https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/issue/feed
วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
2026-02-26T14:57:57+07:00
พระปลัดระพิน พุทฺธิสาโร
journal.idir@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong> วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์</strong> เลขมาตรฐานสากล ISSN: 2773-9910 (Print)<strong> </strong>ISSN 2774-0846 (Online) เป็นวารสารที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วย พระพุทธศาสนา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ การจัดการ และสหวิทยาการอื่นๆที่นำเสนอองค์ความรู้เชิงนวัตกรรม เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283787
กฎหมายคณะสงฆ์ว่าด้วยทรัพย์สินของวัดและการบริจาคในนามวัด
2025-10-02T13:29:39+07:00
พระอุดมสิทธินายก (กำพล คุณงฺกโร)
opal_1982@hotmail.co.th
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษากฎหมายคณะสงฆ์ว่าด้วยทรัพย์สินของวัดและการบริจาคในนามวัด โดยวิธีการศึกษาข้อกฎหมาย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ จากหนังสือตำรา อินเตอร์เน็ตและวิเคราะห์สังเคราะห์ผลจากการศึกษา พบว่า 1. กฎหมายที่ดินและการครอบครองที่ดินวัดมีการจัดการตามจารีตประเพณี ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ได้มีการวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและการออกเอกสารสิทธิ์อย่างเป็นระบบ และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 กฎกระทรวง ระเบียบและมติมหาเถรสมาคม และ 2. พ.ร.บ. คณะสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินว่าด้วย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 31 ทวิ ได้บัญญัติอย่างชัดเจนว่า วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งเป็นการรับรองสถานะทางกฎหมายของวัดในฐานะนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน ทำให้วัดมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแยกต่างหากจากพระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ในวัดนั้น โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไปรวมถึงการจัดการทรัพย์สินตามมาตรา 31 (2) และในกรณีที่วัดไม่มีเจ้าอาวาส มาตรา 31 วรรคสอง กำหนดให้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาส และหากไม่มีผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสด้วย และ 3.กฎหมายการบริจาคในนามวัดปัจจุบันลดหย่อนภาษี 2 เท่าสำหรับผู้บริจาคให้แก่วัด กฎหมายกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีไว้อย่างชัดเจน โดยบุคคลธรรมดาสามารถนำเงินบริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้ พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ ส่วนนิติบุคคลสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ การบริจาคต้องมีหลักฐานที่ถูกต้อง เช่น ใบเสร็จรับเงินหรือหนังสือรับรองการบริจาคตามที่กรมสรรพากรกำหนด</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/280873
ผลกระทบของนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค
2025-06-02T15:17:07+07:00
วสุชาติ มีบุญมี
salisa.mcu@gmail.com
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาผลกระทบของนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค โดยใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมและวิเคราะห์เชิงทฤษฎี ผลการศึกษาพบว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการกระจายความเจริญในหลายมิติ ได้แก่ การเพิ่มการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การลดต้นทุนการขนส่ง การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนและตลาด และการสร้างโอกาสการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายดังกล่าวขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญหลายประการ เช่น การออกแบบนโยบายที่เหมาะสม การจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ข้อเสนอแนะจากการศึกษานี้เน้นความสำคัญของการวางแผนเชิงบูรณาการและการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/285368
AI ในกระบวนการทางปกครอง: การปรับปรุงประสิทธิภาพภายใต้กรอบความโปร่งใสและการตรวจสอบได้
2025-12-16T10:23:54+07:00
เกษม คมสัตย์ธรรม
kasem.mcu2025@outlook.co.th
<p>การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในกระบวนการทางปกครองได้กลายเป็นแนวโน้มสำคัญในศตวรรษที่ 21 โดย AI มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะ ลดระยะเวลาและต้นทุนการดำเนินงาน และสนับสนุนการตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ในภาครัฐก่อให้เกิดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และความเป็นธรรม บทความนี้วิเคราะห์บทบาทของ AI ในกระบวนการทางปกครอง ประโยชน์และปัญหาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรอบการทำงานที่จำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่าการใช้ AI จะดำเนินไปภายใต้หลักความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ โดยศึกษาเปรียบเทียบแนวทางปฏิบัติในต่างประเทศและเสนอแนะแนวทางสำหรับประเทศไทย</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/280863
การประยุกต์ใช้นโยบายศาสตร์ในบริบทสังคมไทย
2025-10-30T13:45:57+07:00
เบญจวรรณ เขียวเขิน
benjawan.mcu@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาแนวคิดและทฤษฎีหลักในศาสตร์ด้านนโยบาย ตลอดจนวิเคราะห์การประยุกต์ใช้แนวคิดเหล่านั้นในบริบทของประเทศไทย โดยใช้กรอบวิเคราะห์จากทฤษฎี และการวิเคราะห์เชิงเหตุผล พบว่า การดำเนินนโยบายในประเทศไทยมีช่องว่างระหว่างทฤษฎีกับปฏิบัติ ระบบราชการขาดความยืดหยุ่น ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูล ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย และการขาดระบบประเมินผลที่เป็นระบบแนวทางการพัฒนาประกอบด้วย 5 มิติ 1. การพัฒนาฐานข้อมูลเชิงหลักฐาน 2. การเสริมสร้างกลไกการมีส่วนร่วม 3. การพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ 4. การจัดตั้งองค์กรนโยบายอิสระ และ 5. การปฏิรูประบบคุณธรรมในภาครัฐ เพื่อให้นโยบายศาสตร์ประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในบริบทไทย</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/280888
ผลกระทบของนโยบายความปลอดภัยไซเบอร์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
2025-06-02T15:58:01+07:00
โศภิษฐ์ บุญทอง
sophit.mcu@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายความปลอดภัยไซเบอร์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย โดยใช้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมกับกรอบความปลอดภัยไซเบอร์เป็นหลัก นโยบายความปลอดภัยไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในด้านบวก ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนและผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อนวัตกรรมและการแข่งขันในตลาดได้ การศึกษานี้นำเสนอแนวทางสมดุลระหว่างการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์และการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืน</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/285258
บทบาทและการพัฒนาสภาเด็กและเยาวชน เพื่อก้าวสู่สังคมในศตวรรษที่ 21
2025-12-10T20:52:25+07:00
พระก้องเกียรติ สุวฑฺฒนปญฺโญ
kongsakonnakon@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทบาทและการพัฒนาสภาเด็กและเยาวชนเพื่อก้าวสู่สังคมในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้สอดรับกับบริบทดังกล่าว ซึ่งเป็นยุคที่การทำงานและวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้สถานการณ์ความผันผวนจากยุค VUCA ที่ได้ก้าวเข้าสู่ยุค BANI สังคมต้องเผชิญกับความท้าทายจากความเปราะบาง ความวิตกกังวล สภาวะที่ซับซ้อน และยากต่อการทำความเข้าใจ บทบาทของสภาเด็กและเยาวชนจึงต้องมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 ให้แก่เยาวชนอย่างจริงจัง ทักษะที่จำเป็นประกอบด้วย การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน การรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยี ความยืดหยุ่น และภาวะผู้นำ นอกจากนี้ยังต้องพัฒนา ทักษะชีวิตและอาชีพ ควบคู่กันไป อาทิ การสร้างวินัย ความรับผิดชอบ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ การเสริมสร้างสมรรถนะเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนมีศักยภาพในการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างสร้างสรรค์ และสามารถปรับตัวพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286054
วิกฤตการณ์แห่งปัญญาภายในของมนุษย์ในยุคปัญญาประดิษฐ์
2026-01-21T14:35:14+07:00
พระธีรพล ณฏฺฐิโก (บัวทอง)
benedit8263@gmail.com
พระมหาตรี ฐิตวิริโย
benedit8263@gmail.com
พัชริน จินดาปทีป
benedit8263@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์วิกฤตการณ์แห่งปัญญาภายในของมนุษย์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ พบว่า ในอดีตปัญญาภายในมักผูกโยงกับมิติทางจริยธรรม แต่เมื่อเรามอบอำนาจการตัดสินใจบางอย่างให้ปัญญาประดิษฐ์ ผลลัพธ์ที่ได้อาจขาด “หัวใจ” หรือ “มิติความเป็นมนุษย์” วิกฤตนี้หากปล่อยไว้อาจทำให้มนุษย์สูญเสียทักษะการตัดสินใจเชิงคุณค่า วิกฤตการณ์นี้กำลังสั่นคลอนรากฐานการตัดสินใจเชิงวิพากษ์ จนเราอาจสูญเสียความสามารถในการแยกแยะความจริงออกจากภาพจำลองที่ถูกสร้างขึ้น เมื่อปัญญาประดิษฐ์สามารถให้คำตอบที่ถูกต้องแม่นยำและรวดเร็วกว่า การใช้ “สัญชาตญาณ” หรือ “ประสบการณ์” ของมนุษย์ ข้อดีที่สุดในเวลานี้ คือ การแยกแยะให้ชัดเจนว่ามนุษย์คือ “ผู้อนุมานความจริงแท้” ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์เป็นเพียง “ผู้รวบรวมข้อมูล” และชี้ให้เห็นว่าความผิดพลาดและการดิ้นรนของมนุษย์ไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นหลักฐานของความพยายามจะเข้าถึงความสมบูรณ์แบบในโลกแห่งสิ่งถาวร เวลานี้ก็เริ่มมีการตั้งคำถามจากนักวิชาการว่าเราจะสามารถไว้วางใจในผลลัพธ์ที่ ปัญญาประดิษฐ์สร้างขึ้นมานั้นได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่สามารถตรวจสอบเหตุผลที่แท้จริงของปัญญาประดิษฐ์ได้เลย ตราบใดที่เรายังไม่อาจเข้าถึงเหตุผลที่ซ่อนอยู่ใน “กล่องดำของปัญญาประดิษฐ์” การสร้างคุณค่าทางจริยธรรมให้ปัญญาประดิษฐ์จึงอาจจะไม่ใช่การพยายามให้ปัญญาประดิษฐ์ระลึกถึงความดีงามสากลที่ฝังอยู่ในจิตแต่อาจจะเป็นการถ่ายทอดข้อมูลเชิงคุณค่าทางจริยธรรมให้กับปัญญาประดิษฐ์ไว้ให้เป็นเครื่องมือในกระบวนการกำหนดกฎเกณฑ์เชิงจริยธรรมขึ้นมา เพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลที่สอดคล้องกับค่านิยมทางจริยธรรม เป็นรากฐานสำคัญในการชี้นำให้ปัญญาประดิษฐ์ดำรงอยู่เพื่อเกื้อกูลและสร้างสรรค์คุณประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริงและยั่งยืน</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286101
หลักนิติธรรมกับการบังคับใช้กรอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคธุรกิจไทย
2026-01-21T15:43:26+07:00
ขจิต การเดช
kajit9999@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักนิติธรรมกับการบังคับใช้กรอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 13 ว่าด้วยการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป้าหมายที่ 8 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป้าหมายที่ 16 ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรมและสถาบันที่เข้มแข็ง แม้ประเทศไทยจะมีพัฒนาการที่โดดเด่นและได้รับการจัดอันดับที่หนึ่งในภูมิภาคอาเซียนตามดัชนีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ยังเผชิญอุปสรรคเชิงโครงสร้างสำคัญ คือ ช่องว่างระหว่างมาตรการทางกฎหมายที่มีสภาพบังคับกับกฎเกณฑ์แนะนำเชิงนโยบาย ปัจจุบันกติกาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ของไทยส่วนใหญ่ยังยึดตามกฎเกณฑ์แนะนำเชิงนโยบาย ผ่านการรายงานประจำปี ซึ่งเน้นเฉพาะบริษัทจดทะเบียนเพียง 265 แห่ง สภาวะนี้ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันและความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากบริษัทนอกตลาดทุนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอีกกว่าร้อยละ 90 ยังไม่มีพันธกรณีทางกฎหมาย<br />ที่ชัดเจน โดยใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบกับสหภาพยุโรปและสิงคโปร์ผ่าน 3 มิติ ของหลักนิติธรรม ได้แก่ ความชัดเจนและแน่นอนของกฎหมาย ความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย และความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ ผลการศึกษาพบว่า หลักนิติธรรมทำหน้าที่เป็นตัวเร่งที่เปลี่ยนกรอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ให้เป็นกลไกที่มีผลบังคับจริงผ่านการยกระดับสู่พันธกรณีทางกฎหมาย การพัฒนามาตรฐานการจำแนกกิจกรรมสีเขียวแห่งชาติ และการปฏิรูปหน้าที่ความไว้วางใจของกรรมการให้ครอบคลุมความรับผิดชอบด้านความยั่งยืนพร้อมกลไกตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริงภายในปี 2030</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283831
การศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างพระธรรมวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ปัจจุบัน
2025-10-05T15:48:56+07:00
พระอุดมสิทธินายก (กำพล คุณงฺกโร)
opal_1982@hotmail.co.th
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างพระธรรมวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ปัจจุบัน โดยวิธีการศึกษาข้อกฎหมาย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ จากหนังสือตำรา อินเตอร์เน็ตและวิเคราะห์สังเคราะห์ผลจากการศึกษาพบว่า อาบัติปาราชิก มี 4 สิกขาบท คือ เสพเมถุน ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ ให้ราคาตั้งแต่หนึ่งบาท ฆ่ามนุษย์ และอวดอุตตริมนุสสธรรม ผู้ต้องอาบัติปาราชิกเพราะเสพเมถุน ไม่มีความผิดทางอาญา เว้นแต่จะเข้าเหตุ 2 อย่าง คือ ประมวลกฎหมายอาญา เป็นการข่มขืน กระทำชำเราหญิงดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 มาตรา 227 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ว่าด้วยนิคหกรรม (การให้ลาสิกขา) สอดคล้องกับกฎหมายอาญาหลายข้อ ภิกษุผู้กระทำความผิดต้องผิดกฎหมายอาญาก่อนถึงจะได้รับนิคหกรรมหรือว่าสิกขาบที่เป็นโลกวัชชะที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ทางโลกติเตือนอย่างเช่น ยาเสพติดเป็นต้นอาจจะไม่ถึงขั้นปาราชิกแต่จะไปจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาจึงเป็นการที่จะต้องรัดกุมมากยิ่งขึ้นและเรียนรู้ศึกษาทางวินัยและปฏิบัติธรรมเพื่อให้จิตหลุดพ้นจากโลกให้ได้ ส่วนแนวทางในการพัฒนากฎหมายเพิ่มจากพระธรรมวินัยก็ต้องมีกระบวนการที่รัดกุมและประชามติให้สอดคล้องการบริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านการปกครองมากที่สุด</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286704
การวิเคราะห์คุณภาพข้อสอบแบบเลือกตอบตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม
2026-02-09T00:15:09+07:00
ปุริมปรัชญ์ คณิณพศุตย์
purim.orestou@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอหลักการและแนวปฏิบัติในการวิเคราะห์คุณภาพข้อสอบแบบเลือกตอบตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม เนื่องจากคุณภาพของข้อสอบเป็นปัจจัยสำคัญต่อความตรงในการประเมินความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน การวิเคราะห์คุณภาพข้อสอบรายข้อจึงเป็นกระบวนการทางสถิติที่ช่วยตรวจสอบประสิทธิภาพของข้อสอบอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมดัชนีสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. ค่าความยาก ซึ่งสะท้อนสัดส่วนของผู้ที่ตอบข้อสอบข้อนั้นถูก 2. ค่าอำนาจจำแนกที่แสดงความสามารถของข้อสอบในการแยกระหว่างกลุ่มผู้สอบที่มีความสามารถสูงและกลุ่มที่มีความสามารถต่ำ และ 3. ประสิทธิภาพของตัวลวง ซึ่งวิเคราะห์ความสามารถของตัวลวงในการดึงดูดผู้สอบกลุ่มต่ำที่ไม่มีความรู้จริงมาตอบ นอกจากนี้ บทความยังอธิบายสูตร ขั้นตอนการคำนวณ และการแปลความหมายของค่าดัชนีต่าง ๆ อย่างละเอียด รวมถึงการนำเสนอแนวทางที่ผู้สอนและนักวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงผ่านโปรแกรมพื้นฐาน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์ทางสถิติที่ซับซ้อน การทำความเข้าใจหลักการวิเคราะห์ข้อสอบและการปรับปรุงข้อสอบให้เป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพมาตรฐาน จะช่วยยกระดับความแม่นยำ ความเที่ยงตรง และความเป็นธรรมของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้ดียิ่งขึ้น</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/285716
วัฏจักรวิกฤตทางการเมืองไทยสองทศวรรษ : จากเผด็จการรัฐสภาสู่ประชาธิปไตยที่ถูกยึดโดยชนชั้นนำและทุนผูกขาด (พ.ศ. 2544–2568)
2026-01-21T14:25:01+07:00
จักกฤษ กระต่ายวงษ์พระจันทร์
jakkitk@gmail.com
วิทวัส ติชะวาณิชย์
jakkitk@gmail.com
วรพรรณ จันทรากุลศิริ
jakkitk@gmail.com
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิพากษ์และรื้อถอนกรอบความคิดเรื่อง “การกลายพันธุ์ทางการเมือง” หรือวาทกรรม “Scambodia Syndrome” ที่มักอธิบายความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยไทยว่าเป็นพยาธิสภาพทางชีววิทยาหรือความผิดปกติทางพันธุกรรม เพื่อเสนอกรอบการวิเคราะห์ทางนิติรัฐศาสตร์ที่อธิบายวัฏจักรวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองไทยตลอดสองทศวรรษ (พ.ศ. 2544–2568) ผ่านทฤษฎีระบอบอำนาจนิยมเชิงแข่งขัน และทฤษฎีการยึดกุมรัฐ ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยไทยมิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของปฏิสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างทุนการเมืองเสียงข้างมากที่ยึดกุมกลไกของรัฐ กับเครือข่ายชนชั้นนำจารีตที่ตอบโต้ด้วยยุทธวิธี “นิติสงคราม” และการรัฐประหารเพื่อรักษาดุลอำนาจ วัฏจักรดังกล่าวส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ “สัญญาสงบศึกของชนชั้นนำ” ภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 ที่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนผูกขาดและปิดกั้นการมีส่วนร่วมของพลังใหม่ทางสังคม จากการศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษาเปรู เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ยืนยันว่า วัฏจักรวิกฤตทางการเมืองเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการปฏิรูปสถาบันตามมาตรฐานสากล จึงเสนอทางออกด้วยการทำ “นิติวิศวกรรม” เพื่อสถาปนา “นิติรัฐ” <br />ที่แท้จริง อันหมายถึงระบบกฎหมายที่ทุกคนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันอย่างเท่าเทียม อำนาจรัฐถูกจำกัดโดยหลักการทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง ข้อเสนอแนะสำคัญ ประกอบด้วย การปฏิรูปที่มาและโครงสร้างขององค์กรอิสระเพื่อป้องกันการเลือกพวกพ้อง การสร้างกติกาป้องกันการยึดกุมรัฐโดยทุนผูกขาดผ่านการปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้า และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเพื่อเป็นสัญญาสังคมใหม่สู่อนาคตประชาธิปไตยที่ยั่งยืนสืบไป</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283561
การเสริมสร้างศักยภาพการประกอบอาชีพแบบพอเพียงของผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2025-09-24T00:29:38+07:00
ธวัชชัย สมอเนื้อ
thawatchai.sam@mcu.ac.th
รัฐพล เย็นใจมา
thawatchai.sam@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาศักยภาพการประกอบอาชีพ 2. เสริมสร้างศักยภาพการประกอบอาชีพแบบพอเพียง และ 3. นำเสนอรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพการประกอบอาชีพแบบพอเพียงของผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 312 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน ใช้วิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ศักยภาพการประกอบอาชีพของผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.62, S.D. = 0.53) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความรู้ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 2. การเสริมสร้างศักยภาพการประกอบอาชีพแบบพอเพียงของผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.71, S.D. = 0.69) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และ 3. รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพการประกอบอาชีพแบบพอเพียงของผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1. จิตใจ มีความภาคภูมิใจในอาชีพ 2. สังคม เกื้อกูลช่วยเหลือกัน 3. ทรัพยากร ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า 4. เทคโนโลยี พัฒนาและประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาได้เหมาะสม และ 5. เศรษฐกิจ ดำรงชีวิตพออยู่พอกิน ทั้งนี้มี 2 รูปแบบ คือ การสร้างโดยชุมชนเองและการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/284896
ความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
2025-12-02T13:35:49+07:00
บุญญาพร เกรียท่าทราย
boonkrea@gmail.com
สุมาลี บุญเรือง
boonkrea@gmail.com
สุรพล สุยะพรหม
boonkrea@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และ 3. นำเสนอความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 594 คน หากลุ่มตัวอย่างโดยสูตรการคำนวณของทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่าง 240 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 รูปหรือคน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยพบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /><em> </em>= 3.85, S.D. = 0.74) 2. การกล่อมเกลาทางการเมืองและธรรมที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ส่งผลต่อความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 0.01 และ 3. ความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม พบว่า ปรโตโฆสะ เสียงจากคนอื่น เป็นการฟังเสียงจากคนหมู่มากและการรับฟังเสียงของคนกลุ่มนั้น แล้วนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ด้วยเหตุผลและความระมัดระวัง โดยไม่มีจิตใจที่เอนเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง และโยนิโสมนสิการ รู้จักคิด เป็นการคิด วิเคราะห์ ใช้เหตุผลพิจารณาด้วยความเป็นกลาง ทำให้รู้ถึงปัญหาที่แท้จริงและสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการคิด วิเคราะห์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข และมีความเสมอภาค</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282861
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
2025-10-16T10:43:14+07:00
พระสมุห์กัมพล กิตฺติโก (บุญนิยม)
kumpolboonniyom@gmail.com
อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า
kumpolboonniyom@gmail.com
วัชรินทร์ ชาญศิลป์
kumpolboonniyom@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม 2. เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม และ 3. นำเสนอแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมในการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเอฟ รวมถึงการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อสังเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.54, S.D. = 0.28) โดยด้านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองและการปกครองมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านความสำนึกในหน้าที่พลเมือง และด้านความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ส่วนด้านความเคารพในกติกาและความยึดมั่นในหลักความเสมอภาคอยู่ในระดับปานกลาง 2. การเปรียบเทียบข้อมูลพบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมโดยภาพรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย และ 3. การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชน อาศัยหลักพระสัทธรรม 3 ได้แก่ ปริยัติสัทธรรม การให้ความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมและสิทธิหน้าที่ของพลเมือง ปฏิบัติสัทธรรม การประยุกต์หลักศีล สมาธิ ปัญญา ในการดำเนินชีวิตและการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ปฏิเวธสัทธรรม การเข้าถึงคุณธรรม เช่น เมตตา กรุณา และอุเบกขา เพื่อส่งเสริมความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ผลการวิจัยด้านการบูรณาการหลักพุทธธรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านปริยัติธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านปฏิเวธธรรม และด้านปฏิบัติธรรมอยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283773
การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นองค์การบริหารส่วนตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
2025-10-16T10:41:53+07:00
บรรหาญ รัตนกรณ์
kumpolboonniyom@gmail.com
อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า
kumpolboonniyom@gmail.com
วัชรินทร์ ชาญศิลป์
kumpolboonniyom@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นองค์การบริหารส่วนตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 2. ศึกษาการประยุกต์หลักพุทธธรรมที่มีผลต่อการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเมือง และ 3. นำเสนอแนวทางการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำทางการเมืองอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยประชากร คือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเขตตำบลเหมืองใหม่ จำนวน 1,872 คน กลุ่มตัวอย่าง 330 คน ได้จากการคำนวณตามสูตรทาโร่ ยามาเน่ ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.92 และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 รูปหรือคน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นองค์การบริหารส่วนตำบลเหมืองใหม่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.16, S.D. = 0.27) 2. หลักปาปณิกธรรม พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะผู้นำทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง (r = 0.776**) และ 3. หลักปาปณิกธรรม 3 ประการ สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลิกทั่วไปให้มีความมั่นคงทางอารมณ์ สุภาพ อ่อนน้อมแต่เด็ดขาด การใช้ถ้อยคำสุภาพและให้เกียรติผู้ร่วมงาน การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การเอาใจใส่และให้คำแนะนำด้วยเมตตา ตลอดจนการปลูกฝังความซื่อสัตย์ สุจริต และวิสัยทัศน์ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างความไว้วางใจจากประชาชนอย่างยั่งยืน</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283497
การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลจีกแดก อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์
2025-09-24T00:22:16+07:00
พระมหาวิศรุต วิสุทฺธิธีโร (พุดชู)
witsararutbird2000@gmail.com
พงศ์พัฒน์ จิตตานุรักษ์
witsararutbird2000@gmail.com
สมบัติ นามบุรี
witsararutbird2000@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลจีกแดก 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลจีกแดก และ 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลจีกแดก อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ดำเนินการวิธีวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในองค์การบริหารส่วนตำบลจีกแดก อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 365 ตัวอย่าง ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัยและ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ สถิติเชิงพรรณนา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลจีกแดก อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. กระบวนการบริหารงานตามหลัก PDCA ส่งผลต่อการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลจีกแดก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และหลักอิทธิบาท 4 ส่งผลต่อการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลจีกแดก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรม ประกอบด้วย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ด้านสาธารณสุข ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และด้านคนและสังคม โดยประยุกต์กับหลักอิทธิบาท 4 เพื่อส่งเสริมการบริหาร คือ ฉันทะ ความพึงพอใจในงาน วิริยะ ความขยันหมั่นเพียร จิตตะ เอาใจใส่ในงาน และวิมังสา ใช้ปัญญาหาเหตุผล และมีกระบวนการบริหารงานตามหลัก PDCA มาเป็นพื้นฐาน คือ การวางแผน การปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบการปฏิบัติตามแผน และการปรับปรุงแก้ไข</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283093
การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
2025-09-26T11:43:52+07:00
พระครูวิสุทธิ์กาญจนธรรม (ธารธรรม วิสุทฺโธ)
tharnthum4820@gmail.com
ชญาดา เข็มเพชร
tharnthum4820@gmail.com
ธิติวุฒิ หมั่นมี
tharnthum4820@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความคิดเห็นต่อการนำหลักภาวนา 4 มาใช้ในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักภาวนา 4 กับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และ 3. นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี (Mixed Methods) โดยส่วนเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุ 236 คนด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ส่วนเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้สูงอายุมีความคิดเห็นต่อการนำหลักภาวนา 4 มาใช้ในการส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง 2. หลักภาวนา 4 มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และ 3. การประยุกต์ใช้หลักภาวนา 4 สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุได้หลายด้าน ทั้งการเจริญสติและสมาธิ ลดความเครียดและความวิตกกังวล ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน เพิ่มความสุข ความพึงพอใจในชีวิต รวมทั้งช่วยให้ผู้สูงอายุดูแลตนเองได้อย่างมีคุณค่า จากการอภิปรายผล การนำหลักภาวนา 4 มาใช้ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างสุขภาพกายและใจ แต่ยังเชื่อมโยงกับหลักพุทธธรรมที่เน้นการพัฒนาจิตใจและปัญญา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดสุขภาพองค์รวม และเป็นแนวทางที่สามารถขยายผลไปใช้ในงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันสะท้อนให้เห็นว่าพุทธธรรมมิได้เป็นเพียงหลักธรรมทางศาสนาเท่านั้น หากยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282942
การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการส่งเสริมการปฏิบัติตนของผู้ต้องขัง เพื่อลดปัญหาการกระทำความผิดซ้ำของทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง
2025-09-26T12:15:49+07:00
เกรียงศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
kn300526@gmail.com
ชญาดา เข็มเพชร
kn300526@gmail.com
ธิติวุฒิ หมั่นมี
kn300526@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการส่งเสริมการปฏิบัติตนของผู้ต้องขังเพื่อลดปัญหาการกระทำผิดซ้ำทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักหิริ โอตตัปปะกับการส่งเสริมการปฏิบัติตนของผู้ต้องขัง และ 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมในการส่งเสริมการปฏิบัติตนของผู้ต้องขัง ดำเนินการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้เครื่องมือการวิจัย คือแบบสอบถาม สำรวจกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ต้องขังในทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง จำนวน 370 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน โดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการส่งเสริมการปฏิบัติตนของผู้ต้องขัง พบว่า การส่งเสริมการปฏิบัติตนของผู้ต้องขัง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.88) จำแนกเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสร้างพลังงานเชิงบวกในด้านดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.92) รองลงมา คือ ด้านการปรับทัศนคติด้านความคิด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.88) ด้านการทำงานสาธารณประโยชน์เพื่อขัดเกลาพฤตินิสัย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.83) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมกับการส่งเสริมการปฏิบัติตนของผู้ต้องขัง พบว่า โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างต่ำมาก (r = .079**) ด้านหิริ คือ การละอายแก่บาป โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงลบ ในทิศทางตรงกันข้าม ในระดับค่อนข้างสูง (r = -.132**) ด้านโอตตัปปะ คือ การเกรงกลัวต่อบาป โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำมาก (r = .061) และ 3. แนวทางการพัฒนาและระดับความคิดเห็นทางการประยุกต์หลักพุทธธรรม ส่งเสริมการปฏิบัติตนของทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ให้ความสำคัญในการฝึกอบรมให้ความรู้กับผู้ต้องขัง มีการจัดกิจกรรมหลาย ๆ ด้านเน้นหลักพุทธธรรม เพื่อให้ผู้ต้องขังได้ขัดเกลาพฤติกรรมและกลับตัวหลังออกจากทัณฑสถานไม่กระทำผิดซ้ำ</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283747
การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาทธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการด้านการจัดการขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนตำบลท่ามะกา อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี
2025-10-01T16:55:03+07:00
บุณยวีร์ ไม้เลื้อย
0928825689aa46@gmail.com
ชญาดา เข็มเพชร
0928825689aa46@gmail.com
ธิติวุฒิ หมั่นมี
0928825689aa46@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการด้านจัดการขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนตำบลท่ามะกา อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอิทธิบาท 4 กับคุณภาพการให้บริการด้านจัดการขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนตำบลท่ามะกา อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี และ 3. นำเสนอการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาทธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการจัดการขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนตำบล ท่ามะกา อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจจากแบบสอบถาม กับกลุ่มตัวอย่างใช้หลักการสุ่มแบบแบ่งชั้น จำนวน 373 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการแจกแบบสอบถามกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ 1. เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล 2. ผู้ชำนาญด้านสาธารณสุข 3. ผู้นำประชาชน และ 4. ผู้รู้ด้านพุทธธรรมได้กำหนดไว้ทั้งหมด จำนวน 10 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณภาพการให้บริการด้านการจัดการขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนตำบลท่ามะกาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ความเสมอภาค ความทันเวลา ความเพียงพอ ความต่อเนื่อง และความก้าวหน้าอยู่ในระดับมาก 2. หลักอิทธิบาทธรรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการบริหารจัดการองค์การบริหารส่วนตำบลท่ามะกาในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .456) และ 3. การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาทธรรม ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมคุณภาพการให้บริการจัดการขยะมูลฝอยได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจ ความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน และความยั่งยืนในการจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่น</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282930
การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของเทศบาลตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี
2025-09-27T16:05:41+07:00
วาสนา ลิ้มวิไลกาญจน์
wasana01012517@gmail.com
พระวิสุทธิพงษ์เมธี (วีระ มหาวีโร)
wasana01012517@gmail.com
สุริยา รักษาเมือง
wasana01012517@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมกับสุขภาพผู้สูงอายุ และ 3. นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุ จำนวน 288 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับสุขภาพของผู้สูงอายุตามหลักพละ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาพของผู้สูงอายุในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .243**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3. การส่งเสริมสุขภาพตามหลักพุทธธรรม โดยเฉพาะหลักสังคหวัตถุ ส่งผลต่อสุขภาวะของผู้สูงอายุ ซึ่งด้านจิตใจมีค่าระดับสูงสุด รองลงมาคือ ด้านสังคม จิตวิญญาณ และร่างกายตามลำดับ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการนำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในมิติที่หลากหลาย ทั้งทางร่างกายและจิตใจอันเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาสุขภาวะในชุมชนผู้สูงวัย</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283734
การอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งเรียนรู้อุทยานนกน้ำคูขุด โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในจังหวัดสงขลา
2025-10-05T15:40:32+07:00
ยุทธนา ปราณีต
yuttana.pra@mcu.ac.th
กาญจนา ดำจุติ
yuttana.pra@mcu.ac.th
เติมศักดิ์ ทองอินทร์
yuttana.pra@mcu.ac.th
รัฐพล เย็นใจมา
yuttana.pra@mcu.ac.th
ไตรรงค์ ชัยชนะ
yuttana.pra@mcu.ac.th
ณปภัช พัชรกรโชติ
yuttana.pra@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการอนุรักษ์และระบบนิเวศอุทยานนกน้ำคูขุด 2. พัฒนาแหล่งเรียนรู้ และ 3. สร้างเครือข่ายการเรียนรู้การอนุรักษ์และระบบนิเวศอุทยานนกน้ำคูขุด ใช้ระเบียบการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 9 หมู่บ้าน จำนวน 371 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 8 รูปหรือคน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การอนุรักษ์และระบบนิเวศอุทยานนกน้ำคูขุด ตำบลคูขุด พบว่า ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศของอุทยานนกน้ำคูขุด ด้านการอนุรักษ์การรักษาคุณค่าสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม โดยชุมชนและนักท่องเที่ยวร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของอุทยาน ด้านสภาพพื้นที่ มีความอุดมสมบูรณ์ ด้านการบริหารและการจัดการ มีมาตรการและแผนงานในการรักษาระบบนิเวศให้คงอยู่ และด้านกิจกรรมท่องเที่ยว ส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ตามลำดับ 2. การพัฒนาแหล่งเรียนรู้อุทยานนกน้ำคูขุด เริ่มจากกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานในพื้นที่ จัดกิจกรรมอนุรักษ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุน ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับอุทยานเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกการมีส่วนร่วม โดยนโยบายท้องถิ่นสร้างพลังพลเมืองในการพัฒนาและอนุรักษ์ และ 3. การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์อุทยานนกน้ำคูขุดในจังหวัดสงขลา โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งชุมชน โรงเรียน ร่วมจัดกิจกรรม เช่น การจัดชมรมอนุรักษ์ ใช้โซเชียลมีเดียเผยแพร่ความรู้ และกิจกรรมจิตอาสา การใช้เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์ช่วยสร้างเครือข่ายเยาวชนที่เข้มแข็ง นำไปสู่การอนุรักษ์ที่ยั่งยืน</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283702
การพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุตามหลักพุทธธรรมของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านวังหลุมพอง ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
2025-09-28T21:23:20+07:00
อนงค์ บุญบันดาล
anong34591@gmail.com
ชญาดา เข็มเพชร
anong34591@gmail.com
สุริยา รักษาเมือง
anong34591@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านวังหลุมพอง ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักภาวนา 4 กับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และ 3. ศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้หลักภาวนา 4 ในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ระเบียบวิธีวิจัยใช้รูปแบบผสานวิธี โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 231 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 ราย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความคิดเห็นต่อหลักภาวนา 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.09) โดยเรียงลำดับจากสูงไปต่ำ ได้แก่ ปัญญาภาวนา จิตภาวนา สีลภาวนา และกายภาวนา ตามลำดับ นอกจากนี้ 2. หลักภาวนา 4 มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุ (r = .233** และ r = .171**) สนับสนุนสมมติฐานของการวิจัย และ 3. แนวทางการส่งเสริมสุขภาพตามหลักภาวนา 4 ประกอบด้วย กายภาวนา ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เช่น ฝึกหายใจ ออกกำลังกาย สีลภาวนา ส่งเสริมการรักษาศีล เช่น การทำบุญ ฟังธรรม จิตภาวนา ควรจัดกิจกรรม ฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่อง ปัญญาภาวนา ส่งเสริมการเรียนรู้ธรรมะเพื่อพัฒนาความคิด ด้านการให้บริการผู้สูงอายุ พบว่า ผู้รับบริการพึงพอใจในคุณภาพบริการ การเข้าถึงการจัดกิจกรรมสุขภาพ และความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความสุภาพของเจ้าหน้าที่ การติดตามผู้ป่วย และการจัดสถานที่ที่เอื้อต่อผู้สูงอายุ</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/285383
กลไกส่งเสริมความเสมอภาคในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางราชการของชาวไทยและต่างด้าวในพื้นที่ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2025-12-16T11:41:09+07:00
ไตรรงค์ ชัยชนะ
tul.chaichana@gmail.com
ยุทธนา ปราณีต
tul.chaichana@gmail.com
กาญจนา ดำจุติ
tul.chaichana@gmail.com
ธนนันท์ คุ้มถิ่นแก้ว
tul.chaichana@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสิทธิการรับรู้และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 2. ศึกษากลไกส่งเสริมความเสมอภาคในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และ 3. ประเมินกลไกส่งเสริมความเสมอภาคในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางราชการของชาวไทยและต่างด้าว ในพื้นที่ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้ระเบียบการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 10 รูปหรือคน ด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว จำนวน 200 คน ตามสูตรของ ทาโร่ ยามาเน่ จากประชากร 398 คน ในพื้นที่ตำบลลำไทร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สิทธิการรับรู้และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดหลักความเสมอภาคและสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยมาตรา 4 รับรองศักดิ์ศรีความเสมอภาคและเสรีภาพของบุคคล มาตรา 27 กำหนดให้บุคคลเสมอกันในกฎหมาย และมาตรา 41 ให้สิทธิประชาชนเข้าถึงข้อมูลของรัฐตามกฎหมาย พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 คุ้มครองสิทธิของคนไทยในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร แต่คนต่างด้าวมีสิทธิตามเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง มาตรา 9 วรรคสี่ 2. กลไกส่งเสริมความเสมอภาคในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางราชการของชาวไทยและต่างด้าว ได้แก่ 2.1 ประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานรัฐในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการติดบอร์ดประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของภาคเอกชน 2.2 การใช้สื่อสังคมออนไลน์ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 2.3 กิจกรรมการร่วมมือระหว่างรัฐกับแรงงานและนายจ้าง และ 3. การประเมินกลไกส่งเสริมความเสมอภาคในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางราชการของชาวไทยและต่างด้าว โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283562
ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความขัดแย้งในองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2025-09-24T16:07:57+07:00
ธวัชชัย สมอเนื้อ
thawatchai.sam@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับความขัดแย้งในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับของความขัดแย้งกับแนวทางการจัดการความขัดแย้งในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3. ศึกษารูปแบบการจัดการความขัดแย้งในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรในองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 380 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิธีการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นการบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความขัดแย้งในองค์การบริหารส่วนตำบล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. ความสัมพันธ์ระหว่างระดับของความขัดแย้งกับแนวทางการจัดการความขัดแย้ง โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3. รูปแบบการจัดการความขัดแย้งในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย ด้านบุคลากร ควรวางตัวเป็นผู้นำเหมาะสม โปร่งใส และแก้ไขความขัดแย้งด้วยการตักเตือนหรือประนีประนอม ด้านการเงิน ควรจัดสรรงบประมาณโดยยึดหลักความยุติธรรม โปร่งใส และป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ด้านวัสดุและอุปกรณ์ ควรใช้งานวัสดุส่วนกลางอย่างทั่วถึง ตักเตือนการใช้ส่วนตัว และรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน และด้านการจัดการ ควรเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็น สนับสนุนพัฒนางานอย่างต่อเนื่องและเท่าเทียม และสร้างความปรองดองภายในองค์กร</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/284921
พุทธวิธีส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
2025-11-21T16:02:13+07:00
พระศรายุทธ ภูมิธีโร (จะอื่น)
jasarayuth@gmail.com
ธัชชนันท์ อิศรเดช
jasarayuth@gmail.com
เติมศักดิ์ ทองอินทร์
jasarayuth@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชน 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอธิปไตยกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชน และ 3. นำเสนอพุทธวิธีส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการวิจัยแบบผสมวิธี โดยในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จำนวน 342 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหพันธ์ เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพได้ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอธิปไตยกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชน พบว่าโดยรวมมีความสัมพันธ์ในระดับสูง (r = .652) มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐาน และ 3. พุทธวิธีส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า 1. ด้านอัตตาธิปไตย คือ สร้างพลเมืองที่คิดเป็น ช่วยให้ประชาชนกล้าคิด กล้าตัดสินใจอย่างมีเหตุผล 2. ด้านโลกาธิปไตย คือ สร้างความเคารพในความหลากหลาย คนในสังคมเคารพเสียงส่วนมากและรับฟังเสียงส่วนน้อย และ 3. ด้านธัมมาธิปไตย คือ สร้างสังคมโปร่งใสและยุติธรรม ทุกการตัดสินใจยึดหลักความถูกต้อง ไม่เอื้อประโยชน์ส่วนตัว เสริมจริยธรรมทางการเมืองและสังคม</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/285371
ผลการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ตให้ปลอดภัย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2025-12-16T11:31:08+07:00
วิรุณลักษณ์ แก้วทองหลาง
moo.lookkaew@gmail.com
ศิริพร พึ่งเพ็ชร์
siriporn_phu@vu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบผลการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ตให้ปลอดภัย ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกโดยใช้เกมเป็นฐาน และ 2. เปรียบเทียบผลการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ตให้ปลอดภัยหลังการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกโดยใช้เกมเป็นฐานกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหาญ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 2 แผน จำนวน 7 ชั่วโมง มีค่าความเหมาะสมในระดับมากที่สุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ค่าความเชื่อมั่น 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียนผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ตให้ปลอดภัยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 15.86, S.D. = 2.21) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 8.43, S.D. = 2.50) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสถิติทดสอบ t-test = 24.005 และ 2. การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70: ผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ตให้ปลอดภัย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียน พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 79.30 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสถิติทดสอบ t-test = 3.139</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/285055
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการสั่งอาหารบนแอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
2025-12-09T15:12:52+07:00
นฤชล ธนจิตชัย
kunanya@nm.ac.th
คุณัญญา หอมหวล
khunan789@gmail.com
ภัคธมล ศิรอรุณภัทร
kunanya@nm.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และ 2. ศึกษาพฤติกรรมการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ ดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยมีค่าความเที่ยงตรงและค่าความเชื่อมั่นตามเกณฑ์มาตรฐาน สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านผลิตภัณฑ์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านบุคลากร และกระบวนการ ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ด้านราคา และด้านการส่งเสริมการตลาด มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ด้านลักษณะทางกายภาพและด้านกระบวนการกลับมีอิทธิพลเชิงลบ ส่วนด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทางการจัดจำหน่าย และบุคลากร ไม่พบอิทธิพลต่อความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญ และ 2. พฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่สั่งอาหาร 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ นิยมสั่งอาหารจานเดียว/ตามสั่งให้จัดส่ง ณ ที่พักอาศัยในช่วงเวลา 12.01–18.00 น. โดย Grab Food เป็นแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมสูงสุด และตนเองเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากที่สุด จากผลการวิจัย สะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับคุณภาพผลิตภัณฑ์ แต่ปัจจัยที่กระตุ้นความพึงพอใจได้จริง คือ ความคุ้มค่าของราคาและการจัดโปรโมชั่น การที่กระบวนการมีอิทธิพลเชิงลบอาจเนื่องมาจากความซับซ้อนในขั้นตอนการสั่งที่มากเกินไปจนลดทอนความสะดวก สรุปและข้อเสนอแนะ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันควรเน้นการสร้างกลยุทธ์ราคาและโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจ ควบคู่กับการลดความซับซ้อนของขั้นตอนการใช้งานเพื่อยกระดับความพึงพอใจของผู้บริโภคในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/285784
การอนุรักษ์พื้นที่สาธารณชุมชนแบบมีส่วนร่วมกรณีศึกษาวัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-01-13T03:17:59+07:00
สุดธิดา พาดฤทธิ์
sudtida.padrit@mcu.ac.th
พระอุดมบัณฑิต (สมศักดิ์ สุทฺธิญาณเมธี)
sudtida.padrit@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาประวัติและรูปแบบการอนุรักษ์พื้นที่สาธารณชุมชนวัดสะแก 2. พัฒนาแนวทางการอนุรักษ์พื้นที่สาธารณชุมชนวัดสะแก และ 3. วิเคราะห์การมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์พื้นที่สาธารณชุมชนวัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการอนุรักษ์วัดสะแกมีรากฐานมาจากแนวคิดอาจาริยบูชา เน้นการอนุรักษ์เชิงป้องกันร่วมกับการพัฒนา โดยคงสภาพความแท้ของโครงสร้างไม้เดิมควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ 2. แนวทางการพัฒนาเน้นการปรับเปลี่ยนหน้าที่ใช้สอย (Adaptive Reuse) จากที่พักสงฆ์สู่พื้นที่ปฏิบัติธรรมสาธารณะ และการสร้างระบบพี่เลี้ยงทางธรรมเพื่อสืบทอดภูมิปัญญา และ 3. การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นลักษณะ ไตรภาคีที่เกื้อกูล ตามหลัก “บวร” (บ้าน-วัด-ราชการ) โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางอำนาจตัดสินใจ กลุ่มศิษย์เป็นผู้อุปถัมภ์ และผู้นำชุมชนเป็นตัวกลางประสานงาน ความสำเร็จเกิดจากทุนทางสังคมและการระดมทุนแบบไม่เรี่ยไรที่สร้างความโปร่งใสและศรัทธาที่ยั่งยืน</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/285757
AI กับภาวะหมดไฟในการปฏิบัติงาน: กรณีศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา
2026-01-16T14:07:33+07:00
นันท์นภัส ทรงเดชะ
ninknunnapat@hotmail.com
เจษฎา นกน้อย
chetsada@tsu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สำรวจประสบการณ์และความรู้สึกของบุคลากรต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปฏิบัติงาน 2. วิเคราะห์ผลกระทบของการใช้ AI ต่อภาวะหมดไฟ และ 3. เสนอแนวทางการบริหารจัดการบุคลากรในยุค AI เพื่อลดภาวะหมดไฟในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา งานวิจัยเป็นเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก 11 คน ครอบคลุมผู้บริหาร บุคลากรสายวิชาการ และบุคลากรสายสนับสนุนที่มีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหาและเทคนิคตรวจสอบความน่าเชื่อถือแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การนำ AI มาใช้ในการปฏิบัติงานช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการทำงาน ส่งผลให้บุคลากรบางส่วนมีความพึงพอใจในการทำงานเพิ่มขึ้น และสามารถลดระดับความเครียดรวมถึงภาวะหมดไฟได้ อย่างไรก็ตาม บุคลากรบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุงานสูงหรือไม่ถนัดด้านเทคโนโลยี เผชิญความกังวล ความไม่มั่นใจ และความตึงเครียดจากการปรับตัวต่อการใช้ AI ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะหมดไฟในทางอ้อม และสะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะหมดไฟโดยตรง หากแต่ผลกระทบขึ้นอยู่กับรูปแบบการบริหารจัดการและการสนับสนุนจากองค์การ แนวทางสำคัญในการลดภาวะหมดไฟ ได้แก่ การพัฒนาทักษะดิจิทัลให้สอดคล้องกับสมรรถนะและช่วงวัยของบุคลากร การสนับสนุนด้านจิตใจและแรงจูงใจในการทำงาน ตลอดจนการออกแบบระบบงานที่ยืดหยุ่นและเอื้อต่อการใช้ AI อย่างเหมาะสม เพื่อให้การนำ AI มาใช้เกิดประโยชน์ต่อบุคลากรและองค์การอย่างยั่งยืน</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286809
กลวิธีและบทบาทของเยาวชนกับการจัดการปัญหาดิจิทัลในครอบครัว: การวิเคราะห์เอกสารบันทึกสะท้อนความคิด
2026-02-11T01:45:03+07:00
ฐิตินันทน์ ผิวนิล
titinan@rumail.ru.ac.th
ปลายฟ้า นามไพร
titinan@rumail.ru.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาประสบการณ์ของเยาวชนที่มีต่อปัญหาดิจิทัลในครอบครัว 2. วิเคราะห์กลวิธีที่เยาวชนใช้ในการจัดการปัญหาดังกล่าว และ 3. อธิบายบทบาทของเยาวชนที่มีต่อสมาชิกในครอบครัวด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบย้อนหลัง โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารจากบันทึกสะท้อนความคิดของนักศึกษา จำนวน 40 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาโดยใช้แนวทางอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาดิจิทัลในครอบครัวสามารถจัดกลุ่มได้เป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ 1.1 มิติความสัมพันธ์และการสื่อสาร ซึ่งครอบคลุมการขาดการสื่อสาร ความห่างเหิน ความขัดแย้งเรื่องความเป็นส่วนตัว พฤติกรรมติดเทคโนโลยี และการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน 1.2 มิติความรู้และทักษะดิจิทัล ได้แก่ ช่องว่างทักษะดิจิทัลระหว่างรุ่น และการเผยแพร่หรือเชื่อข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ และ 1.3 มิติความปลอดภัยและความเสี่ยงอันประกอบด้วยภัยออนไลน์และการถูกหลอกลวง 2. กลวิธีของเยาวชนในการจัดการปัญหาจำแนกได้เป็น 3 แนวทาง คือ การสร้างความเข้าใจและถ่ายทอดความรู้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม และการตั้งกฎและข้อตกลงร่วมกัน 3. เยาวชนมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัว 4 ประการ ได้แก่ ผู้สอนและให้ความรู้ด้านเทคโนโลยี ผู้คัดกรองข้อมูลและเฝ้าระวังความปลอดภัย ผู้ทำธุรกรรมแทนและผู้เชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูล ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า เยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่เป็นผู้กระทำการดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการและดูแลพื้นที่ดิจิทัลภายในครอบครัว</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์