https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/issue/feed
วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
2026-08-25T09:02:04+07:00
พระปลัดระพิน พุทฺธิสาโร
journal.idir@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong> วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์</strong> เลขมาตรฐานสากล ISSN: 2773-9910 (Print)<strong> </strong>ISSN 2774-0846 (Online) เป็นวารสารที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วย พระพุทธศาสนา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ การจัดการ และสหวิทยาการอื่นๆที่นำเสนอองค์ความรู้เชิงนวัตกรรม เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288578
การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร : สู่การพัฒนาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัล
2026-04-26T11:40:01+07:00
รัฐพล ไผ่งาม
ratthapol99@gmail.com
เนติลักษณ์ สุทธิรักษ์
ratthapol99@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร และศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัล โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์แนวคิดจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า ปัญญาประดิษฐ์สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการสรรหาบุคลากรได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยลดระยะเวลาในการคัดกรองบุคลากรได้ถึงร้อยละ 30 เพิ่มความแม่นยำในการจับคู่ผู้สมัครกับตำแหน่งงาน และลดอคติในการตัดสินใจจากการคัดกรองประวัติส่วนตัวด้วยระบบ AI อัตโนมัติ การใช้แชตบอทในการสื่อสาร การวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลเชิงลึก และการสนับสนุนความหลากหลายในที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้ยังคงมีข้อจำกัดด้านความเสี่ยงของชุดคำสั่งทางอิเล็กทรอนิกส์ (อัลกอริทึม) ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และความจำเป็นในการคงไว้ซึ่งบทบาทของมนุษย์ในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ดังนั้นการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยการวางแผนที่รอบคอบ การฝึกอบรมบุคลากร และการปฏิบัติตามหลักจริยธรรม</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289204
สังคหวัตถุ 4: จิตบริการเชิงพุทธบูรณาการที่เป็นเลิศ
2026-05-12T10:08:54+07:00
รัตนประภา ดิศวัฒน์
6701104228@mcu.ac.th
อนันตชัย แก้วศรีงาม
6701104228@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับจิตบริการ คุณภาพการให้บริการ และหลักสังคหวัตถุ 4 เพื่อเสนอกรอบแนวคิดจิตบริการเชิงพุทธบูรณาการที่นำไปสู่การบริการที่เป็นเลิศ เนื้อหาของบทความใช้วิธีการศึกษาจากเอกสารและงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมของผู้ให้บริการ การรับรู้คุณภาพบริการของผู้รับบริการ และหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ผลการสังเคราะห์พบว่า จิตบริการเป็นคุณลักษณะสำคัญของผู้ให้บริการที่แสดงออกผ่านความเต็มใจ ความสุภาพ ความเอาใจใส่ การควบคุมอารมณ์ และการตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการอย่างเหมาะสม ขณะที่คุณภาพการให้บริการเกิดจากการรับรู้ของผู้รับบริการต่อผลลัพธ์ กระบวนการ และพฤติกรรมบริการที่ได้รับ เมื่อบูรณาการกับหลักสังคหวัตถุ 4 พบว่า ทานเป็นฐานของความเอื้อเฟื้อและความเต็มใจช่วยเหลือ ปิยวาจาเป็นกลไกการสื่อสารที่สุภาพ อัตถจริยาเป็นการกระทำที่มุ่งประโยชน์แก่ผู้รับบริการ และสมานัตตตาเป็นการปฏิบัติอย่างเสมอภาคและเสมอต้นเสมอปลาย องค์ความรู้ใหม่ของบทความนี้จึงเสนอว่า สังคหวัตถุ 4 สามารถอธิบายเป็นกลไกพัฒนาจิตบริการเชิงพุทธบูรณาการที่ช่วยยกระดับคุณภาพการให้บริการ ความพึงพอใจ ความไว้วางใจ และภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289816
สังคหวัตถุ 4: กลไกเสริมสร้างเอกภาพในความพยายามของการปฏิบัติการร่วม/ผสมของกองทัพอากาศ
2026-06-09T02:01:36+07:00
ดลดิเรก ทองโสภา
dhonlhadireak51@gmail.com
<p>การประยุกต์หลักสังคหวัตถุ 4 ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ช่วยยึดเหนี่ยว ประสาน และเกื้อกูลผู้คน สามารถนำมาเชื่อมโยงกับแนวคิดเอกภาพในความพยายามของการปฏิบัติการร่วม/ผสมของกองทัพอากาศ เนื่องจากการปฏิบัติการร่วม/ผสมเกี่ยวข้องกับหลายเหล่าทัพ หลายหน่วยงาน หรือหลายชาติ ซึ่งมีความแตกต่างด้านโครงสร้างการบังคับบัญชา บทบาทหน้าที่ วัฒนธรรมองค์กร ทรัพยากร และข้อจำกัดในการปฏิบัติ การดำเนินภารกิจให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังรบ ระบบบัญชาการ หรือเทคโนโลยีทางทหารเพียงอย่างเดียว หากยังต้องอาศัยความร่วมมือ ความไว้วางใจ การสื่อสารที่ชัดเจน การประสานงาน และความเข้าใจตรงกันของผู้เกี่ยวข้อง บทความนี้เสนอว่า หลักสังคหวัตถุ 4 สามารถนำมาใช้เสริมสร้างเอกภาพในความพยายามของการปฏิบัติการร่วม/ผสม โดยเชื่อมโยงกับบริบทการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย กล่าวคือ ทานช่วยให้เกิดการสนับสนุนร่วม ปิยวาจาช่วยส่งเสริมการสื่อสารร่วม อัตถจริยาช่วยสนับสนุนการปฏิบัติร่วม และสมานัตตตาช่วยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เชื่อมประสานกัน ย่อมช่วยให้ผู้ปฏิบัติจากหลายฝ่ายมีเป้าหมายร่วม เข้าใจตรงกัน ประสานใจ ประสานงาน และมุ่งสู่ความสำเร็จของภารกิจร่วมกัน โดย “จิกซอว์แห่งเอกภาพสู่การปฏิบัติการร่วม/ผสม” ใช้อธิบายบทบาทของสังคหวัตถุ 4 ในการเสริมสร้างความร่วมมือ ความไว้วางใจ และความสำเร็จของการปฏิบัติการร่วม/ผสมของกองทัพอากาศ</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/290026
ทิศทางและแนวโน้มพลวัตการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในอนาคตกับผลกระทบเชิงสังคม
2026-06-25T07:24:49+07:00
พระมหาปวรภัฏฐ์ งามการ
pawarapatngkn8752391996@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ทิศทางและแนวโน้มของพลวัตการเมืองไทยในอนาคต รวมถึงผลกระทบเชิงสังคมที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องที่เชื่อมโยงกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด โครงสร้างอำนาจทางการเมืองประกอบด้วยหลายภาคส่วน ได้แก่ สถาบันหลักของชาติ กลุ่มข้าราชการ ชนชั้นกลาง และประชาชนในชนบท ซึ่งมีบทบาทร่วมกันในการกำหนดทิศทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยยังได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยภายใน ได้แก่ ความคิด ความเชื่อ และค่านิยมของประชาชน และปัจจัยภายนอก เช่น โลกาภิวัตน์ เทคโนโลยี และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลให้ระบบการเมืองมีความซับซ้อนและไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทโลกสมัยใหม่ที่เน้นความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน ผลการศึกษาพบว่า แนวโน้มการเมืองไทยในอนาคตมีลักษณะเป็นการผสมผสานระหว่างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสมัยใหม่กับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบดั้งเดิม โดยเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญในการขยายพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชนและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความแตกต่างทางความคิดและผลประโยชน์ของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองในรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนากลไกทางการเมืองที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเอื้อต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในด้านผลกระทบเชิงสังคม พบว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ การปรับตัวของค่านิยมทางสังคม รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ส่งผลต่อระดับความไว้วางใจในสถาบันทางการเมือง ความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม และเสถียรภาพของสังคมโดยรวม ดังนั้น การสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาทางการเมือง การรักษาความมั่นคงของสังคม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของการเมืองไทยในอนาคต</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289898
การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุตามหลักภาวนา 4
2026-06-28T11:56:47+07:00
พระชญาเชษฐกาญจน์ กุลเพชรจารุภักดี
