https://so04.tci-thaijo.org/index.php/edj/issue/feed
ศึกษาศาสตร์ มมร
2026-01-15T09:48:03+07:00
พระครูศรีวีรคุณสุนทร, ผศ.ดร.
journal.edu@mbu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารศึกษาศาสตร์ มมร</strong></p> <p><strong>ISSN </strong>: 3056-9850 (Online)</p> <p><strong>กำหนดออก : </strong>2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong> : วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านการศึกษา โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ คณาจารณ์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งภายในและภายนอก เพื่อเป็นเวทีทางวิชาการในการแลกเปลี่ยนทัศนะและข้อคิดเห็นทางด้านการศึกษา</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong> : บทความทุบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน และผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong> : ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong> : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/edj/article/view/276325
การจัดการงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนกรณีศึกษาโรงเรียนวัดควนวิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1
2024-12-25T13:43:20+07:00
ดุสิดา ราญฎร
randondusida@gmail.com
ทิพย์ ขำอยู่
thipkhumyoo@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพและศึกษาแนวทางการจัดการงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนวัดควนวิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 วิธีการศึกษาประกอบด้วย 2 ตอน ตอนที่ 1 วิเคราะห์สภาพใช้ประเด็นการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 15 คน ได้มาโดยการเลือกเฉพาะเจาะจง ตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางการจัดการงานดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลตอนที่ 1 มาร่างเป็นแนวทางการจัดการงานดูแลช่วยเหลือนักเรียน และนำร่างสนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 11 คน <br>ผลการวิจัยพบว่า <br>1) สภาพการจัดการงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีการปฏิบัติ 5 ขั้นตอน คือ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรอง การส่งเสริมและพัฒนา การป้องกันช่วยเหลือและแก้ไข การส่งต่อ ทุกขั้นตอนมีการปฏิบัติและมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่มีข้อปฏิบัติบางข้อที่มีการละเลยและควรส่งเสริมให้มีการปฏิบัติ จึงได้นำไปสร้างเป็นแนวทางการปฏิบัติแต่ละขั้นตอน <br>2) แนวทางการจัดการงานดูแลช่วยเหลือนักเรียน การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ควรใช้ระบบการเก็บข้อมูล SDQ ร่วมกับ School Health Hero และ OBEC CARE เพื่อให้ได้ข้อมูลครบทุกมิติ การคัดกรองนักเรียน ควรจำแนกกลุ่มนักเรียนใช้แบบวิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคล การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน ควรกำหนดนโยบายการดำเนินกิจกรรมในแผนพัฒนา นิเทศ เสริมแรงให้ครูปฏิบัติงานตามแผน การป้องกันช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา ควรมีระบบติดตามตรวจสอบการดำเนินการการติดตามช่วยเหลือ การส่งต่อควรมีการประชุมชี้แจงเหตุผลการส่งต่อ ภายใต้ฐานข้อมูลที่ชัดเจนเป็นระบบและปัจจุบัน <br>คำสำคัญ: ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน, การจัดการงานดูแล, โรงเรียนวัดควนวิเศษ</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศึกษาศาสตร์ มมร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/edj/article/view/283500
การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทักษะการคิดแก้ปัญหา
2025-12-03T09:43:38+07:00
เอกรัก ไชยสถาน
eakarak63@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยทักษะการคิดแก้ปัญหาเพื่อส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยทักษะการคิดแก้ปัญหาเพื่อส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนศรีบุณยานนท์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่อง ทักษะปฏิเสธและการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ สำหรับวัยรุ่น อายุ (12-17 ปี) ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2543 และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีความฉลาดทางอารมณ์ ด้านเก่ง ด้านดี และ ด้านสุข หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความฉลาดทางอารมณ์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยทักษะการคิดแก้ปัญหาเพื่อส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 26.16 คะแนน และ 29.05 คะแนน ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศึกษาศาสตร์ มมร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/edj/article/view/284567
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง มารยาทไทย โดยใช้ชุดกิจกรรมเด็กดีวิถีไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดปุรณาวาส กรุงเทพมหานคร
2025-11-17T13:40:51+07:00
สุพัฒตรา นาโควงค์
supattranakhowong.05@gmail.com
พระมหานพพร อภิพนฺโธ ศรีวัฒนสกุลชัย
supattranakhowong.05@gmail.com
พระครูศรีธรรมวุฒิ.
