https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/issue/feed มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2026-06-30T00:00:00+07:00 อาจารย์ ดร.อดิสรณ์ ประทุมถิ่น (Dr. Adisorn Prathoomthin) mangraisaan@crru.ac.th Open Journal Systems <p><strong>เกี่ยวกับวารสารมังรายสาร</strong><br /><strong>วัตถุประสงค์</strong><br /> มังรายสาร เป็นวารสารวิชาการที่มุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (Humanities and Social Sciences) ครอบคลุมสาขาวิชาต่างๆ ดังนี้<br /> &gt;&gt; ศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ทั่วไป (General Arts and Humanities)<br /> &gt;&gt; ภาษาและภาษาศาสตร์ (Language and Linguistics)<br /> &gt;&gt; ศาสนศึกษา (Religious Studies)<br /> &gt;&gt; การศึกษา (Education)<br /> &gt;&gt; วัฒนธรรมศึกษา (Cultural Studies)<br /> &gt;&gt; และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง<br /> วารสารมีเป้าหมายในการเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิชาการสำหรับคณาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย และนักวิชาการทั้งภายในและภายนอกสถาบัน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาองค์ความรู้ในศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</p> <p> </p> <p><strong>นโยบายการตีพิมพ์</strong><br /> 1. วารสารดำเนินการภายใต้ระบบการประเมินคุณภาพบทความแบบ Double-blind Peer Review โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่านต่อบทความ<br /> 2. กระบวนการพิจารณาบทความเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และปราศจากอคติ โดยข้อมูลของผู้นิพนธ์และผู้ประเมินจะถูกปกปิดเป็นความลับตลอดกระบวนการ<br /> 3. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการตรวจสอบการคัดลอกผลงาน (Plagiarism) ด้วยโปรแกรมที่น่าเชื่อถือ</p> <p> </p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong><br />วารสารรับพิจารณาบทความ 2 ประเภท<br /> 1. บทความวิจัย (Research Article) <br /> 1.1 นำเสนอผลการวิจัยที่มีระเบียบวิธีวิจัยที่ชัดเจน<br /> 1.2 แสดงถึงองค์ความรู้ใหม่ในสาขาที่เกี่ยวข้อง<br /> 2. บทความวิชาการ (Academic Article) <br /> 2.1 นำเสนอแนวคิด ทฤษฎี หรือองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์<br /> 2.2 มีการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้อย่างเป็นระบบ</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong><br />วารสารกำหนดตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้<br /> &gt;&gt; ฉบับที่ 1: มกราคม - มิถุนายน<br /> &gt;&gt; ฉบับที่ 2: กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>นโยบายการเข้าถึงและลิขสิทธิ์</strong><br /> 1. การเข้าถึงบทความ <br /> 1.1 วารสารเป็นวารสารแบบเปิด (Open Access Journal)<br /> 1.2 ผู้อ่านสามารถเข้าถึง อ่าน ดาวน์โหลด และพิมพ์บทความได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย<br /> 2. ความรับผิดชอบด้านเนื้อหา <br /> 2.1 เนื้อหา ข้อมูล และความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน<br /> 2.2 กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความ</p> <p> </p> <p><strong>นโยบายการจัดทำ DOI</strong><br /> 1. ตั้งแต่ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2567) เป็นต้นไป กองบรรณาธิการจะดำเนินการขอรหัสทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล หรือ ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (Digital Object Identifier: DOI) ให้กับทุกบทความโดยอัตโนมัติ <br /> &gt;&gt; กรณีผู้เขียนไม่ประสงค์ขอรับรหัส DOI กรุณาแจ้งกองบรรณาธิการเป็นลายลักษณ์อักษร<br /> 2. สำหรับบทความที่ตีพิมพ์ก่อนปีที่ 12 ฉบับที่ 1 <br /> &gt;&gt; ผู้เขียนสามารถแจ้งความประสงค์ขอรับรหัส DOI สำหรับบทความได้โดยติดต่อกองบรรณาธิการโดยตรง</p> <p>รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอ DOI สามารถศึกษาได้ที่ <a href="https://sites.google.com/crru.ac.th/mangraisaan-doi/home" target="_blank" rel="noopener">&gt;&gt; Click ที่นี่ &lt;&lt;</a></p> <p> </p> <p><strong>นโยบายค่าธรรมเนียม</strong><br /> วารสารไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการพิจารณาและตีพิมพ์บทความ (No Article Processing Charge)</p> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/article/view/285310 อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ความจนในภาพยนตร์และซีรีส์จีน 2025-12-15T10:16:59+07:00 เมธัส ศิริวัฒน์ curoba32462@gmail.com อรทัย ชินอัครพงศ์ ochin1965@gmail.com <p>บความนี้นี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาเพื่อเพื่อวิเคราะห์ถ้อยคำที่เป็นมโนอุปลักษณ์แสดง “ความจน” ในภาพยนตร์และซีรีส์จีน โดยใช้กรอบแนวคิดอรรถศาสตร์ปริชานในการระบุวงความหมาย ต้นทางและปลายทางของอุปลักษณ์ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาได้จากบทบรรยายภาษาไทยในตัวบทภาพยนตร์จำนวน 10 เรื่อง และซีรีส์จำนวน 5 เรื่อง ซึ่งเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์ การวิเคราะห์มุ่งพิจารณาว่าภาษาที่ปรากฏในบทสนทนาและคำบรรยายสะท้อนมโนทัศน์ความจนของคนจีน ผลการวิจัยพบถ้อยคำอุปลักษณ์เกี่ยวกับความจนจำนวน 10 มโนทัศน์ ได้แก่ ความจนคือการแข่งขัน ความจน คือภาระและสถานะตกต่ำ ความจนคือการถูกลดทอนเกียรติ ความจนคือความสกปรกหรือความผิดศีลธรรม ความจนคือสถานที่ ความจนคือการขาดการสนับสนุนหรือขาดทรัพยากร ความจนคือวัตถุสิ่งของ ความจนคืออาชีพ ความจนคือสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ และความจนคือมนุษย์ อุปลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นภาพสังคมจีนร่วมสมัยที่เผชิญความเหลื่อมล้ำทั้งในเมืองใหญ่และพื้นที่ชนบท ความกดดันทางเศรษฐกิจ การแข่งขันทางการศึกษาและอาชีพ และความเปลี่ยนแปลงทางชนชั้นจากนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของจีน นอกจากนี้ยังเห็นได้ว่าตัวละครคนจนในสื่อจีนมักถูกทำให้เป็นภาพแทนของความอ่อนแอ ภาระ โอกาสที่จำกัด หรือถูกผลักออกจากโครงสร้างสังคมหลัก ซึ่งสะท้อนโลกทัศน์ของผู้สร้างสื่อที่มองความจนเป็นทั้งปัญหาระดับปัจเจกและปัญหาระดับโครงสร้างในเวลาเดียวกัน อุปลักษณ์ความจนในภาพยนตร์และซีรีส์จีนปรากฏในรูปของมโนทัศน์ถ่ายโยงสองประการ ได้แก่ มโนทัศน์ถ่ายโยงแบบภวสัมพันธ์ ซึ่งใช้สิ่งของ สถานที่ หรือปรากฏการณ์ทางกายภาพมาเป็นตัวแบบในการทำ ความเข้าใจความจน และมโนทัศน์ถ่ายโยงแบบญาณสัมพันธ์ ซึ่งถ่ายโยงรูปแบบความรู้ ค่านิยมและอุดมการณ์ทางสังคมลงสู่ภาพแทนของความจน อุปลักษณ์เหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงกลวิธีทางภาษาแต่ยังเป็นเครื่องมือที่สะท้อนโครงสร้างความคิดเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจในสื่อประเภทบันเทิงร่วมสมัยของจีน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/article/view/286812 การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้วยแนวคิดมโนทัศน์พื้นฐานร่วมเพื่อพัฒนาทักษะข้ามภาษา ภาษาไทย ภาษาถิ่น ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไปในชุมชน 2026-05-06T11:56:20+07:00 พนอเนื่อง สุทัศน์ ณ อยุธยา panor.sudas@gmail.com นนท์ณธี ดุลยทวีสิทธิ์ nonnadhi@gmail.com เกียรติขร โสภณาภรณ์ kiatikhon.so@bsru.ac.th <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยแนวคิดมโนทัศน์พื้นฐานร่วมเพื่อพัฒนาทักษะข้ามภาษาไทย ภาษาถิ่น (ภาษาลาวเวียง ภาษามอญ) ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน เพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไปในชุมชน 2) ประเมินประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 3) ศึกษาความพึงพอใจของเยาวชนและประชาชนทั่วไปในชุมชนจากการทดลองใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และ 4) เปรียบเทียบความรู้ ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน การเปรียบเทียบขนาดของคลังคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ของเยาวชนและประชาชนทั่วไปในชุมชนจากการทดลองใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ประถมศึกษา) ราชบุรี ในโรงเรียนเขตอำเภอบ้านโป่ง 5 โรงเรียน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 250 คน และประชาชนทั่วไป ที่มีภูมิลำเนาในอำเภอบ้านโป่ง จำนวน 100 คน ระเบียบวิธีวิจัย แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1.การพัฒนาเนื้อหาทางภาษา 2.การสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบประเมินความพึงพอใจ 2) แบบทดสอบความรู้ และ 3) แบบทดสอบขนาดของคลังคำศัพท์ 3.การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มีลักษณะแบบมัลติมีเดีย ผลการวิจัย ได้แก่ 1.เนื้อหาของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย เนื้อหา ระดับคำ และประโยคสนทนา แบ่งเป็น 5 บท โดยมีประสิทธิภาพ คือ 80.4/80.3 การวิเคราะห์ระดับ ความพึงพอใจของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับความพึงพอใจรวม ได้แก่ 4.41 อยู่ในระดับมาก จากประชาชนทั่วไปพบว่า ค่าเฉลี่ยระดับความพึงพอใจรวม ได้แก่ 4.43 อยู่ในระดับมาก การวิเคราะห์เปรียบเทียบระดับความรู้ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนภายหลังการศึกษาด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนเรียน = 23.21 และ หลังเรียน = 47.71 ประชาชนทั่วไปมีผลค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนเรียน = 21.47และ หลังเรียน = 43.89 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบขนาดของคลังคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเฉลี่ยของคะแนน คือ ก่อนเรียน ค่าเฉลี่ย = 4.21 สัปดาห์ที่ 8 ค่าเฉลี่ย = 5.5 และ สัปดาห์ที่ 16 ค่าเฉลี่ย = 8.12 ในประชาชนทั่วไป ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนเรียน = 3.15 สัปดาห์ที่ 8 ค่าเฉลี่ย = 5.24 และ สัปดาห์ที่ 16 ค่าเฉลี่ย = 7.25</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/article/view/286731 การศึกษากลวิธีการแปลคำและวลีทางวัฒนธรรมจากภาษาไทยเป็นภาษาจีนที่ปรากฏในวิดีโอประชาสัมพันธ์สินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย 2026-03-10T11:20:19+07:00 นิรัตน์ ทองขาว nirat.tong@crru.ac.th สุริยา กีรตินันทิพัฒน์ suriyake79@gmail.com สมยศ จันทร์บุญ somyos.cha@crru.ac.th Sun Fuyuan hm_sun@crru.ac.th <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเภทคำและวลีทางวัฒนธรรม และวิเคราะห์กลวิธีการแปลคำและวลีทางวัฒนธรรมจากภาษาไทยเป็นภาษาจีนในวิดีโอประชาสัมพันธ์สินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (สินค้า GI) จำนวน 14 รายการ โดยใช้กรอบแนวคิดการจำแนกคำทางวัฒนธรรมของ Nida และกลวิธีการแปลของ Newmark ผลการวิจัยพบคำและวลีทางวัฒนธรรมจำนวน 77 คำ จำแนกได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ คำทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับนิเวศพบมากที่สุด (ร้อยละ 41.56) รองลงมาคือคำทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับสังคม (ร้อยละ 31.17) คำทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับวัตถุ (ร้อยละ 25.97) และคำทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับภาษา (ร้อยละ 1.30) ตามลำดับ ส่วนประเภทคำทางวัฒนธรรมที่ไม่ปรากฏ คือ คำทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและความเชื่อ สัดส่วนที่สูงในด้านนิเวศสะท้อนถึงอัตลักษณ์ของสินค้า GI ที่ผูกโยงกับแหล่งกำเนิดและทรัพยากรธรรมชาติเป็นสำคัญ ในด้านกลวิธีการแปลพบว่า การทับศัพท์เป็นกลวิธีที่ใช้มากที่สุด (ร้อยละ 31.16) รองลงมา คือการใช้หลายกลวิธีร่วมกัน (ร้อยละ 23.37) และการแปลแบบถอดโครงสร้าง (ร้อยละ 18.17) ขณะที่การใช้คำแปลที่ยอมรับกันโดยทั่วไปพบน้อยที่สุด (ร้อยละ 1.30) ผลการวิเคราะห์สะท้อนให้เห็นว่า ผู้แปล มีแนวโน้มเลือกใช้กลวิธีที่ช่วยรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของต้นฉบับผ่านการทับศัพท์ในส่วนของ ชื่อเฉพาะ ขณะเดียวกันยังปรากฏความยืดหยุ่นในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ด้วยการใช้หลายกลวิธีร่วมกัน เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการสื่อสารที่มุ่งตอบสนองวัตถุประสงค์ด้านการให้ข้อมูล การโน้มน้าวใจ และการสร้างภาพลักษณ์สินค้า อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านความไม่เป็นเอกภาพในการทับศัพท์ และความคลาดเคลื่อนเชิงวัฒนธรรม ที่เกิดจากการขาดความรู้เฉพาะทาง ดังนั้น ผู้แปลจำเป็นต้องมี ความรอบรู้ทั้งในบริบททางวัฒนธรรมและศาสตร์เฉพาะทางของทั้งภาษาต้นทางและภาษาปลายทาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อความหมายและลดความผิดพลาดในการแปล</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/article/view/287326 นิเวศสำนึกในวรรณกรรมเยาวชนที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2560 - 2566 2026-03-10T14:26:08+07:00 ณรงค์ศักดิ์ เทพมา nthepma@gmail.com ธนพร หมูคำ thanaporn@g.lpru.ac.th Truong Thi Hang truongthihang.vn@gmail.com นราวัลย์ พูลพิพัฒน์ narawan@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการนำเสนอนิเวศสำนึกในวรรณกรรมเยาวชนที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2560 - 2566 โดยใช้แนวคิดวรรณกรรมวิจารณ์เชิงนิเวศ ของเชอริลล์ กล็อตเฟลตี้ (Cheryll Glotfelty) เพื่อวิเคราะห์การนำเสนอนิเวศสำนึกในตัวบทวรรณกรรมที่ได้รับรางวัลจากองค์กรต่าง ๆ จำนวน 11 เรื่อง ได้แก่ กระต่ายในพระจันทร์ บึงน้ำแห้ง โลกของมดแดงกับแตงกวา (เอยด้วย!) เด็กชายต้นไม้ ม้าน้ำสีทอง โลกของมดแดงกับแตงกวา (เอยด้วย!): ตอน ความลับใต้ผืนทราย มามุดโลก เจ้าหนูผู้พิทักษ์แห่งเกาะลิบง เฒ่าแสน โคโค่กับนกฟีนิกซ์ที่หายไป และมหัศจรรย์พรรณพฤกษ์ (อยู่วังสระปทุม 3) ผ่านองค์ประกอบการเล่าเรื่อง การดำเนินเรื่อง ตัวละคร ฉาก บทสนทนา และการใช้ภาษา ผลการศึกษาพบการนำเสนอนิเวศสำนึก 2 กระบวนทัศน์ คือ 1) มนุษย์เป็นศูนย์กลาง มี 2 ลักษณะ คือ 1.1) มนุษย์ในฐานะผู้เป็นนายของธรรมชาติ สื่อให้เห็นว่ามนุษย์ใช้อำนาจจัดการทรัพยากรรอบตัว ธรรมชาติจึงอยู่ในสถานะผู้ถูกกระทำ และ 1.2) มนุษย์ในฐานะผู้ดูแลธรรมชาติมีการนำเสนอปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อม