วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku <p>วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นวารสารวิชาการราย 4 เดือน (3 ฉบับต่อปี) ประกอบด้วย ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม และ ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดพิมพ์วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้คณาจารย์ นิสิต บุคลากร นักวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบุคคลทั่วไป มีโอกาสเสนอผลงานวิชาการเพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวิทยาการในสาขาศึกษาศาสตร์ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง</p> th-TH <p style="text-align: center;">บทความทุกบทความเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน</p> <p style="text-align: center;">วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ (Kasetsart Educational Review)</p> fedupwj@ku.ac.th (รศ.ดร.ภัทรวรรธน์ จีรพัฒน์ธนธร) fedutny@ku.ac.th (นางธนพร ยอดชมยาน) Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ระดับความสำเร็จของระบบกิจกรรมจิตอาสาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/278525 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสำเร็จของระบบกิจกรรมจิตอาสาตามการรับรู้ของนิสิตกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และ 2) เปรียบเทียบระดับของความสำเร็จของระบบกิจกรรมจิตอาสา จำแนกตามเพศ ชั้นปี คณะ ลักษณะการกู้ยืมและจำนวนปีที่ใช้บริการ ศึกษากับประชากร ได้แก่ นิสิตกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ใช้งานระบบกิจกรรมจิตอาสาของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 7,031 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยการเปิดตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครซี่และมอร์แกน และสุ่มตัวอย่างสุ่มแบบตามสมัครใจได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น จำนวน 769 คน โดยใช้เครื่องมือได้แก่ แบบวัดความสำเร็จของระบบกิจกรรมจิตอาสา จำนวน 48 ข้อ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือได้แก่ ค่า IOC มีค่าตั้งแต่ 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .961 วิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบตัวแปรระหว่างตัวแปร Independent sample t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการศึกษาพบว่า ระดับความสำเร็จของระบบกิจกรรมจิตอาสาโดยรวมเฉลี่ยเท่ากับ 3.88 อยู่ในระดับค่อนข้างสูง พิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่สูงที่สุดตามลำดับ ได้แก่ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ ด้านคุณภาพของข้อมูล ด้านคุณภาพของบริการ ด้านความพึงพอใจในการบริการ ด้านประสบการณ์ผู้ใช้ ซึ่งอยู่ในระดับค่อนข้างสูง และด้านคุณภาพของระบบ อยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของความสำเร็จของระบบกิจกรรมจิตอาสาตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า เพศ คณะ และลักษณะการกู้ยืมที่ต่างกันมีการรับรู้ระดับความสำเร็จของระบบกิจกรรมจิตอาสาไม่แตกต่างกัน แต่นิสิตที่มีชั้นปี และจำนวนปีที่ใช้บริการต่างกันมีการรับรู้ความสำเร็จของระบบกิจกรรมจิตอาสาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ทิพยรัตน์ ปานสอน, วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง, สุชาดา นันทะไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/278525 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีจากการใช้ความร่วมมือแบบบูรณาการข้ามศาสตร์ในการนิเทศ นิสิตครูคณิตศาสตร์ระหว่างการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/281576 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีจากการใช้ความร่วมมือแบบบูรณาการข้ามศาสตร์ในการนิเทศนิสิตครูคณิตศาสตร์ระหว่างการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ผ่านกระบวนการพัฒนาบทเรียนร่วมกันและกลุ่มชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการวิจัยประกอบด้วย อาจารย์นิเทศก์ 2 คน ครูพี่เลี้ยง 3 คน นิสิตครู 3 คน นักวิจัย 4 คน ผู้ช่วยนักวิจัย 2 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2–4 จำนวน 120 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากการประชุม การสังเกตชั้นเรียน การบันทึกวีดิทัศน์ และการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบแนวปฏิบัติที่ดี 4 ด้าน ได้แก่ (1) การเลือกสมาชิกและการทำความเข้าใจตรงกันของกลุ่ม PLC (2) กระบวนการใช้ความร่วมมือในการนิเทศนิสิตครู (3) การพัฒนาความเข้าใจในเนื้อหาและการจัดการเรียนรู้ของนิสิตครู