วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk <p> วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความที่มีคุณภาพเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคม ชุมชนหรือท้องถิ่น โดยเนื้อหาในบทความแสดงให้เห็นถึงการสร้างสรรค์องค์ความรู้ทางวิชาการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนา หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นที่ สังคมหรือท้องถิ่น ในศาสตร์ดังต่อไปนี้</p> <p> - สาขาศิลปะและมนุษย์ทั่วไป (General Arts and Humanities)<br /> - สาขาธุรกิจทั่วไป การจัดการ และการบัญชี (General Business, Management and Accounting)<br /> - สาขาสังคมศาสตร์ทั่วไป (General Social Sciences)<br /> - สาขาการศึกษา (Education)<br /> - สาขาวัฒนธรรมศึกษา (Cultural Studies)</p> <p> ทั้งนี้ เนื้อหาในบทความแสดงให้เห็นถึงการสร้างสรรค์ทางวิชาการให้เกิด ประโยชน์ต่อการพัฒนาหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นที่ สังคมหรือท้องถิ่น<br /> โดยเปิดรับพิจารณาบทความตลอดทั้งปี ทั้งบทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ </strong>วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้กำหนดการเผยแพร่วารสารปีละ 2 ฉบับ ได้แก่<br /> ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน)<br /> ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม)</p> <p style="text-align: left;"><strong>หมายเลขวารสาร ISSN (Online) : </strong>2697-5017</p> สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย th-TH วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 1906-3016 นวัตกรรมชุดแบบฝึกทักษะการบรรเลงกีตาร์ฟิงเกอร์สไตล์เทคนิคบูมชิคสำหรับผู้เริ่มต้น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/283162 <p><em>ชุดพัฒนาทักษะการเรียนรู้กีตาร์ขั้นพื้นฐานสามารถเพิ่มทักษะการเล่นกีตาร์ของผู้ฝึกได้ อย่างไรก็ตามชุดแบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้กีตาร์ฟิงเกอร์สไตล์ขั้นพื้นฐานยังมีอยู่อย่างจำกัด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (</em><em>1) </em><em>สร้างนวัตกรรมชุดแบบฝึกทักษะการบรรเลงกีตาร์ฟิงเกอร์สไตล์เทคนิคบูมชิคสำหรับผู้เริ่มต้น (</em><em>2) </em><em>ประเมินทักษะการเล่นกีตาร์ตามเทคนิคบูมชิคก่อนและหลังการเรียน และ (</em><em>3) </em><em>ประเมินความพึงพอใจในการใช้นวัตกรรมชุดแบบฝึกฯ ของอาสาสมัครนักศึกษาเอกดนตรี จำนวน </em><em>10 </em><em>คน นวัตกรรมชุดแบบฝึกฯ และแบบประเมินทักษะการเล่นเทคนิคบูมชิค ได้ผ่านการประเมินความเที่ยงตรง (</em>IOC : Index of Item Objective Congruence) <em>โดยผู้เชี่ยวชาญ </em><em>3 </em><em>ท่าน มีค่า </em>IOC <em>สูงกว่า </em><em>0.50 </em><em>ผลการวิจัยพบว่า ค่าคะแนนทักษะการเล่นเทคนิคบูมชิคก่อนเรียนนวัตกรรมชุดแบบฝึกฯ มีค่ามัธยฐาน (ช่วงระหว่างควอไทล์ที่ </em><em>1 </em><em>และ </em><em>3) </em><em>ก่อนเข้าร่วมโครงการเท่ากับ </em><em>3.00 (3.00</em>, <em>3.00) </em><em>และหลังเข้าร่วมโครงการ เท่ากับ </em><em>7.50 (7.00</em>, <em>8.00) </em><em>ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</em>P=<em>0.003) </em><em>หลังเรียนนวัตกรรมชุดแบบฝึกฯ ทั้งนี้อาสาสมัครมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมชุดแบบฝึกฯ ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมชุดแบบฝึกฯ มีแนวโน้มในการพัฒนาทักษะการเล่นเทคนิคบูมชิคได้ จึงอาจมีความเหมาะสมในการนำไปใช้พัฒนาทักษะการเล่นกีตาร์</em></p> กวิน ภูศรีเทศ ธรรศ อัมโร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 1 18 การพัฒนาและการตรวจสอบความตรงของโมเดลการวัดคุณลักษณะการทำงานเป็นทีมของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/283168 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความตรงของโมเดลการวัดคุณลักษณะการทำงานเป็นทีมของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ จำนวน 500 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับขั้นที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า โมเดลการวัดคุณลักษณะการทำงานเป็นทีมของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi^{2}" alt="equation" />=76.280, df=58, p-value=0.054, CFI=0.994, TLI=0.989, RMSEA=0.025, SRMR=0.025 ซึ่งองค์ประกอบของคุณลักษณะการทำงานเป็นทีม ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ โดยองค์ประกอบที่มีน้ำหนักองค์ประกอบ (Factor Loading) สูงสุดคือการมีมนุษยสัมพันธ์ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" />=0.929) รองลงมาคือความไว้วางใจ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" />=0.924) การให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" />= 0.922) บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" />=0.909) และการสื่อสาร (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" />=0.898) ตามลำดับ</p> ชัญญา ปรังฤทธิ์ น้ำผึ้ง อินทะเนตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 19 36 โมเดลการวัดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักศึกษาครู https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/283151 <p>การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Learning: SEL) เป็นสมรรถนะสำคัญสำหรับวิชาชีพครู การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความตรงของโมเดลการวัดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักศึกษาครู จำนวน 2<em>,</em>060 คน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีข้อมูลตอบกลับสมบูรณ์ จาก 3 มหาวิทยาลัย 52 สาขาวิชา ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสอบถามวัดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม แบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 57 ข้อ ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (Reliability) เท่ากับ 0.954 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง (Second - Order Confirmatory Factor Analysis: 2nd CFA) ด้วยโปรแกรม Mplus 7.4 ผลการวิเคราะห์พบว่า โมเดลการวัดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักศึกษาครู มีความตรงทางการวัดในระดับดี โดยพิจารณาค่าดัชนีในการพิจารณาความสอดคล้องกลมกลืน ดังนี้ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi^{2}" alt="equation" /> = 140.007, df = 117, p-value = 0.072, CFI = 0.997, TLI = 0.996<strong>, </strong>RMSEM = 0.010, SRMR = 0.031 ซึ่งโมเดลนี้ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ 19 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่มีน้ำหนักองค์ประกอบ (Factor Loading) สูงสุดคือ การจัดการตนเอง(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" />=0.983) รองลงมา คือ การสร้างสัมพันธภาพ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" /><em>= </em>0.965) การเข้าใจตนเอง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" /><em>= </em>0.913) การตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" /><em>= </em>0.881) และการตระหนักรู้ทางสังคม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" /><em>= </em>0.487) ตามลำดับ ซึ่งค่าทั้งหมดมีความแตกต่างจากศูนย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\alpha&amp;space;" alt="equation" /> = </em>0.01 และมีความเชื่อมั่นในการวัดแต่ละองค์ประกอบอยู่ระหว่าง 0.237 - 0.966 ทั้งนี้ องค์ประกอบการตระหนักรู้ทางสังคมมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบต่ำกว่าองค์ประกอบอื่นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนข้อจำกัดของการนำกรอบแนวคิดสากล (CASEL) มาปรับใช้กับบริบทวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรพัฒนาตัวบ่งชี้เพิ่มเติมในการวิจัยต่อไป</p> พิมพ์พิไล คนไว น้ำผึ้ง อินทะเนตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 37 54 องค์ประกอบสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติมการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (INDEPENDENT STUDY: IS) ระดับชั้นมัธยมศึกษา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/283363 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติมการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง และ 2) เพื่อตรวจสอบและประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบสมรรถนะครู<br />ในการจัดการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติมการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง แหล่งข้อมูลในการวิเคราะห์และสังเคราะห์<br />จากเอกสาร ได้แก่ หลักสูตร รายงานวิจัย และบทความวิจัย เป็นต้น กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์เชิงลึก ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และศึกษานิเทศก์ จำนวน 7 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการประเมินองค์ประกอบ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 21 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง โดยต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้หรือรายวิชา Independent Study (IS) สามารถให้ข้อมูลได้ครบถ้วน และประเมินได้อย่างเป็นอิสระโดยปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสังเคราะห์เอกสาร <br />แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการสังเคราะห์องค์ประกอบสมรรถนะที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนรายวิชาเพิ่มเติมการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ประกอบด้วย สมรรถนะด้านการวิเคราะห์หลักสูตร มี 2 สมรรถนะ 4 องค์ประกอบ 12 ตัวบ่งชี้ สมรรถนะด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ มี 2 สมรรถนะ 3 องค์ประกอบ 11 ตัวบ่งชี้ สมรรถนะด้านสื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ มี 2 สมรรถนะ 3 องค์ประกอบ 11 ตัวบ่งชี้ สมรรถนะด้านการวัดและ</p> ชไมพร ไกยสิทธิ์ สำราญ กำจัดภัย ปุณฑริกา น้อยนนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 