https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/issue/feed วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 2025-12-22T14:16:08+07:00 บรรณาธิการวารสารสังคมศาสตร์ journalofsocsciencesnu@gmail.com Open Journal Systems <h3><strong>เกี่ยวกับวารสาร</strong></h3> <p>คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ดำเนินการจัดทำวารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ขึ้นเพื่อสร้างพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลงานวิชาการและผลงานวิจัยระหว่างนักวิชาการในสาขาสังคมศาสตร์ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องทั้งจากภายในและภายนอกเป็นผู้อ่านทบทวน (Peer Review) บทความละ 3 ท่าน ทั้งนี้กองบรรณาธิการใช้ระบบที่ผู้ประเมินและผู้เขียนบทความต่างไม่ทราบชื่อของแต่ละฝ่าย (double-blind review) บทความที่ได้รับการคัดเลือกจะถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร และเผยแพร่บนเว็บไซต์ของคณะสังคมศาสตร์ เพื่อผู้สนใจทั้งในและต่างประเทศ</p> <p> </p> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/285598 บทบรรณาธิการ 2025-12-22T14:16:08+07:00 ชัยพงษ์ สำเนียง chaipongs@nu.ac.th <p>ไม่มี</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/274559 การควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย: ทบทวนสถานะความรู้ ข้อดี ข้อจำกัด และช่องว่างทางวิชาการ 2024-10-07T15:16:19+07:00 วีระศักดิ์ เครือเทพ weerasak.k@chula.ac.th <p>บทความนี้มุ่งทบทวนสถานะองค์ความรู้ ความหมาย ข้อดีและข้อจำกัดเกี่ยวกับการควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local amalgamation) ทั้งจากประสบการณ์ของต่างประเทศและของไทย พร้อมกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จในการควบรวมโดยสังเขป ได้แก่ เทศบาลเมืองวังน้ำเย็น และกรณีความพยายามที่จะควบรวมเป็นเทศบาลนครขามใหญ่ จากนั้นจึงดำเนินการวิเคราะห์ช่องว่างองค์ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการควบรวมท้องถิ่นของไทย และพบว่าการทำความเข้าใจเกี่ยวกับพลวัตทางการเมืองในการจัดสรรตำแหน่งภายในคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น และการจัดสรรผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งปัจจุบันและอนาคตมิได้รับการศึกษาเชิงลึกมากนัก และเป็นประเด็นที่ถูกมองข้ามในการกำหนดนโยบายการควบรวมท้องถิ่นในช่วงที่ผ่านมา ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้มีการศึกษาทำความเข้าใจถึงความสำคัญของปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะปัจจัยด้านการเมืองและการจัดสรรผลประโยชน์ เพื่อสามารถนำไปสู่การกำหนดนโยบายส่งเสริมการควบรวมท้องถิ่นที่เหมาะกับบริบทของสังคมไทย และสามารถจูงใจให้เกิดความพยายามในการพัฒนาสมรรถนะของท้องถิ่นผ่านการควบรวมวงกว้างได้มากขึ้น</p> 2025-12-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/275884 เผด็จการอำนาจนิยมต่อวาระในฐานะระบอบลูกผสมแบบแอฟริกาตะวันตก: การเมืองของการจำกัดวาระประธานาธิบดี 2025-04-17T10:08:21+07:00 วริศรา อิ่มพิทักษ์ varisara.i@ku.th <p>บทความชิ้นนี้มีจุดประสงค์เพื่อที่จะตอบคำถามสำคัญ 2 คำถามเกี่ยวกับระบอบการเมืองการปกครองในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก คำถามแรก ปัจจัยใดที่ทำให้ภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกเป็นระบอบการเมืองแบบลูกผสม และคำถามที่สอง ระบอบลูกผสมใดที่จะอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในแอฟริกาตะวันตกได้เหมาะสมที่สุด โดยสมมติฐานเบื้องต้นประการที่หนึ่ง คือ ปัญหาที่เกิดจากการลงแข่งขันในวาระที่สามของผู้นำในฝ่ายบริหาร และปัญหาการขาดระบบตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ถูกนำมาใช้สร้างความชอบธรรมในการทำรัฐประหารและส่งผลให้รัฐประหารยังคงเป็นทางออกที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในภูมิภาคดังกล่าว และประเด็นที่สอง ระบอบลูกผสมที่อธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในแอฟริกาตะวันตกได้เหมาะสมที่สุด คือ ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมต่อวาระ อันหมายถึง (1) ระบอบที่อาศัยช่องโหว่ของหลักการปกครองเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งนำไปสู่การอยู่ต่อในวาระที่สามของผู้นำ และ (2) ระบบที่อาศัยช่องโหว่ของหลักการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งนำไปสู่การขาดกลไกตรวจสอบถ่วงดุล ทั้งนี้ช่องโหว่ทั้งคู่ต่างมีอิทธิพลต่อกันเป็นวงจร เป็นเหตุให้การทำรัฐประหารกลายเป็นตัวเลือกในการตัดวงจรของปัญหา จนเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้บ่อยตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา</p> 2025-12-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/276854 อำนาจเหนือร่างกาย: การปกครองเพศวิถีและการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงในไทยและเวียดนาม 2025-07-29T15:58:56+07:00 ธัชชนก สัตยวินิจ thouchanok@go.buu.ac.th <p>ในประวัติศาสตร์เพศวิถี ผู้หญิงถูกกำกับควบคุมด้วยอุดมการณ์รัฐปิตาธิปไตยและศีลธรรมทางสังคมที่พยายามสร้างวินัยให้เป็นร่างกายใต้บงการผ่านเทคนิคของอำนาจ ในประเทศไทยการสร้างวินัยเนื้อตัวร่างกายของผู้หญิงถูกกำกับด้วยนโยบายประชากรของรัฐให้มีการสนับสนุนการเกิด ให้ผู้หญิงตอบสนองต่อบรรทัดฐานของความเป็นกุลสตรีในสังคมศีลธรรมแบบพุทธและไม่สนับสนุนการยุติตั้งครรภ์ เทคโนโลยีการแพทย์ของไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือการมีเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเกิด ในขณะที่เวียดนามเนื้อตัวร่างกายของผู้หญิงถูกควบคุมผ่านการวางแผนครอบครัวและประชากรด้วยการจำกัดการเกิด เนื้อตัวร่างกายของผู้หญิงจึงทำให้กลายเป็นความเชื่องเชื่อด้วยบรรทัดฐานทางสังคมแบบขงจื๊อคือการเป็นหญิงที่ดี พร้อมด้วยเทคโนโลยีทางแพทย์แบบจำกัดการเกิด แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันทางบริบทสังคมและอุดมการณ์ปิตาธิปไตย ผู้หญิงในสองบริบทยังคงต้องแบกรับภาระของการสร้างชาติผ่านการกำกับควบคุมเรื่องเพศภายในรัฐ ดังนั้น บทความนี้จึงพยายามเปิดเผยให้เห็นและเปรียบเทียบโครงสร้างอำนาจการกำกับคุมเพศวิถีของผู้หญิงทั้งในไทยและเวียดนามผ่านการสร้างวินัยให้ร่างกายผู้หญิงอยู่ใต้บงการ โดยอธิบายผ่านกรอบคิดอำนาจชีวญาณที่ทำให้ร่างกายอยู่ใต้บงการของ Michel Foucault ซึ่งเป็นเทคนิคของอำนาจในรัฐสมัยใหม่ที่กำกับควบคุมและแทรกซึมปัจเจกชนในระดับชีวิตประจำวัน</p> <p> </p> 2025-12-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/278259 การสำรวจดอกไม้กินได้: มิติทางผัสสะ วัฒนธรรม และพหุสายพันธุ์ของความกินได้ 2025-05-22T11:43:35+07:00 ปิยรัตน์ ปั้นลี้ piyarat.pan@ku.th <p>บทความนี้วางตำแหน่งอยู่ที่ “การหันกลับมาศึกษาพืช” (plant turn) โดยเสนอการทำความเข้าใจ “ดอกไม้กินได้” ในฐานะตัวแสดงเชิงผัสสะและพหุสายพันธุ์ ซึ่งสะท้อนปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สิ่งมีชีวิตอื่น และภูมิทัศน์เชิงนิเวศ บทความบูรณาการแนวคิดจากมานุษยวิทยาผัสสะ การศึกษาด้านอาหาร และชาติพันธุ์วรรณนาพหุสายพันธุ์ เพื่อวิเคราะห์ความกินได้ (edibility) ผ่านกรณีศึกษาที่หลากหลาย ทั้งในด้านกลิ่น รส รูปลักษณ์ ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และการผลิตในระบบเกษตรกรรม การศึกษาพบว่าความกินได้นั้นมิใช่คุณสมบัติทางชีวภาพที่เป็นกลาง แต่เป็นภววิทยาที่ถูกประกอบสร้างผ่านการรับรู้ของมนุษย์ ความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่น เช่น แมลง จุลินทรีย์ หรือระบบเกษตรกรรม และบริบทวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พิธีกรรม ประเพณีอาหาร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ล้วนมีบทบาทในการจำแนกสิ่งที่ “กินได้” หรือ “ไม่ควรกิน” ในขณะเดียวกัน การแปรรูปดอกไม้กินได้ให้กลายเป็นสินค้าในตลาดโลกได้ท้าทายความหมายดั้งเดิมเหล่านี้ บทความนี้เสนอว่า การเข้าใจดอกไม้กินได้จำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบคิดที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง และหันมาพิจารณาระบบอาหารในฐานะเครือข่ายพหุสายพันธุ์ที่ซ้อนทับกันทางนิเวศ วัฒนธรรม และผัสสะ เพื่อขยายพรมแดนของการศึกษาด้านอาหารร่วมสมัย</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/280728 เสียงของการอยู่อาศัยที่หนืดพรุน: ภูมิทัศน์เสียงรบกวนในตึกแถวย่านตลาดน้อย 2025-08-13T10:59:53+07:00 ปิยเทพ ตันมหาสมุทร thisispiyathep@gmail.com <p>“เสียงรบกวน” เป็นปัญหาที่กระทบต่อสุขภาพทางกายและจิตใจผู้อยู่อาศัยในเมือง ทั้งนี้ งานศึกษาเรื่องเสียงรบกวนในไทยยังเน้นเชิงเทคนิค แต่ขาดข้อมูลเชิงชาติพันธุ์วรรณนาที่สะท้อนประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัย บทความนี้นำเสนอภูมิทัศน์เสียงรบกวน (noisescape) ของย่านตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ผ่านประสบการณ์ของเหมย นักเขียนบทภาพยนตร์วัย 28 ปี ที่อาศัยในย่านนี้แต่กำเนิด ผู้เขียนเก็บข้อมูลผ่านการศึกษาแบบชาติพันธุ์วรรณนาเสียงรบกวนผ่านการไปเยี่ยมเหมยที่บ้านและสัมภาษณ์เพื่อสะท้อนประสบการณ์โสตผัสสะของเธอและเปรียบเทียบกับของผู้เขียน ในช่วง พ.ศ.2566-2567 ประสบการณ์ด้านเสียงของเหมยถูกพิจารณาผ่านแนวคิดความหนืดพรุนเพื่อทำให้การศึกษาภูมิทัศน์เสียงรบกวนถูกทำความเข้าใจผ่านการไหลเวียนของวัตถุสภาวะในพื้นที่ร่างกาย-บ้าน-ย่าน งานศึกษานี้พบว่า เสียงการทำงานของอะไหล่เหล็กและเสียงสุนัขสร้างภูมิทัศน์เสียงรบกวนของย่านที่แทรกผ่านและยึดโยงสเกลต่าง ๆ ทำให้ความเป็นย่านดั้งเดิมไม่ใช่เพียง “มรดกทางวัฒนธรรมเชิงบวก” แต่ส่งผลต่อสุขภาวะ งานศึกษานี้เสนอว่า การพัฒนาย่านดั้งเดิมต้องพิจารณามิติของผัสสะ ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมหรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/280173 เห็ด ป่า และมนุษย์: การเมืองของการพึ่งพาระหว่างกันของสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ 2025-08-15T10:01:25+07:00 ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี pinkaewl@yahoo.com ณีรนุช แมลงภู่ ninlanontra@hotmail.com สถาพร จันทร์เทศ sathapond@gmail.com <p>บทความวิจัยชิ้นนี้ศึกษาความสัมพันธ์ในการดำรงชีวิตที่พึ่งพาระหว่างกันของเห็ดถอบ ป่าเต็งรัง และชุมชนในเขตป่า ในจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ ความสัมพันธ์เชิงพึ่งพาระหว่างกันดังกล่าวทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อเห็ดป่าชนิดนี้ได้กลายเป็นสินค้าที่เป็นที่ปรารถนาของชนชั้นกลางในเมือง บทความเสนอว่าการเก็บหาเห็ดถอบของชุมชนในเขตป่ามิได้เป็นเพียงวัฒนธรรมการยังชีพเท่านั้น