https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/issue/feed วารสารการบริหารท้องถิ่น 2026-03-29T11:41:15+07:00 Grichawat Lowatcharin cola.laj@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารการบริหารท้องถิ่น (Local Administration Journal) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางและเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของนักวิชาการ นักวิจัย ผู้บริหาร และนักปฏิบัติ ตลอดจนประชาชนผู้สนใจทั่วไป ทั้งในและต่างประเทศ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปกครองระดับท้องถิ่นในเชิงบูรณาการ หรือเป็นงานวิจัยในลักษณะสหวิทยาการ อาทิ รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การจัดการ สังคมศาสตร์ หรือสาขาวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปกครองในระดับท้องถิ่น วารสารการบริหารท้องถิ่นตีพิมพ์เผยแพร่บทความทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย</p> <p>วารสารการบริหารท้องถิ่นเป็นวารสารที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) กลุ่ม 2 และมีกำหนดออกปีละ 4 ฉบับ (มกราคม-มีนาคม, เมษายน-มิถุนายน, กรกฎาคม-กันยายน และตุลาคม-ธันวาคม) </p> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/article/view/283044 The Contribution of the Village Saving and Loan Association to Women’s Economic Empowerment in Kasulu District, Tanzania 2026-02-17T16:05:04+07:00 Esther C. Adams esthery69@yahoo.com Betrida P. Sindano esther.adams@lgti.ac.tz Hussein A. Kiende esther.adams@lgti.ac.tz <p>The study assessed the contribution of the Village Saving and Loan Associations (VSLA) to women's economic empowerment in Kasulu District, Tanzania. Specifically, the study examined contributions of VSLA in enhancing productivity in food crop production. The study employed a cross-sectional design with mixed methods to obtain both quantitative and qualitative data from 102 women in Murufiti, Nyamidaho, and Kitagata who belonged to VSLA responding to structured questionnaires. Key informants, including community development officers and village leaders, were interviewed in-depth during the study. Quantitative data were analysed through descriptive statistical analysis with the aid of SPSS V26, while content analysis of qualitative data was conducted. Results demonstrate that women farmers who were part of VSLA witnessed major improvements in their agricultural production. The respondents who participated in VSLA showed improved maize cultivation results, as 74.5% generated between 500–1,000 kg yields before joining, but this changed to 61.8% after membership. After joining VSLA, the percentage of females who produced more than 1,000 kg of beans increased to 47.1%. The combination of financial assistance with training and improved farming resources aligned as the main elements leading to higher agricultural production. The study concludes that VSLA create heightened financial independence for women, alongside better household food security, along with various benefits for small-scale agriculture. More VSLA programs need expansion through governmental policies that integrate VSLA activities while offering additional technical and financial backing for optimal program success.</p> 2026-03-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารท้องถิ่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/article/view/283173 Assessment of Intervention Strategies for Supporting Street Vendors in Dodoma City Council, Tanzania 2025-10-01T10:31:42+07:00 Paschal Seleli selelipaschal@yahoo.com <p>The study assessed the Intervention strategies towards helping the business street vendors at Dodoma City Council. The study adopted a mixed research approach and data collection involved questionnaires and unstructured interviews with key informants (N=110), where 100 participants were surveyed street vendors, and 10 participants were interviewed City Council officials. Data analysis employed both statistical techniques for quantitative data and narrative analysis for qualitative responses to provide a comprehensive understanding. The study found that the City Council has supported vendors through financial assistance, training programs, and designated business spaces, with mixed effectiveness. Results show that 67% of vendors received financial support, and 72% indicated this assistance to have had a beneficial impact on their business. 51% also had training programs available, from which 67% reported better business functions because of the training. Fully 70% of vendors reported that their business had access to designated business spaces, and 69% noted that the experience had increased their business performance in an organized location. On the whole, interventions showed positive effects; however, substantial deficits persisted as a large subgroup received no benefit from such support. The investigation also highlighted challenges such as lack of enough space at established markets, difficulties in selecting appropriate spaces where to vend and low compliance for vendors choosing unauthorized high-traffic areas. These findings underscore the requirements for better planning, increased infrastructure, and enhanced enforcement to promote an equitable and sustainable provision for street vendors in Dodoma City. Based on these findings, five recommendations are proposed: improve access to financial support, enhance training programs, expand and upgrade market spaces, strengthen enforcement through participatory approaches, and integrate street vending into city planning through regular assessments and stakeholder engagement.</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารท้องถิ่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/article/view/276500 Developing Creative Leadership among Local Administrators for Smart Locality Advancement in Maha Sarakham Province 2026-01-06T14:31:14+07:00 Ntapat Worapongpat dr.thiwat@gmail.com <p>-</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารท้องถิ่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/article/view/283953 แพลตฟอร์มความร่วมมือเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการแก้ไขปัญหาความยากจน จังหวัดนครราชสีมา 2026-03-02T08:49:03+07:00 กนกพร ฉิมพลี kanokporn.c@nrru.ac.th จารุกิตติ์ ไชยรด chairod23@gmail.com รัตติกร ศรีชัยชนะ Rattikorn.s@nrru.ac.th ทิพย์มล ไตรยุทธ tipmol@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนากลไกความร่วมมือ ระบบข้อมูล และรูปแบบการดำเนินงานสำหรับการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่ควบคู่กับการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของครัวเรือนยากจนในจังหวัดนครราชสีมา การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นครัวเรือนยากจนจำนวน 1,087 ครัวเรือน ในพื้นที่นำร่อง 4 อำเภอ เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการใช้ฐานข้อมูล PPPConnext ที่เชื่อมโยงกับระบบ TPMAP รวมทั้งการประเมินความเสี่ยงและความพร้อมของพื้นที่ต่อการจัดการภัยพิบัติ ผลการวิจัยพบว่า (1) มีการสร้างกลไกความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานกว่า 30 แห่ง ทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคม พร้อมการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับจังหวัด (2) มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมามีบทบาทเป็น “มหาวิทยาลัยเชิงพื้นที่” โดยจัดตั้งคณะทำงานวิจัยสหสาขาและพัฒนา “ผู้จัดการเชิงพื้นที่” กว่า 87 คน (3) ระบบข้อมูลกลาง PPPConnext สามารถระบุครัวเรือนยากจนได้ 21,321 ครัวเรือน โดยร้อยละ 39 อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ (4) การพัฒนารูปแบบแก้จนเชิงพื้นที่ เช่น โมเดลเห็ดปลอดภัย ผักปลอดสาร และการแปรรูปมะขาม ช่วยเพิ่มรายได้ครัวเรือนเฉลี่ย 4,000–15,000 บาทต่อเดือน ลดค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 23 และช่วยสร้างงานแก่ครัวเรือนยากจน (5) ครัวเรือนมีภูมิคุ้มกันและความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น ผ่านการสร้างรายได้หลากหลาย การออม และการปรับพฤติกรรมการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน ข้อเสนอเชิงนโยบายสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดตั้ง “แพลตฟอร์มแก้จนระดับจังหวัด” อย่างเป็นทางการ การบูรณาการการแก้ปัญหาความยากจนเข้ากับยุทธศาสตร์การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และการสนับสนุนบทบาทของมหาวิทยาลัยเชิงพื้นที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมสู่ชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ลดความเปราะบาง และเพิ่มศักยภาพของครัวเรือนยากจนได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารท้องถิ่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/article/view/281983 เสียงสะท้อนจากชุมชนกับการแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่อำเภอปากชม จังหวัดเลย 2025-10-29T11:45:12+07:00 วีระนุช แย้มยิ้ม smilesmile_46@hotmail.com ปิยะนุช เหลืองาม koo_nuch@hotmail.ac.th แพรวนภา เรียงริลา praewnapa.ria@lru.ac.th พีรภัทร ฉัตรพิบูลย์ภูเวียง ห้าวเหิม Pheeraphat.hoa@lru.ac.th เศรษฐศาสตร์ วัตรโศก setthasart.wat@lru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาครัวเรือนยากจนเชิงรุกด้วยกระบวนการประชาคุ้มที่แบ่งส่วนย่อยในระดับพื้นที่ในการนำเสนอค้นหาครัวเรือนยากจนรายคุ้ม และการนำเสนอข้อค้นพบที่เป็นเสียงสะท้อนจากชุมชนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนในพื้นที่อำเภอปากชม จังหวัดเลย โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือครัวเรือนยากจน จำนวน 643 ครัวเรือน โดยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ที่เน้นกระบวนการแบบมีส่วนร่วมของนักวิจัย ชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง และแนวคำถามการสนทนากลุ่ม แนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากการสำรวจด้วยแบบสอบถาม ส่วนข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ผลการสำรวจครัวเรือนยากจนและศักยภาพทุน 5 มิติ สามารถจัดกลุ่มได้ดังนี้ ระดับที่ 1 อยู่ลำบาก จำนวน 43 ครัวเรือน (ร้อยละ 10.62) ระดับที่ 2 อยู่ยาก จำนวน 83 ครัวเรือน (ร้อยละ 20.49) ระดับที่ 3 พออยู่ได้ จำนวน 264 ครัวเรือน (ร้อยละ 65.19) และระดับที่ 4 อยู่ดี จำนวน 15 ครัวเรือน (ร้อยละ 3.70) เสียงสะท้อนจากชุมชนต่อการแก้ปัญหาความยากจนมีประเด็นที่นำเสนอโดยชุมชนและกลุ่มผู้นำชุมชน ได้แก้ การเปลี่ยนยุทธวิธีการดำรงชีพเพื่อเปลี่ยนสถานะทางสังคมให้หลุดพ้นจากความจน ที่ดินทำกินทุนทางทรัพยากรที่เข้าไม่ถึง และความจนต่างที่มา เสียงสะท้อนของชุมชนที่กล่าวมานั้นสามารถนำมากำหนดนโยบายในการแก้ปัญหาความยากจนโดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของชุมชนในด้านการศึกษา การสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งในด้านการสร้างงาน และการปฏิรูปโครงสร้างในด้านการจัดสรรทรัพยากรที่ดิน ซึ่งเป็นนโยบายที่เจาะจงเฉพาะพื้นที่ที่สามารถลดปัญหาความยากจนได้เอง</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารท้องถิ่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/article/view/283505 โง่และขี้เกียจ : วาทกรรมความจนของชนบทของชนชั้นนำไทย ท่ามกลางการปะทะของแนวคิดแบบอเมริกันและวัฒนธรรมจีน พ.ศ. 2500-2514 2025-11-12T16:01:26+07:00 วิเชิด ทวีกุล aing4101@hotmail.com ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ pinyapanpot@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์คือศึกษา “ความโง่” และ “ความขี้เกียจ” ที่ผลิตขึ้นโดยชนชั้นนำไทยเพื่อใช้อธิบายปัญหาความยากจนของผู้คนในชนบทของประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการปะทะของแนวคิดแบบอเมริกัน และวัฒนธรรมจีน โดยอาศัยกรอบคิดวาทกรรมเป็นพื้นฐานในการอธิบาย ผลการศึกษาพบว่า วาทกรรมความโง่จากการไร้การศึกษาของคนชนบท อันเป็นต้นตอของปัญหาความยากจนที่ถูกผลิตขึ้นโดยชนชั้นนำไทย ด้านหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาอิทธิพลทางคิดเกี่ยวกับการพัฒนาไปสู่ความทันสมัยของสหรัฐอเมริกาในยุคสงครามเย็น อีกด้านหนึ่งก็เป็นผลมาจากความใส่ใจในด้านการศึกษาของชาวจีนในประเทศไทยที่นำมาซึ่งความสำเร็จทางธุรกิจของตนเองและครอบครัว ขณะเดียวกัน ความโง่จากการไร้การศึกษายังถูกชนชั้นนำไทยเชื่อมโยงกับปัญหาการไม่ยอมรับเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ตลอดจนการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ชนบทควบคู่ไปด้วย ส่วนวาทกรรมความขี้เกียจของคนชนบท อันเป็นนิสัยอันไม่พึงประสงค์ต่อการพัฒนาประเทศ เกิดขึ้นจากการรับรู้ของชนชั้นนำไทยต่อวัฒนธรรมความขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพของชาวจีน ซึ่งทำให้พวกเขามีความมั่งคั่งร่ำรวย มากพอ ๆ กับการยอมรับความสำเร็จของอเมริกาจากความเพียรพยายามของชาวอเมริกัน</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารท้องถิ่น