วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir <p><strong> วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์</strong> เลขมาตรฐานสากล ISSN: 2773-9910 (Print)<strong> </strong>ISSN 2774-0846 (Online) เป็นวารสารที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วย พระพุทธศาสนา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ การจัดการ และสหวิทยาการอื่นๆที่นำเสนอองค์ความรู้เชิงนวัตกรรม เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> หลักสูตรบัณฑิตศึกษา ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย th-TH วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ 2773-9910 <p>เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์&nbsp; ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความให้แก่วารสารฯ&nbsp; พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ภาพหรือตารางหรือเนื้อหาอื่นๆ ของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเบื้องต้น ทางวารสารจะถอดบทความของท่านออกโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น</p> <p>&nbsp;</p> การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนครปฐม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286370 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไปของการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนครปฐม 2. ศึกษากระบวนการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนครปฐม และ 3. นำเสนอการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 คน แบบเจาะจง ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทั่วไปของการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ มุ่งเน้นกระบวนการตัดสินใจรวมกลุ่มเกิดขึ้นจากทุนทางสังคมในพื้นที่ โดยมีผู้นำและความไว้วางใจเป็นตัวเชื่อมประสาน ร่วมกับแรงสนับสนุนจากภาครัฐ ยึดวิถีชีวิตและความมั่นคงของชุมชนเป็นสำคัญ 2. กระบวนการพัฒนาเครือข่าย มีการวางแผนและปฏิบัติงานเน้นการบูรณาการนโยบายรัฐเข้ากับบริบทพื้นที่ การตรวจสอบเน้นการยกระดับศักยภาพองค์กรเพื่อลดการพึ่งพางบประมาณภายนอกและสร้างความยั่งยืนผ่านกลไกการสื่อสารที่ยืดหยุ่น และ 3. การพัฒนาเครือข่ายความ มีการก่อรูปเครือข่ายเกิดจากแรงผลักดันด้านต้นทุนและนโยบายรัฐใช้ประโยชน์มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ การธำรงรักษาเน้นการพัฒนาทุนมนุษย์ขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาชีพของชุมชนให้ยั่งยืนอย่างแท้จริง</p> กรกต ชาบัณฑิต พัทธนัญพร พิพิธวรโภคิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 1 10 บทบาทเชิงกลยุทธ์ของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในการบริหารความหลากหลายระหว่างรุ่นในองค์กรภาครัฐจังหวัดสงขลา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286989 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการรับรู้และความเข้าใจของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ต่อความหลากหลายระหว่างรุ่นในองค์กรภาครัฐจังหวัดสงขลา 2. วิเคราะห์บทบาทเชิงกลยุทธ์ของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในการกำหนดทิศทางและกรอบนโยบายด้านการบริหารความหลากหลายระหว่างรุ่น และ 3. สำรวจแนวปฏิบัติ กลไก และเครื่องมือ<br />ที่ใช้ในการจัดการความหลากหลายระหว่างรุ่นในระดับการปฏิบัติงาน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 12 คน วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแบบธีม และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์รับรู้ความแตกต่างระหว่างรุ่นในด้านค่านิยม รูปแบบการสื่อสาร และความคาดหวังในอาชีพ โดยความเข้าใจส่วนใหญ่เกิดจากประสบการณ์มากกว่ากรอบทฤษฎี 2. บทบาทเชิงกลยุทธ์ของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ยังถูกจำกัดด้วยโครงสร้างระบบราชการ ทำให้มีบทบาทเด่นในระดับปฏิบัติการมากกว่าการกำหนดนโยบาย และ 3. การจัดการความหลากหลายระหว่างรุ่นดำเนินผ่านกลไกไม่เป็นทางการและการปรับใช้เครื่องมือที่มีอยู่ มากกว่าการกำหนดเป็นนโยบายเฉพาะด้าน ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารความหลากหลายระหว่างรุ่นในองค์กรภาครัฐขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นขององค์กรและการสนับสนุนเชิงโครงสร้าง เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรุ่นอย่างยั่งยืน</p> นันท์นภัส ทรงเดชะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 11 25 การศึกษาเปรียบเทียบการถือกรรมสิทธิ์และการครอบครองทรัพย์ ตามพระวินัยบัญญัติและการถือกรรมสิทธิ์และการครอบครองทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของพระภิกษุ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287024 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และการครอบครองทรัพย์ตามพระวินัยบัญญัติและกฎหมายแพ่ง 2. ศึกษาการถือกรรมสิทธิ์และการครอบครองทรัพย์ของพระภิกษุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยและกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ เมียนมาและศรีลังกา 3. เปรียบเทียบการถือกรรมสิทธิ์และการครอบครองทรัพย์ตามพระวินัยบัญญัติกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บังคับใช้แก่พระภิกษุ และ 4. เสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมกับหลักการถือกรรมสิทธิ์และการครอบครองทรัพย์ของพระภิกษุ วิธีดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิจัยเอกสาร ศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำพิพากษาศาลฎีกา กฎหมายต่างประเทศ และเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาวิเคราะห์ และการเปรียบเทียบเชิงลึก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. พระวินัยบัญญัติห้ามพระภิกษุครอบครองและทำธุรกรรมเกี่ยวกับเงินและทรัพย์สินส่วนตัวอย่างเด็ดขาด โดยอาศัยหลักนิสสัคคิยปาจิตตีย์เป็นกลไกควบคุม ทรัพย์สินจำแนกเป็นปุคคลิกทรัพย์และสังฆทรัพย์ มุ่งสนับสนุนการปฏิบัติธรรมและความบริสุทธิ์ของสมณเพศ 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1622–1624 กำหนดให้พระภิกษุมีสิทธิในทรัพย์สินเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ต่างจากกฎหมายเมียนมาที่มี Burmese Buddhist Law และกฎหมายศรีลังกาที่มี Buddhist Temporalities Ordinance รองรับโดยเฉพาะ 3. การเปรียบเทียบพบช่องว่างสำคัญระหว่างพระธรรมวินัยกับกฎหมายของรัฐ โดยเฉพาะในประเด็นมรดก การสินสมรส และนิติกรรมที่ขัดต่อพระวินัยแต่ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และ 4. จากการวิเคราะห์ช่องว่างระหว่างพระธรรมวินัยและกฎหมายแพ่ง พบว่าควรปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะมาตรา 1622–1624 ให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย กล่าวคือ (ก) กำหนดให้ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาขณะอยู่ในสมณเพศเป็นทรัพย์สินทางศาสนาโดยสันนิษฐาน (ข) กำหนดให้นิติกรรมที่ขัดต่อพระวินัยตกเป็นโมฆะสมบูรณ์ และ (ค) จัดตั้งระเบียบกลางภายใต้การกำกับดูแลของมหาเถรสมาคมเพื่อตรวจสอบการจัดการทรัพย์สินของพระภิกษุอย่างโปร่งใส</p> พระครูปลัดบุญยัง ทุลฺลโภ (สุนทรวิภาต) วรพรรณ จันทรากุลศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 26 38 อิทธิพลการสื่อสารที่มีต่อประชาชนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286845 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาอิทธิพลการสื่อสารที่มีต่อประชาชนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม และ 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่ออิทธิพลการสื่อสารที่มีต่อประชาชนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นการวิจัยแบบเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 176,521 คน กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 381 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากสูตรคำนวณของทาโร ยามาเน่ เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ t-test (Independent Samples) และ F-test (One-way ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. อิทธิพลการสื่อสารที่มีต่อประชาชนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.82) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านองค์กรทางการเมืองหรือผู้ส่งสาร อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.97) รองลงมาคือ ด้านสาร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.84) ด้านสื่อ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.81) และด้านประชาชนหรือผู้รับสาร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.67) ตามลำดับ และ 2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่ออิทธิพลการสื่อสารที่มีต่อประชาชนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยรวมและรายด้าน จำแนกตามเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และอาชีพที่แตกต่างกัน พบว่า ความคิดเห็นต่ออิทธิพลการสื่อสารที่มีต่อประชาชนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ไม่แตกต่างกัน (p &gt; .05)</p> เมลิสา มหาพล ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ ทัศนันท์ อาสาสุข สมภพ ศรีสัมพันธ์ มณี ชินวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 39 52 การประยุกต์ใช้การบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287262 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการประยุกต์ใช้การบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อมของวิสาหกิจชุมชน 2. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรและการลดของเสีย กับความยั่งยืนของชุมชน และ 3. เสนอแนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สมาชิกวิสาหกิจชุมชน จำนวน 80 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน ได้แก่ ผู้นำและสมาชิกวิสาหกิจชุมชน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การประยุกต์ใช้การบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับมาก โดยมีบทบาทสำคัญในการควบคุมต้นทุน ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การจัดการทรัพยากรและการลดของเสียมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความยั่งยืนของชุมชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพสอดคล้องกับข้อมูลเชิงปริมาณ โดยสะท้อนว่าวิสาหกิจชุมชนยังขาดความรู้และระบบในการจัดการต้นทุนสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม แต่เริ่มมีการปรับตัวในการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์และลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต ในส่วนของแนวทางเชิงนโยบาย พบว่าควรมีการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาระบบบัญชีที่เรียบง่ายและเหมาะสมกับบริบทของชุมชน ตลอดจนการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p> ศิริพร อำนวย ปิยฉัตร ทองแพง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 53 67 การรับรู้ของประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287229 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักจักร 4 กับการรับรู้ของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ 3. นำเสนอการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยการประยุกต์ตามหลักจักร 4 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 366 คน โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการรับรู้ของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.17, S.D. = 0.80) 2. หลักจักร 4 มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการรับรู้ของประชาชนในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = 0.776) และ 3. แนวทางการประยุกต์หลักจักร 4 เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พบว่า สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยประกอบด้วย การพัฒนาชุมชนให้เหมาะสมการสร้างเครือข่ายบุคคลที่มีคุณธรรม การวางตนอย่างเป็นธรรมและเป็นกลางและการส่งเสริมการสั่งสมความดีในชุมชน ซึ่งส่งผลต่อความไว้วางใจ ความร่วมมือ และความสงบสุขในสังคมอย่างยั่งยืน</p> คุณาพร อั้งโสภณ วัชรินทร์ ชาญศิลป์ อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 68 81 การส่งเสริมสมานฉันท์เพื่อเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขผู้ด้อยโอกาสในชุมชนตำบลบางแม่นาง จังหวัดนนทบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286596 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สำรวจฐานข้อมูลผู้ด้อยโอกาส 2. ส่งเสริมกิจกรรมเครือข่ายในชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ด้อยโอกาส และ 3. ประเมินคุณภาพชีวิตและกิจกรรมส่งเสริมความสมานฉันท์ผู้ด้อยโอกาส ในพื้นที่ตำบลบางแม่นาง จังหวัดนนทบุรี ใช้ระเบียบการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ผู้ด้อยโอกาสจาก 11 หมู่บ้าน จำนวน 55 คน และกลุ่มที่ 2 ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ด้อยโอกาส จำนวน 18 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนตำบลบางแม่นาง