หากแต่ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในทุนนิยมสมัย เมื่อภาคการเกษตรซึ่งเคยเป็นเศรษฐกิจหลักนั้นล้มเหลว และการเก็บหาของป่าได้กลายมาเป็นเศรษฐกิจหลักของชุมชนในเขตป่า กระบวนการกลายเป็นสินค้าของเห็ดถอบนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ และการปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและการสื่อสารโทรคมนาคมที่เชื่อมโยงชนชั้นกลางในเมืองเข้ากับชุมชนเกษตรกรรม แต่การที่เห็ดถอบไม่สามารถถูกผลิตซ้ำโดยการเพาะเลี้ยงได้ ได้ทำให้เห็ดป่าชนิดนี้ไม่อาจถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนได้ จึงทำให้การเก็บหาและขายเห็ดถอบ เป็นพื้นที่การแลกเปลี่ยนที่ชุมชนยังคงมีอำนาจและอิสรภาพในการต่อรอง อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับเห็ดป่าและป่าเต็งรัง ก็มิได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น หากต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากรัฐและชนชั้นกลางที่มองชุมชนในเขตป่าในฐานะที่เป็นต้นเหตุของปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในเมืองตลอดทศวรรษที่ผ่านมา</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/282874 โลกของกุหลาบ: พืช คน ความสัมพันธ์ 2025-10-24T10:33:57+07:00 ฐิติรัตน์ กิตติวิวัฒน์ kkittiwiwat@hotmail.com วรัชญา ชาลี cwaratchaya@gmail.com สายพิณ ศุพุทธมงคล ssuputta@yahoo.com <p>งานศึกษานี้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับไม้ดอกไม้ประดับ คือกุหลาบ ในบริบทที่ทั่วโลก รวมทั้งสังคมไทยต่างได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศในลักษณะต่าง ๆ บริบทดังกล่าวทำให้นักวิชาการสาขาต่าง ๆ ตั้งคำถามกับการเป็นผู้กระทำการของมนุษย์ ขณะเดียวกันก็ตระหนักถึงความสำคัญของ “สิ่ง” ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์และโลกกายภาพมากขึ้น บทความนี้ตั้งคำถามว่า หากไม่มองว่าการปลูกกุหลาบเป็นการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยในระบบทุนนิยมสมัยใหม่—เพื่อเลียนแบบ แสดงรสนิยม หรือเติมความงดงามสดชื่นให้กับชีวิตที่ซ้ำซากในเมือง—เราจะสามารถมองการปลูกกุหลาบจากมุมมองอื่นได้หรือไม่ และการเปลี่ยนมุมมองนี้อาจส่งผลต่อการอยู่ร่วมกันของมนุษย์กับพืช รวมทั้งสิ่งมีชีวิตอื่น หรือไม่ อย่างไรงานศึกษานี้ใช้การวิธีวิจัยเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (รายงานการวิจัย หนังสืองานศพ จดหมายเหตุ) แหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (บทความวิชาการ หนังสือ) การวิเคราะห์เอกสารทำในบริบทสังคมวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครตั้งแต่ทศวรรษ 2470 โดยใช้แนวคิด “การรู้โดยสัญชาตญาณ” และ “ร่างประสม” ของมิเชล แซรส์ ผลการศึกษาพบว่าความเป็นผู้กระทำการของกุหลาบเกิดจากการเป็น “ประหนึ่งสิ่ง” ของมันที่ก่อให้เกิดนักปลูกกุหลาบ ชุมชนนักปลูก และกิจกรรมทางเศรษฐกิจขึ้นทั่วโลก และด้วยการคืนสภาวะร่างประสมซึ่งเป็นเรื่องรับสารจากโลกภายนอกแก่ร่างกายภาพ ทำให้การรู้โดยสัญชาตญาณเป็นทางเลือกหนึ่งของการรับรู้และรู้จักสรรพสิ่ง ซึ่งนำไปสู่การเปิดพื้นที่ให้สิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างสันติมากขึ้น และเสนอให้พิจารณาการปลูกกุหลาบในฐานะการฝึกฝน “กลับคืนสู่โลกในบริบทแห่งความแปรปรวน” โดยยอมรับว่าทั้งมนุษย์และพืชต่างเป็นผู้กระทำการ</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/275714 กับดักสัตว์และภววิทยาแห่งการอยู่ร่วมกัน 2024-11-01T13:26:09+07:00 บัณฑิต ไกรวิจิตร bundit.g@psu.ac.th <p>บทความนี้มุ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์–สัตว์–วัตถุ ผ่านกรณีกับดักสัตว์ของชาวโผล่วในพื้นที่ป่าตะวันตกของไทย โดยใช้กรอบมานุษยวิทยาภววิทยาหลังมนุษย์นิยม ไม่ได้มุ่งเสนอชาติพันธุ์นิพนธ์เชิงพรรณนาหากเป็นการเชื่อมโยงจากภาคสนามสู่ทฤษฎี กล่าวคือ ใช้ฉากภาคสนามและเรื่องเล่าการใช้กับดักเป็นจุดตั้งต้น แล้วนำมาวิเคราะห์ร่วมกับแนวคิดของ Descola, Viveiros de Castro, Bryant, Corsín Jiménez, Haraway และนักคิดร่วมสมัยที่เกี่ยวข้อง วิธีวิจัยอยู่ในลักษณะการเขียนเชิงวิเคราะห์ สะท้อนคิดบนฐานประสบการณ์ลงพื้นที่ระยะยาว นำเสนอภาพสั้น ๆ ของโพล่วดักปลา บ่วงแร้วรัดคอนก กรงดักลิง และกับดักไม้ไผ่กันเก้งในไร่ข้าว จากนั้นจึงตีความเชิงภววิทยาและจริยธรรมของการล่าในกรอบมานุษยวิทยาและปรัชญาร่วมสมัย<br />ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญสามประการ ได้แก่ (1) กับดักสัตว์มิใช่เพียงเครื่องมือเชิงเทคนิค แต่ทำงานในฐานะสิ่งพันธุ์ผสม ระหว่างมนุษย์–สัตว์–วัตถุ เป็นกลไกที่ซึมซับแรงโน้มถ่วง น้ำ พฤติกรรมสัตว์ และจินตนาการของผู้ล่าไว้ร่วมกัน (2) จักรวาลวิทยาของชาวโผล่วจัดวางมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมในฐานะเครือญาติข้ามสายพันธุ์ อยู่ภายใต้สังคมตามหลักจักรวาลวิทยา ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์และกฎแห่งความบังเอิญกำกับขอบเขตการล่า ทำให้การวางกับดักถูกกลั่นผ่านจริยธรรมการแบ่งปัน การจำกัดความเจ็บปวด และการไม่ล่าสัตว์ทั้งฝูงหรือสัตว์ที่เจ้าป่ารัก (3) ประสบการณ์ความรู้สึกผิดจากกับดักบางชนิด เช่น กรงดักลิงที่ทำให้ทั้งครอบครัวตาย ถูกแปรให้เป็น กฎศีลธรรม ภายในชุมชน และทำให้มองเห็นว่ากับดักเป็นพื้นที่ที่มนุษย์เองก็ถูกดักไว้ในกรอบความรับผิดชอบของตน<br />ข้อเสนอเชิงทฤษฎีของบทความ คือ การมองกับดักสัตว์ของชาวโผล่วในฐานะเทคโนโลยีที่มีภววิทยาของตนเอง และเป็นสื่อกลางเชิงจริยธรรมระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ กรณีศึกษานี้ช่วยขยายการสนทนาเรื่องการออกแบบเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยชวนให้ตั้งคำถามต่อจริยธรรมของการบริโภค และความรับผิดชอบต่อการดำรงอยู่ของตัวตนอื่นในยุคมนุษย์สมัย ผ่านมุมมองของชุมชนที่ยังอยู่ร่วมกับป่า สัตว์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/276812 การจองจำและลงทัณฑ์ผ่านประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อม: กรณีศึกษานิคมฝึกอาชีพตะรุเตา พ.ศ.2479–2491 2025-01-20T09:53:01+07:00 จีฮาน เดือนเด่น ghandueanden@gmail.com <p>ใน พ.ศ.2481 กรมราชทัณฑ์ได้จัดตั้งนิคมฝึกอาชีพตะรุเตาขึ้นเป็นสถานที่กักกันและฝึกอาชีพให้แก่นักโทษ เพื่อให้พวกเขาสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพแบบสุจริตชนหลังจากพ้นโทษ การจัดตั้งนิคมฝึกอาชีพแห่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของตะรุเตา เช่น ป่าไม้ ที่ราบ ลำธาร และชายฝั่งให้เป็นสถานฝึกอาชีพ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ทางธรรมชาติของตะรุเตาให้กลายเป็นนิคมฝึกอาชีพแสดงให้เห็นกระบวนการที่สิ่งแวดล้อมถูกดึงเข้ามามีบทบาทในกระบวนการจองจำและลงทัณฑ์ บทความนี้มุ่งศึกษาประวัติศาสตร์ของนิคมฝึกอาชีพตะรุเตาผ่านแนวพินิจประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยปรับใช้แนวคิดทัณฑนิเวศและกิจทัศน์เพื่ออธิบายวิธีการรับรู้และการแปรเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในตะรุเตาเพื่อตอบสนองนโยบายของกรมราชทัณฑ์ งานศึกษาประวัติศาสตร์ทัณฑสถานส่วนใหญ่ในประเทศไทยให้ความสำคัญกับพัฒนาการของกรมราชทัณฑ์ แต่ยังขาดการพิจารณาสิ่งแวดล้อมที่รายรอบทัณฑสถาน ซึ่งส่งผลให้ระบบนิเวศของการลงทัณฑ์ในทัณฑสถานแต่ละแห่งมีความจำเพาะแตกต่างกัน บทความนี้เสนอว่างานราชทัณฑ์มิได้เป็นเพียงเครื่องมือทางอำนาจของรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นการจัดระเบียบความสัมพันธ์เชิงนิเวศขึ้นใหม่ เพื่อให้ธรรมชาติ สิ่งปลูกสร้าง ผู้คุม และนักโทษทำงานร่วมกันในการจองจำและลงทัณฑ์ รวมไปถึงอุ้มชูสรรพชีวิต</p> <p> </p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/277151 นักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่: ยุทธศาสตร์การระดมพลังสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหว ประเด็นหมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่ 2025-06-08T14:27:52+07:00 ศิริโสภา สันติทฤษฎีกร sirisopa@mju.ac.th <p>วิกฤตหมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบในวงกว้าง นำมาสู่การเคลื่อนไหวทางสังคมหลายรูปแบบโดยเฉพาะจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ที่มีบทบาทโดดเด่นในการขับเคลื่อนประเด็นนี้ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การวิจัยนี้มุ่งศึกษาบทบาทและยุทธศาสตร์การระดมพลังสนับสนุนของนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนประเด็นหมอกควัน ภายใต้แนวคิดการระดมทรัพยากร โครงสร้างโอกาสทางการเมือง กรอบโครงความคิด ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแนวใหม่ และการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่เป็นแกนหลักของการศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่และรุ่นบุกเบิกร่วมกับการวิจัยเอกสารและการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไทย โดยนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่พัฒนาบทบาทที่หลากหลายภายใต้กรอบแนวคิด “CLARITY” ครอบคลุมประเด็นการสร้างพื้นที่มีส่วนร่วมใหม่ไปจนถึงการรื้อสร้างวาทกรรม ขณะที่ยุทธศาสตร์การระดมพลังสนับสนุนภายใต้กรอบแนวคิด “OWNERSHIP” มุ่งสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของปัญหาในหมู่ประชาชน ผ่านการผสมผสานระหว่างการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังพบพลวัตที่น่าสนใจระหว่างนักเคลื่อนไหวต่างรุ่น ที่แม้จะมีความแตกต่างในวิธีคิดและวิธีทำงาน แต่ได้พัฒนากลไกการเรียนรู้ข้ามรุ่นที่เอื้อให้เกิดการผสานจุดแข็งของแต่ละฝ่าย ส่งผลให้การเคลื่อนไหวสามารถตอบสนองต่อความท้าทายในบริบทสังคมไทยร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/271177 ประวัติศาสตร์ความทรงจำการต่อสู้ของชาวม้งในสงครามคอมมิวนิสต์ 2024-06-24T17:16:34+07:00 ประสิทธิ์ ลีปรีชา leesia2009@gmail.com <p>สงครามเย็นซึ่งเกิดขึ้นในระดับโลกและภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในภาคเหนือของประเทศไทย ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในยุคสงครามเย็นนำมาซึ่งการสู้รบด้วยอาวุธสงครามในพื้นที่ชายแดนประเทศไทยและลาวหรือสงครามคอมมิวนิสต์ ม้งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีบทบาทอย่างสำคัญในการสู้รบร่วมกับทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายคอมมิวนิสต์ ที่ผ่านมา เสียงที่ถูกสื่อออกสู่สาธารณะล้วนมาจากเจ้าหน้าที่รัฐกับสื่อมวลชนของไทย ปรากฏภาพลักษณ์ของ “แม้วแดง” หรือทหารม้งของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่โหดร้ายและบ่อนทำลายประเทศชาติเป็นหลัก นอกนั้นเป็นเสียงของอดีตนักศึกษาที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและเข้าไปอยู่กับชาวม้งในพื้นที่ป่าที่นำเสนอประสบการณ์ตรงของการต่อสู้ทางการเมืองและความสัมพันธ์ที่มีกับชาวม้งที่อยู่กับฝ่ายคอมมิวนิสต์เท่านั้น บทความนี้จึงนำเสนอเสียงของชาวม้งที่เข้าร่วมการต่อสู้กับทั้งสองฝ่าย โดยเน้นประวัติศาสตร์ความทรงจำของชาวม้งเพื่อตอบคำถามว่า ทำไมแกนนำชาวม้งในยุคนั้นจึงตัดสินใจเข้าร่วมกับอีกฝ่ายหนึ่ง บทบาทของทหารชาวม้งที่เข้าร่วมต่อสู้กับทั้งสองฝ่ายและความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร และภายหลังสงครามยุติลงแล้วพวกเขาสมานบาดแผลเพื่ออยู่ร่วมกันได้อย่างไร งานนี้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์อดีตแกนนำชาวบ้านและทหารม้งทั้งสองฝ่ายกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผู้เขียนนำเสนอว่าประวัติศาสตร์บอกเล่าของชาวม้งเป็นความทรงจำทางสังคมว่าด้วยการต่อสู้ในยุคสงครามเย็นที่พวกเขานำเสนอต่อสาธารณะ แม้จะเป็นเพียงวาทกรรมรองก็ตาม</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/277789 ความรุนแรงแบบค่อยเป็นค่อยไป: การเข้าถึงที่ดินและความยากจนข้ามรุ่นในพื้นที่สีแดงเขตพื้นที่ป่าดงบักอี จังหวัดอำนาจเจริญ 2025-02-21T11:32:21+07:00 กนกวรรณ มะโนรมย์ kanokwan.m@ubu.ac.th ธวัช มณีผ่อง thawat.m@ubu.ac.th <p>บทความวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นนี้ต้องการนำเสนอการเข้าถึงที่ดินของคนยากจนในพื้นที่ดงบักอี จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” และในอดีตมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับนโยบายปราบปราคอมมิวนิสต์ของรัฐไทย บทความนี้วิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวโดยใช้กรอบแนวคิด ความรุนแรงแบบค่อยเป็นค่อยไป (Slow Violence) ของ Rob Nixon และทฤษฎีการเข้าถึง (Access Theory) ของ Ribot and Peluso เพื่อชี้ให้เห็นถึงผลกระทบระยะยาวของนโยบายที่ไม่เพียงจำกัดสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร แต่ยังสร้างความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างที่ส่งเสริมวงจรความยากจนในหลายรุ่นของครอบครัว บทความวิจัยนี้ต่อยอดจากองค์ความรู้เดิมเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของชนบทอีสานที่มักเน้นการต่อรองเชิงการเมืองของชาวบ้าน โดยอาศัยข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมาย 25 ครัวเรือนในพื้นที่ดงบักอี ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงในอดีต เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์ เช่น การบังคับย้ายถิ่นฐานและการประกาศพื้นที่ชนบทให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ส่งผลให้เกิดปัญหาความยากจนข้ามรุ่นและความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ยังคงสืบทอดมายาวนาน คนในพื้นที่ประสบข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งขัดขวางการหลุดพ้นจากวงจรความยากจน ผลการวิจัยพบว่า การกล่าวหาคนในพื้นที่ว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” และมีปฏิบัติการปราบปราบที่รุนแรง นอกจากจะนำไปสู่การสูญเสียสิทธิที่ดินแล้ว ยังตอกย้ำให้เห็นว่าความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ผลักดันผู้คนออกจากระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่โดยการพรากที่ดิน และชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างโครงสร้างอำนาจและความเหลื่อมล้ำที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/282389 เมื่อ “กุศลสงเคราะห์” กลายเป็น “วิชาชีพ” ย้อนสำรวจพัฒนาการทางวิชาชีพช่วงรอยต่อวางรากฐานการศึกษาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ในประเทศไทย 2025-09-01T10:47:48+07:00 กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ Kritsadathe@outlook.com <p>บทความวิจัยนี้เป็นการทบทวนบริบททางประวัติศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจการเกิดขึ้นมาของศาสตร์วิชาการและงานวิชาชีพของสังคมสงเคราะห์ รากฐานของการศึกษาสังคมสงเคราะห์ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยศึกษาผ่านเอกสารทางประวัติศาสตร์และตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน การศึกษาสังคมสงเคราะห์เริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ.2495 โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม พบว่า สหประชาชาติมีอิทธิพลที่สำคัญต่อการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมสังคมสงเคราะห์ของสภาวัฒนธรรมแห่งชาติภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยเริ่มต้นพัฒนานโยบายสวัสดิการสังคมเพื่อแสดงถึงความก้าวหน้าทางสังคม และงานสังคมสงเคราะห์แสดงถึงความหมายของสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยสอดคล้องกับทิศทางนโยบายของประเทศตะวันตก บทความนี้แสดงความเกี่ยวข้องกับบริบททางวิชาการและวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ รวมถึงสังคมศาสตร์แขนงอื่น การอธิบายคุณูปการของชนชั้นนำทางปัญญาที่สนับสนุนก่อตั้งการศึกษาสังคมสงเคราะห์ การนิยามคำเฉพาะที่ไม่ชัดเจน และการอธิบายความไม่สอดคล้องของชื่อภาษาอังกฤษกับชื่อภาษาไทยของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</p> 2025-12-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/280048 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดปัตตานีกับการสานสัมพันธ์กับผู้นำศาสนาเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2025-07-07T11:24:09+07:00 ปุญญวันต์ จิตประคอง punyawan.huso@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดปัตตานีกับการสานสัมพันธ์กับผู้นำศาสนาเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตัวอย่างในจังหวัดปัตตานี คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี เทศบาลเมืองปัตตานี และองค์การบริหารส่วนตำบลนาเกตุ ผลการศึกษาพบว่า ผู้นำศาสนามีบทบาทสำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชน โดยสามารถแบ่งบทบาทเป็น 4 มิติ ได้แก่ 1) การสื่อสารนโยบายและความต้องการระหว่างรัฐกับประชาชน 2) การสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเจรจาและไกล่เกลี่ย 3) การตีความหลักศาสนาในบริบทสังคมปัจจุบัน และ 4) การเป็นตัวแบบทางสังคม ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถสานสัมพันธ์กับผู้นำศาสนาได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการบูรณาการกลไกดั้งเดิมกับโครงสร้างการปกครองสมัยใหม่ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการมีส่วนร่วม การบูรณาการนโยบายสาธารณะกับบริบททางศาสนาและวัฒนธรรม การใช้ศักยภาพเฉพาะของผู้นำศาสนาในการเชื่อมข้ามพรมแดนทางวัฒนธรรม และการสร้างโครงสร้างและกลไกที่สนับสนุนการกระจายอำนาจแบบมีส่วนร่วม ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าการสร้างกระบวนการสันติภาพที่มีรากฐานจากท้องถิ่นผ่านความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับผู้นำศาสนาเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้</p> 2025-12-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร