วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal
<p> วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศเป็นวารสารวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ<br />การเผยแพร่องค์ความรู้และวิทยาการด้านความมั่นคงในสาขา</p> <p>1) การเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และการศึกษา <br />2) วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การพลังงานและสิ่งแวดล้อม <br />3) การทหาร และการป้องกันประเทศ</p> <p> จัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 : มกราคม-เมษายน ฉบับที่ 2 : พฤษภาคม-สิงหาคม ฉบับที่ 3 : กันยายน-ธันวาคม โดยได้จัดทำวารสารเป็น 2 รูปแบบ คือ วารสารตีพิมพ์ ISSN 1906-7836 (Print) และ วารสารอิเล็กทรอนิกส์ ISSN 2651-1525 (Online)</p> <p><strong> ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ :</strong> ไม่มีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ เนื่องจากวารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศมีงบประมาณสนับสนุน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ จำนวน 2 ท่าน กรณีที่ท่านต้องการให้มีผู้ทรงคุณวุฒิฯ ท่านที่ 3 ท่านจะต้องออกค่าใช้จ่ายเป็นค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความเพิ่ม จำนวน 1,000.- บาท (หนึ่งพันบาทถ้วน)</p>
สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
en-US
วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
1906-7836
<p>บทความ ภาพ ตาราง กราฟ ข้อเขียน หรือความคิดเห็นในวารสารฉบับนี้เป็นของผู้เขียนไม่ผูกพันกับสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และทางวิชาการแต่อย่างใด</p>
-
บทบรรณาธิการ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/285521
กองบรรณาธิการ วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
-
สารบัญ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/285522
กองบรรณาธิการ วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
-
ศัพท์ทหารรู้ไว้ ใช้ได้จริง
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/285592
สถาบันภาษากองทัพไทย กองบัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
-
ปกหน้าวารสาร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/285514
กองบรรณาธิการ วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
-
ภาพกิจกรรมสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/285593
กองบรรณาธิการ วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
-
การมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการโจรกรรมกระสุน และวัตถุระเบิดที่เก็บภายในคลังแสงของกองทัพบก
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/279001
<p> ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในการเก็บรักษากระสุนและวัตถุระเบิดนั้น คือ ปัญหาจากการลักลอบนำกระสุน และวัตถุระเบิดออกจากคลัง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับขั้นการมีส่วนร่วม และเปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับขั้นการมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการโจรกรรมกระสุนและ วัตถุระเบิดที่เก็บภายในคลังแสงของกองทัพบก ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ 1) นายทหารชั้นสัญญาบัตร 2) นายทหารชั้นประทวนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่คลัง 3) นายทหารชั้นประทวนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ รักษาการณ์ และ 4) ลูกจ้าง/พนักงานราชการ โดยกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดเป็นข้าราชการสังกัดคลังแสงที่ 1-6 กองคลังแสง กรมสรรพาวุธทหารบก จำนวน 330 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความคิดเห็น สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามใช้สถิติเชิงพรรณนา เป็นการวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้นำมาบรรยายถึงลักษณะของข้อมูลดังกล่าว สถิติที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมานในการ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว<br /> ผลการวิจัยที่ได้ คือ กลุ่มตัวอย่างมีระดับการมีส่วนร่วม ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยบุคคลด้านตำแหน่ง