วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot <p><strong>วารสารนาคบุตรปริทรรศน์</strong> เป็นวารสารวิชาการที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพ<strong>ในลักษณะของบทความวิจัยและบทความวิชาการในสาขาวิชาการศึกษา (การวัดและประเมินผล หลักสูตรและการสอน การบริหารการศึกษา) มนุษยศาสตร์ (ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น วรรณกรรม ปรัชญาและศาสนา) และสังคมศาสตร์ประยุกต์ (การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค การบริหารจัดการองค์กรและกลยุทธ์ การจัดการการท่องเที่ยว)</strong> ของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชและบุคคลทั่วไป โดยทุกบทความมีการพิจารณา<strong>กลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมาจากหลากหลายสถาบัน และมิได้อยู่สังกัดเดียวกันกับผู้เขียนบทความ รวมจำนวน 3 ท่านต่อบทความ โดยประเมินแบบ Double blind peer-reviewed </strong></p> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับพิจารณา</strong> <br />รับตีพิมพ์ผลงาน จำนวน 2 ประเภท <br />ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ คือ<br />1. บทความวิจัย <br />2. บทความวิชาการ<br /><br /></p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่แบบออนไลน์ ISSN 3027-7779 (Online) ปีละ 3 ฉบับ ฉบับละ 20 บทความ ดังนี้</strong></p> <p>ฉบับที่ 1 : มกราคม – เมษายน<br />ฉบับที่ 2 : พฤษภาคม – สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 : กันยายน – ธันวาคม</p> <p><strong>การนำส่งบทความ</strong></p> <p>กำหนดส่งบทความวิจัย / บทความวิชาการเพื่อประกอบการพิจารณาในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์ และในรูปแบบไฟล์ PDF จำนวน 1 ไฟล์</p> <p><strong> ดาวน์โหลดไฟล์เพื่อจัดทำต้นฉบับ</strong></p> <ul> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1PNJV_7cs0KncknPukrqypZ5tJ0HE-VmW/edit">รูปแบบการจัดทำต้นฉบับบทความวิจัย</a></li> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1wyuahUb02y-WLeWFw5keeC-Pqj3JxB0R/edit">รูปแบบการจัดทำต้นฉบับบทความวิชาการ</a></li> <li><a href="https://drive.google.com/file/d/1_ua7knzWL0NxuXWZDODhwR3rc_zIwM2R/view?usp=drive_link">หลักเกณฑ์การเขียนบทความ</a></li> </ul> <p><strong>หากบทความไม่เป็นไปตามรูปแบบและหลักเกณฑ์การจัดทำต้นฉบับตามที่วารสารกำหนด วารสารจะปฏิเสธการพิจารณาบทความทันที</strong></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong></p> <table> <tbody> <tr> <td width="312"> <p>เจ้าของผลงาน</p> </td> <td width="290"> <p>ค่าธรรมเนียม (บาท)**</p> </td> </tr> <tr> <td width="312"> <p>บุคลากรภายใน*</p> </td> <td width="290"> <p>3,500</p> </td> </tr> <tr> <td width="312"> <p>บุคลากรภายนอก</p> </td> <td width="290"> <p>4,000</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> *บุคคลภายใน คือ คณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชซึ่งต้องเป็นชื่อแรกของบทความเท่านั้น (กรณีที่เป็นชื่อแรกแต่ใช้ต้นสังกัดของสถานศึกษาอื่นซึ่งไม่ใช่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช สืบเนื่องจากผลงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของผลิตจากการศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยอื่น จะถือเป็นบุคคลภายนอกเช่นกัน)</p> <p> **ตามประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เรื่องหลักเกณฑ์ อัตราค่าธรรมเนียม และอัตราค่าตอบแทนเกี่ยวกับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความในวารสารของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช พ.ศ.2565 ประกาศ ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2565</p> <p><strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ<br /></strong>เรียกเก็บเมื่อบทความของท่าน “ผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการ และพร้อมที่จะส่งต่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ประเมินคุณภาพของบทความ” ในลำดับต่อไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานจะแจ้งให้ท่านทราบก่อนเรียกเก็บค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>ช่องทางชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong></p> <p>กรุณาชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความผ่านทางบัญชีธนาคาร<br />กรุงไทย สาขาตลาดหัวอิฐ <br />ชื่อบัญชี : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช <br />เลขที่บัญชี : 816-1-03765-5 **เท่านั้น**</p> <p>(ส่งหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียนการตีพิมพ์ไปยังอีเมล <a href="mailto:narkbhutnstru@gmail.com">narkbhutnstru@gmail.com</a>)</p> <p> * หมายเหตุ:<br /> การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ “ไม่ได้รับรองว่าว่าบทความของท่านจะได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารนาคบุตรปริทรรศน์” เนื่องจากบทความจะต้องผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน และบรรณาธิการก่อน จึงจะสามารถแจ้งผลการพิจารณาว่า ให้สามารถลงตีพิมพ์เผยแพร่ได้หรือไม่ ทั้งนี้ หากบทความของท่าน “ถูกปฏิเสธการตีพิมพ์จากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบรรณาธิการ” ทางวารสารจะ<em>ไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมทุกกรณี</em> (เนื่องจากค่าธรรมเนียมที่ท่านชำระ จะเป็นค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิที่ประเมินบทความของท่าน) จึงขอให้ท่านรับทราบ ก่อนการส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์</p> สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช th-TH วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ 3027-7779 Kak Laow Dang: The Food Cultural Heritage of the Hokchiu Chinese in Na Bon District, Nakhon Si Thammarat Province https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/285060 <p> This study investigated Kak Laow Dang: the food cultural heritage of the Thai-Hokchiu Chinese community in Na Bon Sub-district, Nakhon Si Thammarat Province. The objectives were 1) to examine the community context of the Hokchiu Chinese in Na Bon Sub-district, Na Bon District, Nakhon Si Thammarat Province and 2) to explore the intangible cultural