และ (4) การพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน การใช้ความร่วมมือแบบบูรณาการข้ามศาสตร์ในครั้งนี้ ช่วยพัฒนาสมรรถนะด้านการสอนของนิสิตครู ทั้งสมรรถนะเฉพาะด้านการสอนคณิตศาสตร์และสมรรถนะอื่น ๆ แบบองค์รวม รวมถึงช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนในชั้นเรียนทั้งด้านความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ ความรู้สึกในการวัดน้ำหนัก และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์</p> ทรงชัย อักษรคิด, อิษยา นาคนาวา, สุวิกรม มาประณีต, สกล ตั้งเก้าสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/281576 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับวุฒิภาวะทางอาชีพ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552–2567 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/282546 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับวุฒิภาวะทางอาชีพ เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาและส่งเสริมวุฒิภาวะทางอาชีพของผู้เรียนอย่างเหมาะสม ใช้ฐานข้อมูล TDC (Thai Digital Collection) ค้นหางานวิจัยย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2552–2567 ผ่านเกณฑ์ตรวจคุณภาพงานวิจัยด้วยแบบตรวจสอบคุณภาพ พบว่ามีงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 10 ชิ้น โดยเลือกศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง มากที่สุดร้อยละ 50.0 เป็นการศึกษาอุดมศึกษา รองลงมาร้อยละ 20.0 การศึกษาระดับมัธยมตอนต้น ในส่วนของตัวแปรต้น พบว่า มากที่สุดร้อยละ 12.0 คือตัวแปรต้นความสามารถในการฟันฝ่าอุปสรรค รองลงมาร้อยละ 8.0 การพัฒนาตนเอง ชุดกิจกรรมแนะแนว และการสนับสนุนทางสังคม วิธีการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่พบมากที่สุดร้อยละ 60.0 ใช้วิธีการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ และสถิติเชิงอนุมานที่พบมากที่สุด ร้อยละ 36.36 คือสถิติเชิงอนุมานแบบ Pearson Correlation รองลงมาร้อยละ 27.27 ใช้สถิติแบบ t-test ถัดมาร้อยละ 18.18 ใช้สถิติแบบ Multiple Regression แนวทางในการพัฒนาและส่งเสริมวุฒิภาวะทางอาชีพของผู้เรียน ควรเริ่มจากการ (1) สร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาและสังคมที่เกื้อหนุน (2) ส่งเสริมความสามารถในการฟันฝ่าอุปสรรค (3) เน้นการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง (4) บูรณาการการแนะแนวอาชีพเข้ากับการเรียนการสอน และ (5) การใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีในการเสริมสร้างวุฒิภาวะทางอาชีพ</p> จิตตินันท์ บุญสถิรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/282546 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การคิดเชิงอนาคตด้านอาชีพของผู้นำนิสิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/283009 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาการคิดเชิงอนาคตด้านอาชีพของผู้นำนิสิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างคือ กรรมการสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ ปีการศึกษา 2567–2568 จำนวน 40 คน จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยคือ แบบวัดการคิดเชิงอนาคตด้านอาชีพ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ Independent Samples t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวน One-Way ANOVA และ การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ระดับการคิดเชิงอนาคตด้านอาชีพของผู้นำนิสิตโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย 3.21) ด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเข้าใจตนเองตามบริบทอาชีพ (3.35) รองลงมาคือ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงเหตุผลและความต่อเนื่อง (3.16) และการตั้งเป้าหมายและวางแผนปฏิบัติตน (3.14) เพศชายมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะด้านการตั้งเป้าหมายและวางแผนปฏิบัติตน และค่าเฉลี่ยของคะแนนการคิดเชิงอนาคตด้านอาชีพของผู้นำนิสิต ปีการศึกษาที่ดำรงสถานภาพบทบาทของผู้นำนิสิตที่แตกต่างกัน กับการคิดเชิงอนาคตด้านอาชีพ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ .05 ผลจากการสัมภาษณ์ พบการสะท้อนคิดของผู้นำนิสิตว่ามีการรู้จักตนเองทั้งด้านทักษะ ความถนัด ความสนใจ และโอกาสรอบตัว ส่งผลให้การตัดสินใจด้านอาชีพเชื่อมโยงกับศักยภาพของตนและความต้องการตลาดแรงงาน การพิจารณาข้อมูลสะท้อนความสามารถในการเชื่อมโยงตนเองกับสังคมและอาชีพ ส่วนการตั้งเป้าหมายด้านอาชีพแตกต่างกัน บางคนชัดเจนพร้อมแนวทางปฏิบัติ ขณะที่บางคนยังสะสมประสบการณ์เพื่อหาทิศทางในอนาคต</p> กรกฎา นักคิ้ม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/283009 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการศึกษา “เพื่อ/ใน/สำหรับ/เกี่ยวกับ” ความเป็นผู้ประกอบการ: มุมมองด้านการศึกษา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/283224 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวทางการศึกษา “เพื่อ/ใน/สำหรับ/เกี่ยวกับ” ความเป็นผู้ประกอบการผ่านมุมมองด้านการศึกษา โดยใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Literature Review) เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์แนวคิดเชิงทฤษฎีและแนวปฏิบัติด้านการศึกษาผู้ประกอบการจากฐานข้อมูล SCOPUS, EBSCO และ ERIC ระหว่างปี พ.ศ. 2527 - พ.ศ. 2560 กลุ่มข้อมูลที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ บทความวิจัยที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกตามคุณภาพและความสอดคล้องกับประเด็นวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบคัดกรองงานวิจัย และ แบบสกัดข้อมูล จากบทความที่ผ่านการคัดเลือก สรุปผลการสืบค้นพบงานวิจัยทั้งหมด 120 เรื่อง และมีจำนวน 8 เรื่อง <br />ที่ผ่านเกณฑ์รอบสุดท้ายสำหรับการวิเคราะห์เชิงลึก ผลการวิจัยสรุปได้ว่า แนวทางการศึกษา “เพื่อ/ใน/สำหรับ/เกี่ยวกับ” ความเป็นผู้ประกอบการ มีความหลากหลายและสะท้อนความแตกต่างด้าน เป้าหมายการจัดการเรียนรู้และแนวทางการสอน โดยแต่ละแนวทางมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนในมิติต่างๆ ทั้งด้านความคิดเชิงผู้ประกอบการ การสร้างนวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัวต่อบริบทเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลการสังเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายทางการสอนและบริบทที่แตกต่างกันส่งผลต่อการออกแบบและผลลัพธ์ของการศึกษาผู้ประกอบการ ผลการวิจัยนำไปสู่การพัฒนา “กรอบแนวคิดเชิงบูรณาการ” ที่เน้นความจำเป็นของการนำนวัตกรรมหลักสูตรและนโยบายที่สอดคล้องกันมาใช้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้ประกอบการและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียนยุคใหม่</p> สุทธินันท์ รัตนโชติถาวร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/283224 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทของผู้ปกครองในการสนับสนุนการเรียนออนไลน์แก่เด็กวัยอนุบาลในช่วงสถานการณ์ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/278333 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของผู้ปกครองในการสนับสนุน การเรียนออนไลน์แก่เด็กวัยอนุบาลในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การใช้วินัยเชิงบวก การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และการเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ประชากร คือ ผู้ปกครองของเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนสาธิตโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ปีการศึกษา 2564 จำนวน 72 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ผลการวิจัยเผยให้เห็นว่า บทบาทของผู้ปกครองในการสนับสนุนการเรียนออนไลน์แก่เด็กวัยอนุบาลในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ในระดับมาก (µ = 4.11) เมื่อพิจารณารายด้านทั้ง 3 ด้าน พบว่า ทุกด้านปฏิบัติในระดับมาก โดยการใช้วินัยเชิงบวกมีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงที่สุด (µ = 4.18) รองลงมาคือ การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (µ = 4.17) และการเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (µ =3.97)</p> ถาวรีย์ โคตวงค์จันทร์, ศศิลักษณ์ ขยันกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/278333 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/281388 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา ในรายวิชาฟิสิกส์ เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 30 คน ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จังหวัดนครปฐม ซึ่งได้มาจากวิธีเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นตามแบบแผนการวิจัยแบบหนึ่งกลุ่มทดลองก่อนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีม และ 2) แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าเฉลี่ยร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน</p> เดือนเพ็ญ หาญยุทธ, ธีรพงษ์ แสงประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/281388 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ TPACK Model รายวิชาการประดิษฐ์เครื่องสดไทย หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/281545 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการเรียนรู้รายวิชาการประดิษฐ์เครื่องสดไทย ศึกษาประสิทธิภาพของกิจกรรมเรียนรู้แบบ TPACK Model เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียน และประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดกิจกรรมฯ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจงตามวัตถุประสงค์วิจัย ได้แก่ นักศึกษาที่เรียนรายวิชาการประดิษฐ์เครื่องสดไทย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 34 คน เครื่องมือ ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการเรียนรู้ 2) รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบ TPACK Model 3) แบบวัดผลทางการเรียน และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อกิจกรรมฯ ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการเรียนรู้คือ การจัดลำดับเนื้อหาจากง่ายไปยาก ร่วมกับการใช้สื่อจริงและสื่อสมัยใหม่ กิจกรรม TPACK Model ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ เนื้อหา (CK) วิธีการสอน (PK) เทคโนโลยี (TK) โดยบูรณาการเชื่อมโยงผ่านความรู้เนื้อหารายวิชา 6 บทเรียน ร่วมกับการสอนแบบสาธิตและการใช้แอปพลิเคชัน ผลประสิทธิภาพของกิจกรรมเป็นตามเกณฑ์ 80.20/83.77 <br />ผลการเรียนรู้หลังจัดการเรียนรู้แบบ TPACK Model สูงขึ้นเท่ากับ 50.26 กว่าก่อนเรียนเท่ากับ 48.12 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.002 ผลความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 4.34) สรุปได้ว่า กิจกรรม TPACK Model ส่งผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> รักชนก อินจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/281545 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาหลักสูตรสำหรับบุคลากรใหม่ของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ ผ่านการเรียนรู้ด้วยตนเองด้วยอีเลิร์นนิ่ง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/281996 <p>การวิจัยนี้เป็นการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (Routine to Research: R2R) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรอีเลิร์นนิ่งสำหรับบุคลากรใหม่ของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตรฯ ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคมถึงสิงหาคม พ.ศ. 2567 กลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา ได้แก่ บุคลากรใหม่จำนวน 37 คน ซึ่งเข้าร่วมการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านระบบเว็บแอปพลิเคชัน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ หลักสูตรอีเลิร์นนิ่ง แบบทดสอบวัดความรู้หลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) หลักสูตรที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย (1) หลักการและวัตถุประสงค์ (2) ระบบการอบรม ประกอบด้วย การลงทะเบียน การเรียน การทดสอบ การประเมินผลและการรับใบรับรองผล (3) สื่อและแหล่งเรียนรู้ แบบเว็บแอปพลิเคชัน มีวิดีทัศน์ คำบรรยายภาพและเสียงสังเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (4) เนื้อหา ประกอบด้วย 3 บท ได้แก่ องค์กรและระเบียบราชการ ระบบบริหารคุณภาพและความมั่นคงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ 2) ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนร้อยละ 91.08 สูงกว่าเกณฑ์ (≥ 80%) มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.63 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.51) สะท้อนให้เห็นว่าหลักสูตรฯ สามารถลดข้อจำกัดการอบรมแบบเดิมได้ ทั้งนี้ ควรทบทวนและปรับปรุงเนื้อหาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ให้ทันการเปลี่ยนแปลงของระบบราชการและเทคโนโลยี</p> โลมไสล วงค์จันตา, วสุ บำรุงชัยชนะ, ปาริชาติ กัญญาบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/281996 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาบอร์ดเกม File Manager เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะการใช้งานคอมพิวเตอร์ เรื่องการจัดการไฟล์และโฟลเดอร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/282398 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบอร์ดเกม File Manager เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะการจัดการไฟล์และโฟลเดอร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2) เปรียบเทียบความรู้และทักษะของนักเรียนที่เรียนด้วยบอร์ดเกมกับนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีปกติ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ใช้บอร์ดเกมในการเรียนรู้ ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 285 คน กลุ่มตัวอย่าง 158 คน จาก 4 ห้องเรียน ด้วยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ บอร์ดเกม File Manager แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะ แบบสังเกตผลการใช้บอร์ดเกม แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน (t-test) และวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า บอร์ดเกม File Manager ได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญว่าอยู่ในระดับ “ดีมาก” (ค่าเฉลี่ย 4.87) นักเรียนที่เรียนด้วยบอร์ดเกมมีผลคะแนนเฉลี่ยความรู้และทักษะหลังเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุม แต่ยังไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับ “มากที่สุด” (ค่าเฉลี่ย 4.56) โดยเฉพาะด้านความน่าสนใจของเกมและบรรยากาศการเรียนรู้ ผลวิจัยยืนยันว่า บอร์ดเกม File Manager เป็นสื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับนักเรียนระดับประถมศึกษาในการพัฒนาความรู้และทักษะการจัดการไฟล์และโฟลเดอร์</p> อินทิรา ตรีเดชี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/282398 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สงขลา เขต 3 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/283484 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาระดับปัจจัยการบริหารของสถานศึกษา 2)เพื่อศึกษาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา และ 3)เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูที่ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 327 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970) และสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />) ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) โดยใช้วิธีแบบขั้นตอน (Stepwise) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการบริหารของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก พบว่า ตัวแปรจำนวน 5 ด้านสามารถพยากรณ์ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 คือ สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยี ครูผู้สอน งบประมาณ และความร่วมมือของผู้ปกครอง และชุมชน โดยมีตัวแปรเดียวที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือผู้บริหารสถานศึกษา สามารถร่วมกันพยากรณ์สัมประสิทธิ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ได้ร้อยละ 77.50 โดยเขียนสมการวิเคราะห์การถดถอยในรูปคะแนนดิบ คือ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\widehat{Y}" alt="equation" /> = .622 + .078(X1)+ .281(X2)+ .156(X3)+ .099(X4)+ .248(X5) และสมการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\widehat{Z}" alt="equation" /> = .098(X1)+ .279(X2)+ .186(X3)+ .144(X4)+ .327(X5)</p> กุไรฟะฮ์ รับประยูร, สุนทรี วรรณไพเราะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/283484 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทพินิจหนังสือ: ตามรอยพระลอ พระเพื่อน พระแพง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/278842 <p>หนังสือ "ตามรอยพระลอ พระเพื่อน พระแพง" จัดทำขึ้นโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านการศึกษาตำนานวรรณคดี "ลิลิตพระลอ" ที่มีรากฐานเกี่ยวข้องกับพื้นที่จริงในจังหวัดพะเยาและแพร่ เนื้อหาเน้นการบูรณาการประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศิลปะ และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งเชื่อมโยงเส้นทางความรักของพระลอ พระเพื่อน พระแพง กับบริบททางสังคม การเมือง และศาสนา หนังสือเล่มนี้ให้คุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ และพุทธธรรม โดยมีการสอดแทรกหลักธรรมสำคัญ อาทิ พรหมวิหาร กรรม และไตรลักษณ์ จึงเหมาะสมแก่การใช้เป็นสื่อเรียนรู้และสร้างจิตสำนึกในคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาติอย่างยั่งยืน สำหรับแรงบันดาลใจที่สำคัญในการเขียนบทพินิจหนังสือเล่มนี้เพื่อสะท้อนให้เห็นความหลากหลายของเรื่องราวที่ปรากฏในวรรณคดีพระลอ พระเพื่อน พระแพง เช่น เรื่องความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ เป็นต้น สะท้อนให้ผู้อ่านได้มีแนวคิดที่มีความเห็นร่วมและเห็นต่าง เพื่อจุดประกายในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ต่อไป</p> พระใบฎีกาสมชาย ฉินฺนาลโย (พงษ์พันธ์) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/eduku/article/view/278842 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700