วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot
<p><strong>วารสารนาคบุตรปริทรรศน์</strong> เป็นวารสารวิชาการที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพ<strong>ในลักษณะของบทความวิจัยและบทความวิชาการในสาขาวิชาการศึกษา (การวัดและประเมินผล หลักสูตรและการสอน การบริหารการศึกษา) มนุษยศาสตร์ (ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น วรรณกรรม ปรัชญาและศาสนา) และสังคมศาสตร์ประยุกต์ (การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค การบริหารจัดการองค์กรและกลยุทธ์ การจัดการการท่องเที่ยว)</strong> ของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชและบุคคลทั่วไป โดยทุกบทความมีการพิจารณา<strong>กลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมาจากหลากหลายสถาบัน และมิได้อยู่สังกัดเดียวกันกับผู้เขียนบทความ รวมจำนวน 3 ท่านต่อบทความ โดยประเมินแบบ Double blind peer-reviewed </strong></p> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับพิจารณา</strong> <br />รับตีพิมพ์ผลงาน จำนวน 2 ประเภท <br />ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ คือ<br />1. บทความวิจัย <br />2. บทความวิชาการ<br /><br /></p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่แบบออนไลน์ ISSN 3027-7779 (Online) ปีละ 3 ฉบับ ฉบับละ 20 บทความ ดังนี้</strong></p> <p>ฉบับที่ 1 : มกราคม – เมษายน<br />ฉบับที่ 2 : พฤษภาคม – สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 : กันยายน – ธันวาคม</p> <p><strong>การนำส่งบทความ</strong></p> <p>กำหนดส่งบทความวิจัย / บทความวิชาการเพื่อประกอบการพิจารณาในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์ และในรูปแบบไฟล์ PDF จำนวน 1 ไฟล์</p> <p><strong> ดาวน์โหลดไฟล์เพื่อจัดทำต้นฉบับ</strong></p> <ul> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1PNJV_7cs0KncknPukrqypZ5tJ0HE-VmW/edit">รูปแบบการจัดทำต้นฉบับบทความวิจัย</a></li> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1wyuahUb02y-WLeWFw5keeC-Pqj3JxB0R/edit">รูปแบบการจัดทำต้นฉบับบทความวิชาการ</a></li> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/12E45z3lLLqkgH2UoU-vY9dMMDnqZx_Om/edit">หลักเกณฑ์การเขียนบทความ</a></li> </ul> <p><strong>หากบทความไม่เป็นไปตามรูปแบบและหลักเกณฑ์การจัดทำต้นฉบับตามที่วารสารกำหนด วารสารจะปฏิเสธการพิจารณาบทความทันที</strong></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong></p> <table> <tbody> <tr> <td width="312"> <p>เจ้าของผลงาน</p> </td> <td width="290"> <p>ค่าธรรมเนียม (บาท)**</p> </td> </tr> <tr> <td width="312"> <p>บุคลากรภายใน*</p> </td> <td width="290"> <p>3,500</p> </td> </tr> <tr> <td width="312"> <p>บุคลากรภายนอก</p> </td> <td width="290"> <p>4,000</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> *บุคคลภายใน คือ คณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชซึ่งต้องเป็นชื่อแรกของบทความเท่านั้น (กรณีที่เป็นชื่อแรกแต่ใช้ต้นสังกัดของสถานศึกษาอื่นซึ่งไม่ใช่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช สืบเนื่องจากผลงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของผลิตจากการศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยอื่น จะถือเป็นบุคคลภายนอกเช่นกัน)</p> <p> **ตามประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เรื่องหลักเกณฑ์ อัตราค่าธรรมเนียม และอัตราค่าตอบแทนเกี่ยวกับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความในวารสารของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช พ.ศ.2565 ประกาศ ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2565</p> <p><strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ<br /></strong>เรียกเก็บเมื่อบทความของท่าน “ผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการ และพร้อมที่จะส่งต่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ประเมินคุณภาพของบทความ” ในลำดับต่อไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานจะแจ้งให้ท่านทราบก่อนเรียกเก็บค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>ช่องทางชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong></p> <p>กรุณาชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความผ่านทางบัญชีธนาคาร<br />กรุงไทย สาขาตลาดหัวอิฐ <br />ชื่อบัญชี : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช <br />เลขที่บัญชี : 816-1-03765-5 **เท่านั้น**</p> <p>(ส่งหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียนการตีพิมพ์ไปยังอีเมล <a href="mailto:narkbhutnstru@gmail.com">narkbhutnstru@gmail.com</a>)</p> <p> * หมายเหตุ:<br /> การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ “ไม่ได้รับรองว่าว่าบทความของท่านจะได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารนาคบุตรปริทรรศน์” เนื่องจากบทความจะต้องผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน และบรรณาธิการก่อน จึงจะสามารถแจ้งผลการพิจารณาว่า ให้สามารถลงตีพิมพ์เผยแพร่ได้หรือไม่ ทั้งนี้ หากบทความของท่าน “ถูกปฏิเสธการตีพิมพ์จากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบรรณาธิการ” ทางวารสารจะ<em>ไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมทุกกรณี</em> (เนื่องจากค่าธรรมเนียมที่ท่านชำระ จะเป็นค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิที่ประเมินบทความของท่าน) จึงขอให้ท่านรับทราบ ก่อนการส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์</p>
สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
th-TH
วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
