https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/issue/feedวารสารสมาคมนักวิจัย2026-03-24T00:38:08+07:00Asst.Prof. Dr.Yannakorn Toprayoonyannakorn1978@gmail.comOpen Journal Systems<p>วารสารสมาคมนักวิจัย สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Journal of the Association of Researchers Humanities and Social Sciences เป็นวารสารของสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย </p> <p>มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย หรือ บทความวิชาการที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สู่การปฏิบัติและนำไปใช้ประโยชน์ต่อบุคคลและสังคมต่อไป โดยมีสาขาที่เกี่ยวข้อง ดังนี้</p> <p>1. ธุรกิจและการจัดการระหว่<wbr />างประเทศ<br />2. ศิลปะทั่วไปและมนุษยศาสตร์<br />3. สังคมศาสตร์ทั่วไป<br />4. การศึกษา<br />5. การจัดการการท่องเที่ยว และการบริการ</p>https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/283977การจัดการความเสี่ยงในบริบทการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของโลกยุคใหม่2025-11-07T17:56:15+07:00สุจิตรา ปานพุ่มcuteclover2016@gmail.com<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนแนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความเสี่ยงในบริบทโลกยุคใหม่ โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งมีลักษณะเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสังคมโดยรวม การศึกษาเชิงทบทวนวรรณกรรมชี้ให้เห็นว่า ความไม่มั่นคงทางการเมืองส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่ความผันผวนทางเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อ วิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจัดการอย่างบูรณาการ ในด้านสังคม ปัจจัยเชิงประชากรและพฤติกรรมผู้บริโภคออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ กำหนดทิศทางใหม่ของการสร้างความไว้วางใจและความภักดีต่อแบรนด์ ส่วนมิติทางวัฒนธรรมสะท้อนถึงทั้งโอกาสและความเสี่ยงจากการผสมผสานระหว่างอัตลักษณ์ท้องถิ่นและมาตรฐานสากล เทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทสำคัญต่อการจัดการความเสี่ยง โดยทำหน้าที่ทั้งในด้านการประเมิน คาดการณ์ เฝ้าระวัง และฟื้นฟูวิกฤต องค์กรที่สามารถใช้ข้อมูลดิจิทัลและกลยุทธ์ออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม จะสามารถเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ <br />กรอบแนวคิดเชิงบูรณาการ (Integrated Risk Management Framework) ที่สังเคราะห์ขึ้นจากวรรณกรรมเสนอให้การจัดการความเสี่ยงต้องเชื่อมโยงทั้งสี่มิติหลักเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวต่อความไม่แน่นอนในอนาคต ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การพัฒนาระบบการจัดการความเสี่ยงระดับชาติ การบูรณาการการจัดการความเสี่ยงเข้ากับกลยุทธ์องค์กร การใช้ <br />Big Data และ AI ในการประเมินและเฝ้าระวังความเสี่ยง</p>2026-03-17T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Sujittra Panpumhttps://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/284021การรับรู้สิทธิกรณีเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานของลูกจ้างในสถานประกอบกิจการ จังหวัดอุดรธานี2025-11-01T15:37:19+07:00ปกป้อง สารบรรณpokpongpong@hotmail.comศุภรักษ์ อธิคมสุวรรณpokpongpong@hotmail.comจุฑาทิพย์ ถาวรรัตน์pokpongpong@hotmail.com<p>บทความวิจัยนี้ใช้ในการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้สิทธิกรณีเลิกจ้าง<strong> </strong>ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานของลูกจ้างในสถานประกอบกิจการ และเปรียบเทียบการรับรู้สิทธิกรณีเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานของลูกจ้างในสถานประกอบกิจการในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี <strong> </strong>โดยจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส รายได้ ประสบการณ์การทำงาน ประสบการณ์<strong> </strong>การถูกเลิกจ้าง ความสนใจเกี่ยวกับสิทธิลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ขนาดของสถานประกอบกิจการ และช่องทางการรับรู้เกี่ยวกับสิทธิกรณีเลิกจ้าง กลุ่มตัวอย่างเป็นลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบกิจการ จำนวน 400 คน โดยใช้เครื่องมือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตรวจสอบความเที่ยง (Reliability<strong>) </strong>ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.969 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <strong> </strong>t<strong>-</strong>Test และ One<strong>-</strong>way ANOVA ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้สิทธิกรณีเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานของลูกจ้างในสถานประกอบกิจการโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย และเมื่อเปรียบเทียบการรับรู้สิทธิกรณีเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานของลูกจ้างในสถานประกอบกิจการ พบว่า ประสบการณ์การถูกเลิกจ้าง และช่องทางการรับรู้สิทธิกรณีเลิกจ้างต่างกัน ลูกจ้างมีการรับรู้สิทธิกรณีเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานแตกต่างกันซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย ทั้งนี้ผลการวิจัยนี้ได้สะท้อนถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความรู้และการเผยแพร่ข้อมูลด้านสิทธิแรงงานอย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกจ้างมีความเข้าใจและสามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้อย่างเหมาะสม</p>2026-03-17T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมนักวิจัยhttps://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/285958จากโรงงานสู่โลกดิจิทัล: ความขัดแย้งในการประยุกต์ใช้หลักขงจื๊อ ระหว่างภาคการผลิตและเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศจีน2026-01-14T21:40:19+07:00สาลินี ชัยวัฒนพรsaliomo1819@gmail.comประสูตร เหลืองสมานกูลprasutrl@yahoo.comรัตนา พลศักดิ์ratanamoji@gmail.com<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงเปรียบเทียบการประยุกต์ใช้หลักขงจื๊อ ระหว่างภาคการผลิตและภาคเทคโนโลยีในประเทศจีน เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า “หลักขงจื๊อ” ถูกนำมาใช้อย่างไรในบริบทอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่มีโครงสร้างองค์กรตรงกันข้ามกัน โดยข้อมูลเก็บจากผู้จัดการระดับต้นและระดับกลาง 278 คน ในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แบ่งเป็นภาคการผลิต 148 คน และภาคเทคโนโลยี 130 คน จากเมืองปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว และทำการวิเคราะห์ด้วยสถิติ t-test และ PLS-SEM พบว่า ภาคการผลิตให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ตามลำดับชั้น (BR) และภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม (EL) สูงกว่าภาคเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.05) ในขณะที่ทั้งสองภาคให้ความสำคัญกับความสามัคคี (SH) ในระดับที่ใกล้เคียงกัน (p = 0.127) แต่จากการสัมภาษณ์เชิงลึกแสดงให้เห็นว่า การตีความนั้นมีความแตกต่างกันชัดเจน ภาคการผลิตเน้นการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเพื่อรักษาเสถียรภาพ ส่วนภาคเทคโนโลยีเน้นการเปิดรับความคิดเห็นที่หลากหลายเพื่อสร้างนวัตกรรม การวิเคราะห์ PLS-SEM แสดงให้เห็นว่า หลักขงจื๊อทั้งสามมิติส่งผลเชิงบวกต่อความสำเร็จของธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.01) โดย BR มีผลกระทบสูงที่สุด (β = 0.41) ตามด้วย EL (β = 0.39) และ SH (β = 0.37) สามารถอธิบายความแปรปรวนของความสำเร็จทางธุรกิจได้ 60.6-68.4% (R² = 0.606-0.684) ต่อผลการดำเนินงาน ความยั่งยืนทางธุรกิจ และความได้เปรียบในการแข่งขัน" ซึ่งแสดงให้เห็นว่างานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า หลักขงจื๊อไม่ใช่อุปสรรคในการบริหารพัฒนาธุรกิจสมัยใหม่ แต่สามารถที่จะประยุกต์ใช้ได้ โดยจะยืดหยุ่นตามบริบทของแต่ละอุตสาหกรรม</p>2026-03-28T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมนักวิจัยhttps://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/285268Technological, Pedagogical, and Sociocultural Impact Factors and Effective Implementation Strategies of Ai-Driven Personalized Learning for College Students2025-12-11T07:17:51+07:00Xiaoli Ma124402610@qq.comSobsun Mahaniyomsobsun.m@siu.ac.thNarong WichairatNarong.w@siu.ac.th<p>With the rapid advancement of Artificial Intelligence (AI) technological advancements, its application in higher education continues to deepen, demonstrating significant potential particularly in the field of personalized learning. AI-Driven personalized learning achieves precise resource matching and dynamic feedback by analyzing students' learning behaviors and cognitive characteristics, thereby enhancing learning efficiency and experience. However, the application of AI in education still faces multiple challenges, including insufficient algorithm transparency, disparities in digital literacy between teachers and students, data