmental conservation. Active involvement of local communities in decision-making is crucial. Recommendations for tourism stakeholders include adopting responsible tourism practices, implementing certification programs, and further investigating cultural sustainability and the integration of technology in tourism. Ultimately, this study aims to guide rural communities toward sustainable tourism development, ensuring growth while safeguarding cultural and environmental integrity.</p> Dan Wang Pim Samara Yarapirom ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 147 167 Promotion strategies for Chinese tourists to choose tourist destinations based on the city’s cultural image: Case study of Phuket https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/284191 <p>Culture and tourism have always been inextricably linked. Cultural tourism is not merely the simple combination of cultural elements and tourism activities; it is a deep-level integration practice that not only relates to the activation and dissemination of local cultural resources but also reflects the increasingly diverse spiritual needs of contemporary tourists. This research aims to study how Phuket can achieve the two-way integration of cultural value and tourism value, become an important destination for Chinese tourists to choose cultural tourism cities. Additionally, this research studies the deep development of Phuket’s tourism industry through the promotion of Cultural industries. This study employed both qualitative and quantitative research methods. It collected data through in-depth interviews with two groups of selected information providers, namely government cultural tourism officials and managers of tourist attractions in Phuket, as well as by distributing 200 questionnaires to Chinese tourists who traveling to Phuket. Phuket has made notable progress in integrating cultural value with tourism value, successfully attracting Chinese tourists through government initiatives such as visa facilitation and social media marketing, as well as cultural attractions offering tailored experiences like festival-based activities and Chinese-language services. cultural activities significantly enhance Phuket’s attractiveness and tourist satisfaction, but sustained improvement in service quality, cultural authenticity, and market regulation is essential for the deeper integration of cultural industries and tourism development.</p> Guangyao Wang Pim Samara Yarapirom ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 168 183 นวัตกรรมการบริหารงานของภาครัฐในยุคดิจิทัล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/SSRUJPD/article/view/282833 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานวัตกรรมการบริหารงานของภาครัฐในบริบทของยุคดิจิทัล โดยมุ่งวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และรูปแบบการประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่หน่วยงานภาครัฐนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการให้บริการสาธารณะ อาทิ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบบริการแบบอิเล็กทรอนิกส์ และการเปิดเผยข้อมูลเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน บทความยังประเมินสถานการณ์ของประเทศไทยในเชิงนโยบายและการดำเนินงาน พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับกรณีศึกษาจากต่างประเทศที่มีความก้าวหน้าในการบริหารภาครัฐดิจิทัล เพื่อสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับยกระดับระบบราชการไทยให้มีความคล่องตัว ทันสมัย และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง</p> รพีพัฒน์ พรหมจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 184 194