3027-7779
-
กลยุทธ์การพัฒนารูปแบบธุรกิจที่พักประเภทแกลมปิ้ง สู่ความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/276404
<p> บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกลยุทธ์เพื่อการพัฒนารูปแบบธุรกิจที่พักประเภทแกลมปิ้งสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล นำเสนอแนวคิดด้วยการวิเคราะห์องค์ความรู้ด้านกลยุทธ์ในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันเชื่อมโยงกับการบริการในธุรกิจที่พักประเภทแกลมปิ้ง ประกอบด้วย 1) การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน 2) การสร้างความแตกต่างทางผลิตภัณฑ์ 3) การจัดการประสบการณ์ผู้รับบริการ 4) การสร้างมูลค่าเพิ่ม และ 5) การสร้างการรับรู้คุณค่า ทั้งหมดเป็นเครื่องมือทางธุรกิจในการกำหนดกลยุทธ์ เพื่อยกระดับการบริการของธุรกิจที่พักประเภทแกลมปิ้งที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย ให้สามารถตอบโจทย์แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และแผนพัฒนาการท่องเที่ยวในระดับประเทศอย่างครอบคลุม เพื่อให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมีความรู้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง สามารถเลือกวิธีการที่เหมาะสมเพื่อจัดการธุรกิจของตนได้ เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล</p>
วันวิสาข์ พลอย อินสว่าง
ระชานนท์ ทวีผล
พิทักษ์ ศิริวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
32
41
-
กลยุทธ์การบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์ของธุรกิจร้านอาหาร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/275593
<p><strong> </strong>สถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้สร้าง แรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อธุรกิจร้านอาหารในหลายมิติ ได้แก่ การแข่งขันทางการตลาด เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และนโยบายกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดช่องว่างเชิงกลยุทธ์ในการบริหารจัดการร้านอาหาร ที่ธุรกิจหลายแห่งยังไม่ได้พัฒนาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ปัญหาที่ธุรกิจร้านอาหารเผชิญ ได้แก่ ต้นทุนที่เพิ่มสูง ค่าเช่า และวัตถุดิบยังคงเพิ่มขึ้น การแข่งขันรุนแรงและช่องทางจำหน่ายใหม่ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยั่งยืน สุขภาพ และประสบการณ์มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารต้องปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ธุรกิจร้านอาหารจึงต้องมีกลยุทธ์การบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์ที่กำหนดทิศทางและตัดสินใจในการจัดการธุรกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ได้แก่ การพัฒนาทีมอย่างชาญฉลาด การส่งเสริมศักยภาพความเป็นผู้นำ การจัดการทรัพยากรที่เป็นเลิศ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการบริการและการส่งเสริมความเป็นนวัตกรที่เป็นกลยุทธ์ของธุรกิจในการสร้างแนวทางปฏิบัติที่ดีนำมาสู่ความสำเร็จของธุรกิจได้อย่างยั่งยืน</p>
จันทร์จิรา ฉัตราวานิช
วิโรจน์ เจษฎาลักษณ์
สวรรยา ธรรมอภิพล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
143
154
-
ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง ที่มีต่อทักษะการพูดภาษาจีนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/258239
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาจีนระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง 2) เปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาจีนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ และ 3) เปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาจีนหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองและการจัดการเรียนรู้แบบปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองหว้า (ชมายนุกูล) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 60 คน เป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้อง 30 คน และกลุ่มควบคุม 1 ห้อง 30 คน จากทั้งหมด 4 ห้อง จำนวน 174 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีนโดยใช้สถานการณ์จำลอง แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีนแบบปกติ และแบบทดสอบวัดทักษะการพูดภาษาจีน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองมีทักษะการพูดภาษาจีน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้แบบปกติมีทักษะการพูดภาษาจีนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3) นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองมีทักษะการพูดภาษาจีนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
กาญจนาพร พริกเล็ก
อารี สาริปา
กุสุมา ใจสบาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
1
10
-
รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/271224
<p> การวิจัยเรื่องรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Method) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบและวิธีการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) สร้างและพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัล<br />เชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ตรวจสอบและยืนยันรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 226 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินองค์ประกอบรูปแบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและยืนยัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลเชิงกลยุทธ์ ของผู้บริหารสถานศึกษามี 10 องค์ประกอบ คือ การมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล ความเป็นเลิศในการปฏิบัติอย่างมืออาชีพ การจัดการดิจิทัล การเป็นพลเมืองดิจิทัล การคิดอย่างมีกลยุทธ์ทางดิจิทัล การกำหนดกลยุทธ์ทางดิจิทัล การปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางดิจิทัล และการกำหนดวิสัยทัศน์ดิจิทัล 2) รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ DSL Model ประกอบด้วยวิธีการพัฒนา 5 วิธี คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการ การระดมความคิด การสอนงาน การศึกษาดูงาน และการสัมมนา ดำเนินรูปแบบผ่านกระบวนการ STAR มีการขับเคลื่อนบนหลักการบริหารแบบธรรมาภิบาล หลักความต่อเนื่อง และหลักความยั่งยืน 3) การตรวจสอบและยืนยันรูปแบบ พบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ มีความสอดคล้อง และความเป็นประโยชน์ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</p>
