https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/issue/feed Lawarath Social E-Journal 2025-12-29T17:58:16+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูเทพ ประภากร lawarath.sej@yahoo.com Open Journal Systems <p>LAWARATH SOCIAL E – JOURNAL</p> <p>ISSN (online) 2697-5211</p> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/277262 泰国初级阶段汉语学习者心理动词习得及教学策略研究——以泰国碧瑶大学为例 2025-03-11T13:32:14+07:00 王 志国 xuyong0810@gmail.com <p> 本研究以泰国初级阶段汉语学习者为研究对象,探讨其在习得《发展汉语·初级综合》教材中心理动词过程中出现的偏误类型,并提出相应的教学建议。研究采用文献研究法、调查分析法和偏误分析法,对泰国碧瑶大学106名汉语学习者的心理动词使用情况进行系统分析。研究发现,教材中共有47个心理动词,泰国学生使用这些心理动词时产生的偏误主要可分为词汇偏误和语法偏误两大类:在词汇层面表现为心理动词的误加、误代和遗漏;在语法层面则体现为搭配成分的误加和遗漏以及错序偏误等。基于这些研究发现,本文从教学实践和教材编写两个维度提出改进建议:在教学层面,建议强化学生对心理动词语义与搭配特征的理解;在教材层面,建议增加针对性练习与应用场景设计。本研究不仅为泰国汉语心理动词教学提供了理论依据,同时也为解决泰国初级阶段汉语学习者的常见习得问题提供了实践指导。</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/276726 การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่เทศบาลตำบลโคกตูม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี 2025-01-04T08:56:56+07:00 พูนศักดิ์ สุวรรณมงคล poonsak2904@hotmail.com วราภรณ์ ทรัพย์รวงทอง Poonsak2904@hotmail.com วาสิตา เกิดผล ประสพศักดิ์ poonsak2904@hotmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่เทศบาลตำบลโคกตูม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 395 คน ด้วยแบบสอบถาม จำนวน 22 ข้อ ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.988 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การทดสอบเอฟ และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการของฟิชเชอร์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลำดับจากมากไปน้อยได้ ดังนี้ ด้านการรับผลประโยชน์ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการประเมินผลตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการดำเนินงานตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และด้านการตัดสินใจตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. การเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่เทศบาลตำบลโคกตูม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เมื่อจำแนกตามอายุและจำแนกตามระยะเวลาการเข้าอาศัยอยู่ในชุมชน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่เมื่อจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ไม่แตกต่างกัน </p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/277496 A Study on The Reproduction of Humorous Style of Emotion Words in The Thai Translation of "Luotuo Xiangzi" 2025-02-11T14:29:10+07:00 Zhang Xia xia87200@gmail.com Burin Srisomthawin burin_sri@utcc.ac.th JIA Zhongxia zhongxia_jia@utcc.ac.th <p> Beijing citizens in the early 20th century with delicate descriptions and lively language. Its humorous style is well-known overseas and has won wide international acclaim. So far, the Thai translation has been reprinted five times in Thailand. The humorous technique of Luotuo Xiangzi is inseparable from Mr. Lao She's unique style of using words. The author reads the original text and finds that the emotional words are very cleverly used in the context of Luotuo Xiangzi, complementing each other. However, through comparative analysis of the original Chinese version and the Thai translation version, it is found that the Thai translation version still has shortcomings in reproducing the humorous effect of emotional words, which is mainly reflected in the humorous effect of commendatory and derogatory use, the humorous effect of derogatory and commendatory use, and the humorous effect of Chinese words derogatory/praise. The author believes that this is because the use of emotional words in the context is very complicated, and they will appear in various forms due to the complexity of language communication. In the context, they may temporarily acquire a certain emotional tendency, which will cause the translator to ignore the intention conveyed by the author in the translation process. </p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/276811 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรอยุธยา โดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพรหมรังษี 2025-01-03T16:18:26+07:00 พรรณ์ทิพย์ เพ็ชรวิจิตร Phanthip.p@lawasri.tru.ac.th กาญจน์ณภา ชูศรี kannnapabeam@gmail.com ณัฐวุฒิ เทียนสิงห์ nattawutconfc@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อน – หลังเรียนโดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ 3. สอบถามความพึงพอใจหลังการใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนพรหมรังษี อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 28 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 15 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่า t แบบ Dependent</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า ได้แผนจำนวน 15 แผน มีผลการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 2. นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ หลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 20.35, S.D. = 0.82) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 11.90, S.D. = 0.71) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3. ผลการสอบถามความพึงพอใจหลังการใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.36, S.D. = 0.32)</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/277609 玄天上帝在《北游记》中的形象对信仰的影响研究 2025-02-28T16:58:42+07:00 หวัง หงเหริน hongrenvip@gmail.com Kanokporn Numtong kanokporn.n@ku.th Kewalee Petcharatip lekk@hotmail.com <p> 《北游记》是著名书商余象斗出版的一部以玄天上帝为中心的神魔小说,记述了玄天上帝成神及收伏三十六员部属的过程。本文旨在梳理《北游记》中玄天上帝的形象特征,并探讨其神仙形象对现实信仰的潜在影响。研究方法是根据形象学理论和文本细读的方法总结其形象,再运用文化人类学理论分析出形象对信仰的影响。研究结论得出玄天上帝的形象是外貌清秀,披发留有胡须,脚踏腾蛇和八卦龟,手持三台七星剑,可以驾五道祥云。有恻隐之心、勇敢、责任意识强、乐于助人、不近女色、尊旨办事、尊重师父、善于借助外力、善于用人、力量大、思维缜密、战斗力强、善于变通,不重承诺、语言逻辑清晰,有礼貌。玉帝授予的头衔有金阙化身荡魔天尊、混元九天万法教主玉虚师相玄天上帝等。此外,《北游记》中玄天上帝的形象对现实中的玄天上帝信仰有正面的促进作用。玄天上帝的形象让读者相信玄天上帝能够帮助自己解决困难,驱逐鬼怪,免除天灾,还能够抵御外敌、保护家园等。同时,玄天上帝通过修炼得道成仙,也让更多的人信仰道教,效仿其成仙的行为,不断修炼自己。该研究不仅关注玄天上帝的神格特征,还探讨其形象如何影响现实信仰,进一步深化了文学形象与信仰关系的实践。有利于理解宗教文学的现实意义,理解道教的现实影响,推动道教文化的传承。该研究成果可为宗教艺术、影视、游戏等文化产业提供灵感,使玄天上帝的形象在现代文化中得到更广泛的传播和应用。</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/277552 การประเมินโครงการพัฒนาจิตใจ หลักสูตรสัคคสาสมาธิ เรือนจำจังหวัดสิงห์บุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 2025-02-18T12:00:43+07:00 ธนเดช วงค์คำมูล thanadetwongkammoon@gmail.com วราภรณ์ ทรัพย์รวงทอง Thanadetwongkammoon@gmail.com วาสิตา เกิดผล ประสพศักดิ์ Thanadetwongkammoon@gmail.com <p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ประเมินผลโครงการพัฒนาจิตใจหลักสูตรสัคคสาสมาธิ เรือนจำจังหวัดสิงห์บุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 และ 2. ศึกษาปัญหา ข้อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงพัฒนา โครงการพัฒนาจิตใจหลักสูตรสัคคสาสมาธิ เรือนจำจังหวัดสิงห์บุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 132 คน ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การประเมินผลโครงการพัฒนาจิตใจ หลักสูตรสัคคสาสมาธิ เรือนจำจังหวัดสิงห์บุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปน้อยดังนี้ ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านผลผลิต ด้านกระบวนการ และด้านบริบท 2. ปัญหา ข้อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงพัฒนา โครงการพัฒนาจิตใจหลักสูตรสัคคสาสมาธิ เรือนจำจังหวัดสิงห์บุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 1) ด้านบริบท มีปัญหาด้านสภาพอากาศร้อน เสียงรบกวนจากภายนอกพื้นที่อบรม และสภาพแวดล้อมที่มีคนพลุกพล่าน มีข้อเสนอแนะให้จัดการอบรมในช่วงฤดูหนาว ทำการติดตั้งพัดลมเพิ่มเติม และห้ามคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในพื้นที่อบรม 2) ด้านปัจจัยนำเข้า มีปัญหาจำนวนคนอบรมมากเกินไป สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ เสียง จอภาพไม่เหมาะสม และจำนวนวิทยากรน้อยเกินไป มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ให้เหมาะสม และลดจำนวนผู้เข้าอบรม 3) ด้านกระบวนการ พบปัญหาแบบประเมินมีตัวหนังสือเล็ก ผู้ที่เข้าอบรมไม่ได้สมัครใจในการเข้าอบรม มีข้อเสนอแนะให้ปรับรูปแบบการประเมิน คัดเลือกผู้เข้าอบรมที่มีความสมัครใจ อ่านออกเขียนได้ และควรประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า 4) ด้านผลผลิต มีปัญหาผู้เข้าอบรมไม่เข้าใจเนื้อหาที่อบรม และไม่ตั้งใจอบรม มีข้อเสนอแนะให้จัดโครงการอบรมอย่างต่อเนื่อง</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/278291 คติความเชื่อทางศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวรรณกรรมเซียมซี 2025-03-14T17:01:24+07:00 นฤชล สถิรวัฒน์กุล naruchol.s@ku.th ศิริวรรณ ลิขิตเจริญธรรม siriwan.l@ku.th <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเชื่อทางศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวรรณกรรมเซียมซีของศาลเจ้าจีนในเขตกรุงเทพมหานคร ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เซียมซีของศาลเจ้าจีนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 8 แห่ง โดยมีจำนวนใบเซียมซีที่เก็บรวบรวมมาได้ 458 ใบ ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากศาลเจ้าจีนในเขตกรุงเทพมหานคร ในช่วงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นเวลา 3 สัปดาห์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เนื้อหาคำทำนายในใบเซียมซีของศาลเจ้าจีนสะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อทางศาสนาพุทธ ศาสนาเต๋า ลัทธิขงจื๊อและความศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ 1. ความเชื่อทางศาสนาพุทธในการมุ่งมั่นกระทำความดี 2. ความเชื่อในศาสนาเต๋าซึ่งให้ความสำคัญกับการนับถือเทพเจ้าของลัทธิเต๋าและการดำรงตน 3. ความเชื่อในลัทธิขงจื๊อในด้านการปกครองและจริยธรรม 4. ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมองว่าเทพเจ้ามีพลังอำนาจที่เหนือธรรมชาติ ความเชื่อต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและแนวความคิดของผู้คนในสังคมอีกทั้งยังมีบทบาทในเชิงจิตวิทยาโดยเป็นที่พึ่งทางใจของมนุษย์ สามารถนำมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/284543 การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษา ระดับปริญญาบัณฑิตที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน 2025-11-06T14:18:36+07:00 กุลภัสสรณ์ สู่โนนทอง gullapatsorn.s@lawasri.tru.ac.th สังเวียน ปินะกาลัง sunpin@kku.ac.th เพียงดาว ไชยสาร piangdow22@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน โดยมีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 มีจำนวนนักศึกษาผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ขึ้นไป และ 2. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต สาขาวิชาเอกประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ชั้นปีที่ 1 กลุ่มที่ 1 ที่กำลังศึกษาภาคการศึกษา 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 28 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองปฏิบัติการ ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผลเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย แบบสังเกตพฤติกรรมการสอนของอาจารย์, แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต, แบบบันทึกผลหลังสอน, แบบประเมินผลงานนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต และแบบทดสอบท้ายวงจร และ 3) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลการวิจัย ประกอบด้วย แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยใช้ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 26.78 คิดเป็นร้อยละ 89.26 ของคะแนนเต็ม และนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตผ่านเกณฑ์ จำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 89.28 ของจำนวนนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และ 2. นักศึกษา มีความคิดเห็นต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้านอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/278494 แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2025-04-02T14:48:05+07:00 เตวิช เอกเวช duean_2520@hotmail.com กมลวรรณ วรรณธนัง duean_2520@hotmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน 2. เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. ศึกษาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของกองสมาชิกอาสารักษาดินแดน การวิจัยแบบผสมผสานวิธีแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างการวิจัย คือ บุคลากรของที่ว่าการอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 220 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ และการทดสอบค่าความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่โดยวิธีของแอลเอสดี และขั้นตอนที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของกองสมาชิกอาสารักษาดินแดน ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 10 คน วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. บุคลากรที่มีอายุ ระดับการศึกษา และระยะเวลาการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน มีระดับความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนแตกต่างกัน และ 3. แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของกองสมาชิกอาสารักษาดินแดน ได้แก่ 1) ควรพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานอยู่เสมอ 2) ควรสนับสนุนอุปกรณ์สื่อสารที่ทันสมัยสำหรับการปฏิบัติงาน และ 3) ควรสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคประชาชน</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/279391 การพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัย โดยใช้การจัด กิจกรรมการเขียนโค้ดแบบไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนอันนูรอยน์ (บึงขวาง) กรุงเทพมหานคร 2025-05-22T15:24:45+07:00 มูนา หมัดนุรักษ์ nongneemmii@gmail.com ดารารัตน์ อุทัยพยัคฆ์ nongneemmii@gmail.com จอมสุรางค์ ลิมป์ประเสริฐกุล nongneemmii@gmail.com ปิยะลักษณ์ อัครรัตน์ nongneemmii@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเขียนโค้ดแบบไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ประชากรประกอบด้วยเด็กปฐมวัยชายและหญิง อายุระหว่าง 5 - 6 ปี ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ที่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนอันนูรอยน์ (บึงขวาง) ในกรุงเทพมหานคร ฯ จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 30 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 15 คน ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3B ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม 1 ห้องเรียนจาก 2 ห้องเรียนซึ่งห้องเรียนมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเขียนโค้ดแบบไม่ใช้คอมพิวเตอร์ จำนวน 32 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ 0.95 และแบบทดสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ 0.97 ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 40 นาที ในช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาคุณภาพของเครื่องมือ คือ ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตร KR - 20 และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานคือ ค่าทีที่ไม่เป็นอิสระจากกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเขียนโค้ดแบบไม่ใช้คอมพิวเตอร์ มีความสามารถทางภาษาอังกฤษสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งโดยรวมและรายด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยหลังการทดลองของความสามารถทางภาษาอังกฤษในแต่ละด้าน คือการฟัง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 5.53) การพูด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.33) การอ่าน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 5.07) และการเขียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 5.47)</p> <p> </p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/278532 A Study of Buddhist Idioms in The Dictionary of Buddhism 2025-05-13T09:53:48+07:00 Liu HaoHao liuhaohao888@163.com Xing Xiaozhi juree_suc@utcc.ac.th Jia ZhongXia zhongxia_jia@utcc.ac.th <p> Buddhist idioms, as an important part of Buddhist culture, contain rich philosophical and life wisdom. This study relies on the "Buddhist Dictionary" and adopts literature review and text interpretation methods to conduct a comprehensive and in-depth research on Buddhist idioms, including scientific classification and system construction, exploration of deep meaning and structural characteristics, and pragmatic examination. Research has found that Buddhist idioms can be divided into four categories: Buddhist characters, doctrines, rituals, and objects. They not only deeply reflect the core ideas of Buddhism, but also use rhetorical devices such as metaphors and symbols to enhance their expressive power. These idioms are widely used in cultural exchange, literary creation, education, and other fields, becoming important tools for connecting different cultures and expressing profound ideas. In addition, the study also revealed the cultural connotation and linguistic value of Buddhist idioms, and explored their inheritance and development path in modern society. This study not only deepens the understanding of Buddhist culture, but also provides new research perspectives and methods for fields such as linguistics, literature, philosophy, etc. It has important practical significance for promoting cultural exchange, artistic creation, and enhancing public cultural literacy, and provides useful references for further research and application of Buddhist idioms. </p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/281519 ผลการจัดกิจกรรมประกอบอาหารฮาลาลที่มีต่อพฤติกรรมการสื่อสาร ของเด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนธรรมานุรักษ์ กรุงเทพมหานคร 2025-07-07T16:54:15+07:00 อภิราพร หมัดนุรักษ์ nadeeyah2525@gmail.com ดารารัตน์ อุทัยพยัคฆ์ 6551751607017@pnru.ac.th ศุภวรรณ์ เล็กวิไล 6551751607017@pnru.ac.th ปิยะลักษณ์ อัครรัตน์ 6551751607017@pnru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการสื่อสารของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหารฮาลาล ประชากรที่ใช้คือ เด็กปฐมวัยชายและหญิง อายุระหว่าง 4 - 5 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ที่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนธรรมานุรักษ์ จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 60 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2A ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่มโดยการสุ่ม 1 ห้องเรียน จาก 2 ห้องเรียนซึ่งห้องเรียนมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมประกอบอาหารฮาลาลที่มีต่อพฤติกรรมการสื่อสารของเด็กปฐมวัย จำนวน 24 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ 0.96 แบบสังเกตพฤติกรรมการสื่อสารของเด็กปฐมวัยทั้งหมด 2 ด้าน ได้แก่ พฤติกรรมการส่งด้าน และพฤติกรรมการรับสาร มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ 0.94 ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 45 นาที ในช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบ ค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหารฮาลาลมีพฤติกรรมการสื่อสารสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าเฉลี่ยหลังการทดลองของพฤติกรรมการสื่อสารในแต่ละด้าน คือ พฤติกรรมการส่งสาร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 2.20) และพฤติกรรมการรับสาร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 2.23)</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawarathjo/article/view/284549 กลยุทธ์การใช้ถ้อยคำเพื่อลดความรุนแรงของข้อความ (緩和表現) ในบริบทการขอโทษและการปฏิเสธของเอกสารธุรกิจภาษาญี่ปุ่นของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น ชั้นปีที่ 4 2025-12-26T08:50:46+07:00 ชญานุตม์ บุญพระเกศ chayanoot.b@lawasri.tru.ac.th <p> การสื่อสารทางธุรกิจในภาษาญี่ปุ่นมุ่งเน้นการใช้ภาษาที่เหมาะสมกับบริบทสังคม วัฒนธรรม และความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคู่สื่อสาร โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวทางปฏิสัมพันธ์ ได้แก่ การขอโทษและการปฏิเสธ ซึ่งเป็นกระทำที่คุกคามหน้าและส่งผลต่อความร่วมมือทางธุรกิจ หากผู้ส่งสารเลือกใช้ถ้อยคำเพื่อลดความรุนแรงของข้อความไม่เหมาะสม อาจเกิดผลกระทบเชิงลบต่อความสัมพันธ์ระยะยาว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์กลยุทธ์การใช้ถ้อยคำเพื่อลดความรุนแรงของข้อความ (緩和(かんわ)表現(ひょうげん)) ในบริบทการขอโทษและการปฏิเสธของเอกสารเชิงธุรกิจภาษาญี่ปุ่นของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 และ 2. ประเมินความเหมาะสมเชิงสังคมวัฒนธรรมของการใช้ถ้อยคำเพื่อลดความรุนแรงของข้อความ โดยใช้เอกสารทางธุรกิจภาษาญี่ปุ่น จำนวน 40 ฉบับ 4 สถานการณ์ ได้แก่ 1) จดหมายการขอโทษกรณีส่งสินค้าล่าช้า 10 ฉบับ 2) จดหมายการขอโทษกรณีจัดส่งสินค้าผิดประเภท 10 ฉบับ 3) จดหมายการปฏิเสธคำขอลดราคาสินค้า 10 ฉบับ 4) จดหมายการปฏิเสธคำขอขยายระยะเวลาการชำระเงิน 10 ฉบับ วิเคราะห์ด้วยกรอบทฤษฎีความสุภาพ และ การคุกคามหน้า ของ Brown และ Levinson (1987) และกรอบแนวคิด Wakimae ของ Ide (1989)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นชาวไทยสามารถรักษารูปแบบทางธุรกิจและเลือกใช้ถ้อยคำและภาษาที่มีความสุภาพตามหลักภาษาสุภาพ (敬語(けいご))โดยเฉพาะในส่วนของการเปิดเรื่องการกล่าวขอโทษ และการให้เหตุผลประกอบ แต่ยังขาดการเสนอแนวทางเยียวยาและการรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว 2. ผู้เรียนไม่สามารถปรับระดับภาษาตามสถานภาพและความใกล้ชิดของคู่ค้าได้อย่างเหมาะสมในบางกรณี สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างความรู้ด้านรูปแบบภาษากับความสามารถในการใช้ภาษาให้สอดคล้องกับบริบทจริง จากการศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการบรรลุเป้าหมายของเอกสารทางธุรกิจภาษาญี่ปุ่น ไม่ได้ประเมินจากความสุภาพที่สุด แต่ประเมินจากความเหมาะสมที่สุดระหว่างรูปแบบภาษาและความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ดังนั้น จึงควรพัฒนาผู้เรียนให้ก้าวจากความสุภาพเชิงไวยากรณ์ ไปสู่ความสุภาพเชิงปฏิสัมพันธ์ ออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมความเข้าใจในแนวคิดการรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เพื่อพัฒนาความสามารถเชิงวัจนปฏิบัติศาสตร์ของผู้เรียนไปสู่การใช้งานจริงในบริบทที่หลากหลาย</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025