วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir <p><strong> วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์</strong> เลขมาตรฐานสากล ISSN: 2773-9910 (Print)<strong> </strong>ISSN 2774-0846 (Online) เป็นวารสารที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วย พระพุทธศาสนา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ การจัดการ และสหวิทยาการอื่นๆที่นำเสนอองค์ความรู้เชิงนวัตกรรม เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> th-TH <p>เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์&nbsp; ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความให้แก่วารสารฯ&nbsp; พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ภาพหรือตารางหรือเนื้อหาอื่นๆ ของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเบื้องต้น ทางวารสารจะถอดบทความของท่านออกโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น</p> <p>&nbsp;</p> journal.idir@mcu.ac.th (พระปลัดระพิน พุทฺธิสาโร) journal.idir@mcu.ac.th (พระมหาสมชาย ขนฺติสรโณ) Thu, 25 Dec 2025 16:16:49 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยสู่ความสำเร็จ : นโยบายภาครัฐการนำระบบดิจิทัลในการยกระดับการบริการประชาชนในประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/280875 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการนำนโยบายรัฐบาลดิจิทัลมาใช้ในการยกระดับการบริการประชาชน โดยใช้วิธีการศึกษาจากตำรา หนังสือ เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ประกอบด้วย 7 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. การสนับสนุนจากผู้นำองค์กร 2. โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ 3. การพัฒนาศักยภาพบุคลากร 4. การมีส่วนร่วมของประชาชน 5. กรอบกฎหมายและระเบียบที่เหมาะสม 6. การจัดการเปลี่ยนแปลง และ 7. การประเมินผลอย่างต่อเนื่อง การศึกษานี้เสนอแนะว่า หน่วยงานภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาปัจจัยเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การนำนโยบายรัฐบาลดิจิทัลไปใช้ประสบความสำเร็จและสามารถยกระดับคุณภาพการบริการประชาชนได้อย่างแท้จริง</p> อนันตชัย แก้วศรีงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/280875 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ตามรอยแนวคิดของความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ของราชอาณาจักรไทยในอดีตช่วงก่อนกรุงสุโขทัย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283852 <p>การศึกษาครั้งนี้มุ่งวิเคราะห์วิวัฒนาการของความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ในระบบกฎหมายไทย โดยเน้นการสืบค้นรากฐานทางความคิดและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองทรัพย์สินของบุคคลในสมัยก่อนกรุงสุโขทัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดินแดนอุษาคเนย์ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดีย ทั้งในด้านศาสนา การปกครอง และกฎหมาย ผ่านคัมภีร์ธรรมศาสตร์ และคัมภีร์ธรรมสัตถัม ซึ่งถือเป็นแหล่งรวบรวมหลักธรรม จารีต และแนวคิดว่าด้วยความยุติธรรมในสังคมเกษตรกรรม คัมภีร์ธรรมสัตถัมได้บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหายไว้อย่างเป็นระบบ โดยจำแนกสาเหตุแห่งความเสียหายออกเป็นสามประการ ได้แก่ การกระทำของบุคคล การกระทำของสัตว์ และความเสียหายจากทรัพย์ของผู้อื่น ทั้งนี้ การลงโทษมิได้มุ่งหมายถึงการทำโทษทางร่างกาย แต่เน้นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมูลค่าความเสียหายจริง อันสะท้อนแนวคิดแห่งความยุติธรรมเชิงเยียวยาและหลักมนุษยธรรมในทางกฎหมาย นอกจากนี้ คัมภีร์ยังบัญญัติข้อยกเว้นความรับผิด เช่น ความเสียหายจากเหตุสุดวิสัย หรือการกระทำเพื่อความจำเป็น ซึ่งแสดงถึงการคำนึงถึงบริบททางสังคมและศีลธรรมในการตัดสิน ทรัพย์สินที่ได้รับความคุ้มครองส่วนใหญ่ได้แก่ พืชผล ปศุสัตว์ และที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์สำคัญต่อการดำรงชีพของมนุษย์ พร้อมทั้งมีการรับรองกรรมสิทธิ์โดยใช้หลักฐานเอกสารและเครื่องหมายแสดงเขตแดน อันเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์ในกฎหมายไทยยุคต่อมา เมื่อเปรียบเทียบกับคัมภีร์มานวธรรมศาสตร์ ที่มุ่งลงโทษทางศาสนา จะเห็นว่า ธรรมสัตถัมให้ความสำคัญกับการไกล่เกลี่ย เยียวยา และรักษาความสมานฉันท์ในสังคมมากกว่า โดยสรุป การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการกำหนดความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ในสมัยโบราณ มิได้มุ่งลงโทษผู้กระทำ หากแต่เน้นการเยียวยาความเสียหายและธำรงความสมดุลของสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการกฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินและความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ในระบบกฎหมายไทยปัจจุบัน</p> พระครูธรรมธรสฐาพร ปภสฺสโร, พงษ์ธวัช พรหมะวัน, ธวัช แย้มปิ๋ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283852 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การจัดการความขัดแย้งทางนโยบายในสังคมพหุวัฒนธรรม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/280891 <p>บทความวิชาการนี้ศึกษาแนวทางการจัดการความขัดแย้งทางนโยบายในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีการจัดการความขัดแย้งและแนวคิดสังคมพหุวัฒนธรรม ปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นจากความแตกต่างของค่านิยม ความเชื่อ และผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ การศึกษานี้เสนอแนวทางการจัดการความขัดแย้งผ่านกระบวนการเจรจา การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม การสร้างนโยบายแบบมีส่วนร่วม และการพัฒนากลไกการแก้ไขข้อพิพาทที่เหมาะสม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การจัดการความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรม การสร้างความไว้วางใจระหว่างกลุ่ม และการพัฒนานโยบายที่สะท้อนความต้องการของทุกฝ่าย องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายสาธารณะและกลไกการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทยและสังคมพหุวัฒนธรรมอื่น ๆ</p> มัญช์ณณิชา นันทรัฐปิติโภคิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/280891 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประเมินนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในยุคเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/280886 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาการประเมินนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในยุคเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมแบบบูรณาการ การศึกษาพบว่าการประเมินนโยบายเอสเอ็มอีในยุคปัจจุบันต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจที่เน้นการแบ่งปันทรัพยากร การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การประเมินที่มีประสิทธิภาพควรใช้ตัวชี้วัดที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งมีการปรับปรุงกระบวนการประเมินให้สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากรอบการประเมินนโยบายเอสเอ็มอีที่เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p> รัตนประภา ดิศวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/280886 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาเปรียบเทียบอำนาจสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ไทย สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี : บทวิพากษ์ตามหลักนิติธรรมและหลักการถ่วงดุลอำนาจ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283612 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ไทย ภายใต้ร่างกฎหมายใหม่ สามารถดำเนินการสอบสวนความผิดอาญาในคดีที่มีผลกระทบสูง ต่อตลาดทุนได้โดยตรง ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากเสี่ยงที่จะกระทบต่อหลักนิติธรรม หลักการถ่วงดุลอำนาจ และการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา เพื่อให้ได้กรอบการพิจารณาทางเลือกเชิงกฎหมายที่ชัดเจน การศึกษานี้จึงใช้วิธีวิเคราะห์เอกสารและเปรียบเทียบเชิงระบบกับแบบแผนการกำกับดูแลในระดับสากล คือ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา และสำนักงานกำกับการเงินแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BaFin) ผลการศึกษา คือ ทั้ง U.S. SEC และ BaFin ล้วนยึดถือหลักการแยกบทบาทเชิงหน้าที่ โดย BaFin ในเยอรมนีจะส่งคดีอาญาให้พนักงานอัยการดำเนินการทันที และ U.S. SEC จะเน้นการบังคับใช้กฎหมายแพ่ง/ปกครอง แต่เมื่อพบมูลอาญาจะส่งต่อให้กระทรวงยุติธรรม (DOJ) ดำเนินคดีภายใต้กลไกการสอบสวนคู่ขนาน ซึ่งการแยกบทบาทดังกล่าวถือเป็นการวางกลไกถ่วงดุลอำนาจ ที่ทำให้กระบวนการมีความเป็นกลาง ตรวจสอบได้ และลดความเสี่ยงจากการรวมศูนย์อำนาจ ในขณะที่โมเดลไทยจะมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการดำเนินคดี แต่เสี่ยงต่อความไม่ชัดเจนของขอบเขตอำนาจ และอาจนำไปสู่การใช้อำนาจเกินขอบเขตหากขาดกลไกกำกับที่เพียงพอ บทความนี้จึงเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมและเน้นการสร้างสมดุลเชิงสถาบัน โดยครอบคลุมมิติเชิงนิติศาสตร์และเชิงนโยบาย อาทิ การกำหนดนิยามคดี High Impact และขอบเขตอำนาจที่ชัดเจน การบังคับใช้ให้คำสั่งที่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐานต้องได้รับอนุญาตจากศาล การจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อกลั่นกรองสำนวนคดีก่อนส่งอัยการและการวางกำแพงหน้าที่ที่แข็งแกร่งภายใน เพื่อแยกงานสอบสวนออกจากงานกำกับดูแล ซึ่งมาตรการเหล่านี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการคงไว้ซึ่งความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพของตลาดทุนไทย</p> จักกฤษ กระต่ายวงษ์พระจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283612 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวคิดพิพิธภัณฑ์วิทยาใหม่กับการบริหารจัดการนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ไทย : จากพื้นที่จัดแสดงสู่พื้นที่สนทนาทางสังคม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283819 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการสังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ไทยผ่านแนวคิดพิพิธภัณฑ์วิทยาใหม่ โดยมีการวิเคราะห์ความแตกต่างของนิยามพิพิธภัณฑ์ระหว่างบริบทสากลกับประเทศไทย และการปรับใช้แนวคิดพิพิธภัณฑ์วิทยาใหม่ในบริบทการบริหารจัดการนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ไทย ผลการสังเคราะห์ข้อมูล พบว่า พิพิธภัณฑ์ในบริบทสากล ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย ประเทศสิงคโปร์ พิพิธภัณฑ์โกล-โรมัน ประเทศเบลเยี่ยม พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ประเทศฝรั่งเศส และพิพิธภัณฑ์นิเวศชุมชนพื้นถิ่นอัคชิน ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์ที่ดำเนินการบริหารจัดการนิทรรศการตามแนวคิดพิพิธภัณฑ์วิทยาใหม่อย่างครบถ้วน ทั้งมีการรู้จักและเข้าใจผู้เข้าชม การเป็นสถาบันการเรียนรู้ การเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายและการมีส่วนร่วมของชุมชน ในขณะที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของไทยภายใต้การกำกับของภาครัฐ ยังคงจำกัดอยู่กับการจัดเก็บรวบรวม และจัดแสดงวัตถุเพื่อการศึกษาเฉพาะด้านเพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงมีพิพิธภัณฑ์นอกการกำกับของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน มิวเซียมสยาม ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย และพิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุเสด็จ ที่มีการปรับใช้แนวคิดพิพิธภัณฑ์วิทยาใหม่ เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการนิทรรศการให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมยุคใหม่มากยิ่งขึ้น จึงสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ภายใต้แนวคิดพิพิธภัณฑ์วิทยาใหม่ สามารถที่จะช่วยยกระดับพิพิธภัณฑ์ไทยให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ทางสังคมอย่างแท้จริง</p> นนพัทธ์ คู่ตระกูล, อดิพล เอื้อจรัสพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283819 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสื่อสารทางการเมืองของรัฐบาลในภาวะวิกฤต https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283102 <p>บทความนี้มุ่งศึกษาและวิเคราะห์ถึงบทบาทของการสื่อสารทางการเมืองของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์วิกฤต การสื่อสารทางการเมืองเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยน ส่งต่อ แลพถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองระหว่างองค์กรทางการเมือง สื่อมวลชน และประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจความร่วมมือ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูล ความคิดเห็น และแนวคิดทางการเมืองให้เกิดความไว้วางใจและความร่วมมือ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง ในภาวะวิกฤต บทบาทของการสื่อสารทางการเมืองมีความสำคัญยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลสามารถบูรณาการการสื่อสารเพื่อจัดการสถานการณ์ได้ใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การสร้างทัศนคติทางการเมืองที่ดีตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต เพื่อสร้างความร่วมมือในภาวะไม่ปกติ 2. การตอบสนองต่อความสนใจของประชาชนด้วยข้อมูลที่รวดเร็ว ถูกต้อง และน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันข่าวปลอม 3. การสร้างความรู้และความเข้าใจในมาตรการและสถานการณ์วิกฤต เพื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อเท็จจริง 4. การเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงบทบาททางการเมืองและรับฟังความคิดเห็นอย่างจริงใจ เพื่อสร้างความใกล้ชิดระหว่างรัฐกับประชาชน และ 5. การสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนโดยตรงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความไว้วางใจและภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้นำ การบูรณาการดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาความมั่นคงของระบบการเมืองในระยะยาว</p> พระมหาอานนท์ อคฺคปญฺโญ, พระจอม มหาปญฺโญ, อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283102 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกับกฎหมายเกี่ยวการรับราชการทหาร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283116 <p>บทความวิชาการฉบับนี้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรับราชการทหาร โดยมุ่งศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างหลักการในรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของปวงชนชาวไทย กับพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พุทธศักราช 2497 และกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อทำความเข้าใจระบบกฎหมายที่สนับสนุนการบริหารกำลังพลของชาติให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนสากล รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในฐานะกฎหมายสูงสุด ได้กำหนดไว้ในมาตรา 50 (5) ว่า บุคคลมีหน้าที่ต้องรับราชการทหารตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการผสานระหว่างหน้าที่ของพลเมืองกับอำนาจของรัฐในการพิทักษ์ความมั่นคงของประเทศ ทั้งยังเป็นการวางกรอบให้กฎหมายลำดับรองดำเนินการภายใต้หลักความเสมอภาค โปร่งใส และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 จึงเป็นกฎหมายหลักที่แปลงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยกำหนดกระบวนการตรวจเลือก การลงบัญชี การผ่อนผัน และการยกเว้นการรับราชการทหาร ขณะที่กฎกระทรวง เช่น ฉบับที่ 36, 37, 74 และ 76 ได้เพิ่มเติมรายละเอียดในเชิงปฏิบัติ เช่น การตรวจร่างกายตามมาตรฐานทางการแพทย์ การจับสลากอย่างโปร่งใส และหลักเกณฑ์การยกเว้นตามเหตุผลทางสุขภาพหรือศาสนา ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายทหารมีลักษณะเป็นระบบกฎหมายแบบบูรณาการสามระดับ ได้แก่ 1. ระดับนโยบายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ 2. ระดับการปฏิบัติของพระราชบัญญัติ และ 3. ระดับรายละเอียดทางเทคนิคของกฎกระทรวงและระเบียบภายในหน่วยงาน ทั้งสามระดับทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐ และสิทธิมนุษยชนของประชาชน ผลลัพธ์ คือ การเกิดองค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบของระบบเกณฑ์ทหารประชาธิปไตย ซึ่งยึดหลักความชอบธรรม โปร่งใส ยุติธรรม และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นรากฐานของการบริหารกฎหมายในระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน</p> สันติพงศ์ ธรรมปิยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283116 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/280871 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลต่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทย โดยเน้นความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายดิจิทัล และนโยบายเมืองอัจฉริยะ และนำเสนอองค์ความรู้ 8 ประการที่สำคัญ 1. ความเชื่อมโยงเชิงระบบ โดยนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจ (กรอบการลงทุน) นโยบายดิจิทัล (กลไกเทคโนโลยี) และนโยบายเมืองอัจฉริยะ (เป้าหมายพัฒนาคุณภาพชีวิต) 2. การบูรณาการข้อมูลครบวงจร โดยแพลตฟอร์มข้อมูลเมืองรวบรวมข้อมูลทั้งสามมิติเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ 3. การพัฒนาที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปลี่ยนจากเทคโนโลยีไปสู่การตอบสนองชุมชนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 4. การพัฒนาทักษะดิจิทัลที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามนโยบาย 5. ความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญของความยั่งยืน 6. ความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนความรู้และมาตรฐานสากล 7. การประเมินและติดตามผลด้วยตัวชี้วัดที่สะท้อนความสำเร็จทั้งสามด้านอย่างสมดุล 8. การปรับตัวต่อบริบทท้องถิ่นแทนการใช้แบบอย่างต่างประเทศโดยตรง องค์ความรู้เหล่านี้เป็นประโยชน์สำหรับนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ปฏิบัติงานในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงระบบระหว่างนโยบายต่าง ๆ</p> ภัททิยา ชาญชัยธานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/280871 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักสัมมัปปธาน 4 เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนของเทศบาลตำบลท่าระหัด อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282328 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนของเทศบาลตำบลท่าระหัด อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสัมมัปปธาน 4 กับการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนของเทศบาลตำบลท่าระหัด อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี และ 3. นำเสนอการประยุกต์หลักสัมมัปปธาน 4 เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนของเทศบาลตำบลท่าระหัด อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี คือการวิจัยเชิงปริมาณ จากการแจกแบบสอบถาม และการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนเทศบาลตำบลท่าระหัด โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านลดการใช้มีค่าเฉลี่ยระดับมาก รองลงมาคือด้านการแปรรูปใช้ใหม่ และด้านการใช้ซ้ำอยู่ในระดับปานกลาง 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสัมมัปปธาน 4 กับการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนเทศบาลตำบลท่าระหัด โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านสังวรปธาน เพียรระวังมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง ด้านปหานปธาน เพียรละอยู่ในระดับต่ำ ด้านภาวนาปธาน เพียรสร้างอยู่ในระดับไม่สัมพันธ์ ด้านอนุรักขนาปธาน เพียรรักษาอยู่ในระดับปานกลาง 3. การประยุกต์หลักสัมมัปปธาน 4 ในการจัดการขยะชุมชน พบว่า การจัดการขยะยั่งยืนในระดับชุมชนต้องเชื่อมโยงหลักปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับแนวคิดคุณธรรม โดยใช้แนวทาง 3Rs Reduce Reuse Recycle เป็นแกนหลักในการเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชน ทั้งมิติการลดใช้สิ่งของอย่างรู้คุณค่า การนำของกลับมาใช้ซ้ำ และการรีไซเคิลผ่านการเรียนรู้และนวัตกรรมท้องถิ่น</p> พระวรวุฒิ กิตฺติภทฺโท, นพดล ดีไทยสงค์, พระครูโสภณวีรานุวัตร (นิคม ณฏฺฐวโร) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282328 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการเชิงศิลปะเพื่อการท่องเที่ยววัดสะแก ตำบลธนู อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283051 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไปของการบริหารจัดการเชิงศิลปะเพื่อการท่องเที่ยว 2. ศึกษากระบวนการในการบริหารจัดการเชิงศิลปะเพื่อการท่องเที่ยวและ 3. เสนอการบริหารจัดการเชิงศิลปะเพื่อการท่องเที่ยว วัดสะแก ตำบลธนู อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ กับผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการเชิงศิลปะเพื่อการท่องเที่ยว จำนวน 18 รูปหรือคน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า วัดสะแกมีจุดแข็งด้านตำแหน่งที่ตั้งเชิงกลยุทธ์ มรดกทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม รวมถึงชื่อเสียงทางจิตใจและความศรัทธา อย่างไรก็ตามยังมีจุดอ่อนด้านการขาดแคลนบุคลากรเชี่ยวชาญ การประชาสัมพันธ์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ ด้านโอกาส ได้แก่ ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดเชื่อมโยง พุทธมรดกที่เป็นสมบัติทางจิตวิญญาณ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่วนอุปสรรคประกอบด้วยความท้าทายด้านกฎหมายและระเบียบ การแข่งขันกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น และปัญหาการอนุรักษ์โบราณวัตถุ กระบวนการบริหารจัดการ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก คือ การวางแผน การปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบ และการปรับปรุงแก้ไขซึ่งครอบคลุมการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรทางศิลปะ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดทำสื่อการเรียนรู้ และการพัฒนาบุคลากร การบริหารจัดการเชิงศิลปะเพื่อการท่องเที่ยวจำเป็นต้องพัฒนาในด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวก เส้นทางคมนาคม ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และการส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เพื่อให้วัดสะแกกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา</p> พระคมน์พีรพัฒน์ ธมฺมวฑฺฒโน, วสันต์ ลิ่มรัตนภัทรกุล, สุดธิดา พาดฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283051 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบูรณาการหลักสาราณียธรรมเพื่อจัดการความขัดแย้งทางการเมืองของประชาชน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283427 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับความขัดแย้งทางการเมืองของประชาชนเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสาราณียธรรมกับการจัดการความขัดแย้งทางการเมือง และ 3. นำเสนอแนวทางการบูรณาการหลักสาราณียธรรมเพื่อจัดการความขัดแย้ง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากประชาชนเขตพญาไท จำนวน 398 คน ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น .978 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 รูปหรือคน และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความขัดแย้งทางการเมืองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านความขัดแย้งจากอำนาจมีค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือด้านการรับรู้ ด้านความรู้สึกและอารมณ์ ด้านความต้องการ และด้านค่านิยม 2. หลักสาราณียธรรม 6 มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับการจัดการความขัดแย้งทางการเมือง (R = .671, p &lt; .01) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าความสัมพันธ์แตกต่างกัน ได้แก่ ความขัดแย้งจากการรับรู้และอำนาจอยู่ในระดับปานกลาง (r = .659, .620) ขณะที่ความขัดแย้งจากความต้องการ ค่านิยม และอารมณ์อยู่ในระดับน้อย (r = .402, .485, .497) ผลดังกล่าวสะท้อนว่าการนำหลักสาราณียธรรมมาประยุกต์ใช้ช่วยให้การจัดการความขัดแย้งเป็นไปเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น และ 3. การบูรณาการหลักสาราณียธรรมเพื่อการจัดการความขัดแย้งที่โดดเด่น ได้แก่ 1. เมตตากายกรรม การทำดีต่อกัน 2. เมตตาวจีกรรม การพูดดีต่อกัน 3. เมตตามโนกรรม การคิดดีต่อกัน 4. สาธารณโภคี การแบ่งปันกัน 5. สีลสามัญญตา มีศีลบริสุทธิ์เสมอกัน และ 6. ทิฏฐิสามัญญตา มีความเห็นที่ดีงามร่วมกัน ผลลัพธ์ดังกล่าวสามารถลดความตึงเครียดและสร้างความร่วมมือในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พระกิตติพงศ์ ฐานรตโน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283427 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบูรณาการหลักไตรสิกขาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองนกแก้ว อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282954 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตเยาวชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหนองนกแก้ว อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) กับคุณภาพชีวิตของเยาวชน และ 3. นำเสนอแนวทางบูรณาการหลักไตรสิกขาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ด้านปริมาณเก็บข้อมูลจากเยาวชน 207 คน ผ่านแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยสถิติ เช่น ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ส่วนด้านคุณภาพใช้สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 คน ได้แก่ กลุ่มพระสงฆ์ กลุ่มนักวิชาการและกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตโดยรวมของเยาวชนในพื้นที่อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.50, S.D.=0.77) ด้านจิตใจสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ และด้านสังคมอยู่ในระดับปานกลาง แสดงถึงความมั่นคงทางจิตใจ คุณธรรม และการปรับตัวที่ดีในสังคม หลักไตรสิกขามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตของเยาวชนทุกมิติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) หมายความว่า การนำหลักไตรสิกขามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตในทุกด้าน แนวทางบูรณาการควรดำเนินผ่านกิจกรรมหลากหลาย เช่น ค่ายคุณธรรม อบรมเชิงปฏิบัติ และสร้างเครือข่ายกับสถาบันการศึกษาและองค์กรท้องถิ่น ให้เยาวชนได้ปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งผู้ให้ข้อมูลต่างเห็นพ้องว่าช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนได้รอบด้านและยั่งยืน สรุปได้ว่า การบูรณาการหลักไตรสิกขาเป็นกรอบแนวคิดและเครื่องมือที่เหมาะสมในการพัฒนาเยาวชนตำบลหนองนกแก้ว เชื่อมโยงการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต ความควบคุมอารมณ์ และการปรับตัวในสังคม โดยการจัดกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมและต่อเนื่องสะท้อนถึงความตั้งใจและศักยภาพของชุมชนในการพัฒนาเยาวชนอย่างยั่งยืน</p> พระครูชินวงศ์วรกาญจน์ (เตชินท์ มหาคุโณ), พระวิสุทธิพงษ์เมธี (วีระ มหาวีโร), ธิติวุฒิ หมั่นมี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282954 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 คุณภาพการให้บริการในการปฏิบัติงานของบุคลากรกลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี โดยการประยุกต์หลักพุทธธรรม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283074 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการด้านการปฏิบัติหน้าที่พิธีการศพที่ได้รับพระราชทานของบุคลากรกลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับคุณภาพการให้บริการด้านการปฏิบัติหน้าที่พิธีการศพที่ได้รับพระราชทานของบุคลากรกลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี 3. นำเสนอคุณภาพการให้บริการในการปฏิบัติงานของบุคลากรกลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี โดยการประยุกต์หลักพุทธธรรมเป็นการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณใช้เครื่องมือแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างหลักการสุ่มแบบแบ่งชั้นของผู้มาติดต่อขอรับบริการ จำนวน 140 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิจัยเชิงคุณภาพวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารงาน จำนวน 10 คน โดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับคุณภาพการให้บริการในการปฏิบัติงาน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.60) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับระดับคุณภาพการให้บริการ พบว่า หลักสังคหวัตถุธรรม โดยภาพรวมกับการประยุกต์หลักพุทธธรรม โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (r = .752**) 3. คุณภาพการให้บริการในการปฏิบัติหน้าที่ ประกอบด้วย 1. ด้านการให้บริการที่น่าเชื่อถือ 2. ด้านการให้บริการที่เหมาะสม 3. ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ 4. ด้านความสามารถในการแก้ไขปัญหา โดยบูรณาการหลักสังคหวัตถุธรรม 4 ได้แก่ 1. ด้านทาน คือ การให้ 2. ด้านปิยวาจา คือ การพูด 3. อัตถจริยา คือ การประพฤติตน 4. สมานัตตตา คือ การวางตนให้เหมาะสมกับการให้บริการการพัฒนาคุณภาพการให้บริการโดยการนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในคุณภาพการให้บริการ คือ สังควัตถุธรรมจะเป็นการพัฒนาคุณภาพการให้บริการในด้านต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น</p> อัตตชัย พงษ์ช้าง, พระวิสุทธิพงษ์เมธี (วีระ มหาวีโร), สุริยา รักษาเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283074 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลเมืองกาญจนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283180 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลเมืองกาญจนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี 2. เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นในพื้นที่ดังกล่าว โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. นำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ใช้วิธีวิจัยเแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างการวิจัย จำนวน 393 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 รูป หรือคน ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.31, S.D.=0.50) โดยด้านการได้รับผลประโยชน์มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ การปฏิบัติการ การประเมินผล และการตัดสินใจ 2. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ไม่แตกต่างกันตามเพศ แต่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ตามอายุ สถานภาพสมรส การศึกษา อาชีพ และรายได้ และ 3. การบูรณาการหลักอปริหานิยธรรม 7 เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น เป็นการผสานหลักธรรมทางพุทธศาสนาอย่างมีคุณธรรม โดยเน้นการประชุมอย่างสม่ำเสมอ รับฟังผู้ใหญ่ เคารพสิทธิสตรี ปกป้องปูชนียสถานและพระภิกษุ ซึ่งหากนำหลักอปริหานิยธรรม 7 มาบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน จะทำให้กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลเมืองกาญจนบุรี เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม นำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> กนกลักษณ์ สุรินทร์จันทร์, ธิติวุฒิ หมั่นมี, สุริยา รักษาเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283180 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนของเทศบาลตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283182 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนในเขตเทศบาลตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี 2. เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3. นำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนในเขตเทศบาลตำบลรางหวาย เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 368 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนในเขตเทศบาลตำบลรางหวาย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.88) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน คือ ด้านการดำเนินงาน การตัดสินใจ การรับผลประโยชน์ และการประเมินผล 2. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศไม่มีผลต่อระดับการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่พบว่าปัจจัยด้านอายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. การบูรณาการหลักอปริหานิยธรรม 7 เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน คือ การที่ประชาชนมีการประชุมอย่างพร้อมเพรียงและสม่ำเสมอเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ วางแผน ดำเนินงานรับผลประโยชน์ และประเมินผล เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ยุติธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้การให้ความเคารพ ให้เกียรติสตรี รับฟังความคิดเห็นของผู้ใหญ่ ส่งเสริมพระพุทธศาสนา จะช่วยสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน</p> พระครูดิลกสุตคุณ (ทองดี วราสโย), พระวิสุทธิพงษ์เมธี (วีระ มหาวีโร), ธิติวุฒิ หมั่นมี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283182 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขององค์การบริหารส่วนตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283183 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตประชาชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขององค์การบริหารส่วนตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมกับคุณภาพชีวิตประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเลาขวัญ และ 3. นำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขององค์การบริหารส่วนตำบลเลาขวัญ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคือประชาชน จำนวน 380 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ นักวิชาการหรือผู้ปฏิบัติงานด้านพระพุทธศาสนา ผู้บริหาร หรือผู้ช่วยบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลเลาขวัญ นักวิชาการหรือผู้ปฏิบัติงานด้านรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้นำชุมชน จำนวน 9 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณภาพชีวิตโดยรวมของประชาชนภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.40, S.D.=0.38) และรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความมีเหตุผล รองลงมา คือ ความพอประมาณ การมีภูมิคุ้มกัน ความรู้ และคุณธรรม 2. หลักภาวนา 4 มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) โดยด้านที่มีความสัมพันธ์สูงสุดคือ ความรู้ รองลงมา คือ การมีภูมิคุ้มกันความมีเหตุผล ความพอประมาณ และ คุณธรรม เมื่อแยกรายด้านตามหลักภาวนา 4 โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ กายภาวนา สีลภาวนา ปัญญาภาวนา และจิตตภาวนา และ 3. การบูรณาการหลักภาวนา 4 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงก่อให้เกิดกรอบแนวคิดทางจริยธรรมและปรัชญาที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและจิตใจอย่างสมดุลและยั่งยืน สนับสนุนความมีเหตุผล วินัย ความรับผิดชอบต่อสังคม การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการมีส่วนร่วมของชุมชน จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริงและยั่งยืนในระยะยาว</p> พระครูปลัดชำนาญ ชาคโร, พระครูศรีธรรมวราภรณ์ (จีรพันธ์ ธมฺมปสฏฺโฐ), ธิติวุฒิ หมั่นมี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283183 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบูรณาการหลักสัปปุริสธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองของผู้บริหารเทศบาลตำบลดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282309 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางการเมืองของผู้บริหารเทศบาลตำบลดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำทางการเมืองของผู้บริหารเทศบาล โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. นำเสนอการบูรณาการหลักสัปปุริสธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองของผู้บริหาร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจากประชากรกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 300 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ คำนวณค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกที่มีโครงสร้าง เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำทางการเมืองของผู้บริหารเทศบาลตำบลฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.06) 2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำทางการเมืองของผู้บริหารเทศบาล พบว่า ประชาชนที่มีอาชีพและรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำทางการเมืองของผู้บริหารเทศบาล ไม่แตกต่างกัน จึงไม่ยอมรับสมมติฐานการวิจัย ส่วนประชาชนที่มีเพศ อายุ และระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำทางการเมืองของผู้บริหารเทศบาลแตกต่างกัน จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. การบูรณาการหลักสัปปุริสธรรมในการเสริมสร้างภาวะผู้นำของผู้บริหารเทศบาล มีการนำหลักธรรมดังต่อไปนี้มาใช้ 1. ธัมมัญญุตา รู้จักเหตุ เข้าใจปัญหาและแก้ไขได้ตามหลักกฎหมาย 2. อัตถัญญุตา รู้จักผล ทำงานโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก 3. อัตตัญญุตา รู้จักตน วางตัวดี เป็นตัวอย่างที่ดี 4. มัตตัญญุตา รู้จักประมาณ บริหารงบประมาณและทรัพยากรอย่างไม่ฟุ่มเฟือย 5. ทำงานถูกเวลา เหมาะสมกับสถานการณ์ 6. ปริสัญญุตา รู้จักชุมชน เข้าใจพื้นที่ สังคม และความต้องการของประชาชน 7. ปุคคลัญญุตา รู้จักบุคคล รู้จักเลือกใช้คนให้เหมาะกับงาน</p> พระบัณฑิต จนฺทปญฺโญ, สุมาลี บุญเรือง, สุรพล สุยะพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282309 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาของสตรีในอำเภอเมือง จังหวัดเลย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/281863 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาของสตรีในอำเภอเมือง จังหวัดเลย 2. เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาของสตรีในอำเภอเมือง จังหวัดเลย จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. เสนอแนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาของสตรีในอำเภอเมือง จังหวัดเลย การวิจัยนี้เป็นแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 346 คน จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสังคมศาสตร์ และการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดยสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคนแล้ววิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรีในอำเภอเมือง จังหวัดเลย ตามแนวพระพุทธศาสนา โดยภาพรวมแล้ว ระดับการมีส่วนร่วมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.23) 2. การเปรียบเทียบ พบว่า สตรีที่มี อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่างกัน ระดับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาของสตรีในอำเภอเมือง จังหวัดเลย โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ และ 3. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาของสตรีในอำเภอเมือง จังหวัดเลย คือ การบูรณาการตามหลัก สังคหวัตถุ 4 เพื่อให้สอดคล้องกับแนวพระพุทธศาสนา ด้านทาน จัดกิจกรรมจิตอาสา ทำบุญ และรณรงค์เรื่องการให้ทานผ่านสื่อ รวมถึงสนับสนุนโครงการการกุศลต่าง ๆ ด้านปิยวาจา เน้นการใช้คำพูดสุภาพ สร้างสรรค์ และส่งเสริมบรรยากาศการสนทนาที่ดีในครอบครัวและชุมชน ด้านอัตถจริยา จัดกิจกรรมจิตอาสาเป็นประจำ ผสมผสานกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์กับการเรียนรู้ของเยาวชน และยกย่องผู้ทำความดี และด้านสมานัตตตา ปลูกฝังเศรษฐกิจพอเพียง สนับสนุนการสร้างรายได้จากท้องถิ่น และส่งเสริมองค์กรที่ดำเนินงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง</p> ชรินรัตน์ ชัยสุข, ศตวรรษ สงกาผัน, ธงชัย สิงอุดม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/281863 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282197 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 283 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยานักวิชาการและผู้มีส่วนได้เสีย 18 รูปหรือคน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และการสนทนากลุ่มเฉพาะ 9 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ปัจจัยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และหลักพละ 4 ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 โดยปัจจัยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สามารถร่วมกันทำนายความผันแปรได้ร้อยละ 61.3 หลักพละ 4 ทำนายได้ร้อยละ 78.4 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ บุคลากรมีความสามารถในการปฏิบัติงานในเชิงรุก มีการตั้งเป้าหมายของงานไว้อย่างชัดเจน ด้านการยึดมั่นในความถูกต้องและจริยธรรม ปฏิบัติงานโดยเน้นความโปร่งใสตรวจสอบได้เสมอ ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ด้านความเข้าใจในองค์กรและระบบงาน ศึกษาค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับระบบงานอยู่เสมอ มีความเข้าใจในนโยบายและโครงสร้างองค์กร ด้านการบริการเป็นเลิศ ให้บริการด้วยความเต็มใจ ให้บริการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และด้านการทำงานเป็นทีม มีการประสานและส่งเสริมสัมพันธภาพอันดีภายในกลุ่ม มีการวางแผนร่วมกัน</p> ตากเพชร เลขาวิจิตร, บุญทัน ดอกไธสง, เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282197 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมประสิทธิผลการบริหารจัดการการรักษาทางการแพทย์สำหรับผู้มีรายได้น้อยของสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283059 <p class="5175" style="margin-top: 0cm; text-indent: 35.45pt;"><span lang="TH">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาประสิทธิผลการบริหารจัดการการรักษาทางการแพทย์สำหรับผู้มีรายได้น้อยของสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี 2. ศึกษา<span style="letter-spacing: -.2pt;">ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารจัดการการรักษาทางการแพทย์สำหรับผู้มีรายได้น้อย</span>ของสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี และ 3. นำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมประสิทธิผลการบริหารจัดการการรักษาทางการแพทย์สำหรับผู้มีรายได้น้อยของสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ศึกษากลุ่มตัวอย่าง จำนวน 385 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประมาณค่า </span>5<span lang="TH"> ระดับ สถิติใช้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่มเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิ 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</span></p> <p class="5175" style="margin-top: 0cm; text-indent: 35.45pt;"><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิผลการบริหารจัดการการรักษาทางการแพทย์สำหรับผู้มีรายได้น้อยของสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน 2. ปัจจัยการบริหาร 4</span>M <span lang="TH">โดยภาพรวม ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารจัดการการรักษาทางการแพทย์สำหรับ<span style="letter-spacing: -.2pt;">ผู้มีรายได้น้อยของสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 ส่วนหลักพละ 4</span> ทำนายได้ร้อยละ 74.4 3. พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมประสิทธิผลการบริหารจัดการการรักษาทางการแพทย์สำหรับผู้มีรายได้น้อยของสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี พบว่า ด้านผลผลิต มีความสามารถให้บริการแก่ประชาชนได้จำนวนปานกลางขึ้น ด้านประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้านความพึงพอใจ ประชาชนพึงพอใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารงาน ด้านการปรับเปลี่ยน ประชาชนได้รับการบริการที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้นจากเดิม ด้านการพัฒนา บุคลากรได้รับการพัฒนาความรู้ทักษะและประสบการณ์</span></p> วรรณพัชร ทั่งทอง, สุรพล สุยะพรหม, เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283059 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีตามหลักพุทธธรรม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282198 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี 3. นำเสนอการพัฒนาประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีตามหลักพุทธธรรม การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวคือ ประชาชนผู้มารับบริการ 385 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือหัวหน้าส่วนราชการและบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี นักวิชาการหรือผู้ปฏิบัติงานด้านรัฐประศาสนศาสตร์และด้านพระพุทธศาสนา ผู้แทนประชาชน รวม 18 รูปหรือคน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และการสนทนากลุ่มเฉพาะจำนวน 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2. ปัจจัย แรงจูงใจในการปฏิบัติงานและหลักอิทธิบาท 4 ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 โดยปัจจัย แรงจูงใจในการปฏิบัติงานสามารถร่วมกันทำนายความผันแปรได้ร้อยละ 69.1 หลักอิทธิบาท 4 ทำนายได้ร้อยละ 73.1 3. การพัฒนาประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีตามหลักพุทธธรรม พบว่า ด้านผลผลิต การดำเนินโครงการบรรลุเป้าหมาย ด้านประสิทธิภาพ ผลการปฏิบัติงานมีคุณภาพตามที่กำหนด ด้านความพึงพอใจ โครงการและกิจกรรมสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน ด้านการปรับเปลี่ยน มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ด้านการพัฒนาองค์กร มีการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาองค์กรที่ชัดเจน</p> ศิริพงษ์ สมบูรณ์, เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง, สุรพล สุยะพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282198 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 พุทธวิธีเสริมสร้างภาวะผู้นำของกำนันผู้ใหญ่บ้านเพื่อการจัดการความขัดแย้งของชุมชนในตำบลทุ่งฝาย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282655 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับภาวะผู้นำของกำนันผู้ใหญ่บ้านเพื่อการจัดการความขัดแย้งของชุมชน 2. เปรียบเทียบภาวะผู้นำของกำนันผู้ใหญ่บ้านจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3. เพื่อนำเสนอพุทธวิธีเสริมสร้างภาวะผู้นำของกำนันผู้ใหญ่บ้านเพื่อการจัดการความขัดแย้งของชุมชน ในตำบลทุ่งฝาย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง การวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 377 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ประชากรกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิควิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการสร้างค่านิยมของประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบทางการเมืองในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.53) ด้านการประนีประนอม ด้านความร่วมมือ ด้านหลีกเลี่ยง ด้านการปรองดอง ตามลำดับ 2. เปรียบเทียบภาวะผู้นำของกำนันผู้ใหญ่บ้านจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ ด้านอายุแตกต่างกัน มีความคิดเห็นไม่ต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานวัย ในด้านระดับการศึกษา ด้านอาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 จึงยอมรับสมมติฐานงานวิจัย 3. พุทธวิธีเสริมสร้างภาวะผู้นำของกำนันผู้ใหญ่บ้านเพื่อการจัดการความขัดแย้งของชุมชน ในตำบลทุ่งฝาย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ด้วยหลักพรหมวิหาร4 ประกอบด้วยเมตตา การปรารถนาดีและหวังดีต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน กรุณา เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมที่น่าอยู่การนำหลักความกรุณามาใช้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี มีความสุข หรือประสบความสำเร็จ อุเบกขา: ปัญญาที่นำไปสู่สันติสุขความขัดแย้งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกสังคม</p> พระจตุพล จิตฺตทนฺโต, พระมหาบวรวิทย์ รตนโชโต, ศิลาวัฒน์ ชัยวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282655 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282238 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี 2. เปรียบการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. นำเสนอการประยุกต์หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ดำเนินการตามระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี คือ การวิจัยเชิงปริมาณจากการแจกแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test) โดยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One Way Anova) และการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1. ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รองลงมา คือการพัฒนาอาชีพและการส่งเสริมสวัสดิการของชุมชน 2. ประชาชนที่มีอายุ รายได้และอาชีพแตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี แตกต่างกัน และ 3. การประยุกต์หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 3.1 อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น 3.2 อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์ 3.3 กัลยาณมิตตตา คบคนดี ไม่คบคนชั่ว และ 3.4 สมชีวิตา อยู่อย่างพอเพียง ส่งผลให้สามารถบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนได้อย่างเหมาะสม</p> พระอธิการสุชัน เทวธมฺโม, นพดล ดีไทยสงค์, วิชชุกร นาคธน, พระครูโสภณวีรานุวัตร (นิคม ณฏฺฐวโร) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282238 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวคิดทักษะผู้นำสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282700 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดทักษะผู้นำสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) ประเมินความเหมาะสมของแนวคิดทักษะผู้นำสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษา กระบวนการมี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาเอกสารแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 แหล่ง เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบทักษะผู้นำสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษา ขั้นตอนที่ 2 การประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบทักษะผู้นำสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเคราะห์เอกสาร และแบบประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบที่สังเคราะห์ได้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบของทักษะผู้นำสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ เรียงลำดับจากค่าร้อยละจากมากไปน้อยได้ดังนี้ การสร้างแรงบันดาลใจ การสื่อสารวิสัยทัศน์ การเป็นแบบอย่าง การสนับสนุนทางจิตใจและอารมณ์ 2) ผลการประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.86, S.D.=0.110) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ การสร้างแรงบันดาลใจ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.96, S.D.=0.089) การสนับสนุนทางจิตใจและอารมณ์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.92, S.D.= 0.110) การเป็นแบบอย่าง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.80, S.D.=0.141) การสื่อสารวิสัยทัศน์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.76, S.D.=0.089) ตามลำดับ</p> ธนกฤต วินทะไชย, นวพร วรรณทอง, พรเทพ เสถียรนพเก้า ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282700 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการพัฒนาองค์การสมรรถนะสูงของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครราชสีมา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282947 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการพัฒนาองค์การสมรรถนะสูงของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2. ศึกษาการเป็นองค์การสมรรถนะสูงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3. ศึกษาความสัมพันธ์ภาวะผู้นำ<br />การเปลี่ยนแปลงกับการพัฒนาองค์การสมรรถนะสูงของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 4. เสนอแนวทางในการเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประชากรการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานในเทศบาลเมือง 4 แห่ง 1,220 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง 301 คน เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสอบถาม และวิเคราะห์หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาล สมาชิกสภาเทศบาล พนักงาน ลูกจ้าง 32 คน เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และการวิเคราะห์แบบอุปนัยด้วยการตีความสร้างข้อสรุปข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการพัฒนาองค์การสมรรถนะสูงของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ในระดับมากทุกด้าน ดังนี้ การสร้างแรงบันดาลใจ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลและการกระตุ้นทางปัญญา 2. การเป็นองค์การสมรรถนะสูงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ในระดับมากทุกด้าน ดังนี้ คุณภาพการบริหารจัดการ คุณภาพบุคลากร การปรับปรุงกระบวนการพัฒนาต่อเนื่อง การปฏิบัติอย่างเปิดเผย และการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3. ความสัมพันธ์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการพัฒนาองค์การสมรรถนะสูงของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำทั้ง 4 ด้าน มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อการเป็นองค์การสมรรถนะสูง นัยสำคัญทางสถิติ.01 4. แนวทางในการเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ผู้นำควรสื่อสารวิสัยทัศน์ที่น่าดึงดูดและท้าทายเพื่อปลุกพลังกระตุ้นบุคลากรเกิดความกระตือรือร้นและทุ่มเท สร้างบรรยากาศเชิงบวก สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ</p> รชพล ศรีขาวรส, ชลิดา กันหาลิลา, เดชฤทธิ์ ถิตย์ฉาย, พภัสสรณ์ อนุเวียง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/282947 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประเภทและแนวทางการจัดการความเสี่ยงของธุรกิจคาเฟ่ในจังหวัดสงขลา ภายใต้กรอบแนวคิด ESG https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283932 <p>บทความวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาประเภทของความเสี่ยงที่ธุรกิจคาเฟ่ในจังหวัดสงขลาประสบภายใต้กรอบแนวคิด ESG และ 2. นำเสนอแนวทางการจัดการความเสี่ยงเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 13 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากเจ้าของกิจการ ผู้จัดการ และพนักงานของธุรกิจคาเฟ่ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นเครื่องมือหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมทั้งใช้เครื่องบันทึกเสียงและบันทึกภาคสนามในการสนับสนุนการรวบรวมข้อมูล จากผู้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคาเฟ่ในจังหวัดสงขลา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงประเด็นและตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ธุรกิจคาเฟ่ในจังหวัดสงขลาประสบความเสี่ยงภายใต้กรอบ ESG ทั้งสามมิติ ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการของเสีย น้ำเสีย ขยะพลาสติก กากกาแฟ และต้นทุนพลังงานสูง ด้านสังคม เช่น รายได้ลดลง แรงงานขาดความมั่นคง ความพึงพอใจของลูกค้า และความขัดแย้งภายในองค์กร และด้านธรรมาภิบาล เช่น การควบคุมต้นทุนไม่รัดกุม การขาดความโปร่งใส และประเด็นจริยธรรม แนวทางจัดการความเสี่ยงที่พบ ได้แก่ บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พลังงานแสงอาทิตย์ สวัสดิการและแรงจูงใจพนักงาน การมีส่วนร่วมกับชุมชน และวัฒนธรรมองค์กรโปร่งใส ผลการศึกษานำไปสู่โมเดลการจัดการความเสี่ยงตามกรอบ ESG ครอบคลุมการระบุความเสี่ยง การตอบสนอง การปรับตัว และการสร้างผลลัพธ์ด้านความยั่งยืน ชี้ว่า กรอบ ESG ช่วยลดความเสี่ยงเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และเสริมความยั่งยืน พร้อมเป็นแนวทางให้ SMEs และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายและกลยุทธ์</p> ณิชา คงวัลย์, ฮาริซ หมัดหมัน, เจษฎา นกน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283932 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการซื้อและความพึงพอใจของผู้บริโภคในการเลือกซื้อน้ำอัดลมจากห้างค้าปลีกท้องถิ่น : กรณีศึกษาจังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราช https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283861 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค 2. วิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้บริโภค และ 3. เสนอแนะสำหรับห้างค้าปลีกท้องถิ่นในการปรับกลยุทธ์ทางการตลาด เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริโภคน้ำอัดลมในจังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราช จำนวน 20 คน ด้วยการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ส่วนใหญ่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมในการเลือกซื้อน้ำอัดลมจากห้างค้าปลีกท้องถิ่นในจังหวัดสงขลาและจังหวัดนครศรีธรรมราช มีการเลือกซื้อเพราะรสชาติและความคุ้นเคย ซึ่งนิยมเลือกซื้อยี่ห้อโค้กและเป๊ปซี่ในรสชาติออริจินัลและสูตรไม่มีน้ำตาล ส่วนความพึงพอใจของผู้บริโภคในการซื้อน้ำอัดลมจากห้างค้าปลีกท้องถิ่น 2. ผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด และ 3. ข้อเสนอแนะจากการวิจัยห้างค้าปลีกท้องถิ่นควรเพิ่มความหลากหลายของสินค้า โดยเฉพาะน้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาล และจัดโปรโมชั่นที่ต่อเนื่อง รวมถึงใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารการตลาดเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น</p> ฐิติกร ฐิโตประการ, พิมพ์วลัญช์ จันทองศรี, เจษฎา นกน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283861 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของคุณภาพการบริการ สภาพแวดล้อมการบริการ และบุคลากรบริการต่อความพึงพอใจของลูกค้า : บทบาทสื่อกลางของนวัตกรรมการบริการในธุรกิจงานแต่งงาน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283273 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาว่าคุณภาพการบริการ สภาพแวดล้อมการบริการ และบุคลากรบริการมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในธุรกิจงานแต่งงานในนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน และ 2. ศึกษาบทบาทของนวัตกรรมการบริการในฐานะตัวแปรสื่อกลางระหว่างคุณภาพการบริการ สภาพแวดล้อมการบริการ และบุคลากรบริการกับความพึงพอใจของลูกค้า การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานเชิงอธิบายตามลำดับ (Explanatory Sequential Mixed Methods) ประชากร คือ ลูกค้าที่ใช้บริการงานแต่งงานในนครคุนหมิงภายใน 1 ปีที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 312 คน ได้จากการสุ่มแบบโควตา (Quota Sampling) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามเชิงโครงสร้างที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น (ค่าแอลฟาของครอนบาคระหว่าง .88–.92) และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 ราย พร้อมกรณีศึกษา 2 กรณี การเก็บข้อมูลดำเนินการทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ผ่านสถานที่จัดงาน ร้านถ่ายภาพ และกลุ่ม WeChat การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติแบบจำลองสมการโครงสร้างกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (Partial Least Squares Structural Equation Modeling: PLS-SEM) ด้วยการบูตสแตรป 5,000 ครั้ง และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพการบริการ (β = .41, p &lt; .001) สภาพแวดล้อมการบริการ (β = .27, p &lt; .01) และบุคลากรบริการ (β = .36, p &lt; .001) มีผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ นวัตกรรมการบริการเป็นตัวทำนายความพึงพอใจที่แข็งแกร่ง (β = .44, p &lt; .001) และมีบทบาทสื่อกลางบางส่วน โดยมีค่าผลกระทบทางอ้อมระหว่าง .11–.17 แบบจำลองอธิบายความแปรปรวนของนวัตกรรมการบริการได้ 58% และความพึงพอใจของลูกค้าได้ 67% ผลเชิงคุณภาพพบประเด็นหลักสามด้าน ได้แก่ ความตึงเครียดระหว่างการบริการเฉพาะบุคคลกับมาตรฐาน บทบาทของแรงงานทางอารมณ์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในฐานะปัจจัยขับเคลื่อนนวัตกรรมบริการ ซึ่งช่วยขยายแนวคิดตรรกะการบริการและทฤษฎีสภาพแวดล้อมการบริการ รวมถึงเสนอแนวทางยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านนวัตกรรมในธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรม</p> หยุนเจ๋อ หยาง, ชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ, สิทธิ์ ธีรสรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283273 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลกระทบของรูปแบบการแชร์บน Douyin ต่อความตั้งใจเลือกที่พักโฮมสเตย์ของลูกค้า : บทบาทด้านการรับรู้ของภาพลักษณ์โฮมสเตย์ที่ต้าหลี่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283415 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นและเนื้อหาที่เจ้าของสร้างขึ้น ต่อความตั้งใจของลูกค้าในการเลือกเข้าพักโฮมสเตย์ในเมืองต้าหลี่ มณฑลยูนนาน ภายใต้กรอบแนวคิดทฤษฎีการพิสูจน์ทางสังคม ทฤษฎีสัญญาณ และกรอบแนวคิดกระตุ้น - สิ่งมีชีวิต - การตอบสนอง งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสมวิธี เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาของวิดีโอสั้นในแพลตฟอร์ม Douyin แบบสอบถามเชิงโครงสร้างจากผู้เข้าพัก 312 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับลูกค้าโฮมสเตย์ จำนวน 20 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านอารมณ์ ในขณะที่ เนื้อหาที่เจ้าของสร้างขึ้นส่งผลมากกว่าต่อภาพลักษณ์ด้านการรับรู้ และเนื้อหาทั้ง 2 แบบล้วนมีส่วนต่อความตั้งใจเลือกของลูกค้า ภาพลักษณ์ด้านการรับรู้มีบทบาทในการสร้างการประเมินเชิงเหตุผล ขณะที่ภาพลักษณ์ด้านอารมณ์เป็นตัวทำนายที่ทรงพลังที่สุดต่อการตัดสินใจจองที่พัก การศึกษานี้ได้ขยายทฤษฎี Servicescape ในบริบทสื่อดิจิทัลประเภทวิดีโอสั้น โดยเน้นให้เห็นถึงความแท้ทางวัฒนธรรม เป็นองค์ประกอบสำคัญของภาพลักษณ์ลูกค้า และได้ยืนยันการประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด SOR ในการตลาดโฮมสเตย์ ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ แนะนำให้ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ดำเนินกลยุทธ์ที่สมดุล โดยผสานความแท้จริงของเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น เข้ากับความเป็นมืออาชีพของเนื้อหาที่เจ้าของสร้างขึ้นและบูรณาการเรื่องราวทางวัฒนธรรมเพื่อเสริมสร้างทั้งการมีส่วนร่วมทางอารมณ์และความเชื่อมั่นเชิงการรับรู้ของลูกค้า</p> หยุนฮุย หวัง, พาโชค เลิศอัศวพัตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jidir/article/view/283415 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700