https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/issue/feed
วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น
2026-06-29T16:01:19+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูภณัช รัตนชัย
doc.pupanat2567@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น </strong><br />ISSN 2985-2552 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (Aims)</strong><br />คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ได้จัดทำวารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่นขึ้น เพื่อให้เป็นวารสารวิชาการสำหรับนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการทั้งภายในและภายนอก เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการในรูปแบบของบทความวิชาการและบทความวิจัย เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการในสาขานิติศาสตร์และศาสตร์ที่เกี่ยวกับสังคมศาสตร์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จัดตีพิมพ์เผยแพร่สู่วงการวิชาการและสาธารณชนผู้สนใจทั่วไป พร้อมทั้งต้องการยกระดับให้เป็นวารสารระดับชาติและนานาชาติ</p> <p><strong>ขอบเขต (scope)</strong><br />วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น รับพิจารณาบทความวิชาการ บทความวิจัย ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยขอบเขตเนื้อหาทางวิชาการของวารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น จะครอบคลุมเนื้อหาด้านนิติศาสตร์และศาสตร์ที่เกี่ยวกับสังคมศาสตร์ ได้แก่ ด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสังคมวิทยา</p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับ (ํTypes of Articles)</strong></p> <p>1. บทความทางวิชาการ (Article) 2. บทความงานวิจัย (Research Article)</p> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่ (Publication Frequency)</strong></p> <p>มีกำหนดตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ </p> <p>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์</strong></p> <p> วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเสนอบทความ และค่าตีพิมพ์เผยแพร่บทความในวารสาร</p> <p><strong>ต้นฉบับทุกเรื่องที่พิมพ์เผยแพร่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) </strong><strong>ด้วยรูปแบบ Semi-Blind Peer Review เฉพาะสาขานิติศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน จำนวน 3 คน</strong></p> <p>** Blind Peer Review หมายความว่า ต้องไม่มีการเปิดเผยชื่อและข้อมูลใด ๆ (รวมถึงต้นสังกัด) ของผู้ทรงคุณวุฒิ ถ้าหากอยากเปิดเผยกองบรรณาธิการต้องพิจารณาดำเนินการอย่างน้อย 2 ข้อ ดังนี้<br />1) ระบุให้ชัดเจนบนเว็บไซต์ของวารสารว่าเป็นการ Semi-Blind Peer Review กล่าวคือ เปิดเผยข้อมูลบางส่วน เช่น ชื่อ-สกุล หรือ ต้นสังกัดผู้ประเมิน เป็นต้น<br />2) แจ้งและขอความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ทรงคุณวุฒิขณะเชิญพิจารณาบทความ ** </p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/290725
ส่วนหน้าวารสาร
2026-06-29T15:39:15+07:00
ภูภณัช รัตนชัย
unique2554@gmail.com
<p>-</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/290726
บทบรรณาธิการ
2026-06-29T15:42:40+07:00
ภูภณัช รัตนชัย
unique2554@gmail.com
<p>-</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/286655
แนวทางในการสร้างประชาธิปไตยจากฐานราก เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสังคมไทย
2026-02-13T11:33:05+07:00
บรรเจิด สิงคะเนติ
bsingkaneti@gmail.com
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการสร้างประชาธิปไตยจากฐานรากเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย เนื่องจากระบบการบริหารของไทยเป็นระบบที่มีการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง และชุมชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การสร้างประชาธิปไตยจากฐานรากให้มีความเข้มแข็งต้องอาศัยเครื่องมือที่หลากหลาย ทั้งแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ประชาธิปไตยชุมชน และแนวคิดว่าด้วยภาคีภิบาลท้องถิ่น รวมทั้งกลไกหรือเครื่องมือจากภาครัฐที่มีการบริหารจัดการอยู่ในพื้นที่ในการดึงชุมชนและภาคประชาสังคมให้เข้ามาพัฒนาแบบมีส่วนร่วม</p> <p>ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า ควรปรับปรุงระบบการบริหารราชการแผ่นดินของไทยให้สอดคล้องกับสภาพความเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และควรปรับปรุงราชการส่วนภูมิภาคให้สามารถเชื่อมโยงการทำงานกับภาคส่วนอื่น ๆ ทั้งควรสร้างความเข้มแข็งให้สภาองค์กรชุมชนตำบล และรัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนให้การบริหารจัดการภาครัฐมีการบูรณาการในแต่ละกลุ่มภารกิจ เช่น กรณีของ “ภาคีอาสา” (Area Strengthening Alliance - ASA) หรือ “คณะกรรมการภาคีสานพลังพื้นที่เข้มแข็ง” (ภสพ.) โดยมีความมุ่งหมายในการสนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมในพื้นที่</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/287463
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมสำหรับพระภิกษุที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดพระธรรมวินัย
2026-06-01T11:52:06+07:00
สมศักดิ์ สุกเพ็ง
sukpeng-somsak@hotmail.com
วิชา มหาคุณ
vicha.m@rsu.ac.th
ธานี วรภัทร์
thanee_vor@hotmail.co.th
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด วิวัฒนาการ และหลักการที่สำคัญเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมสำหรับพระภิกษุที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิด พระธรรมวินัย ศึกษากระบวนการยุติธรรมของคณะสงฆ์ไทยและองค์กรศาสนาในต่างประเทศ วิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร (Documentary Research)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการยุติธรรมสำหรับพระภิกษุที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดพระธรรมวินัยยังมีปัญหาหลายประการ กล่าวคือ ด้านการจัดระเบียบองค์คณะ ที่ยังขาดเกณฑ์คัดเลือกตามความรู้ความสามารถ ใช้องค์คณะเดิมซ้ำทุกคดี ด้านการควบคุมกระบวนพิจารณาคดีที่ยังขาดมาตรการคัดค้านหรือป้องกันอคติ ด้านการตรวจสอบการใช้อำนาจที่ยังไม่มีช่องทางเสนอให้ตีความปัญหาข้อพระวินัยที่สำคัญ ขาดระบบเผยแพร่คำวินิจฉัย ขาดบทบัญญัติรองรับสิทธิการร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่แม้จะมีข้อผิดพลาดร้ายแรง และด้านการบังคับโทษที่ยังไม่มีความชัดเจนในนิคหกรรม มาตรการทางอาญาก็ยังไม่ครอบคลุมถึงกรณีเสพเมถุน</p> <p>ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า ควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดหลักเกณฑ์คัดเลือกองค์คณะอย่างเหมาะสม ให้ความสำคัญกับสิทธิของพระภิกษุผู้ถูกกล่าวหา เพิ่มประสิทธิภาพใน การควบคุม คุ้มครอง ส่งเสริม ตรวจสอบ และการบังคับใช้</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/286262
กฎหมายและนโยบายทางอาญา : ศึกษากรณีช่องว่างกฎหมาย ในการล่วงละเมิดทางเพศทางเพศออนไลน์
2026-05-13T14:14:54+07:00
วรฉัตร วริวรรณ
warachara@reru.ac.th
สุพัฒนา ศรีบุตรดี
supattana192525@gmail.com
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ช่องว่างทางกฎหมายและนโยบายอาญาของไทยในการจัดการปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศออนไลน์ โดยศึกษาปัจจัยเชิงโครงสร้างในระบบกระบวนการยุติธรรมที่ส่งผลต่อการคุ้มครองผู้เสียหาย และเปรียบเทียบกฎหมายและกลไกคุ้มครองจากต่างประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร เครือรัฐออสเตรเลีย และสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายสำหรับการพัฒนาระบบคุ้มครองผู้เสียหายให้สอดคล้องกับบริบทสังคมดิจิทัลในปัจจุบัน งานวิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและการศึกษาเปรียบเทียบเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กฎหมายอาญาไทยยังคงเน้นการกระทำที่เกิดขึ้นในทางกายภาพ ขณะที่การคุ้มครองผู้เสียหายในพื้นที่ดิจิทัลยังขาดบทบัญญัติเฉพาะที่ให้ความสำคัญกับหลักความยินยอม และยังพึ่งพากฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่มีเป้าหมายด้านความมั่นคงของรัฐมากกว่าการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล ในเชิงนโยบายยังขาดกลไกในการจัดการกับเนื้อหาที่สร้างความเสียหายอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ขณะที่ประเทศที่ศึกษาเปรียบเทียบได้พัฒนากฎหมายและกลไกที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้เสียหาย พร้อมทั้งกำหนดมาตรการตอบสนองที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพต่อความเสียหายบนสื่อดิจิทัล</p> <p>ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ (1) ควรพิจารณาตรากฎหมายเฉพาะว่าด้วยความผิดทางเพศในโลกออนไลน์ (2) ควรจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะที่มีอำนาจในการสั่งระงับหรือลบเนื้อหาที่สร้างความเสียหาย (3) ควรจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย และ (4) ควรเสริมสร้างความรู้ด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับพยานหลักฐานดิจิทัลสำหรับพนักงานสอบสวน</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/285892
ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติการรับเจ้าหน้าที่และประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ
2026-04-27T15:27:22+07:00
ภานุวัฒน์ เกตุประยูร
panuwat.rsu64@gmail.com
สัญญพงศ์ ลิ่มประเสริฐ
lsanyapong@gmail.com
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติการรับเจ้าหน้าที่และประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ การศึกษานี้ได้วิเคราะห์กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ซึ่งยังมีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติและการรับเจ้าหน้าที่ไม่ชัดเจนเพียงพอ ทั้งยังศึกษาแนวคิดที่เกี่ยวข้องและเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับกฎหมายต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการรับและพัฒนาเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษยังมีข้อจำกัดบางประการ กล่าวคือ เกณฑ์การรับสมัครทั้งการรับบุคคลภายนอกเข้ารับราชการโดยตรงและการรับโอนข้าราชการจากหน่วยงานอื่นยังไม่ได้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันในแต่ละครั้ง อีกทั้งระบบการฝึกอบรมและการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ภายหลังการรับเข้าปฏิบัติงานยังขาดความเป็นระบบและความต่อเนื่อง รวมถึงยังไม่มีมาตรการประเมินสมรรถนะของเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ</p> <p>ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้ เห็นควรกำหนดแนวทางพัฒนาสมรรถนะของเจ้าหน้าที่เป็นหลัก โดยใช้มาตรการอบรมและการประเมินซ้ำทดแทนการลงโทษสำหรับ ผู้ที่ไม่ผ่านการประเมินเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องและยกระดับความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและเพิ่มความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวม</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/288683
ปัญหาการถอนอำนาจปกครองบุตร กรณีการเลี้ยงดูโดยมิชอบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546
2026-05-16T10:58:34+07:00
ธันย์นิดา นิรินณวัฒน์
thannida.nir@hotmail.com
มาตาลักษณ์ เสรเมธากุล
tls@tu.ac.th
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการตีความและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการถอนอำนาจปกครองบุตรในกรณีการเลี้ยงดูโดยมิชอบตามพระราช บัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับเหตุแห่งการถอนอำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 โดยใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสารวิเคราะห์บทบัญญัติกฎหมาย แนวคำพิพากษา และแนวคิดทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า แนวคิด “การเลี้ยงดูโดยมิชอบ” มีขอบเขตกว้างและครอบคลุมความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพของเด็กในหลายมิติ แต่ยังขาดกลไกเชื่อมโยงกับบทบัญญัติ มาตรา 1582 ส่งผลให้การคุ้มครองสิทธิเด็กยังไม่เพียงพอ และไม่ปรากฏแนววินิจฉัยของศาลที่ชัดเจนในกรณีการเลี้ยงดูโดยมิชอบในลักษณะที่ขาดความระมัดระวังอาจถือเป็นการใช้อำนาจปกครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย </p> <p>ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้ ให้จำแนกระดับความร้ายแรงของการเลี้ยงดูโดยมิชอบออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับไม่ร้ายแรงและระดับร้ายแรง และปรับปรุงนิยามให้เชื่อมกับมาตรา 1582 อย่างชัดเจน โดยกำหนดให้กรณีที่มีความร้ายแรงและขัดต่อหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กอย่างมีนัยสำคัญสามารถใช้เป็นเหตุแห่งการถอนอำนาจปกครองบุตรได้</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/284718
ปัญหาทางกฎหมายในการดูแลแบบประคับประคอง: ศึกษากรณีไม่มีหนังสือแสดงเจตจำนงไว้โดยชัดแจ้ง
2025-11-12T11:02:59+07:00
พนอมพรรณ ทัดทอง
phanormphan.t@gmail.com
จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Jiddarom.rut@sru.ac.th
ธัญญาภัส ทองมุสิทธิ์
Thanyaphat.tho2@sru.ac.th
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัญหาช่องว่างทางกฎหมายในการดูแลแบบประคับประคอง ภายใต้มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยระยะท้ายขาดความสามารถในการตัดสินใจและไม่ได้จัดทำหนังสือแสดงเจตจำนง (Living Will) ไว้ล่วงหน้า ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในการตัดสินใจยุติการรักษาของญาติ และสร้างความเสี่ยงต่อความรับผิดทางกฎหมายของบุคลากรทางการแพทย์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า บทบัญญัติในมาตรา 12 ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดและไม่ได้ให้การรับรองที่ชัดเจนเพียงพอเกี่ยวกับการตัดสินใจแทนผู้ป่วยโดยผู้แทนหรือญาติใกล้ชิด การที่แพทย์ยุติการรักษาโดยอาศัยเพียงความยินยอมของผู้แทนหรือญาติ อาจส่งผลให้แพทย์ต้องเผชิญกับความรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน พบว่าประเทศเหล่านั้นมีกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนในการกำหนดลำดับชั้นของญาติผู้มีอำนาจตัดสินใจ</p> <p>ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 โดยเพิ่มบทบัญญัติที่รับรองอำนาจของผู้แทนหรือญาติใกล้ชิดตามลำดับชั้น ให้สามารถแสดงเจตจำนงแทนผู้ป่วยในการยุติการรักษาที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต และเลือกรับการดูแลแบบประคับประคองได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ลดความขัดแย้งในทางปฏิบัติ และส่งเสริมให้การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/286942
อุปสรรคทางกฎหมายในการระงับข้อพิพาททางเลือกคดีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทย
2026-05-16T10:25:15+07:00
รุ่งนภา อดิศรมงคล
fsocrnp@ku.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สำรวจปัญหาและอุปสรรคในการระงับข้อพิพาททางเลือกในข้อพิพาททางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ภายใต้พระราช บัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสารเพื่อศึกษาถึงความเหมาะสมของกระบวนการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีไกล่เกลี่ยและอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนปัญหาเกี่ยวกับการบังคับตามคำชี้ขาด</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การไกล่เกลี่ยยังมีปัญหาถึงความเหมาะสมและการแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ย