วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir
<p><strong> วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์</strong> เลขมาตรฐานสากล ISSN: 2773-9910 (Print)<strong> </strong>ISSN 2774-0846 (Online) เป็นวารสารที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วย พระพุทธศาสนา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ การจัดการ และสหวิทยาการอื่นๆที่นำเสนอองค์ความรู้เชิงนวัตกรรม เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p>
หลักสูตรบัณฑิตศึกษา ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
th-TH
วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
2773-9910
<p>เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความให้แก่วารสารฯ พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ภาพหรือตารางหรือเนื้อหาอื่นๆ ของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเบื้องต้น ทางวารสารจะถอดบทความของท่านออกโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น</p> <p> </p>
-
การประยุกต์หลักอปริหานิยธรรม 7 เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบอบประชาธิปไตยไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288306
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การประยุกต์หลักอปริหานิยธรรม 7 ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบอบประชาธิปไตยไทย ภายใต้บริบทของความท้าทายร่วมสมัย ได้แก่ ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างและวิกฤตศรัทธาที่มีต่อระบบการเมือง อันมีรากฐานจากการเข้าถึงทรัพยากรและอำนาจที่ไม่เท่าเทียม ตลอดจนการใช้วาทกรรมเชิงศีลธรรมแบบผูกขาดเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนและบั่นทอนความไว้วางใจต่อสถาบันทางการเมือง การศึกษานี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์แนวคิดเชิงทฤษฎีจากรัฐศาสตร์และพุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาเชิงโครงสร้าง กลไกทางหลักธรรม และผลลัพธ์ของระบอบประชาธิปไตย ผลการศึกษาพบว่า หลักอปริหานิยธรรม 7 สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกทางจริยธรรมเชิงโครงสร้างในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โดยเชื่อมโยงกับหลักการสำคัญ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการหมั่นประชุม การสร้างฉันทามติในสังคม การยึดมั่นในหลักนิติธรรม การเคารพความหลากหลายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางและการส่งเสริมภาวะผู้นำที่มีจริยธรรมและตรวจสอบได้ องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาถูกสังเคราะห์เป็นโมเดลความเข้มแข็งประชาธิปไตยเชิงพุทธบูรณาการ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ฐานรากที่เน้นการตระหนักรู้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและวิกฤตศรัทธา กลไกขับเคลื่อนที่ใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 เป็นแนวทางในการดำเนินการทางการเมือง และผลลัพธ์ที่มุ่งสู่การสร้างประชาธิปไตยเชิงคุณภาพ อันประกอบด้วยจริยธรรมพลเมืองเชิงรุก การใช้อำนาจที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ และความเป็นธรรมในการอยู่ร่วมกันของประชาชนทุกกลุ่ม</p>
ภานุวัฒน์ ชัยเทวะกุล
ประสงค์ เล็กโล่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-26
2026-04-26
9 2
219
232
-
จริยศาสตร์และจรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พึงประสงค์ในยุคปัจจุบัน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287836
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาจริยศาสตร์และจรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พึงประสงค์ในยุคปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า 1. ตำรวจเป็นหน่วยงานหลัก ๆ ที่มีไว้ปราบปราม สืบสวน ให้ความปลอดภัย ช่วยเหลือแก่ประชาชนในยามเดือดร้อน รวมถึงการคุ้มครองพระราชวงศ์ของประเทศ โดยชอบตามกฎหมาย และจำเป็นจะต้องมีจริยธรรมในใจตาม พร.บ. ของตำรวจ พ.ศ. 2553 ซึ่งเน้นในเรื่องของการรักษาความสัจ การรู้จักข่มใจตนเองการอดทนอดกลั้นและมีจริยธรรมของตำรวจที่ทำตามอำนาจหน้าที่รวมถึงจรรยาบรรณที่รักษาอำนาจให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชนเพื่อความยุติธรรมและความปลอดภัยของทรัพย์สินของประชาชนมีการประพฤติที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนสุขภาพอ่อนน้อมให้เกียรติในการปฏิบัติหน้าที่ต้องอยู่ในสภาพพร้อมไม่เหมาะสม 2. สถานีตำรวจนครบาลคันนายาวมีบทบาทสำคัญในการดูแลความปลอดภัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ การพัฒนาชุมชนภายใต้การกำกับดูแลของสถานีตำรวจคันนายาวเน้นการสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดปัญหาอาชญากรรมและปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน การใช้ระบบสายตรวจชุมชนสัมพันธ์เพื่อลงพื้นที่พูดคุยและรับฟังปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้าน รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนเพื่อป้องกันการเข้าสู่กระบวนการกระทำผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ในการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงร่วมกับอาสาสมัครในชุมชน และ 3.จรรยาบรรณในการบริหารภาครัฐเป็นหลักการที่ช่วยให้ข้าราชการตำรวจสามารถดำเนินงานได้อย่างมีคุณธรรม โปร่งใส และรับผิดชอบต่อประชาชน หลักการสำคัญ ได้แก่ ความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อสังคม ความเป็นกลางทางการเมือง และการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล</p>
นิรุชพล โยธามาตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
233
246
-
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283846
<p>ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืนในประเทศไทยมักเกี่ยวข้องกับการควบคุมการขออนุญาต เช่น การขาดการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอ ปัญหาการเก็บรักษาและการโอนปืนที่ไม่มีมาตรการที่เข้มงวด การพกพาปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร การขาดการบันทึกข้อมูลสำคัญอย่างหัวกระสุนและปลอกกระสุน และการควบคุมอาวุธปืนประดิษฐ์และสิ่งเทียมอาวุธปืนที่เข้าถึงได้ง่ายผ่านอินเทอร์เน็ต อาวุธปืนมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชญากรรม ทำให้รัฐต้องพิจารณา ควบคุมอาวุธปืนของประชาชน โดยการบัญญัติกฎหมาย ซึ่งการควบคุมอาวุธปืนมีแนวความคิดเห็น เป็น 2 แนวทาง 1. การควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด โดยมีแนวคิดว่าหากประชาชนไม่มีอาวุธปืนแล้วอาชญากรรมย่อมลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไป ดังนั้นจึงควรห้ามประชาชนมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง 2. การควบคุมอาวุธปืนอย่างเสรี โดยแนวทางนี้เห็นว่าการที่จะห้ามประชาชนมีอาวุธปืน เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนมีเพื่อปกป้องตนเองและทรัพย์สิน ยามที่รัฐไม่สามารถให้ ความคุ้มครองประชาชนได้ ดังนั้นจึงสมควรให้ประชาชนมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง จึงจำเป็นที่จะต้องนำแนวความคิดเห็นดังกล่าวมาปรับใช้กับการควบคุมอาวุธปืนของประเทศไทยซึ่งใช้พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 เพื่อให้สามารถควบคุมการใช้อาวุธปืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
พระอุดมสิทธินายก (กำพล คุณงฺกโร)
ณพฎล ปิยาพจนารถ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
247
260
-
การอบรมพระนวกะตามหลักไตรสิกขาเพื่อสร้างความมั่นคงแก่พระพุทธศาสนา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286696
