วารสารการวิจัย กาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk <p>&nbsp; &nbsp; วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความที่มีคุณภาพเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคม ชุมชนหรือท้องถิ่น ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น</p> <p style="text-align: left;">- บทความวิจัย (Research Article)</p> <p style="text-align: left;">- บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p style="text-align: left;">- บทความปริทัศน์ (Review Article)</p> <p style="text-align: left;">- บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; โดยเนื้อหาในบทความแสดงให้เห็นถึงการสร้างสรรค์ทางวิชาการให้เกิด ประโยชน์ต่อการพัฒนาหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นที่ สังคมหรือท้องถิ่นทั้งในด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ศึกษาศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ รวมทั้งประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ<span style="text-decoration: underline;"><strong>โดยเปิดรับพิจารณาบทความตลอดทั้งปี</strong></span></p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ </strong>วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กำหนดการเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ</p> <p style="text-align: left;">ฉบับที่&nbsp; 1&nbsp; มกราคม-มิถุนายน</p> <p style="text-align: left;">ฉบับที่&nbsp; 2&nbsp; กรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p style="text-align: left;"><strong>หมายเลขวารสาร ISSN (Print) :&nbsp; &nbsp;</strong> &nbsp; &nbsp;1906-3016</p> <p style="text-align: left;"><strong>หมายเลขวารสาร ISSN (Online) :&nbsp; &nbsp; </strong>2697-5017</p> th-TH kasalongkham.crru@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.องอาจ อินทนิเวศ) kasalongkham.crru@gmail.com (นายเจนณรงค์ ยศมูล) Tue, 31 Aug 2021 21:31:42 +0700 OJS 3.1.2.4 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนามาตรวัดทักษะชีวิตของนักเรียนอาชีวศึกษา จังหวัดฉะเชิงเทรา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/246930 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนามาตรวัดทักษะชีวิตของนักเรียนอาชีวศึกษา และตรวจสอบคุณภาพของมาตรวัดทักษะชีวิตของนักเรียนอาชีวศึกษา จังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งในด้านคุณภาพรายข้อ ความตรงและความเที่ยงทั้งฉบับ ประชากรเป็นนักเรียนที่ศึกษาด้วยวิธีเทียบโอนความรู้และประสบการณ์งานอาชีพ วิทยาลัยการอาชีพบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ปีการศึกษา 2560 จำนวน 343 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพื้นฐานของมาตรวัดทักษะชีวิต วิเคราะห์ค่าดัชนีอำนาจจำแนกรายข้อ และค่าความเที่ยงด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า มาตรวัดทักษะชีวิตของนักเรียนอาชีวศึกษา จังหวัดฉะเชิงเทรา มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วยข้อคำถามทั้งสิ้น 117 ข้อ ซึ่งจำแนกเป็นองค์ประกอบหลัก 10 ด้าน ได้แก่ 1) ด้าน การตัดสินใจ (11 ข้อ) 2) ด้านการแก้ปัญหา (11 ข้อ) 3) ด้านการคิดสร้างสรรค์ (11 ข้อ) 4) ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (10 ข้อ) 5) ด้านการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (12 ข้อ) 6) ด้านการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล (14 ข้อ) 7) ด้านการตระหนักรู้ในตน (15 ข้อ) 8) ด้านการเข้าใจผู้อื่น (12 ข้อ) 9) ด้านการจัดการกับอารมณ์ (10 ข้อ) และ10) ด้านการจัดการความเครียด (11 ข้อ) ข้อคำถามทุกข้อมีความตรงเชิงเนื้อหาทั้งฉบับ (S-CVI/Ave) เท่ากับ .93 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.453 ถึง 0.749 ค่าความเที่ยงแต่ละด้านตั้งแต่ 0.912 ถึง 0.953 และค่าความเที่ยงทั้งฉบับ เท่ากับ 0.989</p> สุจิตรา ตรีรัตนนุกูล; ปิยะทิพย์ ประดุจพรม ; กนก พานทอง , รุ่งฟ้า กิติญาณุสันต์ Copyright (c) 2021 วารสารการวิจัย กาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/246930 Wed, 30 Jun 2021 15:12:30 +0700 การพัฒนาหลักสูตรการฟังและการพูดภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานเพื่อการบริบาลผู้สูงอายุ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/247160 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการได้แก่ 1) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการฟังและการพูดภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานเพื่อการบริบาลผู้สูงอายุ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการฟังและการพูดภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานเพื่อการบริบาลผู้สูงอายุก่อนและหลังการใช้หลักสูตร และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนตามหลักสูตรการฟังและการพูดภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานเพื่อการบริบาลผู้สูงอายุ ประชากร ได้แก่ ผู้ที่กำลังศึกษาและผู้ที่ผ่านการเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยการพยาบาลและหลักสูตรการบริบาลในสถาบันการศึกษาภาครัฐและเอกชน และผู้ที่สนใจเข้าร่วมพัฒนาความสามารถในการฟังและการพูดภาษาญี่ปุ่นเพื่อการบริบาลผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงจากผู้เรียนที่สมัครใจ เข้าร่วมการวิจัย จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ 1) แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการของผู้ปฏิบัติงานด้านการบริบาลผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่น 2) หลักสูตรการฟังและการพูดภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานเพื่อการบริบาลผู้สูงอายุ และคู่มือการใช้หลักสูตร 3) แบบประเมินทักษะการฟัง และทักษะการพูดภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานเพื่อการบริบาลผู้สูงอายุ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนตามหลักสูตร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ปฏิบัติงานด้านการบริบาลผู้สูงอายุมีสภาพปัญหา และมีความต้องการพัฒนาทักษะการฟัง-พูดภาษาญี่ปุ่นเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นในชีวิตประจำวัน การทำความสะอาดร่างกายและอวัยวะ ต่าง ๆ การสื่อสารกับผู้สูงอายุ หน้าที่ของผู้บริบาล และภาษาสุภาพในที่ทำงาน 2) หลักสูตรการฟังและ การพูดภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานเพื่อการบริบาลผู้สูงอายุมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3) คะแนนความสามารถในการฟังและการพูดภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานเพื่อการบริบาลผู้สูงอายุหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 4) ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนตามหลักสูตรการฟังและการพูดภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานเพื่อการบริบาลผู้สูงอายุอยู่ในระดับมากที่สุด</p> สุพรรษา สภาชัย, วิไลภรณ์ ฤทธิคุปต์ Copyright (c) 2021 วารสารการวิจัย กาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/247160 Wed, 30 Jun 2021 15:18:57 +0700 การฟื้นฟูการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการอนุรักษ์และกิจกรรมการชงชาสมุนไพรรางแดงในชุมชนเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/245916 <p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการฟื้นฟูการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการอนุรักษ์และจัดกิจกรรมการชงชาสมุนไพรรางแดงในชุมชนเกาะเกร็ดหมู่ 2 อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี งานวิจัยเริ่มตั้งแต่สิงหาคม พ.ศ. 2562 ถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2563 กลุ่มตัวอย่าง คือ ชาวชุมชนเกาะเกร็ด หมู่ 2 จำนวน 20 คน และนักท่องเที่ยว 30 คน ผู้วิจัยใช้แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของคริสปิน เรมอนด์ และ เกร็ก ริชาร์ด เป็นกรอบความคิดในการทำความเข้าใจและประยุกต์ใช้การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในการฟื้นฟูชุมชนเกาะเกร็ด ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ คือ การสืบค้นข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์ และข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสาร การสังเกตและปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาของชุมชนคือ การอนุรักษ์สมุนไพรรางแดง เนื่องจากรางแดงได้ลดจำนวนลงและอาจสูญพันธุ์ไปจึงส่งผลให้ชาวบ้านจัดการอนุรักษ์สมุนไพรรางแดงด้วยการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ให้นักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวร้อยละ 80 มีความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเดินชมสวนชารางแดง ดูการสาธิตและชิมชารางแดงที่มีกลิ่นหอม รางแดงเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ช่วยละลายไขมันใต้ผิวหนังให้ออกมาทางเหงื่อ ละลายไขมันในร่างกายทางปัสสาวะและอุจจาระ ช่วยลดไข้ ลดน้ำหนัก ลดคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด ช่วยขับปัสสาวะ แก้กษัยคลายเส้นเอ็นให้อ่อนตัวลง และลดความดันโลหิตสูง ชาวบ้านจัดสาธิตแนะนำการชงชาสมุนไพรรางแดง โดยเริ่มต้นใส่ใบชาลงในน้ำร้อนหรือน้ำต้มสุก ทิ้งไว้ 3-5 นาที การจัดกิจกรรมการอนุรักษ์ชารางแดงเชิงสร้างสรรค์เป็นการท่องเที่ยวซึ่งมีจุดประสงค์ในการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้การอนุรักษ์สมุนไพรรางแดงซึ่งกันและกัน ช่วยให้ชาวบ้านตระหนักในคุณค่าของชุมชน และยังช่วยให้นักท่องเที่ยวได้พัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง ประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้สามารถนำไปใช้ในชีวิตได้</p> ยุพิน พิพัฒน์พวงทอง Copyright (c) 2021 วารสารการวิจัย กาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/245916 Wed, 30 Jun 2021 15:22:02 +0700 การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนเทิงวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 36 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/247476 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง เพื่อทดลองใช้ และเพื่อประเมินชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนเทิงวิทยาคม โดยวิธีวิจัยและพัฒนาประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพโดยการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ จากนั้นนำมายกร่างและประเมินความสอดคล้องและเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน โดยใช้การจัดประชุมสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์และแบบประเมิน ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาผลการทดลองใช้โดยนำไปใช้ในปีการศึกษา 2562 กับครูและบุคลากรทางการศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จำนวน 21 คน มีกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 1,372 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสรุปข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และขั้นตอนที่ 3 การประเมินชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2562 จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ คือ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า (1) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนเทิงวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 36 มี 7 องค์ประกอบ เรียกว่า “SCCER-SN”&nbsp; ซึ่งโดยรวมมีความสอดคล้องและความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (2) ผลการทดลองใช้ พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 มีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยรวมในปีการศึกษา 2562 สูงกว่าปีการศึกษา 2561 จำนวน 9.24 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 12.33 และ (3) ผลการประเมินชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพโดยรวมมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพอยู่ในระดับมา</p> สุดา นันไชยวงค์ Copyright (c) 2021 วารสารการวิจัย กาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/247476 Wed, 30 Jun 2021 15:28:31 +0700 มาตรการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 : กรณีศึกษาการจัดสรรที่ดินในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/251036 <p>การวิจัยเรื่อง มาตรการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 กรณีศึกษาการจัดสรรที่ดินในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยมีความประสงค์จะทำการศึกษาปัญหา แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ศึกษาวิเคราะห์มาตรการ ทางกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อพัฒนากำหนดมาตรการและแนวทางในการปรับปรุงระบบการจัดสรรที่ดินในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย และต่างจังหวัด ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายใต้บริบททางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครองในปัจจุบันให้มีความเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดวิธีวิจัยโดยทำการศึกษาเชิงผสมผสานวิธี (Mixed Method) ระหว่างการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยศึกษาจากองค์ความรู้จากการวิเคราะห์ ข้อกฎหมาย การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญกับการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยสำรวจความคิดเห็น ของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค เกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย และนำข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษามาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบตามระเบียบวิธีการวิจัย จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ปัญหาการจัดสรรที่ดินในปัจจุบันส่วนหนึ่งมีการหลีกเลี่ยง การขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินขนาดเล็กซึ่งมีจำนวนมาก ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด สืบเนื่องจากมาตรการทางกฎหมายในการขออนุญาตจัดสรรที่ดินไม่คุ้มค่า ต่อการลงทุนสำหรับโครงการขนาดเล็ก และมาตรฐานการจัดสรรที่ดินพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ใช้มาตรฐานเดียวกันกับโครงการขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกันประชาชนในต่างจังหวัดมีความต้องการที่อยู่อาศัยของตนเองในราคาที่เหมาะสม เนื่องจากมีรายได้อยู่ในระดับปานกลางถึงระดับน้อยและ พฤติกรรมความต้องการของประชาชนไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นประจำทุกเดือนให้กับ นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เนื่องจากการบริการสาธารณะและสาธารณูปโภคระดับท้องถิ่นของภาครัฐ ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพและเข้าถึงประชาชนและชุมชน และในระยะยาวการเสียค่าใช้จ่ายให้กับภาครัฐสำหรับการบริการสาธารณูปโภคมีความคุ้มค่ามากกว่า จึงเห็นควรปรับปรุงพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 โดยการขยายกรอบของคำนิยามการจัดสรรที่ดินให้มีความหยืดหยุ่นมากขึ้น ผู้ประกอบการ รายย่อยสามารถลงทุนได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดิน แต่อาจมีมาตรการควบคุมของรัฐในลักษณะอื่น ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนกำหนดมาตรฐานในเรื่องขนาดของโครงการแต่ละขนาดให้ชัดเจน และกำหนดพื้นที่ส่วนกลางให้เหมาะสมกับขนาดของโครงการแต่ละขนาด เพื่อลดปัญหาด้านต้นทุนและส่งผลให้ประชาชนสามารถซื้อที่ดินในราคาที่ถูกลง และเป็นมาตรการในการแก้ไขปัญหาที่มีลักษณะประสานประโยชน์ระหว่างกันมากขึ้น ลดปัญหาการหลีกเลี่ยงกฎหมาย และส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในระดับท้องถิ่นให้มีรากฐานที่มั่นคง ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ในฐานะผู้บริโภค และสามารถมีที่อยู่อาศัยของตนเองได้ โดยไม่เกินความสามารถทางเศรษฐกิจของครอบครัว</p> ลัทธพล มุ่งไธสง, รุ่ง ศรีสมวงษ์ Copyright (c) 2021 วารสารการวิจัย กาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/251036 Wed, 30 Jun 2021 15:33:55 +0700