komint100@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามหลักภาวนา 4 ทั้งในด้านร่างกาย ความประพฤติ จิตใจ และปัญญา อันเป็นกระบวนการพัฒนาชีวิตให้เกิดความสมดุลและความเจริญงอกงามและมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัว ชุมชน และสังคม ผู้สูงอายุจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และบทบาททางสังคมอันเป็นไปตามธรรมชาติของวัย แต่ยังคงสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองและดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข หากได้รับการส่งเสริมและพัฒนาตามบริบทของสังคม จากการศึกษาพบว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามหลักภาวนา 4 สามารถส่งเสริมการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าได้ กล่าวคือ 1. กายภาวนา เป็นการพัฒนาร่างกายและการดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับวัย รู้จักดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามสมควร 2. ศีลภาวนา เป็นการพัฒนาพฤติกรรมทางกายและวาจาให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมและระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสงบสุขและเกื้อกูลกัน 3. จิตตภาวนา เป็นการฝึกอบรมจิตใจให้มีความมั่นคง เข้มแข็ง มีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ ลดความเครียด ความวิตกกังวลและสามารถดำรงชีวิตด้วยความสุขทางใจ และ 4. ปัญญาภาวนา เป็นการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และการมองเห็นความจริงของชีวิตตามหลักเหตุและผล รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสังขาร สามารถใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา ปรับตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ และดำเนินชีวิตได้ ดังนั้น การประยุกต์ใช้หลักภาวนา 4 ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุจึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยพัฒนาผู้สูงอายุให้มีความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีความสุขในการดำรงชีวิต สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามศักยภาพ และดำรงตนเป็นบุคคลที่มีคุณค่าแก่ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289814
การใช้โซเชียลมีเดียของนักการเมืองไทยในการสร้างฐานเสียงยุคดิจิทัล
2026-07-10T13:54:08+07:00
พระมหาปณวัศ บุญโชติหิรัญ
phramhapnwaspuyychotko@gmail.com
พระมหาธนาธิป บุญมา
phramhapnwaspuyychotko@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ กลยุทธ์ ผลกระทบ และแนวโน้มของการใช้โซเชียลมีเดียของนักการเมืองไทยในการสร้างฐานเสียงในยุคดิจิทัล วิธีการศึกษาใช้วิธีวิจัยเอกสารร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา โดยรวบรวมข้อมูลจากทฤษฎี งานวิจัย และบิ๊กดาต้า พร้อมบูรณาการกรณีศึกษา 3 กรณี ได้แก่ การใช้แอปพลิเคชัน Clubhouse ของอดีตผู้นำ ยุทธศาสตร์ TikTok ของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2566 และการหาเสียงท้องถิ่นผ่าน TikTok ในปี พ.ศ. 2567 ผลการศึกษาพบว่า โซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนโครงสร้างการสื่อสารทางการเมืองจากรูปแบบแนวดิ่งที่ต้องพึ่งพาสื่อกระแสหลัก มาเป็นรูปแบบแนวราบที่นักการเมืองสามารถสื่อสารกับประชาชนได้โดยตรง ส่งผลให้พรรคการเมืองและนักการเมืองสามารถสร้างการรับรู้ สร้างภาพลักษณ์ และสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แพลตฟอร์มสำคัญที่มีบทบาทต่อการเมืองไทย ได้แก่ Facebook, TikTok และ X (Twitter) โดยแต่ละแพลตฟอร์มมีลักษณะเฉพาะในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน พรรคการเมืองที่ประสบความสำเร็จ มักใช้กลยุทธ์การสร้างเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ การสร้างตัวตนทางการเมืองออนไลน์ การใช้วัฒนธรรมป๊อป และการสื่อสารแบบสองทางเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับประชาชน กรณีศึกษาการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2566 ยังสะท้อนให้เห็นว่า ความนิยมในโลกออนไลน์สามารถแปลงเป็นคะแนนเสียงจริงได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับสื่อดิจิทัล แต่ถึงอย่างนั้นการใช้โซเชียลมีเดียทางการเมืองยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและประชาธิปไตยไทย ทั้งในด้านการแพร่กระจายข่าวปลอม การแบ่งขั้วทางการเมือง และปรากฏการณ์ห้องก้องเสียงที่ทำให้ประชาชนเปิดรับเฉพาะข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อของตน นอกจากนี้ การเข้ามาของเทคโนโลยี AI และ Deepfake ยังสร้างความท้าทายใหม่ต่อการกำกับดูแลและความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเมือง การศึกษาสรุปว่า การพัฒนาความรู้เท่าทันสื่อและ AI Literacy ของประชาชน รวมทั้งการสร้างกลไกกำกับดูแลร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาการเมืองดิจิทัลและประชาธิปไตยไทยในอนาคต</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/290471
พลวัตของพรรคการเมืองกับพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนเจเนอเรชันใหม่ในสังคมไทย
2026-06-28T13:18:33+07:00
อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า
apinyarchatcorfamcu@gmail.com
อนุภูมิ โซวเกษม
apinyarchatcorfamcu@gmail.com
วัชรินทร์ ชาญศิลป์
apinyarchatcorfamcu@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตของพรรคการเมืองและวิเคราะห์พฤติกรรมการเลือกตั้งของคนเจเนอเรชันใหม่ในสังคมไทยภายใต้บริบทการสื่อสารทางการเมืองดิจิทัล พบว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและการขยายตัวของสื่อสังคมออนไลน์ได้ส่งผลให้พรรคการเมืองไทยปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเมืองแบบอุปถัมภ์ที่อาศัยเครือข่ายทางสังคมและผลประโยชน์เชิงบุคคล ไปสู่การเมืองเชิงนโยบายและการสื่อสารทางการเมืองผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น พรรคการเมืองที่สามารถนำเสนอนโยบายสาธารณะที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน สื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน มีแนวโน้มได้รับการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน คนเจเนอเรชันใหม่ ประกอบด้วย ประชาชนในกลุ่ม Generation Y และ Generation Z มีลักษณะการตัดสินใจทางการเมืองที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน โดยให้ความสำคัญกับข้อมูลข่าวสาร นโยบายสาธารณะ คุณค่าประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านสื่อดิจิทัลมากกว่าความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์หรือความผูกพันต่อพรรคการเมืองแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ สื่อสังคมออนไลน์ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้ทางการเมือง การกำหนดวาระสาธารณะ และการระดมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ส่งผลให้การเลือกตั้งในยุคดิจิทัลมีลักษณะเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลข่าวสารและประเด็นนโยบายมากขึ้น จากการสังเคราะห์องค์ความรู้ แบบจำลองพลวัตการเมืองดิจิทัลของคนเจเนอเรชันใหม่ ประกอบด้วย การปรับตัวของพรรคการเมือง การสื่อสารทางการเมืองดิจิทัล การรับรู้ทางการเมือง คุณค่าประชาธิปไตย และพฤติกรรมการเลือกตั้ง โดยอธิบายความสัมพันธ์เชิงพลวัตระหว่างปัจจัยดังกล่าวอย่างเป็นระบบ อันเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาพฤติกรรมการเลือกตั้ง การพัฒนายุทธศาสตร์ทางการเมือง และการเสริมสร้างประชาธิปไตยไทยในยุคดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289756
ช่องโหว่เชิงโครงสร้างของเกณฑ์อายุในกฎหมายอาญาไทยกับการประเมินความเหมาะสมทางการแพทย์ในคดีร้ายแรงของผู้เยาว์
2026-06-04T10:30:41+07:00
อมรรัตน์ ม่วงกลิ่น
chainoyprasert@gmail.com
พระปลัดชาณรงค์ ประเสริฐศรี
chainoyprasert@gmail.com
<p>มุ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดความเหมาะสมทางการแพทย์กับช่องโหว่ด้านเกณฑ์อายุในการกำหนดความรับผิดทางอาญาของผู้เยาว์ในคดีร้ายแรงของประเทศไทย ภายหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2565 ที่ขยายเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการรับโทษจาก 10 ปี เป็น 12 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาอายุตามปฏิทินเป็นเกณฑ์ตายตัวได้ก่อให้เกิดช่องโหว่เชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในกรณีคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงและการที่ผู้เยาว์ถูกเครือข่ายอาชญากรรมแสวงหาประโยชน์เป็นเครื่องมือเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย จากการศึกษาพบว่า ข้อมูลทางประสาทวิทยาศาสตร์ยืนยันเด่นชัดว่า สมองส่วนหน้า ที่ทำหน้าที่ควบคุมการยับยั้งชั่งใจและประเมินผลกระทบระยะยาว ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์จนกว่าจะถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุประมาณ 23–25 ปี ผ่านกระบวนการ ส่งผลให้ระดับพัฒนาการและวุฒิภาวะทางอารมณ์ของผู้เยาว์แต่ละรายมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ สถิติการกระทำผิดซ้ำของผู้เยาว์ไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงข้อจำกัดของมาตรการฟื้นฟูในปัจจุบันที่ยังไม่สามารถสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองเด็กกับการเยียวยาผู้เสียหายและสร้างความปลอดภัยให้แก่สังคมได้ บทความนี้จึงเสนอให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทย โดยเปลี่ยนผ่านจากการยึดเกณฑ์อายุแบบตายตัว ไปสู่แนวคิดทางนิติจิตเวชที่มุ่งประเมิน สมรรถภาพในการรับผิด เป็นรายบุคคล ผ่านกลไกสหวิชาชีพร่วมกันระหว่างนักกฎหมาย แพทย์ และนักจิตวิทยา ตลอดจนการนำระบบทวิทางเลือก มาประยุกต์ใช้ เพื่อบูรณาการมาตรการลงทัณฑ์ตามสัดส่วนความผิดควบคู่กับการบำบัดฟื้นฟู ซึ่งเปิดช่องให้พิจารณาคดีร้ายแรงในระบบผู้ใหญ่ได้ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ อันเป็นการยกระดับความยุติธรรมเชิงสารัตถะและความเชื่อมั่นของสังคมอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/290064
หลักสังคหวัตถุ 4 : เข็มทิศสู่การปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ
2026-06-16T02:52:49+07:00
จักรพงศ์ ชื่นดวง
jakapongchuen19@gmail.com
บงกช บวรฤกษ์
jakapongchuen19@gmail.com
สุรีวรรณ สุคนธรส
jakapongchuen19@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับหลักสังคหวัตถุ 4 กับการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยศึกษาจากเอกสาร ตำรา และหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการยกระดับการปฏิบัติงาน ความเสียสละ ความยึดมั่นในคุณธรรม อันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพต่อการปฏิบัติงาน หลักสังคหวัตถุ 4 จึงถือได้ว่า เป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินชีวิตและการทำงาน ประกอบด้วย 1. ทาน คือ การแบ่งปัน การเสียสละ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการแบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น อันเป็นการลดความเห็นแก่ตัวด้วยการให้ทานและเสริมสร้างจิตสาธารณะ 2. ปิยวาจา คือ การใช้วาจาสุภาพ พูดจากันด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน และสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความสมานสามัคคี ความเข้าใจ ซึ่งสามารถปฏิบัติได้โดยการมีสติและเมตตา 3. อัตถจริยา คือ การประพฤติปฏิบัติตนให้เกิดประโยชน์ การช่วยเหลือซึ่งกันเกื้อกูลกัน และการมุ่งปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และ 4. สมานัตตตา คือ การวางตนอย่างเสมอปลาย เป็นกลางไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น และปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม ดังนั้น หลักสังคหวัตถุ 4 จึงเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางในการปฏิบัติงานที่ช่วยส่งเสริมให้บุคลากรสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีคุณธรรม จริยธรรม เกิดความร่วมมือ ความสามัคคี และนำไปสู่ความสำเร็จของงานและองค์กรได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ หลักสังคหวัตถุ 4 สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับการบริหารและการปฏิบัติงานในทุกภาคส่วน ทั้งองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน เนื่องจากเป็นหลักธรรมที่ส่งเสริมการบริหารบุคลากร การสร้างความสัมพันธ์อันดีในองค์กรและการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน อันจะนำไปสู่การพัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/290239
รูปแบบการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ของพระวิทยากรยุคใหม่
2026-06-26T10:23:03+07:00
พระปลัดสิทธิพงศ์ พวงมาลัย
bermsitthiphong@gmail.com
พระมหาจตุรัส สุนุรัตน์
bermsitthiphong@gmail.com
<p>บทความนี้เป็นการศึกษารูปแบบการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ของพระวิทยากรยุคใหม่ โดยศึกษามุมมองของพระวิทยากรและวิทยากรฆราวาสต่อการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ และสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อพัฒนาแนวทางการสื่อสารที่เหมาะสมกับบริบทสังคมปัจจุบัน โดยศึกษาข้อมูลจากสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อประกอบการสังเคราะห์เชิงวิชาการ ซึ่งผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ จำนวน 11 รูปหรือคน ประกอบด้วยพระวิทยากรและวิทยากรฆราวาสผู้มีประสบการณ์ ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ของพระวิทยากรยุคใหม่เป็นการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับศาสตร์การสื่อสารและการจัดการเรียนรู้สมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นผู้ฟังเป็นศูนย์กลางและส่งเสริมการมีส่วนร่วม พระวิทยากรมีบทบาทเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจ รูปแบบ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. การเล่าเรื่อง (Storytelling) 2. การสื่อสารแบบ มีส่วนร่วมผ่านกิจกรรม เกม การตั้งคำถาม และการสะท้อนคิด 3. การใช้ภาษาเชิงสร้างสรรค์ที่เหมาะสมกับผู้ฟัง 4. การใช้สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ และ 5. การสื่อสารเชิงจิตวิทยาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการวิจัย คือ โมเดลการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ของพระวิทยากร ยุคใหม่ ซึ่งบูรณาการหลักธรรม การสื่อสารแบบมีส่วนร่วม การเล่าเรื่อง การใช้สื่อดิจิทัล และการสื่อสารเชิงจิตวิทยา เพื่อพัฒนาความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมของผู้เรียน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาศักยภาพพระวิทยากรและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับสังคมยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/290395
การบริหารจัดการอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยเพื่อรองรับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน
2026-07-05T17:03:43+07:00
ถกล ธนเลิศลาภ
takon12@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ผลกระทบที่มีต่ออุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทย และนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลกภายใต้บริบทเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยอาศัยการศึกษาและสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารวิชาการ รายงานของหน่วยงานภาครัฐ งานวิจัย และแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พบว่า มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนเป็นกลไกทางการค้าที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอนและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้นและมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งด้านการตรวจวัด การรายงาน และการทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ตลอดจนการบริหารจัดการต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นจากภาระด้านคาร์บอน มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงข้อจำกัดทางการค้า แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสะอาด การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการดำเนินธุรกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยให้สามารถรองรับมาตรการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยบทบาทของภาครัฐในการกำหนดนโยบาย สนับสนุนการลงทุน พัฒนาระบบข้อมูลด้านคาร์บอน และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บทความนี้จึงนำเสนอองค์ความรู้ในรูปแบบ A-C-G Model ประกอบด้วย การยกระดับอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม การพัฒนาระบบบริหารจัดการคาร์บอน และการกำกับดูแลผ่านความร่วมมือเชิงเครือข่าย เพื่อเป็นแนวทางในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดผลกระทบจากมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289283
โยนิโสมนสิการกับการกำกับสองด้านของปัญญาประดิษฐ์ในภาครัฐ
2026-06-22T00:36:33+07:00
พิชัย งามบุญอนันต์
xpickey@gmail.com
ธนวุฒิ สุนทรเดชา
xpickey@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้เสนอกรอบการกำกับปัญญาประดิษฐ์ในภาครัฐ (Artificial intelligence - AI) ที่ผสานหลักโยนิโสมนสิการกับองค์ประกอบการกำกับปัญญาประดิษฐ์ในระดับสากล โดยตั้งต้นจากปรากฏการณ์ที่การใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารงานภาครัฐมีสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริการและการตัดสินใจบนฐานข้อมูลขนาดใหญ่ อีกด้านก่อความลำเอียงเชิงอัลกอริทึม ช่องว่างความรับผิดและการกัดกร่อนความไว้วางใจของประชาชน ผู้เขียนเห็นว่าเครื่องมือกำกับเชิงกฎหมายและเชิงเทคนิคในกรอบสากลยังไม่ครอบคลุมคุณค่าทางจริยธรรมและบริบทวัฒนธรรมของระบบราชการไทย บทความนี้มีวัตถุประสงค์สามประการ 1 วิเคราะห์ปรากฏการณ์สองด้านของปัญญาประดิษฐ์ในภาครัฐผ่านกรณีที่ปรากฏจริง 2. จับคู่วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการสามคู่กับองค์ประกอบการกำกับปัญญาประดิษฐ์ในระดับสากล และ 3. เสนอตัวแบบการกำกับด้วยวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ (Wise Reflective Governance Framework) สำหรับผู้บริหารภาครัฐ ผลการศึกษาชี้ว่าวิธีคิดแบบเห็นคุณ-โทษ-ทางออกจับคู่กับการประเมินคุณ-โทษ (Risk-Benefit Assessment) วิธีคิดแบบอริยสัจ 4 จับคู่กับวงจรการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Cycle) และวิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัยผสานอรรถธรรมสัมพันธ์จับคู่กับการออกแบบปัญญาประดิษฐ์ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-Centric AI Design) ในขั้นเข้าใจของกระบวนการคิดเชิงออกแบบ ตัวแบบนี้ทำงานบนวงจรการกำกับสี่ชั้น คือ ออกแบบ นำไปใช้ ตัดสินใจ และทบทวน ช่วยให้ผู้บริหารกำกับด้านสว่างให้สร้างคุณค่าสาธารณะและด้านมืดให้ลดความเสี่ยง โดยมีฐานคิดเชิงพุทธรองรับ องค์ความรู้นี้ขยายกรอบของ Alberti (2019) จากกฎหมายปกครองยุโรปสู่รัฐประศาสนศาสตร์เชิงพุทธในไทย และต่อยอดจากศุภกาญจน์ ชยาพัฒน์ และพูไทย วันหากิจ (2568) จากปรากฏการณ์ภาพและเสียงสังเคราะห์ปลอมสู่การกำกับปัญญาประดิษฐ์ในภาครัฐทั้งระบบ</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/291378
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐเชิงพลวัตบทบาทรัฐ
2026-07-29T01:16:17+07:00
พระสุพรรณวชิรโมลี (ทวี พลายแก้ว)
thawee22plaikaew@gmail.com
ธิติวุฒิ หมั่นมี
armmo_2006@hotmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดใหม่ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐ ภายใต้บริบทของรัฐร่วมสมัยที่มีลักษณะเป็นรัฐเครือข่ายและรัฐพหุบทบาท โดยเสนอแนวคิดการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐเชิงพลวัตบทบาทรัฐ (Dynamic Role-Based Human Resource Administration: DR-HRA) เป็นกรอบทฤษฎีที่อธิบายข้อจำกัดของการบริหารทรัพยากรมนุษย์แบบยึดตำแหน่ง และเสนอการเปลี่ยนฐานคิดไปสู่การบริหารโดยยึดบทบาทของบุคลากรภาครัฐเป็นศูนย์กลาง บทความใช้การวิเคราะห์เชิงแนวคิดและการสังเคราะห์ทฤษฎีรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ชี้ให้เห็นว่า ความล้มเหลวของรัฐจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการขาดทรัพยากร แต่เกิดจากความไม่สอดคล้องระหว่างบทบาทรัฐที่เปลี่ยนแปลงกับระบบการบริหารคนที่ยังคงหยุดนิ่ง บทความเสนอว่า DR-HRA สามารถเป็นฐานคิดใหม่ในการปฏิรูประบบราชการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการออกแบบนโยบายทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐในศตวรรษที่ 21</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288942
ภาวะผู้นำทางการเมืองเชิงพุทธบูรณาการของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเลย
2026-06-04T09:42:35+07:00
พระมหาอานนท์ ทิพย์สิงห์
arnontipsing@gmail.com
วัชรินทร์ ชาญศิลป์
arnontipsing@gmail.com
สุมาลี บุญเรือง
arnontipsing@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาวะผู้นำทางการเมืองของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเลย 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำทางการเมืองของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเลย และ 3. นำเสนอภาวะผู้นำทางการเมืองเชิงพุทธบูรณาการของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเลย เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการที่เกี่ยวข้องหรือมีประสบการณ์โดยตรงเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา และการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ที่อยู่ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบล มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี 2568 ระดับจังหวัดเลย จำนวน 395 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่น 0.933 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา สถิติอนุมาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางการเมืองของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเลยในภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2. ปัจจัยแรงจูงใจทางการเมืองและหลักปาปณิกธรรมส่งผลในทางบวกต่อภาวะผู้นำทางการเมืองเชิงพุทธบูรณาการของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเลย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 3. ภาวะผู้นำทางการเมืองเชิงพุทธบูรณาการของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเลย ประกอบด้วย 1. จักขุมา ผู้นำมีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล บริหารด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของชุมชน 2. วิธูโร บริหารจัดการมีประสิทธิภาพ ใช้ข้อมูลและคุณธรรม วางแผนดี โปร่งใส ยึดประโยชน์ส่วนรวม และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และ 3. นิสสยสัมปันโน มีมนุษยสัมพันธ์ดี สื่อสารสร้างสรรค์ รับฟัง แก้ปัญหาด้วยสติและเมตตา ส่งเสริมความร่วมมือและความสงบสุขในสังคม</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288946
พุทธนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการของผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ยในจังหวัดกาญจนบุรี
2026-05-07T10:49:41+07:00
ฝนธิป ศรีวรัญญู
fonfarm@gmail.com
เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง
fonfarm@gmail.com
สุรพล สุยะพรหม
fonfarm@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการบริหารจัดการของผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ย 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการของผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ย และ 3. นำเสนอพุทธนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการของผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ยในจังหวัดกาญจนบุรี ทำการการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยประชากร คือ บุคลากรจากบริษัทธุรกิจปุ๋ย และใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 113 คน ตามสูตรของ Yamane ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.942 และแบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร้างตามวัตถุประสงค์ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองและได้รับกลับคืนครบ 100% จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน และยืนยันผลด้วยการสนทนากลุ่มเฉพาะ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารจัดการของผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.84, S.D. = 0.53) รายด้านพบว่า อยู่ในระดับมาก 8 ด้าน เรียงตามค่าเฉลี่ยดังนี้ ผลิตภัณฑ์และการให้บริการ รองลงมาคือ การนำวัสดุอุปกรณ์สินค้ามาใช้ในธุรกิจ การตลาดและการขาย โครงสร้างธุรกิจ การจัดส่งสินค้าออก การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การดำเนินงานของฝ่ายต่างๆ ที่ต้องประสานงานกัน การจัดซื้อสินค้าและปัจจัยการผลิต และปานกลาง 1 ด้านคือ การพัฒนาเทคโนโลยี 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการของผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ย พบว่า 2.1 ปัจจัยการบริหารภายในองค์กรส่งผลต่อการบริหารจัดการของผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ย 3 ด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เรียงลำดับ คือ คุณธรรม เงิน วัสดุสิ่งของ 2.2 หลักพละ 5 ส่งผลต่อการบริหารจัดการของผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 เรียงลำดับคือ ศรัทธา ความเชื่อ วิริยะ ความเพียร ปัญญา ความรอบรู้ สมาธิ ความตั้งใจมั่น สติ ความระลึกได้ และ 3. พุทธนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการของผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ยในจังหวัดกาญจนบุรี พบว่า ผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ยนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ามาบูรณาการ คือ หลักพละ 5 เพื่อให้การบริหารจัดการมีความสมบูรณ์ทั้งทางโลกและทางธรรม คือ ศรัทธา ความเชื่อ วิริยะ ความเพียร สติ ความระลึกได้ สมาธิ ความตั้งใจมั่น และปัญญา ความรอบรู้ นอกจากนั้นยังนำปัจจัยการบริหารจัดการในองค์กร มาเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมการบริหารจัดการของผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ยในจังหวัดกาญจนบุรีประสบความสำเร็จทางธุรกิจที่มีกำไรและเป็นธรรม</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288872
การบูรณาการหลักฆราวาสธรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร กองบริการ กรมสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ทหารอากาศ ดอนเมือง
2026-05-11T14:02:45+07:00
นรินทร์ พิณเสนาะ
narin0841194029@gmail.com
สุริยา รักษาเมือง
narin0841194029@gmail.com
ธวัชชัย สมอเนื้อ
narin0841194029@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกองบริการ กรมสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ทหารอากาศ ดอนเมือง 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักฆราวาสธรรม กับระดับการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร กองบริการ กรมสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ทหารอากาศ ดอนเมือง และ 3. นำเสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกองบริการ กรมสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ทหารอากาศ ดอนเมือง ดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 86 คน จากประชากร 109 คน โดยการคำนวณตามสูตรของของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) ใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.794 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1. การพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ การยึดมั่นในความถูกต้องและจริยธรรม ความเข้าใจในระบบงานและการบริการเป็นเลิศ และการปฏิบัติงานเป็นทีมตามลำดับ 2. หลักฆราวาสธรรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานในระดับปานกลาง โดยด้านสัจจะมีความสัมพันธ์สูงสุด รองลงมาคือ ทมะ ขันติ และจาคะ และ 3. แนวทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรควรส่งเสริมความซื่อตรงและความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน พัฒนาทักษะและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ปลูกฝังความอดทนในการทำงาน และส่งเสริมการเสียสละ การช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน รวมถึงการแบ่งปันองค์ความรู้เพื่อสร้างความร่วมมือในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/290785
ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นสู่การปฏิบัติ กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งปรัง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
2026-07-27T11:12:52+07:00
ปาริชาติ ชุมพงศ์
parichat_chu@nstru.ac.th
ธีรยุทธ ชะนิล
parichat_chu@nstru.ac.th
เมธิรา ไกรนที
parichat_chu@nstru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการสาธารณะ 2. ศึกษาความสัมพันธ์ของคุณภาพการให้บริการสาธารณะ และ 3. แนวทางการจัดบริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งปรัง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ ผู้มารับบริการจากของประชาชนในพื้นที่วิจัยช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 28 มกราคม 2565 - 20 มีนาคม 2566 จำนวน 14,386 คน ซึ่งคำนวณกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรการคำนวณของทาโร่ ยามาเน่ ได้จำนวน 389 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ด้วยวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน ประกอบด้วย ข้าราชการการเมือง จำนวน 7 คน และพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งปรังที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายสาธารณะ จำนวน 8 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยด้านคุณภาพการให้บริการสาธารณะ ได้แก่ ด้านการให้บริการตรงต่อเวลา ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค ด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง และด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ สามารถร่วมกันอธิบายคุณภาพการให้บริการได้ร้อยละ 31.7 2. คุณภาพการให้บริการสาธารณะ ได้แก่ ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า ด้านการให้บริการตรงต่อเวลา ด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค และด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจัดบริการสาธารณะในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และ 3. แนวทางการจัดบริการสาธารณะควรมุ่งพัฒนาระบบบริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย และเป็นธรรม โดยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการบริการ จัดระบบคิว พัฒนาบุคลากร และส่งเสริมการจัดบริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพชีวิตความปลอดภัย เศรษฐกิจชุมชน สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมท้องถิ่นให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่จริง</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/290243
วงล้อมแห่งการดูแลเพื่อการเตรียมพร้อมต่อการตายสำหรับผู้ไร้เครือข่ายใกล้ชิดในสังคมไทย
2026-07-12T06:56:06+07:00
ฐิตินันทน์ ผิวนิล
6281001251@student.chula.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาลักษณะของวงล้อมแห่งการดูแลเพื่อการเตรียมพร้อมต่อการตายในสังคมไทย และ 2. วิเคราะห์ช่องว่างและเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมต่อการตายสำหรับผู้ไร้เครือข่ายใกล้ชิดให้เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมพร้อมต่อการตาย จำนวน 20 หน่วยงาน ครอบคลุมภาครัฐและกึ่งรัฐ ภาควิชาการและการแพทย์ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน วิเคราะห์ด้วยวิธีการเชิงกรอบ (framework method) โดยใช้แนวคิดวงล้อมแห่งการดูแลเป็นกรอบประเด็นตั้งต้น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระบบการเตรียมพร้อมต่อการตายในสังคมไทยอาศัยการมอบความประสงค์ไว้กับผู้รับฝากซึ่งตามปกติคือวงผู้ดูแลใกล้ชิด ผู้ไร้เครือข่ายใกล้ชิดจึงขาดทั้งผู้ดูแลและผู้รับฝากความประสงค์ตั้งแต่ต้น เมื่อพิจารณาการรองรับของวงรอบนอก พบว่า แต่ละวงรองรับได้เพียงบางส่วนและมีเงื่อนไข วงชุมชนให้เครื่องมือวางแผนแต่ส่งต่อความประสงค์แทนไม่ได้ วงบริการรองรับเฉพาะผู้ที่อยู่ในระบบ และวงนโยบายเพิ่งเริ่มสร้างทะเบียนรับฝากเจตนาในรูปหนังสือแสดงเจตนาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Living Will) ที่ยังจำกัด นอกจากนี้ วงล้อมบริบทไทยยังปรากฏองค์ประกอบเฉพาะสองส่วน คือ ตลาดเชิงพาณิชย์ที่คัดกรองด้วยกำลังซื้อ และสถาบันศาสนาที่เป็นที่พึ่งสำรองในบางพื้นที่ ผู้ที่ทั้งไร้เครือข่ายและไร้ทุนจึงตกอยู่ในช่องว่างของทุกวงพร้อมกัน ผลการวิจัยนี้จึงเสนอให้มีการพัฒนากลไกระดับชาติเพื่อรับฝากความประสงค์การเตรียมพร้อมต่อการตายการค้นหาเชิงรุกในชุมชน และพัฒนาระบบทางเลือกการเตรียมพร้อมที่ไม่ผูกกับกำลังซื้อ โดยสรุป ปัญหาการเตรียมพร้อมต่อการตายของผู้ไร้เครือข่ายใกล้ชิดในสังคมไทยไม่ได้เกิดจากการขาดหน่วยงาน เครือข่าย หรือบริการรองรับ แต่เกิดจากการที่วงล้อมแห่งการดูแลแต่ละวงต่างดำเนินการของตน โดยขาดนโยบายแกนกลางที่เชื่อมทุนทางสังคมเชิงสถาบันที่มีอยู่ให้ทำงานเสริมกัน</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/290917
ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวมอญชุมชนเสากระโดง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในการแปรรูปมะตาด
2026-07-07T01:45:01+07:00
ปฐมาภรณ์ สุวรรณศร
am.ook_ik@hotmail.com
อรนัดดา ชิณศรี
oranutda.c@ku.th
ชลิตา บัณฑุวงศ์
fsocctb@ku.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและปัญหาในการบริหารการจัดการมะตาดซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในชุมชนชาวมอญหมู่บ้านเสากระโดง และ 2. นำเสนอแนวทางการจัดการทรัพยากรชุมชนและภูมิปัญญาเพื่อความยั่งยืน ด้วยกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยกำหนดให้พื้นที่หมู่บ้านเสากระโดง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่เป้าหมายในการศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามด้วยวิธีการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมควบคู่ไปกับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 13 คน ด้วยวิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามบทบาทหน้าที่การจัดการทรัพยากรในชุมชน กลุ่มผู้นำท้องถิ่นและคณะกรรมการหมู่บ้าน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและกลุ่มชาวบ้านในชุมชนมอญหมู่บ้านเสากระโดง ตำบลขนอนหลวง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและนำเสนอในลักษณะเรียงความเชิงวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. กรรมวิธีการแปรรูปน้ำมะตาดเป็นภูมิปัญญาที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาวมอญบ้านเสากระโดงโดยเริ่มจากการคัดสรรผลมะตาดในชุมชนและนำไปผ่านกรรมวิธีต่าง ๆ ก่อนบรรจุผลิตภัณฑ์ และ 2. มุมมองด้านเศรษฐกิจในปัจจุบัน น้ำมะตาดยังไม่สามารถทำยอดขายเพื่อสร้างได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนได้จริง โดยมีข้อจำกัดและอุปสรรคดังต่อไปนี้ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ ข้อจำกัดด้านรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวส่งผลให้ไม่ได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ในตลาดปัจจุบัน จากการวิจัยในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าหากต้องการยกระดับผลิตภัณฑ์ให้สามารถสร้างรายได้ได้จริงในยุคปัจจุบัน ชุมชนและหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคและกระแสเศรษฐกิจในปัจจุบันที่แปรผันไปตามกระแสอย่างรวดเร็ว ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติให้ทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันให้เกิดโครงการ กิจกรรม หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างเป็นระบบ ภายใต้วิสัยทัศน์การอนุรักษ์คุณค่าทางวัฒนธรรมดั้งเดิมควบคู่ไปกับการบูรณาการนวัตกรรมอาหารสมัยใหม่และการพัฒนาเชิงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนมอญบ้านเสากระโดงอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289704
การบริหารจัดการว่าด้วยการเช่าที่ดินของวัดที่ไม่มีหลักฐานการเช่าตามกฎหมาย
2026-05-28T22:49:07+07:00
พระครูโอภาสนนทกิตติ์ (ศักดา แสงทอง)
sakda2543210@gmail.com
พระสิทธินิติธาดา (ชลัช พรหมะวัน)
sakda2543210@gmail.com
ธัชชนันท์ อิศรเดช
sakda2543210@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไป ปัญหาและอุปสรรคของการบริหารจัดการว่าด้วยการเช่าที่ดินของวัดที่ไม่มีหลักฐานการเช่าตามกฎหมาย 2. เปรียบเทียบกฎหมาย ระหว่างกฎหมายประเทศไทยและกฎหมายต่างประเทศ และ 3. นำเสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการว่าด้วยการเช่าที่ดินของวัดที่ไม่มีหลักฐานการเช่าตามกฎหมาย เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร และการวิจัยเชิงคุณภาพสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 17 รูปหรือคน สนทนากลุ่มเฉพาะโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 10 รูปหรือคน วิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา สรุปเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทั่วไป ปัญหาและอุปสรรคของการบริหารจัดการว่าด้วยการเช่าที่ดินของวัดที่ไม่มีหลักฐานการเช่าตามกฎหมาย ที่ดินของวัด มี 3 ประเภท คือ 1. ที่วัด 2. ที่ธรณีสงฆ์ 3. ที่กัลปนามีปัญหาขาดเอกสารสัญญาเช่าที่ชัดเจน ทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องสิทธิการครอบครองและค่าเช่าในภายหลังและผู้เช่าอาจอ้างสิทธิครอบครองโดยปราศจากข้อตกลงที่เป็นธรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 4 เช่าทรัพย์ขาดเอกสารสัญญาเช่าที่ดินที่ผู้เช่าลงลายมือชื่อเป็นสำคัญ 2.ผลเปรียบเทียบกฎหมายที่ดินที่ไม่มีหลักฐานการเช่าตามกฎหมาย ระหว่างกฎหมายประเทศไทยและกฎหมายต่างประเทศ พบว่า มี 1. Native Title Act ออสเตรีย (Austria) กฎหมายนี้รับรองสิทธิของกลุ่มคนที่อยู่มาก่อนกฎหมายสมัยใหม่จะประกาศใช้ 2. Waqf Law (กฎหมายวากัฟ - กลุ่มประเทศมุสลิม) เป็นระบบการอุทิศที่ดินเพื่อการกุศลที่ใกล้เคียงกับที่ธรณีสงฆ์มากที่สุด 3. ในประเทศญี่ปุ่น กฎหมายแพ่ง Japanese Civil Code ยอมรับสัญญาเช่าที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรได้ 4. ที่ดินของวัดในเมียนมาจัดเป็นทรัพย์สินทางศาสนา อยู่ภายใต้การดูแลของคณะสงฆ์และรัฐตาม Land Acquisition Act และ 3. แนวทางการพัฒนากฎหมาย พบว่า การประยุกต์หลักพุทธธรรม อริยสัจ 4 ประกอบด้วย ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามีนิปฏิปทา การสร้างสัมมาทิฐิ การปรับทัศนคติของผู้อยู่อาศัยและวัด การพิสูจน์สิทธิและจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัล และธรณีสงฆ์ วัดได้รับผลประโยชน์ เช่น ค่าเช่า ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ และกัลปนา กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังเป็นของเจ้าของเดิม ไม่ได้ตกเป็นของวัดอย่างถาวรเหมือนที่ธรณีสงฆ์</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/290300
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการจัดการขยะมูลฝอยของผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่นในเขตเทศบาลตำบลเสริมงาม อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง
2026-07-15T21:41:45+07:00
อมรรัตน ค้าโค
amonrattana.khakho@gmail.com
พระครูศรีปวรบัณฑิต (บวรวิทย์ อายุมั่น)
amonrattana.khakho@gmail.com
ยุทธนา ปราณีต
amonrattana.khakho@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับภาวะผู้นำในการจัดการขยะมูลฝอยของผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่นในเขตเทศบาลตำบลเสริมงาม อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับภาวะผู้นำในการจัดการขยะมูลฝอยของผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่นในเขตเทศบาลตำบลเสริมงาม และ 3. นำเสนอแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการจัดการขยะมูลฝอยของผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่นในเขตเทศบาลตำบลเสริมงาม เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 381 คน เครื่องมือที่ใช้ในวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกและใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำในการจัดการขยะมูลฝอยของผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่นในเขตเทศบาลตำบลเสริมงาม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ รองลงมาด้านการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล และด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา ตามลำดับ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับภาวะผู้นำในการจัดการขยะมูลฝอยของผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่นในเขตเทศบาลตำบลเสริมงาม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง และ 3. การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการจัดการขยะมูลฝอยของผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่นในเขตเทศบาลตำบลเสริมงาม พบว่า หลักปาปณิกธรรม ประกอบด้วย 1. จักขุมา มีวิสัยทัศน์ เน้นมีแผนระยะยาวและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 2. วิธูโร การบริหารจัดการที่ดี เข้าใจกฎหมายที่ครอบคลุม และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และ 3. นิสสยสัมปันโน มีมนุษยสัมพันธ์ เน้นการสื่อสาร รับฟัง และสร้างความเชื่อใจกับประชาชน</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289799
การพัฒนากฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินของพระภิกษุในประเทศไทย
2026-06-04T10:42:56+07:00
พระครูวิมลสุวรรณกร (สมพงษ์ แพฟื้น)
sakda2543210@gmail.com
ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิปรีดา
sakda2543210@gmail.com
พระครูสุตรัตนบัณฑิต (ประยูร คำมา)
sakda2543210@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไป ปัญหาและอุปสรรคการพัฒนากฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินของพระภิกษุในประเทศไทย 2.เปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายประเทศไทยและกฎหมายต่างประเทศ และ 3.นำเสนอการพัฒนากฎหมายทรัพย์สินของพระภิกษุให้เหมาะสมกับบริบทของพระภิกษุในประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร และการวิจัยเชิงคุณภาพสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 17 รูปหรือคน สนทนากลุ่มเฉพาะโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 10 รูปหรือคน วิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา สรุปเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทั่วไป ปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนากฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินของพระภิกษุในประเทศไทย พบว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1622, 1623, 1624 เมื่อบวชเป็นพระภิกษุแล้วไม่ต้องไปเกี่ยวข้องรับทรัพย์มรดกที่ตนเป็นทายาทโดยธรรมให้ต้องมาดูแลจัดการให้เป็นภาระ ทำให้ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของพระภิกษุที่มรณภาพ และอุปสรรค พบว่า ทรัพย์สินที่ภิกษุได้มาในระหว่างบวชเป็นสมณเพศแยกไม่ออกว่าเป็นของส่วนตัวหรือของวัด 2. ผลเปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินของพระภิกษุในประเทศไทยระหว่างกฎหมายประเทศไทยและกฎหมายต่างประเทศ พบว่า 1.ประเทศเมียนมา (Burma/Myanmar)เมียนมามีกฎหมายที่เคร่งครัดและสอดคล้องกับพระธรรมวินัยสูงมาก 2. ประเทศศรีลังกา (Sri Lanka) ศรีลังกามีการจัดการที่เรียกว่า Buddhist Temporalities Ordinance ข้อเด่นที่ควรนำมาปรับใช้ และ 3. การพัฒนากฎหมายทรัพย์สินของพระภิกษุให้เหมาะสมกับบริบทของพระภิกษุในประเทศ พบว่า การประยุกต์หลักธรรมโภควิภาค 4 ด้าน พระภิกษุสามารถถือครองทรัพย์สินในชื่อบุคคลได้ไม่เกิน 25% ของรายได้ จัดสรรเงิน 50% เพื่อกิจการพระศาสนาและกำหนดให้ส่วนที่ 4 นี้มีการบริหารจัดการในลักษณะเงินฝากประจำ และมี 2 ประเด็นที่สรุปได้ คือ 1.ทรัพย์สินก่อนอุปสมบท มีการกำหนดให้มีการแสดงรายการทรัพย์สินที่มีมาก่อนอุปสมบทอย่างชัดเจน โดยมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1622 – 1624 มีการกำหนดแนวทางการจัดการทรัพย์สินของพระภิกษุไว้แล้ว 2. ทรัพย์สินที่ได้จากสมณเพศ เงินหรือทรัพย์ที่ได้จากการทำบุญในงานพิธีต่าง ๆ ตกเป็นของวัดหรือกองทุนส่วนกลางของคณะสงฆ์โดยทันที</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289594
การพัฒนาภาวะผู้นำทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสุรินทร์
2026-06-06T13:34:46+07:00
พระครูปลัดพงศกรณ์ บำเพ็ญเพียร
pongsakorn5555@gmail.com
เติมศักดิ์ ทองอินทร์
pongsakorn5555@gmail.com
สุมาลี บุญเรือง
pongsakorn5555@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาวะผู้นำทางการเมือง 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำทางการเมือง และ 3. นำเสนอการพัฒนาภาวะผู้นำทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสุรินทร์ ดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บโดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกที่มีโครงสร้าง วิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 10 รูปหรือคน และการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามกับประชาชนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.991 โดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางการเมืองของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสุรินทร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และทุกด้านอยู่ในระดับมากดังนี้ ด้านสามารถวิเคราะห์ปัญหาข้อท้าทายทางสังคมที่สำคัญ ด้านการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ด้านเสนอวิสัยทัศน์ที่เป็นไปได้เพื่อแก้ปัญหาและข้อท้าทายอย่างรวดเร็ว และด้านการมีสติปัญญา ฉลาดรู้ ให้การระดมทรัพย์ในการแก้ปัญหา ตามลำดับ 2. ปัจจัยคุณลักษณะผู้นำส่งผลต่อภาวะผู้นำทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสุรินทร์ ได้ร้อยละ 40.5 และหลักสัปปุริสธรรมส่งผลต่อภาวะผู้นำทางการเมือง ได้ร้อยละ 16.4 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และ 3. การพัฒนาภาวะผู้นำทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสุรินทร์ ดังนี้ 1. การรู้เหตุ ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ปัญหาพร้อมรับฟังทุกฝ่าย 2. การรู้จักผล ตระหนักเป้าหมายของนโยบายมีการติดตามต่อเนื่อง 3. การรู้จักตน ไม่ยึดติดอำนาจ มุ่งส่วนรวม 4. รู้จักประมาณ ใช้งบอย่างเหมาะสม ทำงานมีแผน 5. รู้จักกาล จัดลำดับงาน เข้าใจฤดูกาล ในการสื่อสาร 6. การรู้จักชุมชน เข้าใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น และ 7. รู้จักประชาชน เปิดใจรับฟังและลงพื้นที่ร่วมกิจกรรม</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289800
การคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายของพระภิกษุในประเทศไทย
2026-06-04T11:03:17+07:00
พระครูวิโรจน์กาญจนเขต (ณัสม์ฐกฤษณ์ ปัญจวัชรกุล)
nuttakrit.pat@mcu.ac.th
พระสิทธินิติธาดา (ชลัช พรหมะวัน)
nuttakrit.pat@mcu.ac.th
ธัชชนันท์ อิศรเดช
nuttakrit.pat@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไป ปัญหาและอุปสรรคของการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายของพระภิกษุในประเทศไทย 2.เปรียบเทียบกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายของพระภิกษุในประเทศไทย และ 3.นำเสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายของพระภิกษุในประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร และการวิจัยเชิงคุณภาพสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 17 รูปหรือคน สนทนากลุ่มเฉพาะโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 10 รูปหรือคน วิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนาสรุปเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทั่วไป ปัญหาและอุปสรรคของการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายของพระภิกษุในประเทศไทย พบว่า การรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของพระภิกษุในประเทศไทย คือ มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เป็นกฎหมายเฉพาะของประเทศไทยที่กำหนดโครงสร้างการปกครองภิกษุสงฆ์ และการคุ้มครองสิทธิของพระภิกษุในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 คนไทยทุกคนมีสิทธิ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะมีสถานะ เพศ อายุ อาชีพ หรือศาสนาใด ปัญหาคือมาตรา 29 และมาตรา 30 การบังคับสละสมณเพศระหว่างคดี กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศ (สึก) ได้ทันที 2. ผลการเปรียบเทียบกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายของพระภิกษุในประเทศไทย พบว่า ในศรีลังกาในมาตรา 12 กำหนดไว้ว่า บุคคลทุกคนมีความเท่าเทียมกันตามกฎหมายและมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ในประเทศลาว กฎหมายพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2541 ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกำหนดสถานะของพระภิกษุในทางกฎหมายเอาไว้ในมาตรา 3 ว่า พระสงฆ์ต้องรักษาศีล 227 ข้อ สามเณรต้องรักษาศีล 10 ข้อ พ่อขาวแม่ขาวต้องรักษาศีล 8 อย่างเคร่งครัด มีการให้สิทธิตามกฎหมายเหมือนในประเทศไทย และ 3. แนวทางการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายของพระภิกษุในประเทศไทย พบว่า ใช้อริยสัจ 4 คือ ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา การยอมรับความเสมอในสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล กฎหมายทางธรรมเช่น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎมหาเถรสมาคม ควรปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับสังคมปัจจุบันและไม่ขัดกับพระธรรมวินัย</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/290902
พุทธวิธีการจัดการบริการสาธารณะที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดกาญจนบุรี
2026-07-07T01:42:37+07:00
ธิติวุฒิ หมั่นมี
nickeybat@gmail.com
สมบัติ นามบุรี
nickeybat@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการบริการสาธารณะที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ 2. ศึกษานวัตกรรมกระบวนการเชิงการบริการสาธารณะที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ และ 3. ประเมินพุทธวิธีการจัดการบริการสาธารณะที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการวิธีวิจัยแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างในจังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 281 คน สัมภาษณ์ จำนวน 18 รูปหรือคน และทำการประเมินนวัตกรรม 9 รูปหรือคน โดยใช้การสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.984 และใช้แบบสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริการสาธารณะที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. นวัตกรรมกระบวนการเชิงการบริการสาธารณะที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ พบว่า มีองค์ประกอบ 3 องค์ประกอบ คือ 1. การบริการสาธารณะ มีตัวชี้วัด 5 ด้าน 2. นำหลักพละ 4 มาประยุกต์เพื่อส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมกระบวนการเชิงการบริการสาธารณะที่มีตัวชี้วัด 4 ด้าน 3. การบริการสาธารณะที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ มีตัวชี้วัด 6 ด้าน และ 3. การประเมินพุทธวิธีการจัดการบริการสาธารณะที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า 1. ด้านการบริการสาธารณะ โดยภาพรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด 2. ด้านหลักพละ 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด และ 3. ด้านการบริการสาธารณะที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยภาพรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มีความเหมาะสมมากที่สุดทุกด้าน</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289902
การพัฒนากฎหมายเพื่อส่งเสริมหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในการป้องกันประเทศ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
2026-06-09T02:07:07+07:00
สันติพงศ์ ธรรมปิยะ
santipong2238@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดทางกฎหมายในการส่งเสริมหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในการป้องกันประเทศตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 2. ศึกษามาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมหน้าที่ของประชาชนในการป้องกันประเทศ และ 3. นำเสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อส่งเสริมหน้าที่ดังกล่าว เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้ให้สัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 9 รูปหรือคน เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างและประเด็นสนทนากลุ่มเฉพาะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงสัมพันธ์ตามกรอบแนวคิด ทฤษฎี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การส่งเสริมหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในการป้องกันประเทศยังมีข้อจำกัดจากช่องว่างระหว่างรัฐธรรมนูญกับกฎหมายระดับปฏิบัติ กฎหมายที่ใช้บังคับยังเน้นระบบรับราชการทหารและการบังคับจัดหากำลังพล มากกว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้านความมั่นคง ส่งผลให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับหลักนิติธรรม ความเสมอภาค ความได้สัดส่วน การรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมทั้งการขาดมาตรการจูงใจและกลไกสร้างจิตสำนึกพลเมืองที่ชัดเจน 2. มาตรการทางกฎหมายของไทยและต่างประเทศสะท้อนว่า ประเทศไทยควรพัฒนาจากระบบเกณฑ์ทหารแบบเดิมไปสู่ระบบการรับใช้ชาติแบบผสม โดยเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมหลายรูปแบบ เช่น การรับราชการทหาร กำลังพลสำรอง อาสาสมัครด้านความมั่นคง ให้เหมาะกับบริบทไทย และ 3. แนวทางการพัฒนากฎหมายควรใช้ CPILB Model เป็นกรอบสำคัญ ประกอบด้วยการยึดหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ การเปิดช่องทางการมีส่วนร่วมที่หลากหลาย การสร้างแรงจูงใจและกลไกสนับสนุน การคุ้มครองสิทธิและความเป็นธรรมทางกฎหมาย และการบูรณาการหลักพละ 5 เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองด้านความมั่นคง อันจะทำให้การป้องกันประเทศเป็นภารกิจร่วมของรัฐและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/291092
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุการพัฒนาสมรรถนะต้นแบบผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
2026-07-13T15:08:05+07:00
พระมหาภราดร สุวรรณรัตน์
pharadon.suw@gmail.com
สุรพล สุยะพรหม
pharadon.suw@gmail.com
เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง
pharadon.suw@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุการพัฒนาสมรรถนะต้นแบบผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณควบคู่กับการวิจัยเชิงคุณภาพ ในลักษณะคู่ขนานและเท่าเทียมกัน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ บุคลากรของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ส่วนกลาง จำนวน 719 รูปหรือคน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 310 รูปหรือคน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามจำนวนพารามิเตอร์ของโมเดล และใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน พร้อมทั้งมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 9 รูปหรือคน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบ และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โมเดลตามสมมติฐานประกอบด้วยตัวแปรแฝง 3 ตัวแปร ได้แก่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ไตรสิกขา และสมรรถนะต้นแบบผู้บริหาร ค่าประมาณภายในโมเดลแสดงว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีอิทธิพลทางตรงต่อไตรสิกขาเท่ากับ .433 ไตรสิกขามีอิทธิพลทางตรงต่อสมรรถนะต้นแบบผู้บริหารเท่ากับ .358 และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีอิทธิพลรวมต่อสมรรถนะต้นแบบผู้บริหารเท่ากับ .237 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แต่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสังเกตด้านความสามารถในการเป็นผู้นำกับด้านความสามารถในการพัฒนาคนสูงถึง .971 ผลการตรวจสอบพบค่า VIF เท่ากับ 19.063 และ 21.239 และค่า Tolerance เท่ากับ .052 และ .047 ตามลำดับ แสดงถึงความซ้ำซ้อนของตัวชี้วัด สมการโครงสร้างอธิบายความแปรปรวนของสมรรถนะต้นแบบผู้บริหารได้ร้อยละ 16.10 ขณะที่ดัชนีความสอดคล้องของโมเดลไม่ผ่านเกณฑ์ ได้แก่ χ² = 879.971, df = 32, p < .001, χ²/df = 27.499, GFI = .736, AGFI = .629, RMR = .147 และ RMSEA = .293 จึงยังไม่อาจสรุปว่าโมเดลตามสมมติฐานได้รับการยืนยันจากข้อมูลเชิงประจักษ์ ค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางใช้บอกแนวโน้มเบื้องต้นในกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น และควรปรับปรุงตัวชี้วัดก่อนทดสอบโมเดลกับกลุ่มตัวอย่างใหม่</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/290617
มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมตัวพระภิกษุผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดอาญา
2026-06-28T18:47:05+07:00
พระครูชินวีรบัณฑิต (เอก เฉยประทุม)
eak_mcu1@hotmail.com
โกเมศ ขวัญเมือง
gomeskwanmuang@gmail.com
ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิปรีดา
eakdrmcu@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษามาตรการทางกฎหมายที่ใช้ในการควบคุมตัวบุคคลที่ถูกกล่าวหากระทำความผิดอาญา 2. วิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายที่ใช้ในการควบคุมตัวพระภิกษุที่ถูกกล่าวหากระทำความผิดอาญา และ 3. เพื่อเสนอรูปแบบมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมในการควบคุมตัวพระภิกษุผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดอาญา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 รูปหรือคน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงจาก 5 กลุ่ม ได้แก่ พระสังฆาธิการ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้นำชุมชน กลุ่มละ 5 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่มเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 11 รูปหรือคน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านกฎหมาย พระพุทธศาสนา กระบวนการยุติธรรม และการบริหารกิจการคณะสงฆ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างและแบบสนทนากลุ่มเฉพาะ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา การตีความ และการตรวจสอบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. มาตรการควบคุมตัวบุคคลในคดีอาญาต้องตั้งอยู่บนอำนาจตามกฎหมาย ความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการคุ้มครองสิทธิภายใต้การตรวจสอบของศาล 2. การควบคุมตัวพระภิกษุมีลักษณะเฉพาะ เพราะกระทบทั้งเสรีภาพของบุคคล สถานะสมณเพศ ศักดิ์ศรีทางศาสนา และความเชื่อมั่นของสังคม โดยบทบัญญัติมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ยังมีช่องว่างด้านหลักเกณฑ์และกลไกตรวจสอบก่อนการสละสมณเพศ และ 3. รูปแบบมาตรการที่เหมาะสม คือ รูปแบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับพระภิกษุแบบบูรณาการ หรือ Integrated Monastic Criminal Justice Model: IMCJM ซึ่งเป็นระบบความร่วมมือระหว่างรัฐกับคณะสงฆ์ ประกอบด้วยการกำหนดฐานอำนาจตามกฎหมาย การคุ้มครองสถานะสมณเพศ การใช้มาตรการควบคุมตัวตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน การคุ้มครองสิทธิและกลไกตรวจสอบโดยศาลหรือคณะกรรมการร่วม</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289683
การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการสืบค้นและสรุปข้อมูลเมือง
2026-06-16T02:28:39+07:00
จุฬา จิระตระการวงศ์
jiratrakanvong_j@su.ac.th
ณัฐวุฒิ ปรียวนิตย์
jiratrakanvong_j@su.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์ลักษณะ โครงสร้าง และข้อจำกัดของชุดข้อมูลเมืองที่ใช้ในการออกแบบระบบต้นแบบแพลตฟอร์มอัจฉริยะสำหรับการบริหารจัดการเมือง 2. ออกแบบและพัฒนาระบบต้นแบบที่ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเชื่อมโยง สืบค้น วิเคราะห์ และสรุปข้อมูลเมือง และ 3. ประเมินความสามารถและข้อจำกัดของระบบต้นแบบในการตีความคำถาม เลือกใช้ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างผลลัพธ์ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงออกแบบและพัฒนา ใช้ชุดข้อมูลเมืองจริงจากกรุงเทพมหานครและจังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งข้อมูล ประกอบด้วยข้อมูลคุณภาพอากาศ ข้อมูลอุบัติเหตุ ข้อมูลการจราจร และข้อมูลเชิงพื้นที่จากฐานข้อมูลเปิด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ระบบต้นแบบ ชุดคำสั่งของปัญญาประดิษฐ์ เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล และชุดคำถามประเมิน จำนวน 22 ข้อ ผู้วิจัยรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลตามพื้นที่ ช่วงเวลา และตัวแปรที่กำหนด แล้วทดลองระบบด้วยชุดคำถามที่ครอบคลุมข้อมูลเมืองในมิติเชิงพื้นที่ เชิงเวลา และเชิงคุณลักษณะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยประเมินความถูกต้องของพารามิเตอร์ ความเหมาะสมของข้อมูลและเครื่องมือที่ระบบเลือกใช้ รวมทั้งความถูกต้องของคำตอบเชิงตัวเลขและเชิงข้อความ โดยใช้ค่าความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์ ค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดข้อมูลเมืองแต่ละแหล่งมีโครงสร้าง รูปแบบการเข้าถึง ความละเอียด และอภิข้อมูลแตกต่างกัน ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลข้ามแหล่งจำเป็นต้องมีการจัดเตรียมข้อมูลและเครื่องมือเฉพาะสำหรับข้อมูลแต่ละประเภท 2. ระบบต้นแบบสามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างคำถามภาษาธรรมชาติกับข้อมูลเมืองจากหลายแหล่ง โดยใช้กลไกปัญญาประดิษฐ์เชิงตัวแทนร่วมกับแนวคิดการสร้างคำตอบจากข้อมูลที่สืบค้นได้ เพื่อสร้างผลลัพธ์พร้อมข้อมูลประกอบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และ 3. ผลการประเมินจากชุดคำถามจำนวน 22 ข้อ พบว่า ระบบส่งมอบข้อมูลได้ครบถ้วน 20 ข้อ และถูกต้องบางส่วน 2 ข้อ พารามิเตอร์ที่ระบบตีความและส่งต่อมีความถูกต้อง 78 จาก 79 รายการ คำตอบเชิงตัวเลขและวันเวลามีค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยร้อยละ 0.04 ขณะที่คำตอบที่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงเหตุผลหรือการอ้างอิงเชิงข้อความผิดพลาด 3 จาก 5 กรณี แสดงให้เห็นว่า ระบบมีศักยภาพในการสนับสนุนการเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลเมืองที่มีโครงสร้างชัดเจน แต่การนำไปใช้งานจริงควรออกแบบการตรวจสอบโดยมนุษย์ให้เหมาะสมกับลักษณะของผลลัพธ์และแสดงแหล่งข้อมูล พารามิเตอร์ อภิข้อมูล และหลักฐานประกอบคำตอบเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบ</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/289768
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการให้บริการกับความพึงพอใจของผู้รับบริการสำนักทะเบียน อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
2026-06-04T10:07:55+07:00
พิสิฐ ทรงนิพิฐกุล
s67563833013@ssru.ac.th
วิลาสินี จินตลิขิตดี
vilasinee.ji@ssru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาคุณภาพการให้บริการของสำนักทะเบียนอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 2. ศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการสำนักทะเบียนอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และ 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการให้บริการกับความพึงพอใจของผู้รับบริการสำนักทะเบียนอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้รับบริการสำนักทะเบียนอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 138,042 คน กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 384 คน โดยใช้วิธีการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้รับบริการของสำนักทะเบียนอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการมีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.11) 2. ผู้รับบริการของสำนักทะเบียนอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีความพึงพอใจต่อการรับบริการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.21) และ 3. คุณภาพการให้บริการมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้รับบริการของสำนักทะเบียนอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ในระดับสูง (r = .80) โดยมีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์