https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/issue/feed
วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
2025-12-30T12:24:51+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.องอาจ อินทนิเวศ
hm_aongart@crru.ac.th
Open Journal Systems
<p> วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความที่มีคุณภาพเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคม ชุมชนหรือท้องถิ่น โดยเนื้อหาในบทความแสดงให้เห็นถึงการสร้างสรรค์องค์ความรู้ทางวิชาการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนา หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นที่ สังคมหรือท้องถิ่น ในศาสตร์ดังต่อไปนี้</p> <p> - สาขาศิลปะและมนุษย์ทั่วไป (General Arts and Humanities)<br /> - สาขาธุรกิจทั่วไป การจัดการ และการบัญชี (General Business, Management and Accounting)<br /> - สาขาสังคมศาสตร์ทั่วไป (General Social Sciences)<br /> - สาขาการศึกษา (Education)<br /> - สาขาวัฒนธรรมศึกษา (Cultural Studies)</p> <p> ทั้งนี้ เนื้อหาในบทความแสดงให้เห็นถึงการสร้างสรรค์ทางวิชาการให้เกิด ประโยชน์ต่อการพัฒนาหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นที่ สังคมหรือท้องถิ่น<br /> โดยเปิดรับพิจารณาบทความตลอดทั้งปี ทั้งบทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ </strong>วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้กำหนดการเผยแพร่วารสารปีละ 2 ฉบับ ได้แก่<br /> ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน)<br /> ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม)</p> <p style="text-align: left;"><strong>หมายเลขวารสาร ISSN (Online) : </strong>2697-5017</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/276970
ผลกระทบของปัจจัยที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชีวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs) ในจังหวัดพิษณุโลก
2025-04-11T15:52:40+07:00
บุษณีย์ เทวะ
nathawat1417@gmail.com
ณฐวัฒน์ พระงาม
nathawat1417@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะของกิจการ และปัจจัยการปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชีได้แก่ ความรู้ด้านบัญชี ทักษะทางวิชาชีพ ความสามารถใช้เทคโนโลยีทางบัญชี และจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดพิษณุโลก และ 3) เพื่อศึกษาผลกระทบทางตรงของปัจจัยที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ทำบัญชีของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 400 ราย ใช้วิธีการเลือกสุ่มตัวอย่างแบบกำหนดสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างเป็นกิจการประเภทบริการ จดทะเบียนบริษัทจำกัด มีทุนจดทะเบียน ไม่เกิน 1 ล้านบาท มีพนักงานจำนวน 10 – 50 คน ระยะเวลาในการดำเนินงาน 5 – 10 ปี และปัจจัยการปฏิบัติงานด้านบัญชีของผู้ทำบัญชี ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.04) 2) ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชี ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.02) 3) ผลการทดสอบผลกระทบ พบว่า ปัจจัยด้านความสามารถใช้เทคโนโลยีทางบัญชี ความรู้ด้านบัญชี จรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี และทักษะทางวิชาชีพมีอิทธิพลทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชีที่ระดับ .05 ตัวแปรอิสระทั้งสี่สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 67.4 (R<sup>2</sup> = 0.674) ปัจจัยเหล่านี้มีความสำคัญในการส่งเสริมทักษะเชิงวิชาชีพโดยตรง ที่จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำบัญชีของธุรกิจ SMEs ในจังหวัดพิษณุโลก</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/278733
การยกระดับสมรรถนะผู้เรียนผ่านรูปแบบแซนด์บอกซ์ด้วยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การประกอบการเป็นฐาน
2025-07-09T16:10:44+07:00
สิรินาถ จงกลกลาง
sirinat.j@nrru.ac.th
สายสุนีย์ เติมสินสุข
sirinat.j@nrru.ac.th
จันทร์เพ็ญ แสงอรุณ
piyanoot.w@nrru.ac.th
ปิยนุช วงศ์กลาง
piyanoot.w@nrru.ac.th
<p>สมรรถนะด้านการประกอบการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย แต่นักเรียนระดับประถมศึกษายังมีโอกาสจำกัดในการเรียนรู้ทักษะการจัดการธุรกิจเชิงปฏิบัติ การวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะโดยใช้การประกอบการเป็นฐาน ดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ คือ การเตรียมและสร้างนวัตกรรม การทดลองใช้ และการขยายผลสู่โรงเรียนเครือข่าย 4 แห่ง ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 1 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหาร 6 คน ครู 25 คน และนักเรียน 165 คนผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นนำไปสู่การสร้างหลักสูตร <em>Sandbox "Entrepreneurships the Best Café" </em>ใช้เวลา 30 ชั่วโมง มีคุณภาพระดับมากที่สุด ประกอบด้วย 9 ขั้นตอนการพัฒนา ขยายผลสู่หลักสูตร <em>Sandbox </em>เพิ่มอีก 7 หลักสูตร ทุกหลักสูตรมีความเหมาะสมระดับมากที่สุด เน้นให้นักเรียนพัฒนาทักษะ<br />การเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่การคิด พัฒนาผลิตภัณฑ์ วางแผนธุรกิจ การตลาด การเงิน และการวิเคราะห์ความเสี่ยง และพบว่า นักเรียนปฐมวัยมีพัฒนาการระดับดี ส่วนนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีสมรรถนะสูงขึ้นจากระดับเรียนรู้เป็นระดับพัฒนา โดยเฉพาะด้านการจัดการตนเอง การคิดขั้นสูง และการสื่อสาร ส่วนครูมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้ระดับมาก โดยเฉพาะด้านบรรยากาศการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้การประกอบการเป็นฐานเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในประเทศไทย</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/279544
การพัฒนารูปแบบการชี้แนะ เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
2025-09-11T13:04:57+07:00
ณัฐกานต์ เรือนคำ
nutakarn.r@pnru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการและสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนด้วยวิธีการชี้แนะ สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 2) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการชี้แนะในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูและ 3) ศึกษาการสะท้อนผลจากการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนด้วยวิธีการชี้แนะ สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู สาขาวิชาการประถมศึกษา หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู สาขาวิชาการประถมศึกษา ชั้นปีที่ 5 (หลักสูตร 5 ปี) ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาในสาขาวิชาเฉพาะ วิทยาลัยการฝึกหัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ปีการศึกษา 2565 จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามสภาพปัญหาเกี่ยวกับสมรรถนะ คู่มือการจัดกิจกรรมการชี้แนะ <strong>(</strong><strong>Coaching) </strong>แบบประเมินผลในการจัดกิจกรรมการชี้แนะ <strong>(</strong><strong>Coaching)</strong> และแบบประเมินการสะท้อนผลการจัดกิจกรรมการชี้แนะ <strong>(</strong><strong>Coaching) </strong>การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ t-test ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการพัฒนาสมรรถนะด้วยกิจกรรมการชี้แนะ ที่พัฒนางานการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน โดยภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ซึ่งมีคะแนนสูงกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลการสะท้อนจากการพัฒนาโดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/279656
แนวทางการพัฒนากรอบแนวคิดเติบโตของครูเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนระดับประถมศึกษา
2025-07-22T14:58:17+07:00
เมษิยา ขวัญทอง
maysiya_kwan@cmu.ac.th
มนต์นภัส มโนการณ์
monnapat.m@cmu.ac.th
สุบัน พรเวียง
monnapat.m@cmu.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อกรอบแนวคิดเติบโตของครู ถอดบทเรียนกระบวนการพัฒนา และจัดทำแนวทางการพัฒนากรอบแนวคิดเติบโตของครูเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ผู้เรียนระดับประถมศึกษา ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 384 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 39 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.880 ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน และตรวจสอบแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อกรอบแนวคิดเติบโตของครูมี 2 ด้าน คือ 1) องค์ประกอบของกรอบแนวคิดเติบโต 6 องค์ประกอบ ได้แก่ ความเชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้ การชอบความท้าทาย การเผชิญอุปสรรค ความพยายาม การเรียนรู้จากคำวิจารณ์ และการสร้างแรงบันดาลใจจากผู้อื่น และ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ 4 ปัจจัย ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับกรอบแนวคิดเติบโต ปัจจัยภายในตัวครู การจัดการเรียนการสอน และการสนับสนุนจากภายนอก กระบวนการพัฒนาประกอบด้วย 5 ด้าน คือ การเตรียมความพร้อม การพัฒนาและส่งเสริม การนำไปใช้ในชั้นเรียน การสนับสนุนและติดตามผล และการขยายผลอย่างยั่งยืน แนวทางการพัฒนาที่ได้มี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย กระบวนการพัฒนา บทบาทผู้เกี่ยวข้อง ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การวัดและประเมินผล และข้อเสนอแนะ ผลการตรวจสอบแนวทางมีความถูกต้องและเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/279739
ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี
2025-09-05T14:53:02+07:00
ปาริฉัตร สมหมาย
sommaiparichat@gmail.com
เก็จกนก เอื้อวงศ์
sommaiparichat@gmail.com
ฐิติกรณ์ ยาวิไชย จารึกศิลป์
sommaiparichat@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและวัฒนธรรมองค์กร 2) ระดับการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา และ 3) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำ<br />ของผู้บริหารสถานศึกษาและวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี</p> <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยสหสัมพันธ์ ประชากร คือ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี โดยมีผู้ให้ข้อมูลเป็นครู จำนวน 2,388 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสถานศึกษา กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม <em>G*power </em>ได้กลุ่มตัวอย่าง 135 คน จากนั้นสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา วัฒนธรรมองค์กร และการเป็นองค์กรสมรรถสนะสูงของสถานศึกษา ซึ่งมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.98<em>, </em>0<em>.</em>97 และ 0.98 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและวัฒนธรรมองค์กรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) องค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและวัฒนธรรมองค์กรส่งผลต่อการเป็นองค์กรสมรรรถนะสูงของสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 โดยสามารถร่วมกันทำนายการเป็นองค์กรสมรรรถนะสูงของสถานศึกษา<br />ได้ร้อยละ 80.50</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/279811
รัฐอำนาจนิยมกับเศรษฐกิจเสรี : รัฐ ทุน และภาคประชาสังคมกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
2025-07-25T15:22:59+07:00
ทศพล พงษ์ต๊ะ
em_thospon_p@crru.ac.th
วัชรพล พุทธรักษา
watcharabonb@nu.ac.th
<p>บทความนี้เป็นการศึกษาเพื่อชี้ให้เห็นถึงความเข้มแข็งของรัฐไทยในการดำเนินนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยใช้กรอบแนวคิดเสรีนิยมแบบออร์โด ซึ่งเป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่เป็นประเด็นใหม่ซึ่งน่าจะนำมาพิจารณาไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของรัฐไทยในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ทุน และภาคประชาสังคมกับการจัดการเศรษฐกิจเสรีผ่านนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการวิจัยเชิงเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย ผลการศึกษาพบว่า คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กฎหมาย และประกาศต่าง ๆ คือกลไกสำคัญที่รัฐไทยใช้ควบคุมและกำกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตั้งแต่การจัดหาที่ดินและการผังเมือง การส่งเสริมการลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนมากกว่าความชอบธรรมเหนือพื้นที่ประชาสังคม ดังนั้น ความสัมพันธ์จึงมีลักษณะที่รัฐให้การสนับสนุนกลุ่มทุน แต่สำหรับภาคประชาสังคมในพื้นที่นั้นรัฐไม่สามารถทำให้เห็นพ้องและสร้างการยอมรับในนโยบายร่วมกับรัฐ ผลที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของรัฐในการผลักดันนโยบายให้ประสบผลสัมฤทธิ์ จำเป็นต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับส่วนที่เรียกว่าสังคมเพราะการแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับกลุ่มทุนอาจจะไม่เที่ยงธรรมสำหรับสังคม โดยเฉพาะรัฐที่อ่อนแอไม่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ตลาดได้อย่างสมบูรณ์</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/279082
การศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะในหลักสูตรระดับประถมศึกษาของประเทศไทย และประเทศฟินแลนด์
2025-07-09T16:16:18+07:00
ธนาวัฒน์ น้อยไธสง
thanawat.noy@live.ku.th
ขวัญชนก น้อยไธสง
thanawat.noy@live.ku.th
<p> การวิจัยเชิงเปรียบเทียบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะและองค์ประกอบของหลักสูตรระดับประถมศึกษาของประเทศไทยและประเทศฟินแลนด์ และเพื่อเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของสมรรถนะในหลักสูตรของทั้งสองประเทศ โดยใช้การวิจัยเอกสารเชิงเปรียบเทียบและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาตามกรอบแนวคิดหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร สมรรถนะของผู้เรียน เนื้อหาวิชา โครงสร้างเวลาเรียน แนวทางการจัดการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลสมรรถนะ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลักสูตรของทั้งสองประเทศมีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม อย่างไรก็ตาม ประเทศฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับสมรรถนะด้านวัฒนธรรม การมีปฏิสัมพันธ์ และพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคมมากกว่า ขณะที่ประเทศไทยกำหนดสมรรถนะของผู้เรียนอย่างเป็นระบบและชัดเจนในด้านเนื้อหาวิชา หลักสูตรของประเทศไทยกำหนดสาระการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ขณะที่ประเทศฟินแลนด์ มีความยืดหยุ่นและเน้นการบูรณาการข้ามสาขาวิชา นอกจากนี้ ประเทศไทยมีจำนวนชั่วโมงเรียนต่อปีมากกว่าประเทศฟินแลนด์ ทั้งสองประเทศเน้นการจัดการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แต่แตกต่างกันในระดับความยืดหยุ่นของการออกแบบการเรียนรู้และการประเมินผล</p> <p> ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าความแตกต่างของหลักสูตรทั้งสองประเทศเกิดจากแนวคิดเชิงโครงสร้างในการกำหนดสมรรถนะ การจัดเนื้อหาวิชา และการออกแบบหลักสูตร ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรระดับประถมศึกษาของประเทศไทยให้สอดคล้องกับบริบทการศึกษาในศตวรรษที่ 21</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/278892
ทฤษฎีสู่การปฏิบัติ: การออกแบบหลักสูตรแบบย้อนกลับเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของภาคการทำงาน
2025-07-22T14:54:45+07:00
ศศิภา กันตา
sasipha.k@fte.kmutnb.ac.th
ชัยวิชิต เชียรชนะ
chaiwichit.c@fte.kmutnb.ac.th
<p>จากสถิติของผู้สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจำนวน 319,496 คน ในปีการศึกษา 2566 นับได้ว่าเป็นจำนวนไม่น้อยที่มีผู้สำเร็จการศึกษาในแต่ละปี แต่ยังประสบปัญหาในการผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถไม่เพียงพอเมื่อเข้าสู่ภาคการทำงานและมีสัดส่วนผู้ว่างงานสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 47.07 ในปี 2567 สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) จึงมีนโยบายขับเคลื่อนการจัดการศึกษาภายใต้หลักคิดการออกแบบหลักสูตรแบบย้อนกลับ (Backward Curriculum Design) และมุ่งจัดการศึกษาโดยใช้ผลลัพธ์เป็นฐาน (Outcome-Based Education) ซึ่งจากการวิเคราะห์เอกสารผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรที่เผยแพร่ในฐานข้อมูลของ สป.อว. พบว่า ปัญหาสำคัญในการออกแบบหลักสูตรคือการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ไม่สะท้อนความสามารถ และพฤติกรรมคาดหวังตามที่ภาคการทำงานต้องการในแต่ละสาขาวิชา บทความวิชาการฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแก่นสำคัญของการดำเนินการออกแบบหลักสูตร 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการ 2) กำหนดวิธีการประเมิน และ 3) สร้างประสบการณ์เรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานให้แก่หลักสูตรอื่น ๆ นำไปปรับใช้ในการพัฒนาหลักสูตรต่อไป</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย