วารสารลวะศรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawasrijo <p><strong>วารสารลวะศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี <span style="background-color: #ffffff;">ISSN 2586-8705 (Print) , ISSN (online) 2730-3748</span></strong></p> <p>เป็นช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยของคณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา ผู้สนใจทั่วไปและแขนงวิชาที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นผลงานทางบริหารธุรกิจ ประกอบด้วย สาขาการบัญชี สาขาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ สาขาการตลาด และสาขาพฤติกรรมองค์กรและการจัดการทรัพยากรมนุษย์ โดยวารสารได้จัดตีพิมพ์ในรูปแบบออนไลน์</p> th-TH <p>บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ที่ได้รับการตีพิมพ์<span style="display: inline !important; float: none; background-color: #ffffff; color: #000000; cursor: text; font-family: 'Noto Sans',Arial,Helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;">ในวารสารลวะศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ถือเป็น</span>ลิขสิทธิ์ของ<span style="display: inline !important; float: none; background-color: #ffffff; color: #000000; cursor: text; font-family: 'Noto Sans',Arial,Helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;">วารสารลวะศรี หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือ</span>ส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่าหรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนาญาตจากวารสารวิชาการ ฯ ก่อนเท่านั้น เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารลวะศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ&nbsp;</p> thatchavong.j@lawasri.tru.ac.th (ผศ.ดร.พรพจน์ จุลสวัสดิ์) lawasri63@gmail.com (นพดล มีคุณ) Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยการทำงานเป็นทีมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดฉะเชิงเทรา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawasrijo/article/view/282204 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยการทำงานเป็นทีมของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดฉะเชิงเทรา 2) ศึกษาระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดฉะเชิงเทรา และ 3) ศึกษาปัจจัยการทำงานเป็นทีมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดฉะเชิงเทรา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในองค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 93 แห่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) รวมทั้งสิ้นจำนวน 354 คน แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบปกติ (Enter Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการทำงานเป็นทีมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.29, S.D. = 0.48) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการไว้วางใจซึ่งกันและกันมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (Mean = 4.35, S.D. = 0.46) รองลงมาคือด้านการมอบหมายงานตามบทบาทหน้าที่ (Mean = 4.31, S.D. = 0.50) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.20, S.D.= 0.51) โดยด้านการให้บริการประชาชนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยการทำงานเป็นทีม ได้แก่ ด้านการมอบหมายงานตามบทบาทหน้าที่ ด้านการสื่อสารกันอย่างเปิดเผย ด้านการไว้วางใจซึ่งกันและกัน และด้านการยอมรับนับถือ มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า R² = 0.607 หรือสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 60.7 ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย คือหน่วยงานควรส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับมีการสื่อสารกันอย่างเปิดเผยและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ ควรจัดอบรมหรือกิจกรรมทีมสัมพันธ์ (Team Building) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและทัศนคติที่ดีต่อทีม อีกทั้งควรกำหนดระบบการมอบหมายงานที่ชัดเจนตามบทบาทหน้าที่ เพื่อให้การดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> พัทธนันนท์ ธนะสาร, ประสาน นันทะเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารลวะศรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawasrijo/article/view/282204 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ ความไว้วางใจ คุณภาพการให้บริการ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคในกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawasrijo/article/view/283109 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภค 2) ความไว้วางใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภค และ 3) คุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภค กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าทางออนไลน์ที่อาศัยอยู่ในกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 1 จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า 1) ส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านการส่งเสริมการขาย และด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคในกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ได้ร้อยละ 67.80 2) ความไว้วางใจ ด้านการสื่อสาร ด้านความใส่ใจและการให้ ด้านการให้ข้อผูกมัด ด้านการให้ความสะดวกสบาย และด้านการแก้ไขสถานการณ์ขัดแย้ง ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคในกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ได้ร้อยละ 70.80 และ 3) คุณภาพการให้บริการ ด้านความพร้อมใช้งานของระบบ ด้านความสามารถในการจัดหาสิ่งทดแทน และด้านการติดต่อ ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคในกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ได้ร้อยละ 80.30 ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับธุรกิจในการปรับปรุง พัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคต่อไป</p> สิทธิพร ศิริสิทธิ์, ลัสดา ยาวิละ, รัตนา สิทธิอ่วม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารลวะศรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawasrijo/article/view/283109 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 โมเดลการจัดการองค์การยุคใหม่สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawasrijo/article/view/283547 <p>การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาการจัดการองค์การยุคใหม่ขององค์การภาคอุตสาหกรรมการผลิตในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ: (1) ศึกษาคุณลักษณะทั่วไปขององค์การภาคอุตสาหกรรมการผลิตและระดับความสำคัญของปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการองค์การยุคใหม่, (2) พัฒนาโมเดลการจัดการองค์การยุคใหม่สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิต, และ (3) ตรวจสอบความเหมาะสมในทางปฏิบัติของโมเดลดังกล่าว การวิจัยใช้รูปแบบ วิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 500 โรงงาน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการวิจัยพบว่า องค์การส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลาง ดำเนินกิจการระหว่าง 5–10 ปี มีรายได้ต่อปีต่ำกว่า 100 ล้านบาท และตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี ในส่วนของระดับความสำคัญของปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ในการจัดการองค์การยุคใหม่อยู่ใน ระดับมาก โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุด ได้แก่ วัฒนธรรมนวัตกรรม รองลงมาคือ ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ วัฒนธรรมดิจิทัล ความยั่งยืนและธรรมาภิบาล และทุนมนุษย์และทักษะ สำหรับโมเดลการจัดการองค์การยุคใหม่ พบว่าความสำเร็จในการจัดการองค์การขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ วัฒนธรรมดิจิทัล วัฒนธรรมนวัตกรรม ทุนมนุษย์และทักษะ และความยั่งยืนและธรรมาภิบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (p &lt; .01) โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์และเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานทางสถิติ (χ²/df, CFI, TLI, RMSEA) สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและความยั่งยืนได้จริง</p> เบญจพนธ์ มีเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารลวะศรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawasrijo/article/view/283547 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสามารถด้านผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawasrijo/article/view/284149 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความสามารถด้านผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความสามารถด้านผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง อายุ ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 317 คน ปีการศึกษา 2567 ได้มาโดยทำการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบเอฟ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีแอลเอสดี ของฟิชเชอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความสามารถด้านผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความสามารถด้านผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 จำแนกตาม อายุ ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน ไม่แตกต่างกัน แต่จำแนกตาม ตำแหน่ง ขนาดของสถานศึกษาในภาพรวม พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> อดิศร ทองดี, สรรชัย ชูชีพ, ภูวดล จุลสุคนธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารลวะศรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawasrijo/article/view/284149 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาการตลาดออนไลน์ของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนฐานทรัพยากรกล้วยไข่ จังหวัดกำแพงเพชร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawasrijo/article/view/283678 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาการตลาดออนไลน์ของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนฐานทรัพยากรกล้วยไข่ จังหวัดกำแพงเพชร และ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวต่อการตลาดออนไลน์ของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนฐานทรัพยากรกล้วยไข่ จังหวัดกำแพงเพชร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ จำนวน 9 คน คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง และนักท่องเที่ยว จำนวน 222 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาในรูปค่าความถี่ และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาการตลาดออนไลน์ของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนฐานกล้วยไข่มี 8 ขั้นตอน ได้แก่ (1) กำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน (2) กำหนดจุดขายและสร้างเอกลักษณ์ (3) การทำคอนเทนต์การตลาดที่หลากหลาย เช่น คลิปวิดิโอสั้น การเล่าเรื่อง บทความ อินโฟกราฟิก และการรีวิว (4) ใช้สื่อออนไลน์หลากหลายช่องทาง ได้แก่ Facebook, Instagram, TikTok, YouTube และ Google My Business (5) สร้าง Community online (6) จัดกิจกรรมเปิดตัว (7) บูรณาการการตลาดออนไลน์กับออฟไลน์ และ (8) การวัดผลและปรับปรุงกลยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ 2) การศึกษาความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวต่อการตลาดออนไลน์ของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนฐานทรัพยากรกล้วยไข่ พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ประทับใจต่อสื่อการตลาดออนไลน์ฯ (49.50%) เนื้อหาในคลิปชัดเจน (47.70%) เนื้อหาในคลิปน่าสนใจมาก (55.40%) คุณภาพของภาพและเสียงของคลิปอยู่ในระดับดีมาก (50.90%) ความยาวของคลิปเหมาะสม (55.40%) เนื้อหาที่นักท่องเที่ยวประทับใจมากที่สุดในคลิปวิดิโอ 3 อันดับแรก มีดังนี้ (1) วิถีชีวิตของเกษตรกร (2) การทำอาหารคาวจากกล้วยไข่ และ (3) กระบวนการปลูกกล้วยไข่</p> รัชนีวรรณ บุญอนนท์, พัตราภรณ์ อารีเอื้อ, เยาวนาถ บางศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารลวะศรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawasrijo/article/view/283678 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawasrijo/article/view/284166 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี จำแนกตามสถานภาพ และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี จำนวน 301 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี ภาพรวม (Mean = 4.54, S.D. = 0.36) และรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี จำแนกตามสถานภาพภาพรวมและ รายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และขนาดของโรงเรียน ภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> อิทธินันท์ พันธุ์แก้ว, เฉลิมชัย หาญกล้า, ภัสยกร เลาสวัสดิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารลวะศรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/lawasrijo/article/view/284166 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700