55 72 การถ่ายทอดวัฒนธรรมล้านนาสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ด้วยรูปแบบของการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/283604 <p>การออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรม เป็นการนำเสนอแนวทางการออกแบบเพื่อสร้างสรรค์รูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมทางอ้อม อีกทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางการสร้างมูลค่าของวัสดุท้องถิ่นหรือเทคนิคการสร้างงานท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นงานวิจัยนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะทางวัฒนธรรมล้านนาผ่านงานหัตถกรรม “โคมล้านนาและขันโตก” และนำไปออกแบบและสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมที่สะท้อนวัฒนธรรมล้านนาเพื่อหาประสิทธิภาพและความพึงพอใจ การศึกษาแนวคิดและรูปแบบผลิตภัณฑ์ได้จากการพัฒนารูปแบบและสังเคราะห์ข้อมูลตามแนวทางของ Lin (2007) กลุ่มตัวอย่างในการเก็บข้อมูลและการประเมินผลคือ ตัวแทนจากผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก 20 คน และนักท่องเที่ยว 100 คน โดยเป็นการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยตารางการวิเคราะห์คุณลักษณะทางวัฒนธรรม แบบประเมินแบบร่างผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรม แบบสอบถามความคิดเห็นการมีส่วนร่วมในการเป็นผู้ผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมล้านนา และแบบสอบถามความคิดเห็น เรื่องความหมายและทัศนคติต่อผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมในฐานะสินค้าที่ระลึกและพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกของนักท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาได้รูปแบบผลิตภัณฑ์ คือ กลุ่มเครืองประดับและตกแต่ง ได้แก่ เนกไทเชือก กำไลข้อมือ กลุ่มของใช้งานและตกแต่งบ้าน ได้แก่ พวงกุญแจไฟฉาย เครื่องเซนเซอร์แบบตั้งโต๊ะ และโคมไฟตั้งโต๊ะ ผลการสอบถามความต้องการมีส่วนร่วมในการผลิตหรือจำหน่าย ผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมอยู่ในระดับมาก (=3.99, S.D.<em>=</em>0.98) ความคิดเห็นเรื่องความคิดและทัศนคติที่มีต่อผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมในฐานะสินค้าที่ระลึกอยู่ในระดับมาก (=3.60<em>, </em>S.D.=1.01) ความสัมพันธ์ของความคิดและทัศนคติกับผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรม มีความสัมพันธ์กันเป็นเชิงบวก และอยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก ( r ) 0.662 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ชัยวัฒน์ สุวรรณอ่อน อภินันทน์ สุมทุมพฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 73 90 การประเมินหลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนพิเศษเตรียมทหาร (The Pre-Cadet Preparation Program) โรงเรียนพล พุทธศักราช 2567 โดยใช้รูปแบบการประเมินหลักสูตรของ Michael Scriven https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/284688 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินหลักสูตรห้องเรียนพิเศษเตรียมทหาร โรงเรียนพล พุทธศักราช 2567 โดยใช้รูปแบบการประเมินของ Michael Scriven ซึ่งครอบคลุมทั้งการประเมินผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ และการประเมินที่มองหาผลกระทบอื่นที่ไม่คาดคิดจากการใช้หลักสูตร กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครอง รวม 82 คน เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลมี 8 ฉบับ ครอบคลุมทั้งแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน และแบบบันทึกผลสัมฤทธิ์และคุณลักษณะต่าง ๆ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การประเมินผลย่อยด้านกระบวนการใช้หลักสูตร และการประเมินผลภายใน ด้านองค์ประกอบหลักสูตร มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> = 4.80 และ 4.95 ตามลำดับ) การประเมินผลรวมอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม โดยนักเรียนร้อยละ 71.42 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ย 3.00 ขึ้นไป และนักเรียนร้อยละ 100 ผ่านเกณฑ์ระดับ “ดี” (ร้อยละ 70 ขึ้นไป) ในด้านการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และความสำเร็จของโครงการ การประเมินผลสำเร็จพบว่าความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีต่อหลักสูตรอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> = 4.78) ในขณะที่การประเมินแบบไม่ยึดติดวัตถุประสงค์พบผลกระทบที่ไม่คาดคิดเชิงลบ ได้แก่ ความเครียดสะสมของผู้เรียนจากภาระการเรียนที่เข้มข้น ภาระงานของครูที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดด้านงบประมาณสำหรับอุปกรณ์ฝึกภาคสนาม สรุปได้ว่า หลักสูตรนี้มีประสิทธิผลสูงในการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนทั้งด้านวิชาการ ทักษะการคิด วินัย และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สามารถเปลี่ยนผ่านนักเรียนพลเรือนให้มีความพร้อมสู่การเป็นนักเรียนทหารได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม การตระหนักถึงผลกระทบข้างเคียง<br />ที่ไม่คาดคิดเหล่านี้ จะเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับสมดุลตารางเรียน และการบริหารงบประมาณ เพื่อพัฒนาหลักสูตรให้มีความสมบูรณ์และยั่งยืนยิ่งขึ้นต่อไป</p> ณัฐวรี ปัตตะเน กัณฐิกา มาวัน ปรียาพร นนทรา วิริยา ศรีจันทร์บุญ ศุภิสรา เหิมหาญ สิทธิพล อาจอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 91 112 ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD หน่วยการเรียนรู้ การบวกและการลบจำนวนนับไม่เกิน 100,000 ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ และพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในกลุ่มของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/283634 <p>การเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เป็นแนวทางสำคัญที่นำมาใช้พัฒนาการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์อย่างแพร่หลาย ขณะที่นักเรียนในบริบทที่ศึกษายังมีข้อผิดพลาดในการบวกที่มีการทดและการลบที่มีการยืม รวมทั้งพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในกลุ่มยังควรได้รับการส่งเสริม การวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งศึกษาพัฒนาการ<br />ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควบคู่กับพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในกลุ่ม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์จากคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาระดับพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในกลุ่มของผู้เรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 37 คน จากโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ 9 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 20 ข้อ และแบบประเมินพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในกลุ่ม 25 ข้อ ครอบคลุมพฤติกรรม 5 ด้าน มีค่า IOC เท่ากับ 0.87, 1.00 และ 0.93 ตามลำดับ ส่วนแบบทดสอบและแบบประเมินมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 และ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูล<br />ด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนเท่ากับ 7.46 และ 15.59 มีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์เฉลี่ย 67.00 ซึ่งอยู่ในระดับสูง สำหรับพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในกลุ่มโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความรับผิดชอบต่อบทบาท มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (3.35) รองลงมาคือความร่วมมือ (3.30) การรับฟังผู้อื่น (3.25) การสื่อสาร (3.20) และการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้อื่น (3.10) ซึ่งอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการนำเทคนิค STAD ไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาที่มีบริบทใกล้เคียงกัน โดยครูควรกำหนดบทบาทของสมาชิกให้ชัดเจน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้อธิบาย ซักถาม และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในระหว่างกระบวนการทำงานกลุ่ม</p> ฟาตีฮ๊ะ สาอิ จิตติมา มานะการ นนทกร ประชุมกาเยาะมาต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 113 130 ผลการศึกษาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมิฟิเคชัน (Gamification) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/283820 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ก่อน–หลังเรียน 2) เปรียบเทียบคะแนนพัฒนาการระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยแนวคิดเกมิฟิเคชันกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีปกติ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียน โดยเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบกลุ่มควบคุมไม่เท่าเทียมวัดก่อน–หลังเรียน กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษารายวิชา GELE1001 ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 2 ห้องเรียน จำนวน 160 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 80 คน เครื่องมือ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมิฟิเคชัน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อน–หลังเรียน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และ Cohen’s d ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่มีข้อมูลครบถ้วน 76 คนมีคะแนนหลังเรียน (<img id="output" style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">= 28.07) สูงกว่าก่อนเรียน (</span><img id="output" style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;"> = 17.52) อย่างมีนัยสำคัญ </span><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">[t(75) = −10.179, p &lt; .001, Cohen’s d = 1.191] ขณะที่กลุ่มควบคุมมีพัฒนาการเช่นกัน (Cohen’s d = 0.900) คะแนนพัฒนาการของกลุ่มทดลอง (</span><img id="output" style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;"> = 10.55, SD = 8.85) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (</span><img id="output" style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;"> = 8.31, S.D. = 9.23) แต่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ [t(145) = −1.499, p = .136, Cohen’s d = −0.247] คะแนน Quiz ซึ่งใช้เป็นตัวแทนการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเกมิฟิเคชันมีความสัมพันธ์เชิงบวกสูงกับคะแนนรวมรายวิชา (r = .836, p &lt; .001) และนักศึกษากลุ่มทดลองมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (<img id="output" style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /></span><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;"> = 4.57, SD = 0.38) ผลการวิจัยชี้ว่าเกมิฟิเคชันส่งเสริมพัฒนาการภายในกลุ่มทดลองและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน แต่ยังไม่พบข้อได้เปรียบระหว่างกลุ่ม</span><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span></p> โอฬาร สว่างนุวัตรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 131 154 Hybrid Work ในองค์กรรัฐวิสาหกิจของไทยแห่งหนึ่ง: มุมมองจากบุคลากร ผู้บริหาร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/284126 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรต่อการทำงานในรูปแบบ Hybrid Work เปรียบเทียบความคิดเห็นระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนและไม่สนับสนุน Hybrid Work และศึกษามุมมองของผู้บริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากบุคลากรจำนวน 1,073 คน จากประชากรทั้งหมด 1,493 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้บริหารจำนวน 5 คน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 168 คน โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึกที่ผ่านการตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหาและข้อคำถามก่อนนำไปใช้จริง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรร้อยละ 92.7 สนับสนุนการดำเนินงานในรูปแบบ Hybrid Work โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานระดับปฏิบัติการและฝ่ายดิจิทัลวิจัยและพัฒนา มีความคิดเห็นต่อการทำงานอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านสิ่งแวดล้อมในการทำงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (9.39) รองลงมาคือด้านความพึงพอใจในการทำงานและด้านสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน (9.36 เท่ากัน) ขณะที่ด้านความทุ่มเทในการทำงานมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (8.48) กลุ่มที่สนับสนุน Hybrid Work มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นสูงกว่ากลุ่มที่ไม่สนับสนุนในทุกด้านที่ศึกษา ผู้บริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนใหญ่เห็นว่า Hybrid Work ไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและควรดำเนินการต่อไป ผลการศึกษาสะท้อนว่า Hybrid Work เป็นแนวทางที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงาน คุณภาพชีวิตของบุคลากร และความยั่งยืนขององค์กร</p> ธีระ สินเดชารักษ์ เอกสิทธิ์ หนุนภักดี กาญจนา บุญยัง ชนัญญา ประสาทไทย คริษฐา อ่อนแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 155 176 การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/283564 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนในเขตพื้นที่เทศบาลนครเชียงราย จำนวน 450 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคอยู่ระหว่าง 0.814–0.912 ชุดข้อมูลดิบมีคุณภาพและความเหมาะสมในการวิเคราะห์โดยมีค่าดัชนี Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) เท่ากับ 0.944 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในระดับดี โดยมีค่าสถิติดัชนีวัดระดับความสอดคล้องกลมกลืน ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกตัวแปร ตัวแปรแฝงทุกตัวมีความตรงเชิงโครงสร้างและความเชื่อมั่นแบบรวม (CR) อยู่ระหว่าง 0.858–0.945 และค่าความแปรปรวนเฉลี่ยที่สกัดได้ (AVE) อยู่ระหว่าง 0.488–0.689 เมื่อพิจารณาผลการวิเคราะห์อิทธิพลเชิงเส้นทาง พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลรวมต่อการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต (SLC) มากที่สุด คือ ด้านนโยบายและการสนับสนุนจากภาครัฐ (GPp) โดยมีขนาดอิทธิพลรวมเท่ากับ 0.836 ซึ่งเป็นการส่งอิทธิพลในทางอ้อมผ่านตัวแปรกลาง สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรงสูงสุดคือ ด้านคุณภาพทางการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา (EIQLL) มีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.477 รองลงมาคือ ด้านวัฒนธรรมการเรียนรู้ของชุมชน (SCILL) (0.275) และด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม (EESLL) (0.166) ตามลำดับ โดยตัวแปรทั้งหมดในโมเดลร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ร้อยละ 75.9 (R<sup>2 </sup>= 0.759)</p> ยุทธศิลป์ ชูมณี ทิพย์วัลย์ ศรีพรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 177 192