มนุษย์ตระหนักถึงการแก้ไขแต่ขณะเดียวกันยังคงเน้นความอยู่รอดและประโยชน์ของมนุษย์เป็นสำคัญ และ 2) ธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง มี 2 ลักษณะ คือ 2.1) การนอบน้อมต่อธรรมชาติ โดยเน้นคุณค่าธรรมชาติคือจิตวิญญาณ มีการพึ่งพาธรรมชาติ และมีการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงนิเวศให้ทุกคนตระหนักร่วมกัน และ 2.2) การอนุรักษ์ธรรมชาติกับการสร้างจิตสำนึกเชิงนิเวศ โดยเน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างเท่าเทียม ผ่านโครงการหรือกิจกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากปัญหาการคุกคามทำลายธรรมชาติและการกดขี่สัตว์ วรรณกรรมเยาวชนที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2560 - 2566 จึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ต่อรองทางของสังคม ในการวิพากษ์การครอบงำธรรมชาติของมนุษย์ พร้อมกับเน้นย้ำให้ตระหนักถึงคุณค่าของสรรพสิ่งบนโลกที่ต่างเกื้อกูลกัน นิเวศสำนึกที่ปรากฏในวรรณกรรมจึงนำเสนอวิกฤตสิ่งแวดล้อม สู่การแก้ปัญหาของมนุษย์ และเน้นย้ำให้มนุษย์ตระหนักถึงผลกระทบอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์ โดยให้หันกลับมาเคารพภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการเคารพนบนอบธรรมชาติและเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/article/view/286930 มโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับความเหงาในวรรณกรรมไทย 2026-05-06T12:29:45+07:00 ณรงค์กรรณ รอดทรัพย์ aranyikaram_sala@hotmail.com เมธัส ศิริวัฒน์ curoba32462@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ถ้อยคำอุปลักษณ์ที่สะท้อนมโนทัศน์เกี่ยวกับความเหงาในวรรณกรรมไทย และวิเคราะห์ระบบมโนทัศน์ของผู้ใช้ภาษาไทยจากมโนอุปลักษณ์ตามแนวทางการศึกษาของอรรถศาสตร์ปริชาน โดยศึกษาข้อมูลด้วยแนวคิดของ Lakoff, G. &amp; Kövecses, Z. (1987) และ Kövecses, Z. (2002) (2005) (2006) จากข้อความใน นวนิยายออนไลน์ 6 เรื่อง นวนิยายตีพิมพ์ 20 เรื่อง เรื่องสั้นออนไลน์ 5 เรื่อง รวมเรื่องสั้นตีพิมพ์ 4 เรื่อง ข่าวและสารคดีออนไลน์ซึ่งเผยแพร่ตั้งแต่พ.ศ. 2535 – 2569 ผลการวิจัยพบว่าถ้อยคำที่เป็นมโนอุปลักษณ์แสดงความเหงาในภาษาไทย มี 14 ประเภท ได้แก่ มโนอุปลักษณ์การเดินทาง มโนอุปลักษณ์เวลา มโนอุปลักษณ์อาหาร มโนอุปลักษณ์สิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่า มโนอุปลักษณ์สิ่งมีค่า มโนอุปลักษณ์สงคราม มโนอุปลักษณ์วัตถุ มโนอุปลักษณ์สัตว์ มโนอุปลักษณ์มนุษย์ มโนอุปลักษณ์พืช มโนอุปลักษณ์ประจุไฟฟ้า/พลังแม่เหล็กไฟฟ้า มโนอุปลักษณ์ไฟ มโนอุปลักษณ์ของเหลว และมโนอุปลักษณ์ปรากฏการณ์ธรรมชาติ มโนอุปลักษณ์ดังกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นมโนทัศน์อารมณ์อ้างว้างว้าเหว่ของภาษาไทยแบบภวสัมพันธ์ และญาณสัมพันธ์</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/article/view/286829 มโนอุปลักษณ์ และอุดมการณ์ในวาทกรรมของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการแก้ไขปัญหาความยากจน 2026-05-06T12:20:02+07:00 Jiqin Li 602622462@qq.com ขนิษฐา ใจมโน Kanita.chaimano@gmail.com กิติมา อินทรัมพรรย์ kitima.i@ku.th ธนพร หมูคำ thanapornnai@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อุปลักษณ์ มโนอุปลักษณ์และอุดมการณ์ในวาทกรรมของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในการแก้ไขปัญหาความยากจน ข้อมูลที่นำมาศึกษาเป็นคำกล่าวในสถานการณ์ที่ต่างกัน ได้แก่ การประชุม สัมมนา การสัมภาษณ์ หรือการลงพื้นที่เยี่ยมเยือนประชาชนผู้ยากจน กล่าวระหว่างยุทธการขจัดความยากจนอย่างตรงเป้า (15 พฤศจิกายน 2555 - 25 กุมภาพันธ์ 2564) ขั้นตอนการวิจัยประกอบด้วย การจำแนกประเภทอุปลักษณ์ วิเคราะห์มโนอุปลักษณ์และอุดมการณ์ ที่อยู่เบื้องหลังตามแนวการวิเคราะห์อุปลักษณ์เชิงวิพากษ์ของ Charteris-Black<br />ผลการวิจัยพบว่า อุปลักษณ์ในวาทกรรมของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในการแก้ไขปัญหาความยากจนสะท้อนมโนอุปลักษณ์ 5 ประเภท ได้แก่ [การแก้ไขปัญหาความยากจน คือ การเดินทาง] [การแก้ไขปัญหาความยากจน คือ การทำสงคราม] [การแก้ไขปัญหาความยากจน คือ การรักษาโรค] [การแก้ไขปัญหาความยากจน คือ การทำเกษตร] และ[การแก้ไขปัญหาความยากจน คือ การก่อสร้าง]</p> <p>มโนอุปลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอุดมการณ์ 1)การแก้ไขปัญหาความยากจน เป็นการเดินทางที่มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้นำทาง โดยประชาชนและข้าราชการเป็นผู้ร่วมเดินทาง ซึ่งสามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้ตามแผนที่กำหนด แม้ต้องใช้ระยะเวลานาน 2)ความยากจนถูกมองเป็นศัตรู การแก้ไขปัญหาความยากจนจึงเปรียบเสมือนการทำสงครามเพื่อปลดแอกประชาชนผู้ยากจน 3)ความยากจนเป็นโรคซึ่งเป็นภาวะผิดปกติของสังคม จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างตรงเป้า ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ 4)ความยากจนเป็นภัยแล้งที่ทำให้พืชทั่วไปไม่สามารถเติบโตได้งอกงาม จึงต้องได้รับการจัดการด้วยการทดน้ำ และ 5)สังคมเสี่ยวคัง (xiaokang) เป็นสิ่งที่สามารถก่อสร้างขึ้นได้ โดยมีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้ออกแบบและดำเนินการก่อสร้าง ขณะที่ประชาชนเป็นทั้งรากฐานที่มั่นคงและ ผู้ร่วมสร้างสังคมดังกล่าว</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/article/view/288346 การถอดรหัสมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากตำนานและนิทานพื้นบ้านเชียงรายสู่แนวทางการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อชุมชน 2026-04-24T12:11:41+07:00 สมหวัง อินทร์ไชย thaicru1@hotmail.com อนันตา สุขวัฒน์ namping_s@yahoo.com <p>การศึกษาวิจัยเรื่องการถอดรหัสมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากตำนานและนิทานพื้นบ้านเชียงรายสู่ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อชุมชน มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อรวบรวมตำนานและนิทานพื้นบ้านเชียงรายทั้งประเภทมุขปาฐะและลายลักษณ์อักษร เพื่อถอดรหัสมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากตำนานและนิทานพื้นบ้านเชียงราย และเพื่อเสนอแนวทางการสร้างสรรค์ต้นแบบผลิตภัณฑ์เพื่อชุมชนโดยใช้ตำนานและนิทานพื้นบ้านเชียงรายเป็นฐาน โดยรวบรวมตำนานและนิทานประจำถิ่นของเชียงรายครอบคลุมทั้ง 18 อำเภอ ทั้งจากต้นฉบับที่เป็นลายลักษณ์อักษรและจากคำบอกเล่าของผู้คนในชุมชนท้องถิ่น จำนวน 18 เรื่อง และได้พิจารณาคัดเลือกโดยกำหนดองค์ประกอบหลัก 2 ประการ คือ ด้านคุณสมบัติและข้อบ่งชี้เบื้องต้นและด้านศักยภาพในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อชุมชน จึงได้ตำนานและนิทานพื้นบ้านเชียงรายสำหรับนำมาศึกษาวิจัย จำนวน 9 เรื่อง โดยนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และถอดรหัสทางวัฒนธรรมทั้งในระดับโครงสร้างผิวและระดับโครงสร้างลึก พบความเชื่อมโยงกับความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทในแถบลุ่มน้ำโขงและความเชื่อในพระพุทธศาสนา เมื่อนำข้อมูลตำนานและนิทานพื้นบ้านเชียงรายที่ได้จากการถอดรหัสทางวัฒนธรรมมาเป็นแนวทางการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เพื่อชุมชน พบว่า มีกระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ พัฒนาอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน 4 ขั้นตอน คือ 1) การรื้อฟื้น 2) การอนุรักษ์ 3) การประยุกต์ และ 4) การพัฒนาต่อยอด ซึ่งสามารถนำเสนอแนวทาง การสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อชุมชนใน 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบแรก คือ ศิลปะการออกแบบเหมือนจริง (Realism Design Art) รูปแบบที่สอง คือ ศิลปะการออกแบบแบบคลี่คลาย (Stylization Design Art) และ รูปแบบที่สาม คือ ศิลปะการออกแบบผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมแบบอิสระ (Freedom Design Art) ทำให้ได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์เพื่อชุมชนท้องถิ่นเชียงราย จำนวน 20 แบบ สำหรับนำไปสร้างสรรค์ พัฒนาและต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นเชียงรายต่อไป</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mrsj/article/view/289528 รูปแบบการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของผู้บริหารสถานศึกษา 2026-06-11T14:29:21+07:00 สุพัตรา สุจริตรักษ์ suphatra.s@ku.th พรศักดิ์ สุจริตรักษ์ Dr_singha@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาทักษะ การสื่อสารภาษาอังกฤษของผู้บริหารสถานศึกษา 2) พัฒนารูปแบบการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของผู้บริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ประเมินรูปแบบการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จำนวน 714 คน ซึ่งได้จากการเปิดตารางขนาดตัวอย่างของยามาเน่ ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 3% ผู้ทรงคุณวุฒิที่ใช้ในการสัมภาษณ์แนวปฏิบัติที่ดี ในการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 9 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ใช้ในการประเมินรูปแบบการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 9 คน ซึ่งเป็นคนละกลุ่มที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 แบบสัมภาษณ์ แบบกึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินอรรถประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้อง ของรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ดัชนี ความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลวิจัยพบว่า<br />1. ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาทักษะพูดภาษาอังกฤษของผู้บริหารสถานศึกษา มีดัชนี ความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมาได้แก่ ทักษะการฟัง ทักษะการเขียน และทักษะการอ่าน ตามลำดับ<br />2. รูปแบบการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของผู้บริหารสถานศึกษา มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ระบบและกลไก 4) วิธีการดำเนินงาน 5) แนวทางการประเมินผล และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ ส่วนองค์ประกอบด้านวิธีการดำเนินงาน มีทั้งหมด 5 ระยะ ประกอบด้วย (1) การเตรียมความพร้อม (2) การวางแผนพัฒนา (3) การดำเนินการพัฒนา (4) การติดตามและเสริมพลัง และ (5) การสรุปผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง<br />3. ผลการประเมินรูปแบบการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของผู้บริหารสถานศึกษา ภาพรวมอรรถประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้อง อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มังรายสาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์