https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/issue/feed วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ 2026-06-25T10:23:16+07:00 พระปลัดระพิน พุทฺธิสาโร journal.idir@mcu.ac.th Open Journal Systems <p><strong> วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์</strong> เลขมาตรฐานสากล ISSN: 2773-9910 (Print)<strong> </strong>ISSN 2774-0846 (Online) เป็นวารสารที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วย พระพุทธศาสนา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ การจัดการ และสหวิทยาการอื่นๆที่นำเสนอองค์ความรู้เชิงนวัตกรรม เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288854 หลักอิทธิบาท 4 กับการกำกับดูแลทรัพยากรมนุษย์เชิงบูรณาการ 2026-06-01T13:03:45+07:00 โศภิษฐ์ บุญทอง sophit.aey@gmail.com วสุชาติ มีบุญมี sophit.aey@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์หลักอิทธิบาท 4 ควบคู่กับแนวคิดการกำกับดูแลทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Governance: HR Governance) เพื่อเสนอกรอบอธิบายการกำกับดูแลทรัพยากรมนุษย์ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้างองค์กรและพฤติกรรมของบุคลากร เนื้อหาอาศัยการทบทวนวรรณกรรมและการเรียบเรียงแนวคิดจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการกำกับดูแลองค์กร การบริหารทรัพยากรมนุษย์ และหลักพุทธธรรม จากการทบทวนพบว่า HR Governance ให้ความสำคัญกับการกำหนดกรอบและกลไกในการควบคุมการตัดสินใจด้านบุคลากร โดยมีหลักการสำคัญ ได้แก่ ความรับผิดชอบ การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ความโปร่งใส และความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์องค์กร ซึ่งทำหน้าที่กำหนดทิศทางการดำเนินงาน ขณะเดียวกัน หลักอิทธิบาท 4 ซึ่งประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา สะท้อนแรงขับภายในของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ ความเพียร ความตั้งใจ และการพิจารณาไตร่ตรอง ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการปฏิบัติงาน เมื่อพิจารณาร่วมกันพบว่า การเชื่อมโยง HR Governance กับอิทธิบาท 4 ช่วยทำให้การอธิบายการกำกับดูแลทรัพยากรมนุษย์มีความชัดเจนมากขึ้น โดย HR Governance กำหนดกรอบและทิศทางขององค์กร ส่วนอิทธิบาท 4 อธิบายพฤติกรรมของบุคลากรให้สอดคล้องกับกรอบดังกล่าว ทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน กล่าวคือ ระบบการกำกับดูแลมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคลากร และพฤติกรรมของบุคลากรก็ส่งผลย้อนกลับต่อประสิทธิภาพของการกำกับดูแล องค์ความรู้ที่ได้จากบทความนี้คือกรอบแนวคิดการกำกับดูแลทรัพยากรมนุษย์เชิงบูรณาการ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การกำกับดูแลจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อพิจารณาทั้งโครงสร้างองค์กรและแรงขับภายในของบุคลากรควบคู่กัน แนวคิดดังกล่าวช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างระบบการกำกับดูแลกับพฤติกรรมการทำงาน และสะท้อนผลลัพธ์ขององค์กรผ่านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืน</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288363 นวัตกรรมเชิงนโยบายสาธารณะในการขับเคลื่อนการใช้ระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กร เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล 2026-05-05T10:11:26+07:00 ธนวุฒิ สุนทรเดชา tanawut.soontorndacha@gmail.com พิชัย งามบุญอนันต์ tanawut.soontorndacha@gmail.com กัญญรัตน์ เศวตเวช tanawut.soontorndacha@gmail.com <p>วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ยังคงเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงและประยุกต์ใช้ระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กร ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพองค์กร บทความวิชาการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาของการนำระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กร มาใช้ในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย และนำเสนอแนวทางนวัตกรรมเชิงนโยบายสาธารณะ เพื่อสนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ผลการวิเคราะห์พบว่า อุปสรรคหลัก ประกอบด้วย ข้อจำกัดด้านต้นทุนการลงทุน การขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และการต่อต้านในการปรับรื้อกระบวนการทำงาน ผู้เขียนจึงได้สังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่เป็น “โมเดลนวัตกรรมเชิงนโยบาย 3 มิติ เพื่อขับเคลื่อนระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กร” ซึ่งประกอบด้วยแนวทางแบบบูรณาการ ได้แก่ 1. มิติด้านการสนับสนุนทางการเงิน ผ่านนโยบายอุดหนุนคูปองดิจิทัล 2. มิติด้านทุนมนุษย์ ผ่านนโยบายการยกระดับทักษะบุคลากรดิจิทัล และ 3. มิติด้านโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านนโยบายการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลระดับชาติ การบูรณาการนวัตกรรมเชิงนโยบายทั้ง 3 มิตินี้ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยทลายอุปสรรคเชิงโครงสร้าง และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287399 เทคโนโลยีดิจิทัลกับการบริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 2026-03-11T22:04:03+07:00 พระครูปริยัติคุณรังษี (ลิขิต คำหงษา) arnon.tip@mcu.ac.th พระมหาอานนท์ ทิพย์สิงห์ arnon.tip@mcu.ac.th ธีร ลมวิชัย arnon.tip@mcu.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์แนวทางการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับภารกิจหลักของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ อันประกอบด้วย 7 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาหลักสูตร การส่งเสริมนวัตกรรมและสื่อ การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การวัดและประเมินผล การประกันคุณภาพ และการสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับชุมชน โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างรอบด้าน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถส่งเสริมการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา สนับสนุนการบริหารงานด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่ ความพร้อมด้านสมรรถนะดิจิทัลของบุคลากร ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการข้อมูลและความปลอดภัยสารสนเทศ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกับบริบทดิจิทัล ดังนั้น การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและสมดุล เพื่อให้สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งสมรรถนะดิจิทัลและคุณลักษณะความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในสังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288414 การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสายต่างประเทศ 2026-05-05T10:12:07+07:00 พระครูสังฆกิจวิริยะ (ปราบศึก วิจิตรศักดิ์) surachaihongtrakool@gmail.com พระณัฐภัทร เจริญรักษ์ surachaihongtrakool@gmail.com พระก้องเกียรติ แซ่ลิ้ม kongsakonnakon@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอการพัฒนาทักษะเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในนานาประเทศ ความแตกต่างทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ภายใต้บริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีดิจิทัลจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสื่อสารและขยายโอกาสการเข้าถึงพระธรรมคำสอนอย่างกว้างขวาง เพื่อส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนเกิดความศรัทธาและสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง พระธรรมทูตสายต่างประเทศมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องพัฒนาทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้สามารถนำมาใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาผ่านสื่อแพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะสำคัญ ได้แก่ การผลิตสื่อดิจิทัล การปรับเนื้อหาธรรมะให้สอดคล้องกับบริบทสากล การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และการยึดมั่นในจริยธรรมดิจิทัล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพการเผยแผ่ ขณะเดียวกัน ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างวัฒนธรรม และส่งเสริมศรัทธาในพระพุทธศาสนาในระดับนานาชาติ ดังนั้น การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีดิจิทัลของพระธรรมทูตสายต่างประเทศจึงเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพและขยายผลการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เกิดในบริบทโลกยุคดิจิทัล</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288116 วิวัฒนาการของการลงโทษและหลักการนับโทษในกฎหมายอาญาไทย 2026-04-16T23:52:44+07:00 พระปลัดชาณรงค์ ประเสริฐศรี chainoyprasert@gmail.com อมรรัตน์ ม่วงกลิ่น chainoyprasert@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอพัฒนาการของการลงโทษในสังคมมนุษย์และความหมายของกฎหมายอาญา ซึ่งมีบทบาทในการกำหนดความรับผิดและโทษแก่ผู้กระทำความผิดอย่างเป็นระบบ จากนั้นอธิบายหลักเกณฑ์การนับโทษต่อในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 และหลักการนับโทษรวมและแยกตามมาตรา 91 พร้อมทั้งวิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เป็นบรรทัดฐานสำคัญ ผลการศึกษาชี้ว่า การนับโทษต่อเป็นกลไกที่ใช้สะท้อนความร้ายแรงของการกระทำผิดหลายกรรม แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด และอยู่ภายใต้ดุลพินิจของศาล นอกจากนี้ หลักการนับโทษรวม นับโทษแยก และการลดโทษต่างมีความสำคัญต่อการประเมินโทษให้เหมาะสม สร้างดุลยภาพระหว่างความยุติธรรมและประสิทธิภาพในการลงโทษทางอาญา</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288495 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2026-04-28T13:28:21+07:00 พระพิพัฒน์ มั่งบุญตัน ppmbt.1993@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านการสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ประเด็นสำคัญของการศึกษา พบว่า การพัฒนาบุคลากรควรดำเนินการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ ทักษะวิชาชีพ และคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้สามารถให้บริการสาธารณะได้อย่างมีคุณภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสม โดยมุ่งเน้นแนวทางการพัฒนาใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างศักยภาพด้านการให้บริการสาธารณะ การพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญในสายงาน และการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นับเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288955 บทบาทผู้บริหารท้องถิ่นกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต 2026-05-14T13:44:01+07:00 พระมหาปวรภัฏฐ์ งามการ pawarapatngkn8752391996@gmail.com สุรัตน์ คำโสภา pawarapatngkn8752391996@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนร่วมกับบทบาทของผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในระดับฐานราก โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นบนพื้นฐานของการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อันเป็นรากฐานสำคัญของการกระจายอำนาจและการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น การมีส่วนร่วมทางการเมืองช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ผ่านกระบวนการกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของชุมชน ตลอดจนเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐกับประชาชน รวมทั้งสร้างความตระหนักในสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกันผู้บริหารท้องถิ่นจึงควรมีบทบาทในการเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างทั่วถึง ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการเมืองและการปกครอง เชื่อมโยงปัญหาและความต้องการของประชาชนสู่กระบวนการกำหนดนโยบาย ตลอดจนขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เงื่อนไขสำคัญของความสำเร็จ ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างผู้บริหารท้องถิ่นกับประชาชน ความโปร่งใสในการบริหาร การเปิดรับความคิดเห็นของประชาชน และการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของทุกภาคส่วน ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศ</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288378 อิทธิบาท 4 กับการพัฒนาสาธารณูปการของวัด 2026-04-13T20:08:48+07:00 พระอธิการจำนงค์ สำเนาว์ cheangyord23@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้เป็นการวิเคราะห์หลักอิทธิบาท 4 กับการพัฒนาสาธารณูปการของวัดและวิเคราะห์บทบาทของหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ส่งเสริมให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนเพื่อการพัฒนาสาธารณูปการใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. การบูรณะและการพัฒนาวัด 2. การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะ และ 3. การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด จากการวิเคราะห์เชิงเหตุผล พบว่า วัดส่วนมากมีปัญหาในการบริหารจัดการวัด เช่น การขาดทักษะด้านการบริหาร การขาดบุคลากร และข้อจำกัดด้านงบประมาณ การนำหลักอิทธิบาท 4 อันประกอบด้วย ฉันทะ (ความพอใจ) วิริยะ (ความเพียร) จิตตะ (ความเอาใจใส่) และวิมังสา (ความไตร่ตรอง) มาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนางานสาธารณูปการของวัด การพัฒนาเป็นหัวใจสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตหรือความก้าวหน้า และมีบทบาทต่อหน่วยงาน องค์กร เป็นอย่างยิ่ง งานด้านสาธารณูปการของวัดจึงจำเป็นต้องใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการพัฒนาเพื่อความเหมาะสมและเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป สรุปได้ว่า อิทธิบาท 4 โดยใช้ ฉันทะช่วยสร้างแรงจูงใจในการดำเนินงาน วิริยะส่งเสริมความพยายามอย่างต่อเนื่อง จิตตะช่วยให้เกิดความรับผิดชอบและความใส่ใจในงาน และวิมังสาช่วยในการวิเคราะห์ วางแผน และปรับปรุงการดำเนินงานให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักพุทธธรรม และนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนของวัดและชุมชนต่อไป</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288796 เทคโนโลยีทรัพยากรมนุษย์ในการบริหารการเปลี่ยนแปลงขององค์กรสมัยใหม่ 2026-05-24T11:17:43+07:00 ภัททิยา ชาญชัยธานนท์ pattiyach@hotmail.com มัญช์ณณิชา นันทรัฐปิติโภคิน pattiyach@hotmail.com <p>เทคโนโลยีทรัพยากรมนุษย์เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสมัยใหม่บริหารการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีทิศทาง โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลส่งผลต่อโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน และพฤติกรรมของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง บทความวิชาการนี้สังเคราะห์บทบาทของเทคโนโลยีทรัพยากรมนุษย์ในการบริหารการเปลี่ยนแปลง โดยมุ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในบริบทที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เทคโนโลยีทรัพยากรมนุษย์จึงถูกพิจารณาในฐานะองค์ประกอบที่ประสานข้อมูล ระบบงาน กระบวนการบริหารบุคลากร และพฤติกรรมของบุคลากรให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร อีกทั้งยังช่วยให้ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ปรับบทบาทจากงานสนับสนุนเชิงปฏิบัติการไปสู่การเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการตัดสินใจบนฐานข้อมูล สาระสำคัญของบทความชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีทรัพยากรมนุษย์มีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพงาน HR ผ่านระบบดิจิทัล เช่น HRIS, AI, Big Data และ Cloud รวมถึงสนับสนุนการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ การพัฒนาทักษะ การลดแรงต้าน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรในกระบวนการเปลี่ยนแปลง โดยนำแนวคิดของ Lewin มาอธิบายกระบวนการเปลี่ยนแปลง ใช้แนวคิดของ Kotter เป็นแนวทางขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติ และใช้แนวคิดของ Judson พิจารณาผลกระทบต่อบุคลากร จนนำไปสู่การเสนอ HR Technology ในฐานะกลไกที่เชื่อมโยงคน กระบวนการ และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการปรับตัว การใช้ข้อมูลในการทำงาน และการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ขององค์กร ถึงกระนั้นการใช้เทคโนโลยียังมีข้อจำกัดด้านต้นทุน ความพร้อมของบุคลากร คุณภาพข้อมูล ความเป็นส่วนตัว จริยธรรม และมิติด้านมนุษยสัมพันธ์ จึงควรดำเนินควบคู่กับการพัฒนาทักษะดิจิทัล การสื่อสารที่ชัดเจน การมีส่วนร่วมของบุคลากร และการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดผลในทางปฏิบัติและนำไปสู่การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288889 การออกแบบงานยุคปัญญาประดิษฐ์: แนวทางการกำกับการใช้ AI ด้วยหลักพละ 4 2026-05-07T10:28:42+07:00 วสุชาติ มีบุญมี salisa.mcu@gmail.com โศภิษฐ์ บุญทอง sophit.aey@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาการออกแบบงานในยุคปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และเสนอแนวทางการกำกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ด้วยหลักพละ 4 โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสารและสังเคราะห์แนวคิดที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การออกแบบงานเพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์ การกำกับดูแล AI การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ และหลักพละ 4 จากการสังเคราะห์พบว่า ปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบงานขององค์กร ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล การตรวจสอบ การสนับสนุนการตัดสินใจ และการปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การนำ AI มาใช้จึงเกี่ยวข้องกับการกำหนดภาระงาน บทบาท ความรับผิดชอบ และสมรรถนะของบุคลากรให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ยังมีข้อจำกัดและความเสี่ยงหลายด้าน เช่น คุณภาพของข้อมูล ความไม่โปร่งใสของระบบ อคติของข้อมูล การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป และผลกระทบต่อบทบาทของมนุษย์ในการทำงาน บทความนี้เสนอว่า หลักพละ 4 ได้แก่ ปัญญาพละ วิริยพละ อนวัชชพละ และสังคหพละ สามารถนำมาใช้เป็นกลไกกำกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างเป็นระบบ โดยปัญญาพละกำกับความถูกต้องของข้อมูล เหตุผลของผลลัพธ์ และความเหมาะสมของ AI Use Case วิริยพละกำกับการติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง อนวัชชพละกำกับความโปร่งใส ความเป็นธรรม การลดอคติ และความรับผิดชอบของผู้ใช้ระบบ ส่วนสังคหพละกำกับการมีส่วนร่วม การสื่อสาร และการสร้างความเข้าใจระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ องค์ความรู้ที่นำเสนอ คือ โมเดลการกำกับปัญญาประดิษฐ์ด้วยหลักพละ 4 ผ่านความสัมพันธ์ของปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต ซึ่งอธิบายการเชื่อมโยงระหว่างการใช้เทคโนโลยี การออกแบบงาน และการกำกับดูแลด้านจริยธรรม เพื่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และยั่งยืนในองค์กรยุคดิจิทัล</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288910 “เกิดน้อย สังคมสูงวัย”: โอกาสและความท้าทายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย 2026-05-05T11:15:20+07:00 ศรันย์ดิษฐ์ เบญจพงศ์ srundit.be@bsru.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภายใต้สถานการณ์ “เกิดน้อย สังคมสูงวัย” พร้อมทั้งเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางกลยุทธ์ในการปรับตัวของ อปท. เพื่อเป็นกลไกหลักในการรองรับสังคมสูงวัย จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ และกำลังเผชิญกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ ส่งผลให้ อปท. ต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1. วิกฤตการคลังท้องถิ่นที่รายได้ลดลง แต่ภาระงบประมาณด้านสวัสดิการสูงขึ้น 2. ความซ้ำซ้อนของภารกิจและปัญหาการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน 3. ข้อจำกัดด้านบุคลากรเชี่ยวชาญเฉพาะทางและอัตรากำลัง 4. ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับคนทุกวัย และ 5. ปัญหาอุปทานส่วนเกินในการบริการสาธารณะด้านปฐมวัย อย่างไรก็ตาม วิกฤตนี้ยังเป็นโอกาสให้ อปท.ทบทวนปรับบทบาทจากผู้สงเคราะห์สู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านแนวคิดเศรษฐกิจผู้สูงวัย และดึงศักยภาพของผู้สูงอายุกลุ่มพฤฒพลัง มาเป็นพลังในการพัฒนาท้องถิ่น รวมทั้งการจัดการทรัพยากรบุคคลใหม่ผ่านการปรับทักษะบุคลากรให้เหมาะสมกับสังคมสูงวัย ส่วนกลยุทธ์การปรับตัวของ อปท. มี 3 มิติ คือ 1. การบริหารจัดการแบบเครือข่ายความร่วมมือโดยให้ อปท. เป็นศูนย์กลาง 2. การพัฒนานวัตกรรมการคลังท้องถิ่น อาทิ กองทุนสวัสดิการชุมชน พันธบัตรเพื่อสังคม และ 3. การสร้างสภาพแวดล้อมพื้นที่สาธารณะเพื่อคนทุกวัย ข้อเสนอทั้งหมดจะช่วยให้ อปท. สามารถทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการเปลี่ยนผ่านสังคมไทยสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288286 การบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผน เพื่อการประยุกต์ใช้ในสังคมไทย 2026-04-13T19:11:48+07:00 วัฒนะ บุญจับ sairoong.bub@gmail.com สมชัย ศรีนอก sairoong.bub@gmail.com นิเวศน์ วงศ์สุวรรณ sairoong.bub@gmail.com สายรุ้ง บุบผาพันธ์ sairoong.bub@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสะท้อนหลักพุทธธรรมที่บูรณาการอยู่ในเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน อันเป็นวรรณกรรมมรดกทางวัฒนธรรมของไทย เพื่อการประยุกต์ใช้ในสังคมไทย โดยมีประเด็นการศึกษา ได้แก่ มิติทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม พิธีกรรม และค่านิยมในสังคมไทย จากการค้นคว้าและวิเคราะห์พบว่า วรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผนสะท้อนหลักพุทธธรรมสำคัญอย่างน้อย 3 ระดับ คือ ระดับครอบครัว และระดับสังคม หลักธรรมที่ปรากฏในระดับครอบครัว ได้แก่ ความเมตตากรุณาระหว่างบิดามารดาและบุตร การให้อภัยต่อกัน และการเกื้อกูลช่วยเหลือในวิกฤตชีวิต ส่วนในระดับสังคม ปรากฏหลักธรรมสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. ความสงบสุขและเมตตาธรรม 2. กฎแห่งกรรมและวิบากกรรม และ 3. ไตรลักษณ์ อันประกอบด้วย อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา นอกจากนี้ยังพบว่าหลักอารยวัฑฒิ 5 และสาราณียธรรม 6 ได้รับการสอดแทรกไว้ในพฤติกรรมของตัวละครอย่างแนบเนียน สะท้อนแนวคิดที่ว่าพระพุทธศาสนามิได้เป็นเพียงความเชื่อส่วนตัว หากแต่เป็นระบบคิดที่กำหนดวิถีชีวิตและความสัมพันธ์ในสังคมไทยโดยรวม การศึกษายังชี้ให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่างพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยที่กลมกลืนกันอย่างลงตัว ทำให้เสภา ขุนช้างขุนแผน ไม่เพียงเป็นงานวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าทางศิลป์ แต่ยังเป็นหลักฐานทางสังคมและศาสนาที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชาติ ความเป็นสังคมแห่งเมตตา และภูมิปัญญาของบรรพชนไทยได้อย่างลึกซึ้ง องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมคุณธรรมและความสัมพันธ์ในสังคมไทยยุคปัจจุบันทั้งในมิติของครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287959 พิธีกรรมกับการสืบสานอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมไทย : กรณีพิธีกวนข้าวมธุปายาส 2026-05-04T10:06:53+07:00 เดโช แขน้ำแก้ว daycho_kha@nstru.ac.th ศรีสุดา พัฒจันทร์ daycho_kha@nstru.ac.th ณัฐลักษณ์ อิสสระ daycho_kha@nstru.ac.th พจณิชา ฤกษ์สมุทร daycho_kha@nstru.ac.th กรรณิการ์ บุญยัง daycho_kha@nstru.ac.th คัมภิราวดี นวกิจไพฑูรย์ daycho_kha@nstru.ac.th กิตบดินท์ ทองดวง daycho_kha@nstru.ac.th กฤษณะ ช่องศรี daycho_kha@nstru.ac.th ธีระวัฒน์ เพชรดี daycho_kha@nstru.ac.th รักสิริ แก้วเทวี daycho_kha@nstru.ac.th วิวิศน์ สุทธิธรรมสถิต daycho_kha@nstru.ac.th ธีราวรรณ จันทร์แสง daycho_kha@nstru.ac.th กัณภัค ตัณฑสิทธิ์ daycho_kha@nstru.ac.th นันทิกานต์ ประสพสุข daycho_kha@nstru.ac.th <p>พิธีกรรมเป็นองค์ประกอบของโครงสร้างทางสังคมและวิถีชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางศาสนา ความเชื่อและวัฒนธรรม พิธีกรรมทำหน้าที่เป็นการปฏิบัติที่มีแบบแผนตามจารีตและความเชื่อทางศาสนา อีกทั้ง เป็นกลไกในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน ถ่ายทอดคุณค่า ค่านิยมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของพิธีกรรมในการสืบสานอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมไทย โดยใช้พิธีการกวนข้าวมธุปายาสซึ่งมีรากฐานจากพุทธประวัติในเหตุการณ์ที่นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแด่พระโพธิสัตว์ก่อนการตรัสรู้ ผลการศึกษาพบว่า พิธีกวนข้าวมธุปายาสเป็นกระบวนการทางสังคมที่เชื่อมโยงพุทธศาสนา ความเชื่อ วิถีเกษตรกรรม และทรัพยากร “ข้าว” ในฐานะเป็นฐานแห่งชีวิตของชุมชน ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของการหล่อเลี้ยงทั้งกายและจิต ความเมตตาและการดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง อีกทั้งเปิดพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วม การเรียนรู้ร่วมกันและการถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญาและคุณค่าทางศีลธรรมข้ามรุ่น ในขณะที่ มิติการพัฒนาชุมชน พิธีกวนข้าวมธุปายาสสามารถทำหน้าที่เป็นทุนวัฒนธรรมที่สนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ตั้งแต่การกำหนดความต้องการ การตัดสินใจ การปฏิบัติ การรับประโยชน์และการติดตามประเมินผล อันนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็ง อัตลักษณ์และความยั่งยืนของชุมชน</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289395 ที่มา การก่อตั้ง และวิวัฒนาการของศาลปกครองไทย: การพัฒนากระบวนการยุติธรรมดิจิทัลภายใต้หลักนิติธรรม 2026-06-16T01:13:17+07:00 อัญลิลล์ จิตร์มงคลชัย nong.nong0812@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาที่มา การก่อตั้ง และวิวัฒนาการของศาลปกครองไทย รวมถึงพัฒนาการของกระบวนการยุติธรรมทางปกครองสู่ยุคดิจิทัลภายใต้หลักนิติธรรม โดยใช้วิธีวิเคราะห์เอกสารทางกฎหมาย เอกสารวิชาการ และการสังเคราะห์เชิงนิติศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่า ศาลปกครองไทยเป็นผลของพัฒนาการทางกฎหมายมหาชนและโครงสร้างรัฐ จากยุคอำนาจรวมศูนย์ การปฏิรูปกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ 5 อิทธิพลของระบบกฎหมายมหาชนยุโรป โดยเฉพาะแนวคิดสภาแห่งรัฐของฝรั่งเศส และการพัฒนาหลักนิติธรรมภายหลัง พ.ศ. 2475 จนนำไปสู่การจัดตั้งศาลปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลปกครองมีบทบาทในการควบคุมการใช้อำนาจฝ่ายปกครอง คุ้มครองสิทธิของประชาชน และส่งเสริมหลักนิติธรรม ขณะเดียวกันได้พัฒนากระบวนการยุติธรรมดิจิทัลผ่านการใช้เทคโนโลยีในการดำเนินคดีและให้บริการประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม องค์ความรู้ที่ได้ชี้ว่า ศาลปกครองไทยพัฒนาจากระบบอำนาจรวมศูนย์สู่รัฐนิติธรรม และต่อยอดสู่กระบวนการยุติธรรมดิจิทัลควบคู่กับหลักนิติธรรม</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287332 THE DIGITAL MARKETING COMMUNICATION STRATEGIES FOR A HEALTHY FOOD BUSINESS: CASE STUDY IN BEHAVIORS AND BELIEFS AROUND ALMS-GIVING AMONG THAI BUDDHISTS 2026-04-21T15:44:42+07:00 Chonnikarn Luangpituksa chonnikarn.lu@ku.th Kantisuk Tanebun kantisuktanebun@gmail.com <p>This conceptual article examines the intersection between Buddhist food-offering practices, monks’ nutritional well-being, healthy food businesses, and digital consumption trends in contemporary Thai society. Rising rates of non-communicable diseases (NCDs) among Thai monks are partly associated with dietary patterns shaped by almsgiving practices, in which food offerings are often influenced by symbolic beliefs, perceptions of generosity, personal preferences, and convenience rather than the nutritional needs of monks. These practices may unintentionally contribute to long-term health concerns within the monastic community.</p> <p>Although previous studies have largely focused on monks’ health conditions and dietary behaviors, less attention has been given to the socio-cultural and consumer-related factors shaping food-offering practices in Buddhist contexts. The expansion of social media, food delivery platforms, and digitally mediated merit-making practices has also begun to transform how urban Buddhists purchase, select, and offer food, creating new opportunities to connect health-conscious consumption with religious practices. The article argues that integrating nutritional knowledge, Buddhist ethical principles, and digital technology may support the development of more nutritionally appropriate food offerings for monks while preserving the cultural and spiritual significance of almsgiving traditions. In this context, healthy food businesses and digital platforms may serve as important channels for promoting greater awareness regarding nutritional quality and encouraging more health-conscious forms of merit-making in contemporary Thai society.</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289048 การบริหารจัดการท้องถิ่นกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน 2026-06-01T14:46:08+07:00 สุริยะ มาธรรม suri1358355@gmail.com ณัฏฐกานต์ หงษ์กุลเศรษฐ์ suri1358355@gmail.com พระครูศรีปริยัตยารักษ์ (ประสงค์ สงนอก) suri1358355@gmail.com ไพรัตน์ เอิบสำโรง suri1358355@gmail.com พระครูขันติธรรมธารี (วิเชียร วงษ์ยาแดง) suri1358355@gmail.com รฤทธิ์ เขียนโคกกรวด suri1358355@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในยุคใหม่ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ผันผวน โดยเน้นย้ำว่าการกระจายอำนาจ มิใช่เพียงการแบ่งมอบภารกิจตามระเบียบราชการ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน ที่ตอบสนองต่อความหลากหลายทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างแท้จริง โดยใช้วิธีการศึกษาจากการทบทวนเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อเสนอแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสม ผลการศึกษาพบว่า การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะที่ครอบคลุมถึงระบบดิจิทัลและแนวคิดเมืองอัจฉริยะ 2. การพัฒนาศักยภาพมนุษย์และสวัสดิการสังคมผ่านระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ 3. การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากโดยการเปลี่ยนต้นทุนทางวัฒนธรรมเป็นมูลค่าเพิ่มเพื่อการพึ่งพาตนเอง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเสาหลักเหล่านี้จำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล และการเปลี่ยนผ่านบทบาทจากผู้ปกครองสู่ผู้ให้บริการสาธารณะที่เน้นการมีส่วนร่วมจากล่างขึ้นบน เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ ให้แก่พลเมือง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยในระดับฐานรากอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289053 พุทธบูรณาการการบริหารจัดการวัดและคณะสงฆ์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน 2026-05-07T14:02:41+07:00 พระมหาธงชัย ธนวัฒนกุล neung1976@gmail.com พระอธิการอินทร์นุช ต้องคำ neung1976@gmail.com ธนเดช เอื้อศรี neung1976@gmail.com พระครูสุตภัทรบัณฑิต (ปัญญาวรวัฒน์ เลิศเกียรติธรรม) neung1976@gmail.com สัภยา ขาวหมื่นไวย์ neung1976@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและนำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการวัดและคณะสงฆ์เชิงพุทธบูรณาการ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยอาศัยการวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์แนวคิดจากหลักพุทธธรรมร่วมกับศาสตร์การบริหารสมัยใหม่ ทั้งนี้ได้บูรณาการกรอบแนวคิดทางการบริหาร ได้แก่ การวางแผน การจัดองค์การ การบริหารบุคลากร และการใช้ทรัพยากร ควบคู่กับหลักธรรมสำคัญ เช่น อิทธิบาท 4 พรหมวิหาร 4 สัปปุริสธรรม 7 และ ทศพิธราชธรรม เพื่อสร้างแนวทางการบริหารที่มีทั้งประสิทธิภาพและคุณธรรม พุทธบูรณาการการบริหารจัดการช่วยเสริมสร้างบทบาทของวัดให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในด้านจิตใจ สังคม และวัฒนธรรมได้อย่างเหมาะสม การบริหารดังกล่าวยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในชุมชนผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด และหน่วยงานภาครัฐ อันนำไปสู่การสร้างความสามัคคี ความไว้วางใจ และความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยให้วัดและคณะสงฆ์สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่ โดยคงไว้ซึ่งคุณค่าทางพระพุทธศาสนาอย่างสมดุล ซึ่งพุทธบูรณาการการบริหารจัดการเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถพัฒนาวัดและคณะสงฆ์ให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนชุมชนไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288379 การพัฒนาการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของวัดในจังหวัดศรีสะเกษ 2026-04-13T20:28:57+07:00 พระอธิการจำนงค์ สำเนาว์ cheangyord23@gmail.com พระสุธีวีรบัณฑิต (โชว์ ผลเจริญ) cheangyord23@gmail.com ประเสริฐ ธิลาว cheangyord23@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์สภาพทั่วไปในการบริหารจัดการงานสาธารณูปการ 2. ศึกษากระบวนการการบริหารจัดการงานสาธารณูปการ และ 3. นำเสนอการพัฒนาการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของวัด ในจังหวัดศรีสะเกษ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 รูปหรือคน การสนทนากลุ่มเฉพาะ กับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 รูปหรือคน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการลงพื้นที่ในการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทั่วไปในการบริหารจัดการงานสาธารณูปการ พบว่า วัดเป็นจุดศูนย์รวมของชุมชน มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน แต่บางแห่งผู้นำขาดวิสัยทัศน์ ขาดงบประมาณ และการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเพียงพอ 2. กระบวนการในการบริหารจัดการงานสาธารณูปการ พบว่า ด้านคน คือ ต้องมีปัญญาและความรู้ความสามารถ การจัดบุคคลให้ตรงกับงานด้านเงิน คือ ต้องวางแผนจัดหางบประมาณให้ได้ จัดทำแผนอย่างเป็นระบบ ด้านวัสดุ คือ ควรให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุอย่างคุ้มค่า ด้านการจัดการ คือ ควรมีแผนงานที่ชัดเจน โปร่งใสและตรวจสอบได้ บูรณาการเข้ากับโลกยุคดิจิทัล และนำหลักอิทธิบาท 4 มาใช้ในการบริหารจัดการ และ 3. การพัฒนาการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของวัดในจังหวัดศรีสะเกษ พบว่า ด้านการก่อสร้าง คือ ประเมินความจำเป็นความเหมาะสมของพื้นที่และการใช้งานจริง สร้างความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ด้านการบูรณะปฏิสังขรณ์ คือ ตรวจสอบวิเคราะห์ความเสื่อมโทรมและพิจารณาคุณค่าทางศาสนา และอนุรักษ์ศิลปกรรม ด้านการศาสนสมบัติ คือ จัดให้เช่าหรือปลูกพืชผลทางการเกษตรเพื่อหารายได้เข้าวัด ด้านการเงินและการบัญชี คือ คัดสรรหาผู้มีความรู้ความซื่อสัตย์และสร้างระบบการเงินการบัญชีที่ชัดเจน การใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัย สร้างทักษะการสื่อสาร</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288474 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ 2026-04-26T13:07:19+07:00 มัญช์ณณิชา นันทรัฐปิติโภคิน munnanicha.n@gmail.com บุญทัน ดอกไธสง munnanicha.n@gmail.com เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง munnanicha.n@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ 2. วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงาน และ 3. เสนอแนวทางบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ กำลังพลกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ จำนวน 127 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.989 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน เครื่องมือคือแบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาในลักษณะพรรณนา และนำผลไปสนทนากลุ่มเฉพาะเพื่อยืนยันผลการศึกษา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> =4.26, S.D. = 0.54) เรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยดังนี้ การพัฒนาความสามารถของบุคคล การบูรณาการทางสังคม ความมั่นคงและความก้าวหน้าในงาน ประชาธิปไตยในองค์กร ความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว ค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรม ความปลอดภัยในการทำงาน และลักษณะงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงาน พบว่า การส่งเสริมคุณภาพชีวิต ประกอบด้วย การส่งเสริมทางธรรมชาติของชีวิต การส่งเสริมการใช้สติปัญญา การส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางกายภาพ การส่งเสริมการใช้เหตุผล และการส่งเสริมทางเศรษฐกิจและรายได้ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 กับ 0.05 และหลักไตรสิกขา ประกอบด้วย ปัญญา องค์ความรู้ ศีล พฤติกรรม สมาธิ จิตใจมุ่งมั่น ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 กับ 0.05 และ 3. การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ พบว่า บุคลากรของกรมยุทธศึกษาทหารอากาศนำหลักไตรสิกขาเข้ามาบูรณาการเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงาน ประกอบด้วย ด้านศีล พฤติกรรม ด้านสมาธิ จิตใจมุ่งมั่น ด้านปัญญา องค์ความรู้ นอกจากนั้นยังนำหลักการส่งเสริมคุณภาพชีวิต มาพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรกรมยุทธศึกษาทหารอากาศอีกด้านหนึ่งด้วย</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287851 พุทธบูรณาการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสาธารณภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลอ่ายนาไลย อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน 2026-03-30T16:17:45+07:00 บุณยสิทธ์ ดิฐชัยพันธุ์ boounyaside@gmail.com พระครูสุตนันทบัณฑิต (วัชรพงษ์ ปล้องขัน) boounyaside@gmail.com ธิติวุฒิ หมั่นมี boounyaside@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสาธารณภัย 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรม 7 กับการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 3. เสนอแนวทางพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสาธารณภัย ขององค์การบริหารส่วนตำบลอ่ายนาไลย อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ดำเนินการวิจัยด้วยรูปแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.986 เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 374 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของทาโร่ ยามาเน่ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสาธารณภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลอ่ายนาไลย อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน อยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.46 S.D. = 0.74) โดยด้านการประเมินผลมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ด้านการดำเนินการ การรักษาผลประโยชน์ และการตัดสินใจมีค่าเฉลี่ยลดหลั่นกันลงมาตามลำดับ 2. จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่าหลักอปริหานิยธรรมมีความเชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับสูงมาก (R = 0.902**) และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และ 3. แนวทางพุทธบูรณาการ คือ การนำหลักอปริหานิยธรรม 7 มาใช้ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผน การตัดสินใจและการดำเนินงาน เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการสาธารณภัยทั้งก่อนเกิดภัยระหว่างเกิดภัย และหลังเกิดภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสาธารณภัย</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288791 การประยุกต์หลักอิทธิบาทธรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลตำบลบ่อ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี 2026-04-28T10:52:59+07:00 พระปลัดสมชาย จิตระกูลณี bangmi1991@gmail.com ธิติวุฒิ หมั่นมี bangmi1991@gmail.com หัฏฐกรณ์ แก่นท้าว bangmi1991@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการประยุกต์หลักอิทธิบาทธรรมในการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลตำบลบ่อ 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาท 4 กับศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร และ 3. เสนอแนวทางการประยุกต์หลักอิทธิบาทธรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลตำบลบ่อ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีประชากร ได้แก่ บุคลากรของเทศบาลตำบลบ่อ จำนวน 70 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.936 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาทธรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.38, σ = 0.30) พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านฉันทะมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือด้านวิริยะ ส่วนด้านจิตตะและวิมังสาอยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาท 4 กับศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร พบว่า โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (R = 0.824) พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านวิริยะมีความสัมพันธ์กับศักยภาพการปฏิบัติงานสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านฉันทะ ส่วนด้านจิตตะและด้านวิมังสามีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง แสดงให้เห็นว่า ความรักในงาน ความพากเพียร ความเอาใจใส่ และการใช้ปัญญาในการพิจารณาแก้ไข ปัญหาในการทำงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร และ 3. การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาทธรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลตำบลบ่อ บูรณาการกับการพัฒนาองค์กรใน 5 ด้าน ได้แก่ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การบริการที่ดี การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ การยึดมั่นในความถูกต้อง และการทำงานเป็นทีม โดยส่งเสริมให้บุคลากรมีความรักในงาน มีความเพียรพยายาม มีความเอาใจใส่ต่อหน้าที่และมีการวิเคราะห์แก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน และนำไปสู่การพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288844 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังด้านการฝึกวิชาชีพก่อนพ้นโทษเรือนจำชั่วคราวทุ่งพลงใต้ จังหวัดจันทบุรี 2026-04-30T09:54:25+07:00 สินีนาถ สารจันทร์ sineenart6262@gmail.com สมบัติ นามบุรี sineenart6262@gmail.com พงศ์พัฒน์ จิตตานุรักษ์ sineenart6262@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังด้านการฝึกวิชาชีพก่อนพ้นโทษในเรือนจำชั่วคราวทุ่งพลงใต้ จังหวัดจันทบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักภาวนา 4 กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง และ 3. นำเสนอแนวทางการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตดังกล่าว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้ต้องขัง จำนวน 50 คน ด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังด้านการฝึกวิชาชีพก่อนพ้นโทษ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 3.61, σ = 0.54) 2. หลักภาวนา 4 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังโดยภาพรวมในระดับต่ำมาก (r = .118) และ 3. แนวทางการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง คือ การบูรณาการหลักภาวนา 4 ร่วมกับการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพจิต การฝึกวิชาชีพ สภาพแวดล้อมในเรือนจำ และการสนับสนุนทางสังคม โดยกายภาวนามุ่งส่งเสริมสุขภาวะทางกายและวินัย ศีลภาวนาส่งเสริมความประพฤติที่เหมาะสม จิตภาวนาช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ และปัญญาภาวนาช่วยให้เกิดความเข้าใจตนเองและสามารถวางแผนชีวิตภายหลังพ้นโทษได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288473 การพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ โดยการประยุกต์หลักพุทธธรรม 2026-04-26T11:59:43+07:00 ภัททิยา ชาญชัยธานนท์ pattiyach@hotmail.com สุรพล สุยะพรหม pattiyach@hotmail.com เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง pattiyach@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงาน และ 3. เสนอแนวทางพัฒนาสมรรถนะ โดยประยุกต์หลักพุทธธรรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ กำลังพลของกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ จำนวน 127 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ 0.986 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหารกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ ผู้ปฏิบัติงานของกรม ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร้างตามวัตถุประสงค์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาในเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมาก 3 ด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยดังนี้ พร้อมปฏิบัติภารกิจ ทำงานเป็นหนึ่งเดียว มุ่งผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย อยู่ในระดับปานกลาง 1 ด้าน ได้แก่ การสร้างความท้าทายด้วยนวัตกรรม 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ พบว่า การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร ประกอบด้วย การศึกษา การพัฒนา และการฝึกอบรม ส่งผลต่อสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และหลักไตรสิกขา ประกอบด้วย ศีล พฤติกรรม ปัญญา องค์ความรู้ และสมาธิ จิตใจมุ่งมั่น ส่งผลต่อสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 และ 3. การพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ โดยการประยุกต์หลักพุทธธรรม พบว่า ควรมีการนำหลักไตรสิกขา เข้ามาประยุกต์เพื่อเป็นการส่งเสริมสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ ได้แก่ ศีล พฤติกรรม สมาธิ จิตใจมุ่งมั่น ปัญญา และองค์ความรู้</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288472 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานนวัตกรรมของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 2026-05-18T11:30:10+07:00 โศภิษฐ์ บุญทอง sophit.aey@gmail.com บุญทัน ดอกไธสง sophit.aey@gmail.com เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง sophit.aey@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการดำเนินงานนวัตกรรมของ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานนวัตกรรมของ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ 3. นำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานนวัตกรรมของ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากบุคลากรของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สำนักงานใหญ่ จำนวน 324 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของทาโร่ ยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.991 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่มเฉพาะ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การดำเนินงานนวัตกรรมของบริษัทโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การสร้างเครือข่ายเพื่อพัฒนานวัตกรรม รองลงมาคือ การขับเคลื่อนระบบบริหารจัดการนวัตกรรม การสนับสนุนทรัพยากรและพัฒนาสมรรถนะบุคลากรควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงธุรกิจ และการพัฒนานวัตกรรมด้านกระบวนการทำงาน ผลิตภัณฑ์ บริการและธุรกิจใหม่ 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานนวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ ปัจจัยด้านการบริหารภายในองค์กร ประกอบด้วย เทคโนโลยีหรือเครื่องจักร เงินทุน บุคลากร และกระบวนการทำงาน รวมถึงหลักอิทธิบาท 4 โดยเฉพาะฉันทะ วิริยะ และวิมังสา ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างแรงจูงใจ การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และการขับเคลื่อนนวัตกรรมภายในองค์กร และ 3. การบูรณาการหลักอิทธิบาท 4 ร่วมกับแนวทางการบริหารสมัยใหม่ ส่งผลให้การดำเนินงานนวัตกรรมขององค์กรเกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการพัฒนาระบบบริหารจัดการนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง อันนำไปสู่ความเข้มแข็งและความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288486 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการสื่อสารของนักการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในจังหวัดระยอง 2026-04-28T13:14:47+07:00 ภานุวัฒน์ ชัยเทวะกุล dnaywiriyashkic@gmail.com อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า dnaywiriyashkic@gmail.com สุรพล สุยะพรหม dnaywiriyashkic@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการสื่อสารของนักการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่น 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการสื่อสารของนักการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่น และ 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการสื่อสารของนักการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในจังหวัดระยอง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานด้านพระพุทธศาสนา นักรัฐศาสตร์ นักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชน และการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปในจังหวัดระยอง จำนวน 394,423 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน คำนวณตามสูตรทาโร่ ยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.994 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การสื่อสารของนักการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในจังหวัดระยอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ได้แก่ ด้านผู้ส่งสาร ด้านสาร ด้านช่องทางส่งสาร และด้านผู้รับสาร 2. ปัจจัยการรับรู้ทางการเมือง ได้แก่ ด้านประสบการณ์ส่วนบุคคล ด้านการรับรู้จากสังคม และด้านอิทธิพลของสื่อ สามารถร่วมกันทำนายแนวโน้มการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ร้อยละ 35.4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ขณะที่หลักสัปปุริสธรรม ได้แก่ ธัมมัญญุตา อัตถัญญุตา ปุคคสัญญุตา และปริสัญญุตา สามารถร่วมกันอธิบายได้ร้อยละ 55.5 และ 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการสื่อสารของนักการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่น พบว่า นักการเมืองควรยึดหลักเหตุผลและข้อเท็จจริง สามารถอธิบายผลลัพธ์และเชื่อมโยงการเลือกตั้งกับการพัฒนาชุมชน ตระหนักถึงศักยภาพและข้อจำกัดของตนเองและสังคม เข้าใจความต้องการของประชาชน รวมถึงบริบท โครงสร้าง และวัฒนธรรมของพื้นที่ อันนำไปสู่การเป็นผู้ส่งสารที่มีความเข้าใจตนเอง ผู้อื่น และสังคมอย่างรอบด้าน</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289062 พุทธบูรณาการเพื่อเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งของคณะกรรมการกลางหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองบ้านยอด ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน 2026-05-07T15:05:12+07:00 เมธา สีคำ metha_cav.15@hotmail.com พระครูสุตนันทบัณฑิต (วัชรพงษ์ ปล้องขัน) metha_cav.15@hotmail.com ธีรทัศน์ โรจน์กิจจากุล metha_cav.15@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับชุมชนเข้มแข็ง 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรมกับชุมชนเข้มแข็ง และ 3. นำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งของคณะกรรมการกลางหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองบ้านยอด ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามจากประชากรกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 185 คน มาวิเคราะห์โดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาจากสถิติเชิงพรรณนา เป็นความเรียง ตารางแจกแจงความถี่ เพื่อสนับสนุนข้อมูลเชิงปริมาณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับชุมชนเข้มแข็ง พบว่า ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความคิดเห็น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรมกับชุมชนเข้มแข็ง พบว่า โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01 และ 3. พุทธบูรณาการเพื่อเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งของคณะกรรมการกลางหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองบ้านยอด ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน โดยใช้หลักอปริหานิยธรรม เป็นแนวทางการปฏิบัติ ให้เกิดการขับเคลื่อนงานพัฒนาหมู่บ้านให้สัมฤทธิ์ผลในทุกมิติการพัฒนา 5 ด้าน คือ ด้านการพัฒนาสังคมด้วยการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยให้คนสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุล ด้านความปลอดภัยและสถาบันด้วยการสร้างระบบเฝ้าระวังภัยภายในชุมชนและการปลูกฝังอุดมการณ์ให้คนในชุมชนเกิดความรักในสถาบัน และด้านการมีส่วนร่วมด้วยการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย ได้มีบทบาทในการแสดงความคิดเห็น และทำกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชนร่วมกัน</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289586 การรับมรดกของพระภิกษุในฐานะทายาทโดยธรรมตามกฎหมายไทย 2026-05-24T11:10:22+07:00 พระอุดมสิทธินายก (กำพล มาลัย) phraudomsitthinayok.mal@gmail.com พระสิทธินิติธาดา (ชลัช พรหมะวัน) phraudomsitthinayok.mal@gmail.com ธัชชนันท์ อิศรเดช phraudomsitthinayok.mal@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไป ปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการรับมรดกของพระภิกษุในฐานะทายาทโดยธรรม 2. ศึกษาเปรียบเทียบหลักกฎหมายเกี่ยวกับการรับมรดกของพระภิกษุในไทยและต่างประเทศ และ 3. นำเสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับการรับมรดกของพระภิกษุในฐานะทายาทโดยธรรมตามกฎหมายไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการวิจัยเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มเฉพาะ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ <br />เจ้าคณะผู้ปกครองคณะสงฆ์ นักวิชาการด้านกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 17 รูปหรือคน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 10 รูปหรือคน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลเอกสาร และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ กฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การรับมรดกของพระภิกษุในฐานะทายาทโดยธรรมเกี่ยวข้องกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และบริบททางสังคม แม้กฎหมายไทยจะกำหนดหลักเกณฑ์ไว้แล้ว แต่ยังพบปัญหาการตีความ การบังคับใช้กฎหมาย กลไกจัดการทรัพย์มรดกที่ไม่ชัดเจน และความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้เกี่ยวข้องส่งผลให้การใช้สิทธิของพระภิกษุยังขาดความเป็นเอกภาพในทางปฏิบัติ 2. การเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับต่างประเทศพบว่า แต่ละประเทศมีแนวทางกำหนดสิทธิและข้อจำกัดของพระภิกษุแตกต่างกันตามระบบกฎหมาย บริบททางสังคม และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนา โดยกฎหมายไทยยังต้องอาศัยการตีความจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ร่วมกับกฎหมายคณะสงฆ์ ทำให้เกิดช่องว่างในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ การกำหนดสิทธิของพระภิกษุควรคำนึงถึงดุลยภาพระหว่างสิทธิทางกฎหมาย ความเหมาะสมแห่งสมณเพศ และการยอมรับของสังคม โดยใช้หลักสุจริต 3 เป็นกรอบจริยธรรมกำกับการใช้สิทธิ และ 3. แนวทางการพัฒนากฎหมายควรดำเนินในลักษณะบูรณาการ 4 มิติ ได้แก่ มิติทางกฎหมาย มิติทางกระบวนการบังคับใช้ มิติทางสังคมและองค์ความรู้ และมิติทางจริยธรรม เพื่อสร้างความชัดเจน เป็นธรรม ลดข้อพิพาท และสอดคล้องกับบริบทพระพุทธศาสนาและสังคมไทย</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288882 พุทธจริยธรรมเพื่อส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในจังหวัดระยอง 2026-06-04T09:34:17+07:00 ประสงค์ เล็กโล่ง cheawlitcanmni@gmail.com อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า cheawlitcanmni@gmail.com สุรพล สุยะพรหม cheawlitcanmni@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในจังหวัดระยอง 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในจังหวัดระยอง และ 3. นำเสนอพุทธจริยธรรมเพื่อส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในจังหวัดระยอง เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานด้านพระพุทธศาสนา นักรัฐศาสตร์ นักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และการวิจัยเชิงปริมาณ โดยประชาชนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป จำนวน 400 คน ได้จากการคํานวนตามสูตรทาโร่ ยามาเน่ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.990 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในจังหวัดระยอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ดังนี้ ด้านการตรวจสอบการใช้อำนาจ ด้านการให้ข้อมูลสาธารณะ ด้านการทำหน้าที่เป็นสุนัขเฝ้าบ้าน และด้านการสร้างความโปร่งใส ตามลำดับ 2. ปัจจัยหลักการสื่อสาร ด้านผู้ส่งสาร และด้านสาร ส่งผลต่อการส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในจังหวัดระยอง ได้ร้อยละ 24.7 และหลักเทศนาวิธี 4 ส ส่งผลต่อการส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในจังหวัดระยอง สันทัสสนา การแสดงให้เห็นชัดเจนและสมาทปนา ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ ได้ร้อยละ 24.3 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และ 3. พุทธจริยธรรมเพื่อส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในจังหวัดระยอง ดังนี้ ระดับการปฏิบัติตามหลักเทศนาวิธี 4 ส ดังนี้ 1. สมาทปนา ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ ทำให้ประชาชนเห็นคุณค่าและอยากมีส่วนร่วมโดยสมัครใจ 2. สันทัสสนา การแสดงให้เห็นชัดเจน การทำให้ความจริงปรากฏ เป็นรูปธรรม และเข้าใจง่าย 3. สมุตเตชนา เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า เน้นให้ผู้นำท้องถิ่นใช้การสื่อสารที่จริงใจและมีความรับผิดชอบ และ 4. สัมปหังสนา ปลอบชโลมใจให้สดชื่น ให้ความหวังบนพื้นฐานของความเป็นไปได้</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289350 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลในจังหวัดนครราชสีมา 2026-06-02T13:46:30+07:00 พระครูปริยัติวิสุทธิบัณฑิต (นิเวช จงแจ้งกลาง) suri1358355@gmail.com สุรพล สุยะพรหม suri1358355@gmail.com เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง suri1358355@gmail.com สุริยะ มาธรรม suri1358355@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาล 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาล และ 3. นำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลในจังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.971 กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรเทศบาล จำนวน 352 คน สุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์การถดถอยแบบขั้นตอน การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะการปฏิบัติงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรสามารถร่วมกันทำนาย สมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลในจังหวัดนครราชสีมา ได้ร้อยละ 16.9 และหลักพละ 5 สามารถร่วมกันทำนาย สมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาล ได้ร้อยละ 6.8 และ 3. การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการปฏิบัติงาน พบว่า 1. สัทธา ความเชื่อ คือ สร้างความเชื่อในคุณค่าของงานบริการสาธารณะ เสริมสร้างความเชื่อในคุณธรรมและหลักธรรมาภิบาล เสริมส่งความเชื่อในบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ 2. วิริยะ ความเพียร คือ ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความเพียร ความอดทน และการทำงานเชิงรุก สนับสนุนให้พัฒนาตนเองเพื่อยกระดับความเชี่ยวชาญ 3. สติ ความระลึกได้ คือ ส่งเสริมการปฏิบัติงานตามหลักสติเป็นส่วนหนึ่ง สนับสนุนนโยบายสุขภาวะทางจิตใจ บูรณาการหลักสติเข้ากับนโยบายธรรมาภิบาล 4. สมาธิ ความตั้งจิตมั่น คือ จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ การทำสมาธิสั้น ๆ ก่อนเริ่มงาน และ 5. ปัญญา ความรู้ทั่ว คือ พัฒนาความรู้และปัญญาอย่างเป็นระบบ นำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการทำงาน</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289601 THE COGNITIVE MECHANISM OF CONSUMER RETURN BEHAVIOR IN CHINESE FASHION E-COMMERCE: EVIDENCE FROM EXPECTATION CONFIRMATION THEORY 2026-05-25T00:19:44+07:00 Yuhai Sun 76678014@aru.ac.th Ammara Dokmai ammara.d@aru.ac.th <p>This research article adopts sequential mixed-methods grounded in Expectation Confirmation Theory to explore consumers’ cognitive return mechanism within China’s booming fashion e-commerce industry plagued by high return rates. Three core research objectives guide the whole investigation: verifying antecedent effects on expectation confirmation, testing the chained path from confirmation via satisfaction to return, and interpreting return psychology through multi-stakeholder qualitative data. Quantitatively, 603 valid stratified-sampling questionnaires are analyzed via CFA and SEM. Qualitatively, nine interviewees covering consumers, sellers and industry regulators complete semi-structured interviews with three-stage thematic coding. Empirically, expectation and perceived performance significantly improve confirmation; confirmation lifts satisfaction and further curbs return behavior, with serial mediations statistically validated. Qualitative outcomes reveal mismatches of size/fabric/picture and convenient logistics plus biased online comments are core return drivers. This study enriches localized ECT application and proposes targeted information disclosure and differentiated return policies for domestic fashion platforms.</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์