https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/issue/feed วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2026-04-29T16:45:10+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา ตันเปาว์ journal-research@western.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น มนุษยศาสตร์และสัมคมศาสตร์ ได้ผ่านการรับรองคุณภาพรอบที่ 5 พ.ศ. 2568 – 2572 จัดอยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย TCI 2 กลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้จัดทำเป็น 2 รูปแบบ ทั้งรูปแบบตีพิมพ์ (Print) หมายเลข ISSN 3057-1766 (Print) และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ISSN 3057-1855 (Online) ที่พิมพ์เผยแพร่ บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ 3 ท่าน หลากหลายสถาบัน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-Blind Review) </p> <p>Published Rate (อัตราค่าตีพิมพ์) 6,000 บาท โดยทางวารสารจะเรียกเก็บเมื่อผ่านการตรวจความซ้ำซ้อน ผ่านกระบวนการพิจารณาจากกองบรรณาธิการ และเข้าสู่กระบวนการประเมินบทความ</p> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/286094 A Research Competency Improvement Model for Foreign Language Teachers at Guangxi University of Foreign Languages 2026-01-20T16:49:33+07:00 YANGYANG LI 6509040083@payap.ac.th Ren Chuming 6509040083@payap.ac.th Supalucsana Lomlai 6509040083@payap.ac.th <p>This article aimed to: 1) investigate the current status and needs of research competency among foreign language teachers at Guangxi University of Foreign Languages; 2) construct a research competency enhancement model; and 3) evaluate the appropriateness and effectiveness of the model. A mixed research approach was adopted, integrating quantitative and qualitative research. The theoretical framework is based on competency theory, Management Process Theory (POLC), and teacher professional development theory. Research tools included questionnaires and semi-structured interviews. The research subjects were all foreign language teachers at Guangxi University of Foreign Languages (N=202). A questionnaire survey was conducted among all teachers, and in-depth interviews were conducted with administrators and teacher representatives through purposive sampling. Data analysis employed mean, standard deviation, modified Needs Priority Index (PNI), and content analysis. The study found a significant gap between the current status and expectations of foreign language teachers' research competency, with teachers showing a high need for improvement across the five core competency dimensions. Based on empirical research, the research competency enhancement model constructed in this study includes four core elements: guiding principles, target system, implementation path, and supporting conditions. The implementation path, based on POLC theory, includes four cyclical phases: planning, organizing, leading, and controlling, systematically improving teachers' research capabilities. Expert evaluation results show that the model achieves a high level in terms of appropriateness and effectiveness, demonstrating significant practical application value. The finding indicates that the model possesses important theoretical and practical value, can systematically enhance the research competency of foreign language teachers, and can provide a valuable reference for similar applied undergraduate institutions.</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/287755 Determinants of Psychological Crisis Governance Performance among Undergraduate Students: A Case Study of Yibin University in China 2026-03-25T10:09:44+07:00 Xiaojuan Wu xiaojuan_w@mail.rmutt.ac.th Issara Siramaneerat issara_s@rmutt.ac.th Chaimongkhon Supromin issara_s@rmutt.ac.th <p>Backgroud : The increasing prevalence of psychological crises among university students poses significant challenges to campus stability and traditional management approaches, requiring a shift from static regulatory frameworks to more dynamic and integrated governance systems. Objective: This study investigates the key determinants of psychological crisis governance performance in universities, specifically examining the predictive roles of Institutional Capacity, Collaborative Synergy, and Information Governance<strong>.