วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ <p>วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น มนุษยศาสตร์และสัมคมศาสตร์ ได้ผ่านการรับรองคุณภาพรอบที่ 5 พ.ศ. 2568 – 2572 จัดอยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย TCI 2 กลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้จัดทำเป็น 2 รูปแบบ ทั้งรูปแบบตีพิมพ์ (Print) หมายเลข ISSN 3057-1766 (Print) และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ISSN 3057-1855 (Online) ที่พิมพ์เผยแพร่ บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ 3 ท่าน หลากหลายสถาบัน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-Blind Review) </p> <p>Published Rate (อัตราค่าตีพิมพ์) 6,000 บาท โดยทางวารสารจะเรียกเก็บเมื่อผ่านการตรวจความซ้ำซ้อน ผ่านกระบวนการพิจารณาจากกองบรรณาธิการ และเข้าสู่กระบวนการประเมินบทความ</p> th-TH journal-research@western.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา ตันเปาว์) journal-research@western.ac.th (ส่วนงานวิจัยและบริการวิชาการมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น) Fri, 26 Dec 2025 14:30:45 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 A Study on the Validation of a Developmental Model for Social Integration abilities Among Needy Students in Guangxi's Higher Vocational Colleges https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284533 <p>This study focuses on the specific context of higher vocational colleges in Guangxi, employing empirical research to validate the effectiveness and feasibility of a social integration ability development model for needy students within these colleges. The sample comprised 381 needy students in 2023 across four higher vocational colleges in Guangxi (Group E) and three experts in educational research and vocational education management (Group F). Data analysis integrated descriptive and inferential statistical methods: Frequencies and percentages were employed to describe students' demographic characteristics. Data reliability and validity were assessed through Cronbach's α coefficient, KMO test, and Bartlett's sphericity test. Paired-sample t-tests analysed pre- and post-intervention ability differences. Pearson correlation analysis explored associations between programme participation, ability enhancement, and ability dimensions. Concurrently, expert evaluations were conducted using the Quality Index of Content (QIC) and Key Success Factors (KSF) assessment methodologies. Results indicate that following participation in the model, Group E students demonstrated significant improvements across seven abilities including economic integration and interpersonal interaction (p &lt; 0.001<strong>). </strong>The most pronounced enhancement was observed in economic integration ability (mean score rising from 3.08 to 3.61<strong>). </strong>Participation frequency and duration showed a significant positive correlation with ability enhancement (e.g., participation frequency and economic integration ability: r=0.37***). Strong synergistic effects existed across the seven ability dimensions (e.g., psychological adaptation ability and self-identity ability: r=0.90***). Panel F experts achieved 100% consensus on all 14 intervention measures within the model, with all six key success factors scoring &gt;4.4 and all seven ability dimensions scoring &gt;4.5. In summary, this model effectively promotes the development of social integration abilities among needy students. Its intervention measures align with educational management practice requirements, providing empirical evidence for optimising and scaling up subsequent related intervention practices.</p> Zeng Yangyang, Liang Yanhua , Supalucsana Lomlai ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284533 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284286 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู 2) เพื่อศึกษาแนวทางการดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู โดยมีกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 59 คนและข้าราชการครู จำนวน 274 คน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 333 คน ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามซึ่งมีลักษณะเป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าดัชนี PNI modified เพื่อจัดลำดับความต้องการจำเป็น และใช้แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้เพื่อหาแนวทางการดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1 ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูมากที่สุด คือ ภาวะผู้นำร่วมและการทำงานเป็นทีมร่วมแรงร่วมใจ รองลงมา คือ การเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพและ ชุมชนกัลยาณมิตร และการมีวิสัยทัศน์ร่วม ตามลำดับ และ 2) แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู ประกอบด้วย 25 แนวทางมีความเหมาะสมในระดับมาก และมีความเป็นไปได้ในระดับมาก</p> <p> </p> กุลวรางค์ คำบุญชู, ดวงพร อุ่นจิตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284286 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดเชียงราย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283465 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในจังหวัดเชียงราย 2) เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ และ 3) เพื่อประเมินรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมวิธี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ในโรงเรียนโครงการยกระดับคุณภาพ ที่มีการปฏิบัติเป็นเลิศ (Beat Practice) และ แบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการบริหารจัดการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑋̅= 3.64, S.D.= 0.56) แสดงให้เห็นว่าสถานศึกษาในพื้นที่มีการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการตามกรอบคุณภาพแห่งชาติในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 สำหรับสมรรถนะผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑋̅= 3.62, S.D. = 0.52) 2) รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) กระบวนการของรูปแบบ 4) แนวทางการประเมินรูปแบบ5) เงื่อนไขความสำเร็จของรูปแบบ และ 3) การประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารในศตวรรษ ที่ 21 ตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ พบว่า รูปแบบมีความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ ในระดับมาก </p> ชนะไพร ยอดบุญเรือง, สมเกียรติ ตุ่นแก้ว, สุวดี อุปปินใจ , พูนชัย ยาวิราช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283465 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำแบบประสานพลังของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะของครู ด้านการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดนครราชสีมา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283525 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบประสานพลังของผู้บริหารสถานศึกษา สมรรถนะการสอนของครูด้านการจัดการเรียนรู้ และภาวะผู้นำแบบประสานพลังของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะของครูด้านการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 13 แห่ง เปิดตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกนได้จำนวนตัวอย่าง 170 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย แบบมีสัดส่วนเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีค่าความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่นรวมทั้งฉบับโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคได้เท่ากับ 0.993 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย <strong> </strong>ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำแบบประสานพลังของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก 2) สมรรถนะของครูด้านการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านทำงานเป็นทีมได้อย่างสร้างสรรค์ และร่วมกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและส่งเสริมหลักสูตรสถานศึกษา 3) ภาวะผู้นำแบบประสานพลังของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะของครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยภาพรวม (Y) คือ ด้านการบูรณาการการทำงาน (Integrating work) (X10) สามารถทำนายสมรรถนะของครูด้านการจัดการเรียนรู้ ในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนโดยภาพรวมได้ร้อยละ 31.20 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 เขียนสมการพยากรณ์ได้ดังนี้ Y = 2.760 + 0.362X10 </p> <p><strong> </strong></p> ชุติมา พรหมผุย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283525 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการจัดการวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรยั่งยืน จังหวัดสิงห์บุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283600 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) ศึกษาบริบทและสภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืน จังหวัดสิงห์บุรี (2) วิเคราะห์รูปแบบและปัจจัยแห่งความสำเร็จของนวัตกรรมการจัดการวิสาหกิจชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนานวัตกรรมการจัดการวิสาหกิจชุมชนเพื่อเสริมสร้างการท่องเที่ยวเชิงเกษตรยั่งยืน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 24 คน ประกอบด้วยผู้นำและสมาชิกวิสาหกิจชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ประเด็นการศึกษา ได้แก่ บริบทการบริหารจัดการ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ อุปสรรค และแนวทางการพัฒนานวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตทั้งแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม เก็บข้อมูลภาคสนามในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงประเด็น (Thematic Analysis) และเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า (1) วิสาหกิจชุมชนมีความเข้มแข็งจากการรวมกลุ่มและภาวะผู้นำ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เทคโนโลยี และการตลาด (2) ปัจจัยแห่งความสำเร็จประกอบด้วยภาวะผู้นำ การสร้างเครือข่าย และนโยบายสนับสนุน โดยนวัตกรรมการจัดการมี 3 มิติ คือ เศรษฐกิจ สังคม–วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม และ (3) แนวทางที่เสนอสามารถสร้างคุณค่าเพื่อสาธารณะ ทั้งด้านรายได้ ทุนสังคม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ข้อค้นพบดังกล่าวสามารถใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายและการปฏิบัติในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืนในจังหวัดสิงห์บุรีและพื้นที่อื่น ๆ</p> ธีรวัชร์ พุ่มดารา, เยาวลักษณ์ ชาวบ้านโพธิ์, ศิริญญา ศิริญานันท์ , กัญญามน กาญจนาทวีกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283600 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาการให้บริการหลักสูตรระยะสั้นขนมอบตะวันตกในโรงเรียนสอนทำอาหารระดับสากลในกรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283579 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสบการณ์และประเด็นปัญหาของผู้เรียนต่อการให้บริการในหลักสูตรขนมอบตะวันตกในโรงเรียนสอนทำอาหารระดับสากลในกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อวิเคราะห์ความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการให้บริการหลักสูตรเพื่อพัฒนาโอกาสในอนาคต 3) เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขอุปสรรคที่ผู้เรียนต้องประสบในเรื่องของการให้บริการต่อหลักสูตร และ 4) เพื่อสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาการให้บริการในหลักสูตรขนมอบตะวันตกระยะสั้นให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ พื้นที่วิจัย คือเขตกรุงเทพมหานคร ผู้ให้ข้อมูลหลักคือ ผู้เรียนหลักสูตร จำนวน 9 คน และผู้ให้ข้อมูลเสริมคือ ผู้สอนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร จำนวน 4 คนใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง โดยผู้วิจัยได้ออกแบบแบบสัมภาษณ์เพื่อใช้สัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสบการณ์จะแตกต่างกันตามพื้นฐานและเป้าหมาย ส่วนปัญหาหลักคือ ภาษา การจัดการ และทรัพยากร 2) ผู้เรียนส่วนใหญ่พึงพอใจอยู่ในระดับดีถึงดีมาก ข้อจำกัดคือไม่เห็นพัฒนาการ ความคาดหวังคือการปฏิบัติจริงคู่ไปกับทฤษฎี 3) มีจุดแข็งด้านเชฟและสูตร แต่มีข้อจำกัดคือค่าใช้จ่ายสูง วัตถุดิบอุปกรณ์ไม่ตอบโจทย์ควรปรับแก้โดยการปรับอุปกรณ์และวัตถุดิบให้สอดคล้อง และ 4) ควรสร้างรากฐานความรู้ มีทฤษฎีควบคู่กับการลงมือทำในการเรียน เน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและออกแบบให้ยืดหยุ่น ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ จะเป็นประโยชน์แก่โรงเรียนสอนทำอาหาร นำไปปรับใช้กับหลักสูตรระยะสั้น เพื่อที่จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียน</p> นันทยศ ยิ้มมา, สุพิชา บูรณะวิทยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283579 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยความสำเร็จที่มีผลต่อประสิทธิผลการบริหารโครงการก่อสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเพชรบูรณ์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284627 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จในการบริหารโครงการก่อสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเพชรบูรณ์ 2) เพื่อประเมินระดับประสิทธิผลของการบริหารโครงการก่อสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเพชรบูรณ์ และ 3) เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ปัจจัยความสำเร็จที่มีต่อประสิทธิผลการบริหารโครงการก่อสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกแบบเจาะจง มีจำนวน 512 คน ประกอบด้วยผู้บริหารองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้อำนวยการกองช่าง และผู้อำนวยการกองคลัง ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 128 แห่งของจังหวัดเพชรบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยความสำเร็จโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยด้านบุคลากรเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อความสำเร็จการบริหารโครงการก่อสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเพชรบูรณ์ 2) ระดับประสิทธิผลของการบริหารโครงการก่อสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านปริมาณงานที่มีระดับสูงสุด และ 3) การตรวจสอบความสัมพันธ์ปัจจัยความสำเร็จที่มีต่อประสิทธิผลการบริหารโครงการก่อสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่า ปัจจัยความสำเร็จทั้ง 5 ด้าน (บุคลากร, การเงิน, เครื่องจักร, วัสดุ, วิธีการ) มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมากกับประสิทธิผลการบริหารโครงการทั้งในด้านปริมาณงานและด้านระยะเวลา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Sig. = 0.000)</p> <p> </p> พัฒน สุวรรณสัมฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284627 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283012 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนของเจ้าหน้าของที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครประชากร คือ เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินและสาขา โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 252 คน คำนวณจากสูตรของ Yamane (1973) เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.96 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนของเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับมากที่สุด โดยปัจจัยจูงใจอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑋̅ = 4.58) โดยด้านความรับผิดชอบในงานสูงสุด ส่วนปัจจัยค้ำจุนอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน โดยเฉพาะด้านความมั่นคงในงานสูงสุด (𝑋̅= 4.57) และ 2) ด้านปัจจัยใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน พบว่าด้านเวลาที่งานสำเร็จทันการณ์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (𝑋̅= 4.53) อยู่ในระดับมากที่สุด ปัจจัยจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ลักษณะงาน ความก้าวหน้า การได้รับการยอมรับ และความสำเร็จในการทำงาน ซึ่งสามารถทำนายประสิทธิภาพได้ร้อยละ 48.1 ขณะที่ปัจจัยค้ำจุนที่มีผล ได้แก่ ความมั่นคงในงาน นโยบายและ การบริหารงาน ค่าตอบแทน และลักษณะของอาชีพ ซึ่งสามารถทำนายได้ร้อยละ 61.7</p> ปิยนุช อินสุ่ม, พงษ์ศักดิ์ เพชรสถิตย์ , อนันต์ ธรรมชาลัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283012 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลกระทบทางเศรษฐกิจภาพรวมจากการใช้นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284461 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบเชิงประจักษ์ของอัตราค่าตอบแทนของแรงงาน (ค่าแรงขั้นต่ำ) ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับจังหวัด โดยใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัว (GPPPC) และผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวแบบปริมาณลูกโซ่ (GPPPC_CVM) เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่แท้จริง การศึกษาใช้ข้อมูลแบบแผงสมดุล (Balanced Panel Data) และใช้ระเบียบวิธี Panel Least Squares (Fixed Effects Model) พร้อมการปรับแก้ Cross-section weights (PCSE) standard errors เพื่อให้ผลลัพธ์มีความทนทานทางสถิติ ผลการวิเคราะห์พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับสูงสุด ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับจังหวัดทั้งในมิติมูลค่าปัจจุบันและมูลค่าที่แท้จริง ค่าสัมประสิทธิ์ความยืดหยุ่นต่อ GPPPC อยู่ที่ 0.875649 และต่อ GPPPC_CVM (มูลค่าที่แท้จริง) อยู่ที่ 0.434522 ผลลัพธ์นี้ยืนยันสมมติฐานหลักที่ว่า การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มอุปสงค์มวลรวมและกำลังซื้อในภาคครัวเรือนได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์นี้จัดเป็นแบบไม่ยืดหยุ่น (Inelasticity) ในทั้งสองกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าความยืดหยุ่นต่อมูลค่าที่แท้จริงที่ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง บ่งชี้ว่าผลประโยชน์ที่แท้จริง (Real Effect) จากการกระตุ้นอุปสงค์ ถูกลดทอนลงอย่างมีนัยสำคัญด้วยผลกระทบด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น (Supply Side) ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น แม้จะมีผลกระทบด้านต้นทุนแต่ผลลัพธ์สุทธิในระดับมหภาคของจังหวัดยังคงแสดงผลเชิงบวก ซึ่งขัดแย้งกับงานวิจัยไทยส่วนใหญ่ที่มุ่งเน้นผลกระทบเชิงลบด้านต้นทุน</p> ภาตย์ สังข์แก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284461 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการอ้างตนเป็นทนายความโดยมิได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/285177 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี คำพิพากษาและงานวิจัย ปัญหาเกี่ยวกับการกำกับดูแลการอ้างตนเป็นทนายความ และบทกำหนดโทษของการอ้างตนเป็นทนายความโดยมิได้รับอนุญาตเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งศึกษาเอกสาร ตัวบทกฎหมาย ตำราทางวิชาการ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของไทยและของต่างประเทศผลการวิจับพบว่า พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33 ไม่ครอบคลุมการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางกฎหมายในประเทศไทย โดยกำหนดให้กิจกรรมที่ทนายความเท่านั้นที่ทำได้มีเพียงการว่าความในศาลการเป็นตัวแทนคู่ความ การร่างคำฟ้อง คำให้การ และการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้กิจกรรมทางกฎหมายอื่น เช่น การให้คำปรึกษากฎหมาย การร่างสัญญา หรือการจัดการคดีนอกศาล มิได้อยู่ภายใต้การควบคุมของ ส่งผลให้ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตสามารถให้บริการทางกฎหมายในลักษณะดังกล่าวได้โดยไม่เป็นความผิดซึ่งก่อให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายและเพิ่มความเสี่ยงต่อประชาชน จึงควรมีการแก้ไขมตรา 33 โดยเพิ่มกิจกรรมบริการทางกฎหมายให้ชัดเจน และบทลงโทษตมมตรา 82 น้อยเกินไป จึงควรเพิ่มโทษจากจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท ให้มีโทษปรับที่สูงขึ้น</p> <p> </p> <p> </p> รัฐชฎา ฤาแรง, ณัฐนันณ์ สุวรรณมณี , ณรงค์ กระจ่างพิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/285177 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความผูกพันต่อองค์กรและความพึงพอใจต่อองค์กรที่มีผลต่อการคงอยู่ของพนักงานเทศบาลเมืองแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284398 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เปรียบเทียบการคงอยู่ของพนักงาน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล (2) ความผูกพันต่อองค์กรที่มีผลต่อการคงอยู่ของพนักงาน และ (3) ความพึงพอใจต่อองค์กรที่มีผลต่อการคงอยู่ของพนักงานเทศบาลเมืองแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณที่มีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ พนักงานเทศบาลเมืองแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 143 ตัวอย่าง มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย และมีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้สถิติการทดสอบ t-test, F-test และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า (1) พนักงานที่มีสถานภาพและระดับการศึกษาต่างกัน มีการคงอยู่ของพนักงานโดยรวมแตกต่างกัน ส่วนพนักงานที่มีเพศ อายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และอายุงานต่างกัน มีการคงอยู่ของพนักงานโดยรวมแตกต่างกัน (2) ความผูกพันต่อองค์กรด้านความปรารถนาที่จะคงเป็นสมาชิกมีผลต่อการคงอยู่ของพนักงาน และ (3) ความพึงพอใจต่อองค์กร ด้านโอกาสความก้าวหน้าในงาน ด้านความพึงพอใจกับผู้บังคับบัญชา และด้านสภาพแวดล้อมมีผลต่อการคงอยู่ของพนักงาน</p> รุจิภา จันทรรักษ์ , ธัญนันท์ บุญอยู่ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284398 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนยุคดิจิทัล โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด เครือข่ายภาคเหนือ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283659 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนยุคดิจิทัล โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด เครือข่ายภาคเหนือ 2) เพื่อสร้างและตรวจสอบรูปแบบ และ 3) เพื่อประเมินรูปแบบ การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน แหล่งข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารและบุคลากรโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดเครือข่ายภาคเหนือ โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นของการบริหารจัดการหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนยุคดิจิทัลใช้วิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ และวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ สถิติที่ใช้ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและองค์ประกอบของรูปแบบ (2) การสร้าง และตรวจสอบรูปแบบ (3) การประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ผลการวิจัยผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน พบว่า มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร ความเข้าใจของบุคลากร และระบบติดตามประเมินผล แต่ก็มีความพร้อมในระดับมาก (𝑋̅= 4.04, S.D.= 0.49) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การวางแผนหลักสูตร และการประเมินผลการใช้หลักสูตร และด้านที่ยังอ่อนคือ การนิเทศการใช้หลักสูตร และความสามารถในการสื่อสาร 2. ผลการสร้างและตรวจสอบรูปแบบ พบว่า ผลจากการสังเคราะห์ข้อมูลได้นำมาสู่การออกแบบโมเดล DCCM มีองค์ประกอบ6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ชื่อของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) หลักการของรูปแบบ 4) กระบวนการของรูปแบบ 5) การประเมินผลของรูปแบบ 6) เงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ และการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า มีความถูกต้องและความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (𝑋̅= 4.50, S.D. 0.32) 3. ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า รูปแบบมีความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด (𝑋̅= 4.64, S.D.= 0.33)</p> วณิชชา สีหาวงษ์, สุวดี อุปปินใจ , ประเวศ เวชชะ, สมเกียรติ ตุ่นแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283659 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 วัฒนธรรมองค์กรและแรงจูงใจในการทำงานที่มีผลต่อความพึงพอใจในงานของพนักงานระดับปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์สำหรับสีและสารเคลือบผิว กรณีศึกษาในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283647 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) วัฒนธรรมองค์กรที่มีผลต่อความพึงพอใจในงานของพนักงานระดับปฏิบัติงาน และ (2) แรงจูงใจในการทำงานที่มีผลต่อความพึงพอใจในงานของพนักงานระดับปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์สำหรับสีและสารเคลือบผิว กรณีศึกษาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยในรูปแบบเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานระดับปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์สำหรับสีและสารเคลือบผิวในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง จำนวน 86 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการใช้เครื่องมือวิจัยที่เป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์สถิติการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า (1) วัฒนธรรมองค์กรแบบมุ่งผลสำเร็จมีผลต่อความพึงพอใจในงานของพนักงานระดับปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์สำหรับสีและสารเคลือบผิว กรณีศึกษาในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง และ (2) แรงจูงใจในการทำงานด้านความสำเร็จในการทำงานและความมั่นคงในอาชีพมีผลต่อความพึงพอใจในงานของพนักงานระดับปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์สำหรับสีและสารเคลือบผิว กรณีศึกษาในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง</p> วันชัย เด่นจารุกูล , ธัญนันท์ บุญอยู่ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283647 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการ ที่อยู่อาศัยตามความสมัครใจหลังวัยเกษียณ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284678 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลความตั้งใจใช้บริการที่อยู่อาศัยตามความสมัครใจหลังวัยเกษียณ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของกลยุทธ์การตลาดธุรกิจบริการ และทัศนคติในการเข้ารับบริการ ที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการที่อยู่อาศัยตามความสมัครใจหลังวัยเกษียณ และ 3) เพื่อศึกษาโมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งต่อความตั้งใจใช้บริการที่อยู่อาศัยตามความสมัครใจหลังวัยเกษียณ ด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้ทฤษฎีกลยุทธ์การตลาดธุรกิจบริการ ทัศนคติ และความตั้งใจใช้บริการ เป็นกรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 21-60 ปี จำนวน 200 คน ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย วิเคราะห์ข้อมูลโมเดลสมการโครงสร้างเชิงเส้นบางส่วน (PLS-SEM) ด้วยโปรแกรม SmartPLS4 พบว่า 1) ความตั้งใจใช้บริการมีระดับปานกลางถึงสูง โดยโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 71.3 2) กลยุทธ์การตลาดบริการส่งผลทางตรงต่อทัศนคติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.551 (p = 0.005) และทัศนคติส่งผลทางตรงต่อความตั้งใจใช้บริการอย่างนัยสำคัญที่ระดับ 0.837 (p = 0.001) แต่ปัจจัยกลยุทธ์การตลาดธุรกิจบริการไม่ส่งผลทางตรงต่อความตั้งใจใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยกลยุทธ์การตลาดธุรกิจบริการส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการผ่านทัศนคติที่ทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านอย่างสมบูรณ์ โดยมีอิทธิพลทางอ้อมเท่ากับ 0.461 (p=0.015) ข้อค้นพบแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการสร้างทัศนคติเชิงบวก ด้วยการพัฒนากลยุทธ์การตลาดธุรกิจบริการที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากทัศนคติเป็นกลไกสำคัญในการส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการที่อยู่อาศัยตามความสมัครใจหลังวัยเกษียณ</p> <p> </p> วิลาสินี ยนต์วิกัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284678 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายในการดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284630 <p>บทความวิจัยนี้ มุ่งศึกษาพัฒนาการและกรอบกฎหมายว่าด้วยการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ของประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในการดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในทางปฏิบัติ เสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายและกลไกการบังคับใช้ เพื่อให้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมของบทบัญญัติกฎหมายในการกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งพบว่า กฎหมายแม่บทว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มีข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขาดกลไกบังคับใช้ที่ชัดเจน ด้วยระเบียบกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดประเภทกิจการที่จะต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น พิจารณาจากขนาดของกิจการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA โดยไม่ได้พิจารณาเกี่ยวกับประเภทของกิจการที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้จัดทำโครงการจะใช้วิธียื่นขออนุมัติเป็นรายโครงการ นอกจากนั้น อำนาจหน่วยงานอนุมัติหรืออนุญาตรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA เป็นอำนาจของทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่พิจารณาโครงการทั้งประเทศ ไม่ทันต่อการจัดทำโครงการ แม้จะมีคณะกรรมการผู้ชำนาญการก็ไม่สามารถพิจารณาให้รวดเร็วได้ และถ้ารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA ได้รับอนุมัติแล้วปรากฏว่าพบข้อเท็จจริงใหม่ ผู้จัดทำโครงการใช้วิธีจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมและขออนุมัติรายงานใหม่ ทำให้การจัดทำโครงการสามารถดำเนินการต่อได้ โดยไม่ได้พิจารณาที่ความเหมาะสมข้อเท็จจริงใหม่ แม้จะมีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์หรือสิ่งแวดล้อมเพียงใดก็ตาม</p> เศรษฐฐากรณ์ วงษ์อารยะสกุล, ดาริณี ปันกันสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284630 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284854 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ประเมินระดับการบริหารความขัดแย้งและประสิ ทธิผลของสถานศึกษา 2) วิเคราะห์ความเกี่ยวเนื่องระหว่างยุทธวิธีจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารกับผลการดำเนินงานของโรงเรียน และ 3) สร้างสมการพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยอาศัยตัวแปรด้านการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วยข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 2 รวมทั้งสิ้น 278 ราย ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) มีค่าระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาทั้งฉบับอยู่ที่ 0.904 สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ด้วยสถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร่วมกับสถิติอ้างอิงคือ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า 1) สภาพการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารโดยรวมอยู่ในระดับมาก ในขณะที่ประสิทธิผลของโรงเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) รูปแบบการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารมีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกกับประสิทธิผลของโรงเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) ปัจจัยด้านการบริหารความขัดแย้งที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน ประกอบด้วย การประนีประนอม (X<sub>3</sub>) ความร่วมมือ (X<sub>2</sub>) และการเอาชนะ (X<sub>1</sub>) ตามลำดับ โดยตัวแปรเหล่านี้สามารถร่วมกันพยากรณ์ความผันแปรของประสิทธิผลโรงเรียนได้ร้อยละ 68.40 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> สุนันทา มีศรี, ขรรชัย อ่อนมี , สิทธิพร เขาอุ่น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284854 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แรงจูงใจในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดสมุทรสาคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283535 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) แรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน และ (2) ความผูกพันต่อองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดสมุทรสาคร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นพนักงานอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 74 ตัวอย่าง โดยคัดเลือกวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิและแบบอย่างง่าย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า (1) แรงจูงใจในการทำงานด้านโอกาสก้าวหน้าในงานและด้านความรับผิดชอบส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดสมุทรสาคร มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.606-0.681 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ 0.693 และมีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์อยู่ที่ร้อยละ 48.10 และ (2) ความผูกพันต่อองค์กรด้านความเชื่อมั่นที่จะยอมรับเป้าหมายและด้านความทุ่มเทในการทำงานส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดสมุทรสาคร ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.503-0.868 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ 0.669 และมีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์อยู่ที่ร้อยละ 44.70</p> อรทัย สืบสำราญ , ธัญนันท์ บุญอยู่ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/283535 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาพหุกรณี (Multiple Case Study) ว่าด้วย "การตลาดเชิงอุดมการณ์" https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284796 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีว่าด้วยกระบวนการจัดการความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์จากมุมมองขององค์กร โดยมุ่งสำรวจกระบวนการตัดสินใจภายใน กลยุทธ์การสื่อสารเพื่อจัดการความแตกแยก และกระบวนการจัดการความสัมพันธ์กับผู้บริโภคที่ขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในรูปแบบการศึกษาพหุกรณี โดยคัดเลือกกรณีศึกษา 5 แบรนด์สินค้าจาก 3 อุตสาหกรรม ที่มีประวัติการใช้ Brand Activism ที่ชัดเจน ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการตัดสินใจเชิงรุกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผลตอบแทนทางการตลาด แต่เป็นกระบวนการจากบนลงล่าง ที่ยึด "คุณค่าหลักขององค์กร" หรือ "DNA ของผู้ก่อตั้ง" เป็นเกณฑ์หลัก โดยให้ความสำคัญกับ "ความเสี่ยงต่อความจริงใจ" มากกว่าความเสี่ยงทางการตลาด 2) กลยุทธ์การสื่อสารเชิงรับองค์กรไม่ใช้ทฤษฎีการสื่อสารในภาวะวิกฤตแบบดั้งเดิม แต่ใช้ "กลยุทธ์การจัดการความแตกแยกแบบแบ่งส่วน" ได้แก่ การตอกย้ำ และขยายผลต่อกลุ่มผู้สนับสนุน ควบคู่กับการไม่ต่อกร และ การปรับกรอบคุณค่า" ต่อกลุ่มผู้ต่อต้าน 3) การจัดการความสัมพันธ์ระยะยาวองค์กรไม่พยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้บริโภคที่ขัดแย้งเชิงอุดมการณ์อย่างรุนแรง แต่เลือกใช้การยอมสูญเสียเชิงกลยุทธ์เพื่อรักษาความภักดีที่เหนียวแน่นของกลุ่มผู้สนับสนุนหลัก ผลการวิจัยเหล่านี้นำไปสู่การพัฒนากรอบแนวคิดเชิงกระบวนการจัดการความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ ซึ่งท้าทายทฤษฎีการสื่อสารในภาวะวิกฤต และการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้าแบบดั้งเดิม โดยชี้ว่ากลยุทธ์การยอมสูญเสียเชิงกลยุทธ์ เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องความจริงใจของแบรนด์สินค้า และ 4) กรอบแนวคิดเชิงกระบวนการจัดการความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์</p> <p> </p> อิทธิกร ตั้งดวงทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284796 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การปรับตัวของธุรกิจร้านค้าปลีกไทยต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/285408 <p>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้นโยบายของภาครัฐที่มุ่งยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีก ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ต้องเผชิญต่อแรงกดดันในการปรับตัวสู่การดำเนินธุรกิจบนฐานเทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคได้ก่อให้เกิดพลวัตใหม่ในอุตสาหกรรมค้าปลีกทั้งในด้านรูปแบบการแข่งขัน กลยุทธ์ทางการตลาด และโครงสร้างการบริหารจัดการ ผลการศึกษาชี้ว่า รูปแบบการแข่งขันของค้าปลีกไทยกำลังเคลื่อนจากการได้เปรียบเชิงกายภาพนำไปสู่การแข่งขันบนฐาน “ระบบนิเวศดิจิทัล”ที่ข้อมูล แพลตฟอร์ม และความสามารถในการบูรณาการข้ามช่องทางเป็นตัวกำหนดความได้เปรียบเชิงแข่งขัน โดยเฉพาะการบริหารประสบการณ์ลูกค้าแบบออมนิแชนเนล การใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจ และการเพิ่มประสิทธิภาพผ่านปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ ขณะเดียวกันการทรานส์ฟอร์มมีความเหลื่อมล้ำตามขนาดและทรัพยากรองค์กร ผู้ประกอบการรายใหญ่มีศักยภาพลงทุนโครงสร้างข้อมูลและเทคโนโลยีได้มากกว่า ขณะที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมักพึ่งพาแพลตฟอร์มสำเร็จรูปซึ่งช่วยขยายตลาดระยะสั้น แต่เพิ่มความเสี่ยงจากการพึ่งพาแพลตฟอร์มและข้อจำกัดด้านการครอบครองข้อมูลลูกค้า ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ที่สังเคราะห์ได้เน้น 4 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) กลยุทธ์ด้านดิจิทัลระดับองค์กร (2) กลยุทธ์ด้านตลาดและลูกค้า (3) กลยุทธ์ด้านข้อมูลและเทคโนโลยี และ (4) แนวทางเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งนี้ ผลการศึกษาเสนอว่าการเสริมมาตรการสนับสนุนภาครัฐควบคู่การกำกับดูแลข้อมูลและการแข่งขัน จะเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถของค้าปลีกไทยให้เติบโตอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนในเศรษฐกิจดิจิทัล</p> <p> </p> ณัฐวุฒิ เหมาะประมาณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/285408 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลกระทบของความรู้ทางการเงินต่อการออมเงินของนักศึกษาระดับปริญญาตรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284821 <p>การออมเงินเป็นพฤติกรรมทางการเงินที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงในระยะยาวของบุคคล โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรีซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การบริหารจัดการชีวิตด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ยังพบว่านักศึกษาบางส่วน มีความรู้ทางการเงินในระดับจำกัด ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายเกินตัว การก่อหนี้เพื่อการบริโภค และการไม่มีเงินสำรอง ในสถานการณ์ไม่คาดฝัน การศึกษานี้มุ่งสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความรู้ทางการเงินและพฤติกรรมการออม พบว่า ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ซึ่งประกอบด้วยความรู้พื้นฐานทางการเงิน การวางแผนงบประมาณ และความรู้ด้านการลงทุน–กู้ยืม–ภาษี มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการออมของนักศึกษาโดยความสามารถในการตัดสินใจทางการเงินทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญที่ช่วยให้บุคคลใช้ข้อมูลทางการเงินในการประเมินทางเลือก วางแผน และควบคุมการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า นักศึกษาที่มีความรู้ทางการเงินสูงกว่าจะมีแนวโน้มออมเงินอย่างสม่ำเสมอ ตั้งเป้าหมายการออมได้ชัดเจน ควบคุมพฤติกรรมการใช้จ่ายได้ดี และสามารถเตรียมเงินสำรองสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้มากกว่า โดยเฉพาะในบริบทของสังคมยุคดิจิทัลที่เข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ง่าย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นักศึกษาจะต้องมีทักษะทางการเงินเพื่อนำไปสู่พฤติกรรมทางการเงินที่รับผิดชอบมากขึ้น การวิจัยนี้สะท้อนว่าการเสริมสร้างความรู้ทางการเงินมีส่วนช่วยวางรากฐานด้านการเงินที่มั่นคงลดความเสี่ยงจากการก่อหนี้ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนในอนาคต สถาบันการศึกษาจึงควรมีบทบาทในการพัฒนาความรู้ทางการเงินให้กับนักศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</p> วรินทร์ทิพย์ กำลังแพทย์, ธนกร สีลาพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/WTURJ/article/view/284821 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700