นิตยสารบทบัณฑิตย์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/botbundit
<p><strong>นิตยสารบทบัณฑิตย์</strong></p> <p><strong>ISSN :</strong> <u>0857-2992</u></p> <p><strong>กำหนดออก </strong><strong>: </strong>ออกเผยแพร่ปีละ 4 ตอน ตอน 1 ประจำเดือนมกราคม - มีนาคม ตอน 2 ประจำเดือนเมษายน - มิถุนายน ตอน 3 ประจำเดือนกรกฎาคม - กันยายน และตอน 4 ประจำเดือนตุลาคม – ธันวาคม</p> <p>นิตยสารบทบัณฑิตย์มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัยและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการในสาขานิติศาสตร์และสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดความรู้ทางวิชาการแก่สังคมทั่วไปและเพื่อเป็นเอกสารประกอบการศึกษาค้นคว้าและการอ้างอิง</p> <p>กองบรรณาธิการนิตยสารบทบัณฑิตย์ยินดีรับบทความวิชาการ บทความวิจัยฎีกาวิเคราะห์ ปกิณกะกฎหมาย บทวิจารณ์หนังสือและบทความปริทัศน์ ซึ่งจะมีผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน พิจารณาและประเมินบทความทุกเรื่องอย่างเป็นธรรมด้วยกระบวนการที่เป็นอิสระและเชื่อถือได้ของกองบรรณาธิการ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงาน</p> <p>กองบรรณาธิการจะเก็บรักษาความลับเกี่ยวกับบทความที่อยู่ระหว่างการพิจารณาลงตีพิมพ์ในบทบัณฑิตย์ รวมทั้งกำกับให้การพิจารณาประเมินคุณภาพบทความเป็นไปตามรูปแบบที่ <strong>ผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้ประเมินบทความ และผู้ประเมินบทความไม่ทราบชื่อผู้เขียนบทความ (Double-blinded review)</strong> และรักษามาตรฐานด้านจริยธรรมและทรัพย์สินทางปัญญาให้ปราศจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการส่งบทความ : </strong>ปัจจุบันนิตยสารบทบัณฑิตย์ <strong>ไม่มีนโยบายในการเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งบทความ </strong>กับผู้เขียนบทความ เพื่อตีพิมพ์ในนิตยสารบทบัณฑิตย์ โปรดระวังมีบุคคลแอบอ้างเรียกเก็บเงิน ซึ่งทางนิตยสารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ขอรับผิดชอบโดยประการทั้งปวง</p>
เนติบัณฑิตยสภา (The Thai Bar)
th-TH
นิตยสารบทบัณฑิตย์
0857-2992
-
ปัญหาเกี่ยวกับการปรับใช้หลักความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ : ศึกษากรณีงานที่สร้างสรรค์โดยใช้ Generative Al
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/botbundit/article/view/285952
<p> ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการพิจารณาว่างานใดสมควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ แต่อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative Al) ซึ่งสามารถสร้างผลงานโดยเลียนแบบความคิดของมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติได้สร้างความท้าทายอย่างยิ่งต่อกรอบแนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ดังกล่าว งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาลักษณะและสถานะทางกฎหมายของงานสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ โดยจำแนกออกเป็นสองประเภท ได้แก่ (1) งานที่สร้างสรรค์โดยปัญญาประดิษฐ์โดยสมบูรณ์ (Al-generated works) และ (2) งานที่มนุษย์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือช่วยในการสร้างสรรค์ผลงาน (Al-assisted works) งานวิจัยใช้วิธีการศึกษากฎหมายเชิงเปรียบเทียบโดยวิเคราะห์บทบัญญัติทางกฎหมาย แนวปฏิบัติ และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการปรับใช้หลักความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปรับใช้ความหลักความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ภายใต้กฎหมายไทยในบริบทของงานสร้างสรรค์แต่ละประเภท</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หลักความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยในปัจจุบัน ซึ่งยังคงยึดโยงอยู่กับแนวคิดของผู้สร้างสรรค์ที่เป็นมนุษย์นั้น ยังไม่สามารถรองรับลักษณะการสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ได้ โดยเฉพาะในกรณีที่บทบาทของมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์มีความทับซ้อนกัน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายในการกำหนดสถานะความเป็นผู้สร้างสรรค์และการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ในท้ายที่สุด งานวิจัยนี้เสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายเพื่อปรับใช้หลักความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางเทคโนโลยี อันจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์และการส่งเสริมนวัตกรรมในยุคดิจิทัลอย่างเหมาะสมและยั่งยืน</p>
ดร.อัญธิกา ณ พิบูลย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เนติบัณฑิตยสภา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-30
2026-03-30
82 1
17
64
-
ความท้าทายและแนวโน้มในอนาคตของคดีฟื้นฟูกิจการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/botbundit/article/view/285429