ด้านอายุราชการ ด้านระดับการศึกษาสูงสุด และด้านรายได้ เฉลี่ยต่อเดือน เข้าไปมีส่วนร่วมในแต่ละระดับขั้นที่ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Sig. < 0.05) เป็นไปตามสมมติฐาน และมีข้อเสนอแนะว่า ควรสนับสนุนให้มีการบริหารงานในรูปแบบการมีส่วนร่วม ระหว่างผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากเดิม ที่มีอยู่ในระดับมากแล้วให้มากขึ้นไปอีก โดยส่งเสริม ให้ผู้บังคับบัญชา และเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกระดับ มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น มีการปลูกฝังทัศนคติ ค่านิยมของการมีส่วนร่วมให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา โดย ยึดหลักการปฏิบัติตามสายการบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด และมีการกระจายความรับผิดชอบอย่างเป็นระบบ และชัดเจน บริหารงานในลักษณะที่เปิดกว้างทั้งด้านความคิด และจิตใจ ส่งเสริมให้ข้าราชการภายในหน่วยมีความสนใจ เกี่ยวกับการมีส่วนร่วม</p>
สรวิศ ธนาศตายุส
พงศ์กุลธร โรจน์วิรุฬห์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
112
128
-
แนวทางป้องกันการตกเป็นเหยื่อถูกคุกคามทางเพศออนไลน์ของนักเรียนหญิง โรงเรียนช่างฝีมือทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/281447
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สถานการณ์ รูปแบบ และวิธีการตกเป็นเหยื่อการถูกคุกคามทางเพศทางออนไลน์ของนักเรียนหญิงโรงเรียนช่างฝีมือทหาร 2) ผลกระทบจากการตกเป็นเหยื่อการถูกคุกคามทางเพศทางออนไลน์ของนักเรียนหญิงโรงเรียนช่างฝีมือทหาร และ 3) แนวทางในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อการถูกคุกคามทางเพศทางออนไลน์ของนักเรียนหญิงโรงเรียนช่างฝีมือทหาร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกนักเรียนหญิงจำนวน 15 คน และอาจารย์โรงเรียนช่างฝีมือทหารจำนวน 3 คน ทำการวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนหญิงส่วนใหญ่เคยตกเป็นเหยื่อการคุกคามทางเพศออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์ม Facebook และ Instagram ในรูปแบบของข้อความ รูปภาพ หรือวิดีโอลามก การชักชวนทางเพศ และการคอมเมนต์ในลักษณะล่วงละเมิด ผลกระทบที่พบมีทั้งด้านจิตใจ เช่น ความวิตกกังวล หวาดระแวง และรู้สึกอับอายเเละด้านสังคม เช่น ไม่ไว้วางใจคนรอบข้างหรือไม่กล้าสื่อสารกับผู้อื่น ขณะที่ผลกระทบด้านการเรียนมีน้อยมาก แนวทางการป้องกันตนเองส่วนใหญ่เป็นการใช้กลยุทธ์ระดับปัจเจก เช่น การบล็อกผู้คุกคาม การตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และการไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม นักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดการสนับสนุนในระดับโครงสร้างจากโรงเรียนหรือครอบครัว แม้ระบบวินัยแบบทหารจะส่งผลให้นักเรียนมีความเข้มแข็งทางจิตใจ แต่ก็สร้างข้อจำกัดต่อการเปิดเผยปัญหา ทำให้บางรายรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ผลการวิจัยเสนอว่าควรมีการอบรมบุคลากรในสถานศึกษา สร้างช่องทางรับฟังที่ปลอดภัย และสื่อสารกับผู้ปกครองอย่างเข้าใจเพื่อสร้างระบบป้องกันเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน</p>
ปัทพร ต้นโพธิ์
สฤษดิ์ สืบพงษ์ศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
129
142
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้แอปพลิเคชัน My RTARF ของข้าราชการกองบัญชาการกองทัพไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/281310
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจ เชิงพฤติกรรม และพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชัน My RTARF ของข้าราชการในสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด ทฤษฎีการยอมรับและการใช้เทคโนโลยี (Unified Theory of Acceptance and Use of Technology: UTAUT) ซึ่งประกอบด้วย ตัวแปรต้น ได้แก่ ความคาดหวังในประสิทธิภาพ (Performance Expectancy: PE), ความคาดหวังในความพยายาม (Effort Expectancy: EE), อิทธิพลทางสังคม (Social Influence: SI), และสภาพสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilitating Conditions: FC) โดยมีความตั้งใจเชิงพฤติกรรม (Behavioral Intention: BI) เป็นตัวแปรส่งผ่าน และพฤติกรรมการใช้งาน (Use Behavior: UB) เป็นตัวแปรตาม กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือข้าราชการจำนวน 400 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างมีระบบตามสัดส่วนหน่วยงาน โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) ผลการวิเคราะห์พบว่า ตัวแปร PE, SI และ FC มีอิทธิพล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อ BI หรือ UB ขณะที่ EE ไม่มี อิทธิพลที่ชัดเจน ทั้งนี้ โมเดลที่ได้มีค่าความสอดคล้อง ได้แก่ RMSEA, GFI, TLI และ CMIN/DF อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน<br /> ผลการวิจัยพบว่า การส่งเสริมการใช้งานแอปพลิเคชัน ในหน่วยงานภาครัฐควรคำนึงถึงความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพ ความเข้าใจในบริบทของผู้ใช้งาน และแรงสนับสนุนจาก สังคมหรือองค์กรร่วม รวมถึงการจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรม การใช้งานที่ต่อเนื่อง ยั่งยืน และสอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลในระยะยาว</p>
สุริโย พังดี
ชุติมา พิศาลย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
143
160
-
รูปแบบการบริหารวิชาการโดยใช้ SMART SPR Model ในการส่งเสริมความสามารถ ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพเป็นพลโลก โรงเรียนสายปัญญารังสิต สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/281751
<p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบและศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารวิชาการโดยใช้ SMART SPR Model ในการส่งเสริมความสามารถด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพเป็นพลโลก โรงเรียนสายปัญญารังสิต เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R & D) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัย แบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโรงเรียนสายปัญญารังสิต จำนวน 92 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-Structure Interview) ค่า IOC ทั้งฉบับ เท่ากับ 0.95 และแบบสอบถาม ค่าเฉลี่ยทั้งฉบับ เท่ากับ 0.95 สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และ การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการบริหารวิชาการโดยใช้ SMART SPR Model กับการส่งเสริมความสามารถด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ความสามารถด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) กับผู้เรียนมีศักยภาพเป็นพลโลก มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3) ความสามารถด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ส่งผลต่อผู้เรียนมีศักยภาพเป็นพลโลกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยพบว่ามี 3 ตัวแปรที่มีอำนาจพยากรณ์ ได้แก่ ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ร้อยละ 66.40 ด้านทักษะการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ร้อยละ 77.90 และด้านทักษะการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ร้อยละ 81.90 ตามลำดับ และภาพรวมมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 81.90 และ 4) ผลการประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ด้านที่มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมากมากที่สุด ได้แก่ ด้านความเป็นไปได้ (Feasibility) รองลงมา คือ ด้านความเป็นประโยชน์ (Utility) กับด้านความถูกต้องครอบคลุม และมีคุณภาพอยู่ในระดับดี ได้แก่ ด้านความเหมาะสม (Propriety) และภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับดี</p>
ปาณิสรา สิงหพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
161
176
-
ปกหน้าด้านในวารสาร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/285518
กองบรรณาธิการ วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
-
จริยธรรมในการตีพิมพ์บทความวิชาการ บทความวิจัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/285594
กองบรรณาธิการ วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
-
วัตถุประสงค์ ขอบเขต และเงื่อนไขการตีพิมพ์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/285519
กองบรรณาธิการ วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
-
ปกหลังวารสาร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/285595
กองบรรณาธิการ วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
-
การปรับตัวของชนพื้นเมืองในเขตอาร์กติก : บทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นและองค์การ ระหว่างประเทศในการเผชิญปัญหาความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/280974
<div> บทความนี้มุ่งศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในเขตอาร์กติก ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชนพื้นเมือง ในมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ โดยเน้นบทบาท ของรัฐบาลท้องถิ่นและองค์การระหว่างประเทศในการสนับสนุนการปรับตัวของชนพื้นเมืองในบริบทที่ซับซ้อนและเปราะบาง โดยบทความนี้ได้บูรณาการทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ อย่างทฤษฎีเสรีนิยมใหม่เชิงสถาบัน (Neo-Liberal Institutionalism) และแนวคิดการเมืองสีเขียว (Green Politics) เพื่อทำความเข้าใจความร่วมมือระหว่างประเทศและการจัดการทรัพยากร ในเขตอาร์กติก</div> <div><span style="font-size: 0.875rem;"> ผลการศึกษาส่งผลให้เห็นว่า ชนพื้นเมืองในเขตอาร์กติก เช่น ชนเผ่าอินูอิต (Inuit) ชนเผ่าซามิ (Sami) ชนเผ่าเนเนตส์ (Nenets) ต้องเผชิญกับความท้าทายจากการละลายของน้ำแข็งทะเลและชั้นดินเยือกแข็ง </span><span style="font-size: 0.875rem;">(Permafrost) อันเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการสูญเสียความมั่นคงทางอาหาร และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมด้วยเหตุนี้ การปรับตัวของชนพื้นเมืองจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาลท้องถิ่นและองค์การระหว่างประเทศโดยรัฐบาลท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการพัฒนานโยบายและโครงการที่ตอบสนองต่อบริบทของปัญหา เช่น </span><span style="font-size: 0.875rem;">การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม การส่งเสริมทางเลือกอาชีพใหม่ ๆ ในขณะที่องค์การระหว่างประเทศ อย่างสภาอาร์กติกและองค์การสหประชาชาติ มีบทบาทในการจัดหาทรัพยากรการพัฒนากรอบความร่วมมือ และการเปิดโอกาสให้ชนพื้นเมืองมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจระดับโลก</span></div> <div><span style="font-size: 0.875rem;"> ดังนั้น บทความนี้นำเสนอข้อเสนอแนะสำหรับการปรับตัวในอนาคต ได้แก่ การบูรณาการความรู้ดั้งเดิม (Traditional Ecological Knowledge: TEK) กับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนาความมั่นคงทางอาหารการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน และการส่งเสริมบทบาทของชนพื้นเมืองในกระบวนการตัดสินใจในทุกระดับ ทั้งนี้ เพื่อสร้างแนวทางการปรับตัวที่ยั่งยืนและครอบคลุมในระยะยาว พร้อมทั้งสร้างความตระหนักในระดับโลกเกี่ยวกับความสำคัญของเขตอาร์กติกในฐานะระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก</span></div>
จิรายุทธ คำบุญ
กุลนันทน์ คันธิก
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
1
11
-
การคาดการณ์เชิงกลยุทธ์ต่อภัยคุกคามจากแก๊ง Call Center ข้ามชาติในชายแดน ไทย-เมียนมา : บทเรียน แนวโน้ม และทางออกที่เป็นไปได้สำหรับประเทศไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/279533
<p> บทความทางวิชาการเรื่องนี้ มีที่มาของการศึกษาจากปัญหาการแพร่ระบาดของอาชญากรรม Call Center Scammers ซึ่งสร้างความเสียหายเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง โดยมีศูนย์กลางปฏิบัติการในเขตพื้นที่ที่อำนาจรัฐเข้าถึงได้จำกัด เช่น รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัจจัยต้นทางของปัญหา 2) ประเมินแนวโน้มภัยคุกคาม และ 3) เสนอนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบสนองต่อความไม่แน่นอนและผลกระทบได้อย่างรอบด้าน วิธีการศึกษาใช้กรอบการวิเคราะห์ Strategic Foresight ตามแนวคิดของหนังสือ Scenario-Based Strategic Planning: Developing Strategies in an Uncertain World โดยอาศัยข้อมูลสาธารณะจากการดูงานภาคสนาม รายงานหน่วยงานความมั่นคง งานวิชาการ และข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อวิเคราะห์ความไม่แน่นอนและ ผลกระทบของปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมใช้เครื่องมือ Impact/Uncertainty Grid ในการระบุ Critical Uncertainties และจัดลำดับความสำคัญของมาตรการรับมือ<br /> ผลการศึกษานี้ ชี้ว่า ปัจจัยวิกฤตสูงสุดคือ ขีดความสามารถในการปรับตัวทางเทคโนโลยีของ Call Center Scammers ที่ใช้ทรัพยากร เช่น อินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink เครื่องปั่นไฟ เงินทุนต่างชาติ เพื่อเลี่ยงมาตรการกดดันของไทย ขณะที่ปัจจัยอื่น เช่น ความได้เปรียบทางภูมิประเทศของไทย ช่องทางการเงินระหว่างประเทศ ข้อจำกัดเชิงอธิปไตย มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานของกลุ่มเหล่านี้ด้วยเช่นกัน แต่มีลำดับความสำคัญและเร่งด่วนรองลงมา การวิเคราะห์ยังพบว่า ไทยยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีตอบโต้ เช่น Cyber Attack และ Electronic Warfare และต้องอาศัยความร่วมมือ ระหว่างประเทศในการควบคุมทรัพยากรที่สนับสนุนอาชญากรรม ข้อเสนอแนะหลักแบ่งเป็น 3 คลัสเตอร์ ได้แก่ 1) ด้านเทคโนโลยี ด้วยการพัฒนาและจัดหา Beamforming Jammer และตั้งหน่วย Cyber Task Force เชิงรุก 2) ด้านพื้นที่และการบังคับใช้กฎหมายด้วยการยกระดับฐาน ปฏิบัติการชายแดนและพัฒนา Smart Border Monitoring และ 3) ด้านการทูตและความร่วมมือนานาชาติ ต้องเจรจา กับ SpaceX และรัฐบาลจีนเพื่อควบคุมทรัพยากรที่ใช้สนับสนุนเครือข่ายผิดกฎหมาย บทสรุปชี้ว่า การรับมือภัยคุกคามนี้ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการจัดการด้านเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็ควบดูไปกับมาตรการด้านชายแดนและการทูตเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ขัดเจนต่อความมั่นคงของไทย</p>
บดินทร์ สันทัด
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
12
25
-
การเปลี่ยนแปลงของเส้นเขตแดนแม่น้ำเมยกับอำนาจอธิปไตยของรัฐ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/281771
<p> บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของเส้นเขตแดนตามแนวแม่น้ำเมย ซึ่งทำหน้าที่ เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยใช้กระบวนการศึกษาทางเอกสาร และวิเคราะห์จากหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการกำหนดเขตแดนทางธรรมชาติ ได้แก่ หลักการกำหนดเขตแดน โดยใช้ร่องน้ำลึก (Thalweg) หลักการกร่อนทีละน้อย (Accretion) และหลักการเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน (Avulsion) การศึกษาพบว่า ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำเมยมีความซับซ้อนทั้งในเชิงกายภาพ กฎหมาย และผลกระทบ ต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะกรณีพื้นที่ตัดขาดขนาดประมาณ 340 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทที่ยังคงมี ประชาชนชาวไทยเข้าอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นจุดอ่อนไหว เชิงอธิปไตยและความมั่นคง เนื่องจากขาดการกำหนดเขตแดนที่แน่ชัดและอาจนำไปสู่ข้อพิพาททางการเมือง และการทหาร บทความวิชาการฉบับนี้เสนอความสำคัญในการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการออกแบบนโยบายที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างรอบด้าน เพื่อรักษาเสถียรภาพ ทางอธิปไตยของรัฐไทย และลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งในระดับระหว่างประเทศในระยะยาว</p>
รัฐอัครธีร์ อัครธีรฐิติภูมิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
26
35
-
การศึกษา คือ ปัจจัยความมั่นคงของประเทศ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/281758
<p> การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากมีบทบาทในการพัฒนาคุณลักษณะและทัศนคติ ของเยาวชนที่สามารถส่งเสริมความมั่นคงของประเทศได้อย่างยั่งยืน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาท ของระบบการศึกษาในการพัฒนาคุณลักษณะและทัศนคติที่ส่งเสริมความมั่นคงของประเทศในบริบทของการเปลี่ยนแปลง ในศตวรรษที่ 21 และเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบการศึกษาให้ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ วิธีการศึกษา ประกอบด้วย การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและความมั่นคงของประเทศ และการวิเคราะห์ บทบาทของการศึกษาในมิติต่าง ๆ เช่น การพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 การส่งเสริมความมีจิตสำนึกพลเมือง การลดความเหลื่อมล้ำ และการเสริมสร้างความตระหนักด้านความมั่นคง<br /> ผลการศึกษาพบว่า ระบบการศึกษามีบทบาทสำคัญ ในการสร้างพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ สร้างทักษะการคิด วิเคราะห์และแก้ปัญหาให้แก่เยาวชน รวมทั้งช่วยลด ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ ในประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการตระหนักถึง ความมั่นคงในด้านต่าง ๆ เช่น ความปลอดภัยไซเบอร์ และการจัดการภัยพิบัติ</p> <p>ข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบการศึกษา ได้แก่ การปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาครูให้มีทักษะที่ทันสมัย การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนในระบบการศึกษา ซึ่งจะส่งผลให้เยาวชนสามารถพัฒนาทักษะและคุณลักษณะที่สำคัญต่อความมั่นคงของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ปริตต์ สายสี
ประภาพร เเสงบุญเรือง
อัญธิชา รุ่งเเสง
พรชนก ทองลาด
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
36
51
-
การควบคุมสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items) ภายใต้บริบทความมั่นคงระหว่างประเทศ : การวิเคราะห์เชิงกฎหมายและข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/281755
<p> บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอองค์ความรู้เชิงกฎหมายเกี่ยวกับสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items: DUI) ซึ่งเป็นสินค้าที่มีคุณสมบัติในการนำไปใช้ทั้งในกิจการพลเรือนและกิจการทางทหาร อันอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยศึกษาผ่านกรอบความตกลงระหว่างประเทศ ได้แก่ ข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 1540 (United Nations Security Council Resolution 1540: UNSCR 1540) รวมถึงกฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยการควบคุมการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (EU Dual-Use Regulation) และบทบัญญัติแห่งกฎหมายของประเทศต่าง ๆ ที่เป็นแนวทางในการดำเนินมาตรการควบคุม เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อนำมาวิเคราะห์กับกรอบกฎหมายและแนวนโยบายของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบการควบคุมให้สอดรับกับมาตรฐานสากล<br /> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการจัดทำกลไกทางกฎหมายและการบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในฐานะผู้ส่งออกสินค้าและเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหว เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงของรัฐในมิติทางยุทธศาสตร์ และในเชิงพาณิชย์เพื่อการส่งออกสินค้าอย่างปลอดภัย ทั้งนี้ บทความเสนอข้อพิจารณาทางนโยบายรวมถึงการวางรากฐานด้านกฎหมาย มาตรการกำกับดูแล รวมถึงนวัตกรรมบริการภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนกลไกการควบคุมสินค้าที่ใช้ได้สองทางในประเทศไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p>
วัลล์ธิดา รามสูต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
52
66
-
ถอดรหัส Joint Forces Staff College: โมเดลขับเคลื่อน Joint Operations สู่การยกระดับหลักสูตรทางทหารของกองทัพไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/282232
<p>บทความนี้วิเคราะห์รูปแบบการจัดการศึกษาของ Joint Forces Staff College (JFSC) ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลการวิเคราะห์มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรทางทหารที่เน้นเรื่องการปฏิบัติการร่วม (Joint Operations) ของกองทัพไทยให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยมุ่งเน้นการศึกษาที่ใช้ผลลัพธ์ของผู้สำเร็จการศึกษาเป็นเป้าหมาย (Outcomes-Based Education: OBE) กรอบแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรตาม ADDIE Model กระบวนการทบทวนหลักสูตรประจำปีตามขั้นตอน Annual Curriculum Review Process และกรอบแนวความคิดในการจัดการศึกษา Bloom's Taxonomy การวิเคราะห์นี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอน การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ชัดเจน และการวัดผลประเมินผลที่เที่ยงตรง ซึ่งจะส่งผลให้การผลิตบุคลากรที่เป็นผู้นำทางการทหารของกองทัพไทยมีคุณภาพและมีขีดความสามารถสูงขึ้น</p>
ธนเดช จิตร์ประวัติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
67
82
-
โครงสร้างอำนาจในการสั่งใช้กำลังและการเคลื่อนกำลังทหารตามกฎหมายไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/283027
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจในการสั่งใช้กำลังและการเคลื่อนกำลังทหารตามกฎหมายไทย โดยชี้แจงลำดับชั้นของอำนาจบัญชาการ ขอบเขตหน้าที่ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหาร และการเตรียมพร้อม พ.ศ. 2545 รวมถึงคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่เกี่ยวข้อง</p> <p>การวิเคราะห์ใช้วิธีการตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักกฎหมายมหาชนและหลักนิติธรรม เพื่อชี้แจงว่าใครมีอำนาจอะไร ภายใต้เงื่อนไขและขั้นตอนใด และอยู่ภายใต้การควบคุมของกลไกใด บทความนำเสนอโครงสร้างการสั่งบังคับบัญชา กระบวนการตัดสินใจ และกลไกการมอบอำนาจตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน รวมถึงกรณีพิเศษที่ผู้บัญชาการสามารถใช้อำนาจได้โดยเร่งด่วน</p> <p>นอกจากนี้ บทความยังวิเคราะห์กลไกการควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจทางทหารภายใต้กฎหมายไทย ทั้งจากฝ่ายบริหาร รัฐสภา และหน่วยงานภายในกระทรวงกลาโหม เพื่อให้เห็นถึงระบบถ่วงดุลอำนาจที่บัญญัติไว้ในโครงสร้างกฎหมาย สอดคล้องกับหลักการควบคุมโดยพลเรือน (Civilian Control of the Military) และหลักความรับผิดชอบของอำนาจรัฐตามระบอบประชาธิปไตย พร้อมทั้งเสนอข้อพิจารณาทางกฎหมายบางประการที่อาจนำไปสู่การทบทวนหรือปรับปรุงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงสร้างอำนาจดังกล่าวสามารถรองรับบริบทของภัยคุกคามสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>บทความนี้จึงเป็นการนำเสนอเชิงวิชาการเกี่ยวกับโครงสร้างทางกฎหมายของการใช้อำนาจทางทหารภายใต้กฎหมายไทย เพื่อสนับสนุนให้การปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงของรัฐเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของรัฐสมัยใหม่ที่ตั้งอยู่บนระบบกฎหมายและหลักความรับผิดชอบของอำนาจรัฐ</p>
นภัสรพี เดชางกูร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
83
99
-
จากความเงียบสู่ฟางเส้นสุดท้าย : การตื่นตัวของชาตินิยมไทยต่อการรับรู้ภัยคุกคามอธิปไตยแห่งรัฐ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/283635
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปรากฏการณ์ “คลิปเสียงสนทนา” ระหว่างผู้นำไทย-กัมพูชา ซึ่งกลายเป็นชนวนสำคัญที่เร่งเร้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในปี พ.ศ. 2568 การวิเคราะห์บูรณาการแนวคิดชาตินิยม (Nationalism) ทฤษฎีการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement Theory) และแนวคิดการสื่อสารทางการเมืองในยุคดิจิทัล (Digital Political Communication) เพื่อสร้างกรอบอธิบายใหม่ ในชื่อ “ชาตินิยมที่ขับเคลื่อนโดยศักดิ์ศรี (Dignity-Based Nationalism)” กรอบนี้เผยให้เห็นกลไก “การกระตุ้น และการขับเคลื่อนด้วยตนเองภายใต้ความไม่ไว้วางใจผู้นำ (Triggered and Self-Reliant Mobilization under Leaderless Conditions)” จำนวน 4 ระยะ ได้แก่ 1) ความเงียบที่แม้ประชาชนไม่พอใจกับนโยบาย แต่ยังคงอดทนภายใต้รัฐบาลเสียงข้างมาก 2) การรับรู้ความจริงและความอับอาย เมื่อคลิปเสียงบน Facebook กลายเป็น Trigger Event ที่ท้าทายศักดิ์ศรีของชาติและถูกขยายผ่านสื่อดิจิทัล 3) <span style="font-size: 0.875rem;">ความไม่ไว้วางใจผู้นำ ที่นำไปสู่การถอนตัวของ พรรคการเมืองและการเคลื่อนไหวโดยภาคประชาสังคม และ 4) การลุกขึ้นปกป้องศักดิ์ศรีของชาติ ผ่านการรวมพลัง ทั้งการบริจาคสิ่งของ อุปกรณ์ และการปลุกเร้าบนโลก ออนไลน์ กลไกดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ประชาชนจะเริ่มจาก ความเงียบและความอดทน แต่เมื่อศักดิ์ศรีชาติถูกท้าทาย ก็เกิดการตื่นตัว การไม่ไว้วางใจผู้นำ และท้ายที่สุดพัฒนา ไปสู่การรวมพลังปกป้องชาติ ซึ่งแสดงถึงอัตลักษณ์ร่วม ของคนไทยที่ตรงกับคำว่า “ไทยนิ่ง รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด”</span></p>
เขมิกา บรรลิขิตกุล
นรา บรรลิขิตกุล
นพรัตน์ รัตนประทุม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2
100
111
-
รายชื่อผู้จัดทำวารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ndsijournal/article/view/285520
กองบรรณาธิการ วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
16 2