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิผลการบริหารจัดการการอบรมพระนวกะตามหลักไตรสิกขา อันประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา โดยใช้การศึกษาวิเคราะห์เอกสารจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ตลอดจนเอกสารและงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการและการศึกษาเชิงพุทธ ผลการศึกษาพบว่า 1. หลักไตรสิกขา คือ หลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา เป็นการปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยการฝึกอบรมจิตจนเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงจนบรรลุธรรม เป็นกรอบแนวคิดสำคัญที่สามารถนำมาบูรณาการกับกระบวนการบริหารจัดการการอบรมพระนวกะได้อย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ศีลเป็นฐานของการจัดระเบียบวินัยและพฤติกรรม สมาธิเป็นกระบวนการพัฒนาจิตใจให้มีความตั้งมั่นและพร้อมต่อการเรียนรู้ และปัญญาเป็นเป้าหมายสูงสุดของการอบรมที่มุ่งให้เกิดความรู้ความเข้าใจตามความเป็นจริง 2. การบริหารจัดการการอบรมพระนวกะที่ยึดหลักไตรสิกขาอย่างครบถ้วน ย่อมส่งผลให้การอบรมมีประสิทธิผลทั้งในด้านคุณภาพของผู้รับการอบรมและการธำรงพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน การอบรมพระนวกะนับเป็นกระบวนการพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่งต่อการธำรงรักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนาเพราะเป็นการสร้างศาสนทายาทเพื่อดำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้อยู่ได้ยืนยาวให้เกิดพุทธนวัตกรรมแก่พุทธศาสนิกชนต่อไป และ 3. การบูรณาการไตรสิกขาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นจะช่วยสร้างสังคมที่มีความสุข เพราะศีลจะสร้างความไว้วางใจ สมาธิจะสร้างความเข้าใจ และปัญญาจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ การฝึกบูรณาการทั้งสามด้านจึงเป็นการพัฒนาสังคมที่สันติสุข</p>
พระมหาวิรัตน์ พลทตฺโต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
261
272
-
แนวทางการสร้างเทคโนโลยีและทุนทางปัญญาเพื่อการจัดการเชิงพุทธ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286807
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นศึกษา แนวทางการสร้างเทคโนโลยีและทุนทางปัญญาเพื่อการจัดการเชิงพุทธจากการศึกษาจากแนวคิด หนังสือ ตำรา และจากการสังเคราะห์ วิเคราะห์จากผู้แต่ง พบว่า 1. โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับทุนทางปัญญาเป็นแกนกลางของการขับเคลื่อนองค์การสมัยใหม่ให้ก้าวสู่ระบบงานที่ใช้ข้อมูลเป็นฐานและความรู้เป็นพลังสร้างคุณค่าอย่างแท้จริง โดยเทคโนโลยีมิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือประกอบการทำงาน แต่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างกำกับความรู้ที่ทำให้กระบวนการเรียนรู้ การปฏิบัติงาน และการตัดสินใจมีความชัดเจน แม่นยำ และเชื่อมโยงกันในทุกระดับ ทำให้เกิดการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและทุนทางปัญญาเพื่อการจัดการเชิงพุทธให้มีประสิทธิภาพและสร้างสมรรถนะในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้เป็นไปในทิศทางที่สามารถส่งต่อองค์ความรู้ที่เป็นเชิงพุทธให้แก่ประชาชนเป็นการสืบทอดพุทธศาสนาให้เข้าใจและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นตัวสร้างคุณค่าเชิงพุทธที่มีประสิทธิภาพ 2. การใช้ข้อมูลเชิงหลักฐานเพื่อการตัดสินใจด้านทุนมนุษย์เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้องค์การสามารถเปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็นข้อเท็จจริงเชิงวิเคราะห์ที่รองรับการเลือกเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ และ 3. การจัดการเชิงพุทธ เป็นการประยุกต์หลักพุทธธรรมมาใช้ในการบริหารองค์กรและว่าด้วยเรื่องการบริหารกิจการคณะสงฆ์จึงเป็นการพัฒนาองค์กรเชิงพุทธแนวใหม่ที่ใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาคนพัฒนาองค์กรรวมถึงพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพเน้นในเรื่องของการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กรและสามารถที่จะพัฒนาให้ต่อเนื่องยั่งยืนได้</p>
พระครูสมุห์โกศล พทฺธสีโล
พระอร่าม ธมฺมธโร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
273
288
-
กฎหมายการโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์กับการดำเนินคดีอินฟลูเอนเซอร์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286076
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์ปัญหาและมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์เพื่อการดำเนินคดีกับอินฟลูเอนเซอร์ที่กระทำผิด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญทางการตลาดดิจิทัลที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคจำนวนมาก โดยศึกษาในขอบเขตของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติว่าด้วย<br />การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับมาตรการทางกฎหมายของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป ผลการศึกษาพบว่า บทบัญญัติกฎหมายของไทยในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการบังคับใช้กับรูปแบบการโฆษณาแฝงของอินฟลูเอนเซอร์ใน 3 ประการ ได้แก่ การขาดบทนิยามสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน ความยากในการพิสูจน์เจตนาพิเศษในการกระทำผิด และกลไกการลงโทษที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของความผิดในโลกออนไลน์ ส่งผลให้เกิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายต่อการโฆษณาอวดอ้างเกินจริงและการหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศที่ยึดหลักความรับผิดโดยเคร่งครัด และสร้างระบบนิเวศความรับผิดร่วมระหว่างอินฟลูเอนเซอร์ แบรนด์ และแพลตฟอร์มอย่างครบวงจร ผู้เขียนจึงนำเสนอ “โมเดลดุลยภาพแห่งการกำกับดูแลเชิงบูรณาการ” โดยผสานมาตรการบังคับทางกฎหมาย (Hard Law) เข้ากับกลไกทางจริยธรรมเชิงพุทธ (Soft Law) ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ หลักสัมมาวาจาในมรรคมีองค์ 8 เป็นกรอบจริยธรรมวิชาชีพการสื่อสาร หลักหิริ-โอตตัปปะเพื่อสร้างกลไกกำกับดูแลตนเองจากภายใน และหลักปาปณิกธรรม 3 เป็นแนวทางประกอบวิชาชีพที่ยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่กลไกความรับผิดชอบต่อสังคมของอินฟลูเอนเซอร์ Influencer Social Responsibility (ISR) ที่ยกระดับอินฟลูเอนเซอร์จาก “ผู้รับจ้างรีวิว” สู่ “กัลยาณมิตร” ผู้สื่อสารด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน</p>
ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
289
302
-
หลักสูตรยกระดับทักษะ (Up-Skill) ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากส่วนเหลือหรือของเสียโอ่งมังกรราชบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/285426
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาในประเด็นการพัฒนาหลักสูตรยกระดับทักษะในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากส่วนเหลือหรือของเสียโอ่งมังกรราชบุรี เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางของการศึกษาในการที่จะให้ความรู้ เพื่อเสริมสร้าง เจตคติ ตลอดจนฝึกฝนทักษะในการพัฒนาความสามารถของผู้เข้าอบรมหลักสูตร โดยใช้หลักการพื้นฐานของหลักการ 3R เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ คือ 1. ลดการใช้ 2. ยืดอายุการใช้งานและนำมาใช้ และ 3. การนำกลับมาใช้ใหม่</p>
สมชาย ชูเมือง
พระครูปลัดสุรวุฒิ สิริวฑฺฒโก
วรรณีศา สีฟ้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
303
315
-
การพัฒนาการบริหารภาครัฐอัจฉริยะ พลวัตใหม่แห่งการบริการสาธารณะในยุคดิจิทัล
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286553
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและพัฒนาการของการบริหารภาครัฐอัจฉริยะ วิเคราะห์องค์ประกอบสำคัญ และเสนอแนวทางการพัฒนาในบริบทประเทศไทย โดยใช้การสังเคราะห์วรรณกรรมจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการและเอกสารนโยบายภาครัฐทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า การบริหารภาครัฐอัจฉริยะเป็นการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และกลไกธรรมาภิบาลเข้าด้วยกันเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงานภาครัฐและคุณภาพการบริการสาธารณะ องค์ประกอบสำคัญประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและแพลตฟอร์มร่วม ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ การออกแบบบริการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และระบบความมั่นคงปลอดภัยควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ บทความยังเสนอแนวทางการพัฒนาภาครัฐอัจฉริยะของประเทศไทยในเชิงบูรณาการ เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงข้อมูล การมีส่วนร่วมของประชาชน และความยั่งยืนของการบริการสาธารณะในยุคดิจิทัล การบริหารการพัฒนา คือ กระบวนการบริหารจัดการที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงไปสู่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ</p>