heritage of Kak Laow Dang among the Thai-Hokchiu Chinese in the area. A sample of 25 Thai-Hokchiu Chinese individuals were selected using purposive sampling, including cuisine experts, producers, and users of the sauce. Data were collected via semi-structured, in-depth interviews concerning the intangible cultural heritage of Kak Laow Dang. The data was analyzed and integrated with a literature review, presented using descriptive analysis. The key findings indicate that geographical factors significantly influence Kak Laow Dang's intangible cultural heritage, ensuring the sufficiency of raw materials. The successful preservation of this migrant group's cultural roots is evident in the increased use of the sauce over the past 30–40 years. The transmission of knowledge occurs through experience and observation within the family unit. Kak Laow Dang is also valued for its perceived health-boosting properties. The local geography contributes to the sauce's unique production process. Ultimately, social capital acts as a vital mechanism for conserving this local wisdom by integrating the community’s knowledge, beliefs, and values, thereby transforming Kak Laow Dang into a valuable local resource and capital. The continuous transfer of this knowledge signifies a sense of ownership and has deeply integrated Kak Laow Dang into the local way of life, with its use in propitious events reinforcing the community's robust cultural identity.</p> Umaporn Kanjanakload Tharinee Jariyapayuklert Chanikarn Saikuea Kotchaphan Sakulbuddhaphorn Piyarat Thammarongrat Benjaporn Juntakote ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 1 9 การศึกษาความทรงจำร่วมทางประวัติศาสตร์ กรณีศึกษาพื้นที่สังคมพหุวัฒนธรรม อำเภอเมือง จังหวัดสตูล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/289059 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความทรงจำร่วมทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มคนในพื้นที่สังคมพหุวัฒนธรรม อำเภอเมือง จังหวัดสตูล โดยขอบเขตพื้นที่ศึกษาคือบริเวณเมืองเก่าสตูล อำเภอเมือง จังหวัดสตูล บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical Approach) ร่วมกับวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์บอกเล่า (Oral History) การวิเคราะห์ข้อมูลได้จากการศึกษาเอกสาร (Documentary Research) การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม (Participant Observation) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยคัดเลือกจากตัวแทนกลุ่มคนต่าง ๆ จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ ชาวไทยมุสลิม ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวไทยพุทธ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาศึกษาวิจัย โดยใช้เกณฑ์ในการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย คือ ตัวแทนผู้นำชุมชน ตัวแทนปราชญ์ชาวบ้าน ตัวแทนชาวบ้าน ตัวแทนหน่วยงานรัฐ และตัวแทนหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 15 คน โดยเก็บข้อมูลจนถึงจุดอิ่มตัว<br /> บทความวิจัยนี้ใช้แนวคิดความทรงจำร่วม (Collective Memory) เป็นแว่นในการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ในพื้นที่ศึกษา ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มคนต่าง ๆ ในพื้นที่สังคมพหุวัฒนธรรมเมืองเก่าสตูล ได้แก่ ชาวไทยมุสลิม ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวไทยพุทธ ต่างมีการสร้างความทรงจำร่วมและสำนึกร่วมต่อเหตุการณ์หรือประสบการณ์เดิมของตนในอดีต ผ่านภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ การยึดโยงความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เรื่องเล่า พิธีกรรม และเครือข่ายทางสังคม และก่อรูปเป็นทรงจำร่วมและสำนึกของความเป็นพลเมืองสตูล</p> สิรีธร ถาวรวงศา ชุลีพร ทวีศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 10 24 เศรษฐกิจวัฒนธรรมขนมจีนเมืองนคร:การกระจายรายได้และบทบาททางเศรษฐกิจในพื้นที่ ป่า เขา นา เล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/289206 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method) เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของขนมจีนในฐานะเศรษฐกิจวัฒนธรรม 2) วิเคราะห์โครงสร้างรายได้ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน 3) วัดระดับการกระจายรายได้โดยใช้ดัชนีเชิงปริมาณ และ 4) เสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยอิงทุนวัฒนธรรม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการร้านขนมจีน 11 ราย ครอบคลุมพื้นที่เขา ป่า นา และเล จังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก เก็บข้อมูลในปีงบประมาณ 2565 วิเคราะห์เชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ดัชนีจีนี และการเปรียบเทียบ และวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วย Content Analysis<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ขนมจีนมีบทบาทเป็นทุนวัฒนธรรมเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ค้าส่ง ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในชุมชน ใช้ผักเหนาะพื้นถิ่นเฉลี่ยร้อยละ 69.66 2) รายได้รวมเพิ่มจาก 20,216,400 บาท เป็น 23,549,690 บาท ภายใน 12 เดือน เติบโตร้อยละ 16.49 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 15 กำไรรวมเพิ่มจาก 3,691,400 เป็น 4,540,263 บาท เติบโตร้อยละ 23 อัตรากำไรสุทธิร้อยละ 19.28 มีสภาพคล่องสูงเนื่องจากใช้เงินสด 100% 3) การกระจายรายได้ในพื้นที่ร้อยละ 68.64 ผักเหนาะพื้นถิ่นซื้อในพื้นที่ร้อยละ 100 ดัชนีจีนี 0.36 (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศไทยที่ 0.43–0.45) สะท้อนความเหลื่อมล้ำระดับปานกลาง และ 4) แนวทางพัฒนา ประกอบด้วย การพัฒนาศักยภาพเกษตรกร การพัฒนาเครือข่ายการตลาด การเสริมทักษะบัญชี การใช้ทุนวัฒนธรรม และการบูรณาการนโยบาย เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน</p> จินตนา แก้ววิจิตร สอางเนตร ทินนาม เบญจา ทองพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 25 35 การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่นเพื่อเสริมสร้างชุมชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพด้านการวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนสตรีทุ่งสง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/291171 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นและองค์ประกอบของกรอบแนวคิดการพัฒนารูปแบบ 2) เพื่อสร้างและประเมินรูปแบบ 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบ และ 4) เพื่อประเมินหลังการใช้และปรับปรุงรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ รองผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 5 คน ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำนวน 38 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 5 คน ผู้ทรงคุณวุฒิสนทนากลุ่ม จำนวน 7 คน ผู้ทรงคุณวุฒิสนทนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน คณะกรรมการนิเทศ จำนวน 9 คน และกลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) นักเรียน จำนวน 687 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสนทนากลุ่มย่อย แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ แบบสอบถาม แบบประเมินความสอดคล้อง และแบบทดสอบก่อน-หลังการใช้รูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่า IOC การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น และ t-test<br /> ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพด้านการวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนสตรีทุ่งสงโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 3.26, S.D. = 0.50) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.62, S.D. = 0.47) มีค่า PNI Modified โดยรวมเท่ากับ 0.428 2) ผลการสร้างและประเมินรูปแบบ พบว่า รูปแบบที่สร้างขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.79, S.D. = 0.42)และมีคุณภาพในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.84, S.D. = 0.38) 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ครูมีคะแนนความรู้ความเข้าใจด้านการวิจัยในชั้นเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ 4) ผลการประเมินความเหมาะสม และความเป็นประโยชน์หลังการใช้รูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.51) และ (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.61) ตามลำดับ</p> สุภาภรณ์ คงคานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 36 48 การพัฒนาสมรรถนะผู้อำนวยการเรียนรู้ของครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ในเขตจังหวัดนครปฐม ด้วยหลักสูตรผู้หนุนนำครูสู่ผู้อำนวยการเรียนรู้ และการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ NGL_STARS https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/290870 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยก่อนการทดลอง (Pre-experimental study) วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาความสอดคล้องของการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวัดผลประเมินผล การพัฒนาหลักสูตร และการสอน และระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิกับระบบปัญญาประดิษฐ์ NGL_STARS และ 2) เปรียบเทียบสมรรถนะผู้อำนวยการเรียนรู้ของครู ระยะก่อน ระยะระหว่าง และระยะหลังการอบรมหลักสูตรพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษา เพื่อเป็นผู้หนุนนำครูสู่ผู้อำนวยการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการวัดผล หลักสูตร และการสอน) จำนวน 3 คน และครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยคู่มือกระบวนการดำเนินกิจกรรมฯ แบบประเมินสมรรถนะผู้อำนวยการเรียนรู้ของครู และ โปรแกรม NGL_STARS วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ Friedman Test ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสอดคล้องของการประเมินระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิและระบบ AI มีค่าความสอดคล้องในระดับค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดี (ICC = .83) ซึ่งสูงกว่าความสอดคล้องระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิด้วยกันเองในระดับรายบุคคล (ICC = .39) 2) สมรรถนะผู้อำนวยการเรียนรู้ของครูมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>χ</em>² = 10.00, <em>df</em> = 2, <em>p</em> = .01) โดยสมรรถนะผู้อำนวยการเรียนรู้ของครูในระยะหลังการอบรมมากกว่าระหว่างการอบรม และก่อนการอบรม ตามลำดับ</p> <p> </p> สรวีย์ ศิริพิลา ธันยนันท์ ศรีพันธ์ลม เอกชัย ค้าผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 49 60 สมรรถนะที่พึงประสงค์ของงานเลขานุการผู้บริหารระดับสูงมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/290223 <p> งานวิจัยเรื่องสมรรถนะที่พึงประสงค์ของเลขานุการผู้บริหารกรณีศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบและระดับความสำคัญของสมรรถนะที่พึงประสงค์ พร้อมทั้งเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของเลขานุการผู้บริหารระดับสูงมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม มีกลุ่มตัวอย่างและผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เป็นผู้บริหารระดับสูงขอมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จำนวน 16 ท่าน ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง ข้อมูลเชิงคุณภาพถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการตีความและการวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อระบุองค์ประกอบสมรรถนะที่สำคัญ ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /> ผลการศึกษาพบว่า องค์ประกอบสมรรถนะที่พึงประสงค์ของเลขานุการผู้บริหารระดับสูงประกอบด้วย สมรรถนะด้านความรู้ จำนวน 11 องค์ประกอบ สมรรถนะด้านทักษะ จำนวน 12 องค์ประกอบ และสมรรถนะด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล จำนวน 11 องค์ประกอบ โดยมีองค์ประกอบสมรรถนะด้านความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ด้านความสามารถในการรักษาความลับ และทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพมีค่าระดับความสำคัญสูงที่สุดสามลำดับแรก ข้อค้นพบที่ได้สามารถนำไปใช้ในการออกแบบหลักสูตรฝึกอบรม การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการกำหนดแนวทางการสรรหาและประเมินผลเลขานุการผู้บริหารในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการในยุคปัจจุบัน</p> มนทิพ ศรีแสง วันวิสา ชุติธรพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 61 75 การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอล รายการ FIVB Women's World Championships 2025 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/290801 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลกในประเทศไทย ใช้วิธีวิจัยแบบผสมวิธีแบบคู่ขนาน มี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 16 คน ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม ใช้การสุ่มแบบง่าย จำนวน 500 คน วิเคราะห์ข้อมูลในขั้นตอนที่ 1ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นตอนที่ 2 ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา ได้แก่ 1) ความคุ้มค่าเชิงนโยบายและงบประมาณ 2) โครงสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ 3) การพัฒนามรดกทางกีฬาและมิติทางสังคม 4) ความท้าทายและปัจจัยความสำเร็จ ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มี 4 ปัจจัย ได้แก่ ด้านสถานที่พัก ด้านการส่งเสริมเยาวชนให้ออกกำลังกายและเล่นกีฬา ด้านการซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขัน และด้านการท่องเที่ยว ซึ่งร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของผลกระทบทางเศรษฐกิจ (R<sup>2</sup>) ได้เท่ากับ 0.650 และพยากรณ์ได้ร้อยละ 63.5 (Adjust R<sup>2</sup>= 0.635) โดยเขียนเป็นสมการพยากรณ์ได้ ดังนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลกในประเทศไทย = 0.867+ 0.837 สถานที่พัก+ 0.384 การส่งเสริมเยาวชนให้ออกกำลังกายและเล่นกีฬา + 0.289 การซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขัน+ 0.275การท่องเที่ยว</p> <p> </p> กฤษฎา ปาณะเสรี พัชรมน รักษพลเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 76 88 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนขนาดเล็ก อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/290894 <p> งานวิจัยเรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนขนาดเล็ก อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนขนาดเล็ก อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 178 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยทางโรงเรียน ปัจจัยด้านตัวนักเรียน และทักษะชีวิตและอาชีพ ตรวจสอบความตรงด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน พบความสอดคล้องของวัตถุประสงค์รายข้อระหว่าง 0.67-1.00 ตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาช ดังนี้ ด้านครูผู้สอน ด้านสัมพันธ์ภาพระหว่างครูกับนักเรียน ด้านสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ปัจจัยด้านตัวนักเรียน และทักษะชีวิตและอาชีพ เท่ากับ 0.84, 0.87, 0.82, 0.75 และ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยทางโรงเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับสูง (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.36, S.D. = 0.61) <br />เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับสูง โดยด้านครูผู้สอนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.40, S.D. = 0.61) รองลงมาคือ ด้านสภาพแวดล้อมของโรงเรียน (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.37, S.D. = 0.64) และด้านสัมพันธ์ภาพระหว่างครูกับนักเรียน (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.32, S.D. = 0.72) สำหรับปัจจัยด้านตัวนักเรียน ได้แก่ แรงจูงใจต่อการเรียน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.03, S.D. = 0.68) ทักษะชีวิตและอาชีพในภาพรวมอยู่ในระดับสูง (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.24, S.D. = 0.62) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทักษะชีวิตและอาชีพ คือ ด้านสัมพันธ์ภาพระหว่างครูกับนักเรียน ปัจจัยตัวนักเรียน ด้านครูผู้สอน เพศ (ชาย) และด้านสภาพแวดล้อมของโรงเรียน สามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 86.90 (adj. R² = 0.869)</p> รวิ บัวด้วง บุญประจักษ์ จันทร์วิน คณิตา ขันธชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 89 100 รูปแบบของถ้อยคำแสดงความคิดเห็นที่ปรากฏในแอปพลิเคชันแคทชัพ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/287621 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบของถ้อยคำแสดงความคิดเห็นที่ใช้แสดงความคิดเห็นต้องการสื่อสารไปยังศิลปินในแอปพลิเคชัน Ketchup การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากข้อความแสดงความคิดเห็นของแฟนคลับที่มีต่อศิลปินวง BUS ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 รวมทั้งสิ้น 1,950 ข้อความ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์จากข้อความแสดงความคิดเห็นของแฟนคลับที่มีต่อศิลปินวง BUS รวมทั้งสิ้น 1,950 ข้อความ ตามแนวคิดวาทกรรมสื่อหลากรูปแบบของ Kress &amp; van Leeuwen (2006) ร่วมกับการวิเคราะห์องค์ประกอบ 3 ประเภท ได้แก่ ข้อความ สัญรูปหรืออีโมจิ และสติกเกอร์<br /> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบของถ้อยคำแสดงความคิดเห็นในแอปพลิเคชัน Ketchup จำแนกได้ 6 รูปแบบ ได้แก่ 1) ถ้อยคำแสดงความคิดเห็น 2) ถ้อยคำร่วมกับอีโมจิ 3) สติกเกอร์ 4) ถ้อยคำร่วมกับสติกเกอร์ 5) ถ้อยคำร่วมกับอีโมจิและสติกเกอร์ และ 6) อีโมจิ โดยรูปแบบถ้อยคำแสดงความคิดเห็นพบมากที่สุด และมีลักษณะย่อย เช่น การซ้ำพยัญชนะท้าย การซ้ำสระ การตัดคำ และการสร้างรูปคำเฉพาะเพื่อเน้นอารมณ์ความรู้สึก ทั้งนี้ การใช้ถ้อยคำสะท้อนความต้องการสื่อสารความรู้สึก ความชื่นชม และความใกล้ชิดต่อศิลปินอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน การใช้อีโมจิและสติกเกอร์ช่วยเสริมความหมายและอารมณ์ของข้อความให้เด่นชัดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพบการใช้ประโยคความเดียวมากที่สุด เพื่อสื่อความหมายอย่างกระชับและลดความซับซ้อนในการสื่อสาร งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นพลวัตของภาษาไทยในบริบทสื่อดิจิทัล และเป็นแนวทางในการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการแสดงความคิดเห็นในสื่อออนไลน์ประเภทอื่นต่อไป</p> อรรถพล ชูแก้ว สุดารัตน์ พงศ์ศรีเกิด อลิสา ปานชู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 101 115 ความต้องการของนักท่องเที่ยวในการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวที่มีอิทธิพล ต่อภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/288812 <p> แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาดที่สวยงามเป็นสิ่งดึงดูดใจสำคัญของนักท่องเที่ยว โดยประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวชายหาดในหลายภูมิภาค ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ซึ่งแต่ละพื้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติและกิจกรรมชายหาดที่หลากหลาย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการของนักท่องเที่ยวในการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และ 2) เพื่อศึกษาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวที่ชายหาดชะอำ จังหวัดเพชบุรี จำนวน 400 คนที่ได้มาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ความต้องการของนักท่องเที่ยวในการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.03, S.D. = .438) โดยนักท่องเที่ยวต้องการให้พัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวด้านสิ่งดึงดูดใจมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านความสามารถในการเข้าถึง ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านโปรแกรมการท่องเที่ยว และด้านกิจกรรม ตามลำดับ โดยด้านบริการสนับสนุนมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ผลการศึกษาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี พบว่า ศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว 3 ด้าน ได้แก่ โปรแกรมการท่องเที่ยว กิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพล<br />ต่อภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยโปรแกรมการท่องเที่ยวมีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวมากที่สุด (β = .213) รองลงมาคือด้านกิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวก ตามลำดับ</p> ทิพอาภา บุญคุ้ม นพรัตน์ บุญเพียรผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 116 125 การวิเคราะห์และกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์การบริหารจัดการการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/288529 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวคุณค่าสูงของจังหวัดภูเก็ต และ 2) กำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวกลุ่มพำนักระยะยาว เชิงสุขภาพ และนักเดินทางดิจิทัลของจังหวัดภูเก็ต แม้ภูเก็ตจะประสบความสำเร็จด้านปริมาณ แต่ยังขาดแนวทางวิเคราะห์ที่บูรณาการอุปสงค์ อุปทาน และขีดความสามารถเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัด งานวิจัยจึงเติมเต็มช่องว่างนี้ โดย “การท่องเที่ยวคุณค่าสูง” เน้นสร้างรายได้ต่อหัวสูงและขยายเวลาพำนักเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืน โดยใช้กรอบ GE Matrix ร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยภายใน (IFAS) และปัจจัยภายนอก (EFAS) ผ่านกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการจากผู้เกี่ยวข้อง 35 คนเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึก พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ กระบวนการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาจากข้อมูลดิบ (Data) สู่หัวเรื่อง (Topic) การจัดหมวดหมู่ (Category) การสังเคราะห์ประเด็นหลัก (Theme) และแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ (Concept) พร้อมแสดงการให้คะแนนประเมินศักยภาพและทิศทางเชิงยุทธศาสตร์จากกลุ่มตัวอย่าง ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดภูเก็ตมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวคุณค่าสูงในระดับสูง (IFAS = 3.73) และมีความน่าดึงดูดของอุตสาหกรรมในระดับสูง (EFAS = 3.71) ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมในการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวระดับสากล ผลการวิเคราะห์ผ่าน GE Matrix ชี้ว่าทิศทางยุทธศาสตร์ควรมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อการเติบโตและรักษาศักยภาพ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ ตลอดจนกลุ่มพำนักระยะยาวและนักเดินทางดิจิทัล ท่ามกลางข้อจำกัดด้านสาธารณูปโภค ความแออัด และสิ่งแวดล้อม งานวิจัยจึงเสนอให้ภาครัฐและเอกชนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบความปลอดภัย และกลไกความยั่งยืนเพื่อยกระดับภูเก็ตสู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณค่าสูง</p> ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ วิภาดา สมพงษ์ กิ่งกาญจน์ บันลือพืช สุรศักดิ์ ชูทอง อมรรัตน์ อำมาตเสนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 126 140 การพัฒนาจิตสาธารณะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ชุดนิทานพอดแคสต์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/290740 <p> งานวิจัย เรื่องการพัฒนาจิตสาธารณะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ชุดนิทานพอดแคสต์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพชุดนิทานพอดแคสต์ “ก๊วนป่วนเมือง” และ 2) เพื่อศึกษาพัฒนาการจิตสาธารณะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดนิทานพอดแคสต์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทำวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตบางนา จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม โดยเป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) และวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ ชุดนิทานพอดแคสต์จำนวน 8 หน่วยการเรียนรู้ และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านจิตสาธารณะของนักเรียน ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 10 สัปดาห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติวิเคราะห์ความแตกต่าง (t-test)<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) การตรวจสอบคุณภาพชุดนิทานพอดแคสต์ “ก๊วนป่วนเมือง” ผลปรากฏว่าทุกหน่วยการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ย ความเหมาะสมอยู่ที่ 4.50-5.00 (เหมาะสมมาก) 2) คะแนนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านจิตสาธารณะทั้ง 4 ด้าน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดนิทานพอดแคสต์ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 76.70 (S.D. = 8.61) หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดนิทานพอดแคสต์ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 94.17 (S.D. = 2.22) และมีค่า t -test เท่ากับ 12.44 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นักเรียนมีจิตสาธารณะหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดนิทานพอดแคสต์สูงกว่าก่อนได้รับ การจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> บุญญฤทธิ์ เจริญสลุง ทิพย์นที ญาณโสภณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 141 152 การประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวและปัจจัยความสำเร็จของการจัดการท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรมในวัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/290846 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) จังหวัดนครศรีธรรมราช และ 2) ศึกษาปัจจัยความสำเร็จของการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 30 ราย ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้บริหารหรือผู้แทนวัด ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่และสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกได้ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ร่วมกับ SWOT Analysis เพื่อจำแนกปัจจัยภายในและภายนอกและสังเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ ผลการวิจัยพบว่า ศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสามารถสังเคราะห์ได้ 4 มิติ ได้แก่ 1) ศักยภาพด้านทรัพยากรวัฒนธรรม 2) ศักยภาพด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน 3) ศักยภาพด้านการเข้าถึงและการให้บริการ และ 4) ศักยภาพด้านการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวโดยมีจุดเด่นจากทุนทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ความศรัทธา การมีส่วนร่วมของชุมชน การเข้าถึงพื้นที่ และการสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ ขณะที่ยังมีข้อจำกัดด้านการจัดระเบียบพื้นที่ บุคลากร ภาษา สิ่งอำนวยความสะดวก โครงสร้างการบริหาร และการรองรับนักท่องเที่ยว สำหรับปัจจัยความสำเร็จพบ 8 ด้าน ได้แก่ 1) การให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ โบราณสถาน ศิลปวัฒนธรรม และประเพณี 2) การคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตท้องถิ่น 3) การให้ความรู้แก่ผู้เกี่ยวข้อง 4) การอนุรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม 5) การสร้างความพึงพอใจแก่นักท่องเที่ยว 6) การคำนึงถึงขีดความสามารถรองรับและความสะอาด 7) ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ 8) การจัดการอย่างยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p> พัทธนันท์ อธิตัง เจษฎา นกน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 153 163 บทบาทของส่วนประสมทางการตลาดบริการต่อการตัดสินใจ เลือกใช้บริการธุรกิจคาเฟ่ ของผู้บริโภค Gen Z ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/288141 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ (7Ps) และการตัดสินใจเลือกใช้บริการคาเฟ่ของผู้บริโภค Gen Z ในจังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เปรียบเทียบการตัดสินใจเลือกใช้บริการและการรับรู้ปัจจัยด้านราคา จำแนกตามเพศ อายุ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ และ 4) วิเคราะห์ความสำคัญและผลการดำเนินงานด้วยเทคนิค IPMA เพื่อจัดลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภค Gen Zในจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีประสบการณ์ใช้บริการคาเฟ่ 400 คน ใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test, One-way ANOVA, Pearson’s Correlation และ Multiple Regression Analysis ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภค Gen Z รับรู้ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการทั้ง 7 ด้าน ในระดับมากที่สุด โดยด้านกระบวนการให้บริการมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านราคา ผู้บริโภคที่มีเพศและอายุต่างกันมีการตัดสินใจเลือกใช้บริการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และผู้บริโภคที่มีรายได้ต่างกันมีการรับรู้ปัจจัยด้านราคาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ผลการถดถอยพหุคูณพบว่า ด้านกระบวนการให้บริการ ลักษณะทางกายภาพ บุคลากร ช่องทางการจัดจำหน่าย และผลิตภัณฑ์ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนด้านราคาและการส่งเสริมการตลาดไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ โดยแบบจำลองอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 58.6 ผลวิเคราะห์ IPMA พบว่า ด้านกระบวนการให้บริการ ลักษณะทางกายภาพ และบุคลากรมีความสำคัญและผลการดำเนินงานสูง ด้านราคาอยู่ในกลุ่มผลการดำเนินงานสูงแต่ความสำคัญต่ำ สะท้อนว่าปัจจัยเชิงประสบการณ์มีบทบาทต่อการตัดสินใจมากกว่าเชิงธุรกรรม</p> วชิรวิทย์ บัวขาว เกรียงไกร ทับทิมเมือง สหรัฐ มะตะพันธ์ พิมพา ช่วยจันทร์ มนทิรา สังข์ทอง นรินทร อิ่มใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 164 176 การออกแบบต้นแบบบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลอบแห้งจากอัตลักษณ์ชุมชนกรณีศึกษาชุมชนประมงพื้นบ้าน อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/290931 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนมุสลิมและวิถีประมงพื้นบ้าน อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) ศึกษาความต้องการของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลอบแห้ง และ 3) ออกแบบต้นแบบบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลอบแห้งจากอัตลักษณ์ชุมชน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงประยุกต์โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ผู้เข้าร่วมการวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นตัวแทนชุมชนและสมาชิกสมาคมประมงพื้นบ้านหัวไทร จำนวน 10 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ จำนวน 50 คน คัดเลือกแบบสะดวก เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) อัตลักษณ์สำคัญของชุมชนประกอบด้วยวิถีประมงพื้นบ้านเชิงอนุรักษ์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมมุสลิม ภูมิปัญญาการแปรรูปอาหารทะเล และแนวคิดการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมที่นำผลประโยชน์กลับคืนสู่การอนุรักษ์ทรัพยากร การศึกษา และการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นฐานอัตลักษณ์แบรนด์ “ซีเล” 