https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/issue/feed
มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-17T10:29:54+07:00
อาจารย์ ดร.อดิสรณ์ ประทุมถิ่น (Dr. Adisorn Prathoomthin)
mangraisaan@crru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>เกี่ยวกับวารสารมังรายสาร</strong><br /><strong>วัตถุประสงค์</strong><br /> มังรายสาร เป็นวารสารวิชาการที่มุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (Humanities and Social Sciences) ครอบคลุมสาขาวิชาต่างๆ ดังนี้<br /> >> ศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ทั่วไป (General Arts and Humanities)<br /> >> ภาษาและภาษาศาสตร์ (Language and Linguistics)<br /> >> ศาสนศึกษา (Religious Studies)<br /> >> การศึกษา (Education)<br /> >> วัฒนธรรมศึกษา (Cultural Studies)<br /> >> และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง<br /> วารสารมีเป้าหมายในการเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิชาการสำหรับคณาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย และนักวิชาการทั้งภายในและภายนอกสถาบัน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาองค์ความรู้ในศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</p> <p> </p> <p><strong>นโยบายการตีพิมพ์</strong><br /> 1. วารสารดำเนินการภายใต้ระบบการประเมินคุณภาพบทความแบบ Double-blind Peer Review โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่านต่อบทความ<br /> 2. กระบวนการพิจารณาบทความเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และปราศจากอคติ โดยข้อมูลของผู้นิพนธ์และผู้ประเมินจะถูกปกปิดเป็นความลับตลอดกระบวนการ<br /> 3. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการตรวจสอบการคัดลอกผลงาน (Plagiarism) ด้วยโปรแกรมที่น่าเชื่อถือ</p> <p> </p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong><br />วารสารรับพิจารณาบทความ 2 ประเภท<br /> 1. บทความวิจัย (Research Article) <br /> 1.1 นำเสนอผลการวิจัยที่มีระเบียบวิธีวิจัยที่ชัดเจน<br /> 1.2 แสดงถึงองค์ความรู้ใหม่ในสาขาที่เกี่ยวข้อง<br /> 2. บทความวิชาการ (Academic Article) <br /> 2.1 นำเสนอแนวคิด ทฤษฎี หรือองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์<br /> 2.2 มีการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้อย่างเป็นระบบ</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong><br />วารสารกำหนดตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้<br /> >> ฉบับที่ 1: มกราคม - มิถุนายน<br /> >> ฉบับที่ 2: กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>นโยบายการเข้าถึงและลิขสิทธิ์</strong><br /> 1. การเข้าถึงบทความ <br /> 1.1 วารสารเป็นวารสารแบบเปิด (Open Access Journal)<br /> 1.2 ผู้อ่านสามารถเข้าถึง อ่าน ดาวน์โหลด และพิมพ์บทความได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย<br /> 2. ความรับผิดชอบด้านเนื้อหา <br /> 2.1 เนื้อหา ข้อมูล และความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน<br /> 2.2 กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความ</p> <p> </p> <p><strong>นโยบายการจัดทำ DOI</strong><br /> 1. ตั้งแต่ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2567) เป็นต้นไป กองบรรณาธิการจะดำเนินการขอรหัสทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล หรือ ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (Digital Object Identifier: DOI) ให้กับทุกบทความโดยอัตโนมัติ <br /> >> กรณีผู้เขียนไม่ประสงค์ขอรับรหัส DOI กรุณาแจ้งกองบรรณาธิการเป็นลายลักษณ์อักษร<br /> 2. สำหรับบทความที่ตีพิมพ์ก่อนปีที่ 12 ฉบับที่ 1 <br /> >> ผู้เขียนสามารถแจ้งความประสงค์ขอรับรหัส DOI สำหรับบทความได้โดยติดต่อกองบรรณาธิการโดยตรง</p> <p>รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอ DOI สามารถศึกษาได้ที่ <a href="https://sites.google.com/crru.ac.th/mangraisaan-doi/home" target="_blank" rel="noopener">>> Click ที่นี่ <<</a></p> <p> </p> <p><strong>นโยบายค่าธรรมเนียม</strong><br /> วารสารไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการพิจารณาและตีพิมพ์บทความ (No Article Processing Charge)</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/article/view/282048
กลวิธีและรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาการเขียนเรียงความจากแหล่งภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายด้วยฐานแนวคิดสะเต็มศึกษา
2025-07-22T15:00:15+07:00
สุชาดา เจียพงษ์
suchada.3009@gmail.com
สนทยา สาลี
sonthayasalee@gmail.com
<p>บทความวิจัยเรื่อง กลวิธีและรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาการเขียนเรียงความบนฐานแนวคิด การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ STEM จากแหล่งภูมิปัญญาท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลวิธีและรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาการเขียนเรียงความบนฐานแนวคิด การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ STEM จากแหล่งภูมิปัญญาท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ในโครงการประกวดแข่งขันการเขียนเรียงความหัวข้อ “มนุษย์กับธรรมชาติ” และเพื่อวิเคราะห์ประเภท ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากการนำเสนอเนื้อหาการเขียนเรียงความบนฐานแนวคิดวิทยาศาสตร์ STEM ทั้งนี้วิเคราะห์จากผลงานการเขียนเรียงความที่ส่งเข้าประกวด จำนวน 36 เรื่อง ผลการศึกษาพบกลวิธี การนำเสนอเนื้อหาการเขียนเรียงความบนฐานแนวคิดวิทยาศาสตร์ STEM จากภูมิปัญญาท้องถิ่น 4 กลวิธี 1) กลวิธีการตั้งชื่อเรื่องเรียงความ พบ 5 กลวิธี ได้แก่ การตั้งชื่อเรื่องตามแนวคิดของโครงการ ร้อยละ 44.44 มากที่สุด รองลงมาเป็นการตั้งชื่อตามผลลัพธ์ หรือผลผลิตที่ได้จากการคิดแก้ไขปัญหาร้อยละ 33.33 การตั้งชื่อตามการอ้างอิงแหล่งข้อมูล ร้อยละ 11.11 การตั้งชื่อตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ STEM และการตั้งชื่อตามสิ่งแวดล้อมที่สังเกต ในลำดับน้อยที่สุด ร้อยละ 5.56 2) กลวิธีการเขียนนำเรื่อง พบ 3 กลวิธี ได้แก่ การเขียนนำเรื่องการกล่าวอ้างความสำคัญของเรื่อง ร้อยละ 69.44 มากที่สุด รองลงมาเป็นการเขียนนำเรื่องจากการวิเคราะห์สถานการณ์และปัญหา ร้อยละ 25.00 และการเขียนนำเรื่องโดยการตั้งคำถามชวนให้คิด ในลำดับน้อยที่สุด ร้อยละ 5.56 3) กลวิธีการเขียนเนื้อเรื่อง พบ 4 กลวิธี ได้แก่ การนำเสนอเนื้อหาโดยการอธิบายเชิงเหตุผล ร้อยละ 41.67 มากที่สุด รองลงมาเป็นการนำเสนอเนื้อหาโดยการอธิบายตามลำดับขั้นแนวคิดวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 30.56 การอธิบายจากข้อมูลการสังเกต และการสืบค้น ร้อยละ 19.44 และการอธิบายโดยยกตัวอย่างประกอบ ในลำดับน้อยที่สุด ร้อยละ 8.33 4) กลวิธีการสรุปเรื่อง พบ 4 กลวิธี ได้แก่ การสรุปเรื่องด้วยการโน้มน้าวเชิญชวน ร้อยละ 52.78 มากที่สุด รองลงมาเป็น การสรุปเรื่องด้วยการเน้นย้ำประโยชน์ ร้อยละ 38.88 การสรุปเรื่องด้วยการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย ร้อยละ 5.56 และการสรุปเรื่องด้วยการตั้งคำถามชวนคิด ในลำดับน้อยที่สุด ร้อยละ 2.78 ทั้งนี้จากกลวิธีทำให้พบรูปแบบการเขียนเรียงความบนฐานแนวคิดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ STEM จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีความสัมพันธ์กับแนวคิดวิทยาศาสตร์ 4 ขั้นตอนได้แก่ 1) การตั้งชื่อเรื่อง สัมพันธ์กับแนวคิดวิทยาศาสตร์ขั้นที่ 1 การสังเกตและการมองรอบด้าน 2) การเขียนนำเรื่อง สัมพันธ์กับแนวคิดวิทยาศาสตร์ขั้นที่ 1 การสังเกตและมองรอบด้าน และขั้นที่ 2 การวิเคราะห์จากการจดบันทึกและรวบรวมข้อมูล 3) การเขียนเนื้อเรื่อง สัมพันธ์กับแนวคิดวิทยาศาสตร์ ขั้นที่ 2 การวิเคราะห์ การจดบันทึก และการรวบรวมข้อมูล ขั้นที่ 3 การตั้งคำถามและแนวคิดวิทยาศาสตร์ และขั้นที่ 4 การค้นหาคำตอบและกระบวนการคิด และ 4) การเขียนสรุปเรื่อง สัมพันธ์กับแนวคิดวิทยาศาสตร์ขั้นที่ 3 การตั้งคำถามและแนวคิดวิทยาศาสตร์ และขั้นที่ 4 การค้นหาคำตอบและกระบวนการคิด ส่วนผลการวิเคราะห์ประเภทภูมิปัญญาท้องถิ่นจากการนำเสนอเนื้อหาการเขียนเรียงความบนฐานแนวคิดวิทยาศาสตร์ STEM 8 ด้าน ได้แก่ 1) ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการอนุรักษ์และการนำทรัพยากรมาใช้ประโยชน์มากที่สุด ร้อยละ 55.55 รองลงมา คือ 2) ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตร ร้อยละ 11.11 3) ภูมิปัญญาด้านพืชสมุนไพรพื้นบ้าน ร้อยละ 8.33 4) ภูมิปัญญาด้านอาหาร ร้อยละ 8.33 5) ภูมิปัญญาด้านศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น ร้อยละ 5.56 6) ภูมิปัญญาด้านเครื่องจักสาน ร้อยละ 5.56 ส่วนภูมิปัญญาที่พบน้อยที่สุด คือ 7) ภูมิปัญญาด้านเครื่องนุ่งห่ม ร้อยละ 2.78 และ 8) ภูมิปัญญาด้านพลังงานเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.78</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/article/view/281516
กลวิธีการใช้ภาษาเพื่อนำเสนอในรายการพอดแคสต์ “People You May Know” ตอนซูสีไทเฮา
2025-08-28T11:18:30+07:00
กิตติพงษ์ แบสิ่ว
kittipong.bae@rmutr.ac.th
ชลภัสสรณ์ บินอิบรอฮีม
Chonlaphatsorn_bin@rmutr.ac.th
ศรสวรรค์ ดบขุนทด
Sornsawan.dop@rmutr.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษากลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการนำเสนอจากตอน “ซูสีไทเฮา” ผลการศึกษาพบว่าปรากฏกลวิธีทางภาษาที่ใช้ประกอบด้วย 1) การเรียกชื่อ 2) การใช้สรรพนามบุรุษที่ 3 3) การใช้วัจนลีลาแบบกันเอง 4) การใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษ 5) การใช้ศัพท์เฉพาะภาษาจีน 6) การใช้สหบท 7) การเล่าเรื่อง และ 8) การใช้วัจนกรรมแสดงความรู้สึก ผลการวิจัยข้างต้นช่วยให้เห็นว่าการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารและนำเสนอภาพ “พระนางซูสีไทเฮา” ด้วยวัจนลีลาแบบกันเองเป็นลักษณะเด่นของการเล่าเรื่องผ่านสื่อ แม้ว่าสารจากตัวบทจะมีลักษณะเป็นองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์แต่ก็ถูกตกแต่งด้วยกลวิธีทางภาษาต่าง ๆ เพื่อเร้าความสนใจและเสนอมุมมองประวัติศาสตร์ในฐานะเรื่องเล่า นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าการเล่าเรื่องที่คาบเกี่ยวกับความเป็นเรื่องแต่ง สารคดีชีวประวัติ และข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ ที่ล้วนประกอบสร้างขึ้นด้วยกระบวนการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) นำไปสู่การตั้งคำถามต่อการรับรู้ ทางประวัติศาสตร์ด้วยมุมมองของผู้เล่าที่แสดงความรู้สึกร่วมด้วยมุมมองรอบด้านจากบริบทสังคม</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/article/view/282099
เทวนารี “เทียนโฮ่วเต๊งหม่าย” “ตุ๊ยบ่วยเต๊งเหนี่ยง” และ “เจียตุ้นเต๊งเหนี่ยง” : การกลืนกลายทางวัฒนธรรมภายใต้บริบทการนับถือบูชา “เจ้าแม่ทับทิม”
2025-08-28T11:19:58+07:00
เจษฎา นิลสงวนเดชะ
jessada_nin@utcc.ac.th
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาการกลืนกลายและการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมในการนับถือบูชา “เจ้าแม่ทับทิม” ในบริบทสังคมไทย โดยวิเคราะห์ตามความเชื่อของกลุ่มจีนไหหลำที่บูชาเจ้าแม่ 3 องค์ คือ “เจ้าแม่เทียนโฮ่วเต๊งหม่าย” (天后聖母) “เจ้าแม่ตุ๊ยบ่วยเต๊งเหนี่ยง” (水尾聖娘) และ “เจ้าแม่เจียตุ้นเต๊งเหนี่ยง” (正順聖娘) ซึ่งถูกเรียกรวมในภาษาไทยว่า “เจ้าแม่ทับทิม” โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลจากศาลเจ้าแม่ทับทิมทั้งแบบไทยและจีน จำนวน 100 แห่ง ที่ได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์การวิจัยที่กำหนดไว้<br />ผลการวิจัยพบว่า เมื่อชาวจีนไหหลำอพยพมายังประเทศไทย ได้นำคติการบูชาเจ้าแม่ทั้ง 3 องค์มาผสมผสานกับความเชื่อของชาวจีนฮกเกี้ยนที่นับถือบูชา “เจ้าแม่ม่าจ้อ” (媽祖) ซึ่งเทวะลักษณะคล้ายคลึงกัน ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าคือองค์เดียวกัน และเรียกขานในนามเดียวกันว่า “เจ้าแม่ทับทิม” นอกจากนี้ ยังพบว่าความเชื่อเรื่องเจ้าแม่ทับทิมในไทยผสมผสานกับคติผีอารักษ์ไทยดั้งเดิมและเทพารักษ์สตรีของชาวจีนแต้จิ๋วคือ “ปึงเถ่าม่า” (本頭媽) ซึ่งถูกเรียกว่าเจ้าแม่ทับทิมเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงการหลอมรวมความเชื่อจีน-ไทยในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้การนับถือเจ้าแม่ทับทิมในสังคมไทยเป็นผลจากกระบวนการกลืนกลายและการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมระหว่างกลุ่มชาวจีนไหหลำ ฮกเกี้ยน และแต้จิ๋ว กับความเชื่อพื้นถิ่นไทย โดยมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมไทยอย่างกลมกลืน</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/article/view/282206
การวิเคราะห์อัตถภาคและการเชื่อมโยงความในบทนำของบทความวิจัยสาขาภาษาไทย
2025-08-28T11:21:06+07:00
เกียรติชัย เดชพิทักษ์ศิริกุล
kiatichai.dej@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตถภาคและการเชื่อมโยงความในบทนำของบทความวิจัยสาขาภาษาไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ข้อมูลที่นำมาใช้วิเคราะห์คือบทนำของบทความวิจัยสาขาภาษาไทยที่ตีพิมพ์ในวารสาร TCI กลุ่ม 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2564-2566 จำนวน 60 เรื่องที่ได้จากการสุ่มเลือกแบบง่าย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การนับความถี่และการหาค่าร้อยละ<br />ผลการวิจัยพบว่า บทนำของบทความวิจัยมี 3 อัตถภาค ได้แก่ 1) อัตถภาคการนำเข้าสู่ประเด็นที่จะศึกษา ขั้นตอนนี้ประกอบด้วย อนุวัจน์การกล่าวถึงสถานการณ์ทั่วไปของประเด็นที่จะศึกษาการกล่าวถึงแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะศึกษา การตั้งข้อสังเกต/ตัวอย่างของประเด็นปัญหาที่พบ การกล่าวถึงความสำคัญ/ความน่าสนใจของประเด็นที่จะศึกษา การกล่าวถึงความสำคัญของแหล่งข้อมูล/พื้นที่ที่จะศึกษา และการกล่าวถึงงานวิจัยที่มีมาก่อน 2) อัตถภาคการแสดงให้เห็นความจำเป็นของการศึกษา ขั้นตอนนี้ประกอบด้วยอนุวัจน์การระบุช่องว่างของการศึกษา และการระบุเหตุผลของการศึกษา และ 3) อัตถภาคการแนะนำงานวิจัยที่จะดำเนินการ ขั้นตอนนี้ประกอบด้วย การแจ้งหัวข้องานวิจัย การแจ้งวัตถุประสงค์/สมมติฐาน/คำถามของงานวิจัย การแจ้งแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย การแจ้งขอบเขตข้อมูลที่จะศึกษา การแจ้งคุณค่าของงานวิจัย และการแจ้งโครงสร้างของการนำเสนอบทความวิจัย โดยแต่ละอนุวัจน์มีการเชื่อมโยงเนื้อความเข้าไว้ด้วยกันด้วยกลวิธีการเชื่อมโยงความ 3 กลวิธี ได้แก่ การใช้คำเชื่อม รองลงมาคือ การอ้างถึง และการใช้คำศัพท์ ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าการเชื่อมโยงความที่ปรากฏในแต่ละอนุวัจน์นั้นสามารถแสดงให้เห็นรูปแบบการเชื่อมโยงความของบทนำตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายได้</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/article/view/282555