supattranakhowong.05@gmail.com
ธีรศักดิ์ รัตน์ศรี
supattranakhowong.05@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องมารยาทไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดปุรณาวาส กรุงเทพมหานคร 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง มารยาทไทย โดยใช้ชุดกิจกรรมเด็กดีวิถีไทย โรงเรียนวัดปุรณาวาส กรุงเทพมหานคร</p> <p>ผลวิจัย พบว่า</p> <ol> <li class="show">ผลการวิจัยการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องมารยาทไทย โดยใช้ชุดกิจกรรมเด็กดีวิถีไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดปุรณาวาส กรุงเทพมหานคร สามารถอธิบายตามลำดับได้ดังนี้ 1. คะแนนก่อนเรียน = 6.00, ค่า S.D. = 1.59, ค่าร้อยละเท่ากับ 38.86 2. คะแนนระหว่างเรียน = 20.00, ค่า S.D. = 1.48, ค่าร้อยละเท่ากับ 95.14 3. คะแนนหลังเรียน = 8.00, ค่า S.D. = 0.83, ค่าร้อยละเท่ากับ 93.14 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องจากการใช้ชุดกิจกรรมเด็กดีวิถีไทยเพราะว่าชุดกิจกรรมชุดนี้สามารถกกระตุ้น ความสนใจของผู้เรียนได้เป็นอย่างดีซึ่งส่งเสริมให้นักเรียนได้คิดและลงมือปฏิบัติผ่านการเรียนรู้ในเรื่อง มารยาทไทย</li> <li class="show">ผลการวิจัยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลัง ซึ่งก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย (𝑥̅ ) เท่ากับ 6.00ค่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.59 และค่าเฉลี่ยหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย (𝑥̅ ) เท่ากับ 8.0 ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.83 แสดงให้เห็นว่า นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้</li> </ol>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศึกษาศาสตร์ มมร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/edj/article/view/284961
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับประสิทธิผลของสถานศึกษาในเครือข่ายโรงเรียนกระบี่เมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่
2025-12-15T15:56:21+07:00
พีรพัฒน์ แก้วจันทร์ศรี
s6686011214@pkru.ac.th
เพียงเพ็ญ ณ พัทลุง
s6686011214@pkru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา ระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับประสิทธิผลของสถานศึกษาในเครือข่ายโรงเรียนกระบี่เมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยข้าราชการครูจำนวน 100 คน ซึ่งกำหนดจากตารางของ Krejcie และ Morgan โดยใช้เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .94 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับมาก โดยผู้บริหารมีแนวทางการทำงานที่เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ วางแผน และตรวจสอบการดำเนินงาน ซึ่งสะท้อนลักษณะการบริหารเชิงประชาธิปไตยที่เน้นความไว้วางใจ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งนี้ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจพบว่าอยู่ในระดับมาก (= 3.66, S.D. = 0.40) ขณะที่ค่าเฉลี่ยภาพรวมของการบริหารแบบมีส่วนร่วมอยู่ที่ (= 3.64, S.D. = 0.23) แสดงถึงการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายมิติของงานบริหารโรงเรียน นอกจากนี้ ประสิทธิผลของสถานศึกษาพบว่าอยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน ครอบคลุมด้านคุณภาพผู้เรียน คุณภาพครู การจัดการเรียนการสอน ทรัพยากรทางการศึกษา และความร่วมมือจากผู้ปกครองและชุมชน ซึ่งเป็นปัจจัยสะท้อนศักยภาพการดำเนินงานของโรงเรียนทั้งในเชิงวิชาการและการบริหารจัดการ</p> <p> ผลการทดสอบความสัมพันธ์พบว่า การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับประสิทธิผลของสถานศึกษา (r = 0.513, Sig. = .000) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนที่มีการบริหารเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมจะมีแนวโน้มประสิทธิผลสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของ Likert (1967) และ Hoy และ Miskel (2012) ที่ชี้ว่าการมีส่วนร่วมของบุคลากรในกระบวนการบริหารช่วยสร้างความไว้วางใจ ความร่วมมือ และความผูกพันต่อองค์กร ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นเอกภาพและบรรลุผลสัมฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาร่วมสมัยที่ระบุว่าการมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง และชุมชนเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนและความเข้มแข็งของสถานศึกษาในระยะยาว</p> <p> ผลการวิจัยจึงสะท้อนว่า การบริหารแบบมีส่วนร่วมเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพสถานศึกษาในทุกด้าน โดยเฉพาะในบริบทของเครือข่ายโรงเรียนกระบี่เมืองเก่าที่มีความหลากหลายด้านทรัพยากรและสภาพแวดล้อม การเปิดโอกาสให้ครูและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีบทบาทในการวางแผน ดำเนินงาน และประเมินผล ไม่เพียงทำให้โรงเรียนมีความโปร่งใสและเข้มแข็งขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนและชุมชนได้อย่างแท้จริง</p> <p><strong> </strong></p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศึกษาศาสตร์ มมร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/edj/article/view/285197
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยการใช้ชุดแบบฝึกทักษะเกมการศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคลองบางกระทึก
2026-01-15T09:48:03+07:00
อรปรียา อินทอง
theerasak.rat@mbu.ac.th
ธีรศักดิ์ รัตน์ศรี
theerasak.rat@mbu.ac.th
ชัชชฎา ตรีทวีวงศ์กุล
theerasak.rat@mbu.ac.th
วิมลวรรณ สวยเกษร
theerasak.rat@mbu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้การจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคลองบางกระทึก โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะเกมการศึกษา Blooket 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยชุดแบบฝึกทักษะเกมการศึกษา และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้ผ่านเกมการศึกษา Blooket กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 26 คน โดยการสำรวจทั้งหมด (Census) โดยใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ประสิทธิภาพกระบวนการมีค่าแบบฝึกทักษะระหว่างเรียนคะแนนเต็ม 30 คะแนน มีค่าเฉลี่ย<br>= 27.38, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 1.58, E₁ = 80.12 แบบทดสอบหลังเรียนคะแนนเต็ม 20 มีค่าเฉลี่ย = 17.96, S.D. = 1.61, E₂ = 90.58 ดังนั้นประสิทธิภาพของการพัฒนาทักษะการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ <br>โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะเกมการศึกษา (Blooket) ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80</p> <p>2) คะแนนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 12.19 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.90 หลังจากได้รับการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน มีคะแนนค่าเฉลี่ยเท่ากับ 27.38 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.58 และเมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนโดยการใช้ค่า t-test พบว่ามีค่า t อยู่ที่ 30.38 และมีค่า df อยู่ที่ 24 มีค่า sig. เท่ากับ 0.00 ปรากฏว่าคะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคลองบางกระทึกสูงกว่าคะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>3) การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยภาพรวมผู้เรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ พอใจมาก ค่าเฉลี่ยรวม = 2.48, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.67</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศึกษาศาสตร์ มมร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/edj/article/view/285019
เลนส์ทางสังคมวิทยาในการศึกษาปรากฏการณ์แก๊งโอริโอ้
2025-12-03T10:31:57+07:00
นพรัตน์ รัตนประทุม
nopparatr@nu.ac.th
ประกิต สารไธสงค์
nopparatr@nu.ac.th
พิพัฒน์ ไพรสวัสดิ์
nopparatr@nu.ac.th
อารมณ์ ชาญกูล
nopparatr@nu.ac.th
<p>บทความวิชาการเรื่อง “เลนส์ทางสังคมวิทยาในการศึกษาปรากฏการณ์แก๊งโอริโอ้” มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอการประยุกต์ใช้แนวคิดและทฤษฎีทางสังคมวิทยาในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มวัยรุ่น โดยใช้กรณีศึกษาแก๊งโอริโอ้ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนพฤติกรรมเลียนแบบจากบทบาทสมมติ (Roleplay) ผ่านเกมจีทีเอ 5 (GTA V) และแพลตฟอร์มเสริมไฟฟ์เอ็ม (FiveM) ซึ่งส่งผลให้เกิดความรุนแรงในโลกความเป็นจริง การศึกษาได้ใช้กรอบคิดทางสังคมวิทยา 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) โครงสร้าง–หน้าที่นิยม 2) ความขัดแย้ง 3) การกระทำทางสังคม 4) ปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ และ 5) หลังสมัยใหม่นิยม เพื่ออธิบายพลวัตของพฤติกรรมความรุนแรงและอัตลักษณ์ของกลุ่มวัยรุ่นในบริบทดิจิทัล บทความประกอบด้วย 4 ประเด็นสำคัญ คือ 1) ลักษณะของเกมจีทีเอ 5 และแพลตฟอร์มไฟฟ์เอ็ม 2) ลำดับเหตุการณ์ความรุนแรงจากแก๊งโอริโอ้ 3) แนวคิดและทฤษฎีพื้นฐานทางสังคมวิทยา และ 4) การประยุกต์ทฤษฎีทางสังคมวิทยาเพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์แก๊งโอริโอ้ บทความนี้มีส่วนช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างโลกเสมือนกับพฤติกรรมจริงของวัยรุ่น อีกทั้งยังส่งเสริมการเลือกใช้กรอบแนวคิดทางสังคมวิทยาอย่างสอดคล้องกับปรากฏการณ์ทางสังคมร่วมสมัย</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศึกษาศาสตร์ มมร