และปัญหาในการนำข้อตกลงที่เกิดจากการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในต่างประเทศมาบังคับในประเทศไทย ส่วนอนุญาโตตุลาการ ยังมีปัญหาในความเป็นกลางของอนุญาโตตุลาการและความโปร่งใสในการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุนต่างชาติ และปัญหาการบังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการระงับข้อพิพาททางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทย</p> <p>ผู้วิจัยเสนอให้มีการปฏิรูปกฎหมายอย่างตรงจุดเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาคโดยเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาสิงคโปร์ว่าด้วยการไกล่เกลี่ย ค.ศ. 2019 (พ.ศ. 2562) เพื่อขจัดอุปสรรคในการบังคับข้อตกลงจากสัญญาไกล่เกลี่ยข้ามพรมแดน อันเนื่องมาจากข้อจำกัดของพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ที่ไม่ครอบคลุมการบังคับใช้ข้อตกลงระงับข้อพิพาททางพาณิชย์ระหว่างประเทศและเสนอแนะให้แก้ปัญหาความโปร่งใสของกระบวนการอนุญาโตตุลาการโดยศึกษาตามแนวทางของข้อบังคับว่าด้วยความโปร่งใสของคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับความโปร่งใส ค.ศ. 2014 (พ.ศ. 2557) เพื่อขจัดปัญหาในความเป็นกลางของอนุญาโตตุลาการ</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/290727
สารบัญ
2026-06-29T15:47:47+07:00
ภูภณัช รัตนชัย
unique2554@gmail.com
<p>-</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/290728
คำแนะนำสำหรับผู้เขียน
2026-06-29T15:52:51+07:00
ภูภณัช รัตนชัย
unique2554@gmail.com
<p>-</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/284226
ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับเงินอุดหนุน และเงินบริจาคให้แก่พรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560
2026-03-17T10:42:00+07:00
พัฒนะ เรือนใจดี
pattana.jaidee2562@gmail.com
มารุตพงศ์ มาสิงห์
Marutphong.mas@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ปัญหาเกี่ยวกับเงินอุดหนุน และเงินบริจาคให้แก่พรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า พรรคการเมืองขนาดใหญ่ ไม่ได้พึ่งพาเงินสนับสนุนพรรคการเมืองมากนักแต่พึ่งพาเงินบริจาค และเงินจากการทำกิจกรรมของพรรคเพื่อระดมทุน ส่วนพรรคการเมืองขนาดเล็กพึ่งพาเงินสนับสนุนอย่างเดียว เพื่อหาผลประโยชน์มากกว่านำมาพัฒนาศักยภาพของพรรคการเมือง จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณา ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับเงินอุดหนุน และเงินบริจาคของพรรคการเมือง เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพการณ์</p> <p>ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ เห็นควรยกเลิกหรือปรับกฎหมายในเรื่องการบริจาคเงินให้แก่พรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2560) ให้มีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะเรื่องเพดานการรับเงินบริจาค แต่ให้เพิ่มเติมเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ในแง่ของการเปิดเผยที่เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกโดยประชาชน (360 องศา) Real-time ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวางเพดานจำกัดยอดเงินไว้ ทั้งนี้เพราะสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและการเอื้อประโยชน์ให้แก่กันในภายหลังได้ อันเป็นโทษที่รุนแรงถึงขั้นยุบพรรคการเมืองหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งที่พรรคการเมืองเกรงกลัวอยู่แล้ว วางหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถึงที่มาแหล่งเงินได้ที่ได้รับจากการบริจาค ระยะเวลาที่ต้องรายงานให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/284839
ปัญหาการสอบสวนคดีอาญาที่ไม่มีประจักษ์พยาน
2026-05-11T18:05:05+07:00
จารุวรรณ ชูราศรี
jaruwan.churasri@outlook.co.th
<p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาการสอบสวนคดีอาญา ที่ไม่มีประจักษ์พยาน กล่าวคือ เมื่อมีความผิดทางอาญาเกิด พนักงานสอบสวนเป็นบุคคล ในกระบวนการยุติธรรมลำดับแรก ในการแสวงหาข้อเท็จจริงในการกระทำความผิด โดยหลักพนักงานสอบสวนจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับประจักษ์พยานหรือพยานบุคคล ซึ่งเห็นเหตุการณ์โดยตรงมากกว่าพยานแวดล้อมที่สามารถนำมาใช้เพื่อพิสูจน์การกระทำความผิดได้ แต่การจะนำพยานแวดล้อมมาพิสูจน์ความผิดได้นั้น ต้องรวบรวมพยานหลักฐานหลายประเภทให้มีความเชื่อมโยงกัน มีน้ำหนักมากเพียงพอ เพื่อให้ศาลรับฟังพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิด เนื่องจากพยานแวดล้อมเป็นพยานที่ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยตรงทำให้พนักงานสอบสวนต้องใช้ความสามารถในการกำหนดแนวทางการสอบสวนเพื่อเชื่อมโยงพยานหลักฐานดังกล่าวให้ได้ </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หากพนักงานสอบสวนขาดความรู้ ความเข้าใจ อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการรวบรวมพยานโดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานที่ซับซ้อนมีข้อจำกัดของระยะเวลา หรือต้องอาศัยความรู้เป็นการเฉพาะ อันเป็นเหตุให้เกิดข้อบกพร่องในกระบวนการสอบสวน ทำให้ศาลไม่สามารถรับฟังพยานหลักฐานได้อย่างเพียงพอในการพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิด และผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยาในกระบวนการยุติธรรม</p> <p> ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรต้องมอบหมายให้ กองบังคับการกฎหมายและคดีแต่ละกองบัญชาการ ดำเนินการดังนี้ (1) จัดทำคู่มือ ในการสอบสวนคดีอาญาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตน (2) จัดทำเอกสารรวบรวมข้อบกพร่อง ในการ ทำสำนวนการสอบสวนเพื่อนำมาเป็นกรณีศึกษาให้กับพนักงานสอบสวน และ (3) จัดให้มีรูปแบบการสอบสวนเป็นคณะกรรมการในคดีที่สำคัญหรืออัตราโทษสูง</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/288881
การเอาผิดการสะกดรอยตามทางไซเบอร์: ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายไทย กับสหรัฐอเมริกา อังกฤษและเวลส์ และญี่ปุ่น
2026-05-16T13:20:10+07:00
ปรุงศักดิ์ เชาวน์ชาติ
prungsak_cwc@yahoo.com
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของการสะกดรอยตามทางไซเบอร์ (Cyberstalking) วิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทย เปรียบเทียบกับกฎหมายของสหรัฐอเมริกา อังกฤษและเวลส์ และญี่ปุ่น และเสนอแนวทางการปรับปรุงกฎหมายไทย โดยใช้วิธีวิชาาการทางนิติศาสตร์เชิงเอกสาร ประกอบกับการเปรียบเทียบกฎหมายเชิงหน้าที่</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายไทยขาดบทบัญญัติเฉพาะ ขาดกลไกคำสั่งคุ้มครองล่วงหน้า และอัตราโทษไม่เหมาะสมกับความรุนแรงของพฤติการณ์ ในขณะที่กฎหมายของสามประเทศที่ศึกษามีพัฒนาการก้าวหน้ากว่า ทั้งฐานความผิดเฉพาะตาม 18 U.S.C. § 2261A และคดี Counterman v. Colorado (2023) ของสหรัฐอเมริกา Stalking Protection Order ของอังกฤษและเวลส์ และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม Stalker Regulation Act ของญี่ปุ่น ค.ศ. 2025 ที่ขยายการกำกับดูแลให้ครอบคลุมการใช้อุปกรณ์ Bluetooth Tag ในการติดตามตำแหน่งของผู้เสียหาย</p> <p>ผู้เขียนเสนอให้เพิ่มมาตรา 309/2 และ 309/3 ในประมวลกฎหมายอาญา เพื่อกำหนดฐานความผิดเฉพาะ และคำสั่งคุ้มครองผู้เสียหายชั่วคราว พร้อมแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ให้ครอบคลุมการติดตั้งโปรแกรมสอดแนม โดยกำหนดเจตนาในระดับ รู้หรือควรจะได้รู้ เพื่อสร้างสมดุลกับเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ และเสนอแนวทางของอังกฤษและเวลส์เป็นต้นแบบหลัก</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/llsj/article/view/290730
หน้าปกหลัง
2026-06-29T15:54:38+07:00
ภูภณัช รัตนชัย
unique2554@gmail.com
<p>-</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026