วารสารการบริหารท้องถิ่น
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals
<p>วารสารการบริหารท้องถิ่น (Local Administration Journal) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางและเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของนักวิชาการ นักวิจัย ผู้บริหาร และนักปฏิบัติ ตลอดจนประชาชนผู้สนใจทั่วไป ทั้งในและต่างประเทศ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปกครองระดับท้องถิ่นในเชิงบูรณาการ หรือเป็นงานวิจัยในลักษณะสหวิทยาการ อาทิ รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การจัดการ สังคมศาสตร์ หรือสาขาวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปกครองในระดับท้องถิ่น วารสารการบริหารท้องถิ่นตีพิมพ์เผยแพร่บทความทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย</p> <p>วารสารการบริหารท้องถิ่นเป็นวารสารที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) กลุ่ม 2 และมีกำหนดออกปีละ 4 ฉบับ (มกราคม-มีนาคม, เมษายน-มิถุนายน, กรกฎาคม-กันยายน และตุลาคม-ธันวาคม) </p>College of Local Administration, Khon Kaen Universityen-USวารสารการบริหารท้องถิ่น1906-103X<p>บทความทุกเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ทั้งรูปเล่มและบทความออนไลน์ เป็นลิขสิทธิ์ของวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น</p>Political and Administrative Actors’ Interactions: Evaluating the Influence of Good Governance Principles in Project Implementation and Management in Tanzania
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/article/view/275265
<p>The interactions between political and administrative actors are crucial in determining the success or failure of development projects, as they directly influence implementation and management processes. This study investigated the interactions between political and administrative actors in Tanzania and their influence on the implementation and management of development projects, specifically focusing on adherence to governance principles. The study objectives are: (1) to examine the nature of interactions between political and administrative actors; (2) to assess the extent of adherence to good governance principles; and (3) to identify challenges hindering compliance. This study utilised a mixed-methods approach. A purposeful and convenient sampling technique selected 51 participants from various political and administrative roles. Data was gathered through interviews, surveys, and document analysis to assess how compliance or non-compliance with good governance principles impacts project outcomes. The findings indicate that whilst political and administrative actors know good governance principles, full compliance has not been achieved. Political actors often prioritise control and influence over administrative decisions, while administrative actors struggle with transparency and accountability. Challenges such as political pressures and bureaucratic constraints were also identified, leading to financial mismanagement, corruption, and public dissatisfaction. The study highlights the need to strengthen formal accountability mechanisms and bridge the gap between political control, awareness, and adherence to good governance principles. Governance principles will foster more effective and equitable project implementation and management, improving project implementation and management outcomes.</p>Kweyamba MaximilianRespicius Shumbusho Damian
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-252025-12-25184419446Participation of Village Council and Street Committee Members in Local Government Health and Education Service Delivery: Evidence from Selected Councils in Dodoma Region, Tanzania
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/article/view/273373
<p>Village council and street committee members have diverse interests in service delivery in Lower Level Local Government Authorities’ (LLLGA). This paper aims at assessing their participation in local government authorities’ service delivery. Specifically, the study assessed the extent to which members consider stakeholder contribution, gender participation, integrated voice of marginalized, and use of forums in health and education service delivery. The study employed a cross-sectional research design, and the respondents were 399 village council and street members. Interviews were conducted with 15 key informants who were sampled purposively. The study employed both primary data and Secondary data. The quantitative data was analyzed using the stereotype logistic regression model, while the qualitative data was analyzed by content analysis. Overall findings revealed that each aspect was indicated by the observed negative significance of village council and street members’ participation in relation to the LGA service delivery. However, gender had an insignificant relationship with services delivery as the study discovered that, in Tanzania, women are unequally provided opportunities in land, agriculture, and public leadership participation, and some of the street committees do not have any women. This results in the fact that women’s needs being denied in education and health services provision. The authors conclude that there is a negative relationship between village council and street members’ participation and services delivery. The authors recommend that, in order village council and street committee members to enhance their participation, the engagement plans should be designed to ensure sustainable service delivery in the LGA, unlike the traditional approaches used in LGA, e.g., mainly village and street assemblies. The preponderant fact is village council and street committee members’ participation strengthens and improves service delivery through acquisition of diverse ideas and resources.</p>Rose LikangagaNg’homange Merkiad JamesGeofrey Ndunguru
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-292025-12-29184447468จากรูปแบบเหมาโหลสู่การมีส่วนร่วมของชุมชนและกลไกอภิบาลสุขภาพ ในการจัดบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลังการถ่ายโอนภารกิจไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/article/view/274677
<p>การถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบริบทเชิงสถาบันและระบบจัดการสุขภาพชุมชนครั้งสำคัญของไทย จากการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิภายใต้มาตรฐานเดียวกันในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขไปสู่ความเป็นอิสระในการกำหนดรูปแบบการให้บริการสุขภาพที่หลากหลายตามความต้องการของประชาชนและสถานการณ์ด้านสุขภาพของแต่ละพื้นที่ การวิจัยชิ้นนี้จึงต้องการวิเคราะห์ว่า บริบทเชิงสถาบันที่เปลี่ยนไปของ รพ.สต. สามารถส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอภิบาลสุขภาพชุมชนหรือไม่อย่างไร การวิจัยนี้ดำเนินการทดลองพัฒนาระบบจัดการสุขภาพ (Management Sandbox) ใน รพ.สต. จำนวน 12 แห่ง ซึ่งอยู่ในสังกัด อบจ. 6 แห่ง ผลการทดลองพบว่าบริบทการกระจายอำนาจทำให้เกิดนวัตกรรมบริการสุขภาพที่หลากหลายตามบริบทของพื้นที่ ภาคประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการอภิบาลสุขภาพชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสุขภาพ การกำหนดประเด็นสำคัญที่ต้องการแก้ไข การออกแบบระบบปฏิบัติการใหม่ด้านสุขภาพชุมชน และการมีส่วนร่วมในการติดตามผล การศึกษานี้บ่งชี้ว่าการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน เนื่องจากสามารถจัดระบบการให้บริการที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ได้ยืดหยุ่นกว่าเดิม ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรขจัดอุปสรรคที่เกิดขึ้น และร่วมผลักดันให้การถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. ขยายตัวในวงกว้างต่อไป</p>วีระศักดิ์ เครือเทพปรีดา แต้อารักษ์ปรานอม โอสาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-252025-12-25184469488มหานครหมอลำจังหวัดขอนแก่น : ศักยภาพจังหวัดขอนแก่นสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/article/view/283131
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพของจังหวัดขอนแก่นสำหรับการเป็นเมืองสร้างสรรค์โดยใช้หมอลำเป็นอัตลักษณ์ คณะผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาอาศัยข้อมูลจากเอกสารทุติยภูมิและข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์เชิงลึก เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบมีจุดมุ่งหมายโดยพิจารณาจากความเกี่ยวข้องโดยตรง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีวิเคราะห์เชิงตีความ และสรุปผลแบบอุปนัยเพื่อแสดงข้อมูลและยืนยันการมีอยู่ของปัจจัยทั้ง 17 ปัจจัย 3 ด้านที่มาจากการทบทวนวรรณกรรม ที่ส่งผลต่อความเป็นเมืองสร้างสรรค์ของจังหวัดขอนแก่น แหล่งข้อมูลเป็นพื้นที่บ้านพักคณะหมอลำทั้ง 4 คณะในจังหวัดขอนแก่น ทำการสัมภาษณ์ 20 คนในคณะหมอลำ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า จังหวัดขอนแก่นมีศักยภาพสำหรับการเป็นเมืองสร้างสรรค์โดยใช้หมอลำเป็นอัตลักษณ์ ในด้านผู้คนมีปัจจัยที่เป็นจุดแข็ง คือ ประชากรมีความหลากหลาย และบุคลากรมีความสามารถที่หลากหลาย ในด้านอัตลักษณ์ มีปัจจัยที่เป็นจุดแข็ง คือ เมืองมีอัตลักษณ์ท้องถิ่น และเมืองเปิดรับความหลากหลาย และในด้านพื้นที่ มีปัจจัยที่เป็นจุดแข็ง คือ มีการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ มีการพัฒนาการศึกษาและส่งเสริมทักษะ มีบรรยากาศที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์ มีการส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม มีการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และมีอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ในด้านจุดอ่อน คือ การสนับสนุนงบประมาณ และการสนับสนุนพื้นที่สาธารณะที่ส่งเสริมกิจกรรม ในด้านโอกาส คือ การสนับสนุนกิจกรรมที่หลากหลาย โครงสร้างพื้นฐานที่อำนวยความสะดวก การสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก และการมีระบบการบริหารที่ยืดหยุ่น ทั้งนี้ต้องพึงระวังในปัจจัยที่นับว่าเป็นอุปสรรคของการเป็นเมืองสร้างสรรค์ คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน</p>เกิดกันยา จันทะสินเวฬุรีย์ เมธาวีวินิจพิชชากานต์ ช่วงชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-252025-12-25184489510พลิกโฉมการเดินทาง: ความสัมพันธ์ ระหว่างการตระหนักรู้กับความต้องการใช้ระบบขนส่งสาธารณะของประชาชน ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/article/view/282953
<p>ระบบขนส่งสาธารณะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของโลกยุคปัจจุบันที่เผชิญกับกระแสการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว การศึกษาครั้งนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับการตระหนักรู้ของประชาชนเกี่ยวกับประโยชน์และคุณค่าของระบบขนส่งสาธารณะ กับระดับความต้องการใช้ระบบขนส่งสาธารณะในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 140 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามและวิเคราะห์ด้วยการถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า การตระหนักรู้เชิงบวกเกี่ยวกับระบบขนส่งสาธารณะของประชาชน และความถี่ในการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความต้องการระบบขนส่งสาธารณะ ส่วนตัวแปรอื่น ๆ ไม่ปรากฏความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญต่อความต้องการระบบขนส่งสาธารณะ ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะควรมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้เชิงบวกของประชาชน การจัดบริการที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการเดินทางของประชาชน ตลอดจนการกำหนดค่าโดยสารที่เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการดังกล่าวได้อย่างเท่าเทียม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตในเขตเมืองและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายที่ 11</p>กษิพัทธ์ ทอนมณีธัญญาภัทร์ พิพัฒน์ภมรกุลวัชรพล เอี่ยมสอาดศุภวิชญ์ ไชยชนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-262025-12-26184511532การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อปัญหายาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2566