กัณฑ์ชิสา เจริญกิจธินันภ์
พระมหาภราดร ภูริสฺสโร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
316
326
-
ภาวะผู้นำเชิงพุทธกับการบริหารจัดการองค์กร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286674
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาภาวะผู้นำเชิงพุทธกับการบริหารจัดการองค์กรโดยนำเสนอในประเด็นดังนี้ 1. ภาวะผู้นำ เป็นการใช้อิทธิพลหรือเป็นกำลังพิเศษที่เป็นแรงจูงใจในการที่สามารถสั่งการหรือบังคับบัญชาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทำงานให้องค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ส่วนภาวะผู้นำเชิงพุทธ คือ การนำหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาหรือหลักการบริหารกิจการคณะสงฆ์ หรือ แนวคิด ความเห็นหรือทฤษฎีของนักวิชาการต่าง ๆ มาบูรณาการในการมีภาวะผู้นำที่สมบูรณ์แบบทั้งในภาคของการบริหารจัดการองค์กร และ 2. การบริหารองค์กรเชิงพุทธ เป็นการนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กร ได้แก่ การเว้นจากอคติ 4 ไม่ว่าจะเป็นความลำเอียงเพราะความชอบ ความลำเอียงเพราะความชัง ความลำเอียงเพราะความหลงและความลำเอียงเพราะความขาดกลัว และหลักทุติยปาปณิกธรรม คือ 1. จักขุมา หมายถึง การมีวิสัยทัศน์ สามารถมองการณ์ไกล วางแผน และใช้คนให้เหมาะสมกับงาน 2. วิธูโร หมายถึง ความเชี่ยวชาญในงาน มีความรู้และทักษะเฉพาะทาง สามารถจัดการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3. นิสสยสัมปันโน หมายถึง การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถสร้างเครือข่ายและได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น ทำให้สามารถบริหารองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
พระครูวินัยธรบุญธรรม ปุญฺญธมฺโม
พระครูธรรมธรอภิชัย อภิชโย
พระมหาวิรัตน์ พลทตฺโต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
327
341
-
การแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287397
<p>บทความในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ จากการแสดงออกทางการเมือง พบว่า 1. ความไม่เป็นธรรมทางการเมืองในช่วงเกือบทศวรรษที่ผ่านมา และ 2. เหล่าคนรุ่นใหม่มองเห็นความสำคัญของปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองตอนโตขึ้น มากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดพลังการขับเคลื่อนทางเมืองบนสื่อออนไลน์ ใช้โซเชียลมีเดียเป็นกลไกหลักในการสื่อสาร สร้างฐานเสียง ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้ ต่อมากลุ่มคนเหล่านี้ได้กลายเป็นกำลังสำคัญของการชุมนุมเพื่อเรียกร้องนำเสนอนโยบาย เนื้อหาทางการเมืองหลากหลายประเด็นและความเป็นไปได้แบบใหม่ที่สร้างความหวังให้แก่คนรุ่นใหม่ ประกอบกับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยเหตุนี้ พรรคการเมืองต่าง ๆ จึงพยายามแสวงหาช่องทางในการสื่อสารกับกลุ่มผู้เลือกตั้ง รวมถึงการส่งผู้สมัครออกนโยบายหลายประการเพื่อจูงใจและดึงดูดคะแนนเสียงสนับสนุนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น เช่น พรรคก้าวไกล ซึ่งเกิดจากพรรคอนาคตใหม่ที่มุ่งเน้นการนำเสนอนโยบายส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญไปที่ระบอบประชาธิปไตยไทยและผู้มีอำนาจในสังคมการเมืองไทย มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองไทยไปสู่อนาคตใหม่ที่ดีกว่าอาทิ การปฏิรูปกองทัพ การลดการผูกขาดทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และการปฏิรูปการศึกษา จนเป็นภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่นั่นเอง</p>
ศิลาวัฒน์ ชัยวงศ์
พระมหานพดล สุวณฺณเมธี
พระครูสิริธรรมบัณฑิต (ภาณุวัฒน์ ปฏิภาณเมธี)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
342
355
-
การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติในองค์กรเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287837
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติในองค์กรเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ผลจากการศึกษาพบว่า 1. การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติแต่เดิมการปฏิบัติ กลยุทธ์เป็นส่วนสำคัญของภารกิจเชิงกลยุทธ์ของผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ โดยผู้บริหารระดับสูงทำหน้าที่กำหนดกลยุทธ์ระดับองค์การ และหลังจากนั้น ทำการกำหนดนโยบายและกำหนดกลยุทธ์ระดับหน้าที่ที่ครอบคลุมส่วนงาน ต่าง ๆ 2. การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพราะเป็นการเรียนรู้นโยบายศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่จะสร้างพันธกิจให้แก่องค์กรเพื่อประสิทธิภาพของการบริหารจัดการโครงสร้างที่มอบหมายงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในระยะยาวได้อย่างเหมาะสม กลยุทธ์ที่ประกอบด้วยการวางแผน วิธีการ รูปแบบ ตำแหน่งและมุมมองจึงเป็นส่วนที่จะทำให้การบริหารจัดการองค์กรมีประสิทธิภาพสามารถมีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน 3. การกำหนดกลยุทธ์ประกอบด้วย กลยุทธ์ด้านแผน กลยุทธ์ด้านการดำเนินการ กลยุทธ์ด้านรูปแบบ กลยุทธ์ด้านตำแหน่ง และกลยุทธ์ด้านความเห็นที่สามารถแสดงออกทั้งการกำหนดพันธกิจองค์กร การประเมินสภาพแวดล้อมการกำหนดวัตถุประสงค์ทิศทางขององค์กรและการกำหนดกลยุทธ์เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีการจัดการทรัพยากรที่มีประกอบด้วยบุคลากรเทคโนโลยีการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ เรื่องของเวลา เงิน สถานที่ และพันธกิจรวมถึงการฝึกอบรมให้มีประสิทธิภาพเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดทำแผนกลยุทธ์ให้เกิดองค์ความรู้และสามารถขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดกลยุทธ์สามารถนำไปปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยการภาครัฐ และ 4. การเปลี่ยนแปลงของ IBM ถือเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นขององค์กรที่สามารถปรับตัวและฟื้นตัวจากวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในช่วงทศวรรษ 1990</p>
นิรุชพล โยธามาตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
356
369
-
การประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลและพุทธนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287847
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความสำคัญของการประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาล ร่วมกับนวัตกรรมการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ในการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ท่ามกลางความท้าทายของพลวัตโลก สังคมสูงวัย และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 การศึกษาชี้ให้เห็นว่า การมุ่งเน้นเพียงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าตามแนวทาง NPM อาจนำไปสู่ช่องโหว่ในการใช้อำนาจรัฐ จึงมีความจำเป็นต้องบูรณาการหลักธรรมาภิบาลเพื่อเป็นกลไกถ่วงดุล ควบคู่ไปกับการนำพุทธนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาองค์กร เช่น ทศพิธราชธรรม สังคหวัตถุ 4 และบารมี 10 มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณธรรมและจิตสำนึกสาธารณะให้แก่บุคลากรจากภายใน นอกจากนี้ บทความยังเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงรุกของภาคประชาสังคม ในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนาที่ช่วยเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และส่งเสริมความโปร่งใสในระดับพื้นที่ ตลอดจนข้อเสนอแนะในการยกระดับองค์กรสู่ยุคดิจิทัลผ่านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะโดยใช้ระบบข้อมูลเปิดภาครัฐ และการสานพลังความร่วมมือไตรภาคีระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ท้ายที่สุด การบูรณาการองค์ความรู้เหล่านี้ภายใต้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำไปสู่การจัดบริการสาธารณะที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสร้างการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในทุกมิติ</p>
