https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/issue/feed วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ 2026-08-30T21:38:12+07:00 รศ.ดร.ภัทรวรรธน์ จีรพัฒน์ธนธร fedupwj@ku.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นวารสารวิชาการราย 4 เดือน (3 ฉบับต่อปี) ประกอบด้วย ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม และ ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดพิมพ์วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้คณาจารย์ นิสิต บุคลากร นักวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบุคคลทั่วไป มีโอกาสเสนอผลงานวิชาการเพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวิทยาการในสาขาศึกษาศาสตร์ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง</p> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/286488 สมรรถนะด้านดิจิทัลที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2026-02-19T11:35:30+07:00 นฤมล เจียระธรรม s66567810001@ssru.ac.th พนิดา นิลอรุณ panida.ni@ssru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะด้านดิจิทัลและพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ 2) ศึกษาสมรรถนะด้านดิจิทัลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ จำนวน 231 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ<br />มีสมรรถนะด้านดิจิทัลและพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยสมรรถนะด้านดิจิทัล<br />มีค่าเฉลี่ย 4.46 และพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมมีค่าเฉลี่ย 4.37 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของสมรรถนะด้านดิจิทัล พบว่า ด้านทักษะการใช้สื่อและดิจิทัลอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M=</em>4.53,<em> SD=</em>0.35) และด้านการเข้าใจดิจิทัลอยู่ในระดับมาก (<em>M=</em>4.47,<em> SD=</em>0.33) สำหรับพฤติกรรมเชิงนวัตกรรม พบว่า ด้านการแสวงหาโอกาสอยู่ในระดับมาก (<em>M=</em>4.42,<em> SD=</em>0.34) และด้านความคิดริเริ่มอยู่ในระดับมาก (<em>M=</em>4.42,<em> SD=</em>0.37) นอกจากนี้ พบว่าสมรรถนะด้านดิจิทัลทั้ง 4 ด้านสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของบุคลากรได้ร้อยละ 56.30 (Adjusted R² = .563) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยปัจจัยที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ สมรรถนะด้านการแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือดิจิทัลมีอิทธิพลสูงสุด (β=0.543,<em> p=</em>0.000) รองลงมาคือ ด้านการเข้าใจดิจิทัล (β<em>=</em>0.212,<em> p=</em>0.000) งานวิจัยนี้มีส่วนช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความสามารถด้านดิจิทัลและนวัตกรรมในบริบทการบริหารการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัลของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการไม่เพียงส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในระดับบุคคล แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพเชิงนวัตกรรมขององค์กร อันจะนำไปสู่การยกระดับความสามารถของมหาวิทยาลัยในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองต่อทิศทางการพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/287103 การพัฒนาเครื่องมือวัดสมรรถนะด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบสารสนเทศรายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดระยอง 2026-04-16T18:36:18+07:00 วิโรฒน์ ชมภู wirotec@buu.ac.th อธิตา อ่อนเอื้อน athitha@go.buu.ac.th สุทธิมาศ อภิรักษ์วณิชย์ Sutimas2521@gmail.com กฤษณะ ชินสาร Krisana@informatics.buu.ac.th กิติศักดิ์ อ่อนเอื้อน kittisak@buu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเครื่องมือประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามกรอบหลักสูตร Rayong MARCO ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) 2) พัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับรายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดระยอง 3) ประเมินประสิทธิภาพของระบบประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามกรอบหลักสูตร Rayong MARCO ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 4) ประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศสำหรับรายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดระยอง 5) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบการประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามกรอบหลักสูตร Rayong MARCO ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ผ่านระบบสารสนเทศสำหรับรายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างคือคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดระยอง ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร และครูโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดระยอง จำนวน 102 คน การดำเนินการวิจัยและพัฒนานี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) วิเคราะห์ข้อมูลและความต้องการ 2) ออกแบบฐานข้อมูลการประมวลผลและการแสดงผล 3) พัฒนาระบบสารสนเทศและการอ่านข้อมูลด้วยโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ 4) ทดลองใช้และประเมินประสิทธิภาพของระบบและความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า เครื่องมือประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามกรอบหลักสูตร Rayong MARCO ที่พัฒนาขึ้นสามารถตรวจคำตอบได้ทั้งแบบ ปรนัย อัตนัยและเสียง โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการอ่านค่าและส่งผ่านข้อมูลผ่านระบบไลน์สู่ระบบสารสนเทศเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ซึ่งรองรับส่งกลับเพื่อแสดงผลผ่านไลน์และการรายงานผลแบบเรียลไทม์ โดยเครื่องมือการประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามกรอบหลักสูตร Rayong MARCO ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มีประสิทธิภาพ ความแม่นยำร้อยละ 100 จากการอ่านกระดาษคำตอบแบบปรนัยที่มีคุณภาพดี และความแม่นยำร้อยละ 97.50 จากการฝนตอบคุณภาพปานกลาง และอ่านการตอบแบบอักษรคุณภาพสูง มีความแม่นยำร้อยละ 99 และความแม่นยำร้อยละ 93.20 เมื่ออ่านแบบอักษรมีคุณภาพปานกลาง ระบบสารสนเทศเพื่อการรายงานผลสัมฤทธิ์มีประสิทธิภาพในระดับมาก (<em>M</em>=3.50) โดยมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (<em>M</em>=3.59) ระบบประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามกรอบหลักสูตร Rayong MARCO ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ช่วยแก้ปัญหาได้รวดเร็ว นำไปวางแผนแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ไม่ผ่านได้</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/287346 การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง วัสดุและสสาร โดยการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD 2026-03-30T14:55:39+07:00 กลิ่นสุคนธ์ สุวรรณ์น้อย klinsukhon947@gmail.com ปาจรีย์ ติ้วสิขเรศ tiw.pacharee@pkru.ac.th นาถนภา ขันท์ทอง natnapha.k@pkru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง วัสดุและสสาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) เพื่อศึกษาคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง วัสดุและสสาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD จำนวน 6 แผน 12 ชั่วโมง 2) แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และสถิติทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ผลการวิจัยพบว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานมีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ 38.39 โดยทักษะการใช้ตัวเลขมีพัฒนาการสูงสุด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์มีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ 41.19 โดยเรื่องความแข็งของวัสดุมีพัฒนาการสูงสุด นอกจากนี้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานและ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/288368 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องการวิเคราะห์และการนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแผนภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคทีมแข่งขัน (TGT) ร่วมกับแบบฝึกเสริมทักษะ 2026-04-16T14:56:54+07:00 ปิ่นมณี ทุมสันเทียะ 6511518349@chandra.ac.th ภัทรวดี โชติประเสริฐ thanaphat11103@gmail.com เอกรินทร์ ทองคำ 6511504893@chandra.ac.th ระวิภาส อุมาสะ 6511515402@chandra.ac.th ดวงรัตน์ จิตต์เจริญ doungrat.c@chandra.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การวิเคราะห์และการนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแผนภาพ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคทีมแข่งขันร่วมกับแบบฝึกเสริมทักษะ และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม การวิจัยนี้ใช้แบบแผนก่อนทดลองชนิดกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 ของโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 28 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคทีมแข่งขันร่วมกับแบบฝึกเสริมทักษะ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างเดียว ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน ( x̄=13.61, <em>SD</em>=2.41) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ( x̄ =7.39, <em>SD</em>=2.35) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 17.37, p &lt; .001) และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 3.53, p = .002) ข้อค้นพบนี้สะท้อนว่าแนวทางดังกล่าวอาจเหมาะสมต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ในหัวข้อนี้ภายใต้บริบทที่ศึกษา</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/288528 ความต้องการของนักศึกษาครูที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ด้วยสื่อวิดีโอช่วยสอนโมชันกราฟิก 2026-05-05T12:35:56+07:00 สุทธิศิลป์ สุขสบาย sutthisin.suk@sru.ac.th พจนาถ ขอประเสริฐ potjanat.kho@sru.ac.th ภณัฐดาว จันทรศิริ phanatdao.cha@sru.ac.th <p>สื่อวิดีโอช่วยสอนโมชันกราฟิกช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษให้เข้าใจเนื้อหาที่มีลักษณะเป็นนามธรรมได้ง่ายขึ้นในยุคดิจิทัล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของนักศึกษาครูที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษด้วยสื่อวิดีโอช่วยสอนโมชันกราฟิก กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาครูระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาอังกฤษ จำนวน 178 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษาค่าเฉลี่ยของประชากรของศิริชัย กาญจนวาสี และคณะ (2559) เครื่องมือวิจัยคือ แบบสำรวจความต้องการของนักศึกษาครูที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษด้วยสื่อวิดีโอช่วยสอนโมชันกราฟิก ซึ่งเป็นแบบมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ (<em>f</em>) ค่าร้อยละ (<em>%</em>) ค่าเฉลี่ย (<em>M</em>) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>SD</em>) และค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน (<em>CV</em>) ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาครูมีความต้องการต่อการจัดการเรียนการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษด้วยสื่อวิดีโอช่วยสอนโมชันกราฟิกในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em>=4.64, <em>SD</em>=0.39) เมื่อจำแนกรายด้าน พบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านสื่อวิดีโอช่วยสอนโมชันกราฟิก (<em>M</em>=4.71, <em>SD</em>=0.37) ด้านสภาพแวดล้อมดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ (<em>M</em>=4.69, <em>SD</em>=0.42) ด้านการจัดการเรียนรู้ (<em>M</em>=4.68, <em>SD</em>=0.45) และด้านเนื้อหา (<em>M</em>=4.50, <em>SD</em>=0.67) ตามลำดับ นอกจากนี้ ความต้องการของนักศึกษาครูมีความสอดคล้องกันในระดับสูงถึงสูงมาก (<em>CV</em> = 0.079–0.150) ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า นักศึกษาครูให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษผ่านสื่อดิจิทัลที่เข้าใจง่าย และสามารถใช้เป็นแนวทางในการออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับการจัดการเรียนการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษในอนาคต</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/287990 การพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ และสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับเทคนิค Think-Pair-Share รายวิชาสังคมศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2026-06-29T16:17:08+07:00 วงศธร อินทสิทธิ์ wongsathon.i@kkumail.com มณฑา ชุ่มสุคนธ์ montch@kku.ac.th <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ร่วมกับเทคนิค Think-Pair-Share รายวิชาสังคมศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ 2) เพื่อพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ร่วมกับเทคนิค Think-Pair-Share รายวิชาสังคมศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 40 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้ 1) แผนการเรียนรู้ 2) แบบบันทึกผลการจัดกิจกรรม 3) แบบสังเกตพฤติกรรม 4) แบบสัมภาษณ์ 5) แบบวัดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ท้ายวงจร 6) แบบประเมินสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมท้ายวงจร 7) แบบวัดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ และ 8) แบบประเมินสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม วิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ผลวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์เฉลี่ย 40.83 จากคะแนนเต็ม 48 คะแนน, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.42, ร้อยละ 85.10 และมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 38 คน ร้อยละ 95.00 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนมีสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม ผ่านเกณฑ์ระดับสามารถขึ้นไป จำนวน 38 คน ร้อยละ 95.00 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/288898 การประยุกต์ใช้ความเป็นจริงเสริมแบบอ้างอิงตำแหน่ง สำหรับการท่องเที่ยวในป่านันทนาการ น้ำตกเขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี : มิติใหม่ของการนันทนาการในศตวรรษที่ 21 2026-06-09T13:26:41+07:00 ชญานี ปานประสงค์ chayanee.panp@ku.th ชาคริต ณ ตะกั่วทุ่ง chakrit.n@ku.ac.th อุษารดี ภู่มาลี fforudp@ku.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาระบบความเป็นจริงเสริมแบบอ้างอิงตำแหน่งสำหรับนำทางและแนะนำข้อมูลการท่องเที่ยวในป่านันทนาการน้ำตกเขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี และ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อระบบความเป็นจริงเสริมแบบอ้างอิงตำแหน่งสำหรับการนำทางและแนะนำข้อมูลการท่องเที่ยวในป่านันทนาการน้ำตกเขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี กลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาระบบประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาความคิดเห็น คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเยี่ยมชมป่านันทนาการน้ำตกเขาอีโต้ จำนวน 313 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ระบบความเป็นจริงเสริมแบบอ้างอิงตำแหน่งที่พัฒนาโดยแอปพลิเคชัน ARLOOPA 2) แบบสอบถามความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีค่า IOC เท่ากับ 1.00 และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นผู้ใช้งานระบบความเป็นจริงเสริมแบบอ้างอิงตำแหน่ง ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.916 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ระบบความเป็นจริงเสริมแบบอ้างอิงตำแหน่งที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมด้านเนื้อหาและสามารถใช้งานได้จริงในพื้นที่ป่านันทนาการ โดยนักท่องเที่ยวมีความคิดเห็นต่อระบบในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( x̄ = 4.20) โดยเฉพาะด้านความเหมาะสมของเนื้อหา ( x̄ = 4.27) และความชัดเจนในการนำเสนอข้อมูล ( x̄ = 4.25) ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวช่วยส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์ เพิ่มความน่าสนใจในการสื่อความหมายธรรมชาติ และยกระดับประสบการณ์นันทนาการเชิงดิจิทัลในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/288686 ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี 2026-06-09T14:59:45+07:00 ชิษณุพงศ์ ทวีเมือง scbm57scbm57@gmail.com ดวงเดือน สุวรรณจินดา Duongdearn.Suw@stou.ac.th ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ Tweesak.Chi@stou.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และศึกษาเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหลังการได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดผลหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 1 สาขาสัตวศาสตร์ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง นักศึกษา 20 คน โดยใช้การสุ่ม ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD รายวิชาหลักพันธุศาสตร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาหลักพันธุศาสตร์ (2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย 4 ตัวเลือก 36 ข้อ และอัตนัย 7 ข้อ และ (3) แบบวัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ แบบลิเคิร์ท สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ one sample sign test ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 หลังได้รับการจัด การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (2) เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 หลังการได้รับการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก ที่ 4.13 (<em>SD</em> = 0.86) โดยหัวข้อ ตระหนักในคุณและโทษของการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดที่ 4.38 (<em>SD</em> = 0.54 ) หัวข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ตั้งใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ มีค่าเฉลี่ยที่ 3.47 (<em>SD</em> = 1.44) ผลการวิจัยครั้งนี้ช่วยให้ผู้สอนได้แนวทางการนำเทคนิค STAD ไปประยุกต์ใช้ยกระดับเจตคติและพฤติกรรมการเรียนร่วมกันในรายวิชาชีพของอาชีวศึกษาเกษตรกรรมที่มีเนื้อหาเป็นนามธรรมและซับซ้อนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/287019 ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการตัดสินใจเชิงโครงสร้างต่อการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2026-06-18T09:26:40+07:00 นัชชา จันทร์แก้ว natcha.teach@gmail.com ชนินันท์ พฤกษ์ประมูล chaninan@g.swu.ac.th <p>การจัดการเรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นฐานช่วยส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนได้แต่ยังพบข้อจำกัดในด้านการสืบค้นและนำข้อมูลไปใช้ในตัดสินใจ กระบวนการตัดสินใจเชิงโครงสร้างจึงถูกนำมาเสริมในกระบวนการเรียนรู้ งานวิจัยนี้จึงตรวจสอบผลของการบูรณาการสองแนวทาง มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เปรียบเทียบการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนและหลังเรียน และ 2) ศึกษาพัฒนาการการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน กลุ่มที่ศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามเนื้อหาเรื่องระบบนิเวศ ซึ่งแต่ละแผนมีเครื่องมือ ประกอบด้วย ใบกิจกรรม และแบบบันทึกหลังสอน และแบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ ร้อยละ และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนอยู่ในระดับดี ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนที่อยู่ในระดับปานกลาง 2) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงที่สุดในองค์ประกอบ การนิรนัย รองลงมาคือ การระบุข้อตกลงเบื้องต้น การอุปนัย และการตัดสินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลและการสังเกต ตามลำดับ 3) นักเรียนส่วนใหญ่มีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ของการคิดอย่างมีวิจารณญาณอยู่ในระดับต้น และ 4) ระหว่างเรียนรู้นักเรียนแต่ละกลุ่มมีแนวโน้มระดับการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยภาพรวมที่ดีขึ้น โดยกระบวนการตัดสินใจเชิงโครงสร้างมีความซับซ้อนและนักเรียนมีการใช้ AI ในการสืบค้นทำให้ขาดการพิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/289041 การศึกษาประสิทธิผลของค่าย Siam Gen Z Leader Camp ต่อการรับรู้ภาวะผู้นำ ทักษะการคิด และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2026-06-23T10:08:08+07:00 ภัทรพร อรัณยภาค teaw1953@hotmail.com รัตนาภรณ์ นิวาศานนท์ Noeymeanle@gmail.com วารุณี เพไร ajwarunee@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการจัดค่าย Siam Gen Z Leader Camp ต่อการส่งเสริมการรับรู้ด้านภาวะผู้นำ ทักษะการคิด และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 30 คน ที่สมัครใจและเข้าร่วมกิจกรรมค่ายครบทุกกิจกรรม กิจกรรมค่ายออกแบบตามแนวคิดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาภาวะผู้นำ การฝึกทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน การเรียนรู้ผ่านการจำลองสถานการณ์ฉุกเฉิน และการสะท้อนการเรียนรู้ผ่านการทำงานกลุ่ม เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามประเมินการรับรู้ด้านภาวะผู้นำ ทักษะการคิด และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .933, .901 และ .904 ตามลำดับ และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการเข้าร่วมค่ายของทุกตัวแปรสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบค่ายและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์น่าจะสามารถส่งเสริมสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิผล ควรมีการศึกษาโดยใช้กลุ่มควบคุมและกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ขึ้นต่อไป</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/289754 ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดเชิงประวัติศาสตร์บุคคลที่มีต่อการรู้จักตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2026-06-23T09:52:00+07:00 วาสิณี จิรสิริ wasinee.j@dru.ac.th ธีรนันท์ ธีระธนากร theranun.t@dru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและเปรียบเทียบการรู้จักตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดเชิงประวัติศาสตร์บุคคล กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 40 คน ในเขตบางแค กรุงเทพมหานคร ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มจากโรงเรียนเป้าหมาย ใช้แบบแผนการวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลัง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดเชิงประวัติศาสตร์บุคคลบูรณาการแนวคิด PERMA Model จำนวน 6 กิจกรรม โดยมีการวัดผลก่อนการเข้าร่วมกิจกรรมและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างละ 1 ครั้ง รวมเป็น 8 ครั้งของการดำเนินกิจกรรมและ 2) แบบวัดการรู้จักตนเอง มีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) ระหว่าง 0.80–1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .83 