<p> ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รูปแบบในการประกอบกิจการและภาวะการล้มละลายของผู้ประกอบการกลายเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความจำเป็นที่บทบัญญัติว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการต้องได้รับการปรับแก้เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทดังกล่าว โดยกระบวนการฟื้นฟูกิจการที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ง่ายกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้มากยิ่งขึ้น ระบบฟื้นฟูกิจการที่ดีจะช่วยรักษาและฟื้นฟูกิจการที่ยังมีศักยภาพ คุ้มครองเจ้าหนี้ได้อย่างมีประสิทธิผล และส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีความเสถียรภาพ อย่างไรก็ดี กระบวนการฟื้นฟูกิจการในปัจจุบันยังคงเผชิญอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เป็นการประกอบกิจการระหว่างประเทศ โดยที่ผู้ประกอบการมีสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ทั่วไปหรือสินทรัพย์ดิจิทัล และภาระผูกพันตั้งอยู่ในหลายประเทศ การหาแนวทางร่วมกันเพื่อประสานและจัดการกับกระบวนการล้มละลายข้ามพรมแดนเพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย บทความนี้จึงมุ่งสำรวจความท้าทายสำคัญหกประการในคดีฟื้นฟูกิจการในปัจจุบัน และชี้ให้เห็นแนวโน้มห้าประการที่จะมีบทบาทกำหนดทิศทางของการฟื้นฟูกิจการในช่วงปีต่อ ๆ ไป</p> <p> ความท้าทายในคดีฟื้นฟูกิจการในปัจจุบันมีหกประการ ประการที่หนึ่ง การทำให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการเป็นกระบวนการที่ได้รับความยินยอมจากทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว ประการที่สอง การบริหารจัดการกระบวนการฟื้นฟูกิจการภายในเวลาอันควรโดยใช้วิธีการส่งคำคู่ความและการติดต่อสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ ประการที่สาม การขยายผลของสภาวะพักการชำระหนี้และผลผูกมัดของแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งศาลเห็นชอบไปยังลูกหนี้ร่วม ประการที่สี่ การเพิ่มประเภทของลูกหนี้ที่สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและการลดเงื่อนไขในการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ ต่อองค์กรธุรกิจทุกรูปแบบ ประการที่ห้า การให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ SMEs ในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ และประการที่หก การขาดบทบัญญัติเรื่องล้มละลายข้ามชาติในระบบกฎหมายล้มละลายภายในประเทศไทย สุดท้ายนี้ ประเทศไทยยังไม่มีเครื่องมือสำหรับการล้มละลายข้ามพรมแดน เมื่อมองไปข้างหน้าพบว่ามีห้าแนวโน้มในอนาคตของกระบวนการฟื้นฟู ซึ่งประกอบด้วย (1) การจัดการกับสินทรัพย์ดิจิทัลในคดีฟื้นฟูกิจการและคดีล้มละลาย (2) การรับกฎหมายแม่แบบของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับการล้มละลายข้ามชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบกฎหมายล้มละลายของประเทศไทย (3) การใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยในกระบวนการฟื้นฟูกิจการและล้มละลาย (4) การให้ความช่วยเหลือแก่องค์กรธุรกิจภายหลังจากกระบวนการฟื้นฟูสิ้นสุดลง และ (5) การเพิ่มขึ้นของความร่วมมือระหว่างผู้พิพากษาล้มละลายในอาเซียนและระหว่างประเทศ</p>
ดร.กนก จุลมนต์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เนติบัณฑิตยสภา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-30
2026-03-30
82 1
65
79
-
การก่อการร้ายกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในประเทศไทย : นัยสำคัญทางกฎหมายและผลกระทบต่อหลักประชาธิปไตยภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/botbundit/article/view/280229
<p> บทความนี้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิในการชุมนุมสาธารณะกับบทนิยามศัพท์ทางกฎหมายของฐานความผิดว่าด้วยการก่อการร้าย โดยเน้นกรณีศึกษาในบริบทของระบบกฎหมายประเทศไทยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามีความคลุมเครือและขาดความชัดเจนในการตีความ อันเป็นการส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้วิเคราะห์กรณีศึกษาการชุมนุมทางการเมืองในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2557 ซึ่งในท้ายที่สุดได้นำไปสู่การตั้งข้อกล่าวหาตามฐานความผิดเกี่ยวกับก่อการร้ายต่อประชาชนผู้ชุมนุม นอกจากนี้ บทความนี้ยังได้ทำการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบกับบทนิยามของกฎหมายว่าด้วยการก่อการร้ายตามระบบกฎหมายของสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงบทนิยามของการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายไทยให้ชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรฐานกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ การใช้กฎหมายว่าด้วยก่อการร้ายกับการชุมนุมทางการเมืองอาจเป็นการละเมิดเจตนารมณ์และไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และเสนอแนะให้มีการปรับปรุงนิยามทางกฎหมาย เพื่อแยกแยะระหว่างการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญกับการกระทำที่เป็นภัยต่อสาธารณะอย่างแท้จริง</p>
สุภัทร์ ภู่พานิชเจริญกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เนติบัณฑิตยสภา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-30
2026-03-30
82 1