กลวิธีการแปลชื่อเครื่องดนตรีไทยเป็นภาษาจีน
2025-08-28T11:23:50+07:00
สุริยา กีรตินันทิพัฒน์
suriyake79@gmail.com
นิรัตน์ ทองขาว
nirat.tong@crru.ac.th
สมยศ จันทร์บุญ
somyos.cha@crru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากลวิธีการแปลชื่อเครื่องดนตรีไทยเป็นภาษาจีน 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการแปลชื่อเครื่องดนตรีไทยเป็นภาษาจีน การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลชื่อเครื่องดนตรีไทยที่มีการแปลเป็นภาษาจีน ด้วยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ภายใต้หลักการแปลของ กนกพร นุ่มทอง (2554) และก่อศักดิ์ ธรรมเจริญกิจ (2553) ผลวิจัยพบว่า จากข้อมูลชื่อเครื่องดนตรีไทย 82 ชื่อ ใช้กลวิธีการแปล 3 กลวิธี ได้แก่ 1) กลวิธีการแปลทับศัพท์ 2) กลวิธีการแปลความหมาย และ 3) กลวิธีการแปลแบบตั้งชื่อใหม่ กลวิธีที่ใช้มากที่สุดคือ กลวิธีการแปลแบบตั้งชื่อใหม่ 45 ชื่อ (54.88%) รองลงมาคือ กลวิธีการแปลทับศัพท์ 22 ชื่อ (26.83%) กลวิธีที่พบน้อยที่สุดคือ กลวิธีการแปลความหมาย 15 ชื่อ (18.29%) ส่วนกลวิธีที่ไม่ปรากฏการใช้ คือ กลวิธีผสมระหว่างการแปลความหมายและการทับศัพท์ สำหรับแนวทางการแปลชื่อเครื่องดนตรีไทยเป็นภาษาจีน ได้แก่ 1) การแปลทับศัพท์ ควรเลือกพยางค์เสียงภาษาจีนให้สอดคล้องกับภาษาไทย ใช้หนึ่งพยางค์เสียงภาษาจีนต่อหนึ่งพยางค์เสียงภาษาไทย ตัดเสียงควบกล้ำออก ชื่อเครื่องดนตรีไทยที่ไม่เป็นที่รู้จักในวัฒนธรรมจีน ควรเพิ่มคำจำแนกประเภทกำกับไว้ด้วย 2) การแปลความหมายควรเลือกใช้การถ่ายทอดความหมายจากภาษาไทยสู่ภาษาจีน โดยเลือกคำภาษาจีนที่มีความหมายตรงกับคำในภาษาไทย และ 3) การแปลแบบตั้งชื่อใหม่ เลือกตั้งตามลักษณะเด่นของเครื่องดนตรีนั้น ๆ เช่น ใช้ชื่อเครื่องดนตรีจีนเทียบเคียง การบรรยายลักษณะเด่น แหล่งกำเนิด วัสดุที่ใช้สร้าง โทนเสียง ขนาดและวัตถุประสงค์เฉพาะของเครื่องดนตรี</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/article/view/282608
คติชนของชาวสวนทุเรียนในชุมชนบันนังสาเรง จังหวัดยะลา : การศึกษาบทบาทและคุณค่าในวัฒนธรรมอิสลาม
2025-08-28T11:27:22+07:00
วาริด เจริญราษฎร์
warid.c@dru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทและคุณค่าคติชนของชาวสวนทุเรียนในชุมชนบันนังสาเรง จังหวัดยะลา ตามแนวคิดบทบาทหน้าที่ของคติชน โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ในการทำสวนทุเรียน และผู้มีความรู้ในหลักการศาสนาอิสลาม เก็บรวบรวมข้อมูลจากการลงพื้นที่ภาคสนามด้วยการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม ร่วมกับการศึกษาค้นคว้าจากข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้อง จากนั้นวิเคราะห์และนำเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่าคติชนของชาวสวนทุเรียนมีบทบาทในวัฒนธรรมมุสลิม 4 ประการ ได้แก่ 1) การธำรงสังคมมุสลิมตามแนวทางอิสลาม 2) การรักษามาตรฐานการทำสวนทุเรียนในวัฒนธรรมอิสลาม 3) การเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจ 4) การขจัดความคับข้องใจ ด้านคุณค่าพบว่าคติชนของชาวสวนทุเรียนมีคุณค่า 3 ประการ ได้แก่ 1) คุณค่าในการเพิ่มพูนศรัทธาต่ออัลลอฮ์ 2) คุณค่าในการเสริมสร้างจิตสาธารณะ และ 3) คุณค่าในการสร้างสันติภาพ ทั้งนี้ผลการวิจัยสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างคติชน วิถีชีวิตของชาวสวนทุเรียนกับอิทธิพลของศาสนาอิสลามในชุมชนบันนังสาเรงได้อย่างชัดเจน</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์