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่าหลังเข้าร่วมกิจกรรม นักเรียนมีระดับการรู้จักตนเองโดยรวมอยู่ในระดับสูง (<em>M</em>=4.07, <em>SD</em>=0.26) โดยด้านอารมณ์และความรู้สึกมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านความสามารถและศักยภาพ และด้านคุณค่าและเป้าหมายชีวิตตามลำดับ นอกจากนี้ คะแนนการรู้จักตนเองหลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมกิจกรรมเท่ากับ 2.85 (<em>SD</em>=0.42) และค่าเฉลี่ยหลังเข้าร่วมกิจกรรมเท่ากับ 4.38 (<em>SD</em>=0.35) ผลการทดสอบเท่ากับ t(39) = 5.27, p &lt; .01 และมีขนาดอิทธิพลระดับใหญ่ (Cohen’s d = 0.83) ผลการวิจัยสะท้อนว่ากิจกรรมดังกล่าวมีแนวโน้มส่งเสริมการรู้จักตนเองของผู้เรียน การสะท้อนคิด การตระหนักรู้ในตนเองและการพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพในศตวรรษที่ 21</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/286275 การศึกษาความสามารถในการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ เรื่อง ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2026-06-10T10:08:35+07:00 สุริยะ โสช้าง suriya.soc@g.swu.ac.th ชนินันท์ พฤกษ์ประมูล chaninan@g.swu.ac.th <p>งานวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ เรื่อง ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะ นักเรียนกลุ่มที่ศึกษา คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา จำนวน 82 คน ได้มาจากเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยที่ใช้ ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ แบบอัตนัยแบบจำกัดคำตอบ จำนวน 6 ข้อ ผลการศึกษาพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์เท่ากับ 21.13 คะแนน (<em>SD</em> = 6.51) โดยภาพรวมนักเรียนส่วนใหญ่มีความสามารถอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 52.44) รองลงมาคือระดับดีมาก (ร้อยละ 24.39) และระดับควรปรับปรุง (ร้อยละ 23.17) 2) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดในองค์ประกอบข้อกล่าวอ้าง (<em>M</em> = 9.27, <em>SD</em> = 2.31) รองลงมาคือองค์ประกอบหลักฐาน (<em>M</em> = 8.09, <em>SD</em> = 2.76) และองค์ประกอบการให้เหตุผล (<em>M</em> = 3.80, <em>SD</em> = 2.51) ตามลำดับ 3) ระดับความสามารถในการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์สัมพันธ์กับผลการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r<sub>s</sub> =.624 , p &lt;.001) จากการวิเคราะห์ด้วยสหสัมพันธ์ของ สเปียร์แมน และ 4) นักเรียนที่มีความสามารถระดับดีถึงดีมาก ส่วนใหญ่มีประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการทดลอง (ร้อยละ 41.47) เมื่อพิจารณาจากคำตอบของนักเรียนรายข้อ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่สามารถสร้างข้อกล่าวอ้างและระบุหลักฐานได้ในระดับดี แต่ยังขาดความสามารถในการเชื่อมโยงเหตุผลที่ถูกต้องและเหมาะสม</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/290732 บทพินิจหนังสือ: Guidance for Generative AI in Education and Research 2026-06-29T16:59:19+07:00 ธนภัทร ศรีผ่าน thanapat.srip@ku.th <p>หนังสือ Guidance for Generative AI in Education and Research ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) เป็นเอกสารแนวทางสำคัญที่นำเสนอบทบาทของปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิด (Generative AI: GenAI) ต่อการศึกษาและการวิจัยในยุคดิจิทัล โดยอธิบายหลักการทำงานของ Generative AI พร้อมทั้งโอกาสและความท้าทายในการประยุกต์ใช้ในบริบททางการศึกษา ตลอดจนประเด็นสำคัญด้านจริยธรรม ความเป็นส่วนตัว ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ลิขสิทธิ์ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการจัดการเรียนรู้ การสอน การวัดและประเมินผล และการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ จุดเด่นของหนังสืออยู่ที่การนำเสนอแนวคิด Human-Centred Approach ซึ่งมุ่งส่งเสริมการใช้ AI เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการคิดวิเคราะห์ของมนุษย์ มากกว่าการทดแทนวิจารณญาณและการตัดสินใจของมนุษย์ นอกจากนี้ หนังสือยังนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติสำหรับภาครัฐบาล สถาบันการศึกษา ครู และนักวิจัย เพื่อส่งเสริมการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการศึกษา หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเอกสารอ้างอิงที่ทรงคุณค่าและเหมาะสมกับบริบทการพัฒนาการศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์สำหรับผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักวิจัย และผู้สนใจทั่วไป</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์