https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/issue/feed
วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
2025-12-29T15:05:46+07:00
Assistant Professor Rattanaphon Chuenka, Ph.D.
rattanaphon.c@ku.th
Open Journal Systems
<p> วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการเป็นวารสารวิชาการราย 6 เดือน (2 ฉบับต่อปี) คือ</p> <p> - ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เดือนมิถุนายน</p> <p> - ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม - เดือนธันวาคม</p> <p> คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยกองบรรณาธิการวารสารมนุษยศาสตร์วิชาการจัดพิมพ์วารสารนี้เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยและเผยแพร่ผลงานวิชาการ ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และศาสตร์อื่นที่เกี่ยวข้อง</p> <p> กองบรรณาธิการวารสารมนุษยศาสตร์วิชาการยินดีรับต้นฉบับผลงานวิชาการดังนี้<br /> - บทความวิจัย (Research Articles) <br /> - บทความวิชาการที่ไม่ใช่งานวิจัย (Academic Articles) <br /> - บทความปริทรรศน์ (Review Articles) <br /> - บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) <br /> ซึ่งเขียนเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ</p> <p> เนื้อหาของบทความต้องเกี่ยวกับสาขาวิชามนุษยศาสตร์หรือสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ภาษา ภาษาศาสตร์ การเรียนการสอนภาษา การแปล วรรณคดี คติชนวิทยา ประวัติศาสตร์ ปรัชญาและศาสนา นิเทศศาสตร์ สารสนเทศศาสตร์ ดนตรี ศิลปะการแสดง ทัศนศิลป์และการท่องเที่ยว</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/285727
จริยธรรมการตีพิมพ์ผลงานในวารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
2025-12-28T13:51:19+07:00
รัตนพล ชื่นค้า
rattanaphon.c@ku.th
<p>-</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/283788
สมุดคำฉันท์กล่อมเสวตรฉัตร:
2025-09-30T16:34:53+07:00
ปรีดี พิศภูมิวิถี
predee.phi@mahidol.ac.th
<p>สมุดคำฉันท์กล่อมเสวตรฉัตรเป็นวรรณคดีไทยที่มีต้นฉบับจัดเก็บไว้ ณ หอสมุดแห่งชาติ กรุงปารีส ลักษณะเอกสารเป็นสมุดไทยขาว อักษรไทย สมัยรัตนโกสินทร์ เนื้อหากล่าวถึงการบวงสรวงสังเวยพระมหาเศวตฉัตรประจำพระที่นั่งไพศาลทักษิณฯ ในพระบรมมหาราชวัง จากการปริวรรตและศึกษาพบว่ามีเนื้อความคล้ายกับงานพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ซึ่งได้ทรงนิพนธ์คำฉันท์กล่อมพระมหาเศวตฉัตรในพระที่นั่งต่างๆ หลายองค์ในคราวฉลองและสังเวยพระมหาเศวตฉัตรในรัชกาลที่ 4 จึงนับได้ว่าวรรณคดีเล่มนี้เป็นงานพระนิพนธ์อีกชิ้นหนึ่งที่สำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่าในการสังเวยเทวดารักษาเศวตฉัตรนั้น ได้เอ่ยอ้างถึงเมืองต่างๆ ในขอบขัณฑสีมาอาณาจักรให้มาร่วมแสดงความจงรักภักดี รายชื่อเมืองต่างๆ ที่ปรากฏในสมุดคำฉันท์เป็นพระราชอาณาเขตของสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งชื่อของบางเมืองยังคงปรากฏอยู่ เช่น เมืองบางขลัง เป็นต้น</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/285721
กองบรรณาธิการ
2025-12-28T11:42:19+07:00
รัตนพล ชื่นค้า
rattanaphon.c@ku.th
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/285723
ถ้อยแถลงจากบรรณาธิการ
2025-12-28T12:22:51+07:00
รัตนพล ชื่นค้า
rattanaphon.c@ku.th
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/282320
การสำรวจภูมิทัศน์องค์ความรู้ด้านวรรณกรรมเยอรมันและเยอรมันศึกษาในประเทศไทย
2025-07-27T00:02:21+07:00
อารตี แก้วสัมฤทธิ์
aratee.k@chula.ac.th
นันทนา อนันต์โกศล
nantana.a@chula.ac.th
<p>บทความนี้สำรวจภูมิทัศน์องค์ความรู้ด้านวรรณกรรมเยอรมันและเยอรมันศึกษาในประเทศไทย โดยวิเคราะห์จากบทความ วิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ที่เผยแพร่ในช่วง ค.ศ. 1957-2022 จำนวนรวม 125 รายการ ในด้านการศึกษาวรรณกรรมเยอรมัน สามารถแบ่งงานวิจัยได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์วรรณกรรมเยอรมัน และ 2) การศึกษาเปรียบเทียบวรรณกรรมเยอรมันกับวรรณกรรมชาติอื่น ในการศึกษาด้านเยอรมันศึกษา สามารถแบ่งงานวิจัยได้เป็น 6 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1) ประวัติศาสตร์และการเมือง 2) เศรษฐกิจ 3) การศึกษา 4) วัฒนธรรมในชีวิตประจำวัน 5) คติชนวิทยา และ 6) สื่อ จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าจุดแข็งของงานวิจัยด้านการศึกษาวรรณกรรมเยอรมันในประเทศไทยคือการพัฒนางานวิจัยที่สอดรับกับพื้นที่ ในขณะเดียวกันมุ่งเป้าที่จะยกระดับความเป็นนานาชาติ จุดอ่อนคือยังขาดความหลากหลายในการพัฒนาหัวข้อวิจัยและการเลือกใช้ทฤษฎี ส่วนงานวิจัยด้านเยอรมันศึกษาในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการเมืองในประเทศเยอรมนี แต่โดยรวมแล้วงานวิจัยด้านนี้ยังได้รับความสนใจจากนักวิชาการที่สอนภาษาเยอรมันในประเทศไทยค่อนข้างน้อยและยังสามารถพัฒนาหัวข้อวิจัยให้ครอบคลุมประเด็นอื่นต่อไปได้อีกมาก</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/282140
การวิเคราะห์การนำเสนอเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในวรรณกรรมเยาวชนฝรั่งเศส (เป้าหมายที่ 2: ยุติความหิวโหย)
2025-07-19T08:50:34+07:00
วิริญจน์ หุตะสังกาศ
virine.h@cmu.ac.th
ภาคภูมิ แสงกนกกุล
pakpoom.sa@cmu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการนำเสนอเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในวรรณกรรมเยาวชนภาษาฝรั่งเศส 2 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายข้อที่ 2 (ยุติความหิวโหย) ที่คัดเลือกโดยชมรมหนังสือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ได้แก่ <em>La faim dans le monde expliquée à mon fils</em> (1999) และ <em>Une seule Terre pour nourrir les hommes </em>(2009) การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงเอกสารเพื่อพิจารณาว่าวรรณกรรมทั้งสองเรื่องนำเสนอตัวชี้วัดของ SDG 2 อย่างไรและมีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายข้ออื่น เสาหลัก 5 ประการและหลักจริยธรรม 3 ประการเพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างไรบ้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าวรรณกรรมทั้งสองเรื่องสามารถนำเสนอตัวชี้วัดส่วนใหญ่ของ SDG 2 และเชื่อมโยงกับเป้าหมายข้อที่ 1, 6, 9, 10, 12, 13, 14, 15 และ 17 เนื้อหาสะท้อนให้เห็นถึงเสาหลักด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสันติภาพ รวมถึงหลักจริยธรรมครบทั้งสามประการ โดยสื่อสารประเด็นสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ 1) ทรัพยากรโลกมีจำกัดและพฤติกรรมมนุษย์ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2) ความจำเป็นที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด 3) ความสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทุกระดับเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวรรณกรรมทั้งสองเรื่องตีพิมพ์ก่อนการรับรองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นทางการ งานวิจัยจึงชี้ให้เห็นข้อจำกัดในการนำเสนอภาพรวมของ SDGs ที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะการยึดติดกับกรอบคิด “รัฐชาติ” มากกว่าการส่งเสริมการตระหนักรู้ในฐานะ “พลเมืองโลก”</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/283146
ความแปลกวิสัยกับพุทธปรัชญาในนวนิยายเรื่อง คนนอก ของอาลแบร์ กามูว์
2025-09-01T08:32:01+07:00
ทิสวัส ธำรงสานต์
tissawas.t@ku.th
<p>บทความวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาแนวคิดความแปลกวิสัยในนวนิยายเรื่อง <em>คนนอก</em> ของอาลแบร์ กามูว์ ผ่านการเล่าเรื่อง แก่นเรื่องและพฤติกรรมของตัวละคร โดยเปรียบเทียบกับพุทธปรัชญา</p> <p>ผู้วิจัยพบประเด็นแนวคิดความแปลกวิสัยในระดับการเล่าเรื่องที่เน้นที่ตัวละครเอกอย่างเมอร์โซกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เขาประสบพบเจอ ตั้งแต่เหตุการณ์การเสียชีวิตของแม่ของเขา การใช้ชีวิตประจำวัน การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างและการฆาตกรรมชายชาวอาหรับ รวมถึงกระบวนการสอบสวนเขา อีกทั้งยังปรากฏในการดำเนินเนื้อเรื่องผ่านพฤติกรรมของตัวละครอื่นๆ หากเมื่อนำมาเปรียบกับพุทธปรัชญาพบว่ามีทั้งประเด็นที่สอดคล้องกัน ได้แก่ กฎแห่งกรรม อนิจจังและทุกขังในเรื่องไตรลักษณ์ อริยสัจ 4 มรรคมีองค์ 8 ฆราวาสธรรม 4 พรหมวิหาร 4 ไตรสิกขา กัลยาณมิตรธรรม รวมถึงหลักอจินไตยว่าด้วยเรื่องของกรรมวิสัยและโลกวิสัย และที่แตกต่างกันคือหนทางดับทุกข์ที่พุทธศาสนาเสนอให้หาหนทางไปสู่นิพพาน ซึ่งเป็นหนทางดับทุกข์ที่แท้จริง ในขณะที่กามูว์เสนอให้เผชิญหน้ากับทุกข์ที่ชีวิตต้องเผชิญอย่างกล้าหาญในโลกที่แปลกวิสัยเช่นนี้</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/277198
ลักษณะและความสำคัญของศิลปกรรมในวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
2025-01-07T10:46:03+07:00
กรกฎ คำแหง
bossbkk01@gmail.com
<p>บทความนี้ศึกษาลักษณะและความสำคัญของศิลปกรรมที่ปรากฏในวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจำนวน 3 เรื่อง ผลการวิจัยพบว่าวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนำเสนอศิลปกรรมประเภทต่างๆ 4 ประเภท ได้แก่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรมและศิลปะการแสดง ศิลปกรรมที่ปรากฏมีความสำคัญในการสรรเสริญบุญญาธิการของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นำเสนอภาพพระองค์ในฐานะผู้อุปถัมภ์ศิลปะและศิลปิน แสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาและศิลปกรรมในแผ่นดิน</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/279114
องค์ประกอบของการสื่อสารและการสะท้อนอัตลักษณ์ ผ่านกลวิธีทางภาษาของ “ยูทูบเบอร์ซอฮยอน” ในบริบทสังคมข้ามวัฒนธรรมผ่านเรื่องเล่าของสะใภ้เกาหลี
2025-03-27T15:44:17+07:00
กฤตยา ณ หนองคาย
krittaya.nn@gmail.com
ธันวพร เสรีชัยกุล
thanwaporn.n@ku.th
ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์
thammawat.p@ku.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบการสื่อสารของช่อง “สะใภ้เกาหลี by Korean” ตามแนวคิดชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสารและความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับอัตลักษณ์ของยูทูบเบอร์ซอฮยอน จากข้อมูลคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการทำอาหารในช่องยูทูบ “สะใภ้เกาหลี by Korean” ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-30 มิถุนายน พ.ศ. 2566 รวมระยะเวลา 6 เดือน รวมจำนวน 24 คลิปวิดีโอ ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบ การสื่อสารที่มีบทบาทต่อการนำเสนออัตลักษณ์ของยูทูบเบอร์ซอฮยอน ได้แก่ ฉาก (S) คือ ประเทศเกาหลีและแพลตฟอร์มยูทูบที่ใช้เป็นพื้นที่สื่อสาร ผู้ร่วมเหตุการณ์ (P) คือ ยูทูบเบอร์ในฐานะผู้ส่งสารที่มีเป้าหมาย (E) เพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิตและการประกอบอาหาร โดยใช้ลำดับวัจนกรรม (A) ที่เน้นการบอกเล่าและแนะนำวิธีการทำอาหาร ด้วยเครื่องมือ (I) ได้แก่ อินเทอร์เน็ต และภาษาที่เป็นกันเอง สลับไปมาระหว่างภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาอีสาน และภาษาเกาหลี ส่วนบรรทัดฐานการตีความ (N) สะท้อนให้เห็นว่ายูทูบเบอร์เป็นผู้ควบคุมเนื้อหาและประเด็นในการสื่อสาร องค์ประกอบการสื่อสารข้างต้นมีส่วนช่วยประกอบสร้างอัตลักษณ์ให้แก่ยูทูบเบอร์ซอฮยอน จำนวน 4 อัตลักษณ์ ได้แก่ อัตลักษณ์ “คนไทยอีสาน” “สะใภ้เกาหลี” “นักทำอาหารผู้เชี่ยวชาญ” และ “ยูทูบเบอร์” ผ่านการใช้กลวิธีทางภาษา 7 กลวิธี ได้แก่ การใช้คำศัพท์ การใช้สำเนียงภาษาไทยถิ่นอีสาน การใช้วัจนกรรม อุปลักษณ์ การเล่าเรื่อง การเปรียบเหมือนและเปรียบต่างและมูลบท ทั้งนี้ อัตลักษณ์ของยูทูบเบอร์ซอฮยอนที่พบสะท้อนให้เห็นทั้งรากวัฒนธรรมไทย ถิ่นกำเนิดและการปรับตัวผสมผสานกับสังคมเกาหลีได้อย่างกลมกลืน ก่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมแบบลูกผสมผ่านการใช้ภาษาไทยและภาษาถิ่น การพาครอบครัวชาวเกาหลี “ข้ามชาติ” มาสัมผัสกับ “วัฒนธรรมไทย-วัฒนธรรมท้องถิ่นอีสาน” หรือการแสดงตัวตนแบบผู้หญิงไทย-ผู้หญิงอีสานตามจารีตผ่านการทำอาหารและการดูแลครอบครัว ทั้งนี้การประพฤติตนเป็น “ลูกสะใภ้แบบไทย” ผู้โดดเด่นด้วยการทำอาหารไทย ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อรองพื้นที่ในครอบครัวสามีและสร้างตัวตนของเธอในปริบทออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/281507
วัจนลีลาของยูทูบเบอร์ “ซอฮยอน” ในช่องยูทูบ “สะใภ้เกาหลี by Korean”
2025-07-25T11:37:54+07:00
อุมาภรณ์ สังขมาน
fhumups@ku.ac.th
<p>บทความนี้เป็นการศึกษาวัจนลีลาของยูทูบเบอร์ “ซอฮยอน” ในช่องยูทูบ “สะใภ้เกาหลี by Korean” โดยเก็บข้อมูล ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-30 มิถุนายน พ.ศ. 2566 รวมระยะเวลา 6 เดือน การศึกษานี้ใช้กรอบการวิเคราะห์ของอมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ (2556) และทฤษฎีวัจนกรรมของเซิร์ล (Searle, 1976) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะการใช้ภาษา 3 ระดับ ได้แก่ เสียง คำ และถ้อยคำ ผลการศึกษาพบว่าวัจนลีลาของยูทูบเบอร์ “ซอฮยอน” เป็นวัจนลีลาแบบเป็นกันเอง โดยมีลักษณะการใช้ภาษาในระดับเสียง มีการเน้นเสียงโดยการใช้น้ำเสียง 4 ลักษณะด้วยกัน ได้แก่ เสียงดัง เสียงยาว เสียงกระซิบ และการเปลี่ยนเสียงวรรณยุกต์ การใช้ภาษาในระดับคำมีการใช้คำ3 ลักษณะ ได้แก่ การใช้คำอ้างอิงบุคคล การใช้คำปนและการใช้คำแสดงความรู้สึก และการใช้ภาษาในระดับถ้อยคำมีการใช้วัจนกรรม 7 ประเภท ได้แก่ วัจนกรรมบรรยาย วัจนกรรมอธิบาย วัจนกรรมโน้มน้าว วัจนกรรมชวน วัจนกรรมถาม วัจนกรรมทักทายและวัจนกรรมอำลา นอกจากนี้ในคำบรรยายยังพบการใช้สัญรูปอันเป็นวัฒนธรรมดิจิทัล (digital culture) อีกด้วย จากผลการศึกษาจะเห็นได้ว่าวัจนลีลาของยูทูบเบอร์เป็นตัวอย่างของการใช้การสื่อสารดิจิทัลหลากหลายรูปแบบ (multimodal) ที่ผสมผสานรูปภาษาเข้าด้วยกัน อีกทั้งยังแสดงอัตลักษณ์ความเป็นไทยอีสานที่โดดเด่นผ่านการใช้ภาษา แม้ว่าจะมีอิทธิพลของภาษาอังกฤษหรือภาษาเกาหลีปนอยู่บ้าง ด้วยรูปแบบการสื่อสารที่โดดเด่นนี้ ยูทูบเบอร์ยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางดิจิทัล (digital identity) ของตนเองไว้ได้และแสดงให้เห็นถึงรากฐานของวัฒนธรรมในบริบทของวัฒนธรรมดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/276736
วัจนกรรมในบทสนทนาของตัวละครในภาพยนตร์ไทยเรื่อง “หลานม่า”
2024-12-17T11:26:20+07:00
สุมาลี พลขุนทรัพย์
sumalee.p@rmu.ac.th
ธนพล เอกพจน์
thanapone@nu.ac.th
นัยนา ประทุมรัตน์
naiyanasp@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์วัจนกรรมที่ปรากฏในบทสนทนาของตัวละครในภาพยนตร์ไทยเรื่อง “หลานม่า” (LAHN MAH) ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ “How To Make Millions Before Grandma Dies” ตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ โดยประยุกต์ใช้เกณฑ์การแบ่งประเภทวัจนกรรมตามเงื่อนไขวัจนกรรม (Felicity Conditions) ของเซอร์ล (Searle, 1969) ในการวิเคราะห์ถ้อยคำ ผลการศึกษาพบวัจนกรรม 12 ประเภท ได้แก่ 1) วัจนกรรมการบอกเล่า 2) วัจนกรรมการถาม 3) วัจนกรรมการสั่ง 4) วัจนกรรมการแนะนำ 5) วัจนกรรมการขอร้อง 6) วัจนกรรมการสัญญา 7) วัจนกรรมการโต้แย้ง 8) วัจนกรรมการขอบคุณ 9) วัจนกรรมการเตือน 10) วัจนกรรมการขอโทษ 11) วัจนกรรมการตำหนิ และ 12) วัจนกรรมการแสดงความไม่พอใจ โดยวัจนกรรมกลุ่มการกล่าวแสดงออกปรากฏมากที่สุดในบทสนทนาของตัวละคร จำนวน 6 ประเภท ได้แก่ วัจนกรรมการโต้แย้ง วัจนกรรมการขอบคุณ วัจนกรรมการเตือน วัจนกรรมการขอโทษ วัจนกรรมการตำหนิและวัจนกรรมการแสดงความไม่พอใจ เนื่องจากช่วยทำให้ผู้ชมภาพยนตร์เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกและจิตใจของตัวละครมากยิ่งขึ้น</p> <p>วัจนกรรมที่ปรากฏในบทสนทนาของตัวละครในภาพยนตร์ไทยเรื่อง “หลานม่า” มีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม สะท้อนชีวิตจริงของผู้คนในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไทยเชื้อสายจีน ด้านสัมพันธภาพในครอบครัว การดูแลผู้สูงอายุ ความขยันทำงาน การออมเงิน การแบ่งมรดก เทศกาลวันตรุษจีนหรือวันปีใหม่จีน วันเช็งเม้งหรือวันไหว้บรรพบุรุษ ความเชื่อเรื่องฮวงซุ้ย การใช้ภาษาจีน วัฒนธรรมจีนโบราณเกี่ยวกับตำแหน่งจอหงวน และช่องว่างระหว่างวัยของผู้สูงอายุกับลูกหลาน ถ้อยคำในบทสนทนา มุ่งเน้นสื่อสารให้ผู้ชมตระหนักเรื่องคุณค่าของเวลาและเห็นความสำคัญของคนข้างกาย</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/283087
ภาษาอังกฤษในฐานะภาษากลางในภูมิทัศน์ทางภาษาศาสตร์ของแหล่งท่องเที่ยว จังหวัดลพบุรี
2025-08-28T17:19:56+07:00
พิจิตรา เอี่ยมสมัย
pichitra.p@lawasri.tru.ac.th
<p>การศึกษานี้มุ่งสำรวจภาษาอังกฤษในฐานะภาษากลางในภูมิทัศน์ทางภาษาศาสตร์ของแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดลพบุรีโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยวิเคราะห์ป้ายจำนวน 211 ป้ายซึ่งเป็นป้ายที่มีภาษาอังกฤษปรากฏ โดยรวบรวมข้อมูลจาก 24 สถานที่ซึ่งครอบคลุม 4 ประเภท ได้แก่ สถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมขนส่ง ผลการวิจัยพบว่าป้ายส่วนใหญ่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลเป็นหลัก ในขณะที่ป้ายที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เชิงพาณิชย์และเชิงตำนานปรากฏน้อยกว่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเน้นการใช้งานจริงของภาษาอังกฤษในการสื่อสารด้านการท่องเที่ยวในท้องถิ่น กลยุทธ์การแปลส่วนใหญ่เป็นไปตามรูปแบบการทำซ้ำ โดยมีการใช้แนวทางแบบแยกส่วน ทับซ้อนและเสริมเติมกันอย่างจำกัด ภาษาอังกฤษถูกใช้ทั้งในฐานะภาษาที่มีเกียรติและเป็นภาษากลางสำหรับการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างในการถอดเสียง การสะกดคำ และการใช้สำนวนต่างๆ แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวตามท้องถิ่นและการขาดมาตรฐาน งานวิจัยนี้จะเติมเต็มช่องว่างในการวิจัยภาษาศาสตร์นอกเมืองใหญ่ โดยการศึกษาแหล่งมรดกกึ่งเมืองและพิจารณาว่าภาษาอังกฤษทำหน้าที่เป็นภาษากลางในบริบทที่มีความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมอย่างไร การศึกษาครั้งนี้ไม่เพียงแต่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภูมิทัศน์ทางภาษาของลพบุรีเท่านั้น แต่ยังช่วยสนับสนุนประเด็นที่กล่าวถึงในวงกว้างเกี่ยวกับภาษาอังกฤษในฐานะภาษากลางในบริบทการท่องเที่ยวอีกด้วย</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/279080
การใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่มีลักษณะไม่ตรงตามมาตรฐานในหมู่สตรีมเมอร์ชาวไทยและมุมมองของผู้สอนภาษาอังกฤษ
2025-03-27T22:40:15+07:00
ลัทธวัฒน์ คันธอุลิส
lattavat.ka@ku.th
พณิตา ฉัตรานนท์
phnita.k@ku.th
ภัทร์ศรียรรยงค์ สังข์รุ่ง
patsriyanyong.s@ku.th
<p>ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สตรีมเมอร์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่วัยรุ่น สตรีมเมอร์จึงเริ่มมีบทบาทเป็นเสมือน “ครูสอนภาษา” ที่มีอิทธิพลต่อผู้เรียนซึ่งสตรีมเมอร์บางคนใช้ภาษาอังกฤษในฐานะภาษานานาชาติทำให้ผู้ชมของพวกเขาได้รับรู้รูปแบบของภาษาที่มีความไม่เป็นมาตรฐาน งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ไม่ตรงตามมาตรฐานของสตรีมเมอร์ชาวไทยและสำรวจมุมมองของอาจารย์ผู้สอนภาษาอังกฤษในระดับอุดมศึกษาที่มีต่อการใช้ภาษาอังกฤษที่อาจไม่เป็นไปตามมาตรฐาน โดยใช้หลักทฤษฎีของไซด์ลโฮเฟอร์ (Seidlhofer) ในการวิเคราะห์การพูดของสตรีมเมอร์ชาวไทย 4 คน ผลการวิเคราะห์พบว่าลักษณะทางไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ไม่ตรงตามมาตรฐานที่พบบ่อยในหมู่สตรีมเมอร์ชาวไทย คือ การละคำนำหน้านาม (65.3%) และการไม่ใส่ตัวบ่งชี้ความเป็นเอกพจน์ของประธานบุรุษที่สาม (20.1%) ในส่วนของการสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอนภาษาอังกฤษทั้ง 8 คนเกี่ยวกับมุมมองที่มีต่อการใช้ภาษาอังกฤษที่ไม่ตรงตามมาตรฐานนั้น พบว่า อาจารย์ส่วนใหญ่เน้นความคล่องทางภาษามากกว่าความถูกต้องทางภาษา นอกจากนี้ยังพบว่าบริบททางภาษาเป็นตัวกำหนดว่าไวยากรณ์ที่ไม่ตรงตามมาตรฐานจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ ทั้งนี้ผลการศึกษาของงานวิจัยนี้อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทิศทางด้านการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยให้มีความยืดหยุ่นตามบริบท มีความสมดุลระหว่างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับความถูกต้องทางไวยากรณ์</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/275646
ผลของการใช้แอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ (AI) Grammarly เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญญาตรี
2024-10-21T09:53:56+07:00
รณกร ธรรมจิตต์
rthummachit@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาประสิทธิผลของ Grammarly ซึ่งเป็นผู้ช่วยเขียนที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อทักษะการเขียนของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ (EFL) การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเพื่อประเมินผลกระทบของ Grammarly ต่อความสามารถในการเขียนของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วยนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 126 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (cluster sampling) จากประชากรทั้งหมด 496 คน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า Grammarly ช่วยพัฒนาความสามารถในการเขียนของนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญในหลายด้าน ทั้งการสะกดคำ ไวยากรณ์ เครื่องหมายวรรคตอน โครงสร้างประโยค คำศัพท์ และรูปแบบการเขียน คะแนนเฉลี่ยของนักศึกษาแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัดในทุกหมวดที่ถูกประเมิน นอกจากนี้ การสัมภาษณ์กลุ่มยังแสดงให้เห็นว่านักศึกษาส่วนใหญ่เห็นว่า Grammarly เป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการผสมผสานเครื่องมือที่ใช้ AI อย่าง Grammarly สามารถเสริมวิธีการสอนแบบดั้งเดิม แก้ไขข้อจำกัดและยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้โดยรวมในการศึกษาภาษาอังกฤษ</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/283254
ผลการใช้โปรแกรมฝึกทำแบบทดสอบภาษาอังกฤษในรูปแบบออนไลน์ต่อทักษะการฟังและการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญญาตรีของไทย
2025-10-09T16:51:46+07:00
ขนิษฐา เชตุพน
kanet@webmail.npru.ac.th
<p>การใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ภาษาได้กลายเป็นสิ่งสำคัญในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการใช้โปรแกรมและแอปพลิเคชันออนไลน์ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมฝึกทำแบบทดสอบภาษาอังกฤษในรูปแบบออนไลน์ที่มีชื่อว่า “EduSynch-CEFR Level Test with Practice<em>”</em> ต่อการพัฒนาทักษะการฟังและการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญญาตรีของไทยตามทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ (Thorndike) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 3 จำนวน 165 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบ Convenience Sampling ผลการศึกษาจากการเปรียบเทียบคะแนนก่อนการฝึก (Pretest) และหลังการฝึก (Posttest) พบว่าผู้เรียนมีพัฒนาการด้านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนการฝึก 11.33 (SD = 4.30) และคะแนนเฉลี่ยภายหลังการฝึกเพิ่มขึ้นเป็น 17.64 (SD = 5.05) ในด้านความพึงพอใจ พบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรมฝึกในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.22, S.D. = 0.80) ด้านประโยชน์ของโปรแกรมได้รับคะแนนประเมินสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.43, S.D. = 0.74) รองลงมา ได้แก่ ความสามารถของโปรแกรมในการส่งเสริมและพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ (ค่าเฉลี่ย = 4.32, S.D. = 0.80) ในด้านพฤติกรรมการอ่านและการฟังภาษาอังกฤษ ผู้เรียนให้คะแนนด้านการจัดสรรเวลาในการฝึกสูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 3.92, S.D. = 0.90) นอกจากนี้ ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีความสนใจในสื่อภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้นและมีพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองที่ดียิ่งขึ้นซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียนอย่างมากในอนาคต</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/276156
ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอน และแรงจูงใจในการเรียนภาษาญี่ปุ่น ของผู้เรียนชาวไทยที่ไม่ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาเอก:
2024-11-13T15:57:59+07:00
ยุพกา ฟูกุชิม่า
fhumykf@ku.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์จริงของผู้เรียนในรายวิชาภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น 1 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนและแรงจูงใจในการเรียนภาษาญี่ปุ่นของผู้เรียนกลุ่มดังกล่าว ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ปัจจัยและการวิเคราะห์ถดถอย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า (1) กว่าร้อยละ 50 ของผู้เรียนในรายวิชาภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น 1 เป็นผู้ที่มีประสบการณ์เรียนภาษาญี่ปุ่นมาก่อนเข้ามหาวิทยาลัย สามารถอ่านและเขียนตัวอักษรฮิรางานะได้ค่อนข้างครบถ้วน (2) ผู้เรียนส่วนใหญ่คาดหวังให้ผู้สอนใช้ภาษาญี่ปุ่นอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนมีโอกาสฝึกฝนการใช้ไวยากรณ์ รูปประโยค คำศัพท์และฝึกถามตอบหรือสนทนา รวมถึงต้องการให้มีกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนาน เช่น การดูคลิปวิดีโอ หรือการเล่นเกม (3) แรงจูงใจในการเรียนภาษาญี่ปุ่นสามารถจัดกลุ่มได้ 7 ด้าน ได้แก่ “วัฒนธรรมประชานิยม” “ความคาดหวังในอนาคต” “การใช้ประโยชน์” “ความสำคัญของภาษาต่างประเทศ” “ภาวะจำยอม” “เสน่ห์ของภาษาญี่ปุ่น” และ “ความสนใจในตัวภาษาและการเรียนภาษาญี่ปุ่น” โดย “ความสนใจในตัวภาษาและการเรียนภาษาญี่ปุ่น” เป็นแรงจูงใจเพียงด้านเดียวที่มีอำนาจการพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ในระดับหนึ่ง</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/283202
อิทธิพลของการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลของผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าแฟชั่นที่ร่วมมือกับศิลปินครีเอเตอร์ที่มีต่อการรับรู้ภาพลักษณ์ ทัศนคติและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวาย
2025-09-02T20:16:08+07:00
ฉัตรร์เกล้า สุขสันติบรรยง
chatklao.s@ku.th
นธกฤต วันต๊ะเมล์
fhumspv@ku.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลของผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าแฟชั่นที่ร่วมมือกับศิลปินครีเอเตอร์ การรับรู้ภาพลักษณ์ ทัศนคติและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวาย และ 2) อิทธิพลของการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลของผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าแฟชั่นที่ร่วมมือกับศิลปินครีเอเตอร์ที่มีต่อการรับรู้ภาพลักษณ์ ทัศนคติและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวาย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเพศชายและหญิงเจเนอเรชั่นวายที่มีช่วงอายุระหว่าง 25-44 ปี และเป็นสมาชิกเพจเฟซบุ๊กผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าแฟชั่นที่ร่วมมือกับศิลปินครีเอเตอร์ จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลของผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าแฟชั่นที่ร่วมมือกับศิลปินครีเอเตอร์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.50) รับรู้ภาพลักษณ์อยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.74) มีทัศนคติอยู่ในระดับมาก (x̄= 3.75) และมีความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าแฟชั่นที่ร่วมมือกับศิลปินครีเอเตอร์อยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.58) และ 2) ผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุเพื่อศึกษาอิทธิพลของการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลที่มีต่อการรับรู้ภาพลักษณ์ ทัศนคติและความตั้งใจซื้อ พบว่า การเปิดรับการส่งเสริมการขาย (Beta = 0.360) และการเปิดรับการประชาสัมพันธ์ (Beta = 0.138) มีอิทธิพลต่อการรับรู้ภาพลักษณ์ ขณะที่การเปิดรับการส่งเสริมการขาย (Beta = 0.295) มีอิทธิพลต่อทัศนคติและการเปิดรับการส่งเสริมการขาย (Beta = 0.139) ก็มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อเช่นกัน จากผลการวิจัยดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดผ่านสื่อดิจิทัลของผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าแฟชั่นที่ร่วมมือกับศิลปินครีเอเตอร์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ทัศนคติเชิงบวกและเพิ่มความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/277501
การรับรู้ความหรูหราและความเต็มใจที่จะจ่ายเพื่อการท่องเที่ยวหรูหรา:
2025-01-24T13:02:01+07:00
สิริวิมล รอดทัพ
sirivimol.r@ku.th
ณวิภา พรมประสิทธิ์
navipa.p@ku.th
หทัยภัทร ยมจินดา
hathaipat.y@ku.th
อัจจิมา นาเลา
atjima.na@ku.th
จารุพร ตั้งพัฒนกิจ
jaruporn.tan@ku.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยการรับรู้ความหรูหราที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจที่จะจ่ายสำหรับการท่องเที่ยวที่หรูหราของกลุ่มนักท่องเที่ยวเจเนอเรชันวาย 2) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยการรับรู้ความหรูหราที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจที่จะจ่ายสำหรับการท่องเที่ยวที่หรูหราของกลุ่มนักท่องเที่ยวเจเนอเรชันวาย โดยมีปัจจัยการรับรู้คุณภาพเป็นตัวแปรคั่นกลาง 3) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยการรับรู้ความหรูหราที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจที่จะจ่ายสำหรับการท่องเที่ยวที่หรูหราของกลุ่มนักท่องเที่ยวเจเนอเรชันวาย โดยมีปัจจัยความสอดคล้องในตนเองเป็นตัวแปรคั่นกลาง โดยกลุ่มตัวอย่างสำหรับงานวิจัยนี้ คือ นักท่องเที่ยวเจเนอเรชันวายที่มีอายุตั้งแต่ 26-40 ปี ทั้งหมด 400 คน เนื่องจากกลุ่มเจเนอเรชันวายถูกคาดการณ์ว่าจะกลายเป็นผู้บริโภคหลักในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเดินทางท่องเที่ยวสูงและมีพฤติกรรมการรับรู้ด้านความหรูหราที่มากกว่าคนรุ่นอื่น โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์เส้นทางและวิธีการวิเคราะห์แบบ Parallel Mediation Model Tests Unstandardized</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยการรับรู้คุณภาพและปัจจัยความสอดคล้องในตนเองสามารถเป็นตัวแปรคั่นกลางของความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างการรับรู้ความหรูหรากับความเต็มใจที่จะจ่าย เมื่อนำตัวแปรคั่นกลางทั้ง 2 มาวิเคราะห์ร่วมกันพบว่า 1) ปัจจัยการรับรู้ความหรูหรามีอิทธิพลทางตรงต่อปัจจัยการรับรู้คุณภาพ ปัจจัยความสอดคล้องในตนเองและความเต็มใจที่จะจ่าย อีกทั้งปัจจัยการรับรู้คุณภาพและปัจจัยความสอดคล้องในตนเองยังมีอิทธิพลทางตรงต่อปัจจัยความเต็มใจที่จะจ่ายเช่นกัน 2) ปัจจัยการรับรู้ความหรูหรามีอิทธิพลทางอ้อมต่อปัจจัยความเต็มใจที่จะจ่ายผ่านตัวแปรคั่นกลางปัจจัยการรับรู้คุณภาพ 3) ปัจจัยการรับรู้ความหรูหรามีอิทธิพลทางอ้อมต่อปัจจัยความเต็มใจที่จะจ่ายผ่านตัวแปรคั่นกลางปัจจัยความสอดคล้องในตนเอง ผลที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์เชิงทฤษฎีสำหรับผู้ที่ต้องการนำไปศึกษาต่อ อีกทั้งยังเป็นประโยชน์แก่นักการตลาดและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้นำข้อมูลไปวางแผนกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/275525
สาเหตุและผลลัพธ์ของสมรรถนะของบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์:
2024-10-06T09:48:43+07:00
ฉัตรวดี มีสุข
chatvadee.mee@qsncc.com
วิโรจน์ เจษฎาลักษณ์
jadesadalug_v@su.ac.th
วงศ์ลัดดา วีระไพบูลย์
weerapaiboon_w@su.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) บทบาทของความสามารถในการรับรู้และความเชื่อมั่นในตนเองและลักษณะนิสัยการแข่งขัน แรงจูงใจภายในที่เป็นตัวแปรกำกับในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองของบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์ 2) การพัฒนาตนเองของบุคลากรเป็นตัวแปรกำกับการพัฒนาคุณภาพการบริการ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามจากบุคลากรภาคส่วนต่างๆ ในอุตสาหกรรมไมซ์ เช่น กิจการด้านการจัดประชุมสัมมนา การจัดงานแสดงสินค้า ด้านการให้บริการด้านสถานที่จัดงานและอื่นๆ จำนวน 206 ตัวอย่าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เส้นทาง การศึกษาพบว่า 1) แรงจูงใจภายในส่งผลต่อการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองของบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์ 2) การพัฒนาตนเองของบุคลากรส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการบริการในอุตสาหกรรมไมซ์ โดยค่าโมเดลตามสมมติฐานความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์นั้นผ่านเกณฑ์</p> <p>ผลการวิจัยนำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์ เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการด้านปฏิบัติงาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันสู่จุดมุ่งหมายการจัดงานในระดับนานาชาติ</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/280481
คุณภาพชีวิตการทำงานของกลุ่มพนักงานต้อนรับส่วนหน้าที่มีความหลากหลายทางเพศในธุรกิจโรงแรมเครือข่ายนานาชาติ IHG เขตกรุงเทพมหานคร
2025-05-15T16:14:17+07:00
อิงควัชร์ เลิศภัทร์ชัยเมธ
lertphatchaimet_i@silpakorn.edu
นรินทร์ เกศเกื้อวิริยะนนท์
keskauwiriyanoo_n@silpakorn.edu
มนัสสินี บุญมีศรีสง่า
manassinee@ms.su.ac.th
ระชานนท์ ทวีผล
taweephol_r@su.ac.th
ธีระวัฒน์ จันทึก
thirawat@ms.su.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานต้อนรับส่วนหน้าที่มีความหลากหลายทางเพศ 2) ศึกษาข้อจำกัดและอุปสรรคต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานต้อนรับส่วนหน้าที่มีความหลากหลายทางเพศในธุรกิจโรงแรมเครือข่ายนานาชาติ InterContinental Hotels Group งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก กรณีศึกษาพนักงานต้อนรับส่วนหน้ากลุ่ม LGBTQ+ และผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในธุรกิจโรงแรมเครือข่ายนานาชาติ IHG ที่ตั้งอยู่ภายในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งหมด 22 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) คุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานต้อนรับส่วนหน้าที่มีความหลากหลายทางเพศในธุรกิจโรงแรมเครือข่ายนานาชาติ IHG ประกอบด้วย 8 มิติ ตามแนวคิดของวอลตัน (Walton, 1975) ได้แก่ 1.1) ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและเพียงพอ 1.2) สภาพแวดล้อมในการทำงานที่คำนึงถึงความปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพ 1.3) โอกาสในการพัฒนาสมรรถภาพของบุคคล 1.4) ความก้าวหน้าและมั่นคงในการทำงาน 1.5) การบูรณาการทางสังคมและการทำงานร่วมกัน 1.6) ประชาธิปไตยในการทำงาน 1.7) ความสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัว และ 1.8) ความเกี่ยวข้องและประโยชน์ต่อสังคม และ 2) ข้อจำกัดและอุปสรรคต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานต้อนรับส่วนหน้าที่มีความหลากหลายทางเพศในธุรกิจโรงแรมเครือข่ายนานาชาติ IHG แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 2.1) อคติและการเลือกปฏิบัติ 2.2) ปัญหาด้านการสื่อสารเชิงนโยบายในระดับองค์กรอย่างเป็นระบบ และ 2.3) การออกแบบและจัดหาสวัสดิการที่ครอบคลุม</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/278074
แนวทางการเรียบเรียงเพลงไอเนอไคลเนอนัคท์มูซีค, เค 525 ของโมสาร์ท กระบวนที่หนึ่งสำหรับรวมวงกีตาร์ควอร์เต็ต ดัดแปลงโดยเมลวิน เจ. วิลลิน
2025-03-27T09:49:28+07:00
ธรรศ อัมโร
tata@nu.ac.th
<p>ผลงานเพลงไอเนอไคลเนอนัคท์มูซีค, เค 525 ของโวล์ฟกัง อะมาดิอุส โมสาร์ทเป็นบทประพันธ์สำหรับวงสตริงเชมเบอร์ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยต่อมานักกีตาร์ชื่อว่าเมลวิน เจ. วิลลินได้นำมาเรียบเรียงให้บรรเลงด้วยวงกีตาร์ควอร์เต็ต ในบทความฉบับนี้ผู้วิจัยมุ่งวิเคราะห์แนวทางการเรียบเรียงเพลงไอเนอไคลเนอนัคท์มูซีคกระบวนที่หนึ่งสำหรับรวมวงกีตาร์ควอร์เต็ตดัดแปลงโดยเมลวิน เจ. วิลลินและสร้างชุดแบบฝึกหัดการฝึกซ้อมเดี่ยวและรวมวงสำหรับกีตาร์ควอร์เต็ต จากการศึกษาพบว่าเมลวิน เจ. วิลลินเลือกใช้กุญแจเสียง G เมเจอร์ซึ่งเป็นกุญแจเสียงเดียวกันจากต้นฉบับ นำมาเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับกีตาร์ควอร์เต็ตให้มีความคล้ายคลึงกับโน้ตเดิมจากวงสตริงเชมเบอร์ แต่มีกลิ่นอายของเครื่องสายประเภทดีดโดยใช้การปรับโน้ตบางส่วนให้เหมาะสมกับช่วงเสียงและรูปแบบของนิ้วมือซ้ายในการบรรเลงกีตาร์</p> <p>สำหรับวิธีฝึกซ้อมเดี่ยวกีตาร์แนวที่หนึ่งและแนวที่สี่ ผู้ฝึกซ้อมควรมุ่งเน้นไปที่การเล่นบันไดเสียงและพัฒนาเทคนิคการเชื่อมเสียงของทำนองและเสียงประสานในกุญแจเสียง G เมเจอร์ โดยกีตาร์แนวที่หนึ่งควรฝึกเล่นในตำแหน่งเฟร็ตที่สูงขึ้น ขณะที่กีตาร์แนวที่สี่จำเป็นต้องฝึกอ่านโน้ตและไล่โน้ตเสียงต่ำ สำหรับกีตาร์แนวที่สองและแนวที่สามพบว่ามีความท้าทายในการดีดสาย 2 สายพร้อมกันด้วยนิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวาที่ต้องใช้เวลาและการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความแม่นยำและความกลมกลืนของเสียงประสาน การฝึกซ้อมรวมวงในเบื้องต้นมุ่งเน้นไปที่ความเป็นหนึ่งเดียวของกีตาร์สองตัวที่ต้องเล่นโน้ตเดียวกัน โน้ตเป็นขั้นคู่เสียงหรือช่วงคู่แปด ก่อนกีตาร์ทั้งสี่แนวจะสามารถฝึกซ้อมหรือบรรเลงร่วมกัน</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/276276
แนวทางการบรรเลงบทประพันธ์เพลง สำหรับวงดุริยางค์เครื่องลมโดยคีตกวีชาวไทย:
2024-11-20T23:34:49+07:00
นิพัต กาญจนหุต
nipatdh.k@ku.th
วรพล รัตนอำพล
wrattanaumpol@gmail.com
<p>บทบาทสำคัญอันดับแรกของวาทยกรคือการตีความและถ่ายทอดสัญลักษณ์ทางดนตรีที่ผู้ประพันธ์ได้กำหนดไว้ในบทเพลงเพื่อนำเสนอความหมายที่ผู้ประพันธ์ต้องการสื่อสารผ่านโน้ตเพลง กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการแปลความตั้งใจของผู้ประพันธ์ให้กลายเป็นเสียงดนตรีในระหว่างการซ้อม เพื่อให้นักดนตรีสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สอดคล้องกับเจตนาของผู้ประพันธ์ บทเพลง <em>Full Phase of the Moon</em> ประพันธ์โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์จิณณวัตร มั่นทรัพย์ เป็นบทเพลงประเภทดนตรีพรรณนา (Program Music) สำหรับวงดุริยางค์เครื่องลมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวันลอยกระทง โดยนำทำนองจากเพลง “ลอยกระทง” มาเป็นองค์ประกอบหลักของบทเพลง ผลงานนี้สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของผู้ประพันธ์ในการเรียบเรียงเสียงประสาน การเรียบเรียงเสียงวงดนตรีและการประพันธ์เพลงที่เหมาะสมกับวงดุริยางค์เครื่องลม บทความนี้เป็นแนวทางสำหรับวาทยกรในการแสดงบทเพลง โดยอ้างอิงจากประสบการณ์การเตรียมงานแสดงรอบปฐมทัศน์และการบันทึกเสียง ซึ่งได้รับคำแนะนำโดยตรงจากผู้ประพันธ์ บทวิเคราะห์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเชื่อมโยงความตั้งใจของผู้ประพันธ์เข้ากับบทบาทการตีความของวาทยกร เพื่อให้สามารถถ่ายทอดผลงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/281314
การออกแบบอุปกรณ์สร้างสรรค์ลวดลายบนสิ่งทอจากอัตลักษณ์เมืองสกลนครเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์และนักออกแบบท้องถิ่น
2025-09-10T16:16:15+07:00
นันทิยา ณ หนองคาย
nantiya.nanongkai@gmail.com
นภาดา ยุกติรัตน์
edubooksogood@gmail.com
กัลยกร จันทรสาขา
k_yakorn@hotmail.com
ชิดชนก สุขสมบูรณ์
chidchanok_su@rmuti.ac.th
<p>บทความวิจัยเรื่องการสร้างสรรค์ลวดลายจากอัตลักษณ์เพื่อส่งเสริมนักออกแบบท้องถิ่นมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อออกแบบและพัฒนาชุดลวดลายจากอัตลักษณ์ของชุมชนจังหวัดสกลนคร 2) เพื่อพัฒนาอุปกรณ์สร้างสรรค์ลวดลายบนสิ่งทอเพื่อใช้ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและส่งเสริมนักออกแบบท้องถิ่น และ 3) เพื่อจัดอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดองค์ความรู้ การมีส่วนร่วมของชุมชนและประเมินผลความเข้าใจและความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายและเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าสามารถจัดกลุ่มลวดลายใหม่ตามยุคสมัยของพื้นที่แอ่งสกลนครเป็น 3 ชุดลวดลายคือ สิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ (Sakonnakhonensis) ความลับแห่งศิลปะถ้ำ (The Mystery of Sakon Nakhon) และหลงเสน่ห์เมืองสกล (Enchanted Sakon) สู่อุปกรณ์สร้างสรรค์ลวดลายบนสิ่งทอในรูปแบบของเทมเพลทด้วยการฉลุแผ่นอะคริลิกตามลวดลายที่ออกแบบขึ้น จากนั้นได้มีการจัดโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยี มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 50 คน มีการประเมินตนเองก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ ได้ผลดังนี้ ความเข้าใจของผู้เข้าร่วมโครงการ <em>ก่อน </em>การฝึกอบรม ค่าเฉลี่ยคือ 2.93 มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง ความเข้าใจของผู้เข้าร่วมโครงการ <em>หลัง </em>การฝึกอบรมค่าเฉลี่ยคือ 4.04 มีความเหมาะสมในระดับมาก ผลรวมของความพึงพอใจต่อโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน ค่าเฉลี่ยคือ 4.50 มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด หลังจากการเข้าร่วมโครงการ ผู้เข้าร่วมโครงการมีความมั่นใจในความรู้ความสามารถและมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวทางการจัดโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีในรูปแบบนี้มีความเหมาะสมและได้ผลดี</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