วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot <p><strong>วารสารนาคบุตรปริทรรศน์</strong> เป็นวารสารวิชาการที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพ<strong>ในลักษณะของบทความวิจัยและบทความวิชาการในสาขาวิชาการศึกษา (การวัดและประเมินผล หลักสูตรและการสอน การบริหารการศึกษา) มนุษยศาสตร์ (ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น วรรณกรรม ปรัชญาและศาสนา) และสังคมศาสตร์ประยุกต์ (การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค การบริหารจัดการองค์กรและกลยุทธ์ การจัดการการท่องเที่ยว)</strong> ของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชและบุคคลทั่วไป โดยทุกบทความมีการพิจารณา<strong>กลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมาจากหลากหลายสถาบัน และมิได้อยู่สังกัดเดียวกันกับผู้เขียนบทความ รวมจำนวน 3 ท่านต่อบทความ โดยประเมินแบบ Double blind peer-reviewed </strong></p> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับพิจารณา</strong> <br />รับตีพิมพ์ผลงาน จำนวน 2 ประเภท <br />ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ คือ<br />1. บทความวิจัย <br />2. บทความวิชาการ<br /><br /></p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่แบบออนไลน์ ISSN 3027-7779 (Online) ปีละ 3 ฉบับ ฉบับละ 20 บทความ ดังนี้</strong></p> <p>ฉบับที่ 1 : มกราคม – เมษายน<br />ฉบับที่ 2 : พฤษภาคม – สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 : กันยายน – ธันวาคม</p> <p><strong>การนำส่งบทความ</strong></p> <p>กำหนดส่งบทความวิจัย / บทความวิชาการเพื่อประกอบการพิจารณาในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์ และในรูปแบบไฟล์ PDF จำนวน 1 ไฟล์</p> <p><strong> ดาวน์โหลดไฟล์เพื่อจัดทำต้นฉบับ</strong></p> <ul> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1PNJV_7cs0KncknPukrqypZ5tJ0HE-VmW/edit">รูปแบบการจัดทำต้นฉบับบทความวิจัย</a></li> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1wyuahUb02y-WLeWFw5keeC-Pqj3JxB0R/edit">รูปแบบการจัดทำต้นฉบับบทความวิชาการ</a></li> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/12E45z3lLLqkgH2UoU-vY9dMMDnqZx_Om/edit">หลักเกณฑ์การเขียนบทความ</a></li> </ul> <p><strong>หากบทความไม่เป็นไปตามรูปแบบและหลักเกณฑ์การจัดทำต้นฉบับตามที่วารสารกำหนด วารสารจะปฏิเสธการพิจารณาบทความทันที</strong></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong></p> <table> <tbody> <tr> <td width="312"> <p>เจ้าของผลงาน</p> </td> <td width="290"> <p>ค่าธรรมเนียม (บาท)**</p> </td> </tr> <tr> <td width="312"> <p>บุคลากรภายใน*</p> </td> <td width="290"> <p>3,500</p> </td> </tr> <tr> <td width="312"> <p>บุคลากรภายนอก</p> </td> <td width="290"> <p>4,000</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> *บุคคลภายใน คือ คณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชซึ่งต้องเป็นชื่อแรกของบทความเท่านั้น (กรณีที่เป็นชื่อแรกแต่ใช้ต้นสังกัดของสถานศึกษาอื่นซึ่งไม่ใช่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช สืบเนื่องจากผลงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของผลิตจากการศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยอื่น จะถือเป็นบุคคลภายนอกเช่นกัน)</p> <p> **ตามประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เรื่องหลักเกณฑ์ อัตราค่าธรรมเนียม และอัตราค่าตอบแทนเกี่ยวกับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความในวารสารของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช พ.ศ.2565 ประกาศ ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2565</p> <p><strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ<br /></strong>เรียกเก็บเมื่อบทความของท่าน “ผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการ และพร้อมที่จะส่งต่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ประเมินคุณภาพของบทความ” ในลำดับต่อไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานจะแจ้งให้ท่านทราบก่อนเรียกเก็บค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>ช่องทางชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong></p> <p>กรุณาชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความผ่านทางบัญชีธนาคาร<br />กรุงไทย สาขาตลาดหัวอิฐ <br />ชื่อบัญชี : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช <br />เลขที่บัญชี : 816-1-03765-5 **เท่านั้น**</p> <p>(ส่งหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียนการตีพิมพ์ไปยังอีเมล <a href="mailto:narkbhutnstru@gmail.com">narkbhutnstru@gmail.com</a>)</p> <p> * หมายเหตุ:<br /> การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ “ไม่ได้รับรองว่าว่าบทความของท่านจะได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารนาคบุตรปริทรรศน์” เนื่องจากบทความจะต้องผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน และบรรณาธิการก่อน จึงจะสามารถแจ้งผลการพิจารณาว่า ให้สามารถลงตีพิมพ์เผยแพร่ได้หรือไม่ ทั้งนี้ หากบทความของท่าน “ถูกปฏิเสธการตีพิมพ์จากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบรรณาธิการ” ทางวารสารจะ<em>ไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมทุกกรณี</em> (เนื่องจากค่าธรรมเนียมที่ท่านชำระ จะเป็นค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิที่ประเมินบทความของท่าน) จึงขอให้ท่านรับทราบ ก่อนการส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์</p> th-TH sirinan_pan@nstru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรินันท์ พันธรักษ์) suwannee_rub@nstru.ac.th (นางสาวสุวรรณี รับไทร) Mon, 27 Apr 2026 20:14:43 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 บทบรรณาธิการ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/288931 <p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ ฉบับปีที่ </strong><strong>18 ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน 2569)</strong> ยังคงมุ่งมั่นเป็นพื้นที่เผยแพร่ผลงานวิชาการที่สะท้อนพลวัตของสังคมร่วมสมัย โดยเฉพาะในมิติของการศึกษา มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ประยุกต์ ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การพัฒนาท้องถิ่นและสังคมอย่างยั่งยืน บทความในฉบับนี้จำนวน 20 เรื่อง สะท้อนแนวโน้มสำคัญของงานวิจัยในยุคดิจิทัลและสังคมฐานความรู้ ทั้งในด้านพฤติกรรมผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และเชิงประสบการณ์ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในมิติด้านการศึกษา งานวิจัยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะสำคัญของผู้เรียน เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ จริยธรรมดิจิทัล และการรู้เท่าทันเทคโนโลยี ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัล ขณะเดียวกัน งานด้านสังคมศาสตร์ประยุกต์ได้เน้นบทบาทของการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะในบริบทของภาคใต้ของประเทศไทย อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ การปรากฏของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดิจิทัล เช่น อิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของสังคมสู่ยุคข้อมูลข่าวสารและเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างชัดเจน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;กองบรรณาธิการเชื่อมั่นว่า บทความในฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการต่อยอดองค์ความรู้ทั้งในเชิงวิชาการและการประยุกต์ใช้ในบริบทจริง และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาสังคมในยุคปัจจุบันได้อย่างมีคุณภาพ ในโอกาสนี้ กองบรรณาธิการขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ได้กรุณาพิจารณาบทความอย่างเข้มข้นและรอบด้าน ตลอดจนผู้เขียนทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจเผยแพร่ผลงานกับวารสาร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนวารสารให้คงไว้ซึ่งมาตรฐานทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>วารสารนาคบุตรปริทรรศน์จะยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อยกระดับคุณภาพสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น และเป็นเวทีวิชาการที่เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่สังคมอย่างแท้จริง<br><br></strong></p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรินันท์ พันธรักษ์:&nbsp;บรรณาธิการ</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> ศิรินันท์ พันธรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/288931 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 จริยธรรมดิจิทัลสำหรับนักศึกษาครู: แนวทางการเสริมสร้างความรับผิดชอบและคุณธรรมในศตวรรษที่ 21 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/284237 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการปฏิบัติงานของครู และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน วิทยาลัยอาชีวศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสงขลา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 260 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยเทียบตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา จากนั้นใช้วิธีสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับสลาก เครื่องมือการวิจัย แบ่งออกเป็น 3 ตอน ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 5 ข้อ ตอนที่ 2 แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 39 ข้อ ประกอบด้วยคําถาม 5 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการจูงใจ 2) ด้านการเป็นผู้นำ 3) ด้านการตัดสินใจ 4) ด้านการติดต่อสื่อสาร 5) ด้านการมุ่งความสำเร็จ ตอนที่ 3 แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของครู จำนวน 36 ข้อ ประกอบด้วยคําถาม 3 ด้าน ดังนี้ 1) การปฏิบัติหน้าที่ครู 2) การจัดการเรียนรู้ 3) ความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน<br /> ผลวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสงขลา โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก 2) การปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสงขลา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้บริหารสถานศึกษากับ การปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสงขลา โดยภาพรวมและรายด้าน มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r = .832**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> สุพิชญา บุญพบ, อารี สาริปา, จิราภรณ์ เหมพันธ์, กิตติศักดิ์ ใจอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/284237 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน กับความสุขในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/284320 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนตามการรับรู้ของครู 2) ศึกษาความสุขในการทำงานของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง กับความสุขในการทำงานของครู และ 4) พยากรณ์ความสุขในการทำงานของครู โดยองค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 325 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 มีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .981 และ .973 ตามลำดับ สถิติที่ใชในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พหุคูณ และการถดถอยพหุคูณ<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนตามการรับรู้ของครู โดยรวม อยู่ในระดับดี 2) ความสุขในการทำงานของครู โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน กับความสุขในการทำงานของครู มีความสัมพันธ์ทางบวก อยู่ในระดับสูง (r=.873) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 4) องค์ประกอบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนความสุขในการทำงานของครู ได้ร้อยละ 75.90 (Adjusted R<sup>2</sup> = .759) และมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยมาตรฐานสำหรับทำนายความสุขในการทำงานของครูด้วยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร ซึ่งประกอบด้วย คือ ด้านการมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา และด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล เท่ากับ .280, .234, -.149 และ .532 ตามลำดับ</p> จรกฤตย์ แป้นแก้ว, บุญเลิศ ธานีรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/284320 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาตามกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมบูรณาการ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/276057 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาตามกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น และ 2) พัฒนากระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาตามกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 5 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 39 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งกำหนดเกณฑ์การคัดเข้าคือเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทุกคน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาตามกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ และแบบประเมินกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 5 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน อยู่ในระดับมาก และ 2) กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน อยู่ในระดับมาก</p> ผการัตน์ โรจน์ดวง, สุพัฒน์ บุตรดี, ปริญทิพย์ รัตนบุรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/276057 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่าพฤติกรรมผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสงขลา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/284099 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานของครู และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน วิทยาลัยอาชีวศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสงขลา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 260 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยเทียบตารางสำเร็จรรูปของ Taro Yamane และสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามขนาดสถานศึกษา จากนั้นใช้วิธีสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับสลาก เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้านพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .981 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้านการปฏิบัติงานของครู มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .972 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน<br /> ผลวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสงขลา โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก 2) การปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสงขลา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสงขลา โดยภาพรวมและรายด้าน มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r = .832**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> นริศรา วายุภักดิ์; รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/284099 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 การสร้างความร่วมมือและเครือข่ายเพลงบอก ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/275788 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการอนุรักษ์เพลงบอกในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และ 2) สร้างกลไกความร่วมมือและการสร้างเครือข่ายเพลงบอกในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 28 คน ประกอบด้วย กลุ่มศิลปินเพลงบอกลุ่มน้ำปากพนัง กลุ่มปราชญ์ชุมชน กลุ่มภาครัฐและเอกชน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มย่อย โดยใช้แบบสัมภาษณ์และแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือในการวิจัย ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อสังเคราะห์ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์เพลงบอกและการสร้างกลไกความร่วมมือของเครือข่ายในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช<br /> ผลการศึกษา พบว่า 1) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์เพลงบอกผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้จากศิลปินเพลงบอกสู่เยาวชน การเข้าร่วมและสนับสนุนการแสดงเพลงบอกในงานประเพณีและกิจกรรมของชุมชน รวมถึงการส่งเสริมให้เยาวชนเข้าร่วมการแสดงและการแข่งขันในเวทีต่าง ๆ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เยาวชนเกิดการเรียนรู้ เห็นคุณค่า และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น 2) กลไกความร่วมมือและการสร้างเครือข่ายเพลงบอกในพื้นที่ เกิดจากความร่วมมือของ 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยมีการประสานความร่วมมือระหว่างศิลปินเพลงบอก ปราชญ์ชุมชน สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกอบรมเยาวชน ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้และการถ่ายทอดเพลงบอกในชุมชน โดยความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน และศิลปินพื้นบ้าน เพื่อพัฒนาและสืบทอดองค์ความรู้สู่เยาวชนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งควรสนับสนุนการสร้างเครือข่ายและเวทีการแสดงเพลงบอกในชุมชน พร้อมทั้งใช้สื่อเทคโนโลยีในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เพื่อขยายการรับรู้และการมีส่วนร่วมของสังคม</p> ปราณี จุลภักดิ์, กัณฑ์จรี แสวงการ, เดโช แขน้ำแก้ว, ใหม่ บัวบาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/275788 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 ศักยภาพและแนวทางการพัฒนาเพื่อรองรับการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำ ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/286123 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพพื้นที่สำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวทางน้ำ วิเคราะห์ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว ชุมชน และกิจกรรมการท่องเที่ยว และเสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ<br /> ผลการวิเคราะห์ความสำคัญและผลปฏิบัติการตามระเบียบและวิธีวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 116 คน พบว่าการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำมีความสำคัญระดับสูงค่าเฉลี่ยที่ 4.17 แต่ค่าเฉลี่ยผลการดำเนินงานอยู่ในระดับปานกลางที่ 3.33 สะท้อนช่องว่างในการพัฒนาโดยสวนสองทะเลควรได้รับการพัฒนามาก แหล่งท่องเที่ยวสำคัญได้แก่ วัดแหลมพ้อ (4.00, 3.00) อยู่ในกลุ่มที่ต้องเร่งพัฒนา เกาะยอ (5.00, 4.00) และเมืองเก่าสงขลา (5.00, 4.00) อยู่ในกลุ่มที่ควรรักษามาตรฐาน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสงขลา (3.00, 2.00) มีศักยภาพในระดับปานกลางและควรพัฒนาเพิ่มเติม และกิจกรรมเชิงพาณิชย์ (3.00, 4.00) เพื่อเป็นองค์ประกอบสนับสนุนการท่องเที่ยว<br /> ผลการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสำรวจภาคสนามและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 20 คน การสนทนากลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 55 คน สะท้อนความสำคัญกับการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำ และความเห็นในทิศทางเดียวกันว่าควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ ระบบความปลอดภัย และการจัดการสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ชุมชนและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่อย่างเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกับกิจกรรมเศรษฐกิจชุมชนเพื่อเพิ่มคุณค่าและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว<br /> ผลการวิจัยเสนอให้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ที่มีความสำคัญสูงแต่ผลการดำเนินงานต่ำ การรักษาและเพิ่มคุณค่าทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง การส่งเสริมการเชื่อมโยงกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการระหว่างแหล่งท่องเที่ยวกับชุมชน และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด BCG เพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำในอนาคต</p> Sarawoot Intapanom, Supakarn Siripaisan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/286123 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 คุณลักษณะอาหารสำเร็จรูปที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคผ่านตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (E-Marketplace) ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/287224 <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรมของผู้บริโภคอาหารสำเร็จรูปผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 2) วิเคราะห์คุณลักษณะของอาหารสำเร็จรูปที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคผ่านตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ราย ด้วยวิธีการสุ่มแบบสะดวกร่วมกับเกณฑ์คัดกรอง โดยคัดเลือกเฉพาะผู้ที่เคยซื้ออาหารสำเร็จรูปผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง และดำเนินการเก็บข้อมูลโดยการลงพื้นที่ภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วม (Conjoint Analysis)<br /> ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงานที่มีรายได้ปานกลาง และนิยมซื้ออาหารสำเร็จรูปผ่านช่องทางออนไลน์ โดยให้ความสำคัญกับรสชาติ ราคา และความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์ Conjoint Analysis ชี้ให้เห็นว่า คุณลักษณะที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสูงสุด ได้แก่ คะแนนรีวิว อายุการเก็บรักษา และฉลากแสดงส่วนผสม โดยคะแนนรีวิวในฐานะหลักฐานทางสังคมมีบทบาทสำคัญสูงสุด ขณะที่ปัจจัยด้านราคามีความสำคัญต่ำที่สุด<br /> ผลการศึกษานี้สนับสนุนแนวคิดความไม่สมมาตรของข้อมูลและการรับรู้คุณค่า โดยชี้ให้เห็นว่าข้อมูลที่ช่วยลดความไม่แน่นอน เช่น รีวิวและฉลากสินค้า มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อในบริบทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นการบริหารจัดการรีวิวสินค้า การนำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างโปร่งใส และการรักษาคุณภาพการจัดส่ง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค</p> พรรณรวีย์ จันทรมาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/287224 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเต็มใจจ่ายสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน จากกระดาษของผู้บริโภคในประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/286573 <p> งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารพร้อมรับประทาน ทัศนคติต่อบรรจุภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานจากกระดาษ ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม และความเต็มใจจ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทย และ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเต็มใจจ่ายสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานจากกระดาษ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคที่เคยมีประสบการณ์ซื้อหรือบริโภคอาหารพร้อมรับประทาน จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent Sample t-test, One-way ANOVA การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ<br /> ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีทัศนคติต่อบรรจุภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานจากกระดาษอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.69) มีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.52) และมีความเต็มใจจ่ายสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานจากกระดาษอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.54) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ลักษณะทางประชากรศาสตร์บางด้านและพฤติกรรมการบริโภคอาหารพร้อมรับประทานมีความแตกต่างของความเต็มใจจ่าย ขณะที่ทัศนคติต่อบรรจุภัณฑ์บางด้านและความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมบางด้าน<br />มีความสัมพันธ์เชิงบวกและส่งผลต่อความเต็มใจจ่ายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ด้านการตลาดและการกำหนดราคาที่สอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคอย่างยั่งยืนของผู้บริโภคในอนาคต</p> นิสาอ์ แหล่หมัน, ปวิธ ตันสกุล, ฮุชเซ็น นิยมเดชา, วิภาดา สมพงษ์, ธัญกมล เนื่องเยาว์, ปรีณาภา แก้วกิ้ม, อริษา เสนาสี, จิรนันท์ แป้นสุข, อามีน๊ะ นิ้วหลี, นรมน คชสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/286573 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้การประเมินผลโดยเพื่อน กับทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/286831 <p> การวิจัยเรื่อง การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้การประเมินผลโดยเพื่อนกับทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้การประเมินผลโดยเพื่อนและทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี 2) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของนักศึกษาจำแนกตามลักษณะการได้รับการประเมินผลโดยเพื่อนที่แตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวน 615 คน โดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยที่ใช้สำหรับงานวิจัยนี้คือ แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้การประเมินผลโดยเพื่อนกับทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้การประเมินผลโดยเพื่อนและทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ ทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (r = .698) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าความสัมพันธ์สูงสุด คือ การประเมินที่มุ่งเน้นกระบวนการมีความสัมพันธ์กับด้านการตัดสินใจที่มีเหตุผล (r = .894) 2) ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์จำแนกตามลักษณะการได้รับการประเมินผลโดยเพื่อนที่แตกต่างกัน พบว่า นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ที่ได้รับลักษณะการได้รับการประเมินผลโดยเพื่อนแตกต่างกันมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>F</em> (2, 612)= 3.252, <em>p</em>=.039) โดยนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ที่ได้รับการประเมินผลโดยเพื่อนในรูปแบบการให้คะแนน มีค่าเฉลี่ยของทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (<em>M</em>= 4.23, <em>SD</em>=.496) สูงกว่านักศึกษาที่ได้รับการประเมินผลโดยเพื่อนแบบการประเมินตนเองร่วมกับเพื่อน (<em>M</em>= 4.15, <em>SD</em>=.532) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> จุฑามาศ แสงงาม, ทรงวุฒิ วีเปลี่ยน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/286831 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ของโครงการจัดการท่องเที่ยวทางรางวิถีถิ่นเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/275561 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ของโครงการจัดการท่องเที่ยวทางรางวิถีถิ่นเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช การวิจัยนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชน ตามพิกัดพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟที่มีเส้นทางตามแนวเขาหลวงกับเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวทางราง แล้วนำมาประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน<br /> การประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ผ่านขั้นตอนการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการวิเคราะห์ผลลัพธ์ของกิจกรรมการพัฒนาการจัดการองค์ความรู้การท่องเที่ยวให้แก่ชุมชน การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวโดยจัดเป็นการออกแบบโปรแกรมการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มการท่องเที่ยวให้กับชุมชน การสร้างและพัฒนาอาชีพ การต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เช่น ของที่ระลึก และการยกระดับผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานเพิ่มขึ้นในชุมชน ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นและสร้างผลลัพธ์ทางสังคมที่ดี<br /> ผลการวิจัยพบว่า ในการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนนี้เป็นการประเมินแบบ Ex-ante and on going เป็นขณะที่โครงการยังดำเนินอยู่ โดยต้นทุนของโครงการวิจัย คือ 1,600,000 บาท ผลประโยชน์สุทธิในรูปของผลผลิตและผลลัพธ์ทางสังคมมีมูลค่ารวม 16,067,360 บาท คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ 15,263,992 และประมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน คิดเป็น 7.88 เท่า แสดงว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุน</p> วิชิต จรุงสุจริตกุล, ชฎาภรณ์ ณ นคร , กาญจนพรรณ จรพงศ์, มัลลิกา คงแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/275561 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวทางราง วิถีถิ่นเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/276028 <p> งานวิจัยเรื่อง แนวทางการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวทางราง วิถีถิ่นเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและประเมินศักยภาพความเป็นไปได้ของการท่องเที่ยวทางราง วิถีถิ่นเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งงานวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 2 กลุ่ม คือ ประชาชนอยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่สถานีรถไฟในรัศมี 10 กิโลเมตร ทั้ง 2 ฝั่ง ประกอบด้วยพื้นที่ตามเส้นทางคมนาคมในชุมชนทางของสถานีรถไฟทานพอ สถานีรถไฟฉวาง สถานีรถคลองไฟจันดี สถานีรถไฟหลักช้าง พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ สถานีรถไฟนาบอน สถานีรถไฟคลองจัง และสถานีรถไฟทุ่งสง โดยใช้การแบบสอบถาม ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง โดยเลือกใช้การสุ่มตัวอย่างแบบโควต้า ด้วยเหตุผลคือเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร โดยตัวแทนชุมชนละ 80 คน รวมทั้งหมด 560 คนหลังจากนั้นนำไป try out จำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำค่าเฉลี่ยมาแปลความหมาย และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ตัวแทนชุมชน สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา ชมรมการท่องเที่ยว/กลุ่ม อาชีพ/วิสาหกิจชุมชน จำนวน 70 ราย โดยการสัมภาษณ์ การสังเกต การสนทนากลุ่มและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับศักยภาพของการท่องเที่ยวทางราง ชุมชนวิถีถิ่นเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง จากผลการศึกษาในเชิงปริมาณสอดคล้องกับเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกของผู้ให้ข้อมูลหลักพบว่าชุมชนมีศักยภาพต่อการท่องเที่ยวรางนั้นสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาท่องเที่ยวได้ซึ่งพื้นที่ของการท่องเที่ยวรางวิถีถิ่นเขาหลวง ครอบคลุมในพื้นที่ในอำเภอฉวาง อำเภอช้างกลาง <br />อำเภอนาบอน และอำเภอทุ่งสง โดยมีความโดดเด่นทางทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทรัพยากรการท่องเที่ยวทางทางประวัติศาสตร์ (โบราณสถาน โบราณวัตถุ) รวมถึงทรัพยากรการท่องเที่ยวประเภทศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและกิจกรรมมีสิ่งอำนวยความสะดวกทางการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่จะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกสบายและมีความสุข ซึ่งเป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวทุกคน รวมถึง บริการสาธารณูโภคในแต่ละพื้นที่ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างดีจนเป็นที่ประทับใจก็จะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทาง<br />มาใช้บริการซ้ำอีก และยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาท่องเที่ยวของชุมชนให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น</p> อุมาพร กาญจนคลอด, ธารินี จริยาปยุกต์เลิศ, ชนิกานต์ ใสยเกื้อ, ชนิดา รอดหยู่, เมธาวัตร ภูธรภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/276028 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 Developing an Innovative Manual for English Product Label Design with Canva and Google Translate: A Case Study of Na San Subdistrict, Phra Phrom District, Nakhon Si Thammarat https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/284047 <p> This study employed a research and development (R&amp;D) approach. The objectives were to: 1) develop an innovative manual for English product label design using Canva and Google Translate; 2) evaluate the quality and appropriateness of the manual; and 3) examine its effectiveness through a workshop, participant satisfaction, and Social Return on Investment (SROI) analysis. The population consisted of local producers in Na San Subdistrict, with a purposive sample of 58 participants. Research instruments included a needs assessment survey, the developed manual, expert evaluation forms, a satisfaction questionnaire, and SROI analysis tools. Data were collected through questionnaires, interviews, expert validation, and a one-day workshop. Data analysis employed descriptive statistics (mean, percentage, and standard deviation), pre- and post-comparisons, qualitative feedback, and SROI calculations.<br /> The results indicated that the manual achieved a very high-quality rating from experts (M = 4.72, SD = 0.43). Following the training, 93.1% of participants were able to design English product labels, and 86.2% reported increased confidence. Satisfaction with the manual was at a very high level (M = 4.71, SD = 0.40). Qualitative findings revealed that participants felt proud of their achievements. The SROI ratio was 1:3.25, indicating cost-effectiveness and strong social and economic value. The innovation enhanced ESP and digital literacy skills, empowered local producers, and provided a sustainable model for community product development.</p> Jiraporn Sukkrong, Viyada Promchitta , Jittima Damrongwattana , Kanaporn Kaewkamjan, Yodfah Ratmanee ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/284047 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมและทัศนคติของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อการจัดการ การท่องเที่ยวทางรางบนพื้นฐานวิถีถิ่นเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/275964 <p> การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและทัศนคติของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อการจัดการการท่องเที่ยวทางรางบนพื้นฐานวิถีถิ่นเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวไทย จำนวน 400 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ มีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.794 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วยการทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่รับรู้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ เดินทางร่วมกับครอบครัวเพื่อการพักผ่อนและชมทัศนียภาพทางธรรมชาติ โดยมีความต้องการรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบพักค้างคืนในอนาคต สำหรับทัศนคติต่อการจัดการการท่องเที่ยวในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง <br />โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับด้านมัคคุเทศก์และผู้ให้บริการ รวมถึงกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ปัจจัยด้านภูมิลำเนา บุคคลที่มีอิทธิพล วัตถุประสงค์ และฤดูกาลเดินทางที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อทัศนคติในการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อสรุปเชิงคุณค่าของงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าหัวใจของการพัฒนา คือ การยกระดับโครงข่ายการบริการที่เชื่อมโยงกัน (Service Ecosystem) โดยมีบุคลากรท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางการเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่อเชื่อมโยงอัตลักษณ์วิถีถิ่นเข้ากับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว งานวิจัยนี้มีคุณค่า (Contribution) ในการเป็นแนวทางเชิงนโยบายเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากเการขนส่งสู่การเป็นจุดหมายปลายทาง<br />เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติอย่างยั่งยืน</p> ศราวัสดี นวกัณห์วรกุล , ปุณยวีร์ ศรีรัตน์, ภฤศสร ฤทธิมนตรี ซีมิค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/275964 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทรัพยากรชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพบ้านเหมืองลาบู ตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/285147 <p> การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพถือว่ามีความสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของชุมชนบ้านเหมืองลาบู และ 2) พัฒนาเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของชุมชน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วยแกนนำกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน ชาวบ้าน ตัวแทนเครือข่ายการท่องเที่ยวจังหวัดยะลา และผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว รวม 20 คน ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ ใช้วิธีการสัมภาษณ์ การสำรวจ การระดมความคิดเห็น และการสนทนากลุ่มในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและเชิงประเด็น พร้อมตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า และนำเสนอผลในเชิงพรรณนา<br /> ผลการวิจัย พบว่า ทรัพยากรสำคัญสำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ได้แก่ ทรัพยากรป่าไม้ น้ำตก สมุนไพร อากาศ และประวัติศาสตร์เหมืองแร่ของชุมชน โดยแนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะบูรณาการแนวคิด “อารมณ์ อาหาร อากาศ” ร่วมกับศักยภาพของทรัพยากรที่สำคัญของชุมชนรูปแบบการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมสุขภาวะแบบองค์รวม ทั้งทางร่างกายและจิตใจ สำหรับการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพชุมชนบ้านเหมืองลาบู แบ่งออกเป็น 2 เส้นทาง ได้แก่ 1) เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติและอาบป่า และ2) เส้นทางเรียนรู้ประวัติศาสตร์<br />และวิถีชีวิตชุมชน โดยมีกิจกรรมเชิงสุขภาพ ได้แก่ การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ การผ่อนคลายกับสายน้ำ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชน และการเก็บผักประกอบอาหารพื้นบ้าน ทั้งนี้การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างอัตลักษณ์การท่องเที่ยวโดยชุมชน สามารถสร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีคุณค่าให้กับพื้นที่จังหวัดยะลาและสามจังหวัดชายแดนใต้</p> <p> </p> วัชระ ชัยเขต, ประมาณ เทพสงเคราะห์, ธิญาดา แก้วชนะ; ณัฐดนัย เขียนเอี่ยม, กรรณิการ์ สังข์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/285147 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทย ต่อการท่องเที่ยวเชิงอาหารพื้นถิ่นชายฝั่งทะเล จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/287544 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและระดับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อการท่องเที่ยวเชิงอาหารพื้นถิ่นชายฝั่งทะเล จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารในพื้นที่ จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบสะดวก เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ใช้สถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ร่วมกับสถิติเชิงอนุมาน (Chi-square test, Independent Sample t-test และ One-Way ANOVA) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล<br /> ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมบริโภคอาหารทะเลสดและเดินทางร่วมกับครอบครัว โดยมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารเฉลี่ย 501–1,000 บาทต่อคนต่อทริป ในด้านความพึงพอใจ พบว่า โดยภาพรวมนักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.61) โดยด้านราคาและความคุ้มค่ามีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการบริการและบุคลากร ด้านอัตลักษณ์และคุณภาพอาหาร ด้านสถานที่และบรรยากาศตามลำดับ สำหรับการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ พบว่า อายุ อาชีพ รายได้และภูมิลำเนามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการท่องเที่ยว มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเฉพาะการตัดสินใจเดินทาง ขณะที่ปัจจัยประชากรศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจโดยรวม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวเชิงอาหารพื้นถิ่นชายฝั่งทะเลเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่สามารถตอบสนองนักท่องเที่ยวได้หลากหลายกลุ่ม โดยความแตกต่างของความพึงพอใจเกิดขึ้นเฉพาะในมิติด้านราคาและบริบทแวดล้อม ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวเชิงอาหารชายฝั่งทะเลจังหวัดนครศรีธรรมราชต่อไป</p> ปวิธ ตันสกุล, สุภัทรชัย แก้วไทย, ณภัทรธิดา มีเดชา, เอกรัตน์ สิงห์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/287544 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ศักยภาพการจัดการธุรกิจและคุณลักษณะของผู้ประกอบการที่มีต่อความสำเร็จ ของธุรกิจมังคุด ในตำบลเกาะขันธ์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/281808 <p> บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพการจัดการธุรกิจและคุณลักษณะของผู้ประกอบการที่มีต่อความสำเร็จของธุรกิจมังคุดในตำบลเกาะขันธ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และ 2) แนวทางการยกระดับการจัดจำหน่ายสินค้ามังคุดในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน โดยประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการมังคุด จำนวน 30 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยเชิงพหุคูณ และ การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างจากผู้ประกอบการส่งออกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 20 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ศักยภาพการจัดการธุรกิจทั้ง 4 ด้าน (การผลิต ทรัพยากรมนุษย์ การตลาด และการเงิน/บัญชี) มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ (Sig.=0.000, p&lt;0.05) โดยภาพรวมความสำเร็จของธุรกิจอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะมิติด้านลูกค้า (μ=3.68) และกระบวนการภายใน (μ=4.03)คุณลักษณะผู้ประกอบการพบว่า การทำงานเชิงรุก เป็นจุดแข็งโดดเด่น (μ=4.52) แต่มีจุดอ่อนสำคัญในด้านการบริหารความเสี่ยง (μ=2.95) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพนำเสนอ "ชะอวดโมเดล" ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมที่เน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนตลอด ห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงตัวแบบการจัดจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ การขายตรง เครือข่ายตลาด ตลาดส่งออก ร้านค้าออนไลน์ และร้านค้า/ตลาดชุมชน ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ผู้ประกอบการควรพัฒนาทักษะด้านการบริหารการเงินและการจัดการความเสี่ยงควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพเชิงรุก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนและองค์ความรู้ด้านการจัดการธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและช่องทางการตลาดที่หลากหลาย เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว</p> อรพินท์ บุญสิน, อรรครา ธรรมาธิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/281808 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการฝึกอบรมแบบภควันตภาพ เพื่อเสริมสร้างทักษะการรู้ดิจิทัลของนักศึกษาเจเนอเรชัน Z https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/287536 <p> ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การรู้ดิจิทัลเป็นทักษะสำคัญของผู้เรียนระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาเจเนอเรชัน Z งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของนักศึกษาปริญญาตรีเจเนอเรชัน Z ในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคใต้ต่อระบบฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างการรู้ดิจิทัล 2) สังเคราะห์และสรุปองค์ประกอบทักษะการรู้ดิจิทัลที่เหมาะสม 3) พัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบภควันตภาพตามกรอบ CIPOF Model และ 4) ประเมินความเหมาะสมและความสอดคล้องของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 388 คน ได้มาด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามความต้องการมาตราส่วน 5 ระดับ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) การวิจัยดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ สำรวจความต้องการ สังเคราะห์เอกสารจากฐานข้อมูล Scopus และ TCI และสรุปองค์ประกอบด้วยการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พัฒนารูปแบบ และประเมินความเหมาะสมด้วยแบบประเมินมาตราส่วน 5 ระดับ<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษามีความต้องการต่อระบบฝึกอบรมแบบภควันตภาพอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 2) ทักษะการรู้ดิจิทัลสามารถสรุปเป็น 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การสืบค้นข้อมูลและประเมินความน่าเชื่อถือ การสร้างสรรค์สื่อนวัตกรรมดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัล และการสื่อสารและการทำงานร่วมกันออนไลน์ 3) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นอยู่บนกรอบ CIPOF ครอบคลุมโครงสร้างการฝึกอบรม แพลตฟอร์ม เนื้อหา กิจกรรม และการประเมินผล และ 4) ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ารูปแบบมีความเหมาะสมและความสอดคล้องอยู่ในระดับมากที่สุด สะท้อนว่ารูปแบบสามารถใช้เป็นกรอบในการออกแบบระบบฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลในระดับอุดมศึกษาได้อย่างเหมาะสม </p> ทัศนีย์ หมอสอน, จินตนา กสินันท์, ชัชวาล ชุมรักษา, พัฒนา ศิริกุลพิพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/287536 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารของจังหวัดตรัง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/287571 <p> บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร 2) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบด้านประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารของจังหวัดตรังที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพื้นที่ <br />การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด จำนวน 32 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวแทนชุมชนจำนวน 8 ชุมชน โดยใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบมีวัตถุประสงค์ (Purposive Sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบบันทึกการประชุมกลุ่มย่อย ร่วมกับการสังเกตและการสำรวจภาคสนาม จากนั้นตรวจสอบข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดตรังมีทุนทางวัฒนธรรมอาหารที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนในชุมชนอย่างเข้มแข็ง หัวใจสำคัญของการออกแบบประสบการณ์ คือ การบูรณาการระหว่างทรัพยากรอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิต การมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ การเล่าเรื่องเกี่ยวกับอาหารเชื่อมโยงกับบริบทพื้นที่ ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรม และความแตกต่างทางประสบการณ์ องค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์ ประกอบด้วย 4 ประการ ได้แก่ 1) คุณภาพและรสชาติของอาหาร 2) ความจริงแท้ของวัฒนธรรม 3) การมีส่วนร่วมของชุมชน และ 4) ความพร้อมของพื้นที่และการบริหารจัดการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารอย่างยั่งยืน</p> <p><strong><u> </u></strong></p> ธนะวิทย์ เพียรดี, เบญจวรรณ ขุนฤทธิ์, ชฎาวรรณ ศิริจารุกุล, พัทธ์ธีรา ทองอ้ม, ภาวินี จริงจิตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/287571 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาพฤติกรรมและความตั้งใจเดินทางท่องเที่ยวตามรอยอินฟลูเอนเซอร์ ด้านการท่องเที่ยวบนสื่อสังคมออนไลน์ของนักท่องเที่ยวชาวไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/285690 <p> การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการติดตามอินฟลูเอนเซอร์ด้านการท่องเที่ยวบนสื่อสังคมออนไลน์ของนักท่องเที่ยวชาวไทย และ 2) เพื่อศึกษาระดับความตั้งใจเดินทางท่องเที่ยวตามรอยอินฟลูเอนเซอร์ด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีประสบการณ์ติดตามอินฟลูเอนเซอร์ด้านการท่องเที่ยวอย่างน้อย 1 แพลตฟอร์ม จำนวน 385 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามออนไลน์ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ที่ 0.91 และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัคอยู่ที่ 0.79 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /> ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการติดตามอินฟลูเอนเซอร์ด้านการท่องเที่ยวสอดคล้องกับแบบจำลอง AISAS โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่รับรู้สารผ่านแพลตฟอร์ม YouTube มีความถี่ในการติดตามคอนเทนต์มากกว่า 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ มีการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากรับชมคอนเทนต์ และส่วนใหญ่เคยเดินทางท่องเที่ยวตามรอยอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงมีการแบ่งปันประสบการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ ความพึงพอใจจากความต้องการเดินทางท่องเที่ยวตามรอยอินฟลูเอนเซอร์ พบว่าอยู่ในระดับมาก โดยด้านความสะดวกและเข้าถึงง่ายมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านความบันเทิง และด้านการแสวงหาข้อมูล จึงแสดงให้เห็นว่าอินฟลูเอนเซอร์มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นความตั้งใจเดินทางผ่านการตอบสนองความต้องการด้านข้อมูลและอารมณ์ตามแนวคิด Uses and Gratifications Theory (UGT) ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางวางแผนกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> เกษรา กิจจาชาญชัยกุล, ชยังกูร ชีวธนากรณ์กุล , ชยิศรา ผาสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/285690 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์บนสื่อสังคมออนไลน์ในแอปพลิเคชัน TikTok ต่อความตั้งใจในการท่องเที่ยวของกลุ่มเจเนอเรชัน Z https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/287577 <p> การวิจัยเรื่อง “อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์บนสื่อสังคมออนไลน์ในแอปพลิเคชัน TikTok ต่อความตั้งใจในการท่องเที่ยวของกลุ่มเจเนอเรชัน Z” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์บนสื่อสังคมออนไลน์ในแอปพลิเคชัน TikTok ด้านความน่าเชื่อถือ ความเชี่ยวชาญ ความน่าดึงดูด รูปแบบการนำเสนอ และความผูกพันกับผู้ติดตาม ต่อความตั้งใจในการท่องเที่ยวของกลุ่มเจเนอเรชัน Z และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอิทธิพลด้านความน่าเชื่อถือ ความเชี่ยวชาญ ความน่าดึงดูด รูปแบบการนำเสนอ และความผูกพันกับผู้ติดตามของอินฟลูเอนเซอร์บนสื่อสังคมออนไลน์ในแอปพลิเคชัน TikTok ต่อ ความตั้งใจในการท่องเที่ยวของกลุ่มเจเนอเรชัน Z โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ตัวแปรอิสระที่ศึกษา ได้แก่ ความน่าเชื่อถือ ความเชี่ยวชาญความน่าดึงดูด รูปแบบการนำเสนอ และความผูกพันกับผู้ติดตาม ส่วนตัวแปรตามคือความตั้งใจในการท่องเที่ยว <br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านรูปแบบการนำเสนอมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และ 2) ความน่าเชื่อถือ ความเชี่ยวชาญ และความผูกพันกับผู้ติดตามมีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ความน่าดึงดูดและรูปแบบการนำเสนอไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ ยังพบว่า รูปแบบการนำเสนอคอนเทนต์ที่มีความสร้างสรรค์และสามารถกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้ติดตามมีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาสามารถถ่ายทอดประสบการณ์จริงได้อย่างน่าสนใจและเข้าถึงง่าย โดยอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความเชี่ยวชาญและความน่าเชื่อถือสูงสามารถสร้างความไว้วางใจให้กับผู้ติดตาม ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจท่องเที่ยวในที่สุด ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของคุณลักษณะของอินฟลูเอนเซอร์ในบริบทของแพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งเป็นสื่อที่มีการมีส่วนร่วมสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเจเนอเรชัน Z และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลของธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารและกระตุ้นความตั้งใจในการเดินทางของผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม</p> สนทรียา โสภารัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/287577 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700