พระมหาภราดร ภูริสฺสโร
กัณฑ์ชิสา เจริญกิจธินันภ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
370
381
-
อิทัปปัจจยตา : กฎธรรมชาติที่ AI ก็เปลี่ยนไม่ได้
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287568
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์หลักการของอิทัปปัจจยตา ในฐานะกฎธรรมชาติสากลที่ควบคุมความเป็นไปของสรรพสิ่ง และความสัมพันธ์ของกฎนี้ที่มีต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในยุคปัจจุบัน อิทัปปัจจยตา หรือกฎแห่งเหตุปัจจัยอเนกประการเป็นกฎที่ดำรงอยู่เป็นธรรมดา ไม่ขึ้นกับการอุบัติของพระพุทธเจ้าหรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI ในฐานะที่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น จัดเป็นสังขตธรรมหรือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากเหตุปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอัลกอริทึมหรือพลังงาน จึงต้องดำเนินอยู่ภายใต้กฎแห่งเหตุและผลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้ AI จะมีศักยภาพในการประมวลผลที่ล้ำเลิศ แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนระบบความสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัยที่ควบคุมความเป็นไปของโลกและชีวิตได้ การเข้าใจในกฎอิทัปปัจจยตาจึงช่วยให้มนุษย์เห็นว่าเราไม่ใช่เหยื่อของเทคโนโลยีหรือโชคชะตา แต่เป็นผู้มีเสรีภาพที่จะสร้างเหตุปัจจัยใหม่ผ่าน ความเพียรและปัญญา เพื่อกำหนดทิศทางของชีวิตและสังคมอย่างเท่าทันในยุคดิจิทัล</p>
ถนัด ไชยพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
382
397
-
ครอบครองปรปักษ์ในกฎหมายไทย ทฤษฎีกรรมสิทธิ์ และความเป็นธรรมทางสังคม
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287280
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาหลักการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382–1385 โดยวิเคราะห์ทฤษฎีและคำพิพากษาศาลฎีกา เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดกรรมสิทธิ์กับหลักความเป็นธรรมทางสังคม การศึกษาอยู่ภายใต้กรอบทฤษฎีกรรมสิทธิ์ ได้แก่ แนวคิดกรรมสิทธิ์แบบสมบูรณ์ (Absolute Ownership) และทฤษฎีกรรมสิทธิ์ในฐานะชุดสิทธิ (Bundle of Rights) เพื่อวิเคราะห์ว่า การครอบครองปรปักษ์อยู่ในสถานะของ “การลิดรอนกรรมสิทธิ์” ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งเป็นการกำหนดสถานะกรรมสิทธิ์ขึ้นใหม่โดยผลของกฎหมายอันมุ่งสร้างความเสถียรภาพของสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์สิน การวิจัยเชิงคุณภาพทางนิติศาสตร์ โดยศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง การศึกษาแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ผลการศึกษาพบว่า แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีลักษณะสอดคล้องกัน โดยถือองค์ประกอบของการครอบครองปรปักษ์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเจตนาเป็นเจ้าของและลักษณะการครอบครองที่ต้องเป็นไปโดยสงบและเปิดเผย เพื่อคุ้มครองสิทธิแห่งกรรมสิทธิ์ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ มิให้ถูกกระทบสิทธิโดยปราศจากบทบัญญัติของกฎหมายรองรับ ศาลฎีกาได้ให้ความสำคัญกับหลักความมั่นคงของสิทธิและความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก โดยถือว่าการที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ มิได้ใช้หรือปกป้องสิทธิของตนตามระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติ ย่อมก่อให้เกิดผลในทางกฎหมายในการเปลี่ยนแปลงสถานะกรรมสิทธิ์แก่ผู้ครอบครองหลักการครอบครองปรปักษ์มิได้เป็นเพียงข้อยกเว้นต่อหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งกรรมสิทธิ์ หากแต่เป็นกลไกเชิงโครงสร้างของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์สินที่ทำหน้าที่ถ่วงดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลกับประโยชน์แห่งสาธารณะในด้านของสิทธิ เสถียรภาพของทรัพย์สิน และความเป็นธรรมทางสังคม อันมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์สินของไทยในสังคมและเศรษฐกิจให้มีความร่วมสมัย</p>
สายธาร อุทกนิมิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
9 2
398
411
-
การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนครปฐม
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286370
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไปของการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนครปฐม 2. ศึกษากระบวนการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนครปฐม และ 3. นำเสนอการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 คน แบบเจาะจง ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทั่วไปของการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ มุ่งเน้นกระบวนการตัดสินใจรวมกลุ่มเกิดขึ้นจากทุนทางสังคมในพื้นที่ โดยมีผู้นำและความไว้วางใจเป็นตัวเชื่อมประสาน ร่วมกับแรงสนับสนุนจากภาครัฐ ยึดวิถีชีวิตและความมั่นคงของชุมชนเป็นสำคัญ 2. กระบวนการพัฒนาเครือข่าย มีการวางแผนและปฏิบัติงานเน้นการบูรณาการนโยบายรัฐเข้ากับบริบทพื้นที่ การตรวจสอบเน้นการยกระดับศักยภาพองค์กรเพื่อลดการพึ่งพางบประมาณภายนอกและสร้างความยั่งยืนผ่านกลไกการสื่อสารที่ยืดหยุ่น และ 3. การพัฒนาเครือข่ายความ มีการก่อรูปเครือข่ายเกิดจากแรงผลักดันด้านต้นทุนและนโยบายรัฐใช้ประโยชน์มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ การธำรงรักษาเน้นการพัฒนาทุนมนุษย์ขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาชีพของชุมชนให้ยั่งยืนอย่างแท้จริง</p>
กรกต ชาบัณฑิต
พัทธนัญพร พิพิธวรโภคิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
1
10
-
บทบาทเชิงกลยุทธ์ของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในการบริหารความหลากหลายระหว่างรุ่นในองค์กรภาครัฐจังหวัดสงขลา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286989
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการรับรู้และความเข้าใจของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ต่อความหลากหลายระหว่างรุ่นในองค์กรภาครัฐจังหวัดสงขลา 2. วิเคราะห์บทบาทเชิงกลยุทธ์ของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในการกำหนดทิศทางและกรอบนโยบายด้านการบริหารความหลากหลายระหว่างรุ่น และ 3. สำรวจแนวปฏิบัติ กลไก และเครื่องมือ<br />ที่ใช้ในการจัดการความหลากหลายระหว่างรุ่นในระดับการปฏิบัติงาน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 12 คน วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแบบธีม และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์รับรู้ความแตกต่างระหว่างรุ่นในด้านค่านิยม รูปแบบการสื่อสาร และความคาดหวังในอาชีพ โดยความเข้าใจส่วนใหญ่เกิดจากประสบการณ์มากกว่ากรอบทฤษฎี 2. บทบาทเชิงกลยุทธ์ของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ยังถูกจำกัดด้วยโครงสร้างระบบราชการ ทำให้มีบทบาทเด่นในระดับปฏิบัติการมากกว่าการกำหนดนโยบาย และ 3. การจัดการความหลากหลายระหว่างรุ่นดำเนินผ่านกลไกไม่เป็นทางการและการปรับใช้เครื่องมือที่มีอยู่ มากกว่าการกำหนดเป็นนโยบายเฉพาะด้าน ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารความหลากหลายระหว่างรุ่นในองค์กรภาครัฐขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นขององค์กรและการสนับสนุนเชิงโครงสร้าง เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรุ่นอย่างยั่งยืน</p>
นันท์นภัส ทรงเดชะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
11
25
-
การศึกษาเปรียบเทียบการถือกรรมสิทธิ์และการครอบครองทรัพย์ ตามพระวินัยบัญญัติและการถือกรรมสิทธิ์และการครอบครองทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของพระภิกษุ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287024
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และการครอบครองทรัพย์ตามพระวินัยบัญญัติและกฎหมายแพ่ง 2. ศึกษาการถือกรรมสิทธิ์และการครอบครองทรัพย์ของพระภิกษุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยและกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ เมียนมาและศรีลังกา 3. เปรียบเทียบการถือกรรมสิทธิ์และการครอบครองทรัพย์ตามพระวินัยบัญญัติกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บังคับใช้แก่พระภิกษุ และ 4. เสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมกับหลักการถือกรรมสิทธิ์และการครอบครองทรัพย์ของพระภิกษุ วิธีดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิจัยเอกสาร ศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำพิพากษาศาลฎีกา กฎหมายต่างประเทศ และเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาวิเคราะห์ และการเปรียบเทียบเชิงลึก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. พระวินัยบัญญัติห้ามพระภิกษุครอบครองและทำธุรกรรมเกี่ยวกับเงินและทรัพย์สินส่วนตัวอย่างเด็ดขาด โดยอาศัยหลักนิสสัคคิยปาจิตตีย์เป็นกลไกควบคุม ทรัพย์สินจำแนกเป็นปุคคลิกทรัพย์และสังฆทรัพย์ มุ่งสนับสนุนการปฏิบัติธรรมและความบริสุทธิ์ของสมณเพศ 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1622–1624 กำหนดให้พระภิกษุมีสิทธิในทรัพย์สินเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ต่างจากกฎหมายเมียนมาที่มี Burmese Buddhist Law และกฎหมายศรีลังกาที่มี Buddhist Temporalities Ordinance รองรับโดยเฉพาะ 3. การเปรียบเทียบพบช่องว่างสำคัญระหว่างพระธรรมวินัยกับกฎหมายของรัฐ โดยเฉพาะในประเด็นมรดก การสินสมรส และนิติกรรมที่ขัดต่อพระวินัยแต่ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และ 4. จากการวิเคราะห์ช่องว่างระหว่างพระธรรมวินัยและกฎหมายแพ่ง พบว่าควรปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะมาตรา 1622–1624 ให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย กล่าวคือ (ก) กำหนดให้ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาขณะอยู่ในสมณเพศเป็นทรัพย์สินทางศาสนาโดยสันนิษฐาน (ข) กำหนดให้นิติกรรมที่ขัดต่อพระวินัยตกเป็นโมฆะสมบูรณ์ และ (ค) จัดตั้งระเบียบกลางภายใต้การกำกับดูแลของมหาเถรสมาคมเพื่อตรวจสอบการจัดการทรัพย์สินของพระภิกษุอย่างโปร่งใส</p>
พระครูปลัดบุญยัง ทุลฺลโภ
วรพรรณ จันทรากุลศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
26
38
-
อิทธิพลการสื่อสารที่มีต่อประชาชนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286845
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาอิทธิพลการสื่อสารที่มีต่อประชาชนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม และ 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่ออิทธิพลการสื่อสารที่มีต่อประชาชนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นการวิจัยแบบเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 176,521 คน กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 381 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากสูตรคำนวณของทาโร ยามาเน่ เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ t-test (Independent Samples) และ F-test (One-way ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. อิทธิพลการสื่อสารที่มีต่อประชาชนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.82) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านองค์กรทางการเมืองหรือผู้ส่งสาร อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.97) รองลงมาคือ ด้านสาร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.84) ด้านสื่อ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.81) และด้านประชาชนหรือผู้รับสาร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.67) ตามลำดับ และ 2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่ออิทธิพลการสื่อสารที่มีต่อประชาชนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยรวมและรายด้าน จำแนกตามเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และอาชีพที่แตกต่างกัน พบว่า ความคิดเห็นต่ออิทธิพลการสื่อสารที่มีต่อประชาชนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ไม่แตกต่างกัน (p > .05)</p>
เมลิสา มหาพล
ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ
ทัศนันท์ อาสาสุข
สมภพ ศรีสัมพันธ์
มณี ชินวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
39
52
-
การประยุกต์ใช้การบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287262
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการประยุกต์ใช้การบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อมของวิสาหกิจชุมชน 2. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรและการลดของเสีย กับความยั่งยืนของชุมชน และ 3. เสนอแนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สมาชิกวิสาหกิจชุมชน จำนวน 80 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน ได้แก่ ผู้นำและสมาชิกวิสาหกิจชุมชน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การประยุกต์ใช้การบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับมาก โดยมีบทบาทสำคัญในการควบคุมต้นทุน ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การจัดการทรัพยากรและการลดของเสียมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความยั่งยืนของชุมชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพสอดคล้องกับข้อมูลเชิงปริมาณ โดยสะท้อนว่าวิสาหกิจชุมชนยังขาดความรู้และระบบในการจัดการต้นทุนสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม แต่เริ่มมีการปรับตัวในการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์และลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต ในส่วนของแนวทางเชิงนโยบาย พบว่าควรมีการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาระบบบัญชีที่เรียบง่ายและเหมาะสมกับบริบทของชุมชน ตลอดจนการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
ศิริพร อำนวย
ปิยฉัตร ทองแพง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
53
67
-
การรับรู้ของประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287229
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักจักร 4 กับการรับรู้ของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ 3. นำเสนอการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยการประยุกต์ตามหลักจักร 4 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 366 คน โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการรับรู้ของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.17, S.D. = 0.80) 2. หลักจักร 4 มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการรับรู้ของประชาชนในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = 0.776) และ 3. แนวทางการประยุกต์หลักจักร 4 เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พบว่า สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยประกอบด้วย การพัฒนาชุมชนให้เหมาะสมการสร้างเครือข่ายบุคคลที่มีคุณธรรม การวางตนอย่างเป็นธรรมและเป็นกลางและการส่งเสริมการสั่งสมความดีในชุมชน ซึ่งส่งผลต่อความไว้วางใจ ความร่วมมือ และความสงบสุขในสังคมอย่างยั่งยืน</p>
คุณาพร อั้งโสภณ
วัชรินทร์ ชาญศิลป์
อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
68
81
-
การส่งเสริมสมานฉันท์เพื่อเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขผู้ด้อยโอกาสในชุมชนตำบลบางแม่นาง จังหวัดนนทบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286596
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สำรวจฐานข้อมูลผู้ด้อยโอกาส 2. ส่งเสริมกิจกรรมเครือข่ายในชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ด้อยโอกาส และ 3. ประเมินคุณภาพชีวิตและกิจกรรมส่งเสริมความสมานฉันท์ผู้ด้อยโอกาส ในพื้นที่ตำบลบางแม่นาง จังหวัดนนทบุรี ใช้ระเบียบการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ผู้ด้อยโอกาสจาก 11 หมู่บ้าน จำนวน 55 คน และกลุ่มที่ 2 ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ด้อยโอกาส จำนวน 18 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนตำบลบางแม่นาง จำนวน 395 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ฐานข้อมูลผู้ด้อยโอกาส ประกอบด้วย ความด้อยโอกาส ด้านรายได้เฉลี่ยไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ด้านที่พักอาศัย ต้องการซ่อมแซมบ้าน ด้านการเข้าถึงสิทธิผู้พิการอย่างเป็นธรรม ด้านอาชีพไม่มั่นคง และด้านความช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน 2. กิจกรรมเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในตำบลบางแม่นาง ได้แก่ กิจกรรมการเยี่ยมบ้าน โดย อสม. อบต. พม. กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ช่วยเหลือด้านปัจจัยพื้นฐาน กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน โดยเพื่อนบ้านใกล้เคียงในการเดินทางไปหาหมอ ด้านการปรับปรุงที่อยู่อาศัย และกิจกรรมตามประเพณีและศาสนา โดยเครือข่ายหลายภาคส่วน ในการช่วยเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข เสริมสมานฉันท์ และลดความโดดเดี่ยวของผู้ด้อยโอกาสอย่างเป็นรูปธรรม และ 3. การประเมินคุณภาพชีวิตและกิจกรรมความสมานฉันท์จากเครือข่ายในพื้นที่และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ในพื้นที่ตำบลบางแม่นาง จังหวัดนนทบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับความคิดเห็นดังนี้ ด้านการทำงานของเครือข่ายในพื้นที่ รองลงมาคือ ด้านคุณภาพชีวิตพื้นฐาน ด้านความต่อเนื่องของกิจกรรม ด้านความมั่นคงทางจิตใจและสังคม และน้อยที่สุด ด้านความเสมอภาคในการเข้าถึงความช่วยเหลือ ตามลำดับ</p>
กาญจนา ดำจุติ
รัฐพล เย็นใจมา
ยุทธนา ปราณีต
เติมศักดิ์ ทองอินทร์
สวัสดิ์ จิรัฏฐิติกาล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
82
95
-
พุทธวิธีพัฒนาการสื่อสารของพระสงฆ์นักเผยแผ่เพื่อการขัดเกลาทางสังคมผ่านสื่อสถานีวิทยุเครือข่ายคลื่นสีขาวเพื่อชาวประชาจังหวัดลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286863
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหาและความจำเป็นการสื่อสารของพระสงฆ์นักเผยแผ่ 2. พัฒนาการสื่อสารการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์นักเผยแผ่ และ 3. ประเมินประสิทธิผลการสื่อสารการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์นักเผยแผ่โดยพุทธวิธีเพื่อการขัดเกลาทางสังคมผ่านสื่อสถานีวิทยุเครือข่ายคลื่นสีขาวเพื่อชาวประชาจังหวัดลำปาง ใช้โดยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและแนวทางการพัฒนาวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 รูปและแบบสอบถามในการประเมินผล และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. พระสงฆ์นักเผยแผ่จังหวัดลำปางได้พัฒนาการสื่อสารผ่านสถานีวิทยุฯ โดยผสมผสานพุทธวิธีดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้ธรรมะเข้าถึงประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญ เช่น ทักษะสื่อสารและการใช้สื่อดิจิทัลยังจำกัด รวมถึงปัญหาอุปกรณ์และงบประมาณที่ไม่พร้อม ทำให้การเผยแผ่ขาดความต่อเนื่อง 2. พุทธวิธีและบทบาทการขัดเกลาทางสังคม การสื่อสารอาศัยหลักเทศนาธรรม 4 คือ สันทัสสนา สมาทปนา สมุตเตชนา และสัมปหังสนา เพื่ออธิบายธรรมให้เข้าใจง่ายชี้ประโยชน์ กระตุ้นกำลังใจ และสร้างบรรยากาศเชิงบวก พร้อมส่งเสริมกระบวนการขัดเกลาทางสังคมโดยพัฒนาจิตใจ ปัญญา และพฤติกรรมของประชาชนให้คิดวิเคราะห์ เคารพกติกา และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และ 3. ผลการประเมินประสิทธิผลการสื่อสารการเผยแผ่พระพุทธศาสนาผ่านวิทยุคลื่นสีขาวจังหวัดลำปาง พบว่า ตามหลักเทศนาธรรม 4 ประการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และประสิทธิผลด้านการขัดเกลาทางสังคม โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p>
พัชรีญา ฟองจันตา
พระครูสิริธรรมบัณฑิต (ภาณุวัฒน์ ปฏิภาณเมธี)
ณฤณีย์ ศรีสุข
อนุรักษ์ วงค์เขียว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
96
108
-
บทบาททางการเมืองของสมาชิกในกระบวนการเลือกตั้งกรรมการสหกรณ์การเกษตรอัมพวา จำกัด จังหวัดสมุทรสงคราม
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/284218
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์บทบาททางการเมืองของสมาชิกในกระบวนการเลือกตั้งกรรมการสหกรณ์การเกษตรอัมพวา จำกัด จังหวัดสมุทรสงคราม 2. เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้งกรรมการสหกรณ์การเกษตรอัมพวา จำกัด จังหวัดสมุทรสงคราม และ 3. นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมบทบาททางการเมืองของสมาชิกในกระบวนการเลือกตั้งกรรมการสหกรณ์การเกษตรอัมพวา จำกัด จังหวัดสมุทรสงคราม ผ่านกรอบแนวคิดอิทธิบาทธรรม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ลักษณะของบทบาททางการเมือง ประกอบด้วย 1.1 การตัดสินใจเลือกตั้งด้วยสติและปัญญา 1.2 การมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งด้วยความรู้และกฎหมาย 1.3 การติดตามตรวจสอบการทำงานของกรรมการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล และ 1.4 การรวมกลุ่มเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในสหกรณ์แบบประชาธิปไตย 2. ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนบทบาททางการเมือง คือ 1. วัฒนธรรมการเมืองแบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วย การตระหนักรู้ทางการเมือง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง และความเชื่อมั่นในระบบการเมือง และ 2. หลักธรรมาภิบาล ประกอบด้วย หลักนิติธรรม หลักภาระรับผิดชอบ และหลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วมและหลักการกระจายอำนาจ และหลักประสิทธิผล หลักประสิทธิภาพ หลักการตอบสนองและหลักความเสมอภาค และ 3. แนวทางในการส่งเสริมบทบาททางการเมืองของสมาชิกฯ ผ่านการประยุกต์ใช้อิทธิบาท 4 ประกอบด้วย 1. ฉันทะ ปลูกฝังความตั้งใจจริงในการทำหน้าที่ 2. วิริยะ สร้างความเพียรในการทำงานและทำหน้าที่ 3. จิตตะ สร้างความตระหนักในอำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์ร่วมกัน และ 4. วิมังสา สร้างความเข้าใจและการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการทุจริตและพัฒนาคุณธรรม สรุป บทบาททางการเมืองของสมาชิกเกิดจากวัฒนธรรมการเมืองแบบมีส่วนร่วมและหลักธรรมาภิบาล โดยมีอิทธิบาท 4 เป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีสติ ความเพียร ความตระหนัก และความรอบคอบ เพื่อป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างคุณธรรม</p>
ณรงค์กร ดำรงคดี
โปรดปราน เสริญวงศ์สัตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
109
122
-
การบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนเพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286976
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไปของทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2. ศึกษาปัจจัยการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนเพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3. นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนเพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 25 รูปหรือคน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทั่วไปของทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ภูมิปัญญา แบบแผนพฤติกรรม ผลงานทางวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมทางวัตถุ สังคมหรือชุมชน และกฎเกณฑ์หรือขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งฝังอยู่ในวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และเชื่อมโยงกับศาสนา วัด และกิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด ทำหน้าที่เป็นฐานทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่อย่างชัดเจน 2. ปัจจัยการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน คือ หลักสัปปายะ 4 ได้แก่ อาวาสสัปปายะ อาหารสัปปายะ ธรรมสัปปายะ และปุคคลสัปปายะ ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการจัดการพื้นที่ อาหาร การสื่อสาร และบทบาทของบุคคลในชุมชน โดยเน้นความเหมาะสม ความพอดี และความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน ส่งผลให้การใช้ทุนทางวัฒนธรรมดำเนินไปอย่างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ และเอื้อต่อการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ไม่กระทบต่อบริบทดั้งเดิมของพื้นที่ และ 3. รูปแบบการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนเพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพสามารถสังเคราะห์เป็น 4 Well ได้แก่ กินดี อยู่ดี ออกกำลังกายดี และแบ่งปันสิ่งดี ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมการท่องเที่ยวกับวิถีชีวิตของชุมชน โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยวควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ของพื้นที่ และนำไปสู่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพอย่างยั่งยืน</p>
วิสิษฐ์ สมบูรณ์
ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
123
135
-
ประสบการณ์การยอมรับความตายของคนวัยทำงานที่วางแผนการดูแลล่วงหน้า
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287912
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและตีความประสบการณ์การยอมรับความตายของคนวัยทำงานที่ได้ดำเนินการวางแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning: ACP) ดำเนินการศึกษาผ่านการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (IPA) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญวัยทำงานที่มีประสบการณ์ตรง เพื่อเจาะลึกและทำความเข้าใจความหมายเชิงอัตวิสัยตามบริบทชีวิตของบุคคล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า จุดเปลี่ยนสำคัญมักเกิดจากการเผชิญวิกฤตความไม่แน่นอนของชีวิต นำไปสู่หลักการยอมรับความตายแบบเป็นกลาง (Neutral Acceptance) ผู้ให้ข้อมูลตีความว่า การวางแผนคือการเตรียมการผ่านความรักและความรับผิดชอบเพื่อลดภาระครอบครัว แม้ต้องเผชิญความเปราะบางทางอารมณ์และอุปสรรคการสื่อสารกับวัฒนธรรมที่มองความตายเป็นเรื่องต้องห้าม นอกจากนี้ การตระหนักรู้ถึงความตายยังทำหน้าที่เป็นมรณานุสติ ที่ช่วยลดความยึดติด ทำให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติและให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ในปัจจุบันมากขึ้น การตัดสินใจวางแผนดูแลล่วงหน้าในคนวัยทำงานไม่ได้เกิดจากความเสื่อมถอยตามวัย แต่เป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่ใช้ความตายเป็นเครื่องมือค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ (Meaning In Life) การกล้าเผชิญความเปราะบางช่วยจัดลำดับความสำคัญของชีวิตใหม่ และทลายกำแพงการสื่อสารในครอบครัว สรุปได้ว่า การเตรียมรับมือกับความตายช่วยเปลี่ยนความวิตกกังวลให้กลายเป็นความสงบใจ ข้อค้นพบนี้มีนัยต่อการพัฒนากระบวนการให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนโยบายส่งเสริมสุขภาวะ เพื่อสนับสนุนคนวัยทำงานและครอบครัวให้ก้าวข้ามกำแพงความเชื่อ นำไปสู่การสื่อสารอย่างเปิดใจและการตายดีร่วมกันอย่างแท้จริง</p>
สิริยุพิน คำแดง
ภูริเดช พาหุยุทธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
136
150
-
สถานภาพความรู้และการวิเคราะห์ระยะกำเนิดของพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาในประเทศไทย: การศึกษาผ่านแนวคิดวงจรชีวิต
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287144
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ทบทวนสถานภาพความรู้ด้านการศึกษาพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาในประเทศไทยโดยใช้แนวคิดวงจรชีวิตเป็นกรอบการจัดหมวดหมู่งานวิจัย และ 2. วิเคราะห์รูปแบบระยะกำเนิดและการกระจายตัวของพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาจากฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ส่วนที่ 1 งานวิจัยด้านพิพิธภัณฑ์ 266 เรื่องในฐานข้อมูลระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทยและแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในช่วง พ.ศ. 2523-2563 โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงผ่านการคัดกรองด้วยคำสำคัญและเกณฑ์การคัดเข้า 3 เกณฑ์ ได้กลุ่มตัวอย่าง 15 เรื่อง และส่วนที่ 2 พิพิธภัณฑ์ 1,583 แห่งในฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ไทย คัดกรองจากคำสำคัญ คำว่า “ชาติพันธุ์” ในขอบเขตเนื้อหา ได้กลุ่มตัวอย่าง 147 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบตรวจสอบรายการสำหรับจำแนกงานวิจัยตามระยะวงจรชีวิต และแบบบันทึกข้อมูลสำหรับรวบรวมข้อมูลพิพิธภัณฑ์ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การสืบค้นจากฐานข้อมูลทั้งสองแหล่ง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ร่วมกับสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่และค่าร้อยละ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สถานภาพความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาในประเทศไทยยังไม่สมดุลตามระยะวงจรชีวิต งานวิจัยส่วนใหญ่กระจุกตัวในระยะกำเนิด (ร้อยละ 40.00) ซึ่งศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบที่ขับเคลื่อนโดยนโยบายรัฐ และระยะการอนุรักษ์ (ร้อยละ 33.33) ซึ่งศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชน ขณะที่ระยะความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นระยะที่พิพิธภัณฑ์ต้องการความเข้าใจมากที่สุดเพื่อการดำรงอยู่มีงานวิจัยเพียงร้อยละ 6.67 ซึ่งเป็นช่องว่างความรู้ที่สำคัญที่สุดที่พบ ส่วนรูปแบบระยะกำเนิดของพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ไทย 147 แห่งพบว่ามีการก่อตั้งต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2508 โดยแบ่งเป็น 4 ช่วงที่มีองค์กรบริหารนำต่างกัน ได้แก่ รัฐและสถาบันการศึกษานำในช่วงต้น วัดนำในช่วงเติบโต ชุมชนนำในช่วงความนิยมสูงสุด และบุคคลเอกชนเพิ่มขึ้นในช่วงคงตัว สำหรับการกระจายตัวพบว่าชุมชนและวัดเป็นองค์กรบริหารหลักรวมร้อยละ 56.42 ภาคเหนือมีพิพิธภัณฑ์มากที่สุด 56 แห่ง (ร้อยละ 38.10) และกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำมีพิพิธภัณฑ์มากที่สุด คือ 24 แห่ง (ร้อยละ 16.33)</p>
พิสุทธิลักษณ์ บุญโต
รอสส์ คิง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
9 2
151
166
-
การพัฒนางานสาธารณสงเคราะห์ของวัดในอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286505
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการพัฒนางานสาธารณสงเคราะห์ของวัดในอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี 2. เปรียบเทียบการพัฒนางานสาธารณสงเคราะห์ของวัดในอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. ศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะต่อการพัฒนางานสาธารณสงเคราะห์ของวัดในอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี มีระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลภาคสนามจากประชาชนในพื้นที่ของอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี จำนวน 390 คน วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิจัยเชิงคุณภาพมีการวิเคราะห์เอกสาร และใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลภาคสนามจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคนและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการพัฒนางานสาธารณสงเคราะห์ของวัดในอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการช่วยเหลือเกื้อกูลกิจการของผู้อื่นเพื่อสาธารณประโยชน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในระดับมาก รองลงมาคือ ด้านการเกื้อกูลประชาชนหรือสรรพสัตว์ ส่วนด้านการดำเนินกิจการเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลมีค่าเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ในระดับปานกลาง 2. ผลการเปรียบเทียบตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ การศึกษา และรายได้แตกต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันส่วนประชาชนที่มีอายุและอาชีพแตกต่างกัน มีระดับการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3. ปัญหาและอุปสรรคสำคัญ คือ พระสงฆ์และวัดยังขาดการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแนะนำสั่งสอนให้พุทธศาสนิกชนประพฤติดีตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ส่วนข้อเสนอแนะเห็นควรให้พระสงฆ์และวัดสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการประสานงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างบูรณาการ</p>
พระสมุห์กิตติณัฏฐ์ สุเมโธ
พระครูวิสุทธานันทคุณ (สุรศักดิ์ วิสุทฺธาจาโร)
พระครูภัทรสารสุนทร (สุรพล อาสโภ)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-27
2026-04-27
9 2
167
178
-
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดชัยภูมิ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287416
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดชัยภูมิ 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งเสริมการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดชัยภูมิ และ 3. การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดชัยภูมิ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 9 รูปหรือคน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชน 1.1 จุดแข็ง เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน เข้มแข็งและสามัคคี โครงสร้างบริหารชัดเจน มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ 1.2 จุดอ่อน ขีดความสามารถด้านการบริหาร/การตลาดยังจำกัด การพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ยังไม่ต่อเนื่อง 1.3 โอกาส ขยายตลาดผ่านออนไลน์และช่องทางใหม่ ๆ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการพัฒนาและแปรรูป สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชน และ 1.4 สิ่งคุกคาม มีการแข่งขันทางการตลาดสูง ความผันผวนทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยี 2. ปัจจัยที่ส่งเสริมการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชน พบว่า 6 ประการ ได้แก่ 2.1 ด้านบุคลากรและผู้นำ มีภาวะผู้นำเข้มแข็ง สร้างแรงจูงใจและความสามัคคี 2.2 ด้านโครงสร้างการบริหาร ระบบงานชัดเจน บัญชีโปร่งใสมีการวางแผนและติดตามผล 2.3 ด้านการตลาดและผลิตภัณฑ์ เน้นคุณภาพ พัฒนาแบรนด์ บรรจุภัณฑ์ และช่องทางขาย 2.4 ด้านการสนับสนุนภายนอก เข้าถึงแหล่งทุน องค์ความรู้ และหน่วยงานช่วยเหลือ 2.5 ด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น นำอัตลักษณ์ชุมชนมาสร้างมูลค่าสินค้า และ 2.6 ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ใช้สื่อออนไลน์ เช่น Facebook LINE TikTok เพิ่มโอกาสทางการตลาด และ 3. การบูรณาการหลักปาปณิกธรรมในการบริหารวิสาหกิจชุมชนสามารถอธิบายได้ดังนี้ 3.1 จักขุมา คือ ผู้นำมีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล วางแผนพัฒนากลุ่มได้เหมาะสม 3.2 วิธูโร คือ มีความรู้ ความสามารถในการบริหาร จัดการงานอย่างเป็นระบบ โปร่งใส 3.3 นิสสยสัมปันโน คือ มีมนุษยสัมพันธ์ดี สร้างเครือข่ายและความร่วมมือ เกิดความไว้วางใจในกลุ่ม</p>
ปรธภร ปุระกัน
ประเสริฐ ธิลาว
พระครูสุธีกิตติบัณฑิต (กฤษฎา กิตฺติโสภโณ)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-27
2026-04-27
9 2
179
190
-
การบริหารจัดการงานสาธารณูปการของวัดในตำบลสร้อยฟ้า-ชำแระ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286499
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของวัดในตำบลสร้อยฟ้า-ชำแระ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี 2. เปรียบเทียบการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของวัดในตำบลสร้อยฟ้า-ชำแระ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. ศึกษาปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของวัดในตำบลสร้อยฟ้า-ชำแระ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี มีระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลภาคสนามจากประชาชนในพื้นที่ของวัดในตำบลสร้อยฟ้า-ชำแระ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จำนวน 358 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลภาคสนามจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของวัดในตำบลสร้อยฟ้า-ชำแระ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการพัฒนาวัดมีค่าเฉลี่ยสูงสุดในระดับมาก รองลงมาคือด้านการดูแลรักษาและจัดการศาสนาสมบัติของวัด ส่วนด้านการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2. การเปรียบเทียบตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษาสามัญ อาชีพ และรายได้ พบว่า ประชาชนที่มีปัจจัยต่างกันมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ และ 3. ปัญหาและอุปสรรคสำคัญ คือ วัดยังขาดระบบกำจัดสิ่งปฏิกูลที่มีประสิทธิภาพและการจัดทำบัญชีทะเบียนทรัพย์สินที่ครบถ้วน ส่วนข้อเสนอแนะเห็นควรให้วัดพัฒนาระบบกำจัดสิ่งปฏิกูลให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย พร้อมทั้งจัดทำบัญชีทะเบียนทรัพย์สินด้านสาธารณูปการให้ถูกต้อง สมบูรณ์ และครอบคลุมทั้งระบบ เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการศาสนาสมบัติในระยะยาวต่อไป</p>
พระปลัดวิทยา อภิวณฺโณ
พระครูวิสุทธานันทคุณ (สุรศักดิ์ วิสุทฺธาจาโร)
พระราชสมุทรวชิรโสภณ (โสภณ ธมฺมโสภโณ)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-27
2026-04-27
9 2
191
202
-
นวัตกรรมการพัฒนากระบวนการย้อมสีพันธุ์ไม้ท้องถิ่นผ้าไหมพื้นเมืองโคราชอย่างครบวงจร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288212
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาวิธีการสกัดสีพันธุ์ไม้ท้องถิ่นผ้าไหมพื้นเมืองโคราชอย่างครบวงจร 2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมย้อมสีพันธุ์ไม้ท้องถิ่นพื้นเมืองโคราชอย่างครบวงจร และ 3. ยกระดับนวัตกรรมการพัฒนากระบวนการย้อมสีพันธุ์ไม้ท้องถิ่นผ้าไหมพื้นเมืองโคราชอย่างครบวงจร โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเลือกแบบเจาะจงได้แก่ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนนักวิชาการสิ่งทอ ประธานผู้ประกอบการไหม และผู้แทนผู้ประกอบการไหม จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. วิธีการสกัดสีพันธุ์ไม้ท้องถิ่นผ้าไหมพื้นเมืองโคราชอย่างครบวงจร เริ่มจากการคัดเลือกวัตถุดิบ การเตรียมพืช เส้นไหม การสกัดน้ำสี การย้อม การใช้สารยึดสี การล้างและตากแห้ง ทำให้ได้ผ้าไหมที่มีสีสันงดงามเป็นเอกลักษณ์สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรม 2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมย้อมสีพันธุ์ไม้ท้องถิ่นพื้นเมืองโคราชอย่างครบวงจร เป็นกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผ้าไหมเชื่อมโยงการคัดเลือกวัตถุดิบธรรมชาติ การสกัดสีและย้อมเส้นไหมอย่างได้มาตรฐาน การออกแบบลวดลายการทอให้มีเอกลักษณ์ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ เช่น ผ้าพันคอ เสื้อผ้า และของที่ระลึก พร้อมพัฒนาบรรจุภัณฑ์สร้างแบรนด์การตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และการจัดการผลิตตามมาตรฐานชุมชนเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 3. การยกระดับนวัตกรรมการพัฒนากระบวนการย้อมสีพันธุ์ไม้ท้องถิ่นผ้าไหมพื้นเมืองโคราชอย่างครบวงจร เป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับองค์ความรู้ทางวิชาการผ่านกิจกรรมอย่างเป็นระบบเริ่มจากการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) การให้คำปรึกษาเชิงลึก การจัดทำฐานข้อมูลองค์ความรู้ การอบรม สัมมนาเพื่อพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ และจัดทำคู่มือแนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับการขอรับรองมาตรฐาน</p>
เบญญาภา อัจฉฤกษ์
ชุติพนธ์ วงษ์อมรวิทย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-28
2026-04-28
9 2
203
218