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/article/view/277104
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลสำรวจความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการจัดการปัญหายาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งความหวาดกลัวของประชาชนต่อปัญหายาเสพติดในพื้นที่ โดยใช้การสำรวจข้อมูลโดยแบบสอบถาม จากประขาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 2,711 คน ครอบคลุมพื้นที่ 6 กลุ่มเขตของกรุงเทพมหานคร ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ชุมชน ผลการสำรวจพบว่า ระดับความพึงพอใจของประชาชนต่อการจัดการปัญหายาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานครในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย 3.22 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5 ซึ่งต่ำกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 3.25 คะแนน แปลว่าไม่บรรลุผล และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีความพึงพอใจในระดับปานกลางทุกด้าน อีกทั้งระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการจัดการปัญหายาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานครในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย 3.10 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5 ซึ่งต่ำกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 3.25 คะแนน แปลว่าไม่บรรลุผล ในขณะที่ระดับความหวาดกลัวต่อปัญหายาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานครในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย 3.04 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5 ซึ่งต่ำกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 3.75 คะแนน แปลว่าบรรลุผล ทั้งนี้ ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อปัญหายาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้ง 3 ประเด็น สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติดโดยตรงมากนัก แต่มีความกังวลว่าตนเองอาจได้รับความเสียหายหรือผลกระทบเชิงลบจากปัญหายาเสพติดได้ เนื่องจากเห็นข่าวอันตรายจากปัญหายาเสพติดทั่วไปที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันเป็นหลัก และประชาชนมีความคาดหวังต่อหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้มีบทบาทหลักในการเข้ามาจัดการปัญหายาเสพติดในพื้นที่ค่อนข้างมาก</p>ปรีชญาณ์ นักฟ้อนกานต์รวี วิชัยปะอานุภาพ รักษ์สุวรรณฌ.กะเฌอ มณีเทพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-292025-12-29184533548ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น : กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/article/view/281107
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น และ (2) ศึกษาปัจจัยผลประโยชน์จากการเข้าร่วม บทบาทของผู้นำ ความผูกพันกับท้องถิ่น และความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชนที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประชากรคือประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตการปกครองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 คน ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยผลประโยชน์จากการเข้าร่วม บทบาทของผู้นำ ความผูกพันกับท้องถิ่น ความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่นอยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยผลประโยชน์จากการเข้าร่วม และความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชน มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีอำนาจการทำนายเท่ากับร้อยละ 57.00 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างแรงจูงใจและการส่งเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชน เพื่อเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p>รัตนา พลเสนโสรยา สุภาผลลัดดาวัลย์ สำราญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-252025-12-25184549562ความเป็นสาธารณะและคุณค่าสาธารณะ :การทบทวนรากฐานทางทฤษฎีและการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/colakkujournals/article/view/278787
<p>บทความนี้มุ่งสำรวจแนวคิด “ความเป็นสาธารณะ” และ “คุณค่าสาธารณะ” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจการกำหนดนโยบายสาธารณะและการบริหารรัฐกิจ บทความนำเสนอรากฐานทางทฤษฎีที่หลากหลาย ตั้งแต่ผลงานของ John Dewey ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ไปจนถึงทฤษฎีของ Barry Bozeman ที่ให้ความสำคัญกับระดับความเป็นสาธารณะและคุณค่าสาธารณะที่อาจเกิดจากการดำเนินงานของทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ในขณะที่ Mark H. Moore ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารเชิงกลยุทธ์ในภาครัฐ เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงสังคมที่ยั่งยืนและมีคุณค่า นอกจากนี้ ยังได้อธิบายการประยุกต์ใช้แนวคิดทั้งสองในกระบวนการกำหนดและประเมินผลนโยบายสาธารณะ การบริหารจัดการภาครัฐ และการทำงานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อสร้างประโยชน์ส่วนรวมได้อย่างแท้จริง บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าการผสมผสานแนวคิดความเป็นสาธารณะและคุณค่าสาธารณะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความยั่งยืนในระบบบริหารจัดการภาครัฐยุคปัจจุบัน</p>นันทะ บุตรน้อยวิพัฒน์ หมั่นการภัทรธิดา วัฒนาพรรกิตติสุธีรา ทิพย์วิวัฒน์พจนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-252025-12-25184563574