จำนวน 395 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ฐานข้อมูลผู้ด้อยโอกาส ประกอบด้วย ความด้อยโอกาส ด้านรายได้เฉลี่ยไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ด้านที่พักอาศัย ต้องการซ่อมแซมบ้าน ด้านการเข้าถึงสิทธิผู้พิการอย่างเป็นธรรม ด้านอาชีพไม่มั่นคง และด้านความช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน 2. กิจกรรมเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในตำบลบางแม่นาง ได้แก่ กิจกรรมการเยี่ยมบ้าน โดย อสม. อบต. พม. กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ช่วยเหลือด้านปัจจัยพื้นฐาน กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน โดยเพื่อนบ้านใกล้เคียงในการเดินทางไปหาหมอ ด้านการปรับปรุงที่อยู่อาศัย และกิจกรรมตามประเพณีและศาสนา โดยเครือข่ายหลายภาคส่วน ในการช่วยเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข เสริมสมานฉันท์ และลดความโดดเดี่ยวของผู้ด้อยโอกาสอย่างเป็นรูปธรรม และ 3. การประเมินคุณภาพชีวิตและกิจกรรมความสมานฉันท์จากเครือข่ายในพื้นที่และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ในพื้นที่ตำบลบางแม่นาง จังหวัดนนทบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับความคิดเห็นดังนี้ ด้านการทำงานของเครือข่ายในพื้นที่ รองลงมาคือ ด้านคุณภาพชีวิตพื้นฐาน ด้านความต่อเนื่องของกิจกรรม ด้านความมั่นคงทางจิตใจและสังคม และน้อยที่สุด ด้านความเสมอภาคในการเข้าถึงความช่วยเหลือ ตามลำดับ</p> กาญจนา ดำจุติ รัฐพล เย็นใจมา ยุทธนา ปราณีต เติมศักดิ์ ทองอินทร์ สวัสดิ์ จิรัฏฐิติกาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 82 95 พุทธวิธีพัฒนาการสื่อสารของพระสงฆ์นักเผยแผ่เพื่อการขัดเกลาทางสังคมผ่านสื่อสถานีวิทยุเครือข่ายคลื่นสีขาวเพื่อชาวประชาจังหวัดลำปาง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286863 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหาและความจำเป็นการสื่อสารของพระสงฆ์นักเผยแผ่ 2. พัฒนาการสื่อสารการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์นักเผยแผ่ และ 3. ประเมินประสิทธิผลการสื่อสารการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์นักเผยแผ่โดยพุทธวิธีเพื่อการขัดเกลาทางสังคมผ่านสื่อสถานีวิทยุเครือข่ายคลื่นสีขาวเพื่อชาวประชาจังหวัดลำปาง ใช้โดยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและแนวทางการพัฒนาวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 รูปและแบบสอบถามในการประเมินผล และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. พระสงฆ์นักเผยแผ่จังหวัดลำปางได้พัฒนาการสื่อสารผ่านสถานีวิทยุฯ โดยผสมผสานพุทธวิธีดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้ธรรมะเข้าถึงประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญ เช่น ทักษะสื่อสารและการใช้สื่อดิจิทัลยังจำกัด รวมถึงปัญหาอุปกรณ์และงบประมาณที่ไม่พร้อม ทำให้การเผยแผ่ขาดความต่อเนื่อง 2. พุทธวิธีและบทบาทการขัดเกลาทางสังคม การสื่อสารอาศัยหลักเทศนาธรรม 4 คือ สันทัสสนา สมาทปนา สมุตเตชนา และสัมปหังสนา เพื่ออธิบายธรรมให้เข้าใจง่ายชี้ประโยชน์ กระตุ้นกำลังใจ และสร้างบรรยากาศเชิงบวก พร้อมส่งเสริมกระบวนการขัดเกลาทางสังคมโดยพัฒนาจิตใจ ปัญญา และพฤติกรรมของประชาชนให้คิดวิเคราะห์ เคารพกติกา และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และ 3. ผลการประเมินประสิทธิผลการสื่อสารการเผยแผ่พระพุทธศาสนาผ่านวิทยุคลื่นสีขาวจังหวัดลำปาง พบว่า ตามหลักเทศนาธรรม 4 ประการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และประสิทธิผลด้านการขัดเกลาทางสังคม โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> พัชรีญา ฟองจันตา พระครูสิริธรรมบัณฑิต (ภาณุวัฒน์ ปฏิภาณเมธี) ณฤณีย์ ศรีสุข อนุรักษ์ วงค์เขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 96 108 บทบาททางการเมืองของสมาชิกในกระบวนการเลือกตั้งกรรมการสหกรณ์การเกษตรอัมพวา จำกัด จังหวัดสมุทรสงคราม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/284218 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์บทบาททางการเมืองของสมาชิกในกระบวนการเลือกตั้งกรรมการสหกรณ์การเกษตรอัมพวา จำกัด จังหวัดสมุทรสงคราม 2. เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้งกรรมการสหกรณ์การเกษตรอัมพวา จำกัด จังหวัดสมุทรสงคราม และ 3. นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมบทบาททางการเมืองของสมาชิกในกระบวนการเลือกตั้งกรรมการสหกรณ์การเกษตรอัมพวา จำกัด จังหวัดสมุทรสงคราม ผ่านกรอบแนวคิดอิทธิบาทธรรม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ลักษณะของบทบาททางการเมือง ประกอบด้วย 1.1 การตัดสินใจเลือกตั้งด้วยสติและปัญญา 1.2 การมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งด้วยความรู้และกฎหมาย 1.3 การติดตามตรวจสอบการทำงานของกรรมการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล และ 1.4 การรวมกลุ่มเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในสหกรณ์แบบประชาธิปไตย 2. ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนบทบาททางการเมือง คือ 1. วัฒนธรรมการเมืองแบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วย การตระหนักรู้ทางการเมือง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง และความเชื่อมั่นในระบบการเมือง และ 2. หลักธรรมาภิบาล ประกอบด้วย หลักนิติธรรม หลักภาระรับผิดชอบ และหลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วมและหลักการกระจายอำนาจ และหลักประสิทธิผล หลักประสิทธิภาพ หลักการตอบสนองและหลักความเสมอภาค และ 3. แนวทางในการส่งเสริมบทบาททางการเมืองของสมาชิกฯ ผ่านการประยุกต์ใช้อิทธิบาท 4 ประกอบด้วย 1. ฉันทะ ปลูกฝังความตั้งใจจริงในการทำหน้าที่ 2. วิริยะ สร้างความเพียรในการทำงานและทำหน้าที่ 3. จิตตะ สร้างความตระหนักในอำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์ร่วมกัน และ 4. วิมังสา สร้างความเข้าใจและการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการทุจริตและพัฒนาคุณธรรม สรุป บทบาททางการเมืองของสมาชิกเกิดจากวัฒนธรรมการเมืองแบบมีส่วนร่วมและหลักธรรมาภิบาล โดยมีอิทธิบาท 4 เป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีสติ ความเพียร ความตระหนัก และความรอบคอบ เพื่อป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างคุณธรรม</p> ณรงค์กร ดำรงคดี โปรดปราน เสริญวงศ์สัตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 109 122 การบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนเพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286976 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไปของทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2. ศึกษาปัจจัยการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนเพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3. นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนเพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 25 รูปหรือคน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทั่วไปของทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ภูมิปัญญา แบบแผนพฤติกรรม ผลงานทางวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมทางวัตถุ สังคมหรือชุมชน และกฎเกณฑ์หรือขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งฝังอยู่ในวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และเชื่อมโยงกับศาสนา วัด และกิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด ทำหน้าที่เป็นฐานทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่อย่างชัดเจน 2. ปัจจัยการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน คือ หลักสัปปายะ 4 ได้แก่ อาวาสสัปปายะ อาหารสัปปายะ ธรรมสัปปายะ และปุคคลสัปปายะ ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการจัดการพื้นที่ อาหาร การสื่อสาร และบทบาทของบุคคลในชุมชน โดยเน้นความเหมาะสม ความพอดี และความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน ส่งผลให้การใช้ทุนทางวัฒนธรรมดำเนินไปอย่างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ และเอื้อต่อการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ไม่กระทบต่อบริบทดั้งเดิมของพื้นที่ และ 3. รูปแบบการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนเพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพสามารถสังเคราะห์เป็น 4 Well ได้แก่ กินดี อยู่ดี ออกกำลังกายดี และแบ่งปันสิ่งดี ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมการท่องเที่ยวกับวิถีชีวิตของชุมชน โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยวควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ของพื้นที่ และนำไปสู่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพอย่างยั่งยืน</p> วิสิษฐ์ สมบูรณ์ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 123 135 ประสบการณ์การยอมรับความตายของคนวัยทำงานที่วางแผนการดูแลล่วงหน้า https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287912 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและตีความประสบการณ์การยอมรับความตายของคนวัยทำงานที่ได้ดำเนินการวางแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning: ACP) ดำเนินการศึกษาผ่านการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (IPA) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญวัยทำงานที่มีประสบการณ์ตรง เพื่อเจาะลึกและทำความเข้าใจความหมายเชิงอัตวิสัยตามบริบทชีวิตของบุคคล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า จุดเปลี่ยนสำคัญมักเกิดจากการเผชิญวิกฤตความไม่แน่นอนของชีวิต นำไปสู่หลักการยอมรับความตายแบบเป็นกลาง (Neutral Acceptance) ผู้ให้ข้อมูลตีความว่า การวางแผนคือการเตรียมการผ่านความรักและความรับผิดชอบเพื่อลดภาระครอบครัว แม้ต้องเผชิญความเปราะบางทางอารมณ์และอุปสรรคการสื่อสารกับวัฒนธรรมที่มองความตายเป็นเรื่องต้องห้าม นอกจากนี้ การตระหนักรู้ถึงความตายยังทำหน้าที่เป็นมรณานุสติ ที่ช่วยลดความยึดติด ทำให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติและให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ในปัจจุบันมากขึ้น การตัดสินใจวางแผนดูแลล่วงหน้าในคนวัยทำงานไม่ได้เกิดจากความเสื่อมถอยตามวัย แต่เป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่ใช้ความตายเป็นเครื่องมือค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ (Meaning In Life) การกล้าเผชิญความเปราะบางช่วยจัดลำดับความสำคัญของชีวิตใหม่ และทลายกำแพงการสื่อสารในครอบครัว สรุปได้ว่า การเตรียมรับมือกับความตายช่วยเปลี่ยนความวิตกกังวลให้กลายเป็นความสงบใจ ข้อค้นพบนี้มีนัยต่อการพัฒนากระบวนการให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนโยบายส่งเสริมสุขภาวะ เพื่อสนับสนุนคนวัยทำงานและครอบครัวให้ก้าวข้ามกำแพงความเชื่อ นำไปสู่การสื่อสารอย่างเปิดใจและการตายดีร่วมกันอย่างแท้จริง</p> สิริยุพิน คำแดง ภูริเดช พาหุยุทธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 136 150 สถานภาพความรู้และการวิเคราะห์ระยะกำเนิดของพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาในประเทศไทย: การศึกษาผ่านแนวคิดวงจรชีวิต https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287144 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ทบทวนสถานภาพความรู้ด้านการศึกษาพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาในประเทศไทยโดยใช้แนวคิดวงจรชีวิตเป็นกรอบการจัดหมวดหมู่งานวิจัย และ 2. วิเคราะห์รูปแบบระยะกำเนิดและการกระจายตัวของพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาจากฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ส่วนที่ 1 งานวิจัยด้านพิพิธภัณฑ์ 266 เรื่องในฐานข้อมูลระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทยและแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในช่วง พ.ศ. 2523-2563 โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงผ่านการคัดกรองด้วยคำสำคัญและเกณฑ์การคัดเข้า 3 เกณฑ์ ได้กลุ่มตัวอย่าง 15 เรื่อง และส่วนที่ 2 พิพิธภัณฑ์ 1,583 แห่งในฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ไทย คัดกรองจากคำสำคัญ คำว่า “ชาติพันธุ์” ในขอบเขตเนื้อหา ได้กลุ่มตัวอย่าง 147 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบตรวจสอบรายการสำหรับจำแนกงานวิจัยตามระยะวงจรชีวิต และแบบบันทึกข้อมูลสำหรับรวบรวมข้อมูลพิพิธภัณฑ์ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การสืบค้นจากฐานข้อมูลทั้งสองแหล่ง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ร่วมกับสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่และค่าร้อยละ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สถานภาพความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาในประเทศไทยยังไม่สมดุลตามระยะวงจรชีวิต งานวิจัยส่วนใหญ่กระจุกตัวในระยะกำเนิด (ร้อยละ 40.00) ซึ่งศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบที่ขับเคลื่อนโดยนโยบายรัฐ และระยะการอนุรักษ์ (ร้อยละ 