80
107
-
ปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต : ศึกษากรณีหลอกให้รักแล้วโอนเงิน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/botbundit/article/view/284802
<p> บทความวิจัยนี้ศึกษาเกี่ยวกับการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต กรณีหลอกให้รักแล้วโอนเงินในประเด็นของฐานความผิด บทกำหนดโทษ และการกำกับดูแลผู้ใช้บริการแอปพลิเคชันหาคู่ออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่า การหลอกให้รักแล้วโอนเงินพบมากในแอปพลิเคชันหาคู่ ผู้กระทำความผิดมักสร้างโปรไฟล์ปลอม ข้อมูลส่วนตัวปลอม และใช้เทคนิคทางจิตวิทยาด้านความรักหลอกผู้เสียหายให้ยอมโอนเงินให้ ด้วยเหตุนี้หากพิจารณาจากกฎหมายในประเทศไทยยังไม่พบฐานความผิดเฉพาะเกี่ยวกับการหลอกลวงเช่นนี้ แต่พบว่ามีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาฐานความผิดฉ้อโกง และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขใหม่ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 ซึ่งผลปรากฏว่าการหลอกลวงมีองค์ประกอบความผิดเปลี่ยนแปลงไป กฎหมายจึงไม่ครอบคลุมและเกิดความลักลั่น ทำให้ศาลไม่สามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้ ส่วนการกำกับดูแลผู้ใช้บริการแอปพลิเคชันหาคู่ ยังไม่มีหน่วยงานคุ้มครองผู้ใช้บริการอย่างชัดเจน ดังนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงเป็นหน่วยงานหลักในการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด ส่งผลให้ผู้ใช้บริการไม่มีช่องทางอื่นที่จะขอความช่วยเหลือใด ๆ หรือรับการแจ้งเตือนในช่วงก่อนและระหว่างถูกหลอก ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงเห็นควรเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาฐานความผิดฉ้อโกงและเพิ่มอัตราโทษ ตลอดจนจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเกี่ยวกับการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ และเป็นศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารสำหรับผู้ใช้บริการ ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นระบบระเบียบ ลดความ ลักลั่น และอาจลดปริมาณคดีการหลอกลวงรูปแบบนี้ได้ไม่มากก็น้อย</p>
เปี่ยมจิตต์ ชวนไชยสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เนติบัณฑิตยสภา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-30
2026-03-30
82 1
108
141
-
บก.บอกกล่าว
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/botbundit/article/view/288080
ดร.สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เนติบัณฑิตยสภา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-30
2026-03-30
82 1
-
บทวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2563 ที่ 4697/2566 และที่ 14/2566
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/botbundit/article/view/285304
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์หลักกฎหมายตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญาที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2563 และหลักกฎหมายตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4697/2566 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14/2566</p> <p> คดีแรก โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากัน จำเลยเป็นผู้มีสิทธิอาศัยตลอดชีวิตในบ้านซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินซึ่งโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว การที่จำเลยรื้อบ้านหลังเดิมและก่อสร้างขึ้นใหม่ให้มีสภาพที่ดีกว่าเดิมเพื่ออยู่อาศัยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์จะเป็นการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 หรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2563 ซึ่งผู้เขียนมีข้อสังเกตในหมายเหตุท้ายฎีกา</p> <p> คดีที่สอง การที่จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดที่มีกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น และศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพจำเลย และพิพากษาลงโทษจำเลย ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพมานั้นยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นความผิดหรือไม่ จะถือว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยในศาลชั้นต้นหรือไม่ และถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4697/2566 ซึ่งผู้เขียนมีข้อสังเกตในหมายเหตุท้ายฎีกา</p> <p> คดีที่สาม การที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดีอาญาโดยมิได้มีคำขอเกี่ยวกับของกลางมาด้วย ศาลจะมีอำนาจสั่งเรื่องของกลางอย่างไรบ้าง ศาลจะสั่งคืนของกลางแก่เจ้าของได้หรือไม่ และหากศาลสั่งคืนของกลางแก่เจ้าของแล้วจะถือว่าศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14/2566 ซึ่งผู้เขียนมีข้อสังเกตในหมายเหตุท้ายฎีกา</p>
ศาสตราจารย์พิเศษไพโรจน์ วายุภาพ
สิตานันท์ ศรีวรกร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เนติบัณฑิตยสภา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-30
2026-03-30
82 1
1
16