https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/issue/feed
Lawarath Social E-Journal
2026-08-30T13:42:45+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูเทพ ประภากร
lawarath.sej@yahoo.com
Open Journal Systems
<p>LAWARATH SOCIAL E – JOURNAL</p> <p>ISSN (online) 2697-5211</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/279410
A Study of Cultural Courses of Chinese Majors in Thai Universities
2025-05-18T09:41:05+07:00
Kaili Liu
liu.k@ku.th
Kewalee Petcharatip
kewalee.p@ku.th
Kanokporn Numtong
kanokporn.n@ku.th
<p> This study, based on a complete set of course syllabi and employing a mixed-methods research approach, established Thailand's first foundational database for culture-related courses within the Bachelor of Arts in Chinese program. A multidimensional analysis was conducted using the Framework of Reference for Chinese Culture and Society in International Chinese Language Education. The research aims to systematically analyze the culture-related curriculum system's form, focusing on its structural aspects (resource allocation, sequencing, curriculum structure) and content aspects (course content descriptions).</p> <p> The findings reveal that the current form of the culture-related curriculum system exhibits a "contradiction in pedagogical progression logic," manifesting as imbalances between: a "localized perspective" and a "Chinese perspective"; the "traditional" and the "contemporary"; "knowledge" and "skills"; and "breadth" and "depth." To address these existing contradictions, this study recommends expediting the development of comprehensive overview-type general cultural knowledge textbooks. </p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/283026
การสำรวจความพึงพอใจและความคิดเห็นของครูต่อการประยุกต์ใช้ STEAM บูรณาการภาษาไทยและภาษาอังกฤษในชั้นเรียนประถมศึกษา
2025-08-27T15:36:46+07:00
ศศิลักษณ์ รอดโพธิ์ทอง
sasilak.r@lawasri.tru.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจและความคิดเห็นของครูประถมศึกษาต่อการประยุกต์ใช้แนวคิด STEAM ที่บูรณาการภาษาไทยและภาษาอังกฤษในชั้นเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ ครูประถมศึกษา 12 คน ที่เข้าร่วมการพัฒนาเชิงปฏิบัติการด้านการออกแบบและจัดกิจกรรม STEAM 2 ภาษา เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประเมิน 5 ระดับ สัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการสะท้อนผลการสอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐานและการสังเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.36, SD = 0.42) โดยประเด็นที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือความเหมาะสมของกิจกรรมต่อการใช้จริงในชั้นเรียนและความพึงพอใจโดยรวม ครูเห็นว่าโครงสร้างกิจกรรม ตัวอย่างภาระงาน และเวลาที่เหมาะสมช่วยเสริมความมั่นใจในการนำไปใช้ สำหรับความคิดเห็นต่อการประยุกต์ใช้ STEAM แบบ 2 ภาษา ครูมีทัศนะเชิงบวก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.18, SD = 0.48) โดยเห็นว่าช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและพัฒนาทักษะภาษาของผู้เรียน อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านเวลา ทรัพยากร และความต้องการสื่อการสอนเพิ่มเติม โดยสรุป ครูมีทัศนะเชิงบวกและใช้แนวคิดนี้อย่างต่อเนื่อง แต่การสนับสนุนเชิงระบบ เช่น การให้คำปรึกษาเชิงปฏิบัติ คลังสื่อพร้อมใช้ และชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ จำเป็นต่อการพัฒนาจากการลองใช้ไปสู่การใช้งานจริงในชั้นเรียน และเสริมสร้างสมรรถนะครู </p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/281380
Analysis of the Tragic Figure of An Lingrong in the Chinese Palace Drama Empresses in the Palace
2025-08-01T16:43:12+07:00
BINGBING LIANG
bingbing.l@ku.th
Kewalee Petcharatip
kewalee.p@ku.th
<p> As one of the most tragic figures in the palace drama Empresses in the Palace, An Lingrong's tragic fate profoundly reveals the complex survival dilemmas faced by women within the feudal imperial system. This study takes An Lingrong’s tragic figure of An Lingrong as its focal point and innovatively applies both Aristotle’s and Hegel’s theories of tragedy to analyze the roots of her tragic fate from both personal and socio-political perspectives. The analysis begins with an examination of An Lingrong’s family background, physical appearance and talents, and personality development to explore the individual factors contributing to her tragedy. It then traces her tragic trajectory—from initial insecurity and dependence upon entering the palace, to her growing extremity driven by sensitivity and jealousy, and ultimately to her abandonment and self-destruction.</p> <p> The study argues that An Lingrong’s downfall stems not only from personal flaws—such as low self-esteem, hypersensitivity, jealousy, and cruelty—but also from external forces, including the oppressive nature of the feudal court system, the brutality of palace power struggles, and the rigid expectations and constraints placed upon women in traditional society. Her tragedy represents not merely the collapse of an individual fate, but also serves as a microcosm of the collective plight of women under feudal patriarchal rule. </p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/284722
กระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1
2025-12-22T12:30:12+07:00
นฤเดช เผือกพงษ์
narudet.209@gmail.com
ธันยนันท์ ทองบุญตา
narudet.209@gmail.com
เฉลิมชัย หาญกล้า
narudet.209@gmail.com
<p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. ศึกษากระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 และ 2. เปรียบเทียบกระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครู จำแนกตามเพศ ช่วงอายุ และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 92 คน และครู จำนวน 214 คน รวมจำนวน 306 คน โดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ ด้วยแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.975 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ t-test และ F-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. กระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 2. การเปรียบเทียบ พบว่า จำแนกตามเพศ ช่วงอายุ และประสบการณ์ในการทำงานในภาพรวม พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/281881
การเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนตามแนวพุทธ สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
2025-07-18T13:22:18+07:00
พระมหาเกรียงไกร เพ็ชสังคาด
kriangkrai.ph@mbu.ac.th
วีระพงษ์ แพงคำฮัก
weerapong.pae@mcu.ac.th
บุญมี พรรษา
boonmee.pan@mcu.ac.th
<p> การวิจัยนี้เป็นแบบผสมผสาน โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนตามแนวพุทธ 2. เพื่อออกแบบแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนตามแนวพุทธ และ 3. เพื่อเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จำนวน 200 รูป/คน และกลุ่มทดลอง คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จำนวน 30 รูป/คน ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้คือ นักศึกษาของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ส่วนกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ คือ ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง จำนวน 8 รูป/คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถาม 2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบประเมินความพึงพอใจ และ 5) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนตามแนวพุทธสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.19 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.29 2. การออกแบบแผนกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนตามหลักพุทธศาสนาเสร็จแล้วผู้วิจัยดำเนินการนำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ (ฉบับร่าง) ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ดำเนินการประเมินคุณภาพ โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.54 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.51 และ 3. ผลการเปรียบเทียบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 64.70 ส่วนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 83.97 การทดสอบที (t-test) มีค่า 58.0407 ซึ่งสูงกว่า t<sub>(29,.05) </sub>= 2.045 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึงพอใจนักศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าดัชนีเฉลี่ย 4.36 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.44</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/286051
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ต่อการจัดการเรียนรู้จากประสบการณ์ร่วมกับเทคนิคการสอนด้วยเกมเป็นฐานในรายวิชาพระพุทธศาสนา
2026-01-19T10:30:27+07:00
พรรณ์ทิพย์ เพ็ชรวิจิตร
phanthip.p@lawasri.tru.ac.th
ปุณยาพร ขำศรี
phanthip.p@lawasri.tru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้จากประสบการณ์ร่วมกับเทคนิคการสอนด้วยเกมเป็นฐาน และ 2. ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้จากประสบการณ์ร่วมกับเทคนิคการสอนด้วยเกมเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/7 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จำนวน 39 คน ได้มาจากสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัด การเรียนรู้ จำนวน 15 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน จำนวน 15 รายการ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 21.38, S.D. = 3.12) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 12.41, S.D. = 2.85) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า การจัดการเรียนรู้ดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการพัฒนาความเข้าใจของผู้เรียน และ 2. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัด การเรียนรู้ อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.63, S.D. = 0.17) โดยเฉพาะด้านกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งได้รับคะแนนสูงที่สุด ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการประสบการณ์ตรงกับเกมการศึกษาเป็นแนวทางที่ส่งเสริมทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน </p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/282237
การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพ ศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายที่ 9 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
2025-08-08T14:52:40+07:00
กาญจนาพร ศรีประทุม
aoae6783@gmail.com
พรทิวา ชนะโยธา
aoae6783@gmail.com
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายที่ 9 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 2. เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหาร งานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายที่ 9 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครู จำนวน 226 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.67 – 1.00 และความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพ ศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายที่ 9 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน มีค่าดัชนี (PNI<sub>modified</sub>) มากที่สุด 2. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายที่ 9 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ได้แก่ 1) การวางแผนอัตรากำลัง ผู้บริหารสถานศึกษาควรสำรวจอัตราตำแหน่งที่ขาดแคลน วิเคราะห์ภารกิจ สภาพความต้องการกำลังคนให้สอดคล้องกับสถานศึกษา 2) การสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง ผู้บริหารสถานศึกษาควรคัดเลือกสาขาวิชาที่เหมาะสมกับภาระงาน 3) การประเมินผลการปฏิบัติงาน ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการประเมินที่มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากร สะท้อนความเป็นจริง และยุติธรรม 4) การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการบริหารจัดการเพื่อส่งเสริมแรงจูงใจในการทำงาน การพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม และ 5) การออกจากราชการ ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความรู้และสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติงานตามระเบียบราชการอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม </p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/291068
การพัฒนารูปแบบการสอนแบบหลากหลายเพื่อเสริมสร้างความแม่นยำ ในเนื้อหาและความสามารถในการออกแบบและเขียนแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 3
2026-07-31T09:10:53+07:00
วีรวิชญ์ บุญส่ง
nookcm2000@hotmail.com
สุนทร อ่อนฤทธิ์
suntorn.o@lawasri.tru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนารูปแบบการสอนแบบหลากหลายที่มุ่งเสริมสร้างความแม่นยำในเนื้อหาและความสามารถในการออกแบบและเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 3 2. เปรียบเทียบความแม่นยำในเนื้อหาของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษาชั้นปีที่ 3 ระหว่างก่อนกับหลังการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบหลากหลาย และศึกษาความสามารถ ในการออกแบบและเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาหลังการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบดังกล่าว และ 3. ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่มีต่อการใช้รูปแบบการสอนแบบหลากหลาย ดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา ประชากร คือ นักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 3 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาวิธีวิทยาการสอนสังคมศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 54 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ รูปแบบการสอนแบบหลากหลาย (VEE Model) แบบประเมิน ความแม่นยำในเนื้อหา แบบประเมินการออกแบบและเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบสอบถามความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการคำนวณค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการสอนแบบหลากหลาย (VEE Model) บูรณาการเทคนิคการสอน 12 เทคนิค (X1 – X12) ประกอบด้วย องค์ประกอบสัมพันธ์กัน 3 ส่วน ได้แก่ V – Vivid Content Accuracy (การวางความแม่นยำในเนื้อหาเป็นฐาน) E – Engage with Diversified Teaching (การพัฒนาผู้เรียนด้วยเทคนิคหลากหลายเป็นแกนกลาง) และ E – Empower Learning Plan Design (การเสริมพลังสู่การออกแบบและเขียนแผนฯ) มีคุณภาพในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.70, S.D. = 0.50) 2. นักศึกษามีความแม่นยำในเนื้อหาเพิ่มขึ้นจากระดับน้อยก่อนการทดลอง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.48) เป็นระดับดีหลังการทดลอง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.24) และมีความสามารถในการออกแบบและเขียนแผนการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.26) และ 3. นักศึกษามีความคิดเห็นต่อการใช้รูปแบบการสอนแบบหลากหลายอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.73, S.D. = 0.34)</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/282246
การมีส่วนร่วมของครูในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
2025-08-08T14:53:35+07:00
ณัฐกานต์ พละชัย
natganph246@gmail.com
พรทิวา ชนะโยธา
natganph246@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1. เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2. เพื่อเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำแนกตาม อายุ ตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน 3. เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 335 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.67 – 1.00 และความเชื่อมั่นของสภาพปัจจุบันทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที (t-test) และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวน ทางเดียว F-test (One - Way ANOVA) และการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเซฟเฟ่ (Scheffe' Method)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การมีส่วนร่วมของครูในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยสูงสุดไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการบริหารทั่วไป ด้านการบริหารบุคคล ด้านการบริหารงบประมาณ และด้านการบริหารวิชาการ 2. ผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำแนกตามอายุ ตำแหน่ง การศึกษา และประสบการณ์การทำงาน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ข้อเสนอแนะการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ด้านการบริหารวิชาการ มี 2 แนวทาง ด้านการบริหารงบประมาณ มี 2 แนวทาง ด้านการบริหารงานบุคคล มี 3 แนวทาง ด้านการบริหารทั่วไป มี 2 แนวทาง รวม 9 แนวทาง</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/283725
Cultural Intelligence, Self-Efficacy, and Cross-Cultural Adaptation (Learning Adaptability): A Case Study of Thai Undergraduate Students in Chinese-related Programs in Bangkok
2025-10-07T12:42:34+07:00
Lin Li
lilin.lilin6539@gmail.com
Ying Jin
jin.yin@dpu.ac.th
<p> This study investigates the relationship among cultural intelligence, self-efficacy, and cross-cultural adaptation (learning adaptability) among Thai undergraduate students majoring in Chinese-related disciplines at universities in Bangkok, Thailand. Using purposive sampling, Thai students from Chinese-related programs at three universities in Bangkok were selected as research subjects. Questionnaires were distributed, yielding 392 valid responses. Data analysis was conducted using SPSS 30.</p> <p> The findings confirm: 1. Cultural intelligence exerts a significant positive influence on both self-efficacy and cross-cultural adaptation (learning adaptability). 2. Self-efficacy significantly positively influences cross-cultural adaptation (learning adaptability) and partially mediates the relationship between cultural intelligence and cross-cultural adaptation (learning adaptability). Supported by these findings, this study proposes practical recommendations: adopting up-to-date textbooks, increasing multi-model teaching approaches, implementing pre-course assessments, and prioritizing the professional development of local Chinese language instructors. These suggestions provide theoretical foundations for Chinese language education in Thai universities and relevant educators. </p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/287609
แนวทางการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีลักษณะที่ดีในกลุ่มโรงเรียน สหวิทยาเขตป่าสักชลสิทธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี
2026-04-09T16:06:55+07:00
ปารเมศ มหิเมือง
aofpm1996@gmail.com
พัชราภา ตันติชูเวช
patcharapa.ta@ku.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีลักษณะที่ดีในกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตป่าสักชลสิทธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี 2. ศึกษาแนวทางการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีลักษณะที่ดี ในกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตป่าสักชลสิทธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี กลุ่มตัวอย่างเป็นครูในกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตป่าสักชลสิทธิ์ จำนวน 186 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดตัวอย่างจากตารางของ Krejcie & Morgan โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม มีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.989 และแบบสัมภาษณ์เพื่อหาแนวทางการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีลักษณะที่ดี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีเพื่อระบุความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีลักษณะที่ดีในกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตป่าสักชลสิทธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี ในภาพรวม สภาพปัจจุบันอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ รองลงมาคือ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านบริหารจัดการ ด้านการมีบุคลิกภาพที่เหมาะสม และด้านที่มีค่าดัชนีลำดับ ความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด คือ ด้านคุณธรรม ส่วนแนวทางการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีลักษณะที่ดีทั้ง 6 ด้าน มีทั้งหมด 12 แนวทาง เช่น สื่อสารวิสัยทัศน์เชิงรุกและการสร้างความสัมพันธ์เชิงกัลยาณมิตร</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/283794
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2567 (ทวิวุฒิไทย - จีน) สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์สมัยใหม่
2025-10-07T13:04:08+07:00
ค้ำคูณ โรจนาวรรณ
kamkoon.sptc@gmail.com
Xuezhi Li
lixuezhi2004@gmail.com
<p> ผลงานวิจัยครั้งนี้จะศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2567 (ทวิวุฒิไทย - จีน) สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์สมัยใหม่และเพื่อเสนอแนะยุทธศาสตร์ส่งเสริมทางการตลาด รวมถึงคำแนะนำในการปรับปรุงหลักสูตรให้มีความเหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการของนักศึกษาได้มากขึ้น การดำเนินงานวิจัยได้กำหนดประชากรเป็นนักเรียนและนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ จำนวน 150 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับสลาก (Simple Random Sampling) มีกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ จำนวน 128 คน จากผู้ที่มีแนวโน้มตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรทวิวุฒิไทย – จีน สาขาการจัดการโลจิสติกส์สมัยใหม่ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test และ One - Way ANOVA</p> <p> ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจสมัครเรียน คือ ปัจจัยจากสถานศึกษาที่นักเรียนให้ความสำคัญกับชื่อเสียง ความก้าวหน้า รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกของสถานศึกษา ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความมั่นใจในการเลือกเรียน นอกจากนี้ ปัจจัยด้านหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและได้รับความนิยมก็เป็นแรงจูงใจสำคัญในการสมัครเรียน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางการเงินและครอบครัว แม้ว่าจะมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง แต่การวิเคราะห์ทางสถิติไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนหรือมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจ แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนอาจมีวิธีการจัดการหรือได้รับการสนับสนุนที่ลดผลกระทบของปัจจัยเหล่านี้ รวมถึงอาจมีปัจจัยสนับสนุนอื่น ๆ ที่ช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าว นอกจากนี้ ยังพบว่าปัจจัยด้านอื่น ๆ ได้แก่ ปัจจัยด้านระดับความสามารถทางภาษาจีนและปัจจัยด้านการขาดการดูแลบุตรหลานขณะศึกษาต่อต่างประเทศของผู้ปกครองที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรนี้ จากผลการศึกษานี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนส่งเสริมทางการตลาดและการปรับปรุงหลักสูตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิผลต่อไป</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/288015
การส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพของสถานศึกษาในกลุ่มสหวิทยาเขตละโว้ธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี
2026-04-02T13:57:42+07:00
วรัทมนต์ พลับเที่ยง
waratthamon12@gmail.com
พัชราภา ตันติชูเวช
patcharapa.ta@ku.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของระบบนิเวศการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพ 2. แนวทางการส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพของสถานศึกษาในกลุ่มสหวิทยาเขตละโว้ธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและข้าราชการครู จำนวน 201 คน กำหนดจำนวนกลุ่มตัวอย่างจากตาราง Krejcie & Morgan และสุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.976 และแบบสัมภาษณ์แนวทางการส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพของสถานศึกษา ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระบบนิเวศการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพของสถานศึกษา สภาพปัจจุบันในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ พบว่า องค์ประกอบที่มีดัชนีความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ ด้านสิ่งมีชีวิต รองลงมาคือ ด้านสิ่งไม่มีชีวิต เมื่อพิจารณาดัชนีความต้องการจำเป็นขององค์ประกอบด้านสิ่งมีชีวิตที่มีค่ามากที่สุด คือ ด้านผู้บริหาร ในขั้นเตรียมตัวสู่อาชีพ และองค์ประกอบด้านสิ่งไม่มีชีวิต คือ ด้านความร่วมมือขององค์กรภายนอก ในขั้นเตรียมตัวสู่อาชีพ โดยแนวทางการส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษาตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพ ทั้ง 2 องค์ประกอบหลัก 9 ด้าน มีทั้งหมด 11 แนวทาง เช่น การบริหารจัดการงบประมาณภายใต้โครงการ หนึ่งห้องเรียน หนึ่งโครงงานอาชีพ</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026