https://so04.tci-thaijo.org/index.php/botbundit/issue/feed
นิตยสารบทบัณฑิตย์
2026-09-30T13:44:27+07:00
ดร.สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์
Surajida@icloud.com
Open Journal Systems
<p><strong>นิตยสารบทบัณฑิตย์</strong></p> <p><strong>ISSN :</strong> <u>0857-2992</u></p> <p><strong>กำหนดออก </strong><strong>: </strong>ออกเผยแพร่ปีละ 4 ตอน ตอน 1 ประจำเดือนมกราคม - มีนาคม ตอน 2 ประจำเดือนเมษายน - มิถุนายน ตอน 3 ประจำเดือนกรกฎาคม - กันยายน และตอน 4 ประจำเดือนตุลาคม – ธันวาคม</p> <p>นิตยสารบทบัณฑิตย์มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัยและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการในสาขานิติศาสตร์และสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดความรู้ทางวิชาการแก่สังคมทั่วไปและเพื่อเป็นเอกสารประกอบการศึกษาค้นคว้าและการอ้างอิง</p> <p>กองบรรณาธิการนิตยสารบทบัณฑิตย์ยินดีรับบทความวิชาการ บทความวิจัยฎีกาวิเคราะห์ ปกิณกะกฎหมาย บทวิจารณ์หนังสือและบทความปริทัศน์ ซึ่งจะมีผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน พิจารณาและประเมินบทความทุกเรื่องอย่างเป็นธรรมด้วยกระบวนการที่เป็นอิสระและเชื่อถือได้ของกองบรรณาธิการ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงาน</p> <p>กองบรรณาธิการจะเก็บรักษาความลับเกี่ยวกับบทความที่อยู่ระหว่างการพิจารณาลงตีพิมพ์ในบทบัณฑิตย์ รวมทั้งกำกับให้การพิจารณาประเมินคุณภาพบทความเป็นไปตามรูปแบบที่ <strong>ผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้ประเมินบทความ และผู้ประเมินบทความไม่ทราบชื่อผู้เขียนบทความ (Double-blinded review)</strong> และรักษามาตรฐานด้านจริยธรรมและทรัพย์สินทางปัญญาให้ปราศจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการส่งบทความ : </strong>ปัจจุบันนิตยสารบทบัณฑิตย์ <strong>ไม่มีนโยบายในการเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งบทความ </strong>กับผู้เขียนบทความ เพื่อตีพิมพ์ในนิตยสารบทบัณฑิตย์ โปรดระวังมีบุคคลแอบอ้างเรียกเก็บเงิน ซึ่งทางนิตยสารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ขอรับผิดชอบโดยประการทั้งปวง</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/botbundit/article/view/288689
ปัญญาประดิษฐ์ถือเป็นผู้ประดิษฐ์ภายใต้กฎหมายสิทธิบัตรได้หรือไม่
2026-05-12T15:38:41+07:00
กิตสุรณ สังขสุวรรณ์
kitsangsuwan245@gmail.com
<p> ปัญญาประดิษฐ์คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อจำลองสติปัญญาของ มนุษย์ เช่น การเรียนรู้ การให้เหตุผล การแก้ไขปัญหา และการตัดสินใจ ปัญญาประดิษฐ์ยังได้ ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญญาประดิษฐ์ชนิด Generative Artificial Intelligence (AI) ได้ถูกนำมาใช้ในการสร้างสรรค์เนื้อหาสาระ สิ่งประดิษฐ์ หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาอาจมีว่า ปัญญาประดิษฐ์ชนิด Generative AI สามารถเป็น “ผู้ประดิษฐ์” ตามกฎหมายสิทธิบัตรได้หรือไม่ ประเด็นปัญหาดังกล่าวนี้ยังได้ถูก หยิบยกขึ้นวินิจฉัยในศาลยุติธรรมของหลาย ๆ ประเทศ ถึงแม้ว่าประเด็นปัญหาดังกล่าวนี้จะยังไม่ เคยปรากฏในประเทศไทยก็ตาม แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาและวิเคราะห์ประเด็นปัญหา ดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาและวิเคราะห์ถึงประเด็นปัญหาที่ว่า ปัญญาประดิษฐ์ ชนิด Generative AI สามารถเป็น “ผู้ประดิษฐ์” ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ได้ หรือไม่ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ บทความ รายงาน ข่าว บทบัญญัติกฎหมาย และคำพิพากษา การวิจัยพบว่าปัญญาประดิษฐ์ชนิด Generative AI ไม่อาจเป็น “ผู้ประดิษฐ์” ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ได้</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เนติบัณฑิตยสภา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/botbundit/article/view/287670
สิทธิมนุษยชนกับการรับรองสิทธิการลาเพื่อบอกลาผู้ป่วยระยะสุดท้าย
2026-07-08T15:11:06+07:00
กัญญาพัชร ดุลยพัชร์
kanyapach.d@tsu.ac.th
<p> เสรีภาพในการตัดสินใจของบุคคลย่อมขยายขอบเขตไปถึง “สิทธิในการเลือกวิถีทางการแพทย์และสุขภาวะในวาระสุดท้ายของชีวิต” ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเคารพในเอกสิทธิ์แห่งบุคคลและศักดิ์ศรีที่ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ “สิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาล” ตามมาตรฐานทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึง “สิทธิที่จะได้รับการดูแล” ที่มุ่งเน้นคุณภาพชีวิตและการประคับประคองจิตใจ ซึ่งการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจึงไม่ใช่เพียงความพยายามยื้อชีวิตด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ หากแต่คือการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามเจตจำนงของบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดว่าด้วยสิทธิขั้นพื้นฐานที่รับรองว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการปฏิเสธการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อธำรงไว้ซึ่งสิทธิในการจากไปอย่างสงบตามครรลองแห่งธรรมชาติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือที่เรียกว่า “การตายอย่างตามธรรมชาติ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ดังนั้นบทความวิชาการฉบับนี้จึงมุ่งนำเสนอประเด็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในมิติของการเปลี่ยนผ่านจากการ “การรักษา” ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “การดูแล” ในวาระสุดท้ายของชีวิต อันเป็นการรับรองสิทธิในการลาเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลและประคับประคองผู้ป่วยระยะสุดท้ายในช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างยิ่งของชีวิต ทั้งนี้ แม้ในยามที่สภาพร่างกายของบุคคลจะอ่อนแอลง แต่บุคคลยังคงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนสิทธิและเสรีภาพในการกำหนดวิถีแห่งช่วงสุดท้ายของชีวิตตนเองได้อย่างสมบูรณ์ ภายใต้หลักการพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เนติบัณฑิตยสภา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/botbundit/article/view/288542
ปัญหาความชอบธรรมในการบังคับใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษเพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ
2026-07-10T10:40:29+07:00
ธนาคาร ธนาคาร
tanakran.v@hotmail.com
อัจฉรียา ชูตินันทน์
achariya.chn@dpu.ac.th
<p> มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ ตามพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 เป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำซึ่งอาจนำมาใช้เพื่อคุมขังบุคคลซึ่งศาลมีคำพิพากษาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรงภายหลังจากที่ผู้นั้นพ้นโทษ เมื่อปรากฏว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้นั้นจะไปกระทำความผิดดังกล่าวซ้ำอีก และไม่มีมาตรการอื่นใดที่อาจป้องกันมิให้ผู้นั้นไปกระทำความผิดได้ มาตรการดังกล่าวซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องคำสั่งเพื่อตัดโอกาสในการที่ผู้นั้นจะไปกระทำความผิด จึงมีลักษณะเป็นการลงโทษทางอาญาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องอยู่ภายใต้หลักพื้นฐานเกี่ยวกับโทษทางอาญาด้วย</p> <p> บทความวิจัยนี้ จะชี้ให้เห็นว่า การบังคับใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ ซึ่งอาศัยเพียงเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะไปกระทำความผิดซ้ำ โดยไม่ต้องปรากฏการกระทำใดขึ้นใหม่ของผู้ที่จะต้องถูกบังคับตามมาตรการดังกล่าวเลยนั้น ขัดต่อหลักประกันในกฎหมายอาญาในส่วนที่ว่าการลงโทษต้องขึ้นกับการมีอยู่ของการกระทำหลักห้ามดำเนินคดีอาญาซ้ำ รวมถึงหลักความได้สัดส่วนในการลงโทษ และอาจนำไปสู่การละเลยหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมในระหว่างการบังคับโทษจำคุกซึ่งต้องสามารถแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดให้มีความพร้อมกลับสู่สังคมได้โดยไม่กลับไปกระทำ ความผิดซ้ำอีก และได้นำเสนอแนวทางในการปรับปรุงพระราชบัญญัติข้างต้นในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ โดยเสนอให้กำหนดว่าการจะนำมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษมาใช้บังคับได้นั้น จะต้องปรากฏการกระทำบางอย่างขึ้นใหม่ของผู้ที่จะต้องคำสั่งเสียก่อน และการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวนั้นจะต้องมีความแตกต่างจากการบังคับโทษจำคุกอย่างมีนัยสำคัญ โดยมุ่งเน้นการแก้ไขฟื้นฟูและเตรียมความพร้อมเพื่อกลับสู่สังคม ทั้งนี้ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการนำมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษมาใช้บังคับให้มากยิ่งขึ้น</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เนติบัณฑิตยสภา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/botbundit/article/view/289568
การกำหนดความผิดฐานมีอาวุธปืนสงครามไว้ในครอบครองเพื่อการค้า
2026-07-07T15:57:18+07:00
ภูดิส ชอบทางศิลป์
67130687@dpu.ac.th
จิรวุฒิ ลิปิพันธ์
jirawut.lin@dpu.ac.th
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายในการกำหนดความรับผิดและบทลงโทษกรณีมีอาวุธปืนสงครามไว้เพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 โดยมุ่งศึกษาช่องว่างของกฎหมายในด้านฐานความผิด การตีความบทบัญญัติ การพิสูจน์เจตนา และนิยามอาวุธปืนสงคราม พร้อมเปรียบเทียบกฎหมายของสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ เพื่อเสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายไทยให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายไทยกำหนดความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนสงครามไว้เพียงฐาน “มีไว้ในครอบครอง” และ “ค้าหรือจำหน่าย” โดยมิได้บัญญัติฐานความผิด “มีไว้เพื่อการค้า” ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในระยะเตรียมการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งตามหลักการตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัด ศาลไม่อาจตีความคำว่า “ค้าหรือจำหน่าย” ให้ครอบคลุมถึงการมีไว้เพื่อการค้าได้ นอกจากนี้ การพิสูจน์เจตนาเพื่อการค้าเป็นภาระของโจทก์ทั้งหมดยากต่อการพิสูจน์ และนิยามอาวุธปืนสงครามยังขาดความชัดเจนไม่ทันต่อพัฒนาการทางเทคโนโลยี จึงเห็นควรปรับปรุงกฎหมายโดยบัญญัติฐานความผิดมีไว้เพื่อการค้า กำหนดนิยามของอาวุธปืนสงครามให้ชัดเจนและพัฒนากลไกทางกฎหมายที่เอื้อต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และปรับบทลงโทษให้สอดคล้องกับแนวคิดกฎหมายอาญาเชิงป้องกัน เหตุอันควรสงสัย เหตุอันสันนิษฐานไว้ก่อนว่ากระทำผิด และความชั่วร้ายของผู้กระทำ เพื่อยับยั้งอาชญากรรมตั้งแต่ระยะต้น ง่ายต่อการพิสูจน์เจตนาเพื่อการค้า และไม่ขัดต่อหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลบริสุทธิ์ แม้จะเพิ่มภาระการพิสูจน์แก่จำเลย ซึ่งเดิมเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องพิสูจน์ถึงเจตนาการครอบครองเพื่อการค้า</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เนติบัณฑิตยสภา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/botbundit/article/view/287907
ปัญหาการให้อำนาจผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาในกรณีเด็กหรือเยาวชนเป็นผู้กระทำความผิด
2026-04-21T14:54:35+07:00
พรพรรณ บุญโต
kwanpronpan@gmail.com
อัจฉรียา ชูตินันทน์
achariya_amp@hotmail.com
<p> บทความนี้มุ่งศึกษาปัญหาการให้อำนาจผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาในกรณีเด็กหรือเยาวชนเป็นผู้กระทำความผิด โดยวิเคราะห์ผลกระทบต่อการคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชน อันเป็นเรื่องที่รัฐควรให้ความสำคัญ</p> <p> ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 กำหนดให้พนักงานอัยการและ ผู้เสียหายเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลโดยไม่จำกัดเงื่อนไขและไม่ว่าจะเป็นความผิดต่อแผ่นดินหรือความผิดต่อส่วนตัว สำหรับคดีอาญาที่มีข้อหาว่าเด็กหรือเยาวชนเป็นผู้กระทำความผิดนั้น มาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ยังคงเปิดช่องให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการสถานพินิจก่อนเด็กและเยาวชนเป็นบุคคลที่ควรได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญาต่อเด็กหรือเยาวชนจึงควรเป็นมาตรการสุดท้ายและต้องคำนึงถึงหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ การให้อำนาจผู้เสียหายฟ้องคดีต่อศาลโดยตรง ส่งผลกระทบต่อการนำมาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาในชั้นก่อนฟ้องมาใช้แก่เด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิด เป็นการใช้กฎหมายในทางที่เป็นผลร้ายแก่เด็กหรือเยาวชนและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนิน คดีอาญาเพื่อแก้ไข บำบัด และฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิด เด็กหรือเยาวชนควรได้รับการเบี่ยงเบนออกจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักโดยเร็วที่สุด บทความนี้เสนอแนวทางปรับปรุงมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยกำหนดห้ามมิให้ผู้เสียหายฟ้องคดีอาญา ที่มีข้อหาว่าเด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดต่อศาลเยาวชนและครอบครัวและให้พนักงานอัยการเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนให้มีโอกาสในการแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กลับตนเป็นคนดี ลดการกระทำความผิดซ้ำ และเพื่อให้การดำเนินคดีอาญาต่อเด็กหรือเยาวชนมีความสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เนติบัณฑิตยสภา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/botbundit/article/view/293218
บก.บอกกล่าว
2026-09-30T07:50:39+07:00
สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์
publication@thethaibar.or.th
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เนติบัณฑิตยสภา