33.33) ซึ่งศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชน ขณะที่ระยะความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นระยะที่พิพิธภัณฑ์ต้องการความเข้าใจมากที่สุดเพื่อการดำรงอยู่มีงานวิจัยเพียงร้อยละ 6.67 ซึ่งเป็นช่องว่างความรู้ที่สำคัญที่สุดที่พบ ส่วนรูปแบบระยะกำเนิดของพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ไทย 147 แห่งพบว่ามีการก่อตั้งต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2508 โดยแบ่งเป็น 4 ช่วงที่มีองค์กรบริหารนำต่างกัน ได้แก่ รัฐและสถาบันการศึกษานำในช่วงต้น วัดนำในช่วงเติบโต ชุมชนนำในช่วงความนิยมสูงสุด และบุคคลเอกชนเพิ่มขึ้นในช่วงคงตัว สำหรับการกระจายตัวพบว่าชุมชนและวัดเป็นองค์กรบริหารหลักรวมร้อยละ 56.42 ภาคเหนือมีพิพิธภัณฑ์มากที่สุด 56 แห่ง (ร้อยละ 38.10) และกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำมีพิพิธภัณฑ์มากที่สุด คือ 24 แห่ง (ร้อยละ 16.33)</p> พิสุทธิลักษณ์ บุญโต รอสส์ คิง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 151 166 จริยศาสตร์และจรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พึงประสงค์ในยุคปัจจุบัน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287836 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาจริยศาสตร์และจรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พึงประสงค์ในยุคปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า 1. ตำรวจเป็นหน่วยงานหลัก ๆ ที่มีไว้ปราบปราม สืบสวน ให้ความปลอดภัย ช่วยเหลือแก่ประชาชนในยามเดือดร้อน รวมถึงการคุ้มครองพระราชวงศ์ของประเทศ โดยชอบตามกฎหมาย และจำเป็นจะต้องมีจริยธรรมในใจตาม พร.บ. ของตำรวจ พ.ศ. 2553 ซึ่งเน้นในเรื่องของการรักษาความสัจ การรู้จักข่มใจตนเองการอดทนอดกลั้นและมีจริยธรรมของตำรวจที่ทำตามอำนาจหน้าที่รวมถึงจรรยาบรรณที่รักษาอำนาจให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชนเพื่อความยุติธรรมและความปลอดภัยของทรัพย์สินของประชาชนมีการประพฤติที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนสุขภาพอ่อนน้อมให้เกียรติในการปฏิบัติหน้าที่ต้องอยู่ในสภาพพร้อมไม่เหมาะสม 2. สถานีตำรวจนครบาลคันนายาวมีบทบาทสำคัญในการดูแลความปลอดภัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ การพัฒนาชุมชนภายใต้การกำกับดูแลของสถานีตำรวจคันนายาวเน้นการสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดปัญหาอาชญากรรมและปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน การใช้ระบบสายตรวจชุมชนสัมพันธ์เพื่อลงพื้นที่พูดคุยและรับฟังปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้าน รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนเพื่อป้องกันการเข้าสู่กระบวนการกระทำผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ในการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงร่วมกับอาสาสมัครในชุมชน และ 3.จรรยาบรรณในการบริหารภาครัฐเป็นหลักการที่ช่วยให้ข้าราชการตำรวจสามารถดำเนินงานได้อย่างมีคุณธรรม โปร่งใส และรับผิดชอบต่อประชาชน หลักการสำคัญ ได้แก่ ความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อสังคม ความเป็นกลางทางการเมือง และการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล</p> นิรุชพล โยธามาตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 233 246 ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283846 <p>ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืนในประเทศไทยมักเกี่ยวข้องกับการควบคุมการขออนุญาต เช่น การขาดการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอ ปัญหาการเก็บรักษาและการโอนปืนที่ไม่มีมาตรการที่เข้มงวด การพกพาปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร การขาดการบันทึกข้อมูลสำคัญอย่างหัวกระสุนและปลอกกระสุน และการควบคุมอาวุธปืนประดิษฐ์และสิ่งเทียมอาวุธปืนที่เข้าถึงได้ง่ายผ่านอินเทอร์เน็ต อาวุธปืนมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชญากรรม ทำให้รัฐต้องพิจารณา ควบคุมอาวุธปืนของประชาชน โดยการบัญญัติกฎหมาย ซึ่งการควบคุมอาวุธปืนมีแนวความคิดเห็น เป็น 2 แนวทาง 1. การควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด โดยมีแนวคิดว่าหากประชาชนไม่มีอาวุธปืนแล้วอาชญากรรมย่อมลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไป ดังนั้นจึงควรห้ามประชาชนมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง 2. การควบคุมอาวุธปืนอย่างเสรี โดยแนวทางนี้เห็นว่าการที่จะห้ามประชาชนมีอาวุธปืน เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนมีเพื่อปกป้องตนเองและทรัพย์สิน ยามที่รัฐไม่สามารถให้ ความคุ้มครองประชาชนได้ ดังนั้นจึงสมควรให้ประชาชนมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง จึงจำเป็นที่จะต้องนำแนวความคิดเห็นดังกล่าวมาปรับใช้กับการควบคุมอาวุธปืนของประเทศไทยซึ่งใช้พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 เพื่อให้สามารถควบคุมการใช้อาวุธปืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พระอุดมสิทธินายก (กำพล คุณงฺกโร) ณพฎล ปิยาพจนารถ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 247 260 การอบรมพระนวกะตามหลักไตรสิกขาเพื่อสร้างความมั่นคงแก่พระพุทธศาสนา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286696 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิผลการบริหารจัดการการอบรมพระนวกะตามหลักไตรสิกขา อันประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา โดยใช้การศึกษาวิเคราะห์เอกสารจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ตลอดจนเอกสารและงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการและการศึกษาเชิงพุทธ ผลการศึกษาพบว่า 1. หลักไตรสิกขา คือ หลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา เป็นการปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยการฝึกอบรมจิตจนเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงจนบรรลุธรรม เป็นกรอบแนวคิดสำคัญที่สามารถนำมาบูรณาการกับกระบวนการบริหารจัดการการอบรมพระนวกะได้อย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ศีลเป็นฐานของการจัดระเบียบวินัยและพฤติกรรม สมาธิเป็นกระบวนการพัฒนาจิตใจให้มีความตั้งมั่นและพร้อมต่อการเรียนรู้ และปัญญาเป็นเป้าหมายสูงสุดของการอบรมที่มุ่งให้เกิดความรู้ความเข้าใจตามความเป็นจริง 2. การบริหารจัดการการอบรมพระนวกะที่ยึดหลักไตรสิกขาอย่างครบถ้วน ย่อมส่งผลให้การอบรมมีประสิทธิผลทั้งในด้านคุณภาพของผู้รับการอบรมและการธำรงพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน การอบรมพระนวกะนับเป็นกระบวนการพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่งต่อการธำรงรักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนาเพราะเป็นการสร้างศาสนทายาทเพื่อดำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้อยู่ได้ยืนยาวให้เกิดพุทธนวัตกรรมแก่พุทธศาสนิกชนต่อไป และ 3. การบูรณาการไตรสิกขาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นจะช่วยสร้างสังคมที่มีความสุข เพราะศีลจะสร้างความไว้วางใจ สมาธิจะสร้างความเข้าใจ และปัญญาจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ การฝึกบูรณาการทั้งสามด้านจึงเป็นการพัฒนาสังคมที่สันติสุข</p> พระมหาวิรัตน์ พลทตฺโต (พานิชชา) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 261 272 แนวทางการสร้างเทคโนโลยีและทุนทางปัญญาเพื่อการจัดการเชิงพุทธ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286807 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นศึกษา แนวทางการสร้างเทคโนโลยีและทุนทางปัญญาเพื่อการจัดการเชิงพุทธจากการศึกษาจากแนวคิด หนังสือ ตำรา และจากการสังเคราะห์ วิเคราะห์จากผู้แต่ง พบว่า 1. โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับทุนทางปัญญาเป็นแกนกลางของการขับเคลื่อนองค์การสมัยใหม่ให้ก้าวสู่ระบบงานที่ใช้ข้อมูลเป็นฐานและความรู้เป็นพลังสร้างคุณค่าอย่างแท้จริง โดยเทคโนโลยีมิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือประกอบการทำงาน แต่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างกำกับความรู้ที่ทำให้กระบวนการเรียนรู้ การปฏิบัติงาน และการตัดสินใจมีความชัดเจน แม่นยำ และเชื่อมโยงกันในทุกระดับ ทำให้เกิดการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและทุนทางปัญญาเพื่อการจัดการเชิงพุทธให้มีประสิทธิภาพและสร้างสมรรถนะในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้เป็นไปในทิศทางที่สามารถส่งต่อองค์ความรู้ที่เป็นเชิงพุทธให้แก่ประชาชนเป็นการสืบทอดพุทธศาสนาให้เข้าใจและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นตัวสร้างคุณค่าเชิงพุทธที่มีประสิทธิภาพ 2. การใช้ข้อมูลเชิงหลักฐานเพื่อการตัดสินใจด้านทุนมนุษย์เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้องค์การสามารถเปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็นข้อเท็จจริงเชิงวิเคราะห์ที่รองรับการเลือกเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ และ 3. การจัดการเชิงพุทธ เป็นการประยุกต์หลักพุทธธรรมมาใช้ในการบริหารองค์กรและว่าด้วยเรื่องการบริหารกิจการคณะสงฆ์จึงเป็นการพัฒนาองค์กรเชิงพุทธแนวใหม่ที่ใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาคนพัฒนาองค์กรรวมถึงพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพเน้นในเรื่องของการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กรและสามารถที่จะพัฒนาให้ต่อเนื่องยั่งยืนได้</p> พระครูสมุห์โกศล พทฺธสีโล พระอร่าม ธมฺมธโร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 273 288 กฎหมายการโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์กับการดำเนินคดีอินฟลูเอนเซอร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286076 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์ปัญหาและมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์เพื่อการดำเนินคดีกับอินฟลูเอนเซอร์ที่กระทำผิด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญทางการตลาดดิจิทัลที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคจำนวนมาก โดยศึกษาในขอบเขตของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติว่าด้วย<br />การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับมาตรการทางกฎหมายของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป ผลการศึกษาพบว่า บทบัญญัติกฎหมายของไทยในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการบังคับใช้กับรูปแบบการโฆษณาแฝงของอินฟลูเอนเซอร์ใน 3 ประการ ได้แก่ การขาดบทนิยามสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน ความยากในการพิสูจน์เจตนาพิเศษในการกระทำผิด และกลไกการลงโทษที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของความผิดในโลกออนไลน์ ส่งผลให้เกิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายต่อการโฆษณาอวดอ้างเกินจริงและการหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศที่ยึดหลักความรับผิดโดยเคร่งครัด และสร้างระบบนิเวศความรับผิดร่วมระหว่างอินฟลูเอนเซอร์ แบรนด์ และแพลตฟอร์มอย่างครบวงจร ผู้เขียนจึงนำเสนอ “โมเดลดุลยภาพแห่งการกำกับดูแลเชิงบูรณาการ” โดยผสานมาตรการบังคับทางกฎหมาย (Hard Law) เข้ากับกลไกทางจริยธรรมเชิงพุทธ (Soft Law) ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ หลักสัมมาวาจาในมรรคมีองค์ 8 เป็นกรอบจริยธรรมวิชาชีพการสื่อสาร หลักหิริ-โอตตัปปะเพื่อสร้างกลไกกำกับดูแลตนเองจากภายใน และหลักปาปณิกธรรม 3 เป็นแนวทางประกอบวิชาชีพที่ยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่กลไกความรับผิดชอบต่อสังคมของอินฟลูเอนเซอร์ Influencer Social Responsibility (ISR) ที่ยกระดับอินฟลูเอนเซอร์จาก “ผู้รับจ้างรีวิว” สู่ “กัลยาณมิตร” ผู้สื่อสารด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน</p> ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 289 302 หลักสูตรยกระดับทักษะ (Up-Skill) ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากส่วนเหลือหรือของเสียโอ่งมังกรราชบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/285426 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาในประเด็นการพัฒนาหลักสูตรยกระดับทักษะในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากส่วนเหลือหรือของเสียโอ่งมังกรราชบุรี เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางของการศึกษาในการที่จะให้ความรู้ เพื่อเสริมสร้าง เจตคติ ตลอดจนฝึกฝนทักษะในการพัฒนาความสามารถของผู้เข้าอบรมหลักสูตร โดยใช้หลักการพื้นฐานของหลักการ 3R เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ คือ 1. ลดการใช้ 2. ยืดอายุการใช้งานและนำมาใช้ และ 3. การนำกลับมาใช้ใหม่</p> สมชาย ชูเมือง พระครูปลัดสุรวุฒิ อุกฤษโชค วรรณีศา สีฟ้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 303 315 การพัฒนาการบริหารภาครัฐอัจฉริยะ พลวัตใหม่แห่งการบริการสาธารณะในยุคดิจิทัล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286553 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและพัฒนาการของการบริหารภาครัฐอัจฉริยะ วิเคราะห์องค์ประกอบสำคัญ และเสนอแนวทางการพัฒนาในบริบทประเทศไทย โดยใช้การสังเคราะห์วรรณกรรมจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการและเอกสารนโยบายภาครัฐทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า การบริหารภาครัฐอัจฉริยะเป็นการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และกลไกธรรมาภิบาลเข้าด้วยกันเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงานภาครัฐและคุณภาพการบริการสาธารณะ องค์ประกอบสำคัญประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและแพลตฟอร์มร่วม ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ การออกแบบบริการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และระบบความมั่นคงปลอดภัยควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ บทความยังเสนอแนวทางการพัฒนาภาครัฐอัจฉริยะของประเทศไทยในเชิงบูรณาการ เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงข้อมูล การมีส่วนร่วมของประชาชน และความยั่งยืนของการบริการสาธารณะในยุคดิจิทัล การบริหารการพัฒนา คือ กระบวนการบริหารจัดการที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงไปสู่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ</p> กัณฑ์ชิสา เจริญกิจธินันภ์ พระมหาภราดร ภูริสฺสโร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 316 326 ภาวะผู้นำเชิงพุทธกับการบริหารจัดการองค์กร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/286674 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาภาวะผู้นำเชิงพุทธกับการบริหารจัดการองค์กรโดยนำเสนอในประเด็นดังนี้ 1. ภาวะผู้นำ เป็นการใช้อิทธิพลหรือเป็นกำลังพิเศษที่เป็นแรงจูงใจในการที่สามารถสั่งการหรือบังคับบัญชาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทำงานให้องค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ส่วนภาวะผู้นำเชิงพุทธ คือ การนำหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาหรือหลักการบริหารกิจการคณะสงฆ์ หรือ แนวคิด ความเห็นหรือทฤษฎีของนักวิชาการต่าง ๆ มาบูรณาการในการมีภาวะผู้นำที่สมบูรณ์แบบทั้งในภาคของการบริหารจัดการองค์กร และ 2. การบริหารองค์กรเชิงพุทธ เป็นการนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กร ได้แก่ การเว้นจากอคติ 4 ไม่ว่าจะเป็นความลำเอียงเพราะความชอบ ความลำเอียงเพราะความชัง ความลำเอียงเพราะความหลงและความลำเอียงเพราะความขาดกลัว และหลักทุติยปาปณิกธรรม คือ 1. จักขุมา หมายถึง การมีวิสัยทัศน์ สามารถมองการณ์ไกล วางแผน และใช้คนให้เหมาะสมกับงาน 2. วิธูโร หมายถึง ความเชี่ยวชาญในงาน มีความรู้และทักษะเฉพาะทาง สามารถจัดการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3. นิสสยสัมปันโน หมายถึง การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถสร้างเครือข่ายและได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น ทำให้สามารถบริหารองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พระครูวินัยธรบุญธรรม ปุญฺญธมฺโม (ชุ่มเย็น) พระครูธรรมธรอภิชัย อภิชโย (คงเกษม) พระมหาวิรัตน์ พลทตฺโต (พานิชชา) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 327 341 การแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287397 <p>บทความในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ จากการแสดงออกทางการเมือง พบว่า 1. ความไม่เป็นธรรมทางการเมืองในช่วงเกือบทศวรรษที่ผ่านมา และ 2. เหล่าคนรุ่นใหม่มองเห็นความสำคัญของปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองตอนโตขึ้น มากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดพลังการขับเคลื่อนทางเมืองบนสื่อออนไลน์ ใช้โซเชียลมีเดียเป็นกลไกหลักในการสื่อสาร สร้างฐานเสียง ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้ ต่อมากลุ่มคนเหล่านี้ได้กลายเป็นกำลังสำคัญของการชุมนุมเพื่อเรียกร้องนำเสนอนโยบาย เนื้อหาทางการเมืองหลากหลายประเด็นและความเป็นไปได้แบบใหม่ที่สร้างความหวังให้แก่คนรุ่นใหม่ ประกอบกับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยเหตุนี้ พรรคการเมืองต่าง ๆ จึงพยายามแสวงหาช่องทางในการสื่อสารกับกลุ่มผู้เลือกตั้ง รวมถึงการส่งผู้สมัครออกนโยบายหลายประการเพื่อจูงใจและดึงดูดคะแนนเสียงสนับสนุนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น เช่น พรรคก้าวไกล ซึ่งเกิดจากพรรคอนาคตใหม่ที่มุ่งเน้นการนำเสนอนโยบายส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญไปที่ระบอบประชาธิปไตยไทยและผู้มีอำนาจในสังคมการเมืองไทย มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองไทยไปสู่อนาคตใหม่ที่ดีกว่าอาทิ การปฏิรูปกองทัพ การลดการผูกขาดทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และการปฏิรูปการศึกษา จนเป็นภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่นั่นเอง</p> ศิลาวัฒน์ ชัยวงศ์ พระมหานพดล สุวณฺณเมธี พระครูสิริธรรมบัณฑิต (ภาณุวัฒน์ ปฏิภาณเมธี) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 342 355 การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติในองค์กรเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287837 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติในองค์กรเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ผลจากการศึกษาพบว่า 1. การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติแต่เดิมการปฏิบัติ กลยุทธ์เป็นส่วนสำคัญของภารกิจเชิงกลยุทธ์ของผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ โดยผู้บริหารระดับสูงทำหน้าที่กำหนดกลยุทธ์ระดับองค์การ และหลังจากนั้น ทำการกำหนดนโยบายและกำหนดกลยุทธ์ระดับหน้าที่ที่ครอบคลุมส่วนงาน ต่าง ๆ 2. การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพราะเป็นการเรียนรู้นโยบายศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่จะสร้างพันธกิจให้แก่องค์กรเพื่อประสิทธิภาพของการบริหารจัดการโครงสร้างที่มอบหมายงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในระยะยาวได้อย่างเหมาะสม กลยุทธ์ที่ประกอบด้วยการวางแผน วิธีการ รูปแบบ ตำแหน่งและมุมมองจึงเป็นส่วนที่จะทำให้การบริหารจัดการองค์กรมีประสิทธิภาพสามารถมีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน 3. การกำหนดกลยุทธ์ประกอบด้วย กลยุทธ์ด้านแผน กลยุทธ์ด้านการดำเนินการ กลยุทธ์ด้านรูปแบบ กลยุทธ์ด้านตำแหน่ง และกลยุทธ์ด้านความเห็นที่สามารถแสดงออกทั้งการกำหนดพันธกิจองค์กร การประเมินสภาพแวดล้อมการกำหนดวัตถุประสงค์ทิศทางขององค์กรและการกำหนดกลยุทธ์เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีการจัดการทรัพยากรที่มีประกอบด้วยบุคลากรเทคโนโลยีการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ เรื่องของเวลา เงิน สถานที่ และพันธกิจรวมถึงการฝึกอบรมให้มีประสิทธิภาพเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดทำแผนกลยุทธ์ให้เกิดองค์ความรู้และสามารถขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดกลยุทธ์สามารถนำไปปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยการภาครัฐ และ 4. การเปลี่ยนแปลงของ IBM ถือเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นขององค์กรที่สามารถปรับตัวและฟื้นตัวจากวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในช่วงทศวรรษ 1990</p> นิรุชพล โยธามาตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 356 369 การประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลและพุทธนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287847 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความสำคัญของการประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาล ร่วมกับนวัตกรรมการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ในการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ท่ามกลางความท้าทายของพลวัตโลก สังคมสูงวัย และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 การศึกษาชี้ให้เห็นว่า การมุ่งเน้นเพียงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าตามแนวทาง NPM อาจนำไปสู่ช่องโหว่ในการใช้อำนาจรัฐ จึงมีความจำเป็นต้องบูรณาการหลักธรรมาภิบาลเพื่อเป็นกลไกถ่วงดุล ควบคู่ไปกับการนำพุทธนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาองค์กร เช่น ทศพิธราชธรรม สังคหวัตถุ 4 และบารมี 10 มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณธรรมและจิตสำนึกสาธารณะให้แก่บุคลากรจากภายใน นอกจากนี้ บทความยังเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงรุกของภาคประชาสังคม ในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนาที่ช่วยเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และส่งเสริมความโปร่งใสในระดับพื้นที่ ตลอดจนข้อเสนอแนะในการยกระดับองค์กรสู่ยุคดิจิทัลผ่านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะโดยใช้ระบบข้อมูลเปิดภาครัฐ และการสานพลังความร่วมมือไตรภาคีระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ท้ายที่สุด การบูรณาการองค์ความรู้เหล่านี้ภายใต้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำไปสู่การจัดบริการสาธารณะที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสร้างการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในทุกมิติ</p> พระมหาภราดร ภูริสฺสโร กัณฑ์ชิสา เจริญกิจธินันภ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 370 381 อิทัปปัจจยตา : กฎธรรมชาติที่ AI ก็เปลี่ยนไม่ได้ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/287568 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์หลักการของอิทัปปัจจยตา ในฐานะกฎธรรมชาติสากลที่ควบคุมความเป็นไปของสรรพสิ่ง และความสัมพันธ์ของกฎนี้ที่มีต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในยุคปัจจุบัน อิทัปปัจจยตา หรือกฎแห่งเหตุปัจจัยอเนกประการเป็นกฎที่ดำรงอยู่เป็นธรรมดา ไม่ขึ้นกับการอุบัติของพระพุทธเจ้าหรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI ในฐานะที่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น จัดเป็นสังขตธรรมหรือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากเหตุปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอัลกอริทึมหรือพลังงาน จึงต้องดำเนินอยู่ภายใต้กฎแห่งเหตุและผลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้ AI จะมีศักยภาพในการประมวลผลที่ล้ำเลิศ แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนระบบความสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัยที่ควบคุมความเป็นไปของโลกและชีวิตได้ การเข้าใจในกฎอิทัปปัจจยตาจึงช่วยให้มนุษย์เห็นว่าเราไม่ใช่เหยื่อของเทคโนโลยีหรือโชคชะตา แต่เป็นผู้มีเสรีภาพที่จะสร้างเหตุปัจจัยใหม่ผ่าน ความเพียรและปัญญา เพื่อกำหนดทิศทางของชีวิตและสังคมอย่างเท่าทันในยุคดิจิทัล</p> ถนัด ไชยพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 9 2 382 397 การประยุกต์หลักอปริหานิยธรรม 7 เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบอบประชาธิปไตยไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/288306 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การประยุกต์หลักอปริหานิยธรรม 7 ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบอบประชาธิปไตยไทย ภายใต้บริบทของความท้าทายร่วมสมัย ได้แก่ ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างและวิกฤตศรัทธาที่มีต่อระบบการเมือง อันมีรากฐานจากการเข้าถึงทรัพยากรและอำนาจที่ไม่เท่าเทียม ตลอดจนการใช้วาทกรรมเชิงศีลธรรมแบบผูกขาดเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนและบั่นทอนความไว้วางใจต่อสถาบันทางการเมือง การศึกษานี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์แนวคิดเชิงทฤษฎีจากรัฐศาสตร์และพุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาเชิงโครงสร้าง กลไกทางหลักธรรม และผลลัพธ์ของระบอบประชาธิปไตย ผลการศึกษาพบว่า หลักอปริหานิยธรรม 7 สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกทางจริยธรรมเชิงโครงสร้างในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โดยเชื่อมโยงกับหลักการสำคัญ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการหมั่นประชุม การสร้างฉันทามติในสังคม การยึดมั่นในหลักนิติธรรม การเคารพความหลากหลายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางและการส่งเสริมภาวะผู้นำที่มีจริยธรรมและตรวจสอบได้ องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาถูกสังเคราะห์เป็นโมเดลความเข้มแข็งประชาธิปไตยเชิงพุทธบูรณาการ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ฐานรากที่เน้นการตระหนักรู้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและวิกฤตศรัทธา กลไกขับเคลื่อนที่ใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 เป็นแนวทางในการดำเนินการทางการเมือง และผลลัพธ์ที่มุ่งสู่การสร้างประชาธิปไตยเชิงคุณภาพ อันประกอบด้วยจริยธรรมพลเมืองเชิงรุก การใช้อำนาจที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ และความเป็นธรรมในการอยู่ร่วมกันของประชาชนทุกกลุ่ม</p> ภานุวัฒน์ ชัยเทวะกุล ประสงค์ เล็กโล่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-26 2026-04-26 9 2 398 412