privacy and security risks, and educational equity. Based on a comprehensive analysis of existing literature and practical cases, this study explores the impact mechanisms of AI-Driven personalized learning from three dimensions—technological factors, pedagogical factors, and sociocultural factors—to construct a theoretical research framework. The research aims to clarify the core influencing factors and pathways of AI-empowered personalized learning, propose corresponding educational practice strategies, and provide theoretical support and reference for the intelligent transformation and educational equity in higher education.</p>2026-03-28T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมนักวิจัยhttps://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/285554Innovating Tradition: Wang Wenxun’s Reconstruction of the Paradigm of Sichuan Opera Music and Its Contemporary Value2026-01-28T08:28:01+07:00Li Zungang918868666@qq.comKovit Kantasirikovit.k@siu.ac.thGan Shaocheng707347170@qq.com<p>This study examines the creative philosophy, musical materials, and compositional techniques of Wang Wenxun, a prominent contemporary composer in Sichuan Opera, to explain how his works reconcile the enduring tension between tradition and modernity. While Sichuan Opera possesses a rich musical heritage, its modernization has often been constrained by rigid conventions, fixed structural forms, and limited incorporation of innovative musical language. Although previous scholarship has acknowledged Wang’s influence, a systematic understanding of his integrated creative approach remains insufficient.</p> <p>Adopting a qualitative research framework, this study combines literature review, field investigation, semi-structured interviews, musical analysis, and comparative analysis. Four representative compositions, <em>Dust Settles</em>, <em>Frenzy in the Sea of Desire</em>, <em>Mother of Mu Lian</em>, and <em>Flowers Drifting, Water Flowing</em>, were selected to identify recurring principles underlying Wang’s creative practice. The findings reveal that Wang’s concept of systematic thinking facilitates the structured integration of inherited musical traditions with innovative elements (Wang, 1985; Wang, 1987). His incorporation of <em>qupai</em>, regional folk melodies, Tibetan musical characteristics, and modern electronic timbres reflects a sophisticated strategy of musical hybridization. In addition, techniques such as thematic penetration, harmonic and polyphonic expansion, and modern orchestration significantly enhance the expressive capacity of Sichuan Opera.</p> <p>Overall, Wang’s creative model provides a valuable conceptual framework for guiding the future development and modernization of Chinese traditional opera, contributing to broader discussions on cultural continuity and innovation in contemporary performing arts.</p>2026-03-28T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมนักวิจัยhttps://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/285267Effect of Ai-Driven Project-Based Learning on Interior Design Students’ Creative Behaviour: Suzhou Vocational College, Jiangsu Province2025-12-11T07:13:40+07:00Shulin Huashulinhua1106@163.comSobsun Mahaniyomsobsun.m@siu.ac.thNarong WichairatNarong.w@siu.ac.th<p>This study examines the effects of Artificial Intelligence–Driven Project-Based Learning (AI-PBL) on students’ learning engagement and creative idea generation in interior design education. It further investigates the mediating role of learning engagement—conceptualized as absorption, dedication, and vigor—and the moderating role of creative self-efficacy in the relationship between AI-PBL and creative ideation behavior. The purpose of the study is to clarify the psychological mechanisms through which AI-enhanced instructional approaches support creativity in higher education.</p> <p>A mixed-methods research design was employed. Quantitative data were collected through a cross-sectional questionnaire administered to university students with experience in AI-supported project-based learning and analyzed using Partial Least Squares Structural Equation Modeling (PLS-SEM). In addition, qualitative data were obtained from semi-structured interviews with instructors experienced in implementing AI-PBL to enrich the interpretation of the quantitative findings.</p> <p>The results indicate that AI-PBL has a significant positive effect on all three dimensions of learning engagement: absorption, dedication, and vigor. Learning engagement was found to partially mediate the relationship between AI-PBL and creative idea generation, highlighting its critical role in fostering innovative thinking. Furthermore, creative self-efficacy significantly moderates the relationship between learning engagement and creative ideation, with higher levels of self-efficacy strengthening the positive impact of engagement on creative performance. Qualitative findings support these results, emphasizing the importance of personalized guidance, collaborative interaction, and immediate feedback in AI-PBL environments. Overall, the study provides empirical support for integrating AI-driven pedagogical strategies to enhance student creativity through engagement-oriented learning design.</p>2026-03-28T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมนักวิจัยhttps://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/283531ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการขอออกหมายเรียกและหมายจับในชั้นพนักงานสอบสวน2025-09-21T14:45:50+07:00ถวัลย์ รุยาพรthawal.r@hotmail.comชัดชัย กลั่นความดีchatchaikankwamdee@gmail.comชำนาญ ชาดิษฐ์chumnanlaw@yahoo.comรุ่งรัตนา เจริญจิตต์roongrattana09@hotmail.co.thอุมาวรรณ รุยาพรumawan9855@gmail.comภานุวัฒน์ บุญยังby_panuwat@hotmail.co.th<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการอำนาจของเจ้าพนักงานสอบสวนในคดีอาญาการออกหมายจับ รวมถึงการออกหมายเรียกเพื่อให้บุคคลมาให้การกรณีมีเหตุความร้ายแรงของกระทำความผิด กฎหมายให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานสอบสวนในการขอออกหมายจับ รวมถึงการออกหมายเรียก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66(1) มีการกำหนดความผิดที่มีอัตราโทษจําคุกสูงเกินสามปีไว้เป็นหลักที่หากผู้ต้องหาไม่มาตามหมายเรียก ก็สามารถออกหลักหมายจับได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม จึงต้องทำการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับการกำหนดความผิด โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาและเปรียบเทียบ ปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 66(1) เหตุที่จะออกหมายจับได้นั้น จะต้องเป็นกรณีความผิดร้ายแรงไว้โดยเฉพาะและกำหนดวิธีการติดตามผู้ต้องหา ตลอดจนการส่งหมายเรียกผู้ต้องหาและติดตาม โดยพนักงานสอบสวนสามารถติดตามผู้ที่ไม่ถูกหมายเรียกได้หากพบว่าการกระทำความผิดที่มีอัตราโทษจําคุกสูงเกินสามปีตามกฎหมาย ซึ่งพนักงานสอบสวนสามารถออกหมายเรียกใหม่ได้ และหากบุคคลนั้นไม่สามารถมาให้การได้ เพราะมีเหตุอันสมควร เช่น เจ็บป่วย ติดราชการสำคัญ พนักงานสอบสวนอาจพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการไม่มาตามหมายเรียกได้ และแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 66 วรรคสามของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเกี่ยวกับการไม่มา<br />ตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีเหตุอันควร โดยกำหนดให้บุคคลที่ได้รับหมายเรียกให้มามอบตัวหรือมาให้การ แต่ไม่มาตามหมายเรียกโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรจำนวน 2 ครั้ง ศาลอาจออกหมายจับบุคคลนั้นได้</p>2026-02-17T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมนักวิจัยhttps://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/286923การพัฒนารูปแบบกลยุทธ์การจัดการความยืดหยุ่น ของธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาในระบบแฟรนไชส์2026-03-09T23:37:46+07:00กุลทิกา วิบูลย์ปิ่นguntiga2532@gmail.comพิทักษ์ ศิริวงศ์guntiga2532@gmail.com<p>ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งสภาพแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ รวมทั้งการแข่งขันทางธุรกิจที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาในระบบแฟรนไชส์ก็เป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นกัน ผู้ประกอบการธุรกิจกวดวิชาจึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ต่างๆ ให้ได้ ดังนั้น การดำเนินธุรกิจของโรงเรียนกวดวิชาให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ธุรกิจกวดวิชาจะต้องสร้างความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจของตัวเอง เพื่อลดผลกระทบและต้านทานการหยุดชะงักในการดำเนินธุรกิจขององค์กร และสามารถปรับตัวได้ในสถานการณ์ที่จำเป็น บทความนี้จึงต้องการที่จะนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับประเด็นแนวโน้มปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาในระบบแฟรนไชส์ ซึ่งประกอบด้วย ความยืดหยุ่นขององค์กร ทรัพยากรการบริหาร และมาตรฐานการจัดการแฟรนไชส์ โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรม การวิเคราะห์เอกสาร และนำเสนอรายงานแบบพรรณนาเชิงวิเคราะห์ ศึกษาจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ โดยการศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากเอกสารต่างๆ และการสืบค้นข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต โดยการใช้ฐานข้อมูลออนไลน์เป็นแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ โดยกำหนดคำสำคัญในการสืบค้น คัดเลือกเอกสารที่เกี่ยวข้อง และเชื่อถือได้ จากนั้นดำเนินการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยจัดกลุ่มข้อมูลตามประเด็น ความยืดหยุ่นขององค์กร ทรัพยากรการบริหาร และมาตรฐานการจัดการแฟรนไชส์ แล้วสังเคราะห์องค์ความรู้ และนำเสนอผลในรูปแบบพรรณนาเชิงวิเคราะห์ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาในระบบแฟรนไชส์ ให้สามารถปรับตัวหรือสร้างความยืดหยุ่นให้องค์กรของตัวเอง ในยุคที่สังคมและระบบการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมได้อย่างเหมาะสม และยืนหยัดอยู่ในสังคมได้อย่างยั่งยืน อีกทั้ง เป็นข้อมูลสำหรับการศึกษาเชิงประจักษ์ต่อไปในอนาคต</p>2026-03-31T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Kuntika Viboonpin, Pitak Siriwonghttps://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/287657การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการพัฒนา ทักษะอาชีพของผู้เรียนสำหรับสถานศึกษาโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารฯ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน2026-03-18T10:19:27+07:00ศุภวิชญ์ ดิษเจริญsupawitjwap@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐาน การพัฒนา การทดลองใช้ และการประเมินรูปแบบการบริหารจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะอาชีพของผู้เรียนสำหรับสถานศึกษาโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารฯ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยดำเนินการ 4 ระยะ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหาร ครู ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ และสถานศึกษาในโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 8 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึก แบบประเมิน และแบบทดสอบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และนำเสนอแบบสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันการบริหารจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากและมีความต้องการพัฒนาอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านครูผู้สอนและการจัดการเรียนรู้ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 ส่วน ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา วิธีดำเนินการ การประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ ซึ่งมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด การทดลองใช้รูปแบบพบว่าการบริหารจัดการศึกษาในทุกด้านอยู่ในระดับดีถึงดีมากและทักษะอาชีพของผู้เรียนอยู่ในระดับดี นอกจากนี้ ผลการประเมินหลังการใช้รูปแบบพบว่า ทักษะอาชีพของผู้เรียนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ความพึงพอใจ ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด แสดงให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิผล</p>2026-04-02T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Supawit DitjaroenIhttps://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/286935ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟสดในสถานบริการน้ำมันของผู้บริโภค ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา2026-03-06T10:06:04+07:00อัจฉราพรรณ ตั้งจาตุรโสภณajcharapan9199@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) พฤติกรรมการเลือกใช้บริการ 3) ระดับปัจจัยส่วนประสมการตลาด และ 4) ปัจจัยส่วนประสมการตลาดมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟสดในสถานบริการน้ำมันของผู้บริโภค ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริโภคชาวไทยที่เคยใช้บริการร้านกาแฟสดในสถานบริการน้ำมันของผู้บริโภค ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.891 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 30 – 39 ปี การศึกษาปริญญาตรี โสด มีรายได้ 20,001 - 30,000 บาท และเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ด้านพฤติกรรมการเลือกใช้บริการร้านกาแฟสดในสถานบริการน้ำมัน พบว่า กลุ่มตัวอย่างบริโภคเครื่องดื่มประเภทกาแฟ (คาเฟอีน) ได้แก่ อเมริกาโน่ เอสเปสโซ่ คาปูชิโน่ มอคค่า ลาเต้ เลือกใช้บริการร้าน เพราะติดใจรสชาติเครื่องดื่ม ร้านกาแฟสดที่เข้ารับบริการในสถานบริการน้ำมัน คือ ร้านพันธุ์ไทย ปั๊ม PT มีค่าใช้จ่ายต่อครั้งที่เข้าใช้บริการ 51 – 100 บาท นิยมเข้าใช้บริการช่วงวันวันจันทร์ – วันศุกร์ ช่วงเวลา 07.00 – 09.00 น. และตัดสินใจเข้าใช้บริการ เพราะการส่งเสริมการขาย (Promotion) ปัจจัยส่วนประสมการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมติฐาน พบว่า ปัจจัยส่วนประสมการตลาด ด้านกระบวนการการให้บริการ ด้านบุคลากร ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านผลิตภัณฑ์ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟสดในสถานบริการน้ำมันของผู้บริโภค ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา</p>2026-03-31T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Ajcharapan Tangjaturasoponhttps://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/285584An Approach to The Development and The Promotion of Ban Pla Kao Preforming Arts Creative Tourism2025-12-24T20:38:17+07:00Angkhana Intasornpearchiiz@gmail.comSeri Wongmontha pearchiiz@gmail.com<p>This research titled “An Approach to the Development and the Promotion of in Ban Pla Kao Performing Arts Creative Tourism” is a quantitative study aiming to identify approaches for developing and promoting creative community art tourism in Ban Pla Khao. The study focuses on creating opportunities for tourists to practice <em>mor lam</em> (a traditional Isan performance art) and other cultural performances through in-depth interviews with informants from government, private, community, and academic sectors. The findings reveal that Ban Pla Kao has strong potential to develop as a creative tourism community, with its outstanding <em>mor lam</em> performances and other tourism resources enhancing visitor experiences. Weaknesses include limited recognition and inadequate infrastructure and facilities. Opportunities arise from government policies promoting secondary cities and community economic development. However, challenges include competition from neighboring provinces with superior tourism resources and marketing. Therefore, successful implementation requires community participation from planning to evaluation, infrastructure improvement, intensive marketing communication using digital media, and building networks among all community sectors and tourists to sustain and preserve local culture. The researcher proposes a strategic framework titled MORLUM to develop and promote the creative tourism by having tourists learn Morlum dances, including Motivation, Opportunities, Resources, Learning, Unity, and Marketing. Suggestions Establish a working group by creating a network among various sectors to collaborate in an integrated manner to develop and promote creative tourism related to Mor Lam (traditional Northeastern Thai folk music).and Educate community members on the importance of developing and promoting community tourism and encourage their participation from the initial planning and decision-making stages to evaluation.</p>2026-02-17T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Angkhana Intasorn, Seri Wongmontha https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/287206ความรู้และพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อผักปลอดสารพิษของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร2026-03-24T00:38:08+07:00ภัสสรกันต์ ทรัพย์มหาโชคpatsornkan@hotmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้อผักปลอดภัยจากสารพิษของผู้บริโภค 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกซื้อผักปลอดภัยจากสารพิษของผู้บริโภค จำแนกตามคุณลักษณะประชากรของผู้บริโภค และ 3) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้อผักปลอดภัยจากสารพิษของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริโภคในการเลือกซื้อผักปลอดภัยจากสารพิษในซูเปอร์มาร์เก็ตจำนวน 160 คน ในเขตที่ใช้การบริการในเขตกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ใช้ค่าสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า “Chi-square Test และ F-test สรุปได้ดังนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 26-35 ปี มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัท มีรายได้ต่อเดือน 10,001-15,000 บาท พฤติกรรมการบริโภคส่วนใหญ่คือ ผู้บริโภคซื้อผักมาเพื่อบริโภคเอง โดยพิจารณาการเลือกซื้อจากแหล่งผลิต วันหมดอายุ และดูลักษณะของผัก ซึ่งส่วนใหญ่เลือกซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เพราะมีความสะดวก โดยเลือกซื้อในวันเสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ผักส่วนใหญ่จะเลือกซื้อคะน้า โดยใช้เงินซื้อผักปลอดสารพิษเฉลี่ยต่อครั้งจำนวน 101-200 บาท เหตุผลที่เลือกบริโภคผักปลอดสารพิษเพราะมีความห่วงใยต่อสุขภาพ องค์ความรู้ที่ได้จาการวิจัยของงานวิจัยความรู้และพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อผักปลอดสารพิษของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร ได้ค้นพบองค์ความรู้ของการบริโภคผักปลอดสารพิษ ปลอดภัยสูง: ลดความเสี่ยงสะสมสารเคมีในร่างกาย ดีต่อสุขภาพ: ได้รับคุณค่าทางอาหารเต็มที่ ลดการแพ้: ลดโอกาสเกิดอาการแพ้สารเคมีตกค้าง ดีต่อสิ่งแวดล้อม: ช่วยลดการปนเปื้อนสารเคมีในดินและน้ำ</p>2026-03-31T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Patsornkun Submarharchookehttps://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/284455การจัดการทรัพยากรน้ำเชิงบูรณาการกับความท้าทายจากการบุกรุกพื้นที่ชลประทาน: บทเรียนจากลุ่มน้ำปากพนังสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อความยั่งยืน2025-11-19T11:08:48+07:00ก่อพงศ์ เจ้ยแก้วKohpongjaeikaew@gmail.comรุ่งรัตนา เจริญจิตต์roongrattana09@gmail.com<p>บทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์เกี่ยวกับปัญหาการ บุกรุกพื้นที่ชลประทาน ในลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำ คุณภาพน้ำ และระบบนิเวศ ตลอดจนสร้างความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่มีน้ำจืดไม่เพียงพอ เกิดน้ำเค็มรุกล้ำและคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม บทความนี้มุ่งศึกษาความท้าทายดังกล่าวผ่าน กรอบการจัดการทรัพยากรน้ำเชิงบูรณาการ (Integrated Water Resources Management: IWRM) และวิเคราะห์ความสอดคล้องของกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง</p> <p>วิธีการศึกษา ใช้วิธีสังเคราะห์องค์ความรู้จากวรรณกรรม งานวิชาการ และข้อมูลเชิงเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเอกสารภาครัฐด้านทรัพยากรน้ำ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 รวมถึงการวิเคราะห์กรณีลุ่มน้ำปากพนังจากรายงานสถานการณ์น้ำและข้อมูลพื้นที่จริง และผสานด้วยกรอบแนวคิดด้าน IWRM และกฎหมายทรัพยากรน้ำเชิงปรับตัว </p> <p>ผลการศึกษาในเชิงวิเคราะห์พบว่า การบุกรุกพื้นที่ชลประทานสัมพันธ์กับข้อจำกัดด้านกฎหมายเชิงโครงสร้าง การขาดการบังคับใช้ที่ทั่วถึง และการขาดกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชน นอกจากนี้ ระบบบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ยังไม่สามารถตอบสนองต่อสภาพปัญหาที่ซับซ้อน เช่น น้ำเค็มรุกและภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p> <p>จากข้อค้นพบ บทความนี้ได้เสนอแนวทางเชิงนโยบาย ได้แก่ ปฏิรูประบบธรรมาภิบาลลุ่มน้ำและโครงสร้างสถาบันกำกับดูแล, ทำให้กฎหมายที่ดิน–ผังเมือง–ชลประทานสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ, เสริมสร้างองค์กรผู้ใช้น้ำให้เป็น “ผู้กำหนดกติกา” ร่วมกับรัฐ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานน้ำอัจฉริยะเพื่อป้องกันความเสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน</p>2026-03-28T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว, รุ่งรัตนา เจริญจิตต์https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/284952พัฒนาการการคุ้มครองลูกจ้างเหมาค่าแรงสู่แรงงานแพลตฟอร์ม: บทวิเคราะห์เชิงกฎหมายและนโยบายภายใต้มาตรา 11/1 และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานอิสระของไทย2025-12-13T09:11:13+07:00สมทรง รักษาพลroongrattana09@gmail.comรุ่งรัตนา เจริญจิตต์roongrattana09@gmail.com<p>บทความนี้วิเคราะห์พัฒนาการการคุ้มครองแรงงานไทยจาก “ลูกจ้างเหมาค่าแรง” สู่ “แรงงานแพลตฟอร์ม” ภายใต้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดแรงงานในช่วงกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา แม้มาตรา 11/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จะถูกออกแบบให้ผู้ประกอบกิจการต้องรับผิดชอบสิทธิของลูกจ้างเหมาค่าแรงในฐานะนายจ้างโดยนิตินัย แต่ข้อจำกัดด้านถ้อยคำและการตีความทางกฎหมายยังส่งผลให้แรงงานกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน การเติบโตของเศรษฐกิจแพลตฟอร์มได้ก่อให้เกิดแรงงานรูปแบบใหม่ที่มักถูกจัดเป็นผู้รับงานอิสระ ทั้งที่อยู่ภายใต้การควบคุมเชิงอัลกอริทึมและขาดหลักประกันทางสังคม</p> <p>บทความนี้ตั้งคำถามว่า กฎหมายคุ้มครองแรงงานไทยสามารถพัฒนาเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อรองรับแรงงานที่อยู่ในความสัมพันธ์การจ้างงานรูปแบบใหม่ได้อย่างไร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบการวิจัยเอกสารทางกฎหมาย (doctrinal legal research) ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบและเชิงนโยบาย (comparative and policy analysis) บนกรอบแนวคิดความสัมพันธ์แรงงานแบบสามเหลี่ยม แนวคิดงานที่มีคุณค่า และข้อถกเถียงว่าด้วยข้อจำกัดของกฎหมายแรงงานในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม</p> <p>บทความเสนอองค์ความรู้ใหม่สามประการ ได้แก่ (1) การตีความมาตรา 11/1 เป็นต้นแบบของแนวคิด “นายจ้างเชิงหน้าที่ (functional employer)” (2) การออกแบบโมเดลคุ้มครองแบบบูรณาการสำหรับทั้งลูกจ้างเหมาค่าแรงและแรงงานแพลตฟอร์ม และ (3) การทำความเข้าใจพัฒนาการกฎหมายแรงงานผ่านกรอบ “policy–law feedback loop” เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายในการปรับปรุงกฎหมายเดิมและการพัฒนากฎหมายใหม่ อันมุ่งยกระดับสิทธิแรงงานให้เข้าใกล้มาตรฐานงานที่มีคุณค่าในบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล</p>2026-03-28T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมนักวิจัยhttps://so04.tci-thaijo.org/index.php/jar/article/view/284955นวัตกรรมการมีส่วนร่วมแบบปรึกษาหารือ: ทางออกของการกระจายอำนาจ และการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน2026-02-06T13:40:01+07:00ธัญญาธร แย้มสุนทรtanyathonyeamsunthon@gmail.comรุ่งรัตนา เจริญจิตต์roongrattana09@gmail.com<p>บทความนี้เป็นบทความเชิงสังเคราะห์แนวคิด (conceptual paper) โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการ เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ “นวัตกรรมการมีส่วนร่วมแบบปรึกษาหารือ” ในฐานะกลไกเชื่อมระหว่างการกระจายอำนาจกับธรรมาภิบาลท้องถิ่นในบริบทประเทศไทย ปัญหาสำคัญคือ แม้การกระจายอำนาจของไทยตลอดกว่าสองทศวรรษจะมีพัฒนาการด้านโครงสร้างและกฎหมาย แต่กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนยังคงมุ่งเน้นเชิงปริมาณและมีความเชื่อมโยงกับการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างจำกัด บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์กรอบแนวคิดที่ช่วยอธิบายและออกแบบการมีส่วนร่วมที่เน้น “คุณภาพของการปรึกษาหารือ” บนฐานข้อมูล เหตุผล และความเสมอภาคของเสียง</p> <p>แนวทางการศึกษาสังเคราะห์กรอบทฤษฎีสามชุด ได้แก่ (1) ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (2) การกระจายอำนาจและธรรมาภิบาล และ (3) นวัตกรรมการมีส่วนร่วมเชิงดิจิทัล เพื่อนำไปพัฒนาแนวคิด “Deliberative–Innovative Governance” ในระดับพื้นที่ ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นองค์ประกอบเชื่อมโยงกันห้ามิติ ได้แก่ (1) โครงสร้างความร่วมมือเชิงแนวราบระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน (2) กระบวนการปรึกษาหารือที่อาศัยเหตุผลและข้อมูลเพื่อลดการครอบงำ (3) การใช้เทคโนโลยี e-Participation เพื่อขยายการเข้าถึงอย่างต่อเนื่อง (4) กลไกเสริมสร้างทุนทางสังคมและความไว้วางใจ และ (5) ผลลัพธ์เชิงนโยบายที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 16</p> <p>จากผลการสังเคราะห์ บทความนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 ประการ ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมการมีส่วนร่วมท้องถิ่น การบูรณาการ e-Participation กับงบประมาณแบบมีส่วนร่วม และการเพิ่มตัวชี้วัด “คุณภาพของการปรึกษาหารือ” ในระบบ ITA/PA ทั้งนี้ บทความเสนอ “Deliberative Governance Innovation Model” เป็นกรอบแนวคิดต้นแบบสำหรับการประยุกต์ใช้ในบริบทท้องถิ่นไทย</p>2026-03-28T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมนักวิจัย