https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jsn/issue/feed
วารสารเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษา
2025-12-15T19:29:24+07:00
บรรณาธิการวารสารเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษา (Editor in chief)
jsn.jsat@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารของสมาคมญี่ปุ่นศึกษาแห่งประเทศไทยเป็นวารสารทางวิชาการด้านญี่ปุ่นศึกษาในระดับชาติ มีความเป็นอิสระจากสถาบันการศึกษาทั้งหลาย ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2011 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับนักวิชาการด้านญี่ปุ่นศึกษาจากสถาบันต่างๆ ได้มีโอกาสในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของตน รวมทั้งเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นศึกษาให้แก่แวดวงวิชาการในสังคมไทยด้วย เนื้อหาของวารสารครอบคลุมทั้งด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jsn/article/view/285403
บรรณาธิการแถลง
2025-12-13T18:25:38+07:00
ทัศนีย์ เมธาพิสิฐ
tasmetha@gmail.com
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jsn/article/view/280730
การศึกษาพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นในภาคใต้
2025-05-28T11:15:01+07:00
นิเย๊าะ จาหลง
niyoh.c@psu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และมหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา จำนวน 148 คน การวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงพรรณนาวิเคราะห์ โดยใช้สถิติค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) รวมถึงใช้ Crosstabs และ Chi-square เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปร ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นในระดับ "บ่อยครั้ง" โดยพฤติกรรมที่พบมากที่สุด คือ การเรียนรู้คำศัพท์จากการฟังเพลง รองลงมาคือ พฤติกรรมในระดับ“บางครั้ง” ที่พบมากที่สุด คือ การเข้าร่วมกลุ่มเรียนรู้หรือกิจกรรมออนไลน์ พฤติกรรมในระดับ“เป็นประจำ”ที่พบมากที่สุด คือ การฝึกทักษะการแปลภาษาญี่ปุ่นจากการใช้โปรแกรมการแปลหรือแอปพลิเคชันเฉพาะ ส่วนพฤติกรรมที่พบในระดับ“น้อยครั้ง” คือ การสร้างเนื้อหาเป็นภาษาญี่ปุ่น</p> <p>การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ชั้นปีที่ศึกษา ผลการเรียนเฉลี่ย การสอบวัดระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่น (JLPT) ประสบการณ์แลกเปลี่ยนและระยะเวลาแลกเปลี่ยน ณ ประเทศญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ในขณะที่เพศ ความถี่ในการใช้ ระยะเวลาที่ใช้ต่อครั้ง และช่วงเวลาใช้งานไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่น ส่วนความต้องการสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่นของนักศึกษา พบว่า นักศึกษาต้องการสิ่งสนับสนุน 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ สื่อสังคมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเองนอกชั้นเรียนและการนำสื่อสังคมออนไลน์มาประยุกต์ใช้ในชั้นเรียน จากผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่นเพื่อช่วยให้ผู้สอนเข้าใจวัตถุประสงค์การใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้เรียนมากขึ้นและนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่นและการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งในและนอกชั้นเรียนได้</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jsn/article/view/282708
นโยบายวัฒนธรรมกับซอฟต์พาวเวอร์ของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
2025-08-26T09:48:25+07:00
ศิริพร ดาบเพชร
sdabphet@g.swu.ac.th
<p>งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษานโยบายทางวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกและการสร้างภาพลักษณ์ประจำชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ความสำเร็จของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ในการก่อรูปและพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรม และวิเคราะห์นัยต่อการทูตวัฒนธรรมและการเสริมสร้างพลังอำนาจละมุนของตน โดยอาศัยการทบทวนวรรณกรรมและการวิเคราะห์กรณีศึกษา งานวิจัยนี้ได้พิจารณากลยุทธ์การส่งเสริมวัฒนธรรมของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบ เช่น การเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมในระดับโลก และการจัดตั้งกลไกการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม</p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ทั้งสองประเทศสามารถเพิ่มอิทธิพลระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการบูรณาการทรัพยากร การกำกับดูแลของภาครัฐ และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในด้านต่าง ๆ เช่น แอนิเมชัน ภาพยนตร์ และดนตรี นโยบายทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีเป้าหมายทั้งในด้านเศรษฐกิจและการทูตสาธารณะ เป็นแนวทางในการเสริมสร้างความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ควบคู่กับการคุ้มครองและการสืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิม เพื่อยกระดับความน่าดึงดูดทางวัฒนธรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ และสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของซอฟต์พาวเวอร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 ทั้ง 2 กรณี ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสามารถเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญได้ หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ มีการวางแผนระดับชาติ และการปรับตัวให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในระดับโลก</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jsn/article/view/281216
ความอาฆาตแค้นของเจ้าชายโมะริโยะฌิที่มีต่อ อะฌิกะงะ ทะดะโยะฌิ ในเรื่อง“ทะอิเฮะอิกิ” ฉบับเซะอิเง็นอิน
2025-08-27T15:11:34+07:00
กณภัทร รื่นภิรมย์
patpirom@hotmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเสนอชนวนเหตุความขัดแย้งระหว่างเจ้าชายโมะริโยะฌิกับอะฌิกะงะ ทะดะโยะฌิ ในเรื่อง “ทะอิเฮะอิกิ” ฉบับเซะอิเง็นอิน รวมทั้งวิเคราะห์ว่า ลักษณะการนำเสนอแรงอาฆาตของเจ้าชายในฉบับเซะอิเง็นอิน ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของทะดะโยะฌิอย่างไร จากการศึกษาพบว่า ผู้เขียนมีแนวโน้มที่จะขับเน้นให้ความอาฆาตแค้นของเจ้าชายโมะริโยะฌิเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของทะดะโยะฌิเปลี่ยนแปลงไปในเชิงลบมากกว่าฉบับอื่น ดังจะเห็นได้ว่า ผู้เขียนบ่งชี้ถึงชนวนความขัดแย้งซึ่งเกิดจากบทบาทของทะดะโยะฌิในการปกป้องอะฌิกะงะ ทะกะอุจิผู้เป็นพี่ชายให้รอดพ้นจากแผนการโค่นล้มอำนาจของเจ้าชาย ส่งผลให้ผู้อ่านมุ่งความสนใจไปที่บทบาทของทะดะโยะฌิในฐานะคู่ขัดแย้งใหม่ของเจ้าชายแทนที่ทะกะอุจิ นอกจากนี้ ผู้เขียนยังเน้นการนำเสนอความอาฆาตแค้นของเจ้าชายโมะริโยะฌิที่มีต่อทะดะโยะฌิ ผ่านการบรรยายสภาพพระเศียรหลังถูกลอบสังหาร และการเผยความปรารถนาของดวงพระวิญญาณ รวมทั้งการใช้รูปแบบในการแสดงความอาฆาต โดยเชื่อมโยงพฤติกรรมของเจ้าชายเมื่อครั้งมีพระชนม์ชีพกับการเกิดกิเลสในใจของทะดะโยะฌิ เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ทะดะโยะฌิเข้าประหัตประหารแย่งชิงตำแหน่งโชกุนจากผู้เป็นพี่ชาย</p> <p><br /><br /></p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jsn/article/view/281697
การขยายความหมายของคำกริยา 「出す」 จากมุมมองของภาษาศาสตร์ปริชาน
2025-08-04T20:45:48+07:00
คชรัตน์ ศรีธิ
kohtchakentu83@gmail.com
พัชราพร แก้วกฤษฎางค์
patcharaporn.k@arts.tu.ac.th
<p>คำกริยา 「出す」ในภาษาญี่ปุ่นเป็นคำกริยาหลายความหมาย การขยายความหมายเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางภาษาอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดคำหลายความหมาย บทความวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการขยายความหมายของ「出す」และกระบวนการทางปริชานที่อยู่เบื้องหลัง โดยเก็บรวบรวมตัวอย่างจากทวิตเตอร์ (ปัจจุบันคือ X) ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 2018 ถึง 2022 จำนวน 300 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่า「出す」มีรูปแบบการขยายความหมายจากความหมายต้นแบบรวม 4 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่ 1 จากเหตุการณ์ที่มีผู้กระทำการให้เคลื่อนที่สู่เหตุการณ์ที่ไม่มีผู้กระทำการให้เคลื่อนที่ผ่านการอนุมานตามบริบท รูปแบบที่ 2 จากสิ่งที่เคลื่อนที่ที่เป็นสิ่งมีชีวิต/สิ่งไม่มีชีวิตไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตนเองและมีเส้นทางการเคลื่อนที่ออกทางกายภาพสู่สิ่งที่เคลื่อนที่เป็นนามธรรมที่มีเส้นทางการเคลื่อนที่แบบเสมือนผ่านอุปลักษณ์ รูปแบบที่ 3 จากเหตุการณ์ที่ต้องควบคุมสิ่งที่เคลื่อนที่ด้วยมือสู่เหตุการณ์อื่นที่ไม่ได้ใช้มือควบคุมการเคลื่อนที่ผ่านอุปลักษณ์และนามนัย รูปแบบที่ 4 จากเหตุการณ์ที่แฝงเจตนาของผู้กระทำสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเองโดยปราศจากเจตนาของผู้กระทำผ่านการอนุมานตามบริบท การขยายความหมายในแต่ละรูปแบบมีความซับซ้อนมีการผสมผสานระหว่างความหมายทางกายภาพกับความหมายเชิงนามธรรมผ่านกลไกหลากหลายทั้งอุปลักษณ์ นามนัยและการอนุมานตามบริบท ผลการวิจัยเป็นประโยชน์ในการวิจัยด้านภาษาศาสตร์เปรียบต่าง การสอนภาษาญี่ปุ่น และการแปลภาษาญี่ปุ่น-ไทย</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jsn/article/view/282253
การใช้ดัชนีปริจเฉทเปลี่ยนหัวข้อสนทนาของผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นชาวไทย
2025-09-14T16:59:20+07:00
ยุพวรรณ โสภิตวุฒิวงศ์
yuphawan.s@chula.ac.th
<p>งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาการใช้ดัชนีปริจเฉทเพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ในการเปลี่ยนหัวข้อสนทนาของผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นชาวไทย โดยศึกษาจากข้อมูลเสียงสนทนาเรื่องสัพเพเหระระหว่างผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นชาวไทยกับเพื่อนชาวญี่ปุ่น ผลการศึกษาพบว่า 1. ผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นชาวไทยใช้ดัชนีปริจเฉทเปลี่ยนหัวข้อสนทนาในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้พูดชาวญี่ปุ่น 2. Type a หรือดัชนีปริจเฉทประเภทคำสันธานและ Type b หรือดัชนีปริจเฉทประเภทแสดงการตระหนักรู้เป็นดัชนีปริจเฉทที่ใช้ในการเปลี่ยนหัวข้อสนทนามากที่สุด โดย Type a พบการใช้ 「でも」ในสัดส่วนที่สูงมากและเป็นคำที่ผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นชาวไทยนิยมใช้เพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ ในการสนทนาภาษาญี่ปุ่น ส่วน Type b มีแนวโน้มในการใช้คู่กับดัชนีปริจเฉทคำอื่นมากที่สุด 3. ผลเรื่องความถูกต้องและเป็นธรรมชาติของการใช้ดัชนีปริจเฉทที่พบในงานวิจัยนี้ไม่ได้แปรผันตามสัดส่วนการใช้ที่พบเป็นจำนวนมาก ผู้วิจัยพบว่าสาเหตุของการใช้ที่ไม่เป็นธรรมชาติหรือการใช้ที่ผิดพลาดมาจากการที่ผู้เรียนไม่มีความรู้เรื่องข้อจำกัดหรือวิธีใช้ รวมถึงการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติศาสตร์</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jsn/article/view/283639
ความท้าทายทางภาษาและวัฒนธรรมของนักบริบาลชาวไทยในประเทศญี่ปุ่น
2025-10-08T20:54:50+07:00
สุดปรารถนา นิ่มสกุล
sutpratana.d@gmail.com
<p>บทความวิจัยชิ้นนี้นำเสนอผลศึกษา สถานการณ์การรับแรงงานบริบาลต่างชาติของประเทศญี่ปุ่น ผลการสำรวจอุปสรรคด้านการสื่อสารและวัฒนธรรมการทำงานของนักบริบาลชาวไทยในญี่ปุ่น รวมทั้งเสนอแนวทางการแก้ไขและส่งเสริมความรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นสำหรับนักบริบาลชาวไทย การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตุการณ์และการสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถามจากนักบริบาลชาวไทยที่ทำงานในสถานบริบาลของญี่ปุ่น จำนวน 13 ราย เมื่อเดือนมิถุนายน 2023 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 25-39 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยเตรียมความรู้ภาษาญี่ปุ่นมากกว่าทักษะบริบาลก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นและมีระดับทักษะภาษาญี่ปุ่น JLPT อยู่ที่ระดับ N3-N4 อย่างไรก็ตามนักบริบาลชาวไทยยังคงมีความกังวลในการสื่อสารภาษาญี่ปุ่น โดยเฉพาะด้านไวยากรณ์ การอ่าน การเขียน การพูด การฟังและคำศัพท์ ตามลำดับ ทักษะภาษาญี่ปุ่นที่ต้องการศึกษาพัฒนาเพิ่มเติมคือคำศัพท์เฉพาะทางด้านบริบาลและการสนทนาโดยใช้ภาษาสุภาพตามบริบทสังคม ในด้านทักษะวัฒนธรรม กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ระบุว่าสามารถปรับตัวให้เข้ากับการทำงานบริบาลแบบญี่ปุ่นได้ แม้บางครั้งจะเกิดความขัดแย้งในที่ทำงานจากปัญหาการสื่อสารและความแตกต่างทางวัฒนธรรม ส่วนด้านการดำรงชีวิตในญี่ปุ่นไม่มีปัญหาใหญ่ ผู้วิจัยจึงขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยและญี่ปุ่นควรส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่นและหลักสูตรบริบาลแบบญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสามารถในการทำงานของนักบริบาลชาวไทยในอนาคต</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jsn/article/view/282023
การศึกษาเปรียบเทียบ “だけだ” ในภาษาญี่ปุ่น และ “เท่านั้น” ในภาษาไทย ที่ปรากฏในตำแหน่งท้ายประโยค
2025-08-02T07:28:42+07:00
ธีระวุฒิ สุนทรา
suntharateerawut@gmail.com
<p>กระบวนการเน้นและการตีความในแต่ละภาษามีความแตกต่างกัน ทว่าความเหมือนและความแตกต่างของกระบวนการเน้นและการตีความระหว่าง “だけだ” ในภาษาญี่ปุ่นกับ “เท่านั้น” ในภาษาไทยยังคงเป็นประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม งานวิจัยฉบับนี้มุ่งหวังที่จะศึกษาเปรียบเทียบการเน้นและการตีความหน่วยเดี่ยวของ “だけだ” กับ “เท่านั้น” ที่ปรากฏในตำแหน่งท้ายประโยค เกณฑ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความ (ไม่) ถูกต้องทางไวยากรณ์ ความ (ไม่) ชัดเจนของจุดเน้น ความ (ไม่) กำกวมในการตีความของ “だけだ” กับ “เท่านั้น” จากผลวิจัยพบว่ารูปประโยค “だけだ” เป็น “In-situ Focus Construction” ที่ใช้การเน้นเสียงทางสัทศาสตร์ โดยไม่ปรากฏกฎการย้ายที่สั้นที่สุดและเงื่อนไขประชิด อีกทั้งไม่มีข้อจำกัดเกาะโครงสร้างปฏิเสธ (NICs) การเน้นหน่วยเดี่ยว (ยกเว้นเน้นประธาน) มีความชัดเจนในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องใช้การเน้นเปรียบเทียบช่วยเสริม นอกจากนี้ ความไม่กำกวมทาง โครงสร้างของโฟกัสวลี (FocP) ที่มีต่อปฏิเสธวลี (NegP) ทำให้ตีความได้เพียงความหมายเดียว คือ only > neg (ตัวอย่าง : 太郎がコップを洗わなかっただけだ (ตีความ: สิ่งที่ทาโรไม่ได้ล้าง มีแค่แก้ว)) ขณะที่ “เท่านั้น” เป็น “Ex-situ Focus Construction” ที่ใช้การย้ายทางวากยสัมพันธ์ ซึ่งเป็นไปตามกฎการย้ายที่สั้นที่สุดและทำให้เกิดเงื่อนไขประชิด รวมทั้งข้อจำกัดเกาะโครงสร้างปฏิเสธ (NICs) ที่มาจากปฏิเสธวลีระดับล่าง (Lower NegP) (แต่ไม่พบจากปฏิเสธวลีระดับบน (Higher NegP)) การเน้นหน่วยประชิด (ต่างจากหน่วยไม่ประชิด) มีความชัดเจนในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องใช้การเน้นเปรียบเทียบช่วยเสริม นอกจากนี้ ความกำกวมทางโครงสร้างของโฟกัสวลี (FocP) ที่มีต่อปฏิเสธวลี (NegP) ทำให้เกิดความกำกวมในการตีความประโยค “สมคิดไม่ได้ล้างแก้วเท่านั้น” ระหว่าง only >neg (ตีความ: สิ่งที่สมคิดไม่ได้ล้าง มีแค่แก้ว) หรือ neg > only (ตีความ: สิ่งที่สมคิดล้าง ไม่ได้มีแค่แก้ว) จากลักษณะข้างต้นจึงสรุปได้ว่า “だけだ” ในภาษาญี่ปุ่นกับ “เท่านั้น” ในภาษาไทยใช้กระบวนการเน้นที่ต่างกัน หน่วยที่ถูกเน้นส่วนใหญ่ หากผ่านกระบวนการทางภาษาไม่ว่าจะเป็นการเน้นเสียงหรือการย้าย จะมีความชัดเจนในตัวเอง จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเน้นเปรียบเทียบ และการมีหรือไม่มีความกำกวมทางโครงสร้างของโฟกัสวลี (FocP) นั้นนำไปสู่การตีความที่แตกต่างกันในประโยคปฏิเสธ</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jsn/article/view/283563
การใช้เสียงอ่านคันจิในภาษาญี่ปุ่นเรียนรู้คำศัพท์ภาษาเกาหลี
2025-10-27T16:51:50+07:00
อัษฎายุทธ ชูศรี
asadayuth@gmail.com
<p>บทความนี้ศึกษาความเชื่อมโยงของเสียงอ่านอักษรคันจิระดับ N2 ในภาษาญี่ปุ่นกับเสียงอ่านคำศัพท์ภาษาเกาหลีชั้นต้นเพื่อสามารถนำความรู้ภาษาญี่ปุ่นไปประยุกต์ใช้ในการเรียนภาษาเกาหลีอันเป็นการส่งเสริมการรู้หลายภาษา จากการศึกษาเสียงอ่านอักษรคันจิระดับ N2 จำนวน 1,186 ตัวพบว่า มีเสียงที่เหมือนกัน 27% ส่วนอีก 69% เกิดคู่เสียงปฏิภาคระหว่างภาษาญี่ปุ่นและภาษาเกาหลีจึงศึกษารูปแบบเสียงปฏิภาคที่สำคัญและพบเสียงปฏิภาคในเสียงสระ เสียงพยัญชนะต้นและเสียงตัวสะกดรวม 12 รูปแบบ ความรู้ดังกล่าวจะช่วยให้สามารถเทียบเคียงเสียงอ่านอักษรจีนของทั้งสองภาษาได้ เมื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้กฎเกณฑ์เหล่านี้ในการศึกษาคำศัพท์ภาษาเกาหลีชั้นต้นจำนวน 1,836 คำพบว่ามีคำที่มาจากภาษาจีน 38.57% ในจำนวนนี้ มีคำศัพท์ที่มีความหมายตรงกับคำที่ใช้อักษรคันจิในภาษาญี่ปุ่น 27.51% ดังนั้นเมื่อนำความรู้รูปแบบเสียงปฏิภาคมาใช้จะสามารถคาดเดาความหมายหรือจดจำคำศัพท์คู่กันทั้งสองภาษาได้ง่ายขึ้น ส่วนอีก 11.06% เป็นคำที่ในภาษาเกาหลีใช้คำภาษาจีนแต่ในภาษาญี่ปุ่นใช้คำต่างออกไป แต่เมื่อทราบอักษรจีนก็สามารถเชื่อมโยงคำศัพท์ระหว่างทั้งสองภาษาได้</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษา