https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jnuks/issue/feed โขง-สาละวิน 2025-12-15T00:00:00+07:00 Mekong-Salween Civilization Studies Journal Mekong_salween@nu.ac.th Open Journal Systems <p><strong><u>กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่</u></strong> <br /> MSCSJ จัดทำโดย หน่วยวารสาร กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดรับบทความจากผู้เขียนทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย บทความที่เสนอขอรับการพิจารณาอาจเขียนเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ แต่บทคัดย่อต้องมีสองภาษา <strong>จัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ในรูปแบบ Online ดังนี้</strong></p> <p><strong>ฉบับที่ 1 ระหว่างเดือน มกราคม-มิถุนายน</strong></p> <p><strong>ฉบับที่ 2 ระหว่างเดือน กรกฎาคม-ธันวาคม</strong></p> <p><strong>หมายเหตุ: เปิดรับบทความตลอดปี</strong></p> <p><strong><u>วัตถุประสงค์และขอบเขต</u></strong><br /> MSCSJ มีนโยบายการจัดพิมพ์เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ และเผยแพร่ผลงานวิจัยในสหสาขาวิชาทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในมิติที่เกี่ยวข้องกับอารยธรรมในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง-สาละวิน ใน 5 สาขา ดังนี้</p> <p>1. สาขาวิชาศิลปะทั่วไปและมนุษยศาสตร์ (General Arts and Humanities)</p> <p>2. สาขาประวัติศาสตร์ (History)</p> <p>3. สาขาภาษาและภาษาศาสตร์ (Language and Linguistics)</p> <p>4. สาขาทัศนศิลป์และการแสดง (Visual Arts and Performing Arts)</p> <p>5. สาขาวัฒนธรรมศึกษา (Cultural Studies)</p> <p><u></u><strong><u>ประเภทผลงานที่รับตีพิมพ์ และวิธีพิจารณาบทความ</u></strong><br /> MSCSJ รับตีพิมพ์ผลงาน 2 ประเภท ได้แก่</p> <p>1. บทความวิจัย (Research Article)</p> <p>2. บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p> โดยบทความจะต้องไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อขอรับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอื่น บทความทุกบทความจะต้องผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ <strong>(Peer review)</strong> <strong>ใน</strong><strong>สาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง 3 ท่าน โดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่รู้ว่าผู้เขียนเป็นใคร และผู้เขียนไม่รู้ว่าผู้ทรงคุณวุฒิเป็นใคร (Double-blinded Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong><u>การเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</u></strong><strong> </strong></p> <p><strong>MSCSJ มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทความละ 3,500 บาท </strong>โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ก็ต่อเมื่อบทความได้ผ่านการพิจารณาของบรรณาธิการฯ และกองบรรณาธิการวารสารฯ พร้อมทั้งได้แก้ไขเนื้อหาและรูปแบบของบทความตามคำแนะนำเรียบร้อยแล้ว ซึ่งบทความพร้อมเข้าสู่กระบวนการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ต่อไป</p> <p><strong><u>วารสารจัดทำในรูปแบบ</u></strong><strong><u><br /></u></strong>อิเล็กทรอนิกส์ ISSN 3027-6284 (Online) <br /> </p> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jnuks/article/view/279780 การศึกษารูปแบบการท่องเที่ยววิถีถิ่น อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก 2025-05-19T09:59:54+07:00 รุ่งทิวา ท่าน้ำ Athip.ja@kmitl.ac.th อธิป จันทร์สุริย์ athip.ja@kmitl.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทรัพยากรการท่องเที่ยว กิจกรรม<br />การท่องเที่ยว การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยว และสภาพการณ์การท่องเที่ยว 2) เพื่อเสนอรูปแบบการท่องเที่ยววิถีถิ่น อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวมรวมโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยววิถีถิ่น ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคชุมชน ภาควิชาการ และนักท่องเที่ยว รวมทั้งสิ้น 20 คน และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) ด้านทรัพยากรการท่องเที่ยววิถีถิ่นของอำเภออุ้มผางที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น คือ การรักษาวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การแต่งกาย ภาษา อาหาร ความเชื่อ และประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ปกาเกอะญอ ชาติพันธุ์ม้ง และชนพื้นเมือง ด้านกิจกรรมการท่องเที่ยววิถีถิ่นเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวสามารถลงมือทำ ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยววิถีถิ่น มุ่งเน้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมตั้งแต่การตัดสินใจ การดำเนินงาน การประเมินผล และรับผลประโยชน์ เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยววิถีถิ่น ด้านสภาพการณ์การท่องเที่ยววิถีถิ่น นักท่องเที่ยวต้องการเรียนรู้วิถีชีวิตของคนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักท่องเที่ยววัยกลางคน และผู้สูงอายุเดินทางมาท่องเที่ยวอำเภออุ้มผาง ประกอบกับภาครัฐได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวในอำเภออุ้มผางอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งส่งเสริมการจัดกิจกรรม และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และวัฒนธรรม 2) รูปแบบการท่องเที่ยววิถีถิ่น อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ประกอบด้วย การบูรณาการทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วม ชุมชนเป็นศูนย์กลาง และสภาพการณ์การท่องเที่ยว</p> 2025-12-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jnuks/article/view/279202 การพัฒนาต้นแบบการสื่อสารดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ บนฐานวัฒนธรรมชุมชนบ้านศรีเวินชัย อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม 2025-04-10T11:34:39+07:00 วัชระ สุตะโคตร watchara@npu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ศักยภาพทุนวัฒนธรรมชุมชนเพื่อพัฒนาต้นแบบการสื่อสารดิจิทัลในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ บ้านศรีเวินชัย อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม 2) เพื่อพัฒนาต้นแบบการสื่อสารดิจิทัลผ่านสื่อหนังสือภาพถ่ายดิจิทัลและเฟซบุ๊กแฟนเพจในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานวัฒนธรรมชุมชน และ 3) เพื่อประเมินประสิทธิผลของต้นแบบการสื่อสารดิจิทัลที่พัฒนาขึ้น ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนาร่วมกับการวิจัยแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 คน สนทนากลุ่ม 2 กลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญ 15 คน และนักท่องเที่ยว 400 คน ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนมีทุนวัฒนธรรมที่โดดเด่นด้านวิถีชีวิตริมน้ำสงคราม ประเพณีพุทธศาสนา และภูมิปัญญาด้านการประมงน้ำจืด ต้นแบบที่พัฒนาขึ้น ได้แก่ หนังสือภาพถ่ายดิจิทัล "อิ่มบุญ+สุขใจ ใน 2 ธรรม" และเฟซบุ๊กแฟนเพจ "เที่ยวนครพนม ชมวิถี บ้านศรีเวินชัย" ได้รับการประเมินในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย 4.56 และ 4.59) หลังการใช้ต้นแบบ กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้คุณค่าทุนวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นจาก 3.28 เป็น 4.52 และความตั้งใจในการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจาก 3.12 เป็น 4.35 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่งผลให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน เครือข่ายความร่วมมือ และการอนุรักษ์วัฒนธรรม การอภิปรายผลพบว่า ต้นแบบสอดคล้องกับแนวคิด Transmedia Storytelling และ Content Marketing ก่อให้เกิดการสร้างคุณค่าร่วม แต่ยังพบข้อจำกัดด้านทักษะดิจิทัลและความยั่งยืน ผลการวิจัยแสดงถึงการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลกับทุนวัฒนธรรมเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน</p> 2025-12-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jnuks/article/view/280224 อัตลักษณ์ทางศิลปะและความหมายทางวัฒนธรรมของเครื่องเคลือบถงกวน เมืองฉางซาในสมัยราชวงศ์ถัง 2025-05-06T20:00:54+07:00 หมินคุน จาง 65810016@go.buu.ac.th ภรดี พันธุภากร poradee@buu.ac.th ชูศักดิ์ สุวิมลเสถียร chusaks@go.buu.ac.th <p>เครื่องเคลือบถงกวนเป็นหนึ่งในเครื่องเคลือบพื้นบ้านที่รุ่งเรืองและมีการส่งออกในขนาดใหญ่ในช่วงกลางถึงปลายราชวงศ์ถัง โดยมีบทบาทสำคัญในการขจัดขอบเขตแบบแผนดั้งเดิมของเครื่องเคลือบจีนที่ว่า “เครื่องเคลือบเขียวดินแดนใต้ เครื่องเคลือบขาวดินแดนเหนือ” เครื่องเคลือบถงกวนนับเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่นของมณฑลหูหนาน และมีบทบาทสำคัญทั้งในประวัติศาสตร์การพัฒนาเครื่องเคลือบของจีน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนกับต่างประเทศ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิหลังและพัฒนาการของเครื่องเคลือบถงกวนของเมืองฉางซา และวิเคราะห์อัตลักษณ์และความหมายทางวัฒนธรรมของเครื่องเคลือบ ถงกวนของเมืองฉางซา โดยใช้วิธีวิจัยทางเอกสาร การลงพื้นที่ภาคสนาม และการวิจัยแบบสหวิทยาการ ได้แก่ ทฤษฎีการออกแบบ สัญศาสตร์ สุนทรียศาสตร์และโบราณคดีวิทยา จากการศึกษาพบว่า พัฒนาการของเครื่องเคลือบถงกวนเริ่มต้นจากเตาเยว่ อีกทั้งในกระบวนการพัฒนายังได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยีการทำเครื่องเคลือบจากเตาของภาคเหนือ และการตกแต่งจากเครี่องเคลือบถังซานไฉ่ อีกทั้งยังนำรูปแบบศิลปะจากพื้นที่ต่างถิ่นมาประยุกต์ จนกระทั่งช่วงปลายราชวงศ์ถังไปจนถึงยุคห้าราชวงศ์ เนื่องจากความไม่สงบทางการเมืองและการเพิ่มขึ้นของแหล่งเตาทางภาคเหนือ ส่งผลให้เตาถงกวนเข้าสู่ยุคถดถอยและหยุดเผาเครื่องเคลือบในที่สุด จากการวิเคราะห์เครื่องเคลือบถงกวนที่รวบรวมการลงพื้นที่ภาคสนาม พบว่า ส่วนใหญ่เป็นภาชนะบนโต๊ะอาหาร โดยอัตลักษณ์ของเครื่องเคลือบถงกวนสามารถแบ่งออกเป็นสามด้าน 1) เครื่องเคลือบถงกวนส่วนใหญ่มีรูปทรงที่เอิบอิ่มกลมกลึง 2) เครื่องเคลือบถงกวนมีการใช้สีเคลือบหลากหลาย นอกจากใช้เคลือบสีเขียวและเคลือบสีขาวซึ่งเป็นสีเคลือบหลัก ยังพัฒนาสีเคลือบอื่น ๆ เช่น สีน้ำตาล สีซีอิ๊ว สีเขียว สีดำ สีชา สีน้ำเงิน สีทองแดง เป็นต้น 3) เครื่องเคลือบถงกวนมักใช้ลวดลายประเภทจุดและเส้นอิสระ พรรณพฤกษา สัตว์ บุคคลและอักษรเป็นองค์ประกอบหลักในการตกแต่งที่หลากหลาย นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์เชิงลึก พบว่า เครื่องเคลือบถงกวนสะท้อนให้เห็นถึงความหมายทางวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสามด้านหลัก ได้แก่ วัฒนธรรมประจำท้องถิ่น วัฒนธรรมทางศาสนา และวัฒนธรรมต่างถิ่น งานวิจัยนี้ต้องการนำเสนอคุณค่าของเครื่องเคลือบถงกวนอย่างชัดเจน อีกทั้งยังวางรากฐานทางทฤษฎีสำหรับการอนุรักษ์สืบสาน และการเผยแพร่วัฒนธรรมเครื่องเคลือบถงกวนต่อไปในอนาคต</p> 2025-12-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jnuks/article/view/277819 จากบ้านทุ่งศาลา บ้านบางลาย สู่บ้านท้ายน้ำ: การศึกษาทุนทางวัฒนธรรม จากตำนานหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ 2025-04-28T14:52:56+07:00 ภาคภูมิ สุขเจริญ Pakpooms@nu.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทุนทางวัฒนธรรมจากตำนานหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ ในพื้นที่ตำบลบึงนาราง และตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง และตำบลท้ายน้ำ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร และเพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์ทุนทางวัฒนธรรมจากตำนานหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ ในพื้นที่ตำบลบึงนาราง และตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง และตำบลท้ายน้ำ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากเอกสาร การสัมภาษณ์ และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมโดยการลงพื้นที่ ผลการศึกษาพบว่า ตำนานหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่มาของทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ได้แก่ ทุนบุคคล ทุนรูปลักษณ์ และทุนสถาบัน ซึ่งมีรากฐานมาจากตำนานและเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมา โดยทุนบุคคล ได้แก่ พระภิกษุ ปราชญ์ชาวบ้าน และผู้นำชุมชน ขณะที่ทุนรูปลักษณ์ ได้แก่ ศาลาพักช้าง รูปหล่อหุ่นขี้ผึ้ง และวัตถุมงคลหลวงพ่อเงิน ซึ่งมีคุณค่าทางศาสนาและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่วนทุนสถาบันคือการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์และชมรมพระเครื่อง ซึ่งช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและการยอมรับในวงกว้าง ทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้พัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนได้ 3 มิติ ได้แก่ มิติด้านเส้นทางการท่องเที่ยว มิติด้านกิจกรรมการท่องเที่ยว และมิติด้านวัตถุมงคล</p> 2025-12-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jnuks/article/view/274397 การศึกษาความต้องการและความเป็นไปได้ของการให้บริการดนตรีบำบัดในการดูแลแบบประคับประคอง: กรณีศึกษาโรงพยาบาลศูนย์เขตภาคเหนือ 2024-08-08T08:24:16+07:00 กัญญาพัชร์ กิจเรณู Kanyapach.kit@mahidol.ac.th นิอร เตรัตนชัย Kanyapach.kit@mahidol.ac.th นัทธี เชียงชะนา Kanyapach.kit@mahidol.ac.th <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจความคิดเห็นของทีมสหวิชาชีพกลุ่มงานประคับประคองในโรงพยาบาลศูนย์เขตภาคเหนือที่มีต่อการใช้ดนตรีบำบัดเพื่อการดูแลแบบประคับประคอง 2) เพื่อศึกษารูปแบบการทำงานของนักดนตรีบำบัดในการให้บริการดนตรีบำบัดผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง และ 3) เพื่อศึกษาความต้องการและความเป็นไปได้ ในการนำดนตรีบำบัดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลเเบบประคับประคองในโรงพยาบาลศูนย์เขตภาคเหนือ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบสืบเสาะ (Exploratory Research) ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากสองแหล่ง คือ 1) ทีมสหสาขาวิชาชีพกลุ่มงานประคับประคอง จากโรงพยาบาลศูนย์เขตภาคเหนือ จำนวน 29 คน เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณโดยการสำรวจความคิดเห็นของทีมสหสาขาวิชาชีพ โดยใช้แบบสอบถาม และ 2) นักดนตรีบำบัดผู้เชี่ยวชาญ โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 3 คน เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง มีการบันทึกเสียงและนำมาถอดเทปสัมภาษณ์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นนำมาวิเคราะห์เนื้อหา สรุปความตามประเด็นสำคัญ และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนาและอธิบายร่วมกับข้อมูลเชิงปริมาณ ผลการวิจัยพบว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของทีมสหวิชาชีพกลุ่มงานประคับประคองในโรงพยาบาลศูนย์เขตภาคเหนือที่มีต่อการใช้ดนตรีบำบัดเพื่อการดูแลแบบประคับประคอง แสดงให้เห็นว่าทีมสหสาขาวิชาชีพส่วนใหญ่เห็นถึงประโยชน์และประสิทธิผลของการนำดนตรีบำบัดมาใช้เพื่อดูแลผู้ป่วยประคับประคอง และเห็นด้วยกับการให้มีบริการดนตรีบำบัดในโรงพยาบาลของตนเอง และจากการศึกษารูปแบบการทำงานของนักดนตรีบำบัดในการให้บริการดนตรีบำบัดผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการทำงานของนักดนตรีบำบัด ซึ่งประกอบด้วย บทบาทการทำงานของนักดนตรีบำบัดที่มีการทำงานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพอื่น การทำงานตำแหน่งนักดนตรีบำบัดในโรงพยาบาลซึ่งมีงานด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การให้ความรู้กับทีมสหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับดนตรีบำบัด หรือการสนับสนุนทางด้านจิตใจให้กับทีมดูแล และกระบวนการการให้บริการดนตรีบำบัดในการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1) การส่งต่อผู้ป่วยเพื่อเข้ารับบริการ 2) การประเมินผลก่อนเข้ารับบริการดนตรีบำบัด 3) การให้การบำบัด 4) การจัดทำเอกสารและประเมินความก้าวหน้าในการบำบัด 5) การยุติการให้บริการดนตรีบำบัด ผลของการศึกษาความต้องการและความเป็นไปได้แสดงให้เห็นว่าทีมสหสาขาวิชาชีพมีความต้องการที่จะนำดนตรีบำบัดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลแบบประคับประคอง และสนับสนุนให้มีการจ้างงานตำแหน่งนักดนตรีบำบัดในโรงพยาบาลศูนย์เขตภาคเหนือ เนื่องจากเห็นถึงประโยชน์และประสิทธิผลของดนตรีบำบัด และเห็นว่านักดนตรีบำบัดสามารถทำงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพอื่น ๆ ที่ดูแลผู้ป่วยประคับประคองได้</p> 2025-12-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jnuks/article/view/282850 ทวิลักษณ์ของชนชั้นล่างชาวจีนในเรื่องสั้นของหลู่ซิ่น 2025-10-06T17:33:43+07:00 เจือง ถิ หั่ง hang@g.lpru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาความเป็นทวิลักษณ์ของชนชั้นล่างชาวจีนจากเรื่องสั้น จำนวน 11 เรื่อง ของหลู่ซิ่น หนึ่งในนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ข้อมูลจากเอกสาร และดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน ได้แก่ การรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดทวิลักษณ์และวรรณกรรมของหลู่ซิ่น การวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหาและการตีความเป็นหลัก และการนำเสนอข้อมูลด้วยการพรรณนาวิเคราะห์ การวิจัยครั้งนี้ใช้แนวคิด<br />ทวิลักษณ์ที่แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ทวิลักษณ์ในระดับสังคมและทวิลักษณ์ในระดับปัจเจกบุคคลเป็นกรอบคิดในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยทำให้ทราบว่า ในระดับสังคมส่วนรวม ชนชั้นล่างชาวจีนมีทั้งข้อดีที่ประกอบด้วยความขยันอดทนและความมีน้ำใจ และข้อจำกัด ได้แก่ ความสอดรู้สอดเห็นและความไม่ซื่อสัตย์ การพิจารณาในระดับปัจเจกบุคคลนั้น ตัวละครอา Q ในเรื่อง “ประวัติจริงของอา Q” ซึ่งเป็นตัวแทนของชนชั้นล่างชาวจีนที่เป็นบุรุษเพศ มีบุคลิกภาพย้อนแย้ง ประกอบด้วย ความยโสโอหังกับความขลาดเขลา สะท้อนผ่านลักษณะนิสัยของตัวละครที่ชอบกดขี่ข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่าแต่ในขณะเดียวกันก็มีความเกรงกลัวและสยบระย่อต่อผู้มีอำนาจ และการมีอคติต่อผู้หญิงกับการปรารถนาความรัก ขณะที่ตัวละครอั้ยกูในเรื่อง “หย่าร้าง” เป็นภาพตัวแทนของชนชั้นล่างชาวจีนที่เป็นสตรีเพศโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มภรรยานอกขนบนิยมในพื้นที่ชนบทของจีน โดยแสดงความยโสโอหังต่อคนใกล้ชิดแต่ขณะเดียวกันก็มีความประหม่าและสยบระย่อเมื่อต้องเผชิญกับผู้มีอำนาจ</p> 2025-12-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jnuks/article/view/279221 การสันนิษฐานรูปแบบทางสถาปัตยกรรม วัดตระพังช้างเผือก อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย 2025-03-31T12:20:45+07:00 อนัสพงษ์ ไกรเกรียงศรี anuspongk@nu.ac.th <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสันนิษฐานรูปแบบสัณฐานทางสถาปัตยกรรม และนำเสนอองค์ความรู้เรื่องศิลปสถาปัตยกรรม วัดตระพังช้างเผือก เพื่อเสริมการเรียนรู้และการท่องเที่ยวทางเลือก โดยใช้วิธีดำเนินการวิจัยจากการศึกษาด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริบทของการศึกษาวัดตระพังช้างเผือก ประกอบกับการสำรวจภาคสนาม และใช้การรังวัดประกอบการประมวลผลด้วยโปรแกรมโฟโตแกรมเมตทรี เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผลการวิจัยด้วยการเขียนแบบสถาปัตยกรรม 3 มิติ แสดงรูปแบบสันนิษฐาน วัดตระพังช้างเผือกอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยที่งานวิจัยนี้ ได้ใช้กรอบแนวคิด กรอบการวิจัย จากการค้นพบซากโบราณสถาน ชิ้นส่วนองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม และการบูรณะ วัดตระพังช้างเผือก ซึ่งพบว่าเป็นอาคารที่มีรูปทรงพิเศษ แตกต่างจากโบราณสถานอื่นในกลุ่มอรัญญิกด้านทิศตะวันตกของกรุงสุโขทัย โดยได้ผลสรุปการศึกษาว่า ส่วนประธานของวัดตระพังช้างเผือก เป็นอาคารทรงมณฑปที่มีการออกแบบให้มีแนวเสาซ้อน 2 ชั้น และมีแท่นประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ตรงแกนกลาง อันเป็นรูปแบบพิเศษที่พบเพียง 2 แห่ง ในกลุ่มอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย</p> 2025-12-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jnuks/article/view/282911 พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ การบนบานศาลกล่าว กับการพัฒนาเมืองโดยใช้ความเชื่อเป็นฐาน 2025-09-29T15:10:26+07:00 พัชรินทร์ สิรสุนทร patcharins@nu.ac.th <p>บทความนี้มุ่งพัฒนาตัวแบบการพัฒนาเมืองอัจฉริยะโดยใช้ความเชื่อเป็นฐาน โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและแบบสำรวจวัตถุวัฒนธรรมจากพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แปดแห่งในเขตเมืองพิษณุโลก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ทฤษฎีฐานราก ผลการศึกษาพบความสัมพันธ์ระหว่างนโยบาย กลยุทธ์การพัฒนาพื้นที่เขตเมือง ความเชื่อเรื่องโชคแบบชั่วคราวและองค์ประกอบของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ <br />ผลการศึกษาพบรูปแบบการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทางปัญญาตามกรอบเสาหลักนโยบายสี่ประการ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อใช้มิติทางวัฒนธรรมและความเชื่อในการพัฒนาพลเมืองอัจฉริยะและขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างรอบด้านและยั่งยืน ประกอบด้วย 1) การปรับทิศทางแนวคิดด้านวีรบุรุษนิยมและการกำหนดคุณค่า 2) การเสริมสร้างทุนมนุษย์และความเชื่อมั่นในตนเอง 3) การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลวัฒนธรรมและ<br />การไหลเวียนของความรู้ และ 4) การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน โดยมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญคือ การกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาเมืองที่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับวีรบุรุษในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับจิตใจของบุคคลด้านการกำหนดคุณค่า สะท้อนย้อนคิดถึงการตายของตนเอง สร้างแรงบันดาลใจในการกระทำสิ่งดีงามที่เกินความคาดหมายปกติ สร้างเสริมทัศนคติที่ดีและเชื่อมั่นในอำนาจการควบคุมของตนเอง และพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นต่อการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p> 2025-12-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jnuks/article/view/281756 การศึกษาสังคีตลักษณ์ทางดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ ตำบลตาเนาะเเมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา 2025-06-30T14:42:49+07:00 นพปฎล ขุนสีแก้ว Noppadonk65@nu.ac.th ศศิณัฐ พงษ์นิล Noppadonk65@nu.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะทางดนตรีของ<br />กลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ในตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ผ่านการวิเคราะห์เพลงจำนวนสามเพลง ได้แก่ "Bon Ui ha G'ui Sha o" (เพลงพิธีกรรม) "เพลงเต้นรำ" (เพลงเฉลิมฉลอง) และ "เพลงพรุ่งนี้" (เพลงในชีวิตประจำวัน) มีวิธีการดำเนินการวิจัยโดยใช้ทฤษฎีการวิเคราะห์ดนตรีวิทยาชาติพันธ์ุ (Ethnomusicological Analysis Theory) และ ทฤษฎีการวิเคราะห์โครงสร้างดนตรี (Musical Structural Analysis Theory) เป็นกรอบแนวคิดการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบทางดนตรี เช่น บันไดเสียง โครงสร้าง ช่วงเสียง จังหวะ และเครื่องดนตรี โดยเฉพาะเครื่องดนตรีเต่อสื้อโก่ย (Taw Sue Koi) เพลงพิธีกรรมมีช่วงเสียงตั้งแต่ G4 ถึง D6 ความเร็ว80 BPM และโครงสร้าง A–B–A; เพลงเฉลิมฉลองมีช่วงเสียงตั้งแต่ E3 ถึง B4 ความเร็ว 120 BPM และโครงสร้าง A–A–B–A; ส่วนเพลงชีวิตประจำวันมีช่วงเสียง C3 ถึง C4 ความเร็ว 75 BPM และโครงสร้างแบบ Through-composed เพลงทั้งสามบทใช้บันไดเสียงเพนทาโทนิก (C–D–E–G–A) เต่อสื้อโก่ย ซึ่งเป็นเครื่องสายสามสายแบบดั้งเดิม ทำหน้าที่เป็นทำนองหลักของดนตรีลาหู่ โดยสายทั้งสามมีชื่อสะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาวลาหู่ ได้แก่ สาย E5 "Mei" (หญิง) สาย G4 "Mang" (ความเสมอภาค) และสาย C4 "Ju/Ja" (ชาย) การตั้งสายทั้งหมดสอดคล้องกับบันไดเสียงเพนทาโทนิก เพื่อรองรับการสร้างทำนอง ดนตรีลาหู่ มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียว<br />ในชุมชนและรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ผ่านแนวคิด "ความยืดหยุ่นภายใต้ขอบเขต (Bounded Flexibility)" ซึ่งประกอบด้วย ขอบเขตที่คงที่ ได้แก่ บันไดเสียงเพนทาโทนิก เครื่องดนตรีดั้งเดิม และวัตถุประสงค์ของพิธีกรรม ขอบเขตที่ยืดหยุ่นได้ เช่น ระยะเวลา สถานที่ในการแสดง และโครงสร้างของเพลง "Bon Ui ha G'ui Sha o" ผสมผสานเต่อสื้อโก่ยเข้ากับเครื่องดนตรีสมัยใหม่ เช่น คีย์บอร์ดและกีตาร์ ขณะที่ "เพลงเต้นรำ" และ "เพลงพรุ่งนี้" ใช้เครื่องดนตรีดั้งเดิมเป็นหลัก เพลงแต่ละเพลงสะท้อนการผสมผสานเฉพาะตัว: เพลงพิธีกรรมผสานท่วงทำนองเต่อสื้อโก่ยกับฮาร์โมนีแบบสมัยใหม่ เพลงเฉลิมฉลองผสมโครงสร้างดนตรีภาคใต้ และเพลงชีวิตประจำวันรักษาทำนองเพนทาโทนิก ผ่านรูปแบบ through-composed ดนตรีลาหู่ที่มี เต่อสื้อโก่ย เป็นศูนย์กลางสามารถรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้ ได้ผ่านการผสมผสานอย่างสมดุลระหว่าง "ความดั้งเดิม" และ "การปรับตัว" ทำให้ดนตรีลาหู่เป็นสื่อเชื่อมโยงระหว่างความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมได้อย่างมั่นคง</p> 2025-12-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jnuks/article/view/282517 แผนที่วัฒนธรรมผู้ไทเรณูนคร: จากทุนทางวัฒนธรรมสู่เส้นทางการท่องเที่ยว 2025-10-27T09:42:44+07:00 จิราภรณ์ พรหมเทพ kanlaya@npu.ac.th กัญลยา มิขะมา kanlaya@npu.ac.th บรรจง ภูละคร kanlaya@npu.ac.th สาวิณี โกพลรัตน์ kanlaya@npu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อสำรวจทุนวัฒนธรรมของชุมชนผู้ไทเรณูนครและจัดทำแผนที่วัฒนธรรมผู้ไทเรณูนคร และ 2) เพื่อออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยใช้แผนที่วัฒนธรรมผู้ไทเรณูนครเป็นฐาน การศึกษาใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพผ่านกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) ผู้ให้ข้อมูล 35 คน ประกอบด้วยปราชญ์ชุมชน ชาวบ้าน นักเรียน และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง การเก็บข้อมูลดำเนินการผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสำรวจภาคสนาม และการประชุมกลุ่มย่อย กระบวนการจัดทำแผนที่ทุนวัฒนธรรมมุ่งเน้นการระบุมรดกทางวัฒนธรรมทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ พร้อมบันทึกภาพถ่ายและพิกัดทางภูมิศาสตร์ ผลการวิจัยระบุทุนวัฒนธรรมทั้งสิ้น 38 รายการ แบ่งเป็น 7 หมวด ได้แก่ 1) พื้นที่วัฒนธรรม 2) สถาปัตยกรรม 3) ศิลปะการแสดง 4) งานช่างฝีมือดั้งเดิม 5) ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล 6) แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล และ7) ภาษา ทุนวัฒนธรรมสำคัญ ได้แก่ พระธาตุเรณู พระองค์แสน ผ้าทอผู้ไท ภาษา ผู้ไท ข้าวปุ้น เหล้าอุ ฟ้อน ผู้ไท และพิธีกรรมเทศกาลเด่นของชุมชน จากฐานข้อมูลและแผนที่ทุนวัฒนธรรม ผู้วิจัยวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเชิงพื้นที่และลักษณะทุนเพื่อออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 4 เส้นทาง ได้แก่ 1) เส้นทางยลถิ่นวัฒนธรรมผู้ไทเรณูนคร 1 วัน 2) เส้นทางยลถิ่นวัฒนธรรม 2 วัน 1 คืน 3) เส้นทางวัฒนธรรมการกินข้าวปุ้นและดื่มเหล้าอุ และ 4) เส้นทางท่องเที่ยวริมน้ำ</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025