2) กลุ่มตัวอย่างวิจัยครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการแสดงข้อมูลกรรมวิธีการผลิตมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.27, S.D. = 0.55) และกรรมวิธีการผลิตยังเป็นปัจจัยที่ได้รับการเลือกมากที่สุดในการตัดสินใจซื้อ (ร้อยละ 48.00) และ 3) การออกแบบต้นแบบบรรจุภัณฑ์เกิดจากการสังเคราะห์อัตลักษณ์ชุมชนร่วมกับความต้องการของผู้บริโภค โดยถ่ายทอดองค์ประกอบจากทะเล เรือประมงพื้นบ้าน สถาปัตยกรรมมัสยิด และวิถีชีวิตชุมชนมุสลิมเป็นองค์ประกอบทางกราฟิก ควบคู่กับการจัดลำดับข้อมูลผลิตภัณฑ์และการสื่อสารคุณค่าของธุรกิจเพื่อสังคม ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า กระบวนการสังเคราะห์อัตลักษณ์ชุมชนร่วมกับความต้องการของผู้บริโภคสามารถใช้เป็นกรอบในการกำหนดองค์ประกอบและข้อกำหนดการออกแบบต้นแบบบรรจุภัณฑ์ที่สะท้อนแหล่งกำเนิด วิถีชีวิต และคุณค่าของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> อัจฉรสิริ อนุมณี ณปภัช จันทร์เมือง อมรรัตน์ ชวลิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 177 190 ความมั่นใจในตนเองและความวิตกกังวลของนักศึกษา ในการพูดนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษผ่านการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/291028 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความมั่นใจในตนเองและความวิตกกังวลในการพูดนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษของนักศึกษา 2) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อกิจกรรมการพูดนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ และ 3) ผลการสะท้อนคิดของนักศึกษาหลังเข้าร่วมกิจกรรมการพูดนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานในรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน จำนวน 48 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสะท้อนการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงประเด็น ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษามีความมั่นใจในตนเองโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 3.89, S.D. = 0.87) โดยมีความมั่นใจในตนเองสูงสุดเมื่อนำเสนอผ่านวิดีโอ ส่งผ่าน Google Classroom (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.25, S.D. = 0.84) ในขณะที่มีความวิตกกังวลโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 3.22, S.D. = 1.23) 2) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการพูดนำเสนอโครงงานในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 3.98, S.D. = 0.91) โดยกิจกรรมมีประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะการนำเสนอสูงสุด (<img src="https://latex.codecogs.com/gif.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" /> = 4.19, S.D. = 0.87) (3) ผลการสะท้อนการเรียนรู้พบว่านักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะภาษา ทักษะดิจิทัล และทักษะการทำงานร่วมกัน</p> วันวิสา แก้วสกุล เบญจพร ชนะกุล ทิพวรรณ ทองขุนดำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 191 202 Differential Effects of Intrinsic and Extrinsic Motivation on Multidimensional Employee Performance in a Chinese Manufacturing Firm https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/289011 <p> This study investigated the effects of intrinsic and extrinsic motivation on multidimensional employee performance in a Chinese manufacturing firm. Data were collected from 129 employees of Hebei Jinqiao Cable Co., Ltd. using a structured questionnaire and analyzed through descriptive statistics and multiple regression analysis. Both intrinsic and extrinsic motivation significantly influenced overall employee performance, with intrinsic motivation demonstrating a stronger effect than extrinsic motivation. At the dimensional level, task performance was significantly predicted by achievement, recognition, compensation, and working conditions. Contextual performance was primarily driven by responsibility and achievement, whereas adaptive performance depended on responsibility and employment relationships. These findings demonstrate that motivational factors do not affect all dimensions of employee performance in the same way. The study highlights the need for manufacturing organizations to adopt targeted motivation strategies that align with specific performance outcomes rather than relying on a single, generalized approach.</p> Guizhi Zhang Chattayaporn Samerjai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2 203 215 ผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมดนตรีประกอบการเคลื่อนไหว ที่มีต่อทักษะความคิดยืดหยุ่นของเด็กปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/290275 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมดนตรีประกอบการเคลื่อนไหวที่มีต่อทักษะความคิดยืดหยุ่นของเด็กปฐมวัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เด็กปฐมวัย อายุ 4–5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตบางนา จำนวน 27 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมดนตรีประกอบการเคลื่อนไหว จำนวน 24 แผน แบบประเมินทักษะความคิดยืดหยุ่นผ่าน การเคลื่อนไหวร่างกายประกอบอุปกรณ์ และแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์<br />เชิงเนื้อหา ซึ่งแบบประเมินทักษะความคิดยืดหยุ่นผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบอุปกรณ์มีค่า IOC ระหว่าง 0.66-1.00 พบว่าแบบประเมินมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และองค์ประกอบของทักษะความคิดยืดหยุ่นและมีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้<br /> ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมดนตรีประกอบการเคลื่อนไหวมีคะแนนทักษะความคิดยืดหยุ่นโดยรวมหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.11 (S.D. = 0.93) สูงกว่าก่อนทดลอง ผลการสังเกตพฤติกรรมระหว่างการจัดกิจกรรมพบว่า เด็กสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวให้สอดคล้องกับจังหวะดนตรีและเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม มีความสามารถในการปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ คิดค้นวิธีการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย และเลือกใช้วิธีการแก้ปัญหาได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น<br /> ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า กิจกรรมดนตรีประกอบการเคลื่อนไหวเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการส่งเสริมทักษะความคิดยืดหยุ่นของเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะการพัฒนาความสามารถในการปรับตัว การคิดสร้างสรรค์ และ การแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสม</p> พนิตนาฏ เพชรสวัสดิ์ รัชฎาภร ศรีกาญจนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 2 216 227 Artificial Intelligence in English Language Teaching and Learning in ASEAN Higher Education: A Systematic Literature Review (2021–2025) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/291218 <p> Even though AI tools are being increasingly utilized in English language education within the ASEAN higher education context, the region remains an underexplored focus of research, particularly in terms of PRISMA-grade literature reviews, which remain scarce. This systematic literature review aimed to: 1) examine the research methods and bibliometric data of empirical studies on artificial intelligence (AI) use in ASEAN higher education English language learning published from 2021-2025; 2) synthesize findings about reported learning gains and concerns; and 3) identify the conditions that mediate outcomes and describe remaining research gaps.<br /> This research searched two databases, Scopus and ThaiJO, to identify relevant studies. Scopus returned 692 studies, and ThaiJO returned 998, for a total of 1,690 potential studies. Initial rounds of screening based on the title, abstract, and inclusion and exclusion criteria yielded 150 studies. Full-text screening resulted in a corpus of 128 studies. Descriptive bibliometric analysis was used to address Objective 1. Thematic synthesis, framed by the Technology Acceptance Model (TAM) and Vygotsky’s Sociocultural Theory, was then employed using dual coding to generate interpretative themes to address Objectives 2 and 3.<br /> Approximately 70% of studies were published in 2025 alone, with 121 studies (95%) reporting gains and 60 (47%) raising concerns. Indonesia, Thailand, and Vietnam accounted for 98 studies (77%). Key findings indicated a paucity of research concerning teacher readiness, AI literacy, and receptive language skills. Additionally, only five multi-ASEAN studies were included, limiting regional generalizations. At the instructional level, learning gains were most supported when AI was utilized as a tool within a structured pedagogical framework, while teacher readiness should be addressed to support English language learning at the institutional level. Further studies are needed to close research gaps and increase regional applications. </p> Bradley Opatz Wasin Praditsilp ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 2 228 242 Farmer Typologies and Quality of Life: A Cluster Analysis of Farmers in Nakhon Si Thammarat, Thailand https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/291476 <p> This study aimed to identify farmer typologies based on demographic, socioeconomic, agricultural, family, and digital characteristics using the K-prototypes clustering algorithm, compare multidimensional quality of life (QoL) among the identified farmer typologies, and characterize the identified typologies and discuss their implications for targeted rural development and QoL improvement strategies. A cross-sectional study was conducted among 311 farmers randomly selected from 1,395 farming households in Na San Subdistrict, Phra Phrom District, Nakhon Si Thammarat Province, Thailand. Farmer typologies were identified using the K-prototypes clustering algorithm based on demographic, socioeconomic, agricultural, household, and digital characteristics. The optimal clustering solution was determined using the average silhouette coefficient, Davies–Bouldin index, cluster interpretability, and bootstrap stability analysis. Differences in QoL among the identified typologies were examined using one-way analysis of variance (ANOVA), followed by Tukey's honestly significant difference (HSD) post hoc test. Three distinct farmer typologies were identified: Traditional Farmers with Limited Digital Inclusion (32.48%), Intermediate Farmers with Moderate Digital Inclusion (41.80%), and Digitally Connected Progressive Farmers (25.72%). Significant differences in QoL were observed across all domains and the overall QoL score (all p &lt; .001), with Digitally Connected Progressive Farmers consistently reporting the highest QoL and Traditional Farmers with Limited Digital Inclusion reporting the lowest. These findings indicate that farmer typologies characterized by multidimensional demographic, socioeconomic, agricultural, household, and digital characteristics are associated with variations in QoL. The study extends current knowledge by demonstrating the value of multidimensional farmer typologies for understanding heterogeneity among farmers and providing evidence to inform typology-based strategies that support digital inclusion and promote inclusive rural development. Because this study employed a cross-sectional design, the observed associations should not be interpreted as evidence of causal relationships.</p> Yodfah Ratmanee Norreenee Tawa Jittima Damrongwattana ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 2 243 258 บทบรรณาธิการ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/292373 ศิรินันท์ พันธรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 18 2