</strong> Methods: A cross sectional quantitative design was employed to survey 400 undergraduate students at Yibin University, China. Data were collected using a self-developed questionnaire and analyzed using descriptive statistics and hierarchical multiple regression. Results: The instrument demonstrated high reliability and validity (Cronbach's <em>α</em> &gt; 0.97; KMO = 0.980). The hierarchical regression model explained 84.8% of the variance in governance performance. Information Governance was the strongest predictor (<em>β</em> = 0.847, <em>p</em> &lt; 0.001), followed by Collaborative Synergy (<em>β</em> = 0.115, <em>p</em> &lt; 0.05), while Institutional Capacity had no significant direct effect (<em>β</em> = -0.039, <em>p</em> &gt; 0.05). Conclusion: Information governance and collaborative synergy are the primary drivers of psychological crisis governance performance in universities.</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/287521 การพัฒนาร้านค้าหน้าบ้านเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากโดยการมีส่วนการร่วมของ ชุมชน: กรณีศึกษาชุมชนหน้าท่าอากาศยานด้านใต้ เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 2026-04-20T08:44:53+07:00 จินดา จอกแก้ว jinda@krirk.ac.th ชเนตตี พิพัฒนางกูร Chanettee31@hotmail.com ดาวพระศุกร์ ทองกลิ่น dawprasug_tho@utcc.ac.th ณัฐถะปราน คล้ายประสิทธิ์ nuttapran2011@hotmail.com นงนาท นพคุณ nongnat.nop@krirk.ac.th <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทชุมชนเกี่ยวกับการประกอบอาชีพค้าขายและความพร้อมในการพัฒนาเป็นร้านค้าหน้าบ้าน 2) เพื่อพัฒนาศักยภาพในการประกอบอาชีพค้าขายสู่การพัฒนาเป็นร้านค้าหน้าบ้านโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และ 3) เพื่อติดตามและประเมินผลการประกอบอาชีพค้าขายและการทำร้านค้าหน้าบ้านโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 14 คนเก็บข้อมูลโดยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและการประชุมกลุ่ม การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) บริบทอาชีพของชุมชนรับจ้างและค้าขาย โดยการเช่าพื้นที่ตามตลาด ทำให้รายได้บางเดือนไม่เพียงพอต่อรายจ่าย เมื่อมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยส่งผลให้ชุมชนมีแนวคิดพัฒนาเป็นร้านค้าหน้าบ้านเพื่อลดต้นทุน 2) ศักยภาพของชุมชนพบว่า มีการพัฒนา 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการผลิต ด้านการทำการตลาดโดยเน้นตลาดหน้าบ้านและตลาดออนไลน์ และการบริหารจัดการ 3) การติดตามและประเมินผลพบว่า ช่องทางการสื่อสารสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ดี ชุมชนมีการรวมกลุ่มเพื่อนำสินค้ามาขายและแลกเปลี่ยนกัน เกิดเป็นพื้นที่สร้างสรรค์รวมกันของคนสามวัย ถึงแม้จำนวนร้านค้าจะลดลงจากเดิมแต่ยังคงมีการขายสินค้าในพื้นที่หน้าบ้านเป็นหลักส่งผลให้เกิดรายได้เพิ่ม</p> <p> </p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/286301 การรับรู้สื่อออนไลน์ที่ส่งผลต่อความต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี คณะอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน 2026-02-16T11:42:20+07:00 ชารวี พานทอง charawee.p@ku.th อภิญญา สุพิชญ์ Charavee.p@ku.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเข้าถึงสื่อออนไลน์ของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เพื่อศึกษาความต้องการรูปแบบสื่อออนไลน์ของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และเพื่อศึกษารูปแบบสื่อออนไลน์ที่ส่งผลต่อความต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี คณะอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ผลการวิจัยพบว่าสิ่งเร้าภายนอกส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสื่อออนไลน์ ด้านทฤษฎีความต้องการความต้องการความสำเร็จ มีส่วนในการเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งความต้องการจากสิ่งเร้าภายใน และภายนอก รวมถึงแนวคิดเรื่องทฤษฎีความต้องการความสำเร็จ ความต้องการทางสังคมและความต้องการได้รับยกย่องส่งผลต่อการรับรู้สื่อออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญ</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/287497 การจัดการสวัสดิการชุมชนเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเมือง เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 2026-04-09T09:17:55+07:00 ชุลีรัตน์ เจริญพร chuleerat64@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์การดำเนินการ ปัญหา อุปสรรคของการจัดสวัสดิการชุมชนเพื่อผู้สูงอายุในชุมชนเมือง เขตประเวศ กทม. 2) เพื่อศึกษาปัญหาความต้องการของผู้สูงอายุเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนเมือง เขตประเวศ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใน 2 ชุมชนเมืองเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 20 คนต่อชุมชน ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบการจัดสวัสดิการชุมชน แบ่งเป็น 4 รูปแบบสำคัญ คือ 1) กองทุนสวัสดิการ 2) การบริหารจัดการทรัพยากรสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ 3) ศูนย์กลางความช่วยเหลือของชุมชน และ 4) กิจกรรมสนับสนุนอื่น ๆ แต่ยังไม่มีการสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ 2) ปัญหาความต้องการของผู้สูงอายุในชุมชน ทั้งสองชุมชนมีปัญหาและความต้องการคล้ายกัน ประกอบด้วย การมีรายได้ไม่เพียงพอรายจ่าย ความกังวลด้านปัญหาสุขภาพ เป็นภาระของลูกหลาน สภาพแวดล้อมในบ้านเรือน หรือชุมชนยังไม่เหมาะสม การไม่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในชุมชน ในขณะที่ผู้สูงอายุในชุมชนเฟื่องฟ้าไม่มีการออมในกองทุนสวัสดิการของชุมชนทำให้ไม่มีสิทธิประโยชน์ใดจากกองทุนชุมชนอีกด้วย ข้อค้นพบหลักที่สำคัญ จะเห็นว่า สวัสดิการของชุมชนเป็นกลไกชุมชนที่สำคัญสำหรับการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเมือง แต่ยังมีขีดจำกัดการสนับสนุน และมีศักยภาพเพียงพอต่อการร่วมแก้ปัญหาความต้องการของผู้สูงอายุในชุมชนเมือง ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญ และร่วมสนับสนุนศักยภาพการจัดสวัสดิการของชุมชน</p> <p> </p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/286626 ผลกระทบของ การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร คุณภาพชีวิตในการทำงาน และความผูกพันในงานต่อผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรแหล่งท่องเที่ยว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 2026-02-18T09:40:42+07:00 ทิพชญา พึ่งชาญชัยกุล tipchaya.p@rumail.ru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรและคุณภาพชีวิตในการทำงานที่มีต่อความผูกพันในงานและผลการปฏิบัติงานของบุคลากรรวมถึงศึกษาผลกระทบของความผูกพันในงานที่มีต่อผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรแหล่งท่องเที่ยว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากบุคลากรองค์กรแหล่งท่องเที่ยว จำนวน 500 คน กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้อัตราส่วน 20 ต่อ 1 ตามวิธี Maximum Likelihood วิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อสนับสนุนและอธิบายผลการวิจัยเชิงปริมาณผลการวิจัยพบว่า การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรและคุณภาพชีวิตในการทำงานมีผลกระทบเชิงบวกต่อความผูกพันในงานและผลการปฏิบัติงานของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยความผูกพันในงานมีผลกระทบเชิงบวก ต่อผลการปฏิบัติงานสูงที่สุด (β = 0.67) ผลการวิจัยเชิงปริมาณสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการพัฒนาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรแหล่งท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรและคุณภาพชีวิตในการทำงาน อันจะนำไปสู่ความผูกพันในงาน การยกระดับผลการปฏิบัติงาน และความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/287679 องค์กรแห่งความสุข: กรณีศึกษาบุคลากรองค์กรบริหารส่วนตำบลในเขต พื้นที่อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว 2026-03-23T11:05:06+07:00 นเรศ อนันต์พุฒิเมธ vutthiwat.a@gmail.com มนตรี ชินสมบูรณ์ vutthiwat@vru.ac.th <p>บทความวิจัยเรื่อง “องค์กรแห่งความสุข: กรณีศึกษาบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความสุขของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล และ (2) หาแนวทางในการเสริมสร้างความสุขของบุคลากรในองค์กรบริหารส่วนตำบล อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 151 คน ซึ่งคัดเลือกจากบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ภายใต้กรอบแนวคิดความสุข 9 มิติ ตามแนวทางของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ผลการวิจัยพบว่า ระดับความสุขของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.50) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีระดับความสุขสูงสุด ได้แก่ ด้านน้ำใจดี รองลงมาคือ ด้านจิตวิญญาณดี และด้านครอบครัวดี ซึ่งอยู่ในระดับมากทั้งหมด ขณะที่ด้านการเงิน ด้านผ่อนคลาย และด้านการงาน อยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านการเงินมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด อยู่ที่ 3.05 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.10 แสดงให้เห็นว่าปัจจัยด้านเศรษฐกิจยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อความสุขของบุคลากร ดังนั้น แนวทางการเสริมสร้างความสุขของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่อำเภอ ตาพระยา จังหวัดสระแก้ว โดยจัดโครงการสหกรณ์สัญจรและที่ปรึกษาทางการเงิน ประสานงานกับสหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนท้องถิ่น จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการวางแผนภาษี การออมเพื่อวัยเกษียณ และการจัดการหนี้สินอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับความสุขในการทำงาน อันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/286290 การปรับตัวเชิงโครงสร้างเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็ก ในกรุงเทพมหานครภายใต้ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล 2026-01-29T14:13:03+07:00 น้ำผึ้ง ปัถวี namphueng.pattawee@gmail.com ธัญนันท์ บุญอยู่ thanyanan7@gmail.com ชมนภัส ลิมปสายชล Chomnaphat28@gmail.com <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) เปรียบเทียบความอยู่รอดของธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กในกรุงเทพมหานครภายใต้ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล จำแนกตามปัจจัยด้านลักษณะของธุรกิจ และ (2) การปรับตัวเชิงโครงสร้างส่งผลต่อความอยู่รอดของธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กในกรุงเทพมหานครภายใต้ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณที่มีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กในกรุงเทพมหานครที่ดำเนินธุรกิจมามากกว่า 3 ปี จำนวน 367 ราย มีเครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้รูปแบบ Google Form สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า F-test และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า(1) ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กในกรุงเทพมหานครภายใต้ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีประเภทธุรกิจ ระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจ และช่องทางดิจิทัลที่มียอดจำหน่ายสูงต่างกัน มีความอยู่รอดของธุรกิจที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กในกรุงเทพมหานครภายใต้ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีประเภทนิติบุคคลและรูปแบบการจำหน่ายต่างกัน มีความอยู่รอดของธุรกิจที่ไม่แตกต่างกัน และ (2) การปรับตัว เชิงโครงสร้างด้านการปรับโครงสร้างการจัดการ การปรับบทบาทและหน้าที่ การปรับโครงสร้างเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างระบบบริหารงาน และการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนส่งผลต่อความอยู่รอดของธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กในกรุงเทพมหานครภายใต้ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.455-0.729 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ 0.847 และมีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์อยู่ที่ร้อยละ 71.80</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/286325 อิทธิพลของหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อคุณภาพบริการ ในธุรกิจโรงแรม 3 จังหวัดฝั่งอันดามัน 2026-04-16T12:04:12+07:00 บรรณวัชร พลคำ bannawat_acc@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้หลักธรรมาภิบาลส่งผลต่อคุณภาพการบริการในธุรกิจโรงแรมใน 3 จังหวัดฝั่งอันดามัน ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารโรงแรมจำนวน 321 คน มีวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพในด้านความตรงและความเชื่อมั่น แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า การใช้หลักธรรมาภิบาลส่งผลเชิงบวกต่อคุณภาพการบริการในธุรกิจโรงแรมใน 3 จังหวัดฝั่งอันดามัน สะท้อนให้เห็นว่าหลักธรรมาภิบาลเป็นรากฐานที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการบริการ ผลการศึกษาครั้งนี้จึงชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างหลักธรรมาภิบาลและคุณภาพการบริการ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการธุรกิจโรงแรม เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการและสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของพื้นที่ ฝั่งอันดามันต่อไป</p> <p> </p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/287667 ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการร้องขอให้พิจารณาพิพากษาคดีโดยเร่งด่วน ในศาลปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย 2026-03-30T09:38:47+07:00 พุทธรักษา วรวงษ์ goodrak.v@gmail.com ศีรวิษ สุขชัย Goodrak.v@gmail.com ชูเดช พันทวี Goodrak.v@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี แนวคำพิพากษา มาตรการทางกฎหมาย และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการร้องขอให้พิจารณาพิพากษาคดีโดยเร่งด่วนในศาลปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งศึกษาเอกสาร ตัวบทกฎหมาย ตำราทางวิชาการ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของไทยและของต่างประเทศ จากการวิจัยพบว่า กฎหมายใช้บังคับ คือ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 66 กับ ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ซึ่งข้อ 49/2 ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดที่ให้อำนาจผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองสามารถยื่นคำร้องขอให้พิจารณาพิพากษาคดีโดยเร่งด่วนได้ กฎหมายที่ใช้อยู่ไม่มีบทบังคับให้คู่กรณีซึ่งเกี่ยวข้องต้องเข้าร่วมในการพิจารณาคดีโดยเร่งด่วน และกฎหมายยังไม่ครอบคลุมระยะเวลาในการพิจารณาคดีโดยเร่งด่วน จึงควรมีการแก้ไขมาตรา 66 โดยกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีโดยเร่งด่วนในศาลปกครอง และข้อ 49/2 ด้วยการกำหนดวิธีพิจารณาคดีโดยเร่งด่วนให้ครอบคลุมทั้งศาลและคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเพิ่มเติมเรื่องควบคุมระยะเวลาในการพิจารณาคดีโดยเร่งด่วนให้ชัดเจนขึ้น เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที</p> <p> </p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/286339 ผลกระทบของความผูกพันต่อองค์การและบุพปัจจัยที่ส่งผลต่อ การคงอยู่ของพนักงานโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต 2026-02-16T11:41:34+07:00 ภูเก็จ ทองสม phuketthongsom24@gmail.com ประยงค์ มีใจซื่อ phuketthongsom24@gmail.com นรพล จินันท์เดช phuketthongsom24@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ผลกระทบของความสมดุลในการทำงานและชีวิตส่วนตัวที่มีต่อความพึงพอใจในงาน ความผูกพันต่อองค์การ และการคงอยู่ของพนักงาน (2) ผลกระทบของความพึงพอใจในงานที่มีต่อความผูกพันต่อองค์การและการคงอยู่ของพนักงาน และ (3) ผลกระทบของความผูกพันต่อองค์การที่มีต่อการคงอยู่ของพนักงาน เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 9 คนที่เป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลกับพนักงานของโรงแรมในจังหวัดเก็ต จำนวน 500 ตัวอย่าง ตามแนวคิดของ Comrey &amp; Lee (1992) เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ตัวแบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า (1) ความสมดุลในการทำงานและชีวิตส่วนตัวมีผลกระทบทางบวกต่อความพึงพอใจในงานแต่ไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความผูกพันต่อองค์การและการคงอยู่ของพนักงาน (2) ความพึงพอใจในงานมีผลกระทบทางบวกต่อความผูกพันต่อองค์การและการคงอยู่ของพนักงาน และ (3) ความผูกพันต่อองค์การ มีผลกระทบทางบวกต่อการคงอยู่ของพนักงาน</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/285783 การตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในห้องโดยสารเครื่องบินของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่เดินทางระหว่างประเทศเป็นหมู่คณะ: วิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคล และพฤติกรรมการเดินทาง 2026-01-09T16:09:40+07:00 รอยพิมพ์ เล้าตระกูล roypim.lao@kbu.ac.th ภาสกร จันทน์พยอม roypim.lao@kbu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในห้องโดยสารบนเครื่องบินของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่เดินทางระหว่างประเทศเป็นหมู่คณะ 2) เปรียบเทียบระดับการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาปัจจัยด้านพฤติกรรมการเดินทางที่มีอิทธิพลต่อระดับการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดการตระหนักรู้ตามทฤษฎีของเอนสลีย์เป็นกรอบการวิจัยกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและปลายจากโรงเรียน 4 ภูมิภาคของประเทศไทย จำนวน 400 คน สุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ค่า IOC 0.67–1.00 ค่าความเชื่อมั่น 0.928 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีระดับการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในห้องโดยสารโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅ = 4.42, S.D. = 0.53) 2) ปัจจัยส่วนบุคคล อายุ ชั้นเรียน และภูมิลำเนา ส่งผลต่อระดับการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ปัจจัยด้านพฤติกรรมการเดินทาง ประสบการณ์ การได้รับข้อมูล ความสนใจ และการให้ความสำคัญต่อความปลอดภัย ส่งผลต่อระดับการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนความถี่ในการเดินทางไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าประสบการณ์เชิงปริมาณเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการสร้างความเข้าใจด้านความปลอดภัยที่แท้จริง ผลการวิจัยสามารถเป็นแนวทางพัฒนาสื่อและกิจกรรมส่งเสริมการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางอากาศ และสนับสนุนการบูรณาการองค์ความรู้ในบริบทการศึกษาอย่างยั่งยืน</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/285465 การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนในเขตอำเภอสนามชัยเขต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 2026-01-05T08:17:22+07:00 รัศมี มีเดช russameemeedej22@gmail.com นิวัตต์ น้อยมณี Russameemeedej22@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนในเขตอำเภอสนามชัยเขต สังกัด สพป ฉะเชิงเทรา เขต 2 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนในเขตอำเภอสนามชัยเขต จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาปีการศึกษา 2567 จำนวน 242 คน ที่ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า 1. การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนในเขตอำเภอสนามชัยเขต โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนในเขตอำเภอสนามชัยเขต ดังนี้ 2.1 จำแนกตามเพศโดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 2.2 จำแนกตามวุฒิการศึกษาโดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 2.3 จำแนกตามประสบการณ์การทำงานโดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 2.4 จำแนกตามขนาดโรงเรียน โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p> </p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/286640 ปัจจัยคุณลักษณะของงานที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน ของพยาบาลวิชาชีพ กรณีศึกษาโรงพยาบาลนาริตะ จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น 2026-02-18T09:49:14+07:00 สัตตบงกช สึจิ tjrina1129@icloud.com อัศนีย์ ณ น่าน tjrina1129@icloud.com อนันตพร วงศ์คำ tjrina1129@icloud.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับภาวะหมดไฟในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลนาริตะ และเพื่อศึกษาปัจจัยคุณลักษณะของงานที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ กรณีศึกษาโรงพยาบาลนาริตะ จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลนาริตะ จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 121 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย ผลการวิจัย พบว่า ภาวะหมดไฟในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ กรณีศึกษาโรงพยาบาลนาริตะ จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น โดยรวมมีระดับความคิดเห็นในระดับน้อย โดยเรียงตามลำดับ ได้แก่ มิติความไม่เป็นส่วนตัวหรือความเย็นชา มิติความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ และมิติความมีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ภาวะหมดไฟในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ ได้แก่ ความขัดแย้งหรือความไม่ชัดเจนในบทบาทหน้าที่ และคุณค่าของงานตามที่คาดหวังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 การทำงานส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตหรือร่างกาย และอำนาจการตัดสินใจเกี่ยวกับงานที่รับผิดชอบอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้สามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 62.40 ส่วนที่เหลือร้อยละ 37.6 เกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ผลการศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดมาตรการบริหารจัดการงานพยาบาล การพัฒนานโยบายที่ลดความเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพบริการของโรงพยาบาลนาริตะในระยะยาวต่อไป</p> <p> </p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/287538 กลุ่มชาติพันธุ์ท้องถิ่นไทยกับความมั่นคงใหม่:กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์กูย จังหวัดสุรินทร์ 2026-04-07T08:47:39+07:00 สิทธิเดช วงศ์ปรัชญา ple2209@hotmail.com วรรณพร พุทธภูมิพิทักษ์ ple2209@hotmail.com ชาญชัย บัญชาพัฒนศักดา ple2209@hotmail.com กาบแก้ว ปัญญาไทย ple2209@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นไทยกลุ่มชาติพันธุ์กูย จังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่ออนุรักษ์สืบสานต่อยอดวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นไทยกลุ่มชาติพันธุ์กูย จังหวัดสุรินทร์ และ 3) เพื่อหาแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นกลุ่มชาติพันธุ์กูย การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลักผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มชาติพันธุ์กูยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ท้องถิ่นไทย มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต ภาษา อุปนิสัย เป็นของตนเองมาอย่างยาวนานและมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันในประเทศเพื่อนบ้านกับ ลาว กัมพูชาและเวียดนาม จึงเป็นหุ้นส่วนความมั่นคงระหว่างรัฐที่สามารถสร้างเศรษฐกิจชุมชนและความมั่นคงใหม่ร่วมกัน2) ปัจจุบันยังคงมีวัฒนธรรม ประเพณีที่มีคุณค่าในเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ทั้งระดับชุมชนท้องถิ่นและประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องเร่งอนุรักษ์ฟื้นฟู โดยนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ และ 3) แนวทางสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ประกอบด้วย 3.1) รัฐบาลต้องมีนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ชัดเจน 3.2) พัฒนาชุมชนให้สามารถใช้เทคโนโลยีอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเพื่อการแข่งขันและยกระดับธุรกิจชุมชน 3.3) ภาครัฐ ภาคเอกชนและกลุ่มชาติพันธุ์กูยต้องบูรณาการความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ของตนให้เข้มแข็งสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในบริบทความมั่นคงใหม่</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/286234 การรับรู้การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อคุณภาพบริการในการเลือกใช้บริการหลังการขาย กรณีศึกษา ศูนย์บริการรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า พรีเมี่ยมเซอร์วิส สาขาศรีนครินทร์ 2026-03-26T09:04:37+07:00 สุรชัย เพชรพงษ์ surachai.pe@ku.th อริยา พงษ์พานิช Petpong.surachai@gmail.co อภิญญา สุพิชญ์ Petpong.surachai@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เปรียบเทียบคุณภาพบริการในการเลือกใช้บริการหลังการขาย กรณีศึกษา ศูนย์บริการรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า พรีเมี่ยมเซอร์วิส สาขาศรีนครินทร์ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 2) ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมและคุณภาพบริการในการเลือกใช้บริการหลังการขาย และ 3) แนวทางพัฒนาคุณภาพบริการในการเลือกใช้บริการหลังการขาย งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการจำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่า t-test, F-test และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 24 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการศึกษาที่แตกต่างกันส่งผลต่อการรับรู้คุณภาพการบริการต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในขณะที่ปัจจัยด้านเพศ อายุ อาชีพ และรายได้ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) การรับรู้การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพบริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.707, p &lt; .001) โดยเฉพาะมิติด้านผู้ส่งสาร (r = 0.711) และช่องทางการสื่อสาร(r = 0.697) และ 3) ความถูกต้องแม่นยำของงานซ่อมและความเชี่ยวชาญของช่างเทคนิคเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความเชื่อมั่น งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ศูนย์บริการควรรักษามาตรฐานงานซ่อม ควบคู่กับการพัฒนาทักษะการสื่อสารของพนักงานให้มีความชัดเจน รวมถึงการจัดอบรมด้านการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าอย่างยั่งยืน</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/285881 การเลือกจังหวัดหลังเกษียณในประเทศไทย: แบบจำลองการตัดสินใจภายใต้กรอบการใช้ชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ 2026-01-26T09:07:46+07:00 ไทศิต เครือโสม taisith.k@ubu.ac.th สุขวิทย์ โสภาพล sukhawit.s@ubu.ac.th <p>การเลือกจังหวัดเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณเป็นกระบวนการตัดสินใจที่ซับซ้อนและไม่อาจอธิบายได้ด้วยเกณฑ์เดียว หากแต่ต้องอาศัยกรอบคิดที่บูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา ทั้งวรรณกรรมด้านผู้สูงอายุ การตลาดเชิงพื้นที่ และทฤษฎีการตัดสินใจแบบหลายคุณลักษณะ บทความนี้นำเสนอแบบจำลองเชิงอรรถประโยชน์ที่ประกอบด้วยสามมิติหลัก ได้แก่ (1) ความมั่นคงด้านสุขภาพและการแพทย์ (2) ระบบคมนาคมและการเข้าถึงบริการจำเป็น และ (3) คุณภาพชีวิต ในระยะยาว โดยมีลักษณะของผู้เกษียณทำหน้าที่เป็นตัวแปรกำกับซึ่งกำหนดค่าน้ำหนักเชิงอรรถประโยชน์สำหรับการประเมินทางเลือก ผลการพัฒนาแบบจำลองเชิงแนวคิดชี้ให้เห็นว่า ความเหมาะสมของจังหวัดมิใช่คุณสมบัติที่เป็นสากล แต่เป็นผลลัพธ์เฉพาะกลุ่มที่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างความต้องการและข้อจำกัดของผู้เกษียณแต่ละประเภท กรอบแนวคิดนี้ช่วยอธิบายความแตกต่างของผลสำรวจหรือการจัดอันดับจังหวัดเกษียณได้อย่างเป็นระบบ และสะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบนโยบายและกลยุทธ์การพัฒนาจังหวัดเพื่อรองรับสังคมสูงวัยควรตั้งอยู่บนการยอมรับความหลากหลายของผู้เกษียณ มากกว่าการมุ่งสร้างจังหวัดต้นแบบที่เหมาะสมกับทุกคน บทความนี้จึงเป็นทั้งการอธิบายเชิงทฤษฎีและฐานสำหรับการพัฒนาแบบจำลองเชิงประจักษ์ในอนาคต รวมถึงการกำหนดนโยบายเมืองและพื้นที่ที่ตอบสนองต่อสังคมสูงวัยในระยะยาว</p> <p> </p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/286484 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและองค์กรดิจิทัล 2026-02-04T10:13:12+07:00 มลฑล มานิตย์ d6625090855023@mail.dusit.ac.th ชนะศึก นิชานนท์ d6625090855023@mail.dusit.ac.th สิรธัมม์ อุดมธรรมานุภาพ d6625090855023@mail.dusit.ac.th <p class="whitespace-normal" style="margin: 0in; margin-bottom: .0001pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; tab-stops: 40.5pt;"><span lang="TH" style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH Niramit AS';">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและนำเสนอบทบาทของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการขับเคลื่อนองค์กรดิจิทัล ผลการสังเคราะห์พบว่าภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง<span style="letter-spacing: -.6pt;">มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรดิจิทัลใน </span></span><span style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; letter-spacing: -.6pt;">6 <span lang="TH">มิติ ได้แก่ (</span>1) <span lang="TH">การสร้างวิสัยทัศน์ดิจิทัลและกลยุทธ์การ</span></span><span lang="TH" style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH Niramit AS';">เปลี่ยนแปลง (</span><span style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH Niramit AS';">2) <span lang="TH">การสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมดิจิทัล (</span>3) <span lang="TH">การพัฒนาทักษะและสมรรถนะดิจิทัลของบุคลากร (</span>4) <span lang="TH">การสร้างแรงบันดาลใจและการจูงใจ (</span>5) <span lang="TH">การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงและการสร้างความคล่องตัว และ (</span>6) <span lang="TH">การสร้างนวัตกรรมและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เมื่อนำข้อค้นพบมาเชื่อมโยงกับบริบทองค์กรไทย พบว่ายังมีความท้าทายสำคัญ </span>3 <span lang="TH">ประเด็น ได้แก่ การขาดกรอบความคิดดิจิทัล (</span>Digital Mindset) <span lang="TH">ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทักษะและสมรรถนะดิจิทัลการขาดวิสัยทัศน์ดิจิทัลที่สามารถแปลงสู่การปฏิบัติได้จริงโดยเฉพาะในองค์กรที่มีโครงสร้างแบบราชการและการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่หยั่งรากในวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมควบคู่กับการขาดวัฒนธรรม<span style="letter-spacing: -.6pt;">นวัตกรรม ผลการศึกษาครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารและนักวิชาการในการทำความเข้าใจบทบาทและความท้า</span>ทายของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะนำไปสู่การออกแบบกลยุทธ์การพัฒนาองค์กรดิจิทัลที่สอดคล้องกับบริบทองค์กรของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/285479 แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพอาคารด้วยข้อมูลแบบจำลองสารสนเทศอาคารในรูปแบบอาคารเสมือน 2026-01-09T14:19:51+07:00 วิรัช ปัณฑ์ศิริโรจน์ wiruch.pan@rmutr.ac.th อธิธัช สิรวริศรา athithat.sir@rmutr.ac.th ฐิติมา โห้ลำยอง thitima.hol@rmutr.ac.th <p>การบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพอาคารในยุคดิจิทัลได้เปลี่ยนจากกระบวนการที่เน้นการควบคุมและซ่อมบำรุงมาเป็นการบริหารเชิงข้อมูลที่เน้นประสิทธิภาพ และการตัดสินใจที่แม่นยำ อย่างไรก็ตามหลายองค์กรยังคงประสบปัญหาด้านข้อมูลที่กระจัดกระจาย ขาดระบบเชื่อมโยงระหว่างขั้นตอนการออกแบบ ก่อสร้าง และการใช้งานจริง ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลต่อความสูญเสียด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และประสิทธิภาพ เทคโนโลยีแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (BIM) จึงเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือที่ช่วยรวบรวม จัดเก็บ และแสดงข้อมูลอาคารอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กระบวนการออกแบบไปจนถึงการใช้งานจริง ขณะเดียวกันแนวคิดอาคารเสมือน (Digital T win) ได้พัฒนาเป็นเทคโนโลยีที่สามารถสะท้อนสภาวะของอาคารจริงแบบเรียลไทม์ ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลจากเซนเซอร์ และฐานข้อมูล เพื่อจำลองสถานการณ์ และคาดการณ์ปัญหา ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการบูรณาการเทคโนโลยี BIM และ Digital Twin ในการเสริมศักยภาพการบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพอาคารในมิติของประสิทธิภาพ และ การบริหารเชิงรุก ตลอดจนสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินขององค์กร โดยใช้ระเบียบวิธีการศึกษาเชิงเอกสาร (Documentary Research) ร่วมกับการสังเคราะห์กรอบแนวคิดจากงานวิจัย บทความวิชาการ และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง ผลการสังเคราะห์แสดงให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้ BIM และ Digital Twin สามารถยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพอาคารจากการทำงานเชิงรับไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเป็นระบบดิจิทัลแบบองค์รวม เพิ่มความถูกต้อง ความโปร่งใสในการสื่อสารระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ช่วยลดต้นทุนการบำรุงรักษา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพอาคารในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/287729 การจัดการคำสั่งซื้อและฟูลฟิลเมนต์สำหรับโซเชียลคอมเมิร์ซและไลฟ์คอมเมิร์ซ: กระบวนการ รูปแบบ และโครงสร้างเครือข่ายการจัดเก็บและกระจายสินค้า 2026-03-25T09:46:28+07:00 สลิลาทิพย์ ทิพยไกรศร salilathipthi@pim.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการคำสั่งซื้อและฟูลฟิลเมนต์สำหรับธุรกิจโซเชียลคอมเมิร์ซและไลฟ์คอมเมิร์ซในประเทศไทย โดยครอบคลุมการวิเคราะห์เปรียบเทียบคลังสินค้าแบบดั้งเดิมกับฟูลฟิลเมนต์ การจำแนกประเภทฟูลฟิลเมนต์ กระบวนการจัดการฟูลฟิลเมนต์ 5 ขั้นตอน และกรณีศึกษาจากผู้ประกอบการโซเชียลคอมเมิร์ซรายใหญ่ในประเทศไทย ที่มีปริมาณคำสั่งซื้อที่สะท้อนความท้าทายด้านฟูลฟิลเมนต์อย่างชัดเจน การสังเคราะห์อาศัยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2555–2568 โดยคัดเลือกเฉพาะงานด้านโลจิสติกส์และฟูลฟิลเมนต์ในบริบทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ผลการวิเคราะห์พบว่า คลังสินค้าแบบดั้งเดิมไม่สามารถรองรับการดำเนินการโลจิสติกส์ที่มีลักษณะเฉพาะของโซเชียลคอมเมิร์ซที่มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและมีความผันผวนสูง ดังนั้นกระบวนการจัดการฟูลฟิลเมนต์ที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่การรวบรวมคำสั่งซื้อจากทุกแพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซ การตรวจสอบทางการเงินและสินค้าคงคลัง การหยิบและบรรจุสินค้า ไปจนถึงการจัดส่งระยะสุดท้ายและโลจิสติกส์ย้อนกลับบทความยังนำเสนอกรอบแนวคิดเครือข่ายฟูลฟิลเมนต์แบบผสมผสาน ซึ่งบูรณาการศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ ฟูลฟิลเมนต์ขนาดย่อม และฟูลฟิลเมนต์แบบแบ่งปันทรัพยากรเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับอุปสงค์ที่ผันผวนในระบบนิเวศโซเชียลคอมเมิร์ซ และกรณีศึกษาจากผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในระบบกึ่งอัตโนมัติและการปรับสถาปัตยกรรมข้อมูลอย่างเป็นระบบ สามารถเปลี่ยนกระบวนการโลจิสติกส์ให้เป็นเครื่องมือเชิงรุกในการลดอัตราการปฏิเสธรับสินค้าได้อย่างมีประสิทธิผล</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026