พิเชษฐ์ สกุณา
วีระยุทธ ชาตะกาญจน์
ปรัชญนันท์ นิลสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
11
20
-
กลไกความร่วมมือ ขับเคลื่อน ตำบลทุ่งใส อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช สู่การเป็นตลาดสินค้าชุมชน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/276043
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบทและประเมินศักยภาพของพื้นที่ สู่การสร้างตลาดสินค้าชุมชน เทศบาลตำบลทุ่งใส 2) เพื่อสร้างและพัฒนากลไก ความร่วมมือและรูปแบบการขับเคลื่อนเทศบาลตำบลทุ่งใสสู่การเป็นตลาดสินค้าชุมชน วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรเทศบาลตำบลทุ่งใส ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ตำบลทุ่งใส เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม จำนวน 362 ราย ผู้ให้ข้อมูลหลักสัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม จำนวน 25 ราย แล้วนำมาวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความคิดเห็นในการจัดตลาดเป็นรูปแบบตลาดนัดชุมชน บริเวณหัวท่า ซึ่งเดิมเป็นตลาดเก่าซื้อขายและแลกเปลี่ยนสินค้าในชุมชน พื้นที่ตำบลทุ่งใสมีทรัพยากรที่แตกต่างกัน การดำเนินชีวิตในพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง จึงมีการเสนอให้ประชาชนสามารถแลกเปลี่ยนสินค้าได้ในบริเวณพื้นที่ตลาดนัด เพื่อส่งเสริมวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ในชุมชน 2) การสร้างและพัฒนากลไกความร่วมมือและรูปแบบการขับเคลื่อนเทศบาลตำบลทุ่งใส สู่การเป็นตลาดสินค้าชุมชนสู่ความยั่งยืน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเป็น 4.72 พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นด้านหลักการความร่วมมือและด้านโครงสร้างและกลไกความร่วมมือมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเป็น 4.73 การกำหนดนโยบาย กติกานำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อดำเนินการจัดการตลาดโดยชุมชน แต่ต้องได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากเทศบาลตำบลทุ่งใส เนื่องจากเทศบาลมีกำลังบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และเป็นที่ปรึกษาแก่ประชาชนในการขับเคลื่อนตลาดชุมชนสู่ความยั่งยืน</p>
สาวิมล รอดเจริญ
พิมพ์ลภัส จิตต์ธรรม
เบญจพร จันทรโคตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
21
31
-
The Influence of Online Marketing Communication on Perceived Value of Cultural Tourism at Wat Pa Lelai Worawihan, Suphan Buri Province, Thailand
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/281324
<p> This study aimed to (1) analyze tourists’ awareness of marketing communication strategies, (2) assess tourists’ perceived value of cultural tourism, and (3) examine how each marketing communication factor influenced perceived cultural tourism value at Wat Pa Lelai Worawihan, Suphan Buri Province. Quantitative data from 447 tourists were analyzed using descriptive statistics, Pearson correlation, and multiple regression.</p> <p> Results showed high awareness of marketing communication, especially online marketing, advertising, and public relations. Perceived value was also high, with spiritual value rated highest. Regression results indicated that online marketing had the strongest influence on perceived value, followed by sales promotion, direct marketing, and advertising, while public relations had no significant effect. The model explained 83.7% of the variance in perceived value, emphasizing that interactive online communication enhances tourists’ perceived cultural tourism value. It is recommended that temple administrators and local tourism agencies prioritize digital content creation, active social media engagement, and continuous online storytelling to deepen visitors’ emotional connections and promote sustainable cultural tourism development.</p>
Pisal Buppavong
Chattayaporn Samerjai
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
42
53
-
การศึกษาอัตลักษณ์และการออกแบบแบรนด์เพื่อการสื่อสารการท่องเที่ยวทางราง วิถีถิ่นเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/275206
<p> บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์วิถีถิ่นเขาหลวงสำหรับการออกแบบแบรนด์การท่องเที่ยวทางราง จังหวัดนครศรีธรรมราช และออกแบบแบรนด์การท่องเที่ยวทางรางวิถีถิ่นเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช งานวิจัยนี้ดำเนินการวิจัยแบบมีส่วนร่วม ใช้เทคนิควิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม จากผู้ให้ข้อมูลที่คัดเลือกแบบเจาะจง คัดเลือกจากผู้ที่อยู่ในพื้นที่ในรัศมี 10 กิโลเมตร จากสถานีรถไฟ 5 สถานี จำนวน 40 คน ประกอบด้วย ภาคประชาชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและนักวิชาการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างที่ผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องของเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาด้วยวิธีการวิเคราะห์สรุปอุปนัย </p> <p> ผลการวิจัย 1) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล พบว่า วิถีถิ่นเขาหลวงในรัศมี 10 กิโลเมตร จากสถานีรถไฟทั้ง 5 สถานี ได้แก่ สถานีชุมทางทุ่งสง สถานีรถไฟนาบอน สถานีรถไฟคลองจันดี สถานีรถไฟฉวาง สถานีรถไฟทานพอ มีความเป็นอัตลักษณ์วิถีถิ่นเขาหลวงที่โดดเด่นในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น เขาศูนย์ น้ำตกหนานโจน แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เช่น อาคารเก่าสยามกัมมาจล ศาลเจ้าซำปอกง ย่านชุมชนคนจีนนาบอน แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เช่น ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ชุมชนพรุอาใจ อุทยานแห่งชาติเขาหลวง และพบว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องสำหรับการออกแบบแบรนด์การท่องเที่ยวทางราง ประกอบด้วย ชื่อแบรนด์การท่องเที่ยวทางรางวิถีถิ่นเขาหลวง มาสคอตที่เป็นสัญลักษณ์รถไฟหรือสัตว์นำโชค ใช้สีแดงแทนรถไฟ สีเขียวแทนความเป็นธรรมชาติ สีทองแทนพระพุทธศาสนา 2) นำข้อมูลจากการสังเคราะห์มาออกแบบแบรนด์การท่องเที่ยวทางรางโดยสื่อสารผ่าน 3 รูปแบบ ได้แก่ โลโก้ มาสคอต และภาพกราฟิก</p>
นุชนารถ กฤษณรมย์
อุทุมพร ศรีโยม
พรศิลป์ บัวงาม
สุภาวดี พรหมมา
ปัญจพร เกื้อนุ้ย
ประกอบ ใจมั่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
54
65
-
การพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจของผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการบริหารจัดการทางบัญชี กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนผู้ประกอบการปลาใส่อวน จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/274423
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนผู้ประกอบการปลาใส่อวนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และ 2) เพื่อเปรียบเทียบขีดความสามารถทางธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนผู้ประกอบการปลาใส่อวนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก่อนและหลังเข้ารับการอบรมในโครงการวิจัย ใช้การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Design) มีแบบแผนรูปแบบการวิจัย คือ แบบศึกษากลุ่มเดียววัดก่อน-หลังการทดลอง (The One-Group Pretest-Posttest Design) ประชากร คือ กลุ่มผู้ประกอบการปลาใส่อวนในจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีรายชื่อขึ้นทะเบียนอยู่ในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของกรมส่งเสริมการเกษตร หรือกลุ่ม OTOP มีรายชื่อขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาชุมชน วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง มีกลุ่มตัวอย่าง 5 กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในการพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการปลาใส่อวนนั้น คณะผู้วิจัยเริ่มต้นด้วยการประเมินขีดความสามารถเดิมและพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ขาดทักษะการจดบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายรวมถึงความสามารถทางธุรกิจอื่น ๆ <br />จึงได้ดำเนินการอบรมให้กับผู้ประกอบการและมีการนำ Financial App ไปให้ผู้ประกอบการใช้บันทึกข้อมูลได้สะดวกขึ้น ผลการวิจัย พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมสามารถวิเคราะห์การดำเนินธุรกิจของตนได้ เห็นความสำคัญของการจดบันทึกและการทำบัญชีรายรับรายจ่ายของธุรกิจ มีการจดบันทึกข้อมูล จากการติดตาม ทุกกลุ่มมีผลประกอบการที่ดีขึ้นทั้งในด้านงบดุล รายได้ และกำไรสุทธิ เมื่อวิเคราะห์ทางสถิติพบว่า ผู้ประกอบการที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีรายได้เฉลี่ยหลังเข้ารับการอบรมทักษะสูงกว่ารายได้เฉลี่ยก่อนเข้ารับการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)</p>
สอางเนตร ทินนาม
ศณัทชา ธีระชุนห์
ฐิติมา บูรณวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
66
77
-
การศึกษาความคิดเห็นและการยอมรับโรงพยาบาลเสมือนจริง ของผู้ใช้บริการโรงพยาบาลในภาคใต้ของประเทศไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/280241
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นและการยอมรับโรงพยาบาลเสมือนจริงของผู้ใช้บริการในภาคใต้ของประเทศไทย ในฐานะทางเลือกบริการสุขภาพในยุคดิจิทัล เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ใช้บริการโรงพยาบาลในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยจำนวน 400 คน จากโรงพยาบาล 13 แห่ง ใน 4 จังหวัดภาคใต้ ใช้วิธีการได้ตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (DescriptiveStatistics) ผลการศึกษาพบว่า ความคิดเห็นโดยรวมต่อการใช้บริการโรงพยาบาลอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีความคิดเห็นเชิงลบต่อความแออัดและระยะเวลารอรับบริการในระดับมาก ขณะที่มีความคิดเห็นเชิงบวกสูงสุดต่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายของสถานที่รับบริการ สำหรับการยอมรับต่อโรงพยาบาลเสมือนจริง พบว่าประชาชนให้ความสำคัญในแง่ผลดีในระดับมากที่สุด ได้แก่ การไม่ต้องเสียเวลาเดินทางและการลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ส่วนผลเสียคือ ข้อจำกัดในการตรวจอาการซับซ้อนที่ต้องอาศัยการสัมผัสโดยตรง และการไม่สามารถรักษาอาการฉุกเฉินได้ อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 80 ของผู้ใช้บริการรับรู้ถึงประโยชน์ของโรงพยาบาลเสมือนจริง มีการยอมรับการใช้บริการโรงพยาบาลเสมือนจริง เพราะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรพัฒนาระบบให้ครอบคลุมกลุ่มประชากรที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี ควรมีการคัดแยกประเภทผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการใช้บริการโรงพยาบาลเสมือนจริงโดยพิจารณาถึงระดับความเร่งด่วนของอาการป่วย และเพิ่มความพร้อมด้านเทคโนโลยีการสื่อสารให้ครอบคลุม</p>
อรจิตร ไชยลิขิต
ณปภัช จันทร์เมือง
ศศิลปกรณ์ สาริขา
เปมิกา แซ่เตียว
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
78
86
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร กับการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/283321
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารกับการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 จำนวน 327 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นที่ .975 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การกำหนดกลยุทธ์ รองลงมา คือ การกำหนดวิสัยทัศน์ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ การควบคุมและประเมินกลยุทธ์ 2) การบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของสถานศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด คือ การบริหารทางการเงินและการควบคุมงบประมาณ การจัดระบบจัดซื้อจัดจ้าง และการวางแผนงบประมาณ <br />ด้านที่อยู่ในระดับมาก คือ การตรวจสอบภายใน การคำนวณต้นทุนผลผลิต การรายงานทางการเงินและผลการดำเนินการ และการบริหารสินทรัพย์ 3) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง กับการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของสถานศึกษา อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 โดยมีความสัมพันธ์เรียงลำดับจากมากไปน้อย 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านการคิดเชิงปฏิวัติเพื่อการเปลี่ยนแปลงกับด้านการวางแผนงบประมาณ ด้านการกำหนดกลยุทธ์กับด้านการวางแผนงบประมาณ และด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์กับด้านการรายงานทางการเงินและผลการดำเนินการ ตามลำดับ</p>
สุนทรี วรรณไพเราะ
ขนิษฐา แดงเปีย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
87
97
-
การพยากรณ์อัตราการว่างงานในประเทศจีนด้วยเทคนนิคอนุกรมเวลา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/283629
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการพยากรณ์อัตราการว่างงานในประเทศจีน และเปรียบเทียบความแม่นยำของเทคนิคการพยากรณ์แบบอนุกรมเวลา จำนวน 6 วิธี ได้แก่ วิธีวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis) วิธีแยกส่วนประกอบ (Decomposition) วิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (Moving Average) วิธีการปรับเรียบแบบ<br />เอกซ์โปเนนเชียล (Single Exponential Smoothing) วิธีการเปรียบเทียบแบบเอกซ์โปเนนเชียลซ้ำสองครั้ง (Double Exponential Smoothing) และวิธีของวินเทอร์ (Winter’s Method) ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ประกอบด้วยอัตราการว่างงานรายเดือนในเขตเมืองของประเทศจีน ตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 2020 ถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 2024 รวมจำนวน 60 ค่า โดยใช้โปรแกรม Minitab 16 เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ และประเมินความแม่นยำของแบบจำลองด้วยเกณฑ์ ค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAPE) ผลการวิจัยพบว่า วิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับข้อมูลชุดนี้ คือ วิธีของวินเทอร์ เนื่องจากให้ค่า MAPE ต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอื่นๆ ที่ใช้ในการศึกษา</p>
เริ่น กั๋วเซียง
นภาวรรณ เนตรประดิษฐ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
98
109
-
ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช: ชุดภาพเล่าเรื่องสื่อสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรม
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/275715
<p> งานวิจัยเรื่องตำนานเมืองนครศรีธรรมราช: ชุดภาพเล่าเรื่องสื่อสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาตำนานเมืองนครศรีธรรมราชที่มีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรม 2) สร้างสื่อตำนานชุดการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรม จังหวัดนครศรีธรรมราช และ 3) ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านสื่อสร้างสรรค์ชุดภาพเล่าเรื่องเมืองนครศรีธรรมราชในรูปแบบ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยการสังเกต การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่มจากปราชญ์ท้องถิ่นและผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 16 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แนวคิด การส่งเสริมการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม และทฤษฎีการแพร่กระจายทางศิลปะและวัฒนธรรม สรุปผลโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชมีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมมาอย่างยาวนานที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ได้มีการถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่าในลักษณะมุขปาถะมากมายรวมทั้งมีปรากฏในตำราต่าง ๆ โดยเฉพาะได้ปรากฎในพระนิพพานโสตร ผู้วิจัยได้นำตำนานเมืองนครศรีธรรมราชมาสร้างสรรค์ให้เกิดการเรียนรู้ ชุดภาพเล่าเรื่องเมืองนครศรีธรรมราชโดยนำเสนอในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)ซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ที่สามารถสื่อองค์ความรู้แก่บุคคลทั่วไปและสามารถเข้าใจเข้าถึงตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ได้ง่ายยิ่งขึ้น เหมาะสมกับยุคสมัยใหม่และเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา</p>
กอบสุข อรชร
พัชรี สุเมโธกุล
สุธิรา ชัยรักษา เงินถาวร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
110
119
-
ความคิดเห็นของผู้เยี่ยมเยือนที่มีต่อองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/282747
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้เยี่ยมเยือนที่มีต่อองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา และศึกษาแนวทางการบริหารจัดการที่มีต่อองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวจำนวน 395 คน ที่ผ่านกระบวนการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญและอาสาสมัครท่องเที่ยวจำนวน 31 คนที่เดินทางในแหล่งท่องเที่ยวจำนวน 3 แหล่ง ได้แก่ ควนคานหลาว สวนลุงพันธ์ และฟาร์มของพ่อ โดยมีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวิจัยในการศึกษาองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยว 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความน่าดึงดูดใจ การเข้าถึง สิ่งอำนวยความสะดวกและกิจกรรมการท่องเที่ยว วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสถิติ SPSS ใช้สถิติวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบเอฟ (F-test) และการทดสอบค่าที (t-test) การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจงผู้ให้ข้อมูลหลักจากการประชุมกลุ่มรับฟังความคิดเห็นและสัมภาษณ์ผู้นำชุมชน หัวหน้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการท่องเที่ยวชุมชน ที่มีความคิดเห็นตามองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของพื้นที่อำเภอนาหม่อม</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีระดับความคิดเห็นที่มีต่อแหล่งท่องเที่ยวฟาร์มของพ่อ อยู่ในระดับ สูงมาก ขณะที่ควนคานหลาวและสวนลุงพันธ์อยู่ในระดับสูง อีกทั้งยังพบว่าองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้านความน่าดึงดูดใจและกิจกรรมการท่องเที่ยวมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับสูงมาก เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างขององค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศกับแหล่งท่องเที่ยว 3 แหล่งพบว่า องค์ประกอบด้านความน่าดึงดูดใจ สิ่งอำนวยความสะดวกและกิจกรรมการท่องเที่ยวมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับด้านการเข้าถึงไม่มีความแตกต่างทางสถิติ และมีแนวทางการบริหารจัดการที่มีต่อองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยว<br />เชิงนิเวศที่สำคัญโดยการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย มีป้ายบอกสถานที่แหล่งท่องเที่ยวที่ชัดเจน มีร้านขายของที่ระลึก และมีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว </p>
ประมาณ เทพสงเคราะห์
ธิญาดา แก้วชนะ
วัชระ ชัยเขต
จุฑามาศ วิศาลสิงห์
เสาวนีย์ รัตนอรุณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
120
130
-
การส่งเสริมความสนใจในการอ่านของนักศึกษา ผ่านการนำเสนอหนังสือด้วยสื่ออินโฟกราฟิก
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/283502
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสนใจในการอ่านของนักศึกษาก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอหนังสือด้วยสื่ออินโฟกราฟิก 2) เปรียบเทียบความสนใจในการอ่านก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อกิจกรรมดังกล่าว กลุ่มเป้าหมายคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 จำนวน 19 คน ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการบริการสารสนเทศและการส่งเสริมการอ่าน ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) แบบสอบถามวัดความสนใจในการอ่าน 15 ข้อ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุม 2 มิติ ได้แก่ ความสนใจภายในและความสนใจภายนอก และ (2) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อกิจกรรม 4 ด้าน มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เครื่องมือทั้งสองฉบับผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (dependent t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม นักศึกษามีความสนใจในการอ่านด้านความสนใจภายนอกอยู่ในระดับปานกลาง และหลังเข้าร่วมกิจกรรมมีคะแนนเฉลี่ยความสนใจในการอ่านสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการนำเสนอหนังสือด้วยสื่ออินโฟกราฟิกมีประสิทธิผลในการส่งเสริมความสนใจในการอ่านของนักศึกษา อีกทั้งนักศึกษามีความพึงพอใจต่อกิจกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สะท้อนว่ากิจกรรมดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในรายวิชาที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสม</p>
ทัศนีย์ หมอสอน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
131
142
-
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องสถิติ โดยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้ชุดฝึกทักษะสถิติ ของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/276122
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินคุณภาพชุดฝึกทักษะสถิติ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ เรื่องสถิติ โดยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้ชุดฝึกทักษะสถิติ 3)หาประสิทธิภาพทางการเรียน เรื่องสถิติ โดยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้ชุดฝึกทักษะสถิติให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจหลังการจัดการเรียนรู้ เรื่องสถิติ โดยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้ชุดฝึกทักษะสถิติ ของนักศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 55 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องสถิติ 2) ชุดฝึกทักษะทางการเรียนเรื่องสถิติ 3) บทเรียนออนไลน์เรื่องสถิติ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้ชุดฝึกทักษะสถิติ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การประเมินคุณภาพชุดฝึกทักษะสถิติ จากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่าน ชุดฝึกทักษะสถิติมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้ เรื่องสถิติ โดยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้ชุดฝึกทักษะสถิติ ของนักศึกษา มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 78.95 ซึ่งสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนการจัดการเรียนรู้ ที่มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 62.28 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ประสิทธิภาพทางการเรียนเรื่องสถิติ โดยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้ชุดฝึกทักษะสถิติ มีคะแนนร้อยละระหว่างเรียน 83.06 และประสิทธิภาพทางการเรียน เรื่องสถิติ โดยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้ชุดฝึกทักษะสถิติมีคะแนนร้อยละหลังเรียน 78.95 และ 4) ระดับความพึงพอใจหลังการจัดการเรียนรู้ เรื่องสถิติ โดยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้ชุดฝึกทักษะสถิติ ของนักศึกษา ในภาพรวม อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด</p>
วัชรากร ทองช่วย
ทรงวิทย์ ฤทธิกัณฑ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
155
166
-
การพัฒนาเทคนิคการวัดและประเมินสมรรถนะของผู้เรียน ระดับประถมศึกษา โรงเรียนในพื้นที่พิเศษ จังหวัดลำปาง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/272848
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาเทคนิคการวัดและประเมินสมรรถนะของผู้เรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนในพื้นที่พิเศษ จังหวัดลำปาง และ 2) ประเมินผลการใช้เทคนิคการวัดและประเมินสมรรถนะของผู้เรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนในพื้นที่พิเศษ จังหวัดลำปาง กลุ่มตัวอย่างในการสังเคราะห์และพัฒนาเทคนิคการวัดและประเมินสมรรถนะ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 20 คน ในการตรวจสอบคุณภาพ ทดลองใช้ และประเมินผลการใช้เทคนิคการวัดและประเมินสมรรถนะ คือ ผู้ชำนาญการด้านการสอนและวัดประเมินผลระดับประถมศึกษา จำนวน 236 คน และครูประถมศึกษาในโรงเรียนในพื้นที่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 และ 3 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ แบบประเมินคุณภาพเทคนิคการวัดและประเมินสมรรถนะ และแบบประเมินสมรรถนะด้านการวัดและประเมินฐานสมรรถนะของครู การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีประสิทธิผล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) เทคนิคการวัดและประเมินสมรรถนะที่พัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ (1) การกำหนดสมรรถนะที่มุ่งประเมิน (2) เครื่องมือและวิธีดำเนินการ และ (3) เกณฑ์และการแปลผลการประเมิน <br />มีคุณภาพด้านความถูกต้องเหมาะสม ความเป็นประโยชน์ และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) ผลการใช้เทคนิคการวัดและประเมินสมรรถนะของผู้เรียนที่พัฒนาขึ้น พบว่า ครูมีสมรรถนะด้านการวัดและประเมินฐานสมรรถนะสูงกว่าก่อนการใช้เทคนิคฯ อยู่ในระดับมาก และมีดัชนีประสิทธิผลของการใช้เทคนิคการวัดและประเมินสมรรถนะของผู้เรียนที่พัฒนาขึ้น เท่ากับ 0.46 หมายความว่า การใช้เทคนิคการวัดและประเมินสมรรถนะของผู้เรียนที่พัฒนาขึ้น ทำให้ครูมีสมรรถนะด้านการวัดและประเมินฐานสมรรถนะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 46</p>
เศรษฐวิชญ์ ชโนวรรณ
เกศนีย์ อิ่นอ้าย
ปรารถนา โกวิทยางกูร
เบญจมาศ พุทธิมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
167
179
-
ผลของการสะท้อนคิดด้วยแผนผังความคิด ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับอุดมศึกษา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/277170
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ความสามารถในการสะท้อนคิดด้วยแผนผังความคิดที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับอุดมศึกษา ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชาการจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารสำหรับธุรกิจบริการและการจัดงาน ตัวแปรที่ศึกษา คือ การสะท้อนคิดโดยใช้แผนผังความคิด ประกอบด้วยตัวแปรย่อย ความสามารถในการสะท้อนคิด 5 ตัวและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมินการสะท้อนคิด สถิติ<br />ที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในส่วนการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถสะท้อนคิดโดยใช้แผนผังความคิดกับตัวแปรผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ คือ ค่าสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลวิจัยพบว่า ความสามารถในการสะท้อนคิดโดยใช้แผนผังความคิดมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทิศทางบวก และมีความสัมพันธ์สูงมาก (r = .862) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อาจกล่าวได้ว่า นักศึกษาที่มีความสามารถในการสะท้อนคิดโดยใช้แผนผังความคิดสมบูรณ์กว่ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่า มีความเชื่อมั่นได้ 99%</p>
นพมาศ สุวชาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
180
189
-
การพัฒนาหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแผ่นดินเสมอ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/275566
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาและการประเมินหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาด้วยรูปแบบ CIPP การดำเนินการวิจัยรูปแบบการวิจัยและพัฒนา (R&D) กลุ่มเป้าหมายเป็นการเลือกแบบเจาะจงประกอบด้วยผู้บริหาร ครูผู้สอนของศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแผ่นดินเสมอ เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ปราชญ์ชุมชนและผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 49 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ หลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา เอกสารประกอบหลักสูตร และแบบสอบถาม หลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาพัฒนาจากการมีส่วนร่วมของบ้าน รัฐ โรงเรียนและชุมชน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา 4-6 มี 5 หน่วยการเรียนรู้ เวลา 60 ชั่วโมง บูรณาการเนื้อหาภูมินิเวศ ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา และการจัดการสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น กิจกรรมการเรียนรู้เน้นการปฏิบัติและมีส่วนร่วมเพื่อสร้างพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การประเมินหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1)การประเมินจากการสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม ผู้บริหาร ครู และปราชญ์ชาวบ้าน พบว่า หลักสูตรมีความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและนโยบายของโรงเรียนที่มุ่งเน้นการขยายความรู้และประสานงานกับชุมชนโดยบูรณาการโครงการพระราชดำริ เช่น สวนพฤกษศาสตร์ โรงเรียนและชุมชนมีความพร้อมด้านสถานที่อุปกรณ์แหล่งเรียนรู้ทั้งทางสังคมและธรรมชาติ และปราชญ์ชุมชน การเรียนรู้ทั้งในห้องและนอกห้องเรียน ทำให้นักเรียน<br />ได้รับประสบการณ์ตรงทำให้มีเข้าใจความสำคัญของทรัพยากรในชุมชน 2) การประเมินจากแบบสอบถามกับนักเรียนและผู้ปกครอง พบว่า หลักสูตรมีความเหมาะสมกับชุมชน โรงเรียนและนักเรียนในระดับมาก</p>
รัตนา ไกรนรา
แก้วใจ สุวรรณเวช
กมลทิพย์ ธรรมกีระติ
วีรศักดิ์ ทวีเมือง
พิเชษฐ์ ไชยสงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
190
200
-
ภาพลักษณ์และส่วนประสมทางการตลาด (7P’s) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ ซื้อรายการนำเที่ยวต่างประเทศของนักท่องเที่ยววัยทำงาน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/279342
<p><strong> </strong>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นภาพลักษณ์ของธุรกิจนำเที่ยวของนักท่องเที่ยววัยทำงาน 2) ศึกษาระดับความคิดเห็นส่วนประสมทางการตลาด (7P’s) ของธุรกิจนำเที่ยวของนักท่องเที่ยววัยทำงาน และ 3) ศึกษาปัจจัยภาพลักษณ์และส่วนประสมทางการตลาด (7P’s) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรายการนำเที่ยวต่างประเทศของนักท่องเที่ยววัยทำงาน การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยววัยทำงานที่เคยซื้อรายการนำเที่ยวต่างประเทศ จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมาน ด้วยการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณ์ ด้านภาพลักษณ์ตราสินค้ามีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 2) ระดับความคิดเห็นส่วนประสมทางการตลาด (7P’s) ด้านผลิตภัณฑ์ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3) ภาพลักษณ์ด้านภาพลักษณ์ตราสินค้า และด้านภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์หรือบริการส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรายการนำเที่ยวต่างประเทศของนักท่องเที่ยววัยทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 0.001 ตามลำดับ และส่วนประสมทางการตลาด (7P’s) ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านบุคคลและพนักงาน ด้านกระบวนการให้บริการ และด้านสภาพแวดล้อม<br />ทางกายภาพส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรายการนำเที่ยวต่างประเทศของนักท่องเที่ยววัยทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 0.01 และ 0.001 ตามลำดับ </p>
อธิป จันทร์สุรีย์
ชวินธร สำเภาเงิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
201
211
-
อิทธิพลของการสนับสนุนจากองค์การต่อความพึงพอใจในงาน ผ่านการเป็นตัวแปรความสมดุลชีวิตการทำงานทรัพยากรในบทบาทหน้าที่
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/282523
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) อิทธิพลของการสนับสนุนจากองค์การที่มีต่อความพึงพอใจในงานของพนักงาน 2) วิเคราะห์อิทธิพลการเป็นตัวแปรคั่นกลางของความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ทรัพยากรในบทบาทหน้าที่ในความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนจากองค์การและความพึงพอใจในงาน เก็บรวบรวมข้อมูล<br />เชิงประจักษ์ ผู้วิจัยได้ใช้แบบสอบถามที่ผ่านเกณฑ์ความตรงเชิงเนื้อหา มีค่า IOC สูงกว่า 0.50 มีความตรงเชิงจำแนกโดยมีค่า HTMT ไม่เกิน 0.85 และความเที่ยงสูงโดยมีค่า Cronbach’s alpha สูงกว่า 0.70 โดยส่งแบบสอบถามทางออนไลน์ผ่านระบบ Google Forms เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยได้แจกจ่ายแบบสอบถามจำนวน 320 ฉบับ แก่พนักงานภาคเอกชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง ซึ่งมุ่งเน้นกลุ่มตัวอย่าง<br />ที่ยินยอมเข้าร่วมในการตอบแบบสอบถามโดยสมัครใจ จากจำนวนแบบสอบถามทั้งหมด มีจำนวนที่ตอบกลับครบถ้วนและสามารถนำไปวิเคราะห์ข้อมูลได้จำนวนทั้งสิ้น 250 ฉบับ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และทรัพยากรในบทบาทหน้าที่เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงอิทธิพลของการสนับสนุนจากองค์การสู่ความพึงพอใจในงาน โดยปัจจัยทั้งสองมีบทบาทไม่ต่างกันมากการเลือกใช้ประโยชน์หากองค์การมีงบประมาณจำกัดการลงทุนด้านความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอาจเป็นทางเลือกที่มีความคุ้มค่ามากกว่าในระยะเริ่มต้น เนื่องจากมีต้นทุนเริ่มต้นที่ต่ำกว่า ส่วนด้านทรัพยากรในบทบาทหน้าที่ก็ต้องลงทุนด้วยแต่ให้ค่อยเป็นค่อยไปตามงบประมาณ</p>
พรพิมล สุวรรณวัฒน์
มนตรี พิริยะกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
212
222
-
บทบรรณาธิการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/